Thursday 16 August 2007

“พจน์” สุดทนประโยคเด็ด “เสี่ยเจียง” มึงทำหนังเอี้ยอะไร?


“พจน์” สุดทนประโยคเด็ด “เสี่ยเจียง” มึงทำหนังเอี้ยอะไร?
จัด “ปาร์ตี้เจ็บกระดองใจ” ไปเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พจน์ อานนท์ ผู้กำกับฯที่ขยันตกเป็นข่าวฉาวมากที่สุดของวงการ เรียกว่าไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรเป็นต้องตกเป็นข่าวได้ตลอด ทั้งที่เธอไม่ได้ เปิดหวอ ทำนมหก ถ่ายนู้ด ใดๆ เธอก็ตกเป็นข่าวรายวันได้ตลอด
ล่าสุดกับข่าวที่ว่า พจน์ ทะเลาะกับ เสี่ยเจียง-คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ จนถึงขั้นประกาศกร้าวของลาออกจากค่าย สหมงคลฟิล์ม แล้วหอบเอาหนังเรื่องใหม่ของเขาคือ “หนังกะเทย ที่มี โก๊ะตี๋, อ.ยิ่งศักดิ์, เอกชัย ศรีวิชัย และเป้ย-ปานวาด นำแสดง” ไปทำกับค่ายไฟว์สตาร์แทน
งานนี้ มันมีเบื้องหลัง เบื้องลึก อย่างไรกันแน่?
* พจน์ น้อยใจเสี่ย
ข่าว “คลุกวงใน” รายงานมาเป็น “ต่อยหอย” ว่า เรื่องนี้น่าจะเริ่มมาตั้งแต่คดีบาดหมางระหว่าง พจน์ อานนท์ กับ ตั๊ก-บงกช ที่ทะเลาะเบาะแว้งกันจนถึงขั้นฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลียร์ให้ลงเอยกันด้วยดี
กรณีนี้ ข่าวว่า พจน์ อานนท์ ออกอาการน้อยใจ เสี่ยเจียง อยู่ไม่น้อย เพราะดูทีว่า เสี่ยเจียงออกจะเข้าข้าง ตั๊ก-บงกช มากกว่า (จนมีหลายคนยุให้ พจน์ อานนท์ ไปเสริมอึ๋ม เผื่อว่าสถานการณ์จะพลิกมาเข้าเขาบ้าง)
แต่สถานการณ์มาแตกหักเอาก็อีตอนที่ พจน์ทำหนังเรื่อง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” ที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็น “หนังเกย์” ที่ พจน์ตั้งใจสร้างอย่างแรงกล้า เพื่อหวังจะทำหนังขายคุณภาพ โชว์ฝีมือให้ใครๆ ได้เห็นว่า เขาสามารถจะทำหนังคุณภาพที่มีเนื้อหาเข้มๆ ได้เช่นกัน ไม่ใช่ทำเป็นแต่ “หนังกะเทยตลก” เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พจน์ พยายามจะพิสูจน์ตนเองมาตลอด
ครั้นเมื่อพจน์ทำหนัง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” เสร็จเรียบร้อย จัดการฉายให้เสี่ยเจียงดู คำวิจารณ์ที่ได้รับจากเสี่ยเจียงก็คือ “ไอ้พจน์ มึงทำหนังเอี้ยอะไรวะ?” !?!
เสี่ยเจียงวิจารณ์สรุปด้วยถ้อยคำจากยุคพ่อขุนราม ซึ่งถ้อยคำเช่นนี้ถือว่าเป็นสไตล์ปกติของเสี่ยเจียงที่มักจะพูดจาตรงไปตรงมา ซึ่งทำให้ผู้ชายหัวใจไหวอย่าง พจน์ อานนท์ สุดจะทนฟังได้ เพราะเกิดไม่ทัน ยุคพ่อขุนราม
แต่นั่นยังไม่ร้ายแรงเท่า การที่เสี่ยเจียงเสนอให้พจน์เอาหนังเรื่องนี้ไปสร้างใหม่ โดยให้ปรับแต่งเป็นหนังแอ็กชัน...ซะงั้น! ถือเป็นข้อเสนอที่ หยามเกียรติผู้กำกับฯ เป็นที่สุด
นี่จึงเป็นข้อเสนอที่พจน์ไม่อาจสนองได้! เนื่องจากหนังทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญคือ พจน์ตั้งใจจะทำเป็นหนังดรามา ขายความประทับใจ แต่เสี่ยเจียงกลับจะให้ไปเปลี่ยนเป็นหนังแอ็กชันซะงั้น...แล้วมันจะไหวเหรอครับเสี่ย?
เจอเข้ามุกนี้ พจน์ อานนท์ ก็เลยประกาศกร้าวว่า “ถ้างั้นผมลาออกละกัน” !
ว่าแล้ว พจน์ อานนท์ ก็สวมวิญญาณน เกย์ไทยหัวใจเพชร เอ๊ย...ชายไทยหัวใจเพชร เดินสะบัดก้นงอนๆ ออกมาจากค่ายสหมงคลฟิล์ม ทันที
แต่ประทานโทษ จะออกมาแบบ ตัวเปล่าเล่าเปลือย มันก็ใช่ที่ เพราะว่าเธอมี “บางอย่าง” คั่งค้างอยู่ เธอจึงหอบเอา “หนังกะเทย” ที่เตรียมสร้างเป็นผลงานล่าสุดออกมาด้วย
แล้วค่ายไหนล่ะ ที่พจน์จะเดินเข้าไปหา ถ้าไม่ใช่ค่ายที่เป็นเหมือน “ฝั่งตรงข้าม” ของค่ายสหมงคลฟิล์ม อย่าง ค่ายไฟว์สตาร์
งานนี้จึงเป็นเหมือน “ลูกวิ่งมาเข้าทาง” ผู้บริหารของค่ายห้าดาวก็ซัดลูกเข้า “ตุงตรงเป้า” เสี่ยเจียง พอดิบพอดี (ป่านนี้เสี่ยเจียงอาจมี “หน้าเขียว” เพราะความเคือง)
ด้วยการตอบรับพจน์คืนสู่อ้อมอกอีกครั้ง เพราะพจน์เองก็ใช่ใครอื่น เขาเคยแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์จาก ค่ายไฟว์สตาร์ นี่แหละ จากหนังเรื่อง “สะแด่วแห้ว” ในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับฯ และ “สติแตก สุดขั้วโลก” ในฐานะผู้กำกับฯ
ไฟว์สตาร์ พร้อมให้ พจน์ เปิดกล้องถ่ายทำหนังเรื่องนี้ทันที!
* หนังเกย์ – หนังกะเทย By พจน์ อานนท์
อันว่าหนังเรื่องนี้นั้น แต่เดิมพจน์ตั้งชื่อว่า “หอแต๋วแตก” ที่มีพล็อตเรื่องคร่าวๆ ประมาณว่า นักศึกษาสาวนางหนึ่ง (เป้ย-ปานวาด) ที่ฆ่าตัวตาย เพราะถูกผู้ชายข่มขืน วิญญาณนของเธอดันไปเข้าสิงในร่างของแต๋วอย่าง โก๊ะตี๋ นักศึกษาในหอพักแห่งหนึ่ง เรื่องมันก็เลยชุลมุนวุ่นวาย กลายเป็น หอแต๋วแตก สมชื่อ
ต่อมา เสี่ยเจียง เกิดนึกอยากจะเปลี่ยนชื่อเพื่อ เอาเคล็ด จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “โกยนะยะ” แทน ซึ่งพจน์ก็ “ยินยอมพร้อมใจเปลี่ยน” แต่โดยดี ไม่มีขัดใจเสี่ย
แต่เมื่อเกิดคดี “เสี่ยไม่ปลื้ม...จบ” ขึ้นมาเช่นนี้ เมื่อพจน์หอบเอาหนังเรื่องนี้ไปทำกับค่ายใหม่อย่าง ไฟว์สตาร์ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา พจน์จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อหนังเสียใหม่เป็น “อีบานเช้า เขย่าโลง” !
ซึ่งความจริง ชื่อนี้มาจากชื่อเดิมว่า “อีบานเช้า เขย่าเมือง” หนังอีกโปรเจ็กต์ของพจน์ที่เขาเคยคิดที่จะทำแต่ยังไม่ได้ลงมือ คงจะมีการสลับสับเปลี่ยนกันเพื่อให้ลงตัว ฟังดูชวนเวียนหัวนัก
กลับมาที่หนังเกย์เรื่อง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” ที่เสี่ยเจียงให้เกียรตินิยามมาด้วยถ้อยคำที่ คม-ชัด-ตรง ว่า “หนังเอี้ยอะไรวะ?” นั้น พจน์ อานนท์ เถียงคอเป็นเอ็น เขายืนยันมั่นใจว่า
นี่เป็นหนังคุณภาพเรื่องหนึ่งของเขา ที่หลายคนที่ได้ดูในวันนั้นต่างก็ร้องไห้กันระงม ต่างรู้สึกประทับใจกับหนังเรื่องนี้
คงมีเพียง เสี่ยเจียง คนเดียวเท่านั้น ที่ไม่ “อิน” และเขาก็มั่นใจว่า หนังเรื่องนี้จะต้องเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ กลุ่มเพศที่สาม ที่ถือว่าเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก ของหนังเรื่องนี้
พจน์ยืนยันว่า ขนาด ผู้กำกับฯ รุ่นบรมครูท่านหนึ่ง ที่ได้ดูแล้ว ยังเอยปากว่า “พจน์ คุณจะทำหนังชิงออสการ์หรือยังไง? “ ซึ่งพจน์ตีความว่า “นี่คือคำชม” แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ฟังกับหูตัวเอง เลยไม่อาจฟันธงว่า
นี่เป็นคำชม หรือคำประชด กันแน่ !
งานนี้หากจะวิเคราะห์กันแล้ว การที่เสี่ยเจียงไม่ปลื้มหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ด้วยว่า เสี่ยเจียงไม่ได้เป็น เกย์ ไม่ได้เป็น พลพรรครักตุ๊ด การที่จะออกอาการไม่ปลื้มหนังเกย์เรื่องนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลก
แต่ถ้าหากว่า เสี่ยแกออกอาการปลื้มสุดๆ ร้องห่มร้องไห้น้ำหูน้ำตาเล็ด นั่นสิเรื่องแปลกแน่ๆ เพราะชมรมชาวสีม่วงอาจได้สมาชิกใหม่ทันที
แต่ที่น่าถกเถียงกัน ณ ตอนนี้ก็คือ ตกลงหนังเรื่องนั้น คุณภาพออกมาประมาณไหนกันแน่? ดี หรือ ไม่ดี อย่างไร?
“ดีมั่กๆ” อย่างที่ พจน์ อานนท์ มั่นใจนักหนา หรือว่า “เอี้ยมั่กๆ” อย่างที่ เสี่ยเจียงบริภาษ นี่ต่างหากล่ะที่เป็นปริศนาชบาไพรที่ต้องการคำตอบ!
แต่อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ พจน์ อานนท์ ก็ได้เดินออกมาจากค่ายสหมงคลฟิล์มมาเรียบร้อยแล้ว หนังเรื่อง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” จะได้ฉายหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้คำตอบ เพราะมีหลายแนวทางที่อาจเป็นไปได้ อาทิ
หนึ่ง เสี่ยเจียงตัดใจ นำไปลงเป็นหนังแผ่นไปซะเลย
สอง เสี่ยเจียงยกให้ผู้กำกับฯ ในสังกัดใครสักคนเอาไปทำใหม่ เพื่อให้ออกมาเป็นหนังแอ็กชันอย่างที่ใจเสี่ยปรารถนา (ลองหลับตานึกภาพ องค์บาก หรือ ต้มยำกุ้งในเวอร์ชันหนังเกย์ ก็คงจะมีเฮเหมือนกันนะตัวเอง)
สาม แม้ว่า เสี่ยจะไม่ปลื้ม แต่ถ้าหากว่า การที่พจน์ทะเลาะกับเสี่ยเจียง แล้วเกิดกระแสข่าวตูมตามเกรียวกราวออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นไปได้มากว่า เสี่ยอาจจะเปลี่ยนใจ ลองเสี่ยงนำหนังเรื่องนี้ออกฉาย เพื่อหยั่งเชิง และชิมลาง
ซึ่งข้อสามนี้ ถ้าหากว่า หนังเกิดกลายเป็นความสำเร็จแบบพลิกความคาดหมาย ต่อไปใครจะรู้ว่า เสี่ยเจียง อาจจะ ส่งเทียบเชิญ พร้อม เครื่องบรรณาการ ไปเป็นการขออภัย น้องพจน์ พร้อมเรียกร้องให้ น้องพจน์ กลับคืนสู่ค่ายตราใบโพธิ์อีกครั้งก็เป็นได้
คุณต้องรู้ความจริงอย่างหนึ่งของวงการบันเทิงว่า ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูที่ถาวร “ผลประโยชน์” เท่านั้นที่แน่นอน!!!
* อนาคต พจน์ อานนท์
นอกจากอนาคตของ “หนังเกย์” เรื่อง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” ที่ต้องจับตาดูว่า จะได้ฉายหรือไม่แล้ว อีกทิศทางที่ต้องจับตาก็คือ อนาคตของ พจน์ อานนท์ ว่าจะเป็นเช่นไร
เพราะจะว่าไป ณ วันนี้ พจน์ อานนท์ ตกอยู่ในสภาพเหมือน “ชายสามโบสถ์” เพราะเขาเป็นผู้กำกับฯ ที่ย้ายค่ายหนังมาแล้ว 3 ค่าย
เริ่มต้นกับ ค่ายไฟว์สตาร์ ทำหนังมาหลายเรื่อง อาทิ สติแตกสุดขั้วโลก, 18 ฝนคนอันตราย, ว๊าย...บึ้ม เชียร์กระหึ่มโลก, โกซิกส์ โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหล
ก่อนจะย้ายไปทำกับ ค่ายอาร์เอส ทำเรื่อง “ปล้นนะยะ” ที่มีปัญหาเรื่องนำเอาโลโกของเสื้อผ้าแบรนด์ดังมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หวิดถูกระงับฉายจนต้องมีการเสียเงินเพื่อลบโลโกเสื้อผ้าแบรนด์นั้นออกจากหนัง ทำเอานายทุนออกอาการเคืองพจน์อยู่มิใช่น้อย โทษฐานที่ทำให้ต้องเสียเงินโดยใช่เหตุ แล้วย้ายมาที่ ค่ายสหมงคลฟิล์ม ก็มาเจอกับปัญหาเรื่อง ทะเลาะกับดาราในสังกัด และทำหนังไม่สบอารมณ์นายทุนเข้าให้อีก
งานนี้ไม่ได้อยากให้ใครทะเลาะกับใคร เพราะส่วนใหญ่รู้จักกันดีทั้งนั้น โดยส่วนตัว รู้สึกเข้าใจทั้งฝ่าย พจน์ อานนท์ และฝ่าย เสี่ยเจียง
พจน์ อานนท์ นั้น เขาแจ้งเกิดมากับหนังวัยรุ่น ก่อนจะมาได้ดีเอากับ หนังเกย์ หนังกะเทย แนวตลก ขายความสนุกสนาน ที่กลายเป็น “โลโกประจำตัว” ของเขาไปแล้ว ฉะนั้นเวลาจะคิดโปรเจกต์ใหม่ทีไร นายทุนก็มักจะมองเขาว่า ทำหนังเกย์ กะเทย แนวตลกน่าจะดีที่สุด นายทุนจึงพยายามจะให้เขาทำแต่หนังแนวนี้เท่านั้น
โดยที่เจ้าตัวก็มั่นใจว่า เขาทำหนังแนวอื่นได้เช่นกัน ไม่ใช่แค่หนังตลก อย่างที่เขาพยายามจะพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานอย่าง 18 ฝนคนอันตราย, เอ๋อเหรอ มาจนถึง เพื่อน...กูรักมึงว่ะ เป็นผลงานล่าสุด
แต่เหล่านี้ ก็ล้วนแต่เป็นหนังที่ไม่ทำเงินตูมตามเหมือนอย่างหนังตลกที่เขาทำ ยกเว้นเรื่อง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” ที่ยังไม่ได้ออกฉาย จึงยังไม่อาจทราบผล
ข้างฝ่าย เสี่ยเจียง ก็เข้าใจอยู่ว่า นายทุนทำหนัง ก็อยากจะเห็น “หนังทำเงิน” ถ้าดูแล้วไม่แน่ใจว่าหนังจะได้ตังค์ ก็ไม่รู้จะสร้างออกมาทำไม ยกเว้นว่า มั่นใจว่าจะสร้างเพื่อหวังกล่อง
แต่กับกรณี “หนังพจน์” เรื่องล่าสุดนี้ ก็ยังไม่อาจคาดหวังได้ว่า จะได้ “กล่อง” หรือไม่ เพราะสุดท้ายอาจจะ “แห้ว” ทั้ง “เงิน” และ “กล่อง” ก็เป็นได้สูงเช่นกัน
ยกเว้นแต่ว่า นายทุนดูหนังแล้ว เกิดความรู้สึก “มั่นใจอะไรบางอย่าง” ว่า นี่เป็นหนังดีที่น่าลองฉาย เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีหนังหลายเรื่องที่ ฮิตเกินความคาดหมายทำรายได้เกินคาดคิด สร้างความฮือฮาเกินคาดหวัง
มีตัวอย่างให้เห็นอย่าง นางนาก ของ นนทรีย์ นิมิบุตร, หลวงพี่เท่ง ของ โน้ต เชิญยิ้ม ใครจะคิดว่าฮิตสนั่น โกยสนาน กันขนาดนั้น
นั่นจึงอยู่ที่ว่า เสี่ยเจียง เห็น “สิ่งนั้น” จากหนังของ พจน์ อานนท์ หรือไม่!
สำหรับ พจน์ อานนท์ ก็ต้องไม่ลืมว่า เมื่อครั้งที่เขาสร้างหนังเรื่อง “โกซิกส์โกหก ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล” เขาก็ตั้งใจที่จะสร้างให้เป็นหนังขายฝีมือ ทำเป็นหนังโรแมนติกที่แอบมีการเซอร์ไพรส์ผู้ชมในตอนจบ (ด้วยการเอากะเทยจริงมาเป็นนางเอก ประกบคู่ เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์)
แต่ครั้นพอสร้างเสร็จ เขากลับถูก นายทุนค่ายไฟว์สตาร์ ขอให้เปลี่ยนเป็นหนังตลกมาแล้ว จนเขาต้องมีการถ่ายเพิ่ม คิดมุกตลกใส่เข้าไปในหนัง ที่เจ้าตัวเองก็รู้สึกอึดอัดคับข้องใจมาแล้ว
การที่ไฟว์สตาร์รีบรับพจน์กลับคืนสู่บ้านเก่า ส่วนหนึ่ง อาจเป็นความเอ็นดูที่เคยมีกันแมาแต่เก่าก่อน
แต่อีกส่วน เป็นไปได้หรือไม่ว่า นี่คือ “เกมหักเหลี่ยมโหด” โทษฐานที่ สมาพันธ์ภาพยนตร์สหมงคลฟิล์ม เอ๊ย...สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เพิ่งจะปลดชื่อหนัง Invisible Waves คำพิพากษาของมหาสมุทร ออกจากการเป็นตัวแทนส่งไปประกวด รางวัลออสการ์ ไปเป็นหนังเรื่อง “อหิงสา...จิ๊กโก๋มีกรรม” ของค่าย อาร์.เอส.แทน
นั่นหมายความว่า พจน์แค่พลัดหลงเข้ามาเป็น “หมาก” ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง
ฉะนั้น ในวันที่ พจน์ กำลังเริ่มกลายเป็น ผู้กำกับฯ รุ่นพี่ แล้ว มีผู้กำกับฯ รุ่นน้องวิ่งไล่ตามมาติดๆ จึงสมควรที่ พจน์ จะต้อง “หาตัวเองให้เจอ” หาที่เหมาะที่ควรสำหรับตัวเอง แล้วปักหลักให้ มั่นคง
พจน์เดินมาถึง “วัย” ที่ต้องการ ความมั่นคงในชีวิต แล้ว จะมาทำตัวแบบเอะอะอะไร ก็สะบัดตูดออกจากค่าย ย้ายไปค่ายตรงข้ามให้มันสะใจเล่น ผมว่า...มันหมดเวลาที่จะทำเยี่ยงนั้นแล้ว
ผมรักไฟว์สตาร์...ผมเข้าใจสหมงคลฟิล์ม แต่ผมเอ็นดู และเห็นใจ พจน์ อานนท์ มากกว่า
จึงอยากเตือนมาด้วยความหวังดี คำตอบสำหรับเรื่องนี้ พจน์ อานนท์ ต้องค้นหาด้วยตัวเอง เป็นคำตอบสุดท้าย
สยามรัฐ