Showing posts with label Political. Show all posts
Showing posts with label Political. Show all posts

Friday, 10 October 2008

เด็กปีศาจกับพฤติกรรมผีเจาะปากให้มาพูด (บทความที่ปลื้มควรอ่าน)


รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง
รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“คนๆนี้ ผีเจาะปากมาให้พูดหรือเช่นไร” สำนวนคนไทยโบราณ

การมีสื่อให้ได้แสดงความคิดเห็นของตนสู่สาธารณะ ถือเป็นอำนาจทางวาทกรรมชนิดหนึ่งซึ่งปัญญาชนที่ได้รับโอกาสและอภิสิทธิ์เช่นนี้พึงสังวรและตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ “ปาก”ของตนเองมีต่อสังคมให้มากๆ

ผู้เขียนได้รับคำบอกเล่าให้ฟังรายการ “เดอะนิวส์ โชว์” ของ ม.ล.ณัฐกรณ์ (ปลื้ม) เทวกุลที่ออกอากาศเมื่อ 9 ต.ค.51 ในช่วงเวลาประมาณ 13.00 – 14.00 น. ทางคลื่น 97.0 MHz. พอได้ฟังแล้วผู้เขียนมีความรู้สึกทันทีว่า “ไม่ปลื้ม” ไปกับ ปลื้ม... คนๆนี้ “ผีเจาะปากให้มาพูดหรือเช่นไร”

มีประเด็นรายการดังกล่าวอยู่ 2 ประเด็นหลักที่เป็นสาเหตุของความ“ไม่ปลื้ม”ของผู้เขียน กล่าวคือ

1. หมอ และ นักบิน ไม่ใช่ เทวดา และ ไม่ใช่ เทวกุล

บุคคลที่อยู่ในอาชีพทั้ง 2 แบบหรืออาจจะรวมอาชีพอื่นๆ เช่น นักจัดรายการวิทยุ หรือพิธีกร ทางโทรทัศน์ เข้าไปด้วยก็ได้ โดยพื้นฐานเขาเหล่านั้นก็ยังมีความเป็น “คน” ซึ่งก็หมายความว่ายังมี รัก โลภ โกรธ และ หลงอยู่ การปฎิเสธการรักษาในกรณีที่ไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน หรือ การมีความกังวลใจที่จะขับเครื่องบินให้นักการเมืองฝ่ายที่เหยียบย่ำกองเลือดเข้าสภา ในแง่มุมหนึ่งถือได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ที่ยังมีความรู้สึกแบบมนุษย์ปุถุชนอยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่ประการใด

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการแสดงให้สังคมได้รับรู้ว่า หากคนใดประพฤติชั่ว แม้ว่าจะยังไม่ถูกฟ้องร้องลงโทษตามกฏหมาย แต่การกระทำดังกล่าวในฐานะที่เป็น “คน” ก็มีสิทธิที่จะแสดงออกถึง “อารยะขัดขืน” ว่าเขาเหล่านั้นมีความไม่พอใจมากน้อยเพียงใด แน่นอนเขาเหล่านั้นทราบว่าการขัดขืนของพวกเขาอาจติดตามด้วยการลงโทษหรือการตำหนิจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่เขาเหล่านั้นก็ยังกระทำตามสำนึกของตนเองที่มีอยู่ ทำไมหรือ นั่นก็เพราะว่านี่เป็นการแสดงออกของความเป็น “มนุษย์”ที่แท้ และเป็นการแสดงออกเชิงสัญญลักษณ์แห่งการลงโทษทางสังคมต่อผู้ที่ทำร้ายเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

ถ้า ปลื้ม จะ “ไม่ปลื้ม” เพราะเขาเหล่านั้น ไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ ผู้เขียนคิดว่า ปลื้ม คิดใหม่เสียดีกว่า

ผู้ป่วย ผู้โดยสาร มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันก็จริงอยู่ แต่ ปลื้มทำไมไม่บอกกับผู้ฟังไปด้วยว่า “สิทธิ” ต้องมาคู่กับ “หน้าที่” หรือแค่นี้ก็คิดไม่ออกแล้ว

ถ้าตำรวจอยากจะได้สิทธิในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ตำรวจก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้อง Serve and Protect ประชาชน มิใช่ไปรังแกเข่นฆ่าประชาชน ตำรวจมีสิทธิอะไรถึงไปทำเช่นนั้น นักการเมืองก็เช่นกัน เขาเหล่านั้นพูดอยู่เสมอๆว่าผมได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน เป็นตัวแทนของประชาชนผู้ทรงเกียรติ แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับไม่เคยรักษาไว้ซึ่งเกียรติของความนักการเมืองที่ควรมีจิตสาธารณะและอุดมการณ์อันสูงส่งเพื่อส่วนรวมไว้เอาไว้เลย แต่กลับกระทำการไปในทางตรงกันข้าม ดังจะเห็นได้จากกรณีการรับฟังการแถลงนโยบายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51ที่ผ่านมา พวกเขาเหล่านั้นได้เข้ามาประชุมสภาพร้อมกับแขนขาและชีวิตของประชาชนที่สูญเสียไปทั้งในขณะที่เข้ามาและออกไปจากรัฐสภา จะมีการประชุมสภาอะไรที่ไหนในโลกนี้ที่สำคัญและมีค่ามากกว่าชีวิตของผู้คน

ปลื้มช่วยบอกให้ฟังหน่อยได้ไหม?

2. วันนี้ (9 ต.ค.51)ปลื้มบอกว่าปลื้มหมดศรัทธากับระบบจริงๆ

ปลื้มพูดอยู่หลายประเด็นในเรื่องที่ปลื้มมีศรัทธากับระบบ ตัวอย่างเช่น
ปลื้มมีศรัทธากับตำรวจเพราะอยากเป็นกำลังใจ(ให้ตำรวจเข่นฆ่าประชาชน)ต่อไป
ปลื้มหมดศรัทธาเพราะแกนนำพันธมิตรถูกยกเลิกข้อหากบฏโดยศาล
ปลื้มหมดศรัทธาเพราะนักบินไม่ยอมขับเครื่องบินให้กับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน
ปลื้มหมดศรัทธาเพราะอาจารย์โรงเรียนแพทย์ 8 สถาบันที่ออกมาตอบโต้ว่าจะไม่รับรักษา คณะรัฐมนตรี ส.ส.ร่วมรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ที่แต่งเครื่องแบบและแจ้งชั้นยศเพื่อตอบโต้การกระทำรุนแรงโดยการเข่นฆ่าประชาชนของตำรวจเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ พิการ มากกว่า 400 คน

ดูเหมือนว่า ปลื้ม ไม่ปลื้มจริงๆ

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าระบบที่ปลื้ม ไม่ปลื้มนั้น เป็นระบบเดียวกับระบบที่ ธงชัย วินิจจะกูล ประภาส ปิ่นตบแต่ง หรือ เหล่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่ปลื้มด้วยหรือไม่

เพราะหากปลื้ม ไม่ปลื้มเพราะบุคคลข้างต้นไม่รักษากฎหมาย และสร้างแต่ “อนารยะมวลชน” ผู้เขียนคิดว่า ปลื้ม คิดผิดก็คิดใหม่ได้มันไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่ประการใด แม้ปลื้มจะเรียนจบจากเมืองนอกมาก็ตาม

ระบบจะเป็นระบบได้ก็เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กติกาและเคารพกติกาเหมือนกัน หากฝ่ายหนึ่งไม่เคยเคารพกติกา จะหวังว่าอีกฝ่ายจะต้องเคารพกติกาไปตลอดโดยไม่มีการขัดขืนเลยดูจะเป็นระบบที่ห่างไกลจากประชาธิปไตยไปไกลอยู่ทีเดียวมิใช่หรือ

ระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตำรวจสามารถที่จะทำร้ายประชาชนโดยไม่มีเหตุอันควรได้เพียงแค่รอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียว ถ้าปลื้มจะบอกว่าตำรวจเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน ผู้เขียนและคงจะมีคนอีกมากกมายลุกขึ้นมาบอกว่าปลื้มพูดเท็จ

ระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กล่าวหาใครที่มีความเห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาลว่าเป็นกบฏโดยง่าย ศาลอุทธรณ์ก็ได้ให้เหตุผลที่ยกเลิกข้อหากบฏไว้ว่าเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย

ระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาให้หมอและนักบินไม่สามารถที่จะปฏิเสธสำนึกความเป็น “มนุษย์”ที่มีอยู่ในตัวตน

ปลื้มควรมีสติในการพูดจาให้มากกว่านี้และจงรีบขับไล่ปีศาจให้ออกจากใจและปากของตนไปโดยเร็ว ถ้าหากปลื้มคิดจะเป็นปัญญาชนสาธารณะที่สมควรได้รับการยกย่องจากสังคม

*หมายเหตุ - เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด

Link: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120753

Sunday, 7 September 2008

Matti Juhani Saari - Gun politics in Finland



For many people, Finland represents the country of lakes, forests and reindeers. A country economically competitive, with the best education system of the world, a hight standard of living and a good social safety net.

BUT...

In Finland, 101 crimes per 1,000 people are reported annually, which is per capita third highest in the world

There are 32 privately owned firearms per 100 civilians according to the Finnish Ministry of the Interior. By the end of 2006 there were somewhat over 1.6 million licensed firearms and spread among Finland's population of 5.3 million it comes to 30.5 per 100 people. Unlicensed firearms are estimated at around 1.5 per 100.

(source: wikipedia)

A student has shot dead 10 people at a school in western Finland before shooting himself, in the country's second school shooting in less than a year. The gunman, student Matti Juhani Saari, was taken taken to Tampere University Hospital, where he died from head wounds, authorities said. The shooting at the school in Kauhajoki, 360km from Helsinki, began at around 11am local time and lasted for about an hour and a half, local official Ari Paananen said.



Finlandia - Estudante abre fogo e mata 9 em colégio.
Um estudante abriu fogo dentro de uma escola profissionalizante para adultos em Kauhajoki, na Finlândia, nesta terça-feira, matando nove pessoas. Em seguida, o atirador se matou.
O tiroteio teve início por volta das 11h locais na cidade, que fica a cerca de 360 quilômetros da capital, Helsinque. O reitor da escola afirmou à agência de notícias France Presse que o atirador é Matti Juhani Saari, 22. "Ele é aluno do segundo ano de hotelaria", disse Tapio Varmola. Ontem (22), ele havia sido detido, interrogado e liberado pela polícia.
Segundo testemunhas, o estudante entrou no edifício encapuzado e com uma bolsa esportiva. Pouco depois foram feitos os primeiros disparos.
Um funcionário do centro disse à imprensa local que o jovem foi a uma sala de aula onde vários estudantes faziam uma prova, e começou a atirar indiscriminadamente.
"Em um curto espaço de tempo, ouvi várias dúzias de disparos. Em outras palavras, era uma pistola automática", disse o segurança da escola Jukka Forsberg a uma rede de TVs finlandesas. "Vi algumas estudantes chorando. Uma delas conseguiu sair pela porta dos fundos. Ele não falou uma palavra. Atirou também em mim. Corri para me salvar".
O detetive Vesa Nyrhinen, que comandou a ação policial, disse que o atirador tentou se matar, mas não conseguiu de imediato. Ele foi encaminhado para um hospital em Tapere, que fica a cerca de duas horas do local da tragédia, mas morreu pouco depois da chegada ao local.
De acordo com a agência finlandesa de notícias STT, parte da escola pegou fogo durante o incidente -as causas ainda não foram determinadas.
Pekka-Eric Auvinen, 18, matou oito pessoas antes de cometer suicídio em novembro de 2007 na Finlândia
Estudante foi interrogado antes da tragédia
Saari havia sido interrogado na segunda-feira (22) pela polícia depois de postar no YouTube quatro vídeos nos quais aparecia disparando uma arma. No entanto, apesar da comprovação de que o estudante era o autor dos vídeos e dono de uma pistola Walther P22, a polícia finlandesa decidiu não tomar nenhuma medida contra ele por não considerá-lo perigoso.
A polícia soube dos vídeos por denúncia de um internauta Os filmes são muito semelhantes aos gravados por Pekka-Eric Auvinn antes de assassinar oito pessoas em um instituto finlandês no ano passado. Foram postados há cinco dias e um deles trazia uma mensagem: "a vida toda é guerra, a vida toda é dor. E você lutará sozinho sua guerra pessoal".
É o segundo caso com as mesmas características que ocorre em menos de um ano na Finlândia. Em novembro de 2007, Pekka-Eric Auvinen, 18, descrito pela polícia como um estudante que havia sido vítima de provocações de seus colegas, abriu fogo em sua escola na cidade de Tuusula e matou seis estudantes, uma enfermeira e o diretor da instituição antes de cometer suicídio.

O governo finlandês convocou uma reunião de crise para examinar o caso. Com 1,6 milhão de armas de fogo em mãos de civis, o país é uma anomalia na Europa, ficando atrás apenas de Estados Unidos e Iêmen como os países com a população civil mais armada.
W1TV 10 minutes.
http://http//w1tv.sites.uol.com.br

Finnish Gunman Kills Students : CCTV Footage
A gunman killed at least ten people at a college in Finland before shooting himself and later dying in hospital.

The gunman is believed to be Matti Juhani Saari, 22, a student at the school in the western Finnish town of Kauhajoki.

Daniel Boettcher reports.A gunman has killed 10 people at a college in the town of Kauhajoki in Finland before shooting himself and later dying in hospital.

Media reports named the gunman as Matti Juhani Saari, 22, a trainee chef at the vocational college.

The suspect posted a video of himself on the internet last week firing a gun.

As a result of this, police interviewed him on Monday but decided they did not have enough evidence to revoke his licence, the interior minister said.

The minister, Anne Holmlund, said an investigation would now try to determine whether mistakes were made.

Prime Minister Matti Vanhanen said this was a "tragic day" for Finland.

The attack echoed a shooting spree at a Finnish school last year which left nine dead, including the gunman, who had also posted an internet video. Tuusula, Finland, November 2007 - nine dead, including gunman
Virginia Tech, US, April 2007 - 33 dead, including gunman
Erfurt, Germany, April 2002 - 18 dead, including gunman
Columbine school, Denver, US, April 1999 - 15 dead including two gunmen
Dunblane, Scotland, March 1996 - 16 children, one teacher and gunman dead.


Two Finnish School Shootings Within A Year Very Simular!!! YouTuber wumpscut86 And Natural Selector 89.
Two Finnish School Shootings Within A Year Very Simular!!!

A gunman has killed 10 people at a college in the town of Kauhajoki in Finland before shooting himself and later dying in hospital.

Media reports named the gunman as Matti Juhani Saari, 22, a trainee chef at the vocational college.

The suspect posted a video of himself on the internet last week firing a gun.

As a result of this, police interviewed him on Monday but decided they did not have enough evidence to revoke his licence, the interior minister said.

The minister, Anne Holmlund, said an investigation would now try to determine whether mistakes were made.

Prime Minister Matti Vanhanen said this was a "tragic day" for Finland.

The attack echoed a shooting spree at a Finnish school last year which left nine dead, including the gunman, who had also posted an internet video.

Ski mask

The shootings in Kauhajoki, some 330km (205 miles) north of the capital, Helsinki, began just before 1100 local time (0800 GMT).

An estimated 150 students were thought to be in the college buildings at the time.
The gunman, dressed in black and wearing a ski mask, was seen entering the building with a large bag. Shots were fired soon afterwards.

School caretaker Jukka Forsberg told AFP news agency that two girls had told him a man was shooting.

"I saw a guy leaving a big black bag in the corridor and going into classroom number three and closing the door," he said.

"I looked through the window and he immediately shot at me. Then I called the emergency number. Thank God I was not hit, he fired at me but I was running zigzag. I ran for my life."

Mr Forsberg added: "I heard constant shooting. He changed another case in the gun. He was very well prepared. He walked calmly."

Police ordered an evacuation and called for reinforcements as fires blazed in the building.

The gunman remained at large within the college grounds for some time.

Mr Vanhanen confirmed the gunman had shot himself.

Media reports said the gunman was treated for a bullet wound to the head at Tampere University Hospital but later died.

One victim also died in hospital, raising the initial toll from nine.

College headmaster Tapio Varmola told AFP: "Police have told me they suspect [the gunman] to be Matti Juhani Saari. He is a second year culinary arts student at our school."

Mr Vanhanen expressed condolences to the families of the victims and declared Wednesday a day of national mourning.

"We all as a society must be united so that events like these will not happen again," he said.

Ms Holmlund said police questioned the man about the YouTube video, which showed him shooting at a firing range.

On the video, the gunman says "you die next" before firing three times at the camera.

Ms Holmlund said: "Police were aware of this and spoke to him on Monday, September 22. However, the police officer on duty decided there was no need to terminate his gun licence."
The gunman was given a "temporary licence" for a .22-calibre firearm this year, Ms Holmlund said.

In November 2007, eight people and the gunman died in another school attack in Tuusula, Finland.

The gunman, Pekka-Eric Auvinen, posted a video on YouTube as a preview of his attack, pledging to "eliminate" those he saw as "unfit".

In the wake of that attack, Finland's government pledged to raise the minimum age for buying guns.

But the country has a long tradition of hunting and weapons-bearing, with about 1.6 million firearms in private hands.

http://jp.youtube.com/watch?v=HwlDC4HP1xU




Jokela school shooting put Finland on the map.
Jokelan massamurha heitti pienen Suomen kertaheitolla otsikoihin..



Video from inside Jokela High School.
Press video from inside Jokela High School after shootings.




Finland School Shootings Memorial
Remembering Finland School Shootings.Kauhajoki (September 23, 2008)& Jokela (November 7, 2007) Share your memories:http://www.respectance.com/Finland_Sc...






Jokela Hearts.
Song by Josh Groban - To Where You Are


(Sorry, I posted this video twice, I'm still new to posting videos on Youtube so bear with me. Thank you

Sunday, 16 March 2008

ปลื้ม - ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล เปิดตัวตนและภูมิปัญญา ว่า คับแคบ-กว้างขวาง ตื้นเขิน-ลึกซึ้ง เพียงไร

ปลื้ม - ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล เปิดตัวตนและภูมิปัญญา ว่า คับแคบ-กว้างขวาง ตื้นเขิน-ลึกซึ้ง เพียงไร เหยียดคนกรุงเทพฯ "ไม่ฉลาด" ที่เลือก รสนา โตสิตระกูล เป็น ส.ว.เปรียบ กทม.เป็นเมืองฝ่ายซ้าย เหมือนเกาหลีเหนือ คิวบา โบลิเวีย หญิงเหล็กโต้กลับ หูตาคับแคบ ยกคำหม่อมอุ๋ย สอน "อย่าเดินตามก้นฝรั่ง" ข้อเขียนจากคอลัมน์ Anchorman โดย ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล หน้า 11 หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2551 เรื่อง Rosana Tositrakul , are you kidding me ? ผมเคยเชื่อว่า กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีอัตราส่วนของผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่มีการศึกษาและความรับรู้ทางการเมือง ต่อ ผู้ที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองสูงที่สุดในประเทศ แต่อัตราส่วนนี้ อาจไม่สูงเสียแล้ว หากดูจากผลเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่ผ่านมา นอกเหนือจากเป็นเมืองที่เชื่อกันว่า มีผู้ลงคะแนนที่ "ฉลาด" ในเรื่องการเมืองอยู่เป็นจำนวนมาก กรุงเทพฯอาจไม่ต่างไปจาก เวเนซุเอลา เกาหลีเหนือ คิวบา โบลิเวีย และประเทศที่เป็น "ซ้าย" ในโลกนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง ที่ว่า รสนา โตสิตระกูล นักเคลื่อนไหวทางสังคม และผู้อ้างว่า เป็นตัวแทนของผู้บริโภค ได้ชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 743,397 คะแนน หรือ 49.78% ของผู้มีสิทธิออกเสียง ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรก ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ การที่ กรุงเทพฯ เลือกวุฒิสมาชิกได้เพียงคนเดียว ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสำคัญกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เพราะผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง จะได้เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของคนกรุงเทพฯในสภาสูงที่ทรงอิทธิพล ทำไม ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นตัวแทนของชนชั้น นักลงทุน และค่านิยมเศรษฐกิจเสรี ขณะที่ นิติพงษ์ ห่อนาค เป็นตัวแทนของชุมชนศิลปะและการบันเทิง เช่นเดียวกับ มานิต วิทยาเต็ม ในฐานะอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นตัวแทนของข้าราชการที่มีประสบการณ์ ในฝ่ายกฎหมาย และยังมีอีกหลายๆ คน ที่มีประสบการณ์และความสำเร็จที่โดดเด่น แทนที่จะได้คนเหล่านี้เป็นตัวแทน เรากลับได้ใครบางคน ซึ่งเชื่อได้ว่า จะขัดขวางกฎหมายที่สนับสนุนการลงทุน และธุรกิจ สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสถาบัน คอยจ้องจับผิด คนที่มีเหตุผลที่เพียงแต่ทำงานหาเลี้ยงชีพ คนที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจจริง ที่พยายามสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศนี้ รสนา คือ คนที่สร้างความตกต่ำให้กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทคนไทยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนนักลงทุนในประเทศนี้ บทบาทของเธอในการทำให้แผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ กฟผ.ต้องเป็นโมฆะ ก็ชี้ชัดว่า เธอยืนอยู่ตรงไหน บนเส้นทางการพัฒนาและเศรษฐกิจ นอกไปจากพฤติกรรมที่ไม่อาจให้อภัยได้ 2 เรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกหลายๆ เรื่อง การแสดงบทบาทผู้นำ ขบวนการผู้บริโภค ในนามขององค์กรต่างๆ ที่ผู้บริโภคไม่เคยมีโอกาสเข้าไปร่วมกำหนดนโยบายขององค์กรเหล่านี้ ทำให้ รสนา มีชื่อเสียงขึ้นมาว่า เป็นผู้เสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว คะแนนนิยมที่เธอได้ มาจากการวิพากษ์วิจารณ์นักลงทุน และการทำให้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อ้างว่า เป็นความเสียหายของผู้บริโภค เป็นภาระของศาล ไม่มีอะไรน่ารังเกียจไปกว่านี้อีกแล้ว ... อย่าฟ้องผม ผมรู้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่คุณคิดจะทำอยู่ ย้อนไปดูผลเลือกตั้ง ส.ว.ก่อนการรัฐประหาร รสนา ชนะด้วยคะแนน 118,332 เสียง เป็นที่ 4 รองจาก นิติภูมิ นวรัตน์ สมัคร สุนทรเวช และ กล้าณรงค์ จันทิก ดูจากผลการเลือกตั้งเหล่านี้ ยิ่งทำให้ผมต้องกลับมาใคร่ครวญ ถึงแนวโน้มที่สังคมไทยจะก้าวไปทาง "ซ้าย" มากขึ้น รสนา ไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่เข้าใจคุณค่าของตลาดเสรี และลัทธิทุนนิยม เธอไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่พยายามจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของเอเชีย ถ้าจะมีที่ไหนที่คู่ควรให้เธอเป็นตัวแทน ผมนึกถึง เปียงยาง คาราคัส หรือ ฮาวานา ที่ซึ่งเธอจะได้เข้าพวกกับสาวกราอูล หรือแม้กระทั่ง Sucre หรือ Lapaz (เมืองหลวงของโบลิเวีย) ซึ่งเธอจะได้สวมชุดพื้นเมืองเต้นรำกับ Evo Morales (ประธานาธิบดีโบลิเวีย) อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความหวังกับคนกรุงเทพฯ ว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้มีสิทธิลงคะแนน ที่ "ฉลาด" และพลังเงียบที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร จะเลือกคนที่สนับสนุนความเติบโต และความก้าวหน้า มากกว่า คนที่นิยมความตกต่ำ และความชะงักงัน ผมยังหวังว่า คนกรุงเทพฯจะเลือกผู้ที่มีความเข้าใจว่า การเป็นเอ็นจีโอปีกซ้ายที่ใช้วิธีกระจายรายได้ ด้วยการโค่นเสาหลักของระบบทุนนิยม ไม่มีวันที่จะนำผลประโยชน์ที่แท้จริงมาสู้ผู้บริโภคได้ การเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯต้องปรับวิธีคิดในเรื่องการเลือกตั้งอีกมาก ************************ ข้อเขียนจาก คอลัมน์ Guest column โดย รสนา โตสิตระกูล หน้า 11 บางกอกโพสต์ วันที่ 13 มีนาคม 2551 M.L.Nattakorn Devakula, who's kidding whom ? คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย เสรีนิยม และระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี พวกเขารักความเป็นธรรม และเกลียดคอร์รัปชัน การผูกขาดที่ไม่ยุติธรรม และการตลบตะแลง ปลิ้นปล้อน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยน และไม่ได้ทำให้เขาเป็น "ฝ่ายซ้าย" อย่างที่คุณกล่าวหา คนที่มองว่า นิสัยเช่นนี้เป็นพวกฝ่ายซ้าย ก็มีแต่พวกขวาสุดโต่งเท่านั้น คนกรุงเทพฯรู้ดีว่า ดิฉันไม่ได้ต่อต้าน ระบบตลาดเสรีที่เป็นธรรม สิ่งที่พวกเขาและดิฉันรับไม่ได้ คือ ความไร้ธรรมาภิบาลในการบริหาร และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่โปร่งใส กฟผ.มีสินทรัพย์มูลค่าสุทธิสูงถึง 3.8 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลพยายามขายทรัพย์สินเหล่านี้ ผ่านการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าเพียง 20,000 ล้านบาท ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างรีบเร่ง ก่อนที่จะมีการขายหุ้น คณะรัฐมนตรีมีมติว่า ท่อส่งก๊าซ ยังคงเป็นสมบัติของรัฐ และจะตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานขึ้นมาควบคุม เพื่อดูแลผู้บริโภค มติ ครม.นี้ มีอยู่ในหนังสือชี้ชวน การเสนอขายหุ้น ปตท.อีก 1 ปีต่อมา รัฐบาลทักษิณ ยกเลิกมติ ครม.นี้ ทำให้ ปตท.ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติของชาติ นักลงทุนที่มีใจเป็นธรรม จะเห็นด้วยว่า นี่คือ การขโมยในรูปแบบหนึ่ง ในการต่อสู้คดีคอร์รัปชันทางนโยบาย ดิฉันไม่เคยใช้การประท้วงบนท้องถนน มีแต่พึ่งพาศาลยุติธรรม ให้วินิจฉัยตามสิทธิตามกฎหมาย และความชอบธรรม ในฐานะพลเมืองผู้เสียภาษีและสำนึกในหน้าที่ของตนเอง ดิฉันขอถามคุณว่า ความพยายามเรียกร้องเอาทรัพย์สินสาธารณะคืนมานั้น เป็นการบ่อนทำลายพื้นฐานของเศรษฐกิจ หรือว่า เป็นการสร้างเสริม หลักธรรมาภิบาล หลักแห่งกฎหมาย และความมีเสถียรภาพในระยะยาว กันแน่ เมื่อเร็วๆ นี้ นักการธนาคารที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ตลาดหุ้น และอนาคตของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่แต่กับ จีดีพี (ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ) เท่านั้น คุณพ่อของคุณ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้พูดถึง ข้อบกพร่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยไม่ระมัดระวัง เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2549 ว่า "ตลาดเสรีที่ปราศจากความพอเพียง จะไปไม่รอด คนบางคนเดินตามทฤษฎีตะวันตก และมองว่า ความคิดเรื่องความพอเพียง เป็นอุปสรรคต่อความเติบโตของเศรษฐกิจ-ซึ่งไม่จริง-ในทางตรงกันข้าม ปรัชญาความพอเพียง สร้างสมดุลของการเติบโต ทำให้การเติบโตยั่งยืน และเป็นหลักประกันความผาสุกของประชาชน และปกป้องสิ่งแวดล้อม" สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างไปจากจุดยืนในเรื่องเศรษฐกิจของดิฉัน พูดให้ชัด ก็คือ ดิฉันเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการ ธปท.อีกท่านหนึ่ง ซึ่งหวังที่จะเห็นระบบทุนนิยมเสรี ทำงานควบคู่ไปกับความพยายามอย่างจริงจัง ในการกระจายความมั่งคั่งให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า 70% ที่เป็นคนยากจน ความคิดแบบนี้หรือ ที่เรียกว่า คิดแบบ เปียงยาง หรือ ฮาวานา ที่คุณโจมตีดิฉัน ประเทศอื่นๆต่างก็มีระบบเศรษฐกิจในแบบของตน ซึ่งดิฉันยอมรับว่า ไม่สามารถอธิบายในรายละเอียดได้ แต่เราไม่ควรพูดถึงประเทศอื่นในทางดูถูกเหยียดหยาม เราควรเปิดใจกว้าง เพื่อนำไปสู่การเคารพในความแตกต่างทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ซึ่งอาจจะชักนำพวกเขาให้พัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ใช้อยู่ให้ดีขึ้น เหมือนกับประเทศของเราที่ได้พัฒนาระบบเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมของเรา มันไม่สำคัญหรอกที่จุดยืนทางการเมืองและเศรษฐกิจของดิฉัน จะเหมือนกับประเทศอื่นหรือไม่ ดิฉันเชื่อว่า มันเป็นจุดยืนเดียวกับคนกรุงเทพฯที่ลงคะแนนให้ดิฉัน คุณเป็นคนหนุ่มที่มีการศึกษาดี ถ้าคุณจะลองมองสิ่งต่างๆ จากมุมมองของคนอื่นบ้าง คุณอาจจะรู้จักกรุงเทพฯได้ดีขึ้น และมันจะช่วยเยียวยาอาการอกหักทางการเมืองได้บ้าง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณดูหมิ่นดิฉันผ่านคอลัมน์นี้ แน่นอนว่า ดิฉันมีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง โดยการฟ้องคุณในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ดิฉันเป็นคนไทยที่ได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยคำสอนของขงจื๊อ ดิฉันระลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษของคุณ สมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรปการณ์ และ สมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรทัย อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ผู้เป็นแนวหน้าของชนชั้นนำแห่งสังคมไทย ในการปลดแอกสยามจากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ที่เจ้าอาณานิคมตะวันตกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมเศรษฐกิจ และระบบศาลไทย ตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ทำให้ดิฉันอดกลั้นที่จะไม่ทำสิ่งใดๆ อันจะทำความเสียหายต่อตระกูลที่โดดเด่น ซึ่งได้ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก ดิฉันอยากแนะนำคุณว่า ก่อนจะแสดงความคิดเห็นใดๆ ควรคิดให้ถี่ถ้วนและปรึกษาหารือกับคนอื่นให้มากกว่านี้ โดยเฉพะอย่างยิ่ง ถ้าคุณจะแสดงการดูหมิ่นดูแคลนต่อคำพิพากษาของศาลปกครอง ต่อการลงคะแนนของเพื่อนชาวกรุงเทพฯของคุณ และต่อประชาชนของประเทศอื่นๆ ส่วนตัวดิฉันเองนั้น หลังจากทำงานสาธารณะมา 30 ปี ดิฉันมีจุดยืนที่มั่นคงในสังคม และมีความอดทนพอที่จะค้นหาสาระในข้อเขียนของคุณให้เจอ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000031147

Saturday, 20 October 2007

มันยากเหรอแค่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี

LINK: http://blog.aanthe.com/?p=6
รูปของโชติศักดิ์ อ่อนสูง ครับ ที่อ้วน ๆ ดำ ๆ ใส่แว่นขวาสุด จบธรรมศาสตร์ซะด้วย




คุณโชติศักดิ์ ทาสไอ้หน้าเหลี่ยม คุณนี้ชั่วจริงๆ

มันยากเหรอแค่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี

EDIT ตัวโต ๆ : เนื่องจากผมโดนบางท่านเข้าใจผิดว่า ผมเป็นเจ้าของเรื่องนี้ คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมพบในพันทิพดอทคอม และผมไม่เห็นด้วยกับคุณโชติศักดิ์ เลยอยากจะเอามาให้อ่านกันเพราะในพันทิพย์ลบทิ้งไปแล้วครับ
ได้อ่านกระทู้พันทิพ ไปสะดุดอยู่เรื่องนึง (สะดุดอีกแล้ว-*-) เลยขออนุญาติ คุณโชติศักดิ์ อ่อนสูง เอามาลงถึงแม้กระทู้พันทิพจะหายไปหรือถูกลบไปแล้ว แต่ copy มาให้อ่านกัน

คุณโชติศักดิ์ โพสไว้ในพันทิพดังนี้

เรื่องมันมีอยู่ว่า…เมื่อวาน(20 กันยายน 2550)

ผมและเพื่อนชื่อชุติมาได้เข้าไปดูหนังที่ชั้น9 เซ็นทรัลเวิร์ล (หนังรอบ 19.15 น. แต่ผมเข้าโรงประมาณ 19.30 น.)และเมื่อถึงเพลงสรรเสริญผมและเพื่อนก็ไม่ได้ยืน (แต่นั่งด้วยความสงบ และได้หยุดรับประทานขนมและน้ำ) ซึ่งผมและเพื่อนปฏิบัติเช่นนี้มานานแล้ว

ปรากฏว่าผม(คนเดียว)ถูกปาด้วยกระดาษที่ขยำเป็นก้อนขนาดเล็กกว่าลุกเท็นนิสถูกบริเวณต้นคอ ซึ่งผมก็ไม่ได้ทำอะไรเพราะเคยเจอแบบนี้มาแล้ว 1-2 ครั้ง ต่อมาเมื่อเพลงเล่นไปประมาณกลางเพลงชายคนหนึ่งที่นั่ง(ตอนนั้นเขายืน)อยู่ถัดเพื่อนผมไปทางซ้ายมือ 2-3 ที่นั่ง ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อนายนวมินทร์ หันบอกให้ผมและเพื่อนลุกขึ้นยืนโดยเขาพูดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผมและเพื่อนก็ไม่ได้สนใจเขาจนเพลงจบชายคนนั้นจึงเดินไปตามพนักงานโรงหนังมา (ทราบเพียงชื่อเล่นว่า นิค) และบอกให้พนักงานคนดังกล่าวเชิญผมและเพื่อนออกไป พนักงงานจึงบอกกับเขาว่า “พี่ใจเย็นๆ” และผมได้บอกกับพนักงานว่า “ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำไม่ผิด แต่ต่อให้ผิดโรงหนังก็ไม่ต้องกลัวเดือดร้อน เพราะไม่เกี่ยวกับโรงหนัง” หลังจากนั้นพนักงานก็ถอยไปยืนบริเวณทางเดินด้านข้าง ชายคนนั้นจึงลุกขึ้นยืนแล้วกรีดร้องและเริ่มด่าผมและเพื่อน เช่น ทุเรศ, ทำไมไม่รักในหลวง เป็นคนไทยซะเปล่า ขนาดฝรั่งยังยืนเลย พร้อมกับไล่ผมและเพื่อนให้ออกไปจากโรงด้วยอาการที่เกรี้ยวกราด ซึ่งระหว่างนั้นเขามีม้วนกระดาษอยู่ในมือและใช้มันชี้หน้าเพื่อนของผมอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเขาพูดจบ(รอบแรก) คนอื่นๆในโรงก็ปรบมือให้กับเขาหลังจากนั้นชายคนนั้นก็เดินเขามาด่าเพื่อผมอีกครั้ง เพื่อนผมจึงตอบไปว่า “เงียบหน่อยค่ะ” และผมพูดว่า “ถ้าพี่มีปัญหาพี่ก็ออกไป ผมนั่งสบายดีไม่มีปัญหา และผมจะไม่ออกไปเพราะผมจะดูหนัง”หลังจากนั้นชายคนนั้นชายคนนั้นก็เดินเข้ามาด่าผมและเพื่อนอีกครั้ง และได้ขว้างม้วนกระดาษในมือมาโดนบริเวณหน้าอกของเพื่อนผม พร้อมชี้นิ้วมาที่หน้าเพื่อนผมในระยะห่างประมาณ 2 คืบ พร้อมกับกระชากกล่องป็อปคอนในมือเพื่อนผมแล้วสาดมันใส่ผมและเพื่อน แล้วขว้างกล่องป็อบคอนโดนเพื่อนผมและกระเด็นมาโดนผมด้วย แล้วปัดแก้วน้ำอัดลมที่วางอยู่ที่ที่วางแขนจนตกแตก ซึ่งในขณะนั้นคนอื่นๆในโรงก็เริ่มด่าและไล่ผมและเพื่อนผมและเพื่อนจึงยืนขึ้น และผมได้โทรไปที่ 191 ทันที และเดินคุยโทรศัพท์กับตำรวจจนออกมานอกโรง ระหว่างที่เดินออกจากโรง ผมเดินผ่านหน้าชายคนนั้น เขาได้ชี้มาที่เสื้อผม แล้วด่าว่า “ใส่เสื้อบ้าอะไร”

*เมื่อออกมานอกโรงหนัง ผมกับเพื่อนรอจนพบกับตำรวจ และบอกกับตำรวจว่าจะรอคู่กรณี เพราะกลัวเขาหนีไป พอหนังจบ คนดูทั้งหมดออกมาตรงประตุทางออก ผมกับเพื่อนได้เข้าไปในโรงหนังอีกครั้ง โดยตั้งใจจะเข้าไปถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่ทันไดถ่าย ผู้จัดการโรงหนังได้เข้ามาบอกว่าไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปในโรง เพราะเป็นกฎ ถ้าจะถ่ายต้องทพเรื่องมา ผมจึงขอให้ตำรวจที่ตามเข้าไป มาดูที่เกิดเหตุแทนหลังจากนั้นผมออกไปนอกดรงหนัง พบคู่กรณีและคนดูคนอื่นๆ ยืนรวมกันอยู่กับตำรวจอีกนาย ผมจึงเดินทางไป สน.ปทุมวัน และคุ่กรณีได้ตามมาทีหลังเมื่อถึง สน. ตำรวจได้ให้ผมและลงบันทึกประจำวันและได้ทำเรื่องส่งผมไปตรวจร่างกายที่ รพ.ตำรวจ (ตำรวจบอกว่ามันเป็นขั้นตอนของทางการ) โดยทางร้อยเวรได้นัดผมไปแจ้งความและสอบปากคำเมื่อบ่ายวันนี้ (21 กันยายน) ส่วนหมอที่ รพ.ตำรวจ ได้นัดผมมาฟังผลเมื่อเช้าวันนี้เมื่อเช้าผมจึงไปฟังผลที่ รพ.ตำรวจ และกลับมาที่ สน.ตอนบ่ายระหว่างรอตำรวจเจ้าของคดีเล่าให้ผมฟังว่า “คู่กรณีจะแจ้งความกับเพื่อนในข้อหา ‘หมิ่นพระบรมฯ’ ถ้าผมกับเพื่อนจำดำเนินคดีคุ่กรณี” (ดังนั้นเท่าที่ผมทราบล่าสุดคือ ผมและเพื่อนยังไม่ถูกแจ้งข้อหาหมิ่พระบรมฯ)

อย่างไรก็ตาม ผมและเพื่อนก็ได้เข้าแจ้งความตามนัด โดยแจ้งคนละ 4 ข้อหา ของผมมี 1.ดูหมิ่นซึ่งหน้า 2.ร่วมกันทำร้ายร่างกาย 3.ทำให้เสียทรัพย์ 4.ร่วมกันบังคับข่มขืนใจให้กระทำหรือไม่กระทำการ ส่วนของเพื่อนผมมี 1.ดูหมิ่นซึ่งหน้า 2.ทำร้ายร่างกาย 3.ทำให้เสียทรัพย์ 4.ร่วมกันบังคับข่มขืนใจให้กระทำหรือไม่กระทำการ (ต่างกันตรงข้อกล่าวหาที่ 2. ซึ่งผมถูกทำร้ายจากคน 2 คน แต่เพื่อนผมถูกทำร้ายจากคนคนเดียว)

นอกจากนั้น คุณสหายดอกหญ้าได้โทรไปเสนอให้ผมและเพื่อนฟ้องชายคนนั้นข้อหาก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะเพิ่มอีก 1 คดี ซึ่งเพื่อนผมที่เป็นทนายกำลังดูข้อกฎหมายอยู่สรุปก็คือ ผมและเพื่อนได้แจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีเขาไปแล้ว ส่วนว่าเขาจะแจ้งผมกลับหรือไม่ ยังไม่ทราบหมายเหตุ*

ตอนเกิดเหตุ ผมใส่เสื้อรณรงค์ของเครือข่าย 19 กันยาฯ
- ซึ่งขณะนี้ผม กำลังตัดสินใจ ว่าจะ เสนอ ให้เครือข่ายฯ ฟ้องเขาด้วยดีหรือไม่ เพราะผมมองว่ามันเป็นการหมิ่นเครือข่ายฯ
- แต่มีแนวโน้มว่าคงไม่เสนอ
- ส่วนสิ่งที่สหายดอกหญ้าโพสต์ในกระทู้
http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&No=28290


เกี่ยวกับกรณีนี้นั้นคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ซึ่งคงเป็นเรื่องของการสื่อสาร เพราะโทรคุยกันด้วยความเร่งรีบมากๆ………………………………. ……………………………… หลายคนอาจจะคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ผมและเพื่อนมองว่ามันคือประเด็นที่ต้องต่อสู้ เพื่อยืนยันความคิดความเชื่อ 3 ประเด้น คือ
1. เรามีสิทธิ์ที่จะไม่ยืน
2. ถ้ามีกฎหมายที่บังคับให้เรายืน กฎหมายนั้นละเมิดสิทธิ์เรา และกฎหมายนั้นต้องถูกยกเลิก
3. ไม่ว่าใครจะทำอะไร ผิดถูกอย่างไร เขาต่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่จะไม่ถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกดูหมิ่น
ผมและเพื่อนอยากให้เป็นบรรทัดฐานว่าการกระทำแบบชายคนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และต้องได้รับโทษ นอกจากนั้น ผมและเพื่อนได้ตัดสินใจแล้วว่าจะปฏิบัติการยืนยันสิทธิ์ของเราอีก ซึ่งอยากเชิญชวนทุกท่านที่รักอิสระภาพ รักความเสมอภาค และต้องการต่อสู้กับความอยุติธรรมโปรดปฏิบัติการร่วมกัน
ผมไม่ได้คาดหวังคนมากมาย
มี 10 คน ก็ไป 10 คน
มี 5 คน ก็ไป 5 คน
มี 2 คน ก็ไป 2 คน

แต่ก่อนที่จะไป หากมีคนสนใจก็อยากให้ช่วยกันพูดคุยด้วยว่าเราไปปฏิบัติการที่ไหน, วันไหน(วันธรรมดาหรือเสาร์อาทิตย์ดี), หนังเรื่องอะไร และรอบกี่โมง เมื่อได้ความชัดเจนแล้ว อาจจะมีจดหมายเชิญชวนที่ค่อนข้างทางการออกมาอีกครั้ง หมายเหตุ(อีกครั้ง)
เป็นความบังเอิญเหลือเกิน ที่วันที่ 20 กันยายน 2550 เป็นวันสำคัญสำหรับผม 2 โอกาส คือ
1) เป็นวันครบรอบ 3 ปี การก่อตั้งนิตยสารนักศึกษา QUESTIONMARK (ซึ่งเป็นอดีตไปแล้ว?) และ
2) เป็นวันครบรอบ 1 ปี การก่อตั้งเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร (ซึ่งยังมีอยู่หรือเปล่า?) อย่าไงรก็ตาม ผมไม่ได้ไปดูหนังเนื่องในโอกาสพิเศษใดๆ เพียงแค่ต้องไปซื้ออุปกรณ์ทำงานแถวนั้น แล้วบังเอิญเกิดอารมณ์อยากดูขึ้นมา

พออ่านเสร็จเห็นมี link อยู่ก็เลยตามไปอ่านอีกกระทู้ที่อ้างว่าชื่อคุณสหายดอกหญ้า


สืบเนื่องมาจากการที่คุณโชติศักดิ์ อ่อนสูง แกนนำเครือข่าย
19 กันยา ต้านรัฐประหาร ปฏิเสธที่จะลดตัวลงมาร่วมในวัฒนธรรม
ไพร่ทาส ไม่ยืนตรงระหว่างเพลงสรรเสริญก่อนฉายภาพยนตร์
ส่งผลให้ทาสศักดินาผู้หนึ่ง เข้ามากล่าววาจาผรุสวาท และ
ทำร้ายร่างกายคุณโชตศักดิ์ พร้อมแสดงอาการหยาบคาย อัน
เป็นลักษณะหนึ่งของทาสศักดินาที่พวกเราคงรู้กันดีอยู่แล้ว

คุณโชติศักดิ์ อ่อนสูง ได้ตัดสินใจ แจ้งความ ฟ้องร้องคู่กรณี
ดังกล่าวในข้อหา ทำร้ายร่างกาย โดยก่อนหน้านี้ ชายผู้นี้ได้
ข่มขู่ไว้แล้วว่า หากคุณโชติศักดิ์ทำการฟ้องร้อง และฟ้อง
กลับในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งเป็นอาวุธในการ
กดขี่ประชาชนให้อยู่ใต้อุ้งเท้าของศักดินาต่อไป

หากคู่กรณีของคุณโชติศักดิ์ ทำการฟ้องกลับจริงๆ ก็จะเข้าสู่กระ
บวนการทางกฏหมายในศาลทันที ซึ่งขณะนี้ คุณโชติศักดิ์
ยังไม่มีทนายความ

ทั้งนี้ อาจมีการฟ้องคู่กรณีคนดังกล่าวจากทางเพื่อนๆที่อยู่
ในเหตุการณ์ ด้วยข้อหา “ก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะ”
เนื่องจาก เหตุในโรงภาพยนตร์ สร้างความวุ่นวายแก่ผู้อื่น
จำนวนมาก

และทางเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร อาจตัดสินใจ
ฟ้องเพิ่มในข้อหา “หมิ่นประมาท” ด้วย เพราะมีการกล่าวพาด
พิงถึงเครือข่ายฯ ในทางดูหมิ่น

นอกจากนี้ คุณโชติศักดิ์ กำลังวางแผน นัดเคลื่อนไหว แสดง
จุดยืนในสิทธิเสรีภาพที่จะไม่ยอมยืนตรงขณะเพลงสรรเสริญ
พระบารมีอีกครั้ง ด้วยการไปชมภาพยนตร์เป็นหมู่คณะ จำนวน
ประมาณ 50 คน และไม่ยืนอย่างพร้อมเพรียงกัน สำหรับกิจกรรม
นี้ จะกำหนดวัน-เวลา-สถานที่-ภาพยนตร์ อีกทีหนึ่ง

คุณ โชติศักดิ์ อ่อนสูง จะเข้ามาชี้แจงและบอกเล่าเหตุการณ์
ระทึกใจดังกล่าวเร็วๆนี้ ที่นี่

โปรดติดตาม และให้กำลังใจคุณโชติศักดิ์ต่อไป



โอ้ พระเจ้าไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนพรรค์นี้อยู่ในประเทศไทยอีก สิทธิ กะความเคารพ ในสังคมมันแตกต่างกันนะครับท่าน

เรื่องของคุณโชติศักดิ์ ไม่เท่าไร แต่จากข้อความนี้ “สืบเนื่องมาจากการที่คุณโชติศักดิ์ อ่อนสูง แกนนำเครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ปฏิเสธที่จะลดตัวลงมาร่วมในวัฒนธรรม ” สรุปได้ว่าท่านผู้นี้เป็นแกนนำประท้วงท่านนึง ออกแนวหัวรุ่นแรงนะเนี่ย เอะอะก็ประท้วง ว่างมากเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้งครับ และคุณสหายดอกหญ้าใช้คำว่า ลดตัวลงมาร่วมในวัฒนะธรรมไพร่ทาส กับการยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างนั้นผมขอเป็นหนึ่งคนในสังคม ที่ต่อต้านคนกลุ่มนี้ไม่ว่าทางใดก็ตามครับ คนพวกนี้น่าส่งไปอยู่ดาวอังคารหากว่าท่านอยู่สูงนักระวังตกลงมาคอหักตาย เพราะคนต่ำ ๆ อย่างผม ที่รักและเคารพพระมหากษัตริย์ของเราเองนะครับ



This entry was posted on Saturday, September 22nd, 2007 at 9:01 pm and is filed under Cyber Socialist. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

35 Responses to 'มันยากเหรอแค่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี'
zad Says:

September 22nd, 2007 at 11:04 pm
ในหลวงทรงงานหนักมากมายขนาดไหน

สงสัยไม่เคยดูข่าว ..

พวกมันเคยทำประโยชน์อะไรบ้าง

ดีแต่ต่อต้าน.. เกิดมาทำไม ,,บนแผ่นดินไทย,,

น่าจับไปปล่อยอิรัก

อยากต่อต้าน ให้มันลองทำดู.. ผู้ภักดีมีมากมาย

แล้วจะรู้ คนไทย รักในหลวงมากแค่ไหน

เป้ Says:

September 23rd, 2007 at 4:01 am
ผมรู้ว่าคุณคิดยังไงนะครับ เอาเป็นว่ารับรู้จากเท่าที่อ่านละกัน

ผมก็อยากถามกลับไปว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงงานหนักขนาดไหน ในขณะที่ถ้าเทียบกับเราแล้ว เราทำอะไร นึกดูว่าถ้าคุณได้เป็น หรือมีอำนาจแบบนั้น คุณจะทำแบบที่ท่านทำได้สักแค่ไหน ผมเข้าใจว่าคุณคงว่าคนที่ด่าว่าคุณในโรงหนังนั้นผิด ผมเองก็เห็นด้วยครับ ผมว่าเขาทำเกินกว่าเหตุ

แต่เหตุผลของคุณเองนั้นก็ช่างไร้น้ำหนัก ไร้ซึ่งเหตุผลเสียจริง ถ้าท่านไม่ดีจริง คงไม่มีคนรักท่านขนาดนั้ครับ แค่นี้ผมก็คิดว่าแค่การยืนเคารพท่านยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ

อย่าได้พบอย่าได้เจอ Says:

September 23rd, 2007 at 9:30 am
คนแบบนี้มัน คอ วอ ยอ สุดๆ

คิดได้ยังไง?

n/e Says:

September 23rd, 2007 at 10:38 am
ที่เขาโดนกระทำโดยใช้ความรุนแรงและอื่นๆ ถือว่าไม่ถูกต้องสมควร และควรถูกฟ้อง

แต่วิธีคิดแบบ “ปฏิเสธที่จะลดตัวลงมาร่วมในวัฒนธรรม
ไพร่ทาส” ผมแนะนำให้คุณ “คุณโชติศักดิ์ อ่อนสูง” ไปหาแผ่นดินอื่นอยู่

Patsonic Says:

September 23rd, 2007 at 11:26 am
ได้อ่านแล้ว รู้สึกหนักและเหนื่อยใจแทน

แน่นอน ผมไม่เห็นด้วยกับการแสดงกิริยาก้าวร้าวของชายคนนั้น ต่อคุณโชติศักดิ์ อ่อนสูง เพราะเกินกว่าเหตุ

แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน ในความคิดว่า การยืนตรงระหว่างเพลงสรรเสริญฯ จะเป็นเรื่องของการทำตามวัฒนธรรมาไพร่ทาสอะไรนั่น เหตุผลช่างอ่อนด้วยเอามากๆ เมื่อเราต่างก็รู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว ว่าในหลวงทำเพื่อประชาชนมามากเพียงใด คนที่ยืนเขาไม่ได้สนใจในคำว่าตัวเองเป็นทาสเป็นไพร่อะไร เขารู้ว่าเขาสำนึกในพระกรุณาธิคุณ เขาก็เต็มใจแสดงความรู้สึกนั้นผ่านการยืนเคารพ

สรุปก็คือ จุดเริ่มต้นของเรื่องอยู่ที่คุณไม่ยืน ทั้งๆ ที่เป็นคนไทย (แผ่นดินที่ทุกคนรักในหลวง) ซึ่งไปจุดให้อีกคนหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับการกระทำนี้และบันดาลโทสะ กระทำเกินกว่าเหตุกับคุณ

จะโทษเขาทั้งหมดก็ไม่ถูก ที่สุดแล้วต้องโทษตัวเองที่เริ่มทุกอย่าง

pUi Says:

September 23rd, 2007 at 10:42 pm
Bank add my new e-mail หน่อยนะคะ
punk.gangster@hotmail.com

many Says:

September 24th, 2007 at 8:47 am
เห็นใจแกค่ะ แกยืน 2 ขา ไม่ใคร่ได้ มันผิดธรรมชาติของแก

asd Says:

September 24th, 2007 at 11:41 am
อ่านแล้วไม่รู้จะพูดไง
ทำไมคุณไม่รู้จักแยกแยะบ้าง
ปฎิวัติ ส่วน ปฎิวัติ ครับ พ่อหลวงก็ส่วนพ่อหลวง
คุณเอามารวมกันได้ไง ยิ่งคุณอ้างระบบศักดินาอะไรของคุณอีก
มันยิ่งไม่ใช่แล้ว
ขอถามหน่อยเถอะ ที่คุณคิดว่าที่ประชาชนส่วนใหญ่เค้ารักพ่อหลวงนี่เพราะศักดินาหรอ?
หรือว่าเพราะความดีที่พระองค์ท่านทำเพื่อคนอื่น
ถามหน่อยคุณหน่ะในชีวิตเคยไหม ที่จะทำประโยชน์ให้แ่ผู้อื่น เคยไหมที่ต้องลำบากตรากตรำ เผื่อไปช่วยผู้อื่น
ถ้าคุณตอบว่าเคย จอถามหน่อยว่ามากกว่าพระองค์ท่านไหม
ถ้าน้อยกว่า มันจะลำบากมากไหมในการแสดงความเคาะพในคนที่ทำดีมากกว่าเรา ทำเพื่อคนอื่นมากกว่าเราก็แค่นั้นแหล่ะ

เอ็ม Says:

September 24th, 2007 at 12:16 pm
จิตร ภูมิศักดิ์ เองก็มีอุดมการณ์เช่นนี้เหมือนกัน ปราชญ์ผู้มีแนวคิดเป็นเอกเทศ
ศัทธาในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ผมว่าไม่ผิด ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
จิตร คงผิดมากเสียจน ต้องถูกยิงตายเสียที่หนองกุง แต่ประเทศไทย ไม่มีวันลืมปราชญ์ผู้นี้ได้ จิตร ภูมิศักดิ์

เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฏร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน

alienboon Says:

September 24th, 2007 at 3:00 pm
ผมเคยตัดวิดีโอของในหลวง….นั่งดูแล้วน้ำตาไหล….
มีใครบ้างในโลกที่ทำอย่างท่าน…….
หาไม่ได้แล้ว…..ดังนั้นถึงผมจะถูกมองว่าเป็นทาส…ผมก็ยอมครับ
บางระบบมันไม่ได้ดีและเสียเสมอไป
ส่วนใหญ่อยู่ที่คนใช้…มัน….ไปในทางที่เสียมากกว่า…..

ฟุง Says:

September 24th, 2007 at 7:37 pm
อ่านแล้วของขึ้นเลยครับ แม้ผมจะไม่ใช่คนดีอะไร ผมก็รักในหลวง และเคารพ ในพระกรุณาธิคุณเสมอมา ถึงในหลวงไม่ต้องทำอะไรให้เรา เราก็รัก เพราะท่านเป็นเจ้าแผ่นดิน

การที่คุณจะยืนทำความเคารพเจ้าของแผ่นดินที่เกิดมันผิดมากหรอ

เอะอะอ้าง ประชาธิปไตย ประเทศไทยเป็นของทุกคน

แล้วพวกมันเคยทำอะไรให้ชาติบ้านเมืองบ้าง มีแต่ก่อความวุ่นวาย

ถ้าผมอยู่ในเหตุการณ์ ผมว่า ผมคงติดคุกแน่ เพราะคงกระทืบมันตายตรงนั้นอ่ะ คนอะไรเกิดมาได้ หนักแผ่นดิน

จะประชาธิปไตยหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ แผ่นดินที่ผมอยู่ เป็นของในหลวง และบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ ผมคิดแบบนั้นจริงๆ

พวกนี้ชอบเอาประชาธิปไตยมาอ้าง ชาติชั่ว เลวมาก ไม่รู้จะด่ายังไงละ

admin Says:

September 24th, 2007 at 9:25 pm
เวนกำ ซวยเลยกุ โดนเข้าใจผิดว่าเป็นตัวเองซะงั้น T___________T

อ่านให้ละเอียดก่อนค่อยด่าสิคับ เง้ออออออออออ

nana Says:

September 24th, 2007 at 9:41 pm
สมควรโดนเป็นอย่ายิ่ง
คนอะไรขนาดขนบธรรมเนียมของประเทศตัวเองยังทำไม่ได้แล้วจะไปทำอะไรที่มันยากกว่าได้ไง

daung Says:

September 25th, 2007 at 5:43 pm
มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพไม่เถียงครับ

แต่ คนไทย สำนึกแรก รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

จะนั่งโดยไม่ทำความเคารพในหลวงเวลาเพลงสรรเสริญมันสิทธิของไอ้คุณโชติศักดิ์จริง และ ไอ้สหายดอกหญ้า แต่ อย่ามาให้เห็นใกล้ๆครับ มันจะหมั่นไส้อยากให้แดกตีนหรือลูกปืนโดยอัตโนมัติ
ถ้าอยากต่อต้าน คมช รัฐบาล กรุณาไปใช้วิธีอื่นที่มันดีกว่านี้
การสร้างความแตกแยก โดยดึงพระองค์ท่านนี้ ผมว่า ไปหาประเทศอื่นอยู่เหอะครับ อย่ามาเหยียบแผ่นดินไทยให้มันเป็นเสนียดแผ่นดินเลย

เกลียดพวกแม่ง Says:

September 25th, 2007 at 11:03 pm
รูปของโชติศักดิ์ อ่อนสูง ครับ ที่อ้วน ๆ ดำ ๆ ใส่แว่นขวาสุด จบธรรมศาสตร์ซะด้วย

http://www.googeb.com/viewer.php?id=bfi1190735126f.jpg


อันนี้แนวร่วมของเขาครับ คุณสหายดอกหญ้า ใส่แว่น หน้าขาวๆ ดูเหมือนตุ๊ด

http://www.googeb.com/viewer.php?id=klz1190735224a.jpg

http://www.googeb.com/viewer.php?id=klz1190735247a.jpg

เก้งกวาง Says:

September 26th, 2007 at 9:36 am
คุณโชติศักดิ์ อ่อนสูง ตั้งใจที่จะใช้เสรีภาพ กระทำในเรื่องที่ไม่สมควร

ลมเอย Says:

September 26th, 2007 at 11:44 am
เป็นคนนึงที่เวลาเพลงสรรเสริญขึ้นก่อนดูหนังจะยกมือไหว้
เป็นคนนึงที่รักและเทิดทูนพระองค์มากๆ

ไม่เห็นด้วยกับคนกลุ่มนี้ค่ะ

ปล. อยากเห็นหน้าคนที่จะมาเป็นทนายให้ จริงๆ

เรารักในหลวง Says:

September 26th, 2007 at 12:15 pm
เรายืนตรงทำความเคารพเพราะเราสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพ่อหลวง ที่ทรงงานหนักเพื่อชาวไทย เคยได้ยินมั้ย “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม “และไม่เคยมีครั้งใดพระองค์จะไม่ทรงเหนื่อยและไม่ย่อท้อเพราะทรงปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการไว้

อีกคำถามหนึ่ง ” เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศเราหลายต่อหลาย ใครทำให้ความวุ่นวาย หายไปในพริบตา ? ”

แต่คนกลุ่มเหล่านั้นกลับที่คิดว่าการแสดงความเคารพเป็น ” วัฒนะธรรมไพร่ทาส” และเพื่อประโยชน์สุขของตนเองฝ่ายเดียว แถมยังดึงพระองค์ท่านลงมาอีก น่าเศร้าจริงๆ แน่ใจนะ ว่ามีความเป็นไทยในสายเลือด อัปเปหิ ตัวเองออกจากประเทศไทยเถอะ

masukabe Says:

September 26th, 2007 at 2:49 pm
สมควรโดนคับ เอาให้สำนึกในความเป็นไทยเลยคับ คนแบบนี้

iKaRUZ Says:

September 26th, 2007 at 5:30 pm
เฮ้อ ไม่รู้จะพูดว่าไงดี ระหว่าง สิทธิส่วนบุคคล กับ สามัญสำนึก

โตๆแล้วครับ เด็กๆเค้ายังรู้เลย

พ่อรูปหล่อ Says:

September 26th, 2007 at 6:49 pm
หน้าตาผิดระเบียบมากๆ โตมาจากสลัมที่ไหน ไร้อารยะจริงๆ โง่ติศักดิ์
มันน่าโดนอิฐมอญ (หงอย) มากกว่าป๊อปคอร์นนะ

คนไทย รัก พ่อหลวง Says:

September 27th, 2007 at 10:17 am
น ว ย คับ.. สั้นๆ ง่ายๆ ผมว่าคนๆนี้ คิดอะไรไม่เป็รหรอกคับ อยาไปว่าเค้าเลย (กับไอ้แกนนำ สหายดอกหญ้า ปัญญาอ่อนนั่นด้วย) คนพวกนนี้ เอะอะอะไรก็ประท้วง เรียกร้องนั่น เรียกร้องนี่ ไร้สาระ ประเทศชาติ ระบบเศรษฐกิจจะเสียหายยังไง กุ ไม่สน (ถ้าคุณไม่ได้รัก หรือ เคารพ พ่อหลวง) แค่คุณยืน (เหมือนๆคนอื่น) มันจะตายไม๊ มันจะทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นคนคุณโดนเหยียบย่ำมากเลยเหรอ ไปอยู่ที่อื่นเถอะคับ อย่าอยู่ประเทศไทยเลย เรียนสูงมาซะเปล่า ความรู้ก็มี มหา’ลัย เค้าสอนให้คุณเป็นอย่างนี้เหรอ (ไอ้คุณโชติศักดิ์) ไอ้แกนนำเส็งเคร็ง ทำไมไม่คิด หรือ ทำให้ประเทศชาติดีขึ้น(นอกจากประท้วง ซึ่งพวก “มัน” คิดว่าถูก) ไม่รู้ว่ามันจะเค้ามาอ่านบ้างหรือเปล่า ยืนยันคำเดิมนะคับ ขอให้คุณโชติศักดิ์(หัว..วย) กับ คุณสหายดอกหญ้า(ปัญญาอ่อน) ไปใช้ ความรู้ ความสามารถ และ ปรัชญาประชาธิปไตย ของคุณที่อื่นเถอะครับ (ภาคใต้ก็ได้ เพราะเพื่อนๆร่วมอุดมการณ์คุณคงเยอะ) อย่าอยู่ที่เมืองไทยเลย สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย แต่เหนือสิ่งอื่นใด คนไทย รักพ่อหลวงของเรา ยิ่งกว่าชีวิต ครับ…

คนไทยรักในหลวง Says:

September 27th, 2007 at 8:00 pm
ไม่รู้ว่าใจของพวกคุณทำด้วยอะไร ลองถามตัวเองดูว่าเป็นคนไทยหรือไม่ อย่าว่าแต่เป็นคนไทยเลย ต่างชาติยังเคารพรักพ่อหลวงของไทย และกษัตริย์ของชาติตัวเอง พวกที่คิดต่างจากนี้อาจจะไม่ใช่คน อะไรคือความหมายของคำว่าศักดิ์ศรีสำหรับคุณ การทำความเคารพต่อผู้มีพระคุณต่อผืนแผ่นดินที่เรายืนอย่างสูงส่งทำให้เสียศักดิ์ศรีมากหรือ พวกคุณทำกริยาเช่นนี้ทำให้คุณอาจไม่มีแผ่นดินให้เหยียบ ลองคิดถึงความรู้สึกของพระองค์ท่านบ้างเถอะว่าท่านจะทรงรู้สึกอย่างไรที่คนที่ท่านทรงรักดั่งลูกกระทำตนเช่นนี้

ถ้าคุณยังคิดต่อต้านอยู่ก็ไสหัวตัวเองออกจากประเทศไทยไปสู่แหล่งต่ำๆ ของพวกคุณเถอะก่อนที่คนทั้งชาติจะรู้ว่าคุณคือคนไหน รับรองว่าจะโดนโจมตีจากทุกที่แน่นอน

เป้ฟ้า Says:

September 27th, 2007 at 8:31 pm
ผมว่า คนที่ไม่ยืนเคารพก็ผิดนะครับ บางครั้ง มันไม่จำเป็นต้องผิดกฎหมายหรอกครับ เพียงถ้าคุณมีสำนึกสักนิด ว่าถ้าประเทศไทยไม่มีในหลวงอยู่ บางทีประเทศไทยอาจจะไม่สงบขนาดนี้ก็ได้ (ถึงจะมีเรื่องขนาดไหน แต่ถ้าในหลวงทรงออกมาเตือน เรื่องก็จบทุกเรื่อง) ถ้าไม่มีในหลวง คุณคิดหรอ ว่าจะได้มานั่งดูหนังอย่างสบายใจ โอเค ผมเข้าใจว่าคุณคงไม่ได้มีเจตนาจะ “หมิ่น” พระบรมฯหรอก แต่คุณอยากจะ “เอาชนะคนอื่น” ด้วยความหลงในประชาธิปไตยของคุณเอง เพียงแค่คุณยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพ มันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย แต่ถ้าหากว่าคุณไร้ “สำนึก” คิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องยืนเคารพ คุณจะนั่งมันก็สิทธิของคุณ เพราะการทำแบบนั้น มันก็ได้แสดงว่าคุณเป็นคนที่ไม่สำนึกในบุญคุณของในหลวง (ไม่หมิ่น แต่ไม่สำนึก) แล้วถ้าในหลวงคุณยังยืนเพื่อแสดงความเคารพไม่ได้ ไม่ต้องคิดเลย ว่าคุณจะเนรคุณบิดามารดาได้ขนาดไหน

ผมก็ไม่รู้จะแนะนำให้คุณไปอยู่ประเทศไหนในโลกนะ เพราะไม่ว่าประเทศไหนๆ เค้าก็เคารพผู้นำประเทศกันทั้งนั้น

เอางี้ คุณไปหาทะเลทรายอยู่นะ คุณจะได้ไม่ต้องยืนเค้ารพใคร

แต่คนที่ไปทำร้ายเค้า ผมก็ว่าไม่เหมาะนะครับ ไม่ควรจะไปทำกับสิ่งของ ถ้าลูกผู้ชายจริงๆ ชกมันไปเลย(อ่าว) อย่างดีก็โดนแค่ 500 เอง แถมบางทีถ้าอธิบายให้ตำรวจฟัง เค้าอาจจะไม่ปรับคุณด้วยซ้ำ

aaa Says:

September 27th, 2007 at 9:04 pm
ไปอยู่ประเทศอื่นเถอะ

... Says:

September 27th, 2007 at 9:55 pm
ดูรูปแล้วครับ
หน้ามันไม่ใช่คนไทยนี่หน่า.. ตอนแรกนึกว่าพม่า มอญ ไรเงี๊ยะ

Care Says:

September 28th, 2007 at 1:59 pm
ไอพวกไม่เคยสำนึกบุญคุณ ในหลวงเหนื่อยขนาดไหน พวกเราอยู่อย่างสงบมาได้เพราะบารมีใคร เอ็งมันไม่สำนึก ถ้าไม่มีในหลวง คืดมั๊ยว่าแกจะได้มีโอกาสมาทำบัดสีอยู่ได้แบบนี้เหรอ เลว……….

rayne Says:

September 28th, 2007 at 4:49 pm
จะเล่นเกมการเมืองไม่น่าเอาในหลวงมาเกี่ยวนะ สำนึกมัน …….. ผมก็ไม่ได้เป็นคนที่รักในหลวงมาก แต่ก็ไม่เคยแม้แต่จะคิดถ่อยๆ แบบนี้อะ

แย่ว่ะ เอาการเมืองกับในหลวงมาปลุกปั่น เจตนาส่อความวุ่นวายในสังคม เลวจังรับน้ำเลี้ยงมาเท่าไหร่

Shinoda Says:

October 1st, 2007 at 12:27 pm
บางที เราก็ใช้คำว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์กันจนเฝื่อ……….

TingTong Says:

October 8th, 2007 at 8:41 am
ถึงแม้การยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญฯ จะถูกสอนให้ทำมาตั้งแต่เด็ก …แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่อยากทำ
บางครั้งยืนฟังเพลง หรือดูภาพพระราชกรณียกิจ ภาพเดิมๆที่ชินตาที่เราเห็นตั้งแต่เล็กจนโต .. แต่หลายคนคงเป็นเหมือนกันคือ มันรู้สึกตื้นตัน จนบางทีสะอื้นออกมา แทบจะร้องไห้

อยากรู้จังอะไรทำให้เค้าไม่ยืน อะไรทำให้เค้าไม่รู้สึกอยากยืน เค้าไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆเหรอ
ไม่ได้หมายถึงความอาย แต่หมายถึงว่า สิ่งที่พระองค์ทำให้เรา ให้เราตายไป..ยังไม่สามารถจะทดแทนพระกรุณาของพระองค์ที่มีต่อพวกเราได้เลย ทำไมไม่รู้สึก…..หรือว่า…..เค้าไม่ใช่คน ??

pat Says:

October 9th, 2007 at 2:47 pm
ถ่อย…เหมือนหน้าเลยนะคะ..!!!

AO Says:

October 17th, 2007 at 3:08 pm
ว้า ทำไมผมดูรูปนายคนนี้ไม่ได้ล่ะครับ
พวกนี้ชอบเอาประชาธิปไตยมาอ้างเรื่อยเปื่อย โดยที่ไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของประชาธิปไตยนั้นคืออะไรและเพื่อใคร
จริงๆอาจจะรู้แต่โดนจ้างให้มาทำอย่างนี้แล้วเอามาอ้างรึเปล่า เค้าอาจจะจ้างกันเป็นเครือข่ายไปเลย อันนี้ผมก็ไม่รู้อะนะ
แต่พี่คนนั้นที่เป็นคู่กรณีอ่ะทำไม่ถูกจริงๆ…..
ที่ไม่ชกหน้ามันไปซักเปรี้ยงอ่ะ

พ่อมันเอง Says:

October 19th, 2007 at 9:05 pm
ดูหน้ามันแล้ว เหมือนพม่า ยังไงไม่รู้
อย่าไปว่าเค้าเลย
เพราะ โค ตะ ระ เค้าสอนมายังงั้น มันเป็นเด็กดี
จำได้ว่าตอนเด็กมันเคยโดนอัด ต.ตูน มันเลยสมองไม่ค่อยดี
เลอะ ๆ เลือนๆ
มันนะอยากจะกลับพม่าเต็มที่ แต่พอดีว่ามันมีเรื่องสะก่อน เพราะถ้ากลับ
ก็ตายแน่ๆ เลยขออยู่ก่อน

ENZO Says:

October 20th, 2007 at 11:18 am
ไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนอย่าไอ้คุณ โชติศักดิ์ อยู่โลกนี้เลย
หน้าด้านมากๆ ยังมีหน้ามาชักชวนคน ไปประท้วงอีก
เวลาคิดใช้สมอง หรือ ไขสันหลังคิด กันแน่

พ่อ แม่ ผู้น่าสงสาร ของ โชติศักดิ์ Says:

October 20th, 2007 at 11:22 am
ดูหน้ามัน แล้วสงสาร ตอนเด็ก พ่อ แม่ มัน คงไม้ได้อบรมสั่งสอน

Monday, 15 October 2007

Thaksinomics

Thaksinomics

Three contractors. . . . . .one from Thailand, another from Germany and
The third from England are bidding to repair the White House fence.
They go with a White House official to examine the fence.

The English contractor takes out a tape measure and does some
Measuring, then works on some figures with a pencil. "Well," he says,
"I figure the job will cost $ 900- $ 400 for materials, $ 400 for labour
And $ 100 profit for me."

The German contractor also does some measuring and figuring, then
Says, "I can do this job for $ 700 . . . .$ 300 for materials, $300 for my
Crew and $ 100 profit for me."

The Thai contractor doesn't measure or do any figuring, but leans
Over to the White House official and whispers: " $ 2,700. "

The official incredulously says, "You didn't even measure like the
Other guys! How did you come up with such a high figure?"

"Easy," the Thai explains, "$ 1,000 for you, $ 1,000 for me and
We hire the guy from Germany to do the work!"

Saturday, 6 October 2007

Our King : YouTube.com

ผมมีโอกาสร่วมกับหลายหน่วยงานเอกชนในโครงการเพื่อพระเจ้าอยู่หัว
จึงอยากชักชวนให้ทุกคนร่วมกันส่งข่าวสารนี้ต่อๆกันให้มากที่สุด
และเข้าไปร่วมลงนามใน www.webmaster.or.th/youtube กันให้มากที่สุด
ลองอ่านดูครับ

วิทวัส ชัยปาณี
นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครีเอทีฟ จูซ จีวัน จำกัด

ใครเป็นขาประจำ Youtube บ้าง?
มีโอกาสได้เห็นการเผยแพร่เรื่องราวที่ลบหลู่ดูหมิ่นพระเจ้าอยู่หัวของพวกเราคนไทยบ้างไหม?
มีทั้งเรื่องราวที่บิดเบือน เป็นเท็จ ใช้ภาพและถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม
ที่เชื่อว่าพวกเราคนไทยคงจะรับไม่ได้ และยอมไม่ได้

ภาครัฐก็พยายามเจรจา ชี้แจง ขอร้อง และพยายามทุกวิถีทางแล้ว ที่จะให้นำสิ่งที่ไม่เหมาะสม และเป็นเท็จเหล่านั้นออกเสีย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจาก Youtube แต่อย่างใด
การปิด Youtube ก็คงทำให้มีเพียงคนไทย ในประเทศไทยเท่านั้น
ที่ไม่ได้เห็น ในขณะที่ทั้งโลกก็ยังรับข่าวสารที่ผิดๆอยู่
โดยที่ไม่มีใครเข้าไปแก้ไขอะไรได้
เราจะยอมให้เป็นแบบนี้ต่อไปหรือ?

หากคุณเป็นหนึ่งในพลัง ที่จะร่วมกันหาทางช่วยปกปักษ์ป้องกันสิ่งที่เลวร้ายแบบนี้ไม่ให้แพร่หลายไปอย่างผิดๆอีกต่อไป และร่วมกันทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อพระเจ้าอยู่หัวของคนไทย
ให้เข้าไปพบกันที่
www.webmaster.or.th/youtube
ทิ้ง e-mail address และความเห็นของคุณไว้
เราอาจสามารถหยุดยั้งเรื่องนี้ร่วมกันได้ หากพวกเรามีจำนวนมากพอ
แต่... เรามีเวลาถึงวันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคมนี้เท่านั้น!

ทักษิณ "เชื่อดวง"

Darknews
นำแสงสว่างสู่ทุกมุมมืด ขุดคุ้ย วิเคราะห์ ตีแผ่ทุกความจริงที่ถูกปกปิด ในเวอร์ชั่นใหม่เว็บบล็อก Permalink : http://www.oknation.net/blog/darknews
วันอาทิตย์ ที่ 24 มิถุนายน 2550
ทักษิณ "เชื่อดวง" Posted by Darknews , ผู้อ่าน : 2843 , 12:30:58 น. พิมพ์หน้านี้
เชื่อเถอะว่า ทักษิณ ไม่มีวันกลับประเทศ จนกว่าจะผ่านสองปีนี้ไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง
ใครว่าเรื่อง "หมอดู" คู่กับ "หมอเดา" และไม่ค่อยศรัทธากับเรื่องทำนองนี้ อย่าได้เอาบรรทัดฐานของตัวเองไปใช้วัดกับคนชื่อ "ทักษิณ" เด็ดขาด
ทำไมน่ะหรือ...???
ก็เพราะเส้นทางเดินของ "ทักษิณ" บนถนนการเมือง ผูกอยู่กับการจับยามสามตามาโดยตลอด
นับตั้งแต่เข้าสู่สนามการเมือง "เมียสุดที่รัก" ก็หาบ่าวคู่ใจติดตัวไว้เรียกใช้เรียกสอยได้ทันทีตลอด 24 ชม.
ด้วยเพราะเชื่อคำทำนายของ "โหร" ที่เชื่อถือว่า เส้นทางการเมืองของทักษิณจะรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ ถ้าได้คนติดสอยห้อยตามเป็นชายผมขาว
แล้วก็รุ่งโรจน์จริงดังว่า แต่คนที่รุ่งโรจน์กว่ากลับเป็นชายผมขาว เพราะแม้นไม่มีตำแหน่งแห่งหนรองรับ แต่อำนาจบารมียิ่งกว่ารองนายกฯ
นอกจากนั้นตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าโหรจะแนะนำให้สะเดาะเคราะห์เมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร เป็นด้นดั้นไปได้ทุกที่เหมือนกัน
ล่าสุดหลังจากถูกยึดอำนาจ ยิ่งเชื่อคำทำนายโหรหนักเข้าไปอีก
โดยเฉพาะกับคำทำนายที่ว่า...ประคองชีวาให้ผ่านพ้นสองขวบปีนี้ไปได้ จะกลับมาใหญ่อีกครั้ง
สองปีที่ว่านี้ก็คือ 2550-2551 เพราะโหรท่านว่าถึงขั้น "ชะตาขาด"
แต่หากพ้นไปได้ ถึงตอนนั้นใครก็เอาไม่อยู่
เพราะฉะนั้นหัวเด็ดตีนขาดยังไง "ทักษิณ" ก็ไม่ยอมกลับ
เชื่อเหอะว่า... ทักษิณ "เชื่อดวง" !!!
ไอ้ที่ทำทีเป็นเดือดเป็นร้อน ท่านั้นท่านี้ ราวกับว่าอยากกลับบ้านเกิดใจแทบขาด ล้วนเป็นเจตนาที่มุ่งหวังผลทางการเมืองเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ก็โพนทะนาว่าถูกกีดกันไม่ให้กลับ แต่พอเขากวักมือเรียก กลับออกอาการแหยง
หาเหตุอ้างได้สารพัด ล่าสุดได้ทีอ้าง "ความปลอดภัย" เป็นเหตุให้ไม่ต้องกลับมารับทราบข้อกล่าวหาของดีเอสไอที่เตรียมยัดข้อหา "ซุกหุ้นภาคพิสดาร" ทันทีที่มาชี้แจงตามหมายเรียก
ยิ่งออกหมายจับ ยิ่งกลับไม่ได้
"ทักษิณ" จะหาช่องเตะถ่วงเรื่อยไป ให้มันผ่านพ้นช่วงวิกฤตของชีวิตไปซะก่อน
เพื่อรอวันกลับมา "เป็นใหญ่" ในแผ่นดิน
แต่กว่าจะถึงวันนั้น ก็น่าสนใจเหมือนกันว่ารัฐบาล-คมช.จะฝืนชะตาชีวิตที่ "ทักษิณ" ขีดเอาไว้ได้หรือไม่ ???
เพราะหากรอให้ "ทักษิณ" ยื้อเวลาสมใจ
ถึงตอนนั้นเห็นทีคงต้อง "ตัวใคร-ตัวมัน"

อีกนานกว่าประเทศจะพัฒนา

อีกนานกว่าประเทศจะพัฒนา
>
>
> สัปดาห์ที่ผ่านมาผมถูกรุ่นน้องขอร้องให้ไปบรรยายกะทันหันวันรุ่งขึ้นเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์เบื้อง
> ต้นที่ศูนย์ฝึกอบรมของหน่วยราชการ
> เพราะวิทยากรซึ่งก็คือสามีของเธอป่วยกะทันหัน
>
> เธอให้ข้อมูลว่าผู้เข้ารับการอบรมชุดนี้เป็นข้าราชการที่ถูกบังคับให้มาอบรมเพราะไม่ผ่านการ
> ประเมินความรู้ด้านสารสนเทศ
> บางคน ซีแปด ซีเก้าแต่มีแนวคิดศักดินา
> เห็นเอกชนคนไม่มียศเป็นบริวารไปหมด ขอให้ผมอดทน
> บรรยายให้จบตามหัวข้อ อย่าโต้ตอบ
>
> ผมรับปากเมื่อไปถึงห้องบรรยายผมก็เริ่มเข้าใจคำพูดของรุ่นน้องแต่ละคนคุยกันอื้ออึงขณะผมแนะ
> นำตัว
>
> ชายคนหนึ่งพูดเสียงดังให้ผมสอนวิธีแชตหาคู่
> การดูคลิปวิดิโอและเว็บไซต์โป๊ หลายคนหัวเราะ
> สนับสนุน ผมต้องตะล่อมให้เข้าสู่บทเรียนว่า
> "ได้ครับ แต่ต้องหัดเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน จึงจะเข้าไปดูได้"
> ได้ผล ทุกคนเริ่มหาปุ่มเปิดเครื่อง และความโกลาหลก็เริ่ม
> เพราะวิธีเปิดปิดของเครื่องแต่ละรุ่น
> ไม่เหมือนกัน
> และที่น่าเวียนหัวที่สุดคือ ทำทุกอย่างแต่เครื่องไม่ทำงาน
> หาอยู่นานจึงพบว่าปลั๊กไม่ได้เสียบแค่
> เปิดครบทุกเครื่องก็ถึงเวลาพักทานกาแฟแล้วหลัง
> หมดเวลาพักผู้เข้าอบรมก็ยังยืนสูบบุหรี่หรือจับกลุ่มคุยกัน
> ผมต้องประกาศผ่านไมค์เชิญ­เข้าห้อง บางคนมองด้วยความไม่พอใจ
> ผมชี้แจงว่าต้องรีบสอน
> "เพราะยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้
> เช่น มอนิเตอร์ คีย์บอร์ด เมาส์ โมเด็ม ยูพีเอส..."
>
> คุณพี่ผู้ห ญ­ิงคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาว่า
> " ขอโทษนะคะ ตามระเบียบสำนักนายกฯ เวลาพิมพ์เอกสารราชการต้องใช้ภาษาไทย
> ช่วยแปลไอ้เตอร์ๆ เด็มๆ อะไรของคุณให้เป็นคำไทยหน่อยได้ไหมคะ
> จะได้ก่อประโยชน์กับการ
> ทำงานบ้าง..."
> มีเสียงลอยมาตามลดให้ได้ยินจากท้ายห้องว่า
> เด็กสมัยนี้ ติดไทยคำฝรั่งคำอยากให้รู้ว่าจบนอกผมฉุนกึก สูดหายใจยาว
> "ได้ครับ งั้นเอาใหม่ เรารู้วิธีเปิดเครื่องคณิตกรณ์แล้ว
> บางเครื่องอาจเป็นคณิตกรณ์ส่วนบุคคล
> บางเครื่องเป็นคณิตกรณ์วางตัก แต่ไม่ว่าอย่างไรมันจะทำงานไม่ได้
> ถ้าขาดชุดคำสั่งระบบปฏิบัติการและ ชุดคำสั่งประยุกต์อื่นๆ ประการต่อมา
> คณิตกรณ์จะต้องมีครุ
> ภัณฑ์ต่อพ่วง ซึ่งทำหน้าที่หลักสองรูปแบบ คือ
> นำเข้าข้อมูลไปส่งหน่วยประมวลผลกลาง
> กับนำข้อมูลที่ประมวลแล้วมาแสดงให้เราดู"ผมชี้ไปที่จอภาพ
> "นี่คือเครื่องเฝ้าสังเกตซึ่งอาจหนาเทอะทะแบบจอโทรทัศน์
> หรือเป็นจอภาพผลึกเหลวที่ให้ความคมชัดกว่า
> ส่วนครุภัณฑ์ต่อพ่วงที่นำเข้าข้อมูลไปให้หน่วยประมวลผลกลาง
> อาจอยู่ในรูปหน่วยขับ ก และหน่วย
> ขับ ข
> ซึ่งสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลเก็บไว้ในแผ่นบันทึกชนิดอ่อนปวกเปียก (
> floppy ) หรือในจาน
> บันทึกแบบแข็งที่หน่วยขับ
> อุปกรณ์นำเข้าและส่งออกข้อมูล ยังมีในรูปแบบอืนๆอีก เช่น เครื่องกราดภาพ
> ตัวกล้ำและแยกสั
> ­­ญญาณ โทรภาพ แต่ที่ขาดไม่ได้เลย คือสิ่งนี้
> ผมยกคีย์บอร์ดขึ้นมา
> "แผงแป้นอักขระซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคั ­ที่สุดที่เราจะป้อนชุดคำสั่งเข้าสู่เครื่อง
> คณิตกรณ์
> จะเห็นว่าบนแผงแป้นอักขระจะมีกระดุมหรือ
> ปุ่มอักขระมากมายมีทั้งที่คุ้นเคยกันดี เช่น มหัพภาค
> อัฒภาค ทวิภาค วิภัชภาคยัติภังค์ ปรัศนี อัศเจรีย์
> เสมอภาค สั­ญประกาศ ทีฆสั­­ า กับที่ยังไม่ได้บั­­ัญญัติศัพท์ เช่น
> กระดุมสอดแทรก กระดุม
> เข้าไป กระดุมหลบหนี กระดุมอวกาศถอยหลัง หรือ backspace..."
>
> วันนั้นไม่มีใครได้ดูคลิปวิดีโอ
> ต่อมาผมได้รับผลการประเมินการสอนว่า
> "ไม่น่าพอใจ และพูดภาษาไทย แต่ไม่รู้เรื่อง"
>

ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆทั้งสิ้น

จากบอกอ สารคดี 268
ทายาทท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า
ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยารัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในรัชกาลที่
๘ มีอาการทางโรคหัวใจ จึงได้เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ต่อมาในค่ำวันที่ศุกร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันปรีดี พนมยงค์
อาการของท่านผู้หญิงได้ทรุดหนักลงโดยลำดับ กระทั่งได้ถึงแก่อนิจกรรมโดยสงบ เมื่อเวลา ๐๒.๐๐ น.
ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว
สิริอายุ ๙๕ ปี ๔ เดือน ๙ วัน
ทั้งนี้ทายาทของท่านผู้หญิง ขอขอบคุณคณะแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ที่ได้พยายามดูแลรักษาจนสุดความสามารถอย่างดียิ่งทุกประการ
ในการจัดพิธีศพท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ทายาทจะปฏิบัติตาม “คำสั่งถึงลูก”
ที่ท่านผู้หญิงได้เขียนไว้ด้วยลายมือ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ ความว่า

คำสั่งถึงลูกๆทุกคน
เมื่อแม่สิ้นชีวิต ขอให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
๑)นำส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทันที เมื่อหมอตรวจว่าหมดลมหายใจแล้ว
๒)ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆทั้งสิ้น
๓)ประกาศทางวิทยุ และลงหนังสือพิมพ์เพื่อแจ้งข่าวให้ญาติมิตรทราบ
๔)ไม่มีการสวดอภิธรรม ทั้งนี้ไม่รบกวนญาติมิตรที่ต้องมาร่วมงาน
๕)มีพิธีไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยนิมนต์พระที่แม่นับถือแสดงธรรมกถา
(เช่นเดียวกับที่จัดให้ปาล) และทำบัตรรับหนังสือที่ระลึก
๖)ไม่รบกวนญาติมิตร ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ หรือเงินช่วยทำบุญ
๗)เมื่อโรงพยาบาลคืนศพมาก็ทำการฌาปนกิจอย่างเรียบง่าย
๘)ให้นำอัฐิและอังคารไปลอยที่ปากน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นสถานที่ๆแม่เกิด
๙)หากมีเงินบ้าง ก็ขอให้บริจาคเป็นทาน แก่มูลนิธิต่างๆ ที่ทำสาธารณกุศล
๑๐)ขอให้ลูกทุกคนปฏิบัติตามที่แม่สั่งไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ต้องฟังความเห็นผู้หวังดีทั้งหลาย
ลูกๆที่ปฏิบัติตามคำสั่งของแม่จงมีความสุข ความเจริญ
พูนศุข พนมยงค์


เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภรรยาของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์
ได้อำลาโลกไปอย่างเงียบ ๆด้วยวัย ๙๕ ปี
คนที่รู้จักประวัติของท่าน ย่อมทราบว่าตลอดชีวิตของท่านผู้หญิง
เป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิตให้กับคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) เคยเขียนถึง ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ว่า
"ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ มิใช่เป็นเพียงบุคคลหนึ่ง ที่มีชื่อ ผ่านเข้ามาใน ประวัติศาสตร์
ในฐานะเป็นภริยาของ ท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ เท่านั้น แต่ชีวิตของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์
เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งทีเดียว อย่างน้อย ในกระแสแห่ง ความผันผวนปรวนแปร ของเหตุการณ์บ้านเมือง
ที่ชีวิตของท่านผู้หญิงพูนศุข ถูกกระทบกระแทก อย่างหนักหน่วงรุนแรง ครั้งแล้วครั้งเล่า
ตลอดช่วงเวลายาวนาน ท่านผู้หญิงรู้เห็น รู้สึก มองสถานการณ์และเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างไร รวมทั้งนำชีวิต
และบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะครอบครัว ลุล่วงผ่านพ้นมาได้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่
น่าสนใจศึกษาอย่างมาก"
ท่านผู้หญิงพูนศุข เกิดในรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ ในตระกูล ณ ป้อมเพชร์ ซึ่งเป็นตระกูลขุนนาง บิดาของท่าน คือ
พระยาชัยวิชิตวิศิษฎ์ธรรมธาดา เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ คนแรกของประเทศ อายุไม่ถึง ๑๗ ปี
ท่านผู้หญิงก็สมรสกับ ปรีดี พนมยงค์ ดอกเตอร์หนุ่ม นักกฎหมายชื่อดัง ในสมัยนั้น
สี่ปีต่อมา สามีของท่านก็กลายเป็น บุคคลสำคัญ ในประวัติศาสตร์สยาม ในฐานะ หนึ่งในผู้ก่อการ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบ ประชาธิปไตย
แต่เมื่ออายุได้เพียง ๒๒ ปี ต้องลี้ภัยการเมือง ไปต่างประเทศ เนื่องจากนายปรีดี ถูกกล่าวหาว่า
เป็นคอมมิวนิสต์ และเมื่อกลับมาเมืองไทย ท่านก็ต้องติดตาม นายปรีดี ไปทุกหนทุกแห่ง ในฐานะ ภรรยาของ
สามีที่ดำรงแหน่ง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง
อายุเพียง ๒๘ ปี ท่านก็ได้รับ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ท่านผู้หญิง"
เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านผู้หญิงพูนศุข ภรรยา ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ เข้าร่วมกับ
ขบวนการเสรีไทย ทำงานใต้ดิน ส่งข่าวออกนอกประเทศให้แก่สัมพันธมิตรในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย
หลังจากนายปรีดีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่นาน ก็ถูกนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม กล่าวหาว่า
มีส่วนพัวพัน กับกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
ในที่สุดทหารกลุ่มหนึ่งได้ก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ขับรถถังมาจ่อหน้าทำเนียบท่าช้าง
และสาดกระสุนเข้าไปในบ้านที่ท่านผู้หญิงและลูก ๆ พำนักอยู่
เหตุการณ์นั้นทำให้นายปรีดีต้องหนีตายไปอยู่ต่างประเทศ
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เมื่ออายุได้ ๔๐ ปี ท่านผู้หญิงและลูกชายถูกอำนาจเผด็จการสั่งจับกุมคุมขัง
ในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร จนท่านผู้หญิงไม่อาจทนอยู่เมืองไทยได้
ตัดสินใจติดตามไปอยู่กับนายปรีดีที่ประเทศจีนและฝรั่งเศสเป็นเวลา ๓๐ กว่าปี
จนสามีอันเป็นที่รักได้จากไปเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๖
ช่วงชีวิตที่เหลือ ท่านได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย คอยช่วยเหลือกิจกรรมต่าง ๆ
ทางสังคมมาตลอดยี่สิบกว่าปี และจากไปอย่างเงียบ ๆโดยในพินัยกรรมระบุชัดว่า “ บริจาคศพให้ทางโรงพยาบาล
ไม่ต้องจัดงานศพ และไม่ขอรับเกียรติยศใดๆทั้งสิ้น”
สุดยอดของสามัญชนที่กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ

ความจริงจะตัดสินคดีประวัติศาสตร์นี้...เพราะเดิมพันคือศักดิ์ศรีคนไทยทุกคน


สุทธิชัย หยุ่น
เวทีแลกเปลี่ยนความเห็นว่าด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเราอย่างเปิดกว้างและรอบด้าน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/black
วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน 2550
ความจริงจะตัดสินคดีประวัติศาสตร์นี้...เพราะเดิมพันคือศักดิ์ศรีคนไทยทุกคน
Posted by สุทธิชัย หยุ่น , ผู้อ่าน : 85 , 10:36:26 น. | หมวดหมู่ : กาแฟดำ
พิมพ์หน้านี้

สำหรับคนไทยที่ตั้งหน้าตั้งตาเสียภาษีอย่างรับผิดชอบและไม่ต้องการให้ใครมีอภิสิทธิ์ในการใช้อิทธิพลเพื่อปล้นผลประโยชน์ของชาติแล้ว, กรณีของครอบครัวที่รวยที่สุดในประเทศถูกอายัดทรัพย์โดยคำสั่งของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ย่อมเป็นโอกาสที่จะได้รับรู้รายละเอียดทุกบาททุกสตางค์ของเรื่องอื้อฉาวที่สงสัยว่าเป็นการทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง

นี่จะเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์ให้กระจ่างกันในทุกข้อกล่าวหา...เพราะหากแม้เพียงเศษเสี้ยวเดียวของข้อสรุปของ คตส. เป็นจริง, ก็ต้องถือว่าผู้ถูกกล่าวหาปล้นชาติปล้นแผ่นดินกลางวันแสก ๆ แล้ว

ผมถือว่าการประกาศอายัดทรัพย์สินของทักษิณ ชินวัตรและภรรยาที่ตีค่าที่ ๕.๒ หมื่นล้านบาทนั้นไม่ใช่เพียงแค่เป็นกรณีระหว่าง คตส. กับทักษิณเท่านั้น

แต่ต้องถือว่าครอบครัวทักษิณ “เป็นความ” กับทุกครอบครัวอื่นในประเทศไทยที่ต้องการรู้ว่าความจริงเบื้องลึกนั้นเป็นอย่างที่ คตส. สรุปเป็นประเด็น ๆ อย่างจะแจ้งหรือไม่

การอายัด “ทุกบัญชีในทุกธนาคาร” นั้น คตส. ต้องประกาศเหตุผลออกมาให้ชัดเจนกับประชาชน...เพราะนี่เป็นเรื่องโยงใยถึงคดีอย่างน้อย ๕ คดีที่ คตส. ประกาศว่าเกี่ยวกับ “พฤติกรรมทุจริตและใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและครอบครัว” ที่คนไทยได้ยินได้ฟังมาเป็นปี ๆ แล้ว แต่ไม่เคยได้เห็นหลักฐานหรือข้อมูลที่จะให้ความกระจ่างอย่างจริงจังเสียที

ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาทุจริตซื้อที่ดินถนนรัชดาภิเษก, ทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา, ทุจริตซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุซีทีเอ็กซ์, การออกสลากพิเศษ (หวยบนดิน) ที่ทำให้รัฐเสียหายเป็นหมื่น ๆ ล้านและการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยกับนักการเมือง...รวมไปถึงเงื่อนงำการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับเทมาเส็กของสิงคโปร์...ล้วนมีคำถามและข้อสงสัยของคนไทยที่ยังไม่ได้ลงลึกเพียงพอว่ามีผลร้ายต่อคนไทยทุกคนและประเทศชาติตรงไหนและอย่างไร

ชาวบ้านอย่างเรานั้น, เมื่อได้อ่านได้รับฟังข้อกล่าวหาอย่างนั้นย่อมเกิดคำถามทันทีว่า...เขากล้าทำอย่างนั้นจริง ๆ หรือ? เขาไม่กลัวกรรมจะตามทันหรือ? เขาเห็นประชาชนอย่างเราเป็นลาโง่หรือ?

จะว่าไปแล้ว, เพียงแค่หากข้อหาใดข้อหาหนึ่งที่ คตส. อ้างถึงเท่านั้น, หากพิสูจน์ในศาลได้ว่าผิดจริง, ก็ต้องถือว่าเป็นการทำร้ายประเทศชาติอย่างร้ายแรงที่จะต้องได้รับโทษให้เห็นเป็นประจักษ์แจ้งแล้ว

คนไทยที่ต้องเสียภาษีและต่อต้านการโกงกินของนักการเมืองทุกคนมีสิทธิ์จะต้องได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนโปร่งใสว่าเหตุไฉนนักการเมืองระดับนำของประเทศและครอบครัวของเขามีความร่ำรวยขึ้นมากมายหลายเท่าเมื่อเปรียบสถานภาพก่อนและหลังมีอำนาจทางการเมือง?

คนไทยทุกคนที่มีหน้าที่ต่อสังคมย่อมต้องการคำอธิบายจากครอบครัวที่รวยที่สุดของประเทศว่าแต่ละบาทแต่ละสตางค์ที่เป็นความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่มีอำนาจการเมืองสูงสุดนั้นมาจากไหน?

ใครไปฟ้องสื่อต่างประเทศว่าการประกาศอายัดทรัพย์สินครั้งนี้เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง, ก็ควรจะต้องรับรู้ว่าสังคมระหว่างประเทศได้ตั้งคำถามตั้งแต่แรกเริ่มแล้วว่า, ถ้าหากมีการกล่าวหาทักษิณและครอบครัวในเรื่องไม่โปร่งใสและการทับซ้อนผลประโยชน์อย่างรุนแรงจริง, ทำไมไม่สร้างกระบวนการเพื่อเอาหลักฐานมาพิสูจน์กัน?

วันนี้, คตส. ออกมติเรื่องนี้เมื่อวันจันทร์อย่างนี้ต้องถือว่าช้าไปด้วยซ้ำ เพราะทั้งคนไทยและคนต่างประเทศต้องการจะรู้ว่าการปฏิวัติวันที่ ๑๙ กันยายนปีที่แล้วที่อ้างว่ามีการโกงกินกันมโหฬารในระดับสูงนั้นจะมีการสอบสวนเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่?

เพิ่งมีผลการสำรวจจากต่างประเทศมิใช่หรือว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคอร์รับชั่นระดับสูงสุดในเอเชียอาคเนย์?

การจะแก้ภาพลักษณ์เรื่องนี้ให้ได้ผลจริงจังก็อยู่ที่ว่าไทยเรากล้าและสามารถที่จะ “จับปลาตัวใหญ่” แทนที่จะไปเล่นงานแต่ “ปลาซิวปลาสร้อย” หรือไม่?

เมื่อ คตส. เดินหน้าเรื่องนี้, ก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าเมืองไทยกล้าเผชิญกับการท้าทายที่ให้จัดการกับการทุจริตในแวดวงการเมือง, ไม่ว่าจะอยู่ในระดับสูงเพียงใดก็ตาม

คตส. ควรจะต้องออก “หนังสือปกขาว” ทั้งภาษาไทย, อังกฤษ, จีนและญี่ปุ่นเกี่ยวกับคดีการอายัดทรัพย์อดีตนายกฯและภรรยาอย่างละเอียดเพื่อแสดงให้ทั้งโลกเห็นว่านี่คือการเอาจริงเอาจังกับปัญหาอำนาจการเมือง, การทับซ้อนของผลประโยชน์, การสอบสวนเรื่องการใช้อิทธิพลการเมืองกับการทุจริต...และจากนี้ไป, การนำคดีขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมก็ควรจะกระทำอย่างเปิดกว้าง, โปร่งใส, และให้ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวอิทธิพลหรือการข่มขู่หรือแรงกดดันของใครทั้งสิ้น

เพราะนี่คือคดีประวัติศาสตร์ที่ผมเห็นว่าเป็นการเผชิญหน้าครั้งแรกอย่างตรงไปตรงมาระหว่าง “พลเมืองดีทุกคนของประเทศไทย” (ผู้เสียภาษีอย่างเต็มที่และต้องอยู่ใต้กฎหมายทุกข้อ) กับตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดและเคยมีอิทธิพลทางการเมืองสูงสุดในประเทศ

ถ้าเขาไม่ได้ทำอย่างที่ถูกกล่าวหาก็สมควรจะต้องชี้แจงแถลงไขและตอบคำถามของประชาชนทุกข้อ...หากใช้วิธีการปลุกกระแสม็อบหรือใช้วิธีการข่มขู่ใด ๆ ก็เท่ากับเป็นการยืนยันข้อสงสัยที่ว่านี่คือการใช้เงินไม่สะอาดเพื่อปกปักรักษาความมั่งคั่งที่เป็นประเด็นของการอายัดทรัพย์ครั้งนี้เท่านั้นเอง

คตส. มีศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของตนที่จะต้องปกป้อง...ทักษิณ
ก็ต้องพิสูจน์ว่ามีความกล้าที่จะเผชิญกับข้อกล่าวหาความเปิดเผยและโปร่งใส

เดิมพันครั้งนี้คือศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของคนไทยทุกคนที่ไม่ยอมให้ใครมาตบตา, หลอกลวง, ปั่นหัว, และปล้นชาติเป็นอันขาด

Monday, 1 October 2007

The Unrest in Myanmar

The Unrest in Myanmar
As the biggest protests in 20 years rage against the government in Myanmar, YouTube has become a window into the violence occurring there. Large crowds, punctuated by hundreds of monks wearing saffron robes, are protesting the army's relocation of citizens and use of forced labor. Press reports claim 10 civilian casualties so far, though reports on the ground suggest that number could be much higher. Some of those reports are coming from citizens who are uploading videos of these protests in the face of an intense governmental crackdown on the media. This video is one of nine clips uploaded by a user who joined YouTube just four days ago and has gained so much attention that it made the front page of the Wall Street Journal today.



Others have used YouTube to advocate for Myanmar's civilians as well. Witness, a human rights group that uses video as an advocacy tool, has this documentary about the conflict in Myanmar. And a few weeks ago, actor Jim Carrey posted this video call to action on behalf of Aung San Suu Kyi, Myanmar's democratically-elected leader who has been held in prison by the military since the late 1980s.



The Myanmar government has closed Internet cafes in Rangoon and disconnected most of the country's cell phone lines, but videos like these are already up, raising awareness of the situation unfolding now. Best,Steve G. aka CitizentubeYouTube News & Politics

Saturday, 29 September 2007

อดีตหมอดู "ทักษิณ" ฟันธง 16 พ.ย. เป็นต้นไป เศรษฐกิจจะสดใส

> >อดีตหมอดู "ทักษิณ" ฟันธง 16 พ.ย. เป็นต้นไป
> เศรษฐกิจจะสดใส
> >
> >พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
> ตลอดจนเครือญาติ มีความเชื่อใน
> >เรื่องการโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้า
> แบบเดียวกับชนชั้นนำในสังคมไทยทั่วไป ฉะนั้น
> >จึง
> >ไม่แปลกที่ครอบครัวชินวัตร จะใช้บริการหมอดูหลายคน
> >
> >แต่สำหรับชื่อของ ร.ต.สัมฤทธิ์ เกลี้ยงเกลา เขาคือ
> อดีตโหรผู้ฟันธงล่วงหน้าถึง
> >เหตุแตกดับทางการเมืองให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มาตั้งแต่ 30
> ปี ที่แล้ว ปลายปีที่แล้ว
> >หมอดูดัง ขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
> ปราศรัยเรียกร้อง ให้
> >พ.ต.ท.
> >ทักษิณลาออก
> >
> >จนกลายเป็นประเด็นฮือฮา แต่
> อ.สัมฤทธิ์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า
> >หลังจากขึ้นเวที
> >ปราศรัยครั้งนั้น ถูกคนโทรศัพท์มาด่า มาขู่จนหูอื้อ
> >
> >อาจเป็นเพราะตะวันทำมุมตรงกับความคิด
> ประกอบกับฤกษ์งามยามดี ศุกร์ 13 บ่ายโมง
> >ณ
> >โรงแรมหรูกลางกรุง อ.สัมฤทธิ์ เปิดใจ
> "ประชาชาติธุรกิจ" พยากรณ์ดวงทักษิณ ดวง
> >เมือง เศรษฐกิจสังคมไว้อย่างสนุกและน่าระทึกใจ
> >
> >"มันจะวุ่นวาย ผมเคยเตือนคุณทักษิณมา ตั้งแต่ 30
> >ปีที่แล้วว่าไม่ให้เล่นการเมือง
> >ตอนนั้นทำนายไว้ว่าท่านจะเป็นเศรษฐีใหญ่
> ตั้งแต่ท่านยังเป็นวุ้นอยู่เลย
> >เจอกันที่
> >รร.รามาการ์เด้นส์
> ท่านยังถามผมเลยว่าจะเป็นได้อย่างไร แค่ยศ ร้อยเอก
> ร้อยโท
> >เหมือนยอกัน แต่ในที่สุดก็รวยจริง
> ผมห้ามว่าอย่าเล่นการเมือง คุณจะพัง
> >ชื่อเสียง
> >คุณจะย่อยยับ ตั้งแต่นั้นก็ติดต่อกันมา คบกันมาตลอด
> จนวันหนึ่งคุณทักษิณ ก็มา
> >ปรึกษาว่าจะเล่นการเมือง เพราะอิ่มตัวแล้วจากการค้า
> >บอกว่าจะเสียสละเพื่อประเทศ
> >ผมยังบอก เหมือนเดิมว่าการเมืองมันเป็นเรื่องสกปรก
> ครอบครัวคุณจะพังพินาศ"
> >
> >เมื่อไม่สามารถต้านทานความตั้งใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้
> อ.สัมฤทธิ์
> >จึงให้ทางออกว่า
> >ควรเป็นนักการเมืองแค่ 4 ปีก็พอ
> >
> >"คุณทักษิณมุ่งมั่นมาก ผมก็เพียงแต่แนะนำ
> ว่าให้เป็นแค่ 4 ปี
> >เพราะประเทศไทยมัน
> >อาถรรพ์
> ตำแหน่งผู้นำใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เคยอยู่ได้นาน
> ดวงเมืองมันผูกไว้
> >ดาวพฤหัสอยู่กับเสาร์ นายกฯอยู่ได้ก็พัง
> ไม่พังก็เจ๊ง"
> >
> >"ถ้าครบ 4 ปี ก็อย่าเป็นต่อ ออกมาคุณจะ
> เป็นรัฐบุรุษของโลก
> >ถ้าอยู่ต่อจะมีเรื่อง
> >แตกกัน มีเรื่องคอร์รัปชั่น บริวารข้าทาสแตกคอ
> ไทยรักไทยก็จะไม่เหลือ"
> >
> >"วันที่ขึ้นเวทีตอนม็อบนั้น ผมไม่ได้คิดอะไร
> ผมไม่ได้โจมตี แต่ผมติดต่อทาง
> >โทรศัพท์คุณทักษิณไม่ได้
> ผมแค่อยากเตือนคุณทักษิณว่าดวงคุณแตกแล้ว แตกคราวนี้
> >4-5
> >ปี กลับมาไม่ติดคุกก็กักบริเวณ วันหนึ่งบอกลาออก อีก
> 2-3
> >วันต่อมากลับมาอีกแล้ว
> >ไม่มีสัจจะ ผมสงสารเขานะ ลึกๆ แล้วคุณทักษิณเคารพผม
> ที่ผมขึ้นเวที
> >คุณทักษิณก็ไม่
> >โกรธผม ผมคิดถึงมาก รักมาก และสงสารมาก"
> >
> >"ตอนนั้นคุณหญิงพจมานยังกระแหนะกระแหนผมอยู่เลย
> ตั้งชื่อใหม่ให้ผมว่า สมใจนึก
> >ณ
> >บางลำพู คือสมใจแล้วนี่ ตามคำพยากรณ์ คุณหญิงได้แซวผม
>
> >คุณหญิงรู้ว่าผมรักคุณหญิง
> >อยากให้คุณทักษิณลงอย่างสง่างาม ตอนนี้เป็น
> หนี้สังคมไปแล้วผิดถูกไม่รู้
> >แต่ติดลบ
> >ไปแล้ว"
> >
> >"ดวงคุณทักษิณ เป็นไปได้ว่าอาจจะถึงแก่ชีวิต
> มันตกที่สุดแล้ว ถ้าไม่ยอมติดคุก
> >ไม่
> >สู้คดี จะมีเรื่องอื่น อาจจะเป็นอุบัติเหตุถึงชีวิต
> ดวงตก หนักมาก" อ.สัมฤทธิ์
> >กล่าวและว่า การเดินทางไปต่างประเทศของ
> พ.ต.ท.ทักษิณนั้น
> >ก็เป็นการแก้เคล็ดอย่าง
> >หนึ่ง คือหนีรุ้งแวง
> >
> >"ผมอยากฝากไปบอกคุณทักษิณว่าให้ หยุดพร่ำเพ้อ
> หยุดดิ้นรน อยู่เฉยๆ แบบน้าชาติ
> >(
> >พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี) หยุดเมื่อไร
> สิ่งดีจะกลับมา
> >ยิ่งทำยิ่ง
> >เสื่อม เหมือนตัวตลก ที่ไปซื้อทีมฟุตบอลอะไรนั่น
> เลอะเทอะ ถ้าแมนฯ ซิตี้ดัง
> >คนก็
> >ต้องสนใจว่า ใครอยู่เบื้องหลัง แต่เมื่อถึงตอนนี้
> ก็จะมีคำถามว่าใครซื้อ
> >เอาเงิน
> >ไหนมาซื้อ เป็นการฟุ่มเฟือย เสียหมด
> ประเทศก็จะโดนต่อต้าน เป็นนายกสมาคมกอล์ฟ
> >ก็
> >ต้องพูดเรื่องกอล์ฟ อย่าพูดการเมือง"
> >
> >"ถ้าเป็นผม ผมกลับ ติดตารางก็ติด อย่างไร ก็บ้านเรา
> ใครเขาจะไปฆ่าคุณ
> >ต้องถามใจ
> >คุณทักษิณก่อนว่าอยากกลับประเทศไทยหรือเปล่า
> กลับไม่กลับก็ยังมีคดีต่อไปอีก 5
> >ปี
> >ถ้ากลับต้องกลับช่วงนี้
> ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่ได้กลับเลย กลับมาอย่างสง่า
> >คนก็จะ
> >มองว่าไม่ทิ้งแผ่นดิน
> เรื่องคดีความก็ตั้งทนายความสู้คดีไป ลูกผู้ชายนี่
> >ถ้าคิด
> >ว่าไม่ผิดก็มา อย่าทำให้กระบวนการยุติธรรมเสียหาย
> ศาลท่านเมตตาเอง
> >ถ้าไม่กลับช่วง
> >นี้ดวงลงล็อกเลย ติดคุกแน่" อ.สัมฤทธิ์กล่าวและว่า
> เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ
> >กลับมาก็
> >ไม่ควรปลุกประชาชน บอกเลยว่าไม่ต้องมาให้ดอกไม้
> มาในฐานะจำเลย คนจะชื่นชม
> >ต้องกล้าแสดงออก
> >
> >"ผิดเป็นผิด ผมยอมรับ ถูกเป็นถูก
> จะไปเมืองนอกก็ขออนุญาตศาลได้
> >เพราะคุณไม่ใช่นัก
> >โทษ ผมอยากจะฝากบอก คุณหญิงพจมานด้วยว่าดวงคุณหญิงดี
> มาสู้คดีเถอะ
> >คุณหญิงไปเชื่อ
> >อะไร ก็ไม่รู้ งมงาย ที่ว่าต้องอยู่เมืองนอก คุณหญิง
> ต้องกลับมา รักศักดิ์ศรี
> >เพราะยังต้องสู้คดีอีก 4 ปี เพราะพระเสาร์ทับเสาร์
> กลับมายังมีคดีความ
> >ผมเห็นคุณ
> >ทักษิณเร่ร่อนแล้วใจผมสะท้อน"
> >
> >"คุณทักษิณดวงตก เลยทำให้วางแผนผิด
> ถ้าคุณมีน้ำจิตน้ำใจให้ประเทศ อย่างสร้าง
> >โรงเรียน สร้างโรงพยาบาล คนก็ยังจะคิดถึง
> นี่โรงพยาบาล
> >โรงเรียนสักแห่งก็ไม่สร้าง
> >ขี้เหนียว เงินส่วนตัวมีมหาศาลเป็นแสนล้าน
> ไปซื้อทีมฟุตบอล
> >แทนที่จะมาบริจาคให้คน
> >พิการ ไร้การศึกษาใน 3 จังหวัดใต้
> ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อะไรโดนระเบิด 30
> >กว่าปี
> >ที่ผมเป็นโหรประจำตัว
> ผมยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ยังไม่ได้อะไรเลย
> >ประหยัด
> >เกินเหตุ"
> >
> >อย่างไรก็ตาม อ.สัมฤทธิ์ พยากรณ์ล่วงหน้าแบบฟันธงว่า
> ตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน
> >2550
> >เป็นต้นไป ระบบเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง จะดี
> เพราะที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการ
> >กระทรวงการคลังมักจะเดินสวนทางกับดวงดาว
> โดยดาวต้องผันจากสูงลงต่ำ คือผันจาก
> >เศรษฐีสู่ชาวนาโดยหลังจากวันที่ 15 สิงหาคม
> ดาวพฤหัสจะเดินปกติ หลังจากเดินถอย
> >หลังมานาน
> >
> >"ผมฟันธงว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 จะผ่าน
> และมีการเลือกตั้งแน่นอน หลังวันที่ 16
> >พฤศจิกายนนี้ ดวงเมืองดีมาก
> ผู้บริหารที่เข้ามาจะเก่งมาก อัจฉริยะมากเรื่องการ
> >เงิน ผมหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
> เศรษฐกิจจะดี สังคม จะดีตาม
> >เหมือน
> >พ่อแม่มีเงินใช้ ลูกก็สบาย แต่ถ้าพ่อไม่มีเงินจะกิน
> ลูกจะเป็นอย่างไร"
> >
> >อ.สัมฤทธิ์กล่าวอีกว่า ที่ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นดี
> หากดูตามดวงดาวแล้วจะพบว่า
> >ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ถึง 8 พฤศจิกายน
> ดาวศุกร์เดิน 4 เดือน
> >อยู่ในราศีสิงห์
> >ดาวศุกร์เป็นดาวการเงิน หุ้นขึ้นหลายจุด ทำให้ 4
> >เดือนนี้มีเงินสดไหลเข้ามาเยอะ
> >ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเริ่มหยุดในวันที่ 3 พฤศจิกายน
> >
> >ด้านการเมือง อ.สัมฤทธิ์มองว่า
> รัฐบาลหน้าปัญหาการเมืองจะน้อย
> >แม้จะมีการทะเลาะ
> >กัน ในสภา แต่ก็ไม่สามารถลงมติได้
> >
> >"ใครเป็นนายกฯ จะเป็นไปยาวเลย 3-4 ปี ไม่ใช่ 2-3
> ปีแล้วเลิก อยู่ครบเทอมแน่ใคร
> >เป็นนายกฯคราวนี้เป็นนาน ประชาชนและเศรษฐกิจดี
> นายกฯไม่จำเป็นต้องเก่งเศรษฐกิจ
>
> >ขอ
> >เป็นคนดี อย่าโกง อย่าคอร์รัปชั่น
> รัฐมนตรีคลังคนใหม่จะเก่งมาก
> >ปีหน้ากองทุนจาก
> >ต่างชาติจะขนเงินมาลงทุนมหาศาล
> รถไฟใต้ดินจะแก้ปัญหารถติดได้อย่างไม่น่าเชื่อ
> >เป็นปีมหัศจรรย์ของประเทศ"
> >
> >รัฐธรรมนูญผ่าน มีการเลือกตั้ง ปีหน้าเศรษฐกิจดี
> อ.สัมฤทธิ์ ฟันธงๆๆ
> >
> >หน้า 40 ประชาชาติธุรกิจ

ยิ่งพูด...ยิ่งฉิบหาย!!!

การเมือง
ท่านขุนน้อย
2 สิงหาคม 2550 กองบรรณาธิการ
ยิ่งพูด...ยิ่งฉิบหาย!!!
อันที่จริง...น่าจะขอบใจ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตผู้สื่อข่าวช่อง 5 และนักเขียนอิสระ ซึ่งแม้นว่าเธอจะมีตำแหน่งหน้าที่ ประจำสำนักเลขานุการกองทัพบกอยู่ในขณะนี้ก็ตาม ที่สามารถดิ้นรน ข้ามน้ำ ข้ามทะเลไปเปิดใจ ทักษิณ ชินวัตร ให้พอรู้ถึงสิ่งที่ซุกซ่อนเอาไว้ในหัวจิต หัวใจ ในความรู้สึกนึกคิด กันได้แบบจะจะ แจ้งๆ...ไม่ต้องเสียเวลาปิดบัง อำพราง เลี้ยวไป เลี้ยวมา แหย่ไป แหย่มา...เหมือนกับที่เคยให้สัมภาษณ์ใครต่อใครกันมาในอดีต...
----------------------------------------------
ดูเหมือนว่า...ในความรู้สึกลึกๆ ของ ทักษิณ นั้น ได้ซ่อนความโกรธ ความเกลียดชัง ต่อใครบางคนเอาไว้ไม่น้อย สามารถสะท้อนให้เห็นจากการใช้คำพูด คำจา ในการเรียกขานกันถึงขั้น... คนที่มีปัญหาครึ่งเดียว .... คนแข็งครึ่ง-อ่อนครึ่ง ... คนเดียวที่ไม่ปกติมานานแล้ว ...หรือ ซูเปอร์ เพาเวอร์ ฯลฯ เป็นต้น และก็คงไม่ต้องเสียเวลาตีความว่าจะหมายถึงใคร??? ตลอดเวลาที่พยายามดิ้นรนรักษาอำนาจตัวเองเอาไว้ นับตั้งแต่ยังไม่ได้มีฐานะเป็น สัมภเวสี เหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้... ทักษิณ ก็ได้แสดงความก้าวร้าว ต่อสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าเอาไว้ให้เป็น ศัตรูในใจ มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง จนแทบไม่ต้องเสียเวลาอธิบายว่า...ไผเป็นไผ...หรือใครเป็นใคร...ที่ตัวเองแสดงความโกรธ ความเกลียดมาโดยตลอด...
-------------------------------------------------
สิ่งที่น่าสังเกตก็คือว่า...ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อแห่งความโกรธ ความเกลียด ของ ทักษิณ นั้น ดูจะถูกทำให้กลายไปเป็น เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ของกลุ่มคนที่ยัง รักทักษิณ ไปด้วยกันทั้งหมด ไม่ว่ากลุ่มคนเหล่านั้น จะแสดงออกถึงความรักทักษิณ กันด้วยกรรมวิธีใดๆ ก็แล้วแต่ จะโดยการป่วนบ้าน ป่วนเมือง แบบนอกระบบ นอกครรลองการเมืองตามปกติ หรือจะหันมาแอบอิงการเมืองในระบบ กันอย่างฉุกละหุก อย่างที่เป็นไปในวันสองวันที่ผ่านมานี้...เส้นทางการเมืองของบรรดานักรักทักษิณทั้งหลาย...ก็ล้วนแล้วแต่มุ่งตรงไปยังการโจมตี ทำร้าย ทำลาย ผู้ที่ทักษิณตั้งเป้าเอาไว้ให้เป็นศัตรูภายในใจของตัวเอง...อย่างเป็นระบบ...ด้วยกันทั้งสิ้น....
------------------------------------------------
และนับวันความโกรธ ความเกลียด ของ ทักษิณ ที่มีต่อ ศัตรูภายในใจ ของตัวเอง...จะไม่ได้ถูกจำกัดเอาไว้แต่ในฐานะตัวบุคคลเท่านั้น มันยังถูกขยายความเพิ่มเติม โดยบรรดานักรักทักษิณทั้งหลาย ให้กลายเป็นความโกรธ ความเกลียด ที่มีความหมายในเชิง สัญลักษณ์ ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที เป็นความโกรธ ความเกลียดที่มุ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบ ระเบียบ ค่านิยม ประเพณี หรือแม้กระทั่งโครงสร้างของสังคมกันไปแล้วก็ว่าได้ การแสดงออกของม็อบ นปก.ที่ฮึกเหิมถึงขั้นตัดสินใจ ก่อการปะทะกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เพื่อกดดันให้ ประธานองคมนตรี อันเป็นผู้ซึ่งมีสถานะ เป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์พระมหากษัตริย์ หรือผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงมี อิสระ มี พระราชอำนาจ ในการแต่งตั้ง ตามบทบัญญัติภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับ...ต้องลาออกจากตำแหน่งกันเลยนั้น อันที่จริงก็คงไม่ต่างไปจากความพยายามอาศัยสิ่งที่เรียกว่า มวลชน กระทำทำการ... บีบบังคับองค์พระมหากษัตริย์ ...ไม่ว่าจะโดยตรง หรือโดยอ้อม นั่นเอง.....
--------------------------------------------------
การที่ ทักษิณ ได้สร้างศัตรูขึ้นมาภายในจิตใจของตัวเอง จะด้วยเหตุผลใดๆ หรือด้วยความไม่มีเหตุผล เอาเลยก็ตาม...ว่าไปแล้ว...มันก็เป็นเรื่องของตัวบุคคล ที่เงื่อนไข เหตุปัจจัย อันเป็นที่มาแห่งความรู้สึกเหล่านี้...ย่อมเป็นไปตามอุปาทาน อวิชชา ความรัก โลภ โกรธ หลง ที่เป็นตัวปรุงแต่งอารมณ์ของแต่ละบุคคลกันไปตามสภาพ หรือตามวิบากกรรมของใคร-ของมัน และเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยิบยกเอามาเป็นสาระ แก่นสาร สะท้อนความเป็นเหตุเป็นผล ความเป็นระบบใดๆ ได้เลย แต่ก็ด้วยอุปาทาน อวิชชา ของผู้ที่ยังอาลัย อาวรณ์ ยังรู้สึกรัก และผูกพัน กับ ทักษิณ ด้วยเงื่อนไข เหตุปัจจัยใดๆ ก็แล้วแต่....นับวัน...การร่วมกันปรุงแต่งอารมณ์ ให้เลื่อนไหลไปในลักษณะเช่นนี้ มันกำลังกลายไปเป็น อุปาทานหมู่ โดยที่ผู้ซึ่งยังคงปักอก ปักใจ ถือเอา ทักษิณ เป็นที่ยึด ที่พึ่ง...อาจจะไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการทำลายระบบ ระเบียบ ค่านิยม ประเพณี...ที่เคยเป็นรากฐานโครงสร้างสังคม อันเป็นที่เกิด ที่เติบโต จนตัวเองสามารถเป็นผู้เป็นคนอยู่ได้ในทุกวันนี้....
--------------------------------------------------
ใครก็ตามที่ยังคงยึดมั่นกับ ทักษิณ ...มักจะหนีไม่พ้น ที่จะต้องไหลไปตามอารมณ์ของ ทักษิณ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะยืนท้าทายฟ้า-ดิน อยู่กลางสนามหลวง แอบซุ่มซ่อน แหวกว่าย แบบไส้เดือนน้ำ ไส้เดือนดินอยู่ในพรรคการเมือง อยู่ในเครือข่ายราชการ ธุรกิจ ฯลฯ คนเหล่านั้นย่อมไม่อาจที่จะปฏิเสธได้เลยว่า ตัวเอง...ได้กลายไปเป็นส่วนหนึ่งของผู้ซึ่งแสดงออกถึงความต้องการ ในอันที่จะทำลายระบบ โครงสร้าง ของความเป็นชาติบ้านเมือง ซึ่งเคยมีมานับตั้งแต่อดีต...ให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงนั่นเอง...
-----------------------------------------------------
อารมณ์โกรธ อารมณ์เกลียด ของบุคคลผู้หนึ่ง ที่มันได้ถูกทำให้กลาย อุปาทานหมู่ ในหมู่ผู้คนจำนวนมากมายหลากหลายกันไปแล้ว มันจะเป็นสิ่งที่ผิด...หรือถูกก็ตาม แต่ถ้าหากมองกันตามเหตุ ตามผล กระแสอารมณ์ชนิดนี้ไม่น่าจะนำพาบ้านเมืองไปสู่ความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง หรือความสงบสันติใดๆ ได้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม...มันน่าจะนำมาซึ่งความเดือดร้อน วุ่นวาย ให้กับผู้คนในสังคมได้แบบทั่วถึงกันหมด เพราะในขณะที่คนกลุ่มหนึ่ง พยายามเปลี่ยนแปลงรากฐานสังคม....ด้วยการทำลาย...ผู้คนอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งเคยเติบโตมาบนพื้นฐานของสังคมชนิดนี้ ด้วยความสุข ความสงบ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็คงไม่ยอมปล่อยให้แผ่นดินอันเป็นที่เกิด ที่ตายของตัวเอง...ต้องมาพังพินาศ ฉิบหาย เพียงเพราะจุดเริ่มต้น อันมีที่มาจากอารมณ์โกรธ อารมณ์เกลียด ของคนคนเดียวแท้ๆ..???
-----------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก คัลเลน ไฮเทาเวอร์ ..... "ความรักนั้น...ก็คือสิ่งที่เหลืออยู่ในความสัมพันธ์ หลังจากที่ความเห็นแก่ตัว....ได้ถูกขจัดออกไปอย่างหมดสิ้นแล้ว...."

Tuesday, 25 September 2007

จักรภพวันนั้น ..และจักรภพวันนี้

จักรภพวันนั้น ..และจักรภพวันนี้

ไม่ว่าจะเจอะใครในวงการไหน คำถามที่ไม่พลาดก็คือ "ทำไมจักรภพถึงเป็นได้ขนาดนี้"

เพื่อนๆ ที่เคยคุ้นเคยกับจักรภพ เพ็ญแขต่างรู้สึกประหลาดใจที่อยู่ดีๆ จักรภพเปลี่ยนเป็นคนละคน จากคนที่เคยนั่งด่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ให้คนในวงการสื่อด้วยกันฟังเป็นฉากๆ กลายเป็นโฆษกขบวนการคนรักทักษิณแบบไม่เขินอาย

และไม่ใช่เป็นคนรักทักษิณแบบธรรมดาๆ แต่เป็นคนรักทักษิณแบบหัวชนฝา ถึงขั้นเป็น "มือระเบิดพลีชีพ" ที่พุ่งเข้าชนทั้งคณะมนตรีเพื่อความมั่นคงแห่งชาติและพล.อ. เปรม ตินสูลานนท์

ไม่นานก่อนหน้านี้ จักรภพมีภาพของคนทำสื่อที่มีความรู้ ฉลาดหลักแหลม และมีหลักการ ยิ่งถ้าคนที่เคยใกล้ชิด โดยเฉพาะคนในวงการสื่อด้วยกัน ยิ่งมีความศรัทธาในความสามารถและความแหลมคมของอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศคนนี้



ผมยังจำได้ดีว่าเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่จักรภพจะรับตำแหน่งโฆษกรัฐบาล จักรภพยังนั่งวิจารณ์รัฐบาลทักษิณให้ผมและเพื่อนๆ สื่อมวลชนและนักการเมืองฝ่ายค้านสามสี่คนฟัง

"ผมขอบอกเลยครับว่า ผมไม่มีทางรับตำแหน่งโฆษกรัฐบาลทักษิณเป็นอันขาด ผมทำงานกับรัฐบาลแบบนี้ไม่ได้" ผมยังจำประโยคเด็ดที่ออกจากปากของจักรภพในวงสนทนานั้นได้เป็นอย่างดี

จักรภพในฐานะอุปนายกของสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยก่อนเป็นโฆษกรัฐบาล เป็นคนละคนกับจักรภพที่กระโดดเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบอบทักษิณ"

จักรภพในฐานะอุปนายกสมาคมเป็นจักรภพที่เต็มไปด้วยหลักการของคนทำสื่อ พูดจาเสียงดังฟังชัดทั้งในวงสนทนาและในเวทีสาธารณะอย่างไม่ต้องสงสัยว่าในสายตาของเขา ทักษิณคือศัตรูตัวฉกาจของเสรีภาพสื่อ

"พี่เอก" เป็นตัวอย่างที่น่าเลื่อมใสของรุ่นน้องๆ ในวงการสื่อวิทยุและโทรทัศน์ในยุคที่การพูดความจริงหมายถึงการเป็นทำตัวเป็นเป้าของอำนาจรัฐ

เมื่อได้ยินข่าวว่าจักรภพถูกทาบทาบให้ไปเป็นโฆษกรัฐบาลเพราะนายกฯ ทักษิณขณะนั้นอยากได้คนที่มีหน้าที่พูดจาแทนรัฐบาลมีภาพที่เป็นอินเตอร์และสามารถสื่อสารกับฝรั่งได้คล่องแคล่ว ผมจำได้ว่าผมเตือนจักรภพทั้งเป็นการส่วนตัวและในบทความว่า การเป็นสื่อมวลชนกับการเป็นโฆษกรัฐบาลนั้นบทบาทต่างกันโดยสิ้นเชิง

คนทำสื่อนั้น ความรับผิดชอบที่สำคัญที่สุดคือการถ่ายทอดความจริงสู่สาธารณชน



แต่สำหรับคนที่ทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล ภารกิจหลักคือการปกป้องภาพลักษณ์ของรัฐบาล

พูดง่ายๆ ก็คือ โฆษกรัฐบาลมีหน้าที่พูดหรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคนที่อยู่ในอำนาจให้มากที่สุด

ซึ่งหมายความว่า ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องรอง

เพราะโฆษกรัฐบาล (อย่างน้อยก็ตามมาตรฐานของการเมืองไทย) ไม่จำเป็นต้องพูดความจริง โดยเฉพาะถ้าความจริงเป็นสิ่งที่จะทำให้คนที่อยู่ในอำนาจเสียหาย

ที่อุตส่าห์เตือนจักรภพครั้งนั้นก็เพราะไม่อยากให้สังคมต้องสูญเสียคนที่มีภาพของการเป็นนักต่อสู้ของวงการสื่อในภาวะที่อำนาจเงินและอำนาจการเมืองสามารถซื้อทุกอย่างได้

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมจักรภพจึงยอมหันหลังให้วงการสื่อและกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของคนที่ตัวเองเคยวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่มีดี เหมือนกับที่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมนักการเมืองที่มีภาพเป็นคนรุ่นใหม่ถึงได้เข้าแถวเข้าไปรับใช้รัฐบาลทักษิณแบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนใจว่าใครจะโกงจะกิน ไม่ยอมรับรู้ว่าผู้นำและคนใกล้ชิดจะเอาเปรียบบ้านเมืองแค่ไหน

แต่ผมเองไม่รู้สึกแปลกใจมากนักที่จักรภพประกาศรับตำแหน่งโฆษกของรัฐบาลทักษิณอย่างเต็มภาคภูมิเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าคนอย่างเขาไม่มีทางรับใช้คนอย่างทักษิณได้

ตรงนี่แหละที่ผมเห็นว่า "ระบอบทักษิณ" ไม่ใช่มีแต่ความเลวร้ายแต่เพียงด้านเดียว

เพราะนอกจากทักษิณแล้วไม่มีผู้นำการเมืองคนไหนในเมืองไทยที่สามารถทำให้นักการเมือง นักวิชาการ และคนทำสื่อมากมาย ที่มีภาพสดในงดงาม แสดงธาตุแท้ของตัวเองออกมาได้ขนาดนี้

ถ้าไม่มีทักษิณ เราอาจมัวหลงผิด มองคนเหล่านี้ด้วยความชื่นชมและความศรัทธา โดยไม่มีทางรู้เลยว่าตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาเป็นอย่างไร
(จากคอลัมน์ "คิดนอกกรอบ" ใน "คม ชัด ลึก")

อย่ายอมให้ใครจับคนไทยทั้งชาติเป็น"ตัวประกัน"...ไม่ว่าจะเป็น 30 พฤษภาฯหรือวันไหน

อย่ายอมให้ใครจับคนไทยทั้งชาติเป็น"ตัวประกัน"...ไม่ว่าจะเป็น 30 พฤษภาฯหรือวันไหน

29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 00:00:00



กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ผมพบใครคนหนึ่งที่สนามบินเชียงใหม่วันก่อน เขาถามผมว่า

"วันที่ 30 พฤษภาคม จะอยู่ที่ไหน และจะทำอะไรพิเศษหรือเปล่า?"

ผมตอบอย่างไม่ลังเลว่า..."ผมก็ไปทำงานปกติ ติดตามข่าวสารตามหน้าที่ ไม่มีอะไรพิเศษ..."

กัลยาณมิตรผู้นั้นถามต่อว่า "อ้าว คุณไม่ต้องเตรียมทำข่าวที่เขาจะป่วนเมือง จะชุมนุม จะเผชิญหน้ากันหรือ?"

ผมบอกท่านผู้หวังดีว่า "ผมไม่คิดว่าจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น...เพราะผมไม่เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่อย่างคุณกับผมจะยอมให้คนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้จับไปเป็นตัวประกัน ด้วยการขู่ว่าจะทำเรื่องร้ายแรง เพื่อให้คุณกับผมกลัว และต้องยอมตามพวกเขา...

"นั่นนะซิ...ผมกำลังจะถามคุณเชียวว่า ขื่อแปของบ้านเมืองหายไปไหนหรือ พวกเราประชาชนทั้งหลาย จึงต้องมานั่งลุ้นด้วยใจระทึกว่าใครเขาจะยกพวกมาข่มขู่กดดันได้แม้กระทั่งกระบวนการตุลาการอย่างศาลรัฐธรรมนูญ..." ท่านผู้ร่วมสนทนาระหว่างเดินทางบอกผม

ผมจึงขอเรียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า วันพรุ่งนี้ที่กำหนดว่าท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่านจะอ่านคำตัดสินเรื่องจะยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองนั้น ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามปกติอย่างที่ประเทศที่ศิวิไลซ์แล้วควรจะเป็น

ทุกอย่างจะต้องเป็นไปอย่างที่บ้านเมืองที่มีวัฒนธรรม ปกครองด้วยนิติธรรม และความเท่าเทียมเสมอภาคควรจะเป็นไป

สังคมจะอยู่ได้นั้น ใครมีหน้าที่อย่างไรก็ให้ทำอย่างนั้น และแม้ว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาในรูปใด ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะต้องยอมรับตามนั้น...ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะมีความเห็นขัดแย้งหรือเห็นพ้องกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างไรก็มีสิทธิแสดงความเห็นได้ แต่ต้องเป็นการแสดงออกภายใต้กรอบของกฎหมาย

ใครทำผิดกฎหมาย ผู้รักษากฎหมายมีหน้าที่จะต้องรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ใครขู่ว่าหากไม่พอใจผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วจะยกพวกของตัวเองออกมาใช้ความรุนแรง ก็เท่ากับเป็นการก่อจลาจล...และบ้านเมืองก็มีกฎหมายบอกชัดเจนว่า ใครควรจะมีหน้าที่จะต้องจัดการกับผู้จงใจก่อจลาจลอย่างไร...ไม่ต้องรอให้ใครตีความกันอีก

เพราะถ้าหากใครใช้ความรุนแรง เขาทำให้ประชาชนเดือดร้อน และเมื่อประชาชนเดือดร้อน ไม่สามารถอยู่อย่างปกติสุข หรือต้องลุ้นระทึกตลอดเวลาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง, นั่นย่อมหมายความว่า พวกเขาไม่ได้รับการคุ้มครองอันควรจะได้จากรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องของการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

ผมถือว่าในฐานะที่เราทุกคนเป็นประชาชนเต็มขั้น ย่อมจะต้องถือสิทธิว่า "ความปกติสุขแห่งการดำเนินชีวิต" นั่นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน และไม่มีใครหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีสิทธิที่จะยื้อแย่ง ปล้นหรือกระชากสิทธินั้นไปจากเราด้วยการข่มขู่ว่า จะใช้แรงกดดันหรือข่มขู่คุกคามว่าจะใช้ความรุนแรง

อย่างนี้ผมถือว่าเขากำลังจะจับตัวคนทั้งประเทศเป็น "ตัวประกัน" ....เสมือนหนึ่งจะใช้วิธีการอันน่ารังเกียจและควรแก่การประณามนี้มาเพื่อบอกว่าเขาจะยอมปล่อยประชาชนส่วนใหญ่เป็นอิสระก็ต่อเมื่อกลไกของรัฐ และสังคมจะยอมทำตามที่พวกเขาต้องการเท่านั้น

วิธีการเช่นนี้ย่อมไม่อาจจะยอมรับได้ ยกเว้นเสียแต่ว่ารัฐไทยจะกลายเป็น "รัฐที่ล้มเหลว" (failed state) ที่หมดสิ้นแล้วซึ่งกติกาพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมไม่ใช่เจตนาหรือจุดประสงค์ของคนไทยส่วนใหญ่

ผมยังเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่วันนี้ต้องการให้ท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ของท่านในกรณีนี้เหมือนในทุกกรณีที่เกิดขึ้น นั่นคือขอให้ท่านทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ว่าตามเนื้อผ้าของหลักฐาน และตีความตามสาระแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งสามารถจะตอบคำถามของประชาชนส่วนใหญ่ได้ว่าที่ตัดสินเช่นนั้นหรือเช่นนี้นั้นอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายข้อใด และด้วยเหตุผลกับหลักฐานประกอบอย่างไร

เสียงข่มขู่และวาจาคุกคามจากคนบางกลุ่ม ที่ต้องการจะให้คำตัดสินเป็นไปตามแนวทางที่พวกเขาต้องการเท่านั้น ต้องไม่ทำให้เกิดการบิดเบือนของกระบวนการยุติธรรมและการตัดสินคดีที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศไทย

ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีทางยอมให้คนเหล่านี้จับไปเป็นตัวประกันเป็นอันขาด...ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ หรือวันไหนๆ ก็ตาม...

(เข้ามาร่วมแสดงความเห็นใน blog ส่วนตัวของผมที่ www.oknation.net/blog/black ได้ตลอด 24 ชั่วโมง)

Quote of Life


Quote of Life
By Dr.Suvinai Pornnavalai

Monday, 24 September 2007

ไอ้หน้าเหลี่ยม เอาอีกแล้ว เดี๋ยว YouTube ปิดอีก

ไอ้หน้าเหลี่ยม เอาอีกแล้ว
เดี๋ยว YouTube ปิดอีก
Thai protest "Praem" Get out!!!!!Fight for freedom & democratic.



อดีตหมอดู "ทักษิณ" ฟันธง 16 พ.ย. เป็นต้นไป เศรษฐกิจจะสดใส

อดีตหมอดู "ทักษิณ" ฟันธง 16 พ.ย. เป็นต้นไป เศรษฐกิจจะสดใส

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ตลอดจนเครือญาติ มีความเชื่อใน
เรื่องการโคจรของ
ดวงดาวบนท้องฟ้า แบบเดียวกับชนชั้นนำในสังคมไทยทั่วไป ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ครอบ
ครัวชินวัตร จะใช้
บริการหมอดูหลายคน

แต่สำหรับชื่อของ ร.ต.สัมฤทธิ์ เกลี้ยงเกลา เขาคือ อดีตโหรผู้ฟันธงล่วงหน้าถึง
เหตุแตกดับทางการ
เมืองให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มาตั้งแต่ 30 ปี ที่แล้ว ปลายปีที่แล้ว หมอดูดัง ขึ้น
เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตย ปราศรัยเรียกร้อง ให้ พ.ต.ท.ทักษิณลาออก

จนกลายเป็นประเด็นฮือฮา แต่ อ.สัมฤทธิ์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า หลังจากขึ้น
เวทีปราศรัยครั้งนั้น
ถูกคนโทรศัพท์มาด่า มาขู่จนหูอื้อ

อาจเป็นเพราะตะวันทำมุมตรงกับความคิด ประกอบกับฤกษ์งามยามดี ศุกร์ 13 บ่ายโมง ณ
โรงแรมหรู
กลางกรุง อ.สัมฤทธิ์ เปิดใจ "ประชาชาติธุรกิจ" พยากรณ์ดวงทักษิณ ดวงเมือง
เศรษฐกิจสังคมไว้
อย่างสนุกและน่าระทึกใจ

"มันจะวุ่นวาย ผมเคยเตือนคุณทักษิณมา ตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วว่าไม่ให้เล่นการ
เมือง ตอนนั้นทำนายไว้ว่า
ท่านจะเป็นเศรษฐีใหญ่ ตั้งแต่ท่านยังเป็นวุ้นอยู่เลย เจอกันที่ รร.รามา
การ์เด้นส์ ท่านยังถามผมเลยว่า
จะเป็นได้อย่างไร แค่ยศ ร้อยเอก ร้อยโท เหมือนยอกัน แต่ในที่สุดก็รวยจริง ผม
ห้ามว่าอย่าเล่นการ
เมือง คุณจะพัง ชื่อเสียงคุณจะย่อยยับ ตั้งแต่นั้นก็ติดต่อกันมา คบกันมาตลอด จน
วันหนึ่งคุณทักษิณ ก็มา
ปรึกษาว่าจะเล่นการเมือง เพราะอิ่มตัวแล้วจากการค้า บอกว่าจะเสียสละเพื่อประเทศ
ผมยังบอก
เหมือนเดิมว่าการเมืองมันเป็นเรื่องสกปรก ครอบครัวคุณจะพังพินาศ"

เมื่อไม่สามารถต้านทานความตั้งใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ อ.สัมฤทธิ์ จึงให้
ทางออกว่าควรเป็นนักการ
เมืองแค่ 4 ปีก็พอ

" คุณทักษิณมุ่งมั่นมาก ผมก็เพียงแต่แนะนำ ว่าให้เป็นแค่ 4 ปี เพราะประเทศไทย
มันอาถรรพ์ ตำแหน่งผู้
นำใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เคยอยู่ได้นาน ดวงเมืองมันผูกไว้ ดาวพฤหัสอยู่กับ
เสาร์ นายกฯอยู่ได้ก็พัง
ไม่พังก็เจ๊ง"

"ถ้าครบ 4 ปี ก็อย่าเป็นต่อ ออกมาคุณจะ เป็นรัฐบุรุษของโลก ถ้าอยู่ต่อจะมี
เรื่องแตกกัน มี
เรื่องคอร์รัปชั่น บริวารข้าทาสแตกคอ ไทยรักไทยก็จะไม่เหลือ"

" วันที่ขึ้นเวทีตอนม็อบนั้น ผมไม่ได้คิดอะไร ผมไม่ได้โจมตี แต่ผมติดต่อทาง
โทรศัพท์คุณทักษิณไม่ได้ ผมแค่
อยากเตือนคุณทักษิณว่าดวงคุณแตกแล้ว แตกคราวนี้ 4-5 ปี กลับมาไม่ติดคุกก็กัก
บริเวณ วันหนึ่งบอกลา
ออก อีก 2-3 วันต่อมากลับมาอีกแล้ว ไม่มีสัจจะ ผมสงสารเขานะ ลึกๆ แล้วคุณทักษิณ
เคารพผม ที่ผมขึ้น
เวที คุณทักษิณก็ไม่โกรธผม ผมคิดถึงมาก รักมาก และสงสารมาก"

"ตอนนั้นคุณหญิงพจมานยังกระแหนะกระแหนผมอยู่เลย ตั้งชื่อใหม่ให้ผมว่า สมใจนึก ณ
บางลำพู คือสมใจ
แล้วนี่ ตามคำพยากรณ์ คุณหญิงได้แซวผม คุณหญิงรู้ว่าผมรักคุณหญิง อยากให้คุณ
ทักษิณลงอย่างสง่างาม
ตอนนี้เป็น หนี้สังคมไปแล้วผิดถูกไม่รู้ แต่ติดลบไปแล้ว"

"ดวงคุณทักษิณ เป็นไปได้ว่าอาจจะถึงแก่ชีวิต มันตกที่สุดแล้ว ถ้าไม่ยอมติดคุก
ไม่สู้คดี จะมีเรื่องอื่น อาจ
จะเป็นอุบัติเหตุถึงชีวิต ดวงตก หนักมาก" อ.สัมฤทธิ์ กล่าวและว่า การเดินทางไป
ต่างประเทศของ
พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ก็เป็นการแก้เคล็ดอย่างหนึ่ง คือหนีรุ้งแวง

"ผมอยากฝากไปบอกคุณทักษิณว่าให้ หยุดพร่ำเพ้อ หยุดดิ้นรน อยู่เฉยๆ แบบน้าชาติ (
พล.อ.ชาติชาย
ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี) หยุดเมื่อไร สิ่งดีจะกลับมา ยิ่งทำยิ่งเสื่อม
เหมือนตัวตลก ที่ไปซื้อทีม
ฟุตบอลอะไรนั่น เลอะเทอะ ถ้าแมนฯ ซิตี้ดัง คนก็ต้องสนใจว่า ใครอยู่เบื้องหลัง
แต่เมื่อถึงตอนนี้ ก็จะมี
คำถามว่าใครซื้อ เอาเงินไหนมาซื้อ เป็นการฟุ่มเฟือย เสียหมด ประเทศก็จะโดนต่อ
ต้าน เป็นนายก
สมาคมกอล์ฟ ก็ต้องพูดเรื่องกอล์ฟ อย่าพูดการเมือง"

"ถ้าเป็นผม ผมกลับ ติดตารางก็ติด อย่างไร ก็บ้านเรา ใครเขาจะไปฆ่าคุณ ต้องถามใจ
คุณทักษิณก่อนว่า
อยากกลับประเทศไทยหรือเปล่า กลับไม่กลับก็ยังมีคดีต่อไปอีก 5 ปี ถ้ากลับ
ต้องกลับช่วงนี้ ถ้าไม่อย่างนั้น
จะไม่ได้กลับเลย กลับมาอย่างสง่า คนก็จะมองว่าไม่ทิ้งแผ่นดิน เรื่องคดีความก็
ตั้งทนายความสู้คดีไป ลูก
ผู้ชายนี่ ถ้าคิดว่าไม่ผิดก็มา อย่าทำให้กระบวนการยุติธรรมเสียหาย ศาลท่านเมตตา
เอง ถ้าไม่กลับช่วงนี้
ดวงลงล็อกเลย ติดคุกแน่" อ.สัมฤทธิ์กล่าวและว่า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาก็ไม่
ควรปลุกประชาชน
บอกเลยว่าไม่ต้องมาให้ดอกไม้ มาในฐานะจำเลย คนจะชื่นชม ต้องกล้าแสดงออก

"ผิดเป็นผิด ผมยอมรับ ถูกเป็นถูก จะไปเมืองนอกก็ขออนุญาตศาลได้ เพราะคุณไม่ใช่
นักโทษ ผมอยากจะ
ฝากบอก คุณหญิงพจมานด้วยว่าดวงคุณหญิงดี มาสู้คดีเถอะ คุณหญิงไปเชื่ออะไร ก็ไม่
รู้ งมงาย ที่ว่าต้อง
อยู่เมืองนอก คุณหญิง ต้องกลับมา รักศักดิ์ศรี เพราะยังต้องสู้คดีอีก 4 ปี
เพราะพระเสาร์ทับเสาร์ กลับ
มายังมีคดีความ ผมเห็นคุณทักษิณเร่ร่อนแล้วใจผมสะท้อน"

"คุณทักษิณดวงตก เลยทำให้วางแผนผิด ถ้าคุณมีน้ำจิตน้ำใจให้ประเทศ อย่างสร้าง
โรงเรียน สร้างโรง
พยาบาล คนก็ยังจะคิดถึง นี่โรงพยาบาล โรงเรียนสักแห่งก็ไม่สร้าง ขี้เหนียว เงิน
ส่วนตัวมีมหาศาลเป็น
แสนล้าน ไปซื้อทีมฟุตบอล แทนที่จะมาบริจาคให้คนพิการ ไร้การศึกษาใน 3 จังหวัด
ใต้ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
อะไรโดนระเบิด 30 กว่าปีที่ผมเป็นโหรประจำตัว ผมยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
ยังไม่ได้อะไรเลย
ประหยัดเกินเหตุ"

อย่างไรก็ตาม อ.สัมฤทธิ์ พยากรณ์ล่วงหน้าแบบฟันธงว่า ตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2550
เป็นต้นไป ระบบ
เศรษฐกิจ การเงิน การคลัง จะดี เพราะที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมัก
จะเดินสวนทาง
กับดวงดาว โดยดาวต้องผันจากสูงลงต่ำ คือผันจากเศรษฐีสู่ชาวนาโดยหลังจากวันที่
15 สิงหาคม ดาว
พฤหัสจะเดินปกติ หลังจากเดินถอยหลังมานาน

"ผมฟันธงว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 จะผ่าน และมีการเลือกตั้งแน่นอน หลังวันที่ 16
พฤศจิกายนนี้ ดวง
เมืองดีมาก ผู้บริหารที่เข้ามาจะเก่งมาก อัจฉริยะมากเรื่องการเงิน ผมหมายถึง
รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการคลัง เศรษฐกิจจะดี สังคม จะดีตาม เหมือนพ่อแม่มีเงินใช้ ลูกก็สบาย
แต่ถ้าพ่อไม่มีเงินจะ
กิน ลูกจะเป็นอย่างไร"

อ.สัมฤทธิ์กล่าวอีกว่า ที่ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นดี หากดูตามดวงดาวแล้วจะพบว่า
ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน
ถึง 8 พฤศจิกายน ดาวศุกร์เดิน 4 เดือน อยู่ในราศีสิงห์ ดาวศุกร์เป็นดาวการเงิน
หุ้นขึ้นหลายจุด ทำ
ให้ 4 เดือนนี้มีเงินสดไหลเข้ามาเยอะ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเริ่มหยุดในวันที่ 3
พฤศจิกายน

ด้านการเมือง อ.สัมฤทธิ์มองว่า รัฐบาลหน้าปัญหาการเมืองจะน้อย แม้จะมีการทะเลาะ
กัน ในสภา แต่ก็
ไม่สามารถลงมติได้

"ใครเป็นนายกฯ จะเป็นไปยาวเลย 3-4 ปี ไม่ใช่ 2-3 ปีแล้วเลิก อยู่ครบเทอมแน่ใคร
เป็นนายกฯ
คราวนี้เป็นนาน ประชาชนและเศรษฐกิจดี นายกฯไม่จำเป็นต้องเก่งเศรษฐกิจ ขอเป็นคน
ดี อย่าโกง
อย่าคอร์รัปชั่น รัฐมนตรีคลังคนใหม่จะเก่งมาก ปีหน้ากองทุนจากต่างชาติจะขนเงิน
มาลงทุนมหาศาล รถ
ไฟใต้ดินจะแก้ปัญหารถติดได้อย่างไม่น่าเชื่อ เป็นปีมหัศจรรย์ของประเทศ"

รัฐธรรมนูญผ่าน มีการเลือกตั้ง ปีหน้าเศรษฐกิจดี อ.สัมฤทธิ์ ฟันธงๆๆ

หน้า 40 ประชาชาติธุรกิจ