Showing posts with label Hot Gossip. Show all posts
Showing posts with label Hot Gossip. Show all posts
Wednesday, 7 November 2007
เปิดโปงซ้อ7 !!!!!! ซ้อ7 คือ สันติ เสวตวิมล
เปิดโปงซ้อ7 !!!!!! ซ้อ7 คือ สันติ เสวตวิมล + ฝ่ายข่าวบันเทิงของผู้จัดการ (ไอ้ต่อพงษ์กับพวกพ้อง) พลัดกันเขียน โดยยุคแรก สันติจะเขียนเป็นส่วนใหญ่ต่อมาจึงได้มีการหมุนเวียนกัน กันคนจับได้ เมื่อก่อนสันติเคยเขียนอยู่ที่ไทยรัฐแต่โดนเฉดหัว จึงได้มาเข้าแกงค์ไอ้สนธิ ดังข้อความต่อไปนี้ "หากมองย้อนกลับมาดูที่ซ้อเจ็ด, ซ้อเจ็ดก็ไม่ได้เป็นคนที่ดี สะอาดสะอ้านอะไร เมื่อในอดีต คุณเคยมีอิทธิพลในหนังสือพิพม์ยักษ์ใหญ่หัวเขียวหน้าบันเทิง ดาราทั้งหลายที่อยากเกิดในวงการเช่น มรกต ดาวโป๊ ดาวยั่ว เด็กสาวที่อยากเป็นดาราแต่เป็นเด็กบ้านนอก เด็กเหนือ เด็กจากบนดอย...ถ้าอยากเป็นดารา ก็ต้องยอมนอนกับ"ซ้อเจ็ด" จากนั้น เด็กสาวเหล่านั้น ถึงจะได้รับการปลุกปั่นให้เป็นดารา โชคร้าย เมื่อหนังสื่อพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวเขียวเปลี่ยนยุค เนื่องจาก "ป๊ะกำพล"เสียชีวิต การจัดการในกองบรรณาธิการมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ โดยสราวุธ ซ้อเจ็ด เป็นอีกหนึ่งที่ถูกปฏิวัติ เพราะความเน่าเฟะ การใช้อิทธิพลจากการได้เป็นคอลัมนิสต์ในหน้าบังเทิงของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ สราวุธและอินทิรา อยากให้"ไทยรัฐ" เปลี่ยนจากหนังสือพิมพ์ภาพเน่าเละ หาความเชื่อถือไม่ได้ มาเป็นหนังสือพิมพ์ ที่ดี "กว่าที่เคยเป็นมา" ดังนั้นซ้อเจ็ด เลยต้องระเห็จจากไทยรัฐและมีชีวิตตกต่ำอยู่เป็นนาน หลายปี ระหว่างนั้นซ้อเจ็ด ป่วยหนัก...บารมีที่เคยมีหดหาย มีชีวิตแบบ Nobody และป่วยแทบใกล้ตาย? สนธิ ลิ้มทองกุล แห่ง นสพ.ผู้จัดการ หยิบยื่น "โอกาส" มาให้ซ้อเจ็ด ด้วยการเกื่อหนุนให้ได้มีโอกาสทำหนังสือพิมพ์บังเทิง"Tabloid" เป็นรายสัปดาห์ จากการเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ ทำให้ซ้อเจ็ด ได้มีโอกาส หาข่าวลึกลับใต้กระโปรงและกางเกงชั้นในของดาราชายหญิง ด้วยการทำหน้าที่แบบ paparacci เพราะฉะนั้น ซ้อเจ็ดจึงสามารถนำข้อมูลเชิงต่ำกว่าใต้สะดือ มาขาย และ ขยายผลในนามปากกาของ ซ้อเจ็ด และทำให้ web site ของ manager hit ติดลมบนไปทั้ง web site. ถ้าดู้จากเบื้องหลัง....เราควรจะเคารพในการทำงานของซ้อเจ็ดหรือไม่??? ในทางกฎหมายจะมีคำพูด คำพูดหนึ่งซึ่งเป็นหลักกฎหมายด้วย ก็คือคนที่มาศาลนั้น จะต้องมาศาลด้วยมือสะอาด เพราะฉะนั้น หากซ้อเจ็ดก็ไม่ใช่คนที่ดี สะอาด ซ้อเจ็ดก็ไม่ควรจะได้รับสิทธิและความไว้เนื้อเชื่อใจจากใครได้ เพราะเมื่อคุณด่าใคร คุณก็มีบาดแผลและชนักติดหลังที่เน่าเละ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเทียบกับกรณีของคุณคัทลียา ซ้อเจ็ดก็ไม่มีสืทธิไปด่าออกความเห็นเพราะคุณไม่มีสิทธิมาตั้งแต่ต้น ดิฉันไม่ใช่คนที่รับจ้างโพสต์ ไม่ใช่ดารา ไม่ใช่แฟนคลับ แตต่เป็นคนที่เคยอยู่ในวงการ ในช่วง "ที่คุณสันติ เสวตวิมล" ใหญ่คับวงการบันเทิง และไม่เคยชอบในวิธีการทำงานในฐานะนักข่าวบันเทิงและคอลัมนิสต์ของคุณ ที่สำคัญ ดิฉันมั่นใจว่า ข้อมูลเกี่ยวกับคุณดิฉันรู้จริง และแฉคุณได้ เพราะอิทธิพลของคุณและคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มันจะทำอะไรดิฉันแน่นอน โปรดอย่าลบความคิดเห็นของดิฉัน ถ้าคุณคิดว่า คุณแน่จริงและสะอาดจริง ซ้อเจ็ด คือ สันติ เสวตวิมล หรือแม่ช้อยนางรำ อดีตขาใหญ่แห่งไทยรัฐ ยุคที่คนอ่าน Sorjed ในวันนี้ บางคน อาจจะเพิ่งเกิดมาได้ขวบสองขวบ เลยไม่รู่ว่า ในอดีตที่ไทยรัฐ เขาเลวขนาดไหน ต้องลองไปถาม อรพรรณ พานทอง วัชรพล, สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ (ซ้อเจ็ดตั้งนามสกุลและชื่อใหม่ให้เธอ) สินจัย หงส์ไทย เปล่งพานิช มรกต มณีฉาย ดาราที่มาจากเผ่าทางภาคเหนือ... และ ฯลฯ บัดนี้ สันติ เสวตวิมล กำลังแก้แค้นมันเป็นการแก้แค้นย้อนหลัง ในช่วงที่ดาราเหล่านั้น ไม่มาพินอบพิเทา ยามเมื่อตน"เปิดโปงอีซ้อ 5555 ก๊ากๆๆๆๆๆๆ สะใจ
Tuesday, 23 October 2007
เมย์ อั้ม เข็ม หนุ่ม กรรชัย ใครสะตอ???
Link: http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9500000125423
ความคิดเห็นที่ 518
''เข็ม-กฤตธีรา'' เปิดใจ ก่อน พระหนุ่ม หรือ พระกิตฺติเมธี จะลาบวชแบบเงียบๆ นั้น ได้โทร.มาขออโหสิกรรมตนแล้ว ซึ่งตนก็ได้อโหสิกรรม พร้อมกับอนุโมทนาในการอุปสมบทในครั้งนี้ผ่านทางเมสเซจไปให้ แถมยังบอกอีกว่าใจจริงแล้วอยากให้พระหนุ่มบวชสัก 1 เดือน หรือ 3 เดือนไปเลย พร้อมแง้มข่าวดี (ที่สุดในโลก) แบบไม่ได้โม้ว่า...ตอนนี้เธอและ นางสาวเมย์ เฟื่องอารมย์ ญาติดี เลิกหม่ำเกาเหลา ร่วมสาบานเป็นพี่น้อง เจอที่ไหนเป็นต้องกระโดดกอดคอกันชื่นมื่น
เกี่ยวกับข่าวดีดังกล่าวนี้ ผู้สื่อข่าวสยามดารารายงานว่าได้มีโอกาสเจอหน้าพิธีกรสาวสวย ''เข็ม'' กฤตธีรา อินพรวิจิตร ซึ่งเดินทางมาร่วมเป็นพิธีกรในงาน ''Motorxury 2007 @ CentralPlaza Rama 2'' จัดขึ้นที่เซ็นทรัล พระราม 2 เมื่อบ่ายวันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งภายหลังจากที่เสร็จภารกิจการเป็นพิธีกรเข็มปลีกตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดแซกสั้น ทะมัดทะแมง (แต่ดูดี) ตรงไปรับประทานอาหารกับเพื่อนที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในห้างสรรพสินค้าดังกล่าว ซึ่งในระหว่างนั้นเองผู้คนที่ผ่านไป ผ่านมา และจำได้ว่าเป็น ''เข็ม-กฤตธีรา'' ต่างเอ่ยชมว่า ''เข็มน่ารักเหมือนตุ๊กตาเลย'' ภายหลังจากที่เวลาผ่านไปสักประมาณเกือบครึ่งชม. เข็มก็เช็กบิล เดินออกจากร้าน
ผู้สื่อข่าวสยามดาราอาศัยช่วงจังหวะนี้ล่ะ เข้าไปประชิดตัวสาวอารมณ์ดี...ทักทาย แจ้งให้ทราบถึงเรื่องที่ว่าก่อนหน้านี้มีคนชม ''เข็มหน้าเหมือนตุ๊กตา'' แน่ะ ซึ่งทางเข็มหันมาหัวเราะเบาๆ หันมาบอกว่า ''ตุ๊กตาเสียกบาลล่ะไม่ว่า'' จากนั้นทางผู้สื่อข่าวเลียบเคียง สอบถามถึงข่าวคราวที่ดาราหนุ่มอุปสมบทแบบเงียบๆ (แต่แปล๊บ แปล๊บ แบบฟ้าผ่า) ทาง ''เข็ม-กฤตธีรา'' หันมาสบตาแล้วหัวเราะอย่างสาวสุขภาพจิตดีพร้อมเอ่ยว่า เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่กะทันหันสำหรับตนเหมือนกัน เพราะว่าก่อนหน้าที่พระกิตฺติเมธีจะลาบวชนั้น ได้โทร.มาบอกตน ''แต่บังเอิญว่าในระหว่างนั้นเข็มติดงาน ไม่ได้รับสายทางพระหนุ่มเลยส่เมสเซจมาลาสิกขา ตนอ่านแล้วก็ตกใจเหมือนกัน แต่ก็ได้เมสเซจอโหสิกรรม และ อนุโมทนากลับไป''
ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อไปว่า แล้วไม่ได้ไปร่วมในงานอุปสมบทเงียบของพระหนุ่มหรือ พิธีกรสาวผู้มากความสามารถยิ้มๆ พร้อมกับบอกว่า ติดงานพอดี ''แต่ถ้าไปก็คงเป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าว คิดดูสิขนาดตอนที่พระป่วยแล้วเข็มไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลยังโดนถ่ายรูปเลย แต่ไม่ไปก็ไม่เป็นไรหรอก เข็มยินดีและอนุโมทนากับพระหนุ่มน่ะ อันที่จริงแล้วเข็มว่าน่าจะบวชสัก 1 เดือนหรือไม่ก็ 3 เดือนไปเลยยิ่งดี จะได้สงบๆ และได้บุญด้วย''
สอบถามถึงเหตุผลที่ทำให้พระหนุ่มอุปสมบทแบบกะทันหันดังกล่าว ทางสาวตาสวยยิ้มๆ หัวเราะเบาๆ เผยว่า เป็นเพราะช่วงหลังสุขภาพของพระหนุ่มไม่ค่อยแข็งแรงด้วยอะไรด้วย เพราะช่วงหลังมานี้เห็นได้ยินบ่นๆ เหมือนกัน จึงอยากบวช และไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องหรือปัญหาแห่งรักอย่างแน่นอน
ตบท้าย ถือว่าเป็นข่าวดีแห่งปีเลยทีเดียว เมื่อทางพิธีกรสาวสุดมั่นแห่งรายการตีสิบ เอ่ยอย่างภาคภูมิใจและปลื้มใจว่า ภายหลังจากที่เคยตกเป็นข่าวกินเกาเหลากับดาราสาวเมย์ เฟื่องอารมย์ มาพักใหญ่ ตอนนี้ทั้งคู่ต่างเปิดใจเข้าหากัน เคลียร์ปัญหาและความเข้าผิดทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตไปแบบเกลี้ยงหัวใจ
''ตอนนี้เข็มกับเมย์ เราทำความเข้าใจและกลายเป็นเพื่อนกันไปแล้วนะ โทร.หากันบ้าง ถ้าเจอหน้าก็กระโดดเข้าใส่แล้วนะคะ'' ซึ่งมิตรภาพอันดีที่เกิดขึ้นนั้น สันนิษฐานว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอานิสงส์ที่พระหนุ่มอุปสมบทบวกกับหัวใจของทั้งคู่ที่เปิดเข้าหากัน
อันนี้ ให้สัมภาษณ์วันที่ 11 ก.ค. 50 นะคะ
ผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกหลัง หนุ่ม-กรรชัย ออกปากง้อขอสาวเมย์แต่งงานกลางเวทีคอนเสิร์ต “บีมายด์เกรส”
“อุ้ย! ก็ดีซิฮะ ดีฮ่ะ ทำไมอ่ะ ก็ยินดีด้วยค่ะ ยินดีด้วย! ก็ขอให้ครั้งนี้จริงซะที ก็ยินดีค่ะ (ยังคุยกับหนุ่มเหมือนเดิม?) ก็คุยค่ะ แต่ช่วงนี้จะคุยกับน้องเมย์เยอะ เพาะว่าจะคุยเรื่องโน่นนี่กัน แต่ว่าก็พยายามจะทิ้งๆ สเปช เพราะว่าเดี๋ยวมันจะกลายเป็นคนเอาไปพูดข่าวโน่นนี่ขึ้นมาอีก เราก็ทิ้งให้เฟรนด์ไทม์ให้เขากันไป”
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าหันมาญาติดีกับสาวเมย์ตั้งแต่เมื่อไร พิธีกรสาวมั่นฟุ้งว่า “อ๋อ ก็จริงๆ แล้วมันเป็นการเหมือนกับช่วงก่อนที่พี่หนุ่มจะบวชก็ได้คุยกับเมย์มาสักพักนึงแล้ว แล้วก็เข็มจะคุยกับเมย์เยอะ เพราะว่าเมย์เขาไปเปิดร้านแถวๆ ทองหล่อ แล้วเข็มบ้านอยู่แถวนั้น ก็ทักทายคุยไปคุยมาก็เลยคุยเป็นเรื่องเป็นราว ก็สรุปว่าข่าวทั้งหมดเหมือนตีความกันไปเอง จริงๆ มันไม่มีอะไรเลย จุดมันเล็กมาก”
“จริงๆ มันเป็นการเหมือนกับว่าน้องเขาโทรมาบอกว่าเหมือนกับมันมีอะไรบางอย่างที่ เอ๊...ทำไมถึงต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ก็นั่งคุยกัน ก็คุยทุกเรื่องสรุปว่าเคลียร์หมด เจอกันตอนนี้ก็คุยกันปกติ”
พอถามต่อถึงกระแสข่าวช่วงที่ หนุ่ม-กรรชัย ป่วยเข้าโรงพยาบาล สาวเข็มเป็นอีกหนึ่งคนที่รีบแจ้นไปเยี่ยมเป็นการด่วนจี๋ด้วย เจ้าตัวแย้มว่า
“อ๋อ เยี่ยมปกติ ก็คือเมย์เป็นคนโทรไปแจ้ง ศรรามก็โทรไปบอก พีอาร์น้องๆ เขาโทรไปบอก แต่ตอนนั้นเข็มไม่อยู่ ไปต่างจังหวัด แล้วเข็มก็บอกโอเคเดี๋ยวเข็มว่างเข็มจะแวะไป (ได้เจอเมย์ที่รพ.ด้วย?) ยังค่ะ แต่เข็มได้คุยกับเมย์แล้วว่าเมย์ไปตั้งแต่วันอาทิตย์และเข็มไปวันจันทร์ ก็คือเข็มได้คุยกับเมย์ตลอด ตอนนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เรียบร้อยดีค่ะ”
พอถามต่อว่ากลายเป็นถูกมองว่ายอมหลีกทางให้สาวเมย์แต่โดยดีแล้ว สาวเข็มเปรยว่า “แล้วแต่คนจะคิดค่ะ แต่ว่าเข็มคุยกับเมย์เยอะ แล้วเข็มมีความรู้สึกว่าน้องเขาเป็นเด็กตรงๆ ซื่อๆ โอเคคนนึง ก็อยากจะให้เขาแฮปปี้ซะที จริงๆ ก็แอบช่วยนิดนึง เขาเหมาะกันแล้ว”
พิธีกรสาวกล่าวต่อว่า “ก็คือเหมือนกับอย่างที่ทราบกันว่าเวลาคุยผ่านสื่อจะแรงไงคะ มันเหมือนกับว่าสื่อจะถามเข็มคำถามนึง แล้วเข็มก็จะตอบไปเท่านั้น แล้วสื่อก็เอาคำที่เข็มตอบไปถามน้องเขาอีก แต่บางอันมันเหมือนกับคำถามมันแรง อย่างเช่น เข็มพูดอย่างหนึ่ง คนไปถามเขาว่ามีคนบอกว่าคุณเมย์บอกว่าเข็มโกหก อย่างเนี้ย! มันเลยกลายเป็นแรงไปโดยเนื้อหาของคำถาม พอแรงกันไปใหญ่มันก็เลยตอบกันแรงเข้าไปอีก ก็เลย เอ้า...มาคุยกันหน่อยแล้วกัน”
ผู้สื่อข่าวถามถึงจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจมาเคลียร์กันจนลงตัวและเข้าใจกันดีอย่างทุกวันนี้ สาวเข็มเปรยว่า
“จริงๆ แล้วมันมาจากจุดที่ว่าพี่หนุ่มเขาคงไปคุยกับเมย์มาระยะหนึ่ง คืออย่างที่ทราบตามข่าวว่าเขาก็ง้อกันสักพักนึง แล้วคราวนี้เหมือนกับเมย์เขาก็อยากจะเคลียร์ให้หมดว่าพี่หนุ่มไม่มีอะไรจริงๆ แล้วเข็มก็พยายามจะเคลียร์ตลอดว่าเข็มไม่มีอะไร แต่ว่าด้วยสื่อมันทำให้เหมือนมันไม่เคลียร์ซะที ก็เลยคุยกันเองดีกว่า (หนุ่มว่ายังไงบ้าง?) เข็มไม่ได้คุยกับเขาเลย แต่ว่าเมย์แฮปปี้ค่ะ (หัวเราะ)”
พอถามต่อว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มต้นคุยก่อน สาวเข็มแย้มว่า “เข็มยินดีคุยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเข็มจะไม่ค่อยกล้าโทรไปหาใคร เข็มไม่สนิทกับใคร แล้วเข็มไม่รู้จักเขามาก่อน แต่ว่าน้องเป็นคนโทรมาคุยกับเข็ม ก็คุยๆ กันช่วงก่อนพี่หนุ่มเข้าโรงพยาบาล”
“ถามว่าเป็นคู่ซี้กันเลยมั้ย ยังไม่ถึงขนาดนั้น ยังเป็นระดับคนรู้ใจก็ปรารถนาดีต่อกัน เข็มไม่ค่อยอยากเป็นศัตรูกับใคร หรือเข็มไม่อยากให้ใครมาเข้าใจเราผิดหรือมาตีความเราไปต่างๆ นานา คือมันก็เป็นไปตามกระแส โอเคเราจะไม่หาคนผิด เราจะไม่โทษคนใดคนหนึ่ง แต่ว่าจุดที่มันทำให้เกิดเรื่องมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าตรงนั้นเราแค่อยากจะเคลียร์กับคนที่มีปัญหากับเราเท่านั้น
อันนี้ ให้สัมภาษณ์วันที่ 20 ก.ค. 50 นะคะ
เข็ม" กฤตธีรา อินพรวิจิตร เคลียร์ปัญหารักสามเส้า "เมย์-หนุ่ม" หมดใจแล้ว ออกปากทั้งคู่เหมาะสมกันที่สุด ยินดีไปร่วมงานแต่งงานแน่นอน
ดูท่าเรื่องราวความรักสามเส้า ระหว่าง เมย์ เฟื่องอารมย์ "หนุ่ม" กรรชัย กำเนิดพลอย และ "เข็ม" กฤตธีรา จะลงเอยด้วยดีแล้ว เมื่อวันงานคอนเสิร์ต "บี มาย เกสท์ อะเกน" นักแสดงหนุ่ม ที่เพิ่งสึกพระมาหมาดๆ ได้ประกาศงอนง้อขอ เมย์ แต่งงานกลางเวที ทั้งนี้สาวเข็มที่รู้ข่าว ก็ขอแสดงความยินดี โดยบอกดังนี้
"ก็ดี ยินดีด้วย แล้วก็ขอให้ครั้งนี้จริงซะที ถามว่ากับพี่หนุ่มยังคุยกันไหม ก็ยังคุย แต่จะคุยกับน้องเมย์เยอะกว่า แต่พยายามจะห่างๆ ออกมา เพราะกลัวคนจะไปพูดโน่นนี่อีก เข็มได้คุยกับเมย์ในช่วงก่อนที่พี่หนุ่มจะบวช ซึ่งก็ได้คุยกันเยอะเหมือนกัน เพราะเขาไปเปิดร้านแถวทองหล่อ บ้านเข็มอยู่แถวนั้นด้วย ก็เลยได้เจอบ่อย ทักทายกันจนคุยเป็นเรื่องราว ก็สรุปว่าข่าวทั้งหมดตีความไปเอง จริงๆ ไม่มีอะไรเลย เกร็ดมันเล็กมาก คุยผ่านสื่อมันดูแรง สื่อมาถามคำหนึ่ง ก็ตอบไป สื่อก็เอาไปถามน้องเขาอีก มันแรงไปโดยเนื้อหาของคำถาม พอแรงกันไปใหญ่ ก็เลยตอบไปแรงอีก เลยคิดว่ามาคุยกันหน่อยแล้วกัน
ถามว่าที่มาที่ไปของการเคลียร์กันเกิดขึ้นได้ยังไง ก็คือเข็มคิดว่าพี่หนุ่มคงคุยกับเมย์ระยะหนึ่ง ตามข่าวที่ว่าเขาง้อกัน เมย์เองก็อยากจะเคลียร์ ตัวเข็มเองก็อยากเคลียร์ แต่คุยผ่านสื่อไม่เคลียร์ ก็เลยคุยกันเองเลยดีกว่า น้องเขาเป็นคนโทรมาคุยกับเข็ม แต่ถามว่าตอนนี้เป็นเพื่อนสนิทกันเลยไหม ก็ไม่ถึงขั้นนั้น แค่ปรารถนาดีต่อกัน ตอนนี้ก็เคลียร์หมดทุกเรื่อง"
ส่วนที่ว่าเข็มได้ไปเยี่ยมไข้ "หนุ่ม" กรรชัย นั้น เจ้าตัวยอมรับว่าไปจริง ด้วยระหว่างที่เธออยู่ต่างจังหวัด "หนุ่ม" ศรราม เทพพิทักษ์ ได้โทรไปบอก
"เข็มก็บอกว่า ถ้าว่างจะเข้าไป แต่เข็มได้คุยกับเมย์แล้ว ว่าเมย์ไปตั้งแต่วันอาทิตย์ ส่วนเข็มไปวันจันทร์ จากนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เรียบร้อยดี แล้วแต่คนจะคิดว่าเราหลีกทางหรือเปล่า แต่เท่าที่เข็มได้คุยกับเมย์ ก็รู้สึกน้องเขาเป็นคนตรงๆซื่อๆ เป็นคนโอเค อยากให้เขาแฮปปี้สักที ก็แอบช่วยนิดหนึ่ง เขาก็เหมาะกันแล้ว ถ้าเขาแต่งงานก็ยินดีด้วย ไปร่วมงานได้อยู่แล้ว" เข็ม กล่าวสรุป
อันนี้ ให้สัมภาษณ์วันที่ 23 ก.ค. 50 นะคะ
ใคร สะตอ?
ความคิดเห็นที่ 561
จับผิด
1. เมย์บอก “พอเจอรถจอดอยู่ก็รีบโทรหาพี่หนุ่มแต่ไม่ติดจึงยืนรอดูว่าใครขับรถมา” ไม่ได้บอกว่าโทรไม่ติดตอนเข็มอยู่ด้วย ฟังไม่ได้เรื่องแล้วเอามาประจานตัว
เข็มสร้างภาพอีกแล้ว
2. ที่มีกล้องไปด้วย
1. เพราะเมย์เจอความปริ้นปรอนของเข็มบ่อยมากจนเสียโง่หลายครั้งเลยต้องอัดไว้เป็นหลักฐานไง ในที่สุดหนุ่มเลยตาสว่างว่าเข็มสตอได้ใสมากถึงได้เบ้หน้าอย่างนั้นเรื่องจริงทีเกิดมันตรงกับอั้มและเมย์บอก
2. สมัยนี้คนมีเงินเค้าก็มี กล้องวีดีโอติดรถกันทุกคนนะยัยเข็มไม่ใช่ว่าเธอรวยอยู่คนเดียว
3. เป็นใครก็ต้องอัดไว้เป็นหลักฐานทั้งหมดแหละถ้าเห็นรถตัวเองจอดอยู่ตรงนั้นโดย ไม่รู้ว่าใครขับมา common มากๆๆๆเลยนะเข็ม
4. ในคำสัมภาษณ์ในนิตยสาร Lips ปักษ์หลัง สิงหา 2550 หน้า 0215 ข้อ 5. ของเข็ม ท่อนหนึ่งบอกว่า “เข็มก็เลยอัดเสียงเขาไว้ทั้งหมด” (เขาคือเมย์และแม่) คุณยังทำได้แล้วทำไมคนอื่นจะทำแบบนั้นเพื่อปัองกันตัวเองจากคนไม่รู้จักไม่ได้ เราไม่เชื่อหลอกนะว่าคุณเอาไปคืนหนุ่มแล้วทั้งหมด มันไม่ใช่สัญชาตญาณของมนุษย์ คุณกล้าที่จะอัดเพื่อป้องกันตัวเองแล้วจะเอาไปให้คนอื่นทำไม กล้าๆ เอาออกมาโชว์หน่อยซิถ้าคุณมีหลักฐานจริง ไม่ใช่แค่ออกมาสร้างภาพ
3. เข็มถามหน่อยว่าจากคำบอกเล่าของเธอ ทำไมอั้มมีหลายมือจัง ทั้งถือกล้อง ทั้งดึงประตู ทั้งยืนหน้าเถียงในโทรศัพย์ ทั้งตะโกนสั่งการ อั้มนอกจากจะเป็นดาราแล้วยังเป็นเทวดาด้วยแฮะเพิ่งรู้
4. เข็มเรื่องวันนั้นจะไม่ขึ้นหน้าหนึ่งเลยถ้าคุณไม่ต้องการให้เป็นข่าว คุณคือคนสร้างสถานะการณ์ข่าวเอง ทำทีโทรไปหาเพื่อนเล่าขาดๆหายๆแล้วให้เพื่อนไปขยายความต่อ เพื่อนก็โง่ตกเป็นเยื่อเหมือนพี่หนูแหม่ม ส่วนสามีเพื่อนก็หูเบาเกินเหตุสุดท้ายเป็นไงโดนหลอกใช้แล้วยังตบด้วยคำพูดหวานๆอีก ใช้สติไตร่ตรองดูดีๆแล้วคุณจะรู้ว่าคุณโดนเข็มหลอกใช้อย่างฉลาด หรือคุณทั้งหมดแกล้งสร้างมันขึ้นมา เข็มบอกว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์เธอได้ไปเก็บของที่condoโดยนัดเจอเพื่อนที่นั้นแล้วก็ ไปอยู่กับสามีคู่นั้นจนถึง4-5ทุ่มแล้วไปหลบอยู่บ้านแม่ ด้วยเวลาขนาดนั้นเด็กอนุบาลก็คงคุยกันรู้เรื่องแล้ว พวกคุณจบกันที่ไหนหรอถึงต้องใช้เวลานานกว่าเด็กอนุบาลถึงจะรู้เรื่อง ไฮโซโง่ได้ด้วยหรอ เข็มคุณฉลาดแต่เรื่องแย่งผู้ชายใช้ความฉลาดให้ถูกทางดีกว่ามั๊ย จะได้ไม่ประจานครอบครัว
5. ไม่คิดว่าดูถูกสถาบันการศึกษาตั้งแต่อนุบาลถึงอุดมศึกษาของอั้มและเมย์มากไปหรอที่ไม่สามารถสอนภาษาอังกฤษให้ลูกศิษย์เข้าใจแค่ประโยคง่ายๆได้เช่นที่คุณให้สัมภาษณ์ คุณหนะฉลาดตายเลย เน่าจริงๆๆๆๆ
6. พูดจริงทำไมต้องมีสคริปด้วยหละจ้ะ อย่าบอกว่าต้องลำดับเหตุการณเพื่อให้กระจ่างนะจ๊ะ อย่างนั้นทั้งชีวิตเข็มก็คงไม่เคยพูดเรื่องจริงเลยสิจ๊ะ ถึงไม่เคยเห็นถือสคริปเลย
7. ตอนแรกบอกเขาตบตี พอเขาออกมาสู้บ้างก็ เปลี่ยนเป็นไม่ได้ตบตี
ตอนแรกบอกจะแจ้งความมีคนเห็นเหตุการณ์มากมายรวมทั้วนักข่าว (แล้วอยู่ไหนหละจ๊ะพยานหนะ) พอเขาออกมาสู้บ้างก็ เปลี่ยนเป็นไม่แจ้ง
ตอนแรกบอกมีส่วนในการออกเงินค่ารถ แต่พอเค๊าบอกเขาจะฟ้องกลับเพราะไม่จริง เปลี่ยนเป็นไม่ได้ออกเงิน เข้าใจผิดเอง
ฯลฯ
เข็มคนไทยหนะขี้สงสารแต่ไม่ได้โง่เป็นควายนะยะ
copy
ข่าวนี้หกปีแล้ว แต่เพิ่งได้อ่าน เลยเอามาให้ดู อดีต ปัจจุบัน อนาคต
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
เคยแต่หักอกเค้า มาวันนี้กรรมก็เลยตามสนอง "หนุ่ม" กรรชัย ซะบ้าง เมื่อ "ป๊อก" ปิยะธิดา หวานใจที่คบกันมา 5 ปี บอกเลิกลาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เล่นเอาหนุ่มช้ำรักอกหักถึงขั้นฆ่าตัวตาย ดีที่เพื่อน ๆ ช่วยไว้ทัน ไม่งั้นคงได้ขึ้นหน้าหนึ่งแน่..
ข้างฝ่ายป๊อกผู้สร้างตำนานความช้ำให้กับหนุ่มนั้น กลับสดใสเริงร่าผิดปกติ ราวกับว่ายกภูเขาออกจากอกอย่างนั้นแหละ แหม...เห็นตัวเล็กอย่างนี้แต่ใจเด็ดชะมัด
"เรื่องนี้ป๊อกคิดมานานแล้วค่ะ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเราพยายามจูนเข้าหากันแล้ว ป๊อกจริงจัง แต่ ณ จุดหนึ่งที่มันไปกันไม่ได้แล้ว มันก็จำเป็นที่จะต้องเลิก ไม่มีใครหรอกที่อยากจะคบแล้วเลิก ในเมื่อคบกันแล้วไม่ดี มันก็ต้องจบกัน มันก็เหมือนกับการแต่งงาน เราแต่งไปแล้วก็ไม่คิดที่จะหย่า แต่วันหนึ่งที่จะต้องหย่า ยังไงมันก็ต้องหย่า"
ป๊อกเปิดฉากเล่าถึงความระหองระแหงที่เริ่มก่อตัวขึ้นระหว่าง 2 ปีที่ผ่านมา และเป็นสาเหตุที่จุดชนวนรอยร้าวให้ทั้งคู่ต้องลงเอยด้วยคำว่า "เลิกกัน"
"เรื่องราวมันเยอะแยะมากมาย จะมานั่งพูดว่าเธอไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ มันก็คงจะไม่ดี ป๊อกไม่ขอพูดดีกว่า เราคบกันมาแค่สองคน เลิกกันก็ไม่ควรจะออกมาพูดให้คนอื่นฟัง เก็บสิ่งดี ๆ เอาไว้ สิ่งไหนที่ไม่ดีก็ลืม ๆ กันบ้าง คิดซะว่าสะดุดหกล้มแล้วก็ลืมมันซะ จะให้มานั่งจาระไนว่าใครผิดเรื่องอะไรทำไม คนเคยรักกัน พอคบกันก็บอกน่ารักดีเลิศ แต่พอเลิกกันก็บอกว่านิสัยแย่ไม่ดี ป๊อกไม่พูดดีกว่า คบกันไม่ได้ก็จบ ไม่ต้องมานั่งว่าเค้า "
ป๊อกค่อนข้างจะสงวนท่าทีในการพูด ดูเป็นการให้เกียรติและถนอมน้ำใจหนุ่มไม่น้อย แต่ไม่ว่าป๊อกจะออกมาพูดอย่างไร ก็ยังไม่สามารถกลบกระแสข่าวลือต่าง ๆ ได้ หลายคนยังคงตั้งข้อสงสัยอยู่ในใจว่าทำไมป๊อกบอกเลิกหนุ่ม ทั้งที่ทั้งคู่ออกจะรักกันหวานชื่น แต่ความเห็นของคนส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่โฟกัสไปที่หนุ่ม เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่ากิตติศัพท์ความเจ้าชู้ของหนุ่มนั้นติดอันดับท็อปเทนของเมืองไทยเลยทีเดียว
แต่ในขณะเดียวกัน บางกระแสก็บอกว่าเกิดจากมือที่สาม ซึ่งแน่นอนว่าคนถูกเอ่ยถึงมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ "เมย์" เฟื่องอารมณ์ ซึ่งเคยตกเป็นข่าวกับหนุ่มมาแล้วก่อนหน้านี้
"ป๊อกว่าอย่าไปตั้งข้อสงสัยอะไรเลย จะเลิกกันเพราะความเจ้าชู้ของเค้า หรือเพราะอะไรก็ตาม ณ จุดนี้เราไม่ได้คบกันแล้ว จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามป๊อกขอไม่บอก เหตุการณ์รายละเอียดอะไรที่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ หรือจะฆ่ากันตาย อย่าพูดกันเลย"
"ส่วนใครจะว่าป๊อกเลิกกับพี่หนุ่มเพราะมือที่สามนั้น ป๊อกบอกตรง ๆ นะว่าไม่อยากให้พูดเรื่องมือที่สามเลย อย่าเอาเรื่องมือที่สามมาเป็นตัวแปร มันเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้ามีมือที่สามก็ต้องมือที่เจ็ดแปดเก้าสิบ ตรงนี้มันเป็นเรื่องของความเข้าใจของคนสองคน ตอนคบก็คบกันสองคน ตอนเลิกก็เป็นเรื่องของสองคนไม่เกี่ยวกับใคร ป๊อกไม่อยากเอาใครเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่อยากให้เค้าเดือดร้อน"
เรียบ และเงียบเฉยดูจะเป็นสิ่งที่ป๊อกเลือกทำในขณะนี้ แต่ไม่ว่าทั้งคู่จะเลิกกันด้วยเพราะสาเหตุอะไร ยังมีสิ่งหนึ่งที่ตามมา นั่นก็คือความเจ็บช้ำน้ำใจ และคนที่ออกอาการมากที่สุดก็คือหนุ่ม ซึ่งมีข่าวลือออกมาว่าเขาคิดมากจนถึงขั้นคว้ามืดมาเพื่อจะฆ่าตัวตาย โชคดีที่ โบ๊ต วิบูลย์นันท์ คว้าไว้ทัน ไม่งั้น หนุ่ม กรรไชย คงเหลือแต่เพียงชื่อ
ในขณะที่อีกฝ่ายเจ็บเจียนตาย แต่ป๊อกกับเรียบเฉย ราวกับว่าไม่ได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นซึ่งทำให้ป๊อกกลายเป็นคนที่เย็นชาที่สุดในสายตาประชาชน
"เรื่องนี้มันสะสมมานานแล้ว ป๊อกทำใจมาเรื่อย ๆ พยายามปรับตัวเอง ทุกอย่างมันเป็นไปของมันเอง มันค่อย ๆ ซึมซับมาเรื่อย ๆ ถ้าอยู่ดี ๆ เราโดนสาดน้ำเราก็ต้องรู้สึกเสียสูญ แต่นี่มันซึมซับมาเรื่อย ๆ ก็เลยกลายเป็นความเคยชิน"
"ส่วนข่าวที่บอกว่าพี่หนุ่มฆ่าตัวตายนั้น มันเป็นเรื่องของการควบคุมอารมณ์ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่ว่าป๊อกจะใจเด็ดกว่า คือเรื่องแบบนี้มันสะสมมาเรื่อย ๆ แล้ว เราก็มีการคุยกันเคลียร์กัน ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เปรี้ยง ! ทีเดียวจบมันไม่ใช่ ป๊อกให้เวลามาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว ให้เวลาให้โอกาสเค้ามามากแล้ว ดูเค้าทุกอย่าง มองหลาย ๆ ทางว่าเราจะไปกันได้ไหม ป๊อกทำดีที่สุดแล้ว"
แต่ก็ใช่ว่าหนุ่มจะชีช้ำกะหล่ำปลีซะทีเดียว เพราะหลังจากที่กลืนน้ำตาอยู่หลายวัน ในที่สุดหนุ่มก็เปิดบ้านให้รายการ "บุญหล่นทับ" เข้าไปถ่ายทำพร้อมกับให้สัมภาษณ์อย่างออกรส และทุกคนก็ต้องอึ้งกิมกี่เมื่อหนุ่มพาเข้าไปดูในห้องนอน และล้มตัวลงไปในเตียงอันหนานุ่ม พร้อมกับบอกว่า "เตียงใหญ่...แต่เดี๋ยวนี้นอนคนเดียวซะแล้ว" ทำให้คนอื่นตีความกันไปต่าง ๆ นานา
"ก็แล้วแต่คนจะคิดนะ เตียงใหญ่ก็นอนคนเดียวสบายมีที่กลิ้งเยอะแยะ คนเราอย่าไปตีความอะไรมากมายเลย ปวดหัวกันเปล่า ๆ ตรงนี้มันเป็นส่วนของพี่หนุ่ม เค้าจะทำยังไงก็เรื่องของเค้า ป๊อกไม่อยากจะออกความคิดเห็น แล้วก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรเค้าอยากจะพูดอะไรก็พูดไปมันเป็นส่วนของเค้า"
ถ้าใครได้ดูรายการในวันนั้นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสิ่งที่หนุ่มทำออกไปนั้นดูไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย ตรงข้ามกับ... ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างป๊อกกลับไม่เอาเรื่องของหนุ่มออกมาประจาน แม้แต่การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ก็ตาม แถมยังใจกว้างไม่ถือโทษโกรธเคือง และพร้อมที่จะเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องกับหนุ่มได้เสมอ ถึงแม้จะเลิกร้างกันไปก็ตาม
"ป๊อกสามารถเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องกับพี่หนุ่มได้เลยร้อยเปอร์เซ็นต์ ความผูกพันธ์ ความสนิทสนมใกล้ชิดมันยังมีไม่ได้ล้มหายตายจาก ป๊อกสามารถคุยกับพี่หนุ่มได้อย่างสนิทใจ เสียดายเวลาที่เราอุตส่าห์คบกันมา 5 ปี ถึงจะเลิกลากันไปก็อยากให้มันจบไปด้วยดี ไม่ใช่ว่าจะมองหน้ากันไม่ติด"
"ป๊อกเองก็ไม่คิดอะไร ยังคงหวังดีกับพี่หนุ่มอยู่เสมอ อะไรที่ช่วยเหลือกันได้ป๊อกก็ยินดี หรือบางทีป๊อกอาจจะไปขอความช่วยเหลือจากพี่หนุ่มก็ได้ เราก็คุยกันไว้แบบนี้ ส่วนพี่หนุ่มเค้าจะยังไงป๊อกก็ไม่รู้นะ ถึงเราจะคบกันไม่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเลิกคบทุกอย่าง เราเลิกกับเค้าแต่ก็ไม่ได้เลิกกับพ่อแม่หรือเลิกกับน้องเค้า ก็ยังโทรหากันอยู่ ตอนนี้ป๊อกมองโลกกว้างขึ้น ไม่ได้คิดว่าจะต้องมานั่งโกรธอะไรขนาดนั้น"
ส่วนโอกาสที่จะกลับมาคืนดีกันนั้น ณ ตอนนี้ป๊อกบอกได้เลยว่าเป็น "ศูนย์"
"ในเมื่อมันเคยเป็นแบบนี้มาแล้ว ถ้ามาถามวันนี้ ป๊อกบอกได้เลยว่ายังอยากให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ณ วันนี้ ทางออกที่ดีที่สวยงามที่สุดก็คือ อย่ากลับมาอีก อะไรที่ทำไม่ดีต่อกัน ก็ลืม ๆ มันไปซะ เพราะถ้าฝืนคบกันต่อก็ไปได้ไม่นาน แต่ถ้ากาลเวลาผ่านไป ด้วยคุณวุฒิที่ทำให้ป๊อกโตขึ้นก็อาจจะกลับไปคืนดีกันก็ได้ แต่ ณ ตรงนี้บอกได้เลยเป็นอย่างนี้ดีแล้ว"
---- สรุป เมย์ก็เคยเป็นมือที่สาม
วันนี้ขึ้นอันดับมามือที่หนึ่ง กรรมติดจรวด
ชายก็ชั่วไม่เปลี่ยน
yoyo@hotmail.com
Copy มา
Copy มา
*****************************************
ผ่านไปหลายปี หนุ่มก็ไม่เป็นสุภาพบุรุษเหมือนเดิม
ส่วนเมย์ ก็คงกลัวว่าของที่ไปแย่งเขามา จะโดนแย่งไป เลยตามราวีผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับนายหนุ่ม
เหมาะกันดีจริงๆคู่นี้
รักษาเอาไว้ให้ดีๆนะเมย์ หึหึหึ
เรื่องเก่าในบทใหม่
Link หนุ่มกรรชัยเคยให้ความคิดเห็นสมัย เมย์กะอั๊มไปราวีน้องโคโยตี้ ลองอ่านดูนะ คำตอบหนุ่ม protect เมย์ ต่อว่าน้องโคโยตี้นิดๆ แล้วก็เล่นบทตูเลวเอง บทสรุปคือเวลามีปัญหาตู protect ตัวเองไว้ก่อนอ่ะ แล้วก็ประมาณว่าไม่เอาแล้วน้องโคโยตี้ก็คงต้องจบกันไป ประเภทพวกผู้ชายไม่มีมันสมองคิดได้แค่นี้ก็ตอบแค่นี้ (สมองกลวง)
http://www.gossipstar.com/view.php?catid=2&newsid=2986mimi
Link บทสัมภาษณ์หนุ่มสมัยเมย์ อั๊มตามไปราวีน้อง โคโยตี้ ปกปองเมย์ ตัดขาดน้องโคโยตี้ แสดงบทตัวเองผิด เงี้ยย>>เหมือนกะให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นประเด็นเรื่องเข็มเล้ยยยยยย เฮ้ยให้สัมภาษณ์แบบจำบทเดิมๆ ตามประสาผู้ชายพาลไม่มีมันสมองจะตอบอะไร ก็เลยตอบกวนๆ แบบพวกคิดไม่เป็น (ลองเข้าไปอ่านนะ แล้วคุณจะคุ้นๆ)
http://www.gossipstar.com/view.php?catid=2&newsid=2986mimi
ความคิดเห็นที่ 518
''เข็ม-กฤตธีรา'' เปิดใจ ก่อน พระหนุ่ม หรือ พระกิตฺติเมธี จะลาบวชแบบเงียบๆ นั้น ได้โทร.มาขออโหสิกรรมตนแล้ว ซึ่งตนก็ได้อโหสิกรรม พร้อมกับอนุโมทนาในการอุปสมบทในครั้งนี้ผ่านทางเมสเซจไปให้ แถมยังบอกอีกว่าใจจริงแล้วอยากให้พระหนุ่มบวชสัก 1 เดือน หรือ 3 เดือนไปเลย พร้อมแง้มข่าวดี (ที่สุดในโลก) แบบไม่ได้โม้ว่า...ตอนนี้เธอและ นางสาวเมย์ เฟื่องอารมย์ ญาติดี เลิกหม่ำเกาเหลา ร่วมสาบานเป็นพี่น้อง เจอที่ไหนเป็นต้องกระโดดกอดคอกันชื่นมื่น
เกี่ยวกับข่าวดีดังกล่าวนี้ ผู้สื่อข่าวสยามดารารายงานว่าได้มีโอกาสเจอหน้าพิธีกรสาวสวย ''เข็ม'' กฤตธีรา อินพรวิจิตร ซึ่งเดินทางมาร่วมเป็นพิธีกรในงาน ''Motorxury 2007 @ CentralPlaza Rama 2'' จัดขึ้นที่เซ็นทรัล พระราม 2 เมื่อบ่ายวันจันทร์ ที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งภายหลังจากที่เสร็จภารกิจการเป็นพิธีกรเข็มปลีกตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดแซกสั้น ทะมัดทะแมง (แต่ดูดี) ตรงไปรับประทานอาหารกับเพื่อนที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในห้างสรรพสินค้าดังกล่าว ซึ่งในระหว่างนั้นเองผู้คนที่ผ่านไป ผ่านมา และจำได้ว่าเป็น ''เข็ม-กฤตธีรา'' ต่างเอ่ยชมว่า ''เข็มน่ารักเหมือนตุ๊กตาเลย'' ภายหลังจากที่เวลาผ่านไปสักประมาณเกือบครึ่งชม. เข็มก็เช็กบิล เดินออกจากร้าน
ผู้สื่อข่าวสยามดาราอาศัยช่วงจังหวะนี้ล่ะ เข้าไปประชิดตัวสาวอารมณ์ดี...ทักทาย แจ้งให้ทราบถึงเรื่องที่ว่าก่อนหน้านี้มีคนชม ''เข็มหน้าเหมือนตุ๊กตา'' แน่ะ ซึ่งทางเข็มหันมาหัวเราะเบาๆ หันมาบอกว่า ''ตุ๊กตาเสียกบาลล่ะไม่ว่า'' จากนั้นทางผู้สื่อข่าวเลียบเคียง สอบถามถึงข่าวคราวที่ดาราหนุ่มอุปสมบทแบบเงียบๆ (แต่แปล๊บ แปล๊บ แบบฟ้าผ่า) ทาง ''เข็ม-กฤตธีรา'' หันมาสบตาแล้วหัวเราะอย่างสาวสุขภาพจิตดีพร้อมเอ่ยว่า เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่กะทันหันสำหรับตนเหมือนกัน เพราะว่าก่อนหน้าที่พระกิตฺติเมธีจะลาบวชนั้น ได้โทร.มาบอกตน ''แต่บังเอิญว่าในระหว่างนั้นเข็มติดงาน ไม่ได้รับสายทางพระหนุ่มเลยส่เมสเซจมาลาสิกขา ตนอ่านแล้วก็ตกใจเหมือนกัน แต่ก็ได้เมสเซจอโหสิกรรม และ อนุโมทนากลับไป''
ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อไปว่า แล้วไม่ได้ไปร่วมในงานอุปสมบทเงียบของพระหนุ่มหรือ พิธีกรสาวผู้มากความสามารถยิ้มๆ พร้อมกับบอกว่า ติดงานพอดี ''แต่ถ้าไปก็คงเป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าว คิดดูสิขนาดตอนที่พระป่วยแล้วเข็มไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลยังโดนถ่ายรูปเลย แต่ไม่ไปก็ไม่เป็นไรหรอก เข็มยินดีและอนุโมทนากับพระหนุ่มน่ะ อันที่จริงแล้วเข็มว่าน่าจะบวชสัก 1 เดือนหรือไม่ก็ 3 เดือนไปเลยยิ่งดี จะได้สงบๆ และได้บุญด้วย''
สอบถามถึงเหตุผลที่ทำให้พระหนุ่มอุปสมบทแบบกะทันหันดังกล่าว ทางสาวตาสวยยิ้มๆ หัวเราะเบาๆ เผยว่า เป็นเพราะช่วงหลังสุขภาพของพระหนุ่มไม่ค่อยแข็งแรงด้วยอะไรด้วย เพราะช่วงหลังมานี้เห็นได้ยินบ่นๆ เหมือนกัน จึงอยากบวช และไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องหรือปัญหาแห่งรักอย่างแน่นอน
ตบท้าย ถือว่าเป็นข่าวดีแห่งปีเลยทีเดียว เมื่อทางพิธีกรสาวสุดมั่นแห่งรายการตีสิบ เอ่ยอย่างภาคภูมิใจและปลื้มใจว่า ภายหลังจากที่เคยตกเป็นข่าวกินเกาเหลากับดาราสาวเมย์ เฟื่องอารมย์ มาพักใหญ่ ตอนนี้ทั้งคู่ต่างเปิดใจเข้าหากัน เคลียร์ปัญหาและความเข้าผิดทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตไปแบบเกลี้ยงหัวใจ
''ตอนนี้เข็มกับเมย์ เราทำความเข้าใจและกลายเป็นเพื่อนกันไปแล้วนะ โทร.หากันบ้าง ถ้าเจอหน้าก็กระโดดเข้าใส่แล้วนะคะ'' ซึ่งมิตรภาพอันดีที่เกิดขึ้นนั้น สันนิษฐานว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอานิสงส์ที่พระหนุ่มอุปสมบทบวกกับหัวใจของทั้งคู่ที่เปิดเข้าหากัน
อันนี้ ให้สัมภาษณ์วันที่ 11 ก.ค. 50 นะคะ
ผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกหลัง หนุ่ม-กรรชัย ออกปากง้อขอสาวเมย์แต่งงานกลางเวทีคอนเสิร์ต “บีมายด์เกรส”
“อุ้ย! ก็ดีซิฮะ ดีฮ่ะ ทำไมอ่ะ ก็ยินดีด้วยค่ะ ยินดีด้วย! ก็ขอให้ครั้งนี้จริงซะที ก็ยินดีค่ะ (ยังคุยกับหนุ่มเหมือนเดิม?) ก็คุยค่ะ แต่ช่วงนี้จะคุยกับน้องเมย์เยอะ เพาะว่าจะคุยเรื่องโน่นนี่กัน แต่ว่าก็พยายามจะทิ้งๆ สเปช เพราะว่าเดี๋ยวมันจะกลายเป็นคนเอาไปพูดข่าวโน่นนี่ขึ้นมาอีก เราก็ทิ้งให้เฟรนด์ไทม์ให้เขากันไป”
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าหันมาญาติดีกับสาวเมย์ตั้งแต่เมื่อไร พิธีกรสาวมั่นฟุ้งว่า “อ๋อ ก็จริงๆ แล้วมันเป็นการเหมือนกับช่วงก่อนที่พี่หนุ่มจะบวชก็ได้คุยกับเมย์มาสักพักนึงแล้ว แล้วก็เข็มจะคุยกับเมย์เยอะ เพราะว่าเมย์เขาไปเปิดร้านแถวๆ ทองหล่อ แล้วเข็มบ้านอยู่แถวนั้น ก็ทักทายคุยไปคุยมาก็เลยคุยเป็นเรื่องเป็นราว ก็สรุปว่าข่าวทั้งหมดเหมือนตีความกันไปเอง จริงๆ มันไม่มีอะไรเลย จุดมันเล็กมาก”
“จริงๆ มันเป็นการเหมือนกับว่าน้องเขาโทรมาบอกว่าเหมือนกับมันมีอะไรบางอย่างที่ เอ๊...ทำไมถึงต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ก็นั่งคุยกัน ก็คุยทุกเรื่องสรุปว่าเคลียร์หมด เจอกันตอนนี้ก็คุยกันปกติ”
พอถามต่อถึงกระแสข่าวช่วงที่ หนุ่ม-กรรชัย ป่วยเข้าโรงพยาบาล สาวเข็มเป็นอีกหนึ่งคนที่รีบแจ้นไปเยี่ยมเป็นการด่วนจี๋ด้วย เจ้าตัวแย้มว่า
“อ๋อ เยี่ยมปกติ ก็คือเมย์เป็นคนโทรไปแจ้ง ศรรามก็โทรไปบอก พีอาร์น้องๆ เขาโทรไปบอก แต่ตอนนั้นเข็มไม่อยู่ ไปต่างจังหวัด แล้วเข็มก็บอกโอเคเดี๋ยวเข็มว่างเข็มจะแวะไป (ได้เจอเมย์ที่รพ.ด้วย?) ยังค่ะ แต่เข็มได้คุยกับเมย์แล้วว่าเมย์ไปตั้งแต่วันอาทิตย์และเข็มไปวันจันทร์ ก็คือเข็มได้คุยกับเมย์ตลอด ตอนนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เรียบร้อยดีค่ะ”
พอถามต่อว่ากลายเป็นถูกมองว่ายอมหลีกทางให้สาวเมย์แต่โดยดีแล้ว สาวเข็มเปรยว่า “แล้วแต่คนจะคิดค่ะ แต่ว่าเข็มคุยกับเมย์เยอะ แล้วเข็มมีความรู้สึกว่าน้องเขาเป็นเด็กตรงๆ ซื่อๆ โอเคคนนึง ก็อยากจะให้เขาแฮปปี้ซะที จริงๆ ก็แอบช่วยนิดนึง เขาเหมาะกันแล้ว”
พิธีกรสาวกล่าวต่อว่า “ก็คือเหมือนกับอย่างที่ทราบกันว่าเวลาคุยผ่านสื่อจะแรงไงคะ มันเหมือนกับว่าสื่อจะถามเข็มคำถามนึง แล้วเข็มก็จะตอบไปเท่านั้น แล้วสื่อก็เอาคำที่เข็มตอบไปถามน้องเขาอีก แต่บางอันมันเหมือนกับคำถามมันแรง อย่างเช่น เข็มพูดอย่างหนึ่ง คนไปถามเขาว่ามีคนบอกว่าคุณเมย์บอกว่าเข็มโกหก อย่างเนี้ย! มันเลยกลายเป็นแรงไปโดยเนื้อหาของคำถาม พอแรงกันไปใหญ่มันก็เลยตอบกันแรงเข้าไปอีก ก็เลย เอ้า...มาคุยกันหน่อยแล้วกัน”
ผู้สื่อข่าวถามถึงจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจมาเคลียร์กันจนลงตัวและเข้าใจกันดีอย่างทุกวันนี้ สาวเข็มเปรยว่า
“จริงๆ แล้วมันมาจากจุดที่ว่าพี่หนุ่มเขาคงไปคุยกับเมย์มาระยะหนึ่ง คืออย่างที่ทราบตามข่าวว่าเขาก็ง้อกันสักพักนึง แล้วคราวนี้เหมือนกับเมย์เขาก็อยากจะเคลียร์ให้หมดว่าพี่หนุ่มไม่มีอะไรจริงๆ แล้วเข็มก็พยายามจะเคลียร์ตลอดว่าเข็มไม่มีอะไร แต่ว่าด้วยสื่อมันทำให้เหมือนมันไม่เคลียร์ซะที ก็เลยคุยกันเองดีกว่า (หนุ่มว่ายังไงบ้าง?) เข็มไม่ได้คุยกับเขาเลย แต่ว่าเมย์แฮปปี้ค่ะ (หัวเราะ)”
พอถามต่อว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มต้นคุยก่อน สาวเข็มแย้มว่า “เข็มยินดีคุยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเข็มจะไม่ค่อยกล้าโทรไปหาใคร เข็มไม่สนิทกับใคร แล้วเข็มไม่รู้จักเขามาก่อน แต่ว่าน้องเป็นคนโทรมาคุยกับเข็ม ก็คุยๆ กันช่วงก่อนพี่หนุ่มเข้าโรงพยาบาล”
“ถามว่าเป็นคู่ซี้กันเลยมั้ย ยังไม่ถึงขนาดนั้น ยังเป็นระดับคนรู้ใจก็ปรารถนาดีต่อกัน เข็มไม่ค่อยอยากเป็นศัตรูกับใคร หรือเข็มไม่อยากให้ใครมาเข้าใจเราผิดหรือมาตีความเราไปต่างๆ นานา คือมันก็เป็นไปตามกระแส โอเคเราจะไม่หาคนผิด เราจะไม่โทษคนใดคนหนึ่ง แต่ว่าจุดที่มันทำให้เกิดเรื่องมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าตรงนั้นเราแค่อยากจะเคลียร์กับคนที่มีปัญหากับเราเท่านั้น
อันนี้ ให้สัมภาษณ์วันที่ 20 ก.ค. 50 นะคะ
เข็ม" กฤตธีรา อินพรวิจิตร เคลียร์ปัญหารักสามเส้า "เมย์-หนุ่ม" หมดใจแล้ว ออกปากทั้งคู่เหมาะสมกันที่สุด ยินดีไปร่วมงานแต่งงานแน่นอน
ดูท่าเรื่องราวความรักสามเส้า ระหว่าง เมย์ เฟื่องอารมย์ "หนุ่ม" กรรชัย กำเนิดพลอย และ "เข็ม" กฤตธีรา จะลงเอยด้วยดีแล้ว เมื่อวันงานคอนเสิร์ต "บี มาย เกสท์ อะเกน" นักแสดงหนุ่ม ที่เพิ่งสึกพระมาหมาดๆ ได้ประกาศงอนง้อขอ เมย์ แต่งงานกลางเวที ทั้งนี้สาวเข็มที่รู้ข่าว ก็ขอแสดงความยินดี โดยบอกดังนี้
"ก็ดี ยินดีด้วย แล้วก็ขอให้ครั้งนี้จริงซะที ถามว่ากับพี่หนุ่มยังคุยกันไหม ก็ยังคุย แต่จะคุยกับน้องเมย์เยอะกว่า แต่พยายามจะห่างๆ ออกมา เพราะกลัวคนจะไปพูดโน่นนี่อีก เข็มได้คุยกับเมย์ในช่วงก่อนที่พี่หนุ่มจะบวช ซึ่งก็ได้คุยกันเยอะเหมือนกัน เพราะเขาไปเปิดร้านแถวทองหล่อ บ้านเข็มอยู่แถวนั้นด้วย ก็เลยได้เจอบ่อย ทักทายกันจนคุยเป็นเรื่องราว ก็สรุปว่าข่าวทั้งหมดตีความไปเอง จริงๆ ไม่มีอะไรเลย เกร็ดมันเล็กมาก คุยผ่านสื่อมันดูแรง สื่อมาถามคำหนึ่ง ก็ตอบไป สื่อก็เอาไปถามน้องเขาอีก มันแรงไปโดยเนื้อหาของคำถาม พอแรงกันไปใหญ่ ก็เลยตอบไปแรงอีก เลยคิดว่ามาคุยกันหน่อยแล้วกัน
ถามว่าที่มาที่ไปของการเคลียร์กันเกิดขึ้นได้ยังไง ก็คือเข็มคิดว่าพี่หนุ่มคงคุยกับเมย์ระยะหนึ่ง ตามข่าวที่ว่าเขาง้อกัน เมย์เองก็อยากจะเคลียร์ ตัวเข็มเองก็อยากเคลียร์ แต่คุยผ่านสื่อไม่เคลียร์ ก็เลยคุยกันเองเลยดีกว่า น้องเขาเป็นคนโทรมาคุยกับเข็ม แต่ถามว่าตอนนี้เป็นเพื่อนสนิทกันเลยไหม ก็ไม่ถึงขั้นนั้น แค่ปรารถนาดีต่อกัน ตอนนี้ก็เคลียร์หมดทุกเรื่อง"
ส่วนที่ว่าเข็มได้ไปเยี่ยมไข้ "หนุ่ม" กรรชัย นั้น เจ้าตัวยอมรับว่าไปจริง ด้วยระหว่างที่เธออยู่ต่างจังหวัด "หนุ่ม" ศรราม เทพพิทักษ์ ได้โทรไปบอก
"เข็มก็บอกว่า ถ้าว่างจะเข้าไป แต่เข็มได้คุยกับเมย์แล้ว ว่าเมย์ไปตั้งแต่วันอาทิตย์ ส่วนเข็มไปวันจันทร์ จากนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เรียบร้อยดี แล้วแต่คนจะคิดว่าเราหลีกทางหรือเปล่า แต่เท่าที่เข็มได้คุยกับเมย์ ก็รู้สึกน้องเขาเป็นคนตรงๆซื่อๆ เป็นคนโอเค อยากให้เขาแฮปปี้สักที ก็แอบช่วยนิดหนึ่ง เขาก็เหมาะกันแล้ว ถ้าเขาแต่งงานก็ยินดีด้วย ไปร่วมงานได้อยู่แล้ว" เข็ม กล่าวสรุป
อันนี้ ให้สัมภาษณ์วันที่ 23 ก.ค. 50 นะคะ
ใคร สะตอ?
ความคิดเห็นที่ 561
จับผิด
1. เมย์บอก “พอเจอรถจอดอยู่ก็รีบโทรหาพี่หนุ่มแต่ไม่ติดจึงยืนรอดูว่าใครขับรถมา” ไม่ได้บอกว่าโทรไม่ติดตอนเข็มอยู่ด้วย ฟังไม่ได้เรื่องแล้วเอามาประจานตัว
เข็มสร้างภาพอีกแล้ว
2. ที่มีกล้องไปด้วย
1. เพราะเมย์เจอความปริ้นปรอนของเข็มบ่อยมากจนเสียโง่หลายครั้งเลยต้องอัดไว้เป็นหลักฐานไง ในที่สุดหนุ่มเลยตาสว่างว่าเข็มสตอได้ใสมากถึงได้เบ้หน้าอย่างนั้นเรื่องจริงทีเกิดมันตรงกับอั้มและเมย์บอก
2. สมัยนี้คนมีเงินเค้าก็มี กล้องวีดีโอติดรถกันทุกคนนะยัยเข็มไม่ใช่ว่าเธอรวยอยู่คนเดียว
3. เป็นใครก็ต้องอัดไว้เป็นหลักฐานทั้งหมดแหละถ้าเห็นรถตัวเองจอดอยู่ตรงนั้นโดย ไม่รู้ว่าใครขับมา common มากๆๆๆเลยนะเข็ม
4. ในคำสัมภาษณ์ในนิตยสาร Lips ปักษ์หลัง สิงหา 2550 หน้า 0215 ข้อ 5. ของเข็ม ท่อนหนึ่งบอกว่า “เข็มก็เลยอัดเสียงเขาไว้ทั้งหมด” (เขาคือเมย์และแม่) คุณยังทำได้แล้วทำไมคนอื่นจะทำแบบนั้นเพื่อปัองกันตัวเองจากคนไม่รู้จักไม่ได้ เราไม่เชื่อหลอกนะว่าคุณเอาไปคืนหนุ่มแล้วทั้งหมด มันไม่ใช่สัญชาตญาณของมนุษย์ คุณกล้าที่จะอัดเพื่อป้องกันตัวเองแล้วจะเอาไปให้คนอื่นทำไม กล้าๆ เอาออกมาโชว์หน่อยซิถ้าคุณมีหลักฐานจริง ไม่ใช่แค่ออกมาสร้างภาพ
3. เข็มถามหน่อยว่าจากคำบอกเล่าของเธอ ทำไมอั้มมีหลายมือจัง ทั้งถือกล้อง ทั้งดึงประตู ทั้งยืนหน้าเถียงในโทรศัพย์ ทั้งตะโกนสั่งการ อั้มนอกจากจะเป็นดาราแล้วยังเป็นเทวดาด้วยแฮะเพิ่งรู้
4. เข็มเรื่องวันนั้นจะไม่ขึ้นหน้าหนึ่งเลยถ้าคุณไม่ต้องการให้เป็นข่าว คุณคือคนสร้างสถานะการณ์ข่าวเอง ทำทีโทรไปหาเพื่อนเล่าขาดๆหายๆแล้วให้เพื่อนไปขยายความต่อ เพื่อนก็โง่ตกเป็นเยื่อเหมือนพี่หนูแหม่ม ส่วนสามีเพื่อนก็หูเบาเกินเหตุสุดท้ายเป็นไงโดนหลอกใช้แล้วยังตบด้วยคำพูดหวานๆอีก ใช้สติไตร่ตรองดูดีๆแล้วคุณจะรู้ว่าคุณโดนเข็มหลอกใช้อย่างฉลาด หรือคุณทั้งหมดแกล้งสร้างมันขึ้นมา เข็มบอกว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์เธอได้ไปเก็บของที่condoโดยนัดเจอเพื่อนที่นั้นแล้วก็ ไปอยู่กับสามีคู่นั้นจนถึง4-5ทุ่มแล้วไปหลบอยู่บ้านแม่ ด้วยเวลาขนาดนั้นเด็กอนุบาลก็คงคุยกันรู้เรื่องแล้ว พวกคุณจบกันที่ไหนหรอถึงต้องใช้เวลานานกว่าเด็กอนุบาลถึงจะรู้เรื่อง ไฮโซโง่ได้ด้วยหรอ เข็มคุณฉลาดแต่เรื่องแย่งผู้ชายใช้ความฉลาดให้ถูกทางดีกว่ามั๊ย จะได้ไม่ประจานครอบครัว
5. ไม่คิดว่าดูถูกสถาบันการศึกษาตั้งแต่อนุบาลถึงอุดมศึกษาของอั้มและเมย์มากไปหรอที่ไม่สามารถสอนภาษาอังกฤษให้ลูกศิษย์เข้าใจแค่ประโยคง่ายๆได้เช่นที่คุณให้สัมภาษณ์ คุณหนะฉลาดตายเลย เน่าจริงๆๆๆๆ
6. พูดจริงทำไมต้องมีสคริปด้วยหละจ้ะ อย่าบอกว่าต้องลำดับเหตุการณเพื่อให้กระจ่างนะจ๊ะ อย่างนั้นทั้งชีวิตเข็มก็คงไม่เคยพูดเรื่องจริงเลยสิจ๊ะ ถึงไม่เคยเห็นถือสคริปเลย
7. ตอนแรกบอกเขาตบตี พอเขาออกมาสู้บ้างก็ เปลี่ยนเป็นไม่ได้ตบตี
ตอนแรกบอกจะแจ้งความมีคนเห็นเหตุการณ์มากมายรวมทั้วนักข่าว (แล้วอยู่ไหนหละจ๊ะพยานหนะ) พอเขาออกมาสู้บ้างก็ เปลี่ยนเป็นไม่แจ้ง
ตอนแรกบอกมีส่วนในการออกเงินค่ารถ แต่พอเค๊าบอกเขาจะฟ้องกลับเพราะไม่จริง เปลี่ยนเป็นไม่ได้ออกเงิน เข้าใจผิดเอง
ฯลฯ
เข็มคนไทยหนะขี้สงสารแต่ไม่ได้โง่เป็นควายนะยะ
copy
ข่าวนี้หกปีแล้ว แต่เพิ่งได้อ่าน เลยเอามาให้ดู อดีต ปัจจุบัน อนาคต
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
เคยแต่หักอกเค้า มาวันนี้กรรมก็เลยตามสนอง "หนุ่ม" กรรชัย ซะบ้าง เมื่อ "ป๊อก" ปิยะธิดา หวานใจที่คบกันมา 5 ปี บอกเลิกลาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เล่นเอาหนุ่มช้ำรักอกหักถึงขั้นฆ่าตัวตาย ดีที่เพื่อน ๆ ช่วยไว้ทัน ไม่งั้นคงได้ขึ้นหน้าหนึ่งแน่..
ข้างฝ่ายป๊อกผู้สร้างตำนานความช้ำให้กับหนุ่มนั้น กลับสดใสเริงร่าผิดปกติ ราวกับว่ายกภูเขาออกจากอกอย่างนั้นแหละ แหม...เห็นตัวเล็กอย่างนี้แต่ใจเด็ดชะมัด
"เรื่องนี้ป๊อกคิดมานานแล้วค่ะ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเราพยายามจูนเข้าหากันแล้ว ป๊อกจริงจัง แต่ ณ จุดหนึ่งที่มันไปกันไม่ได้แล้ว มันก็จำเป็นที่จะต้องเลิก ไม่มีใครหรอกที่อยากจะคบแล้วเลิก ในเมื่อคบกันแล้วไม่ดี มันก็ต้องจบกัน มันก็เหมือนกับการแต่งงาน เราแต่งไปแล้วก็ไม่คิดที่จะหย่า แต่วันหนึ่งที่จะต้องหย่า ยังไงมันก็ต้องหย่า"
ป๊อกเปิดฉากเล่าถึงความระหองระแหงที่เริ่มก่อตัวขึ้นระหว่าง 2 ปีที่ผ่านมา และเป็นสาเหตุที่จุดชนวนรอยร้าวให้ทั้งคู่ต้องลงเอยด้วยคำว่า "เลิกกัน"
"เรื่องราวมันเยอะแยะมากมาย จะมานั่งพูดว่าเธอไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ มันก็คงจะไม่ดี ป๊อกไม่ขอพูดดีกว่า เราคบกันมาแค่สองคน เลิกกันก็ไม่ควรจะออกมาพูดให้คนอื่นฟัง เก็บสิ่งดี ๆ เอาไว้ สิ่งไหนที่ไม่ดีก็ลืม ๆ กันบ้าง คิดซะว่าสะดุดหกล้มแล้วก็ลืมมันซะ จะให้มานั่งจาระไนว่าใครผิดเรื่องอะไรทำไม คนเคยรักกัน พอคบกันก็บอกน่ารักดีเลิศ แต่พอเลิกกันก็บอกว่านิสัยแย่ไม่ดี ป๊อกไม่พูดดีกว่า คบกันไม่ได้ก็จบ ไม่ต้องมานั่งว่าเค้า "
ป๊อกค่อนข้างจะสงวนท่าทีในการพูด ดูเป็นการให้เกียรติและถนอมน้ำใจหนุ่มไม่น้อย แต่ไม่ว่าป๊อกจะออกมาพูดอย่างไร ก็ยังไม่สามารถกลบกระแสข่าวลือต่าง ๆ ได้ หลายคนยังคงตั้งข้อสงสัยอยู่ในใจว่าทำไมป๊อกบอกเลิกหนุ่ม ทั้งที่ทั้งคู่ออกจะรักกันหวานชื่น แต่ความเห็นของคนส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่โฟกัสไปที่หนุ่ม เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่ากิตติศัพท์ความเจ้าชู้ของหนุ่มนั้นติดอันดับท็อปเทนของเมืองไทยเลยทีเดียว
แต่ในขณะเดียวกัน บางกระแสก็บอกว่าเกิดจากมือที่สาม ซึ่งแน่นอนว่าคนถูกเอ่ยถึงมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ "เมย์" เฟื่องอารมณ์ ซึ่งเคยตกเป็นข่าวกับหนุ่มมาแล้วก่อนหน้านี้
"ป๊อกว่าอย่าไปตั้งข้อสงสัยอะไรเลย จะเลิกกันเพราะความเจ้าชู้ของเค้า หรือเพราะอะไรก็ตาม ณ จุดนี้เราไม่ได้คบกันแล้ว จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามป๊อกขอไม่บอก เหตุการณ์รายละเอียดอะไรที่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ หรือจะฆ่ากันตาย อย่าพูดกันเลย"
"ส่วนใครจะว่าป๊อกเลิกกับพี่หนุ่มเพราะมือที่สามนั้น ป๊อกบอกตรง ๆ นะว่าไม่อยากให้พูดเรื่องมือที่สามเลย อย่าเอาเรื่องมือที่สามมาเป็นตัวแปร มันเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้ามีมือที่สามก็ต้องมือที่เจ็ดแปดเก้าสิบ ตรงนี้มันเป็นเรื่องของความเข้าใจของคนสองคน ตอนคบก็คบกันสองคน ตอนเลิกก็เป็นเรื่องของสองคนไม่เกี่ยวกับใคร ป๊อกไม่อยากเอาใครเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่อยากให้เค้าเดือดร้อน"
เรียบ และเงียบเฉยดูจะเป็นสิ่งที่ป๊อกเลือกทำในขณะนี้ แต่ไม่ว่าทั้งคู่จะเลิกกันด้วยเพราะสาเหตุอะไร ยังมีสิ่งหนึ่งที่ตามมา นั่นก็คือความเจ็บช้ำน้ำใจ และคนที่ออกอาการมากที่สุดก็คือหนุ่ม ซึ่งมีข่าวลือออกมาว่าเขาคิดมากจนถึงขั้นคว้ามืดมาเพื่อจะฆ่าตัวตาย โชคดีที่ โบ๊ต วิบูลย์นันท์ คว้าไว้ทัน ไม่งั้น หนุ่ม กรรไชย คงเหลือแต่เพียงชื่อ
ในขณะที่อีกฝ่ายเจ็บเจียนตาย แต่ป๊อกกับเรียบเฉย ราวกับว่าไม่ได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นซึ่งทำให้ป๊อกกลายเป็นคนที่เย็นชาที่สุดในสายตาประชาชน
"เรื่องนี้มันสะสมมานานแล้ว ป๊อกทำใจมาเรื่อย ๆ พยายามปรับตัวเอง ทุกอย่างมันเป็นไปของมันเอง มันค่อย ๆ ซึมซับมาเรื่อย ๆ ถ้าอยู่ดี ๆ เราโดนสาดน้ำเราก็ต้องรู้สึกเสียสูญ แต่นี่มันซึมซับมาเรื่อย ๆ ก็เลยกลายเป็นความเคยชิน"
"ส่วนข่าวที่บอกว่าพี่หนุ่มฆ่าตัวตายนั้น มันเป็นเรื่องของการควบคุมอารมณ์ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่ว่าป๊อกจะใจเด็ดกว่า คือเรื่องแบบนี้มันสะสมมาเรื่อย ๆ แล้ว เราก็มีการคุยกันเคลียร์กัน ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เปรี้ยง ! ทีเดียวจบมันไม่ใช่ ป๊อกให้เวลามาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว ให้เวลาให้โอกาสเค้ามามากแล้ว ดูเค้าทุกอย่าง มองหลาย ๆ ทางว่าเราจะไปกันได้ไหม ป๊อกทำดีที่สุดแล้ว"
แต่ก็ใช่ว่าหนุ่มจะชีช้ำกะหล่ำปลีซะทีเดียว เพราะหลังจากที่กลืนน้ำตาอยู่หลายวัน ในที่สุดหนุ่มก็เปิดบ้านให้รายการ "บุญหล่นทับ" เข้าไปถ่ายทำพร้อมกับให้สัมภาษณ์อย่างออกรส และทุกคนก็ต้องอึ้งกิมกี่เมื่อหนุ่มพาเข้าไปดูในห้องนอน และล้มตัวลงไปในเตียงอันหนานุ่ม พร้อมกับบอกว่า "เตียงใหญ่...แต่เดี๋ยวนี้นอนคนเดียวซะแล้ว" ทำให้คนอื่นตีความกันไปต่าง ๆ นานา
"ก็แล้วแต่คนจะคิดนะ เตียงใหญ่ก็นอนคนเดียวสบายมีที่กลิ้งเยอะแยะ คนเราอย่าไปตีความอะไรมากมายเลย ปวดหัวกันเปล่า ๆ ตรงนี้มันเป็นส่วนของพี่หนุ่ม เค้าจะทำยังไงก็เรื่องของเค้า ป๊อกไม่อยากจะออกความคิดเห็น แล้วก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรเค้าอยากจะพูดอะไรก็พูดไปมันเป็นส่วนของเค้า"
ถ้าใครได้ดูรายการในวันนั้นก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสิ่งที่หนุ่มทำออกไปนั้นดูไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย ตรงข้ามกับ... ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างป๊อกกลับไม่เอาเรื่องของหนุ่มออกมาประจาน แม้แต่การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ก็ตาม แถมยังใจกว้างไม่ถือโทษโกรธเคือง และพร้อมที่จะเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องกับหนุ่มได้เสมอ ถึงแม้จะเลิกร้างกันไปก็ตาม
"ป๊อกสามารถเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องกับพี่หนุ่มได้เลยร้อยเปอร์เซ็นต์ ความผูกพันธ์ ความสนิทสนมใกล้ชิดมันยังมีไม่ได้ล้มหายตายจาก ป๊อกสามารถคุยกับพี่หนุ่มได้อย่างสนิทใจ เสียดายเวลาที่เราอุตส่าห์คบกันมา 5 ปี ถึงจะเลิกลากันไปก็อยากให้มันจบไปด้วยดี ไม่ใช่ว่าจะมองหน้ากันไม่ติด"
"ป๊อกเองก็ไม่คิดอะไร ยังคงหวังดีกับพี่หนุ่มอยู่เสมอ อะไรที่ช่วยเหลือกันได้ป๊อกก็ยินดี หรือบางทีป๊อกอาจจะไปขอความช่วยเหลือจากพี่หนุ่มก็ได้ เราก็คุยกันไว้แบบนี้ ส่วนพี่หนุ่มเค้าจะยังไงป๊อกก็ไม่รู้นะ ถึงเราจะคบกันไม่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเลิกคบทุกอย่าง เราเลิกกับเค้าแต่ก็ไม่ได้เลิกกับพ่อแม่หรือเลิกกับน้องเค้า ก็ยังโทรหากันอยู่ ตอนนี้ป๊อกมองโลกกว้างขึ้น ไม่ได้คิดว่าจะต้องมานั่งโกรธอะไรขนาดนั้น"
ส่วนโอกาสที่จะกลับมาคืนดีกันนั้น ณ ตอนนี้ป๊อกบอกได้เลยว่าเป็น "ศูนย์"
"ในเมื่อมันเคยเป็นแบบนี้มาแล้ว ถ้ามาถามวันนี้ ป๊อกบอกได้เลยว่ายังอยากให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ณ วันนี้ ทางออกที่ดีที่สวยงามที่สุดก็คือ อย่ากลับมาอีก อะไรที่ทำไม่ดีต่อกัน ก็ลืม ๆ มันไปซะ เพราะถ้าฝืนคบกันต่อก็ไปได้ไม่นาน แต่ถ้ากาลเวลาผ่านไป ด้วยคุณวุฒิที่ทำให้ป๊อกโตขึ้นก็อาจจะกลับไปคืนดีกันก็ได้ แต่ ณ ตรงนี้บอกได้เลยเป็นอย่างนี้ดีแล้ว"
---- สรุป เมย์ก็เคยเป็นมือที่สาม
วันนี้ขึ้นอันดับมามือที่หนึ่ง กรรมติดจรวด
ชายก็ชั่วไม่เปลี่ยน
yoyo@hotmail.com
Copy มา
Copy มา
*****************************************
ผ่านไปหลายปี หนุ่มก็ไม่เป็นสุภาพบุรุษเหมือนเดิม
ส่วนเมย์ ก็คงกลัวว่าของที่ไปแย่งเขามา จะโดนแย่งไป เลยตามราวีผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับนายหนุ่ม
เหมาะกันดีจริงๆคู่นี้
รักษาเอาไว้ให้ดีๆนะเมย์ หึหึหึ
เรื่องเก่าในบทใหม่
Link หนุ่มกรรชัยเคยให้ความคิดเห็นสมัย เมย์กะอั๊มไปราวีน้องโคโยตี้ ลองอ่านดูนะ คำตอบหนุ่ม protect เมย์ ต่อว่าน้องโคโยตี้นิดๆ แล้วก็เล่นบทตูเลวเอง บทสรุปคือเวลามีปัญหาตู protect ตัวเองไว้ก่อนอ่ะ แล้วก็ประมาณว่าไม่เอาแล้วน้องโคโยตี้ก็คงต้องจบกันไป ประเภทพวกผู้ชายไม่มีมันสมองคิดได้แค่นี้ก็ตอบแค่นี้ (สมองกลวง)
http://www.gossipstar.com/view.php?catid=2&newsid=2986mimi
Link บทสัมภาษณ์หนุ่มสมัยเมย์ อั๊มตามไปราวีน้อง โคโยตี้ ปกปองเมย์ ตัดขาดน้องโคโยตี้ แสดงบทตัวเองผิด เงี้ยย>>เหมือนกะให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นประเด็นเรื่องเข็มเล้ยยยยยย เฮ้ยให้สัมภาษณ์แบบจำบทเดิมๆ ตามประสาผู้ชายพาลไม่มีมันสมองจะตอบอะไร ก็เลยตอบกวนๆ แบบพวกคิดไม่เป็น (ลองเข้าไปอ่านนะ แล้วคุณจะคุ้นๆ)
http://www.gossipstar.com/view.php?catid=2&newsid=2986mimi
Monday, 8 October 2007
เปิดโปงซ้อ7
เปิดโปงซ้อ7 !!!!!!
ซ้อ7 คือ สันติ เสวตวิมล + ฝ่ายข่าวบันเทิงของผู้จัดการ (ไอ้ต่อพงษ์กับพวกพ้อง) พลัดกันเขียน โดยยุคแรก สันติจะเขียนเป็นส่วนใหญ่ต่อมาจึงได้มีการหมุนเวียนกัน กันคนจับได้ เมื่อก่อนสันติเคยเขียนอยู่ที่ไทยรัฐแต่โดนเฉดหัว จึงได้มาเข้าแกงค์ไอ้สนธิ ดังข้อความต่อไปนี้ "หากมองย้อนกลับมาดูที่ซ้อเจ็ด, ซ้อเจ็ดก็ไม่ได้เป็นคนที่ดี สะอาดสะอ้านอะไร เมื่อในอดีต คุณเคยมีอิทธิพลในหนังสือพิพม์ยักษ์ใหญ่หัวเขียวหน้าบันเทิง ดาราทั้งหลายที่อยากเกิดในวงการเช่น มรกต ดาวโป๊ ดาวยั่ว เด็กสาวที่อยากเป็นดาราแต่เป็นเด็กบ้านนอก เด็กเหนือ เด็กจากบนดอย...
ถ้าอยากเป็นดารา ก็ต้องยอมนอนกับ"ซ้อเจ็ด" จากนั้น เด็กสาวเหล่านั้น ถึงจะได้รับการปลุกปั่นให้เป็นดารา โชคร้าย เมื่อหนังสื่อพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวเขียวเปลี่ยนยุค เนื่องจาก "ป๊ะกำพล"เสียชีวิต การจัดการในกองบรรณาธิการมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ โดยสราวุธ ซ้อเจ็ด เป็นอีกหนึ่งที่ถูกปฏิวัติ เพราะความเน่าเฟะ การใช้อิทธิพลจากการได้เป็นคอลัมนิสต์ในหน้าบังเทิงของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ สราวุธและอินทิรา อยากให้"ไทยรัฐ" เปลี่ยนจากหนังสือพิมพ์ภาพเน่าเละ หาความเชื่อถือไม่ได้ มาเป็นหนังสือพิมพ์ ที่ดี "กว่าที่เคยเป็นมา" ดังนั้นซ้อเจ็ด เลยต้องระเห็จจากไทยรัฐและมีชีวิตตกต่ำอยู่เป็นนาน หลายปี ระหว่างนั้นซ้อเจ็ด ป่วยหนัก...บารมีที่เคยมีหดหาย มีชีวิตแบบ Nobody และป่วยแทบใกล้ตาย? สนธิ ลิ้มทองกุล แห่ง นสพ.ผู้จัดการ หยิบยื่น
"โอกาส" มาให้ซ้อเจ็ด ด้วยการเกื่อหนุนให้ได้มีโอกาสทำหนังสือพิมพ์บังเทิง"Tabloid" เป็นรายสัปดาห์ จากการเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ ทำให้ซ้อเจ็ด ได้มีโอกาส หาข่าวลึกลับใต้กระโปรงและกางเกงชั้นในของดาราชายหญิง ด้วยการทำหน้าที่แบบ paparacci เพราะฉะนั้น ซ้อเจ็ดจึงสามารถนำข้อมูลเชิงต่ำกว่าใต้สะดือ มาขาย และ ขยายผลในนามปากกาของ ซ้อเจ็ด และทำให้ web site ของ manager hit ติดลมบนไปทั้ง web site. ถ้าดู้จากเบื้องหลัง....
เราควรจะเคารพในการทำงานของซ้อเจ็ดหรือไม่??? ในทางกฎหมายจะมีคำพูด คำพูดหนึ่งซึ่งเป็นหลักกฎหมายด้วย ก็คือคนที่มาศาลนั้น จะต้องมาศาลด้วยมือสะอาด เพราะฉะนั้น หากซ้อเจ็ดก็ไม่ใช่คนที่ดี สะอาด ซ้อเจ็ดก็ไม่ควรจะได้รับสิทธิและความไว้เนื้อเชื่อใจจากใครได้ เพราะเมื่อคุณด่าใคร คุณก็มีบาดแผลและชนักติดหลังที่เน่าเละ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเทียบกับกรณีของคุณคัทลียา ซ้อเจ็ดก็ไม่มีสืทธิไปด่าออกความเห็นเพราะคุณไม่มีสิทธิมาตั้งแต่ต้น ดิฉันไม่ใช่คนที่รับจ้างโพสต์ ไม่ใช่ดารา ไม่ใช่แฟนคลับ แตต่เป็นคนที่เคยอยู่ในวงการ ในช่วง
"ที่คุณสันติ เสวตวิมล" ใหญ่คับวงการบันเทิง และไม่เคยชอบในวิธีการทำงานในฐานะนักข่าวบันเทิงและคอลัมนิสต์ของคุณ ที่สำคัญ ดิฉันมั่นใจว่า ข้อมูลเกี่ยวกับคุณดิฉันรู้จริง และแฉคุณได้ เพราะอิทธิพลของคุณและคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มันจะทำอะไรดิฉันแน่นอน โปรดอย่าลบความคิดเห็นของดิฉัน ถ้าคุณคิดว่า คุณแน่จริงและสะอาดจริง ซ้อเจ็ด คือ สันติ เสวตวิมล หรือแม่ช้อยนางรำ อดีตขาใหญ่แห่งไทยรัฐ ยุคที่คนอ่าน Sorjed ในวันนี้ บางคน อาจจะเพิ่งเกิดมาได้ขวบสองขวบ เลยไม่รู่ว่า ในอดีตที่ไทยรัฐ เขาเลวขนาดไหน ต้องลองไปถาม อรพรรณ พานทอง วัชรพล, สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์
(ซ้อเจ็ดตั้งนามสกุลและชื่อใหม่ให้เธอ) สินจัย หงส์ไทย เปล่งพานิช มรกต มณีฉาย ดาราที่มาจากเผ่าทางภาคเหนือ... และ ฯลฯ บัดนี้ สันติ เสวตวิมล กำลังแก้แค้นมันเป็นการแก้แค้นย้อนหลัง ในช่วงที่ดาราเหล่านั้น ไม่มาพินอบพิเทา ยามเมื่อตน"เปิดโปงอีซ้อ 5555 ก๊ากๆๆๆๆๆๆ สะใจ
ซ้อ7 คือ สันติ เสวตวิมล + ฝ่ายข่าวบันเทิงของผู้จัดการ (ไอ้ต่อพงษ์กับพวกพ้อง) พลัดกันเขียน โดยยุคแรก สันติจะเขียนเป็นส่วนใหญ่ต่อมาจึงได้มีการหมุนเวียนกัน กันคนจับได้ เมื่อก่อนสันติเคยเขียนอยู่ที่ไทยรัฐแต่โดนเฉดหัว จึงได้มาเข้าแกงค์ไอ้สนธิ ดังข้อความต่อไปนี้ "หากมองย้อนกลับมาดูที่ซ้อเจ็ด, ซ้อเจ็ดก็ไม่ได้เป็นคนที่ดี สะอาดสะอ้านอะไร เมื่อในอดีต คุณเคยมีอิทธิพลในหนังสือพิพม์ยักษ์ใหญ่หัวเขียวหน้าบันเทิง ดาราทั้งหลายที่อยากเกิดในวงการเช่น มรกต ดาวโป๊ ดาวยั่ว เด็กสาวที่อยากเป็นดาราแต่เป็นเด็กบ้านนอก เด็กเหนือ เด็กจากบนดอย...
ถ้าอยากเป็นดารา ก็ต้องยอมนอนกับ"ซ้อเจ็ด" จากนั้น เด็กสาวเหล่านั้น ถึงจะได้รับการปลุกปั่นให้เป็นดารา โชคร้าย เมื่อหนังสื่อพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวเขียวเปลี่ยนยุค เนื่องจาก "ป๊ะกำพล"เสียชีวิต การจัดการในกองบรรณาธิการมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ โดยสราวุธ ซ้อเจ็ด เป็นอีกหนึ่งที่ถูกปฏิวัติ เพราะความเน่าเฟะ การใช้อิทธิพลจากการได้เป็นคอลัมนิสต์ในหน้าบังเทิงของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ สราวุธและอินทิรา อยากให้"ไทยรัฐ" เปลี่ยนจากหนังสือพิมพ์ภาพเน่าเละ หาความเชื่อถือไม่ได้ มาเป็นหนังสือพิมพ์ ที่ดี "กว่าที่เคยเป็นมา" ดังนั้นซ้อเจ็ด เลยต้องระเห็จจากไทยรัฐและมีชีวิตตกต่ำอยู่เป็นนาน หลายปี ระหว่างนั้นซ้อเจ็ด ป่วยหนัก...บารมีที่เคยมีหดหาย มีชีวิตแบบ Nobody และป่วยแทบใกล้ตาย? สนธิ ลิ้มทองกุล แห่ง นสพ.ผู้จัดการ หยิบยื่น
"โอกาส" มาให้ซ้อเจ็ด ด้วยการเกื่อหนุนให้ได้มีโอกาสทำหนังสือพิมพ์บังเทิง"Tabloid" เป็นรายสัปดาห์ จากการเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ ทำให้ซ้อเจ็ด ได้มีโอกาส หาข่าวลึกลับใต้กระโปรงและกางเกงชั้นในของดาราชายหญิง ด้วยการทำหน้าที่แบบ paparacci เพราะฉะนั้น ซ้อเจ็ดจึงสามารถนำข้อมูลเชิงต่ำกว่าใต้สะดือ มาขาย และ ขยายผลในนามปากกาของ ซ้อเจ็ด และทำให้ web site ของ manager hit ติดลมบนไปทั้ง web site. ถ้าดู้จากเบื้องหลัง....
เราควรจะเคารพในการทำงานของซ้อเจ็ดหรือไม่??? ในทางกฎหมายจะมีคำพูด คำพูดหนึ่งซึ่งเป็นหลักกฎหมายด้วย ก็คือคนที่มาศาลนั้น จะต้องมาศาลด้วยมือสะอาด เพราะฉะนั้น หากซ้อเจ็ดก็ไม่ใช่คนที่ดี สะอาด ซ้อเจ็ดก็ไม่ควรจะได้รับสิทธิและความไว้เนื้อเชื่อใจจากใครได้ เพราะเมื่อคุณด่าใคร คุณก็มีบาดแผลและชนักติดหลังที่เน่าเละ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเทียบกับกรณีของคุณคัทลียา ซ้อเจ็ดก็ไม่มีสืทธิไปด่าออกความเห็นเพราะคุณไม่มีสิทธิมาตั้งแต่ต้น ดิฉันไม่ใช่คนที่รับจ้างโพสต์ ไม่ใช่ดารา ไม่ใช่แฟนคลับ แตต่เป็นคนที่เคยอยู่ในวงการ ในช่วง
"ที่คุณสันติ เสวตวิมล" ใหญ่คับวงการบันเทิง และไม่เคยชอบในวิธีการทำงานในฐานะนักข่าวบันเทิงและคอลัมนิสต์ของคุณ ที่สำคัญ ดิฉันมั่นใจว่า ข้อมูลเกี่ยวกับคุณดิฉันรู้จริง และแฉคุณได้ เพราะอิทธิพลของคุณและคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มันจะทำอะไรดิฉันแน่นอน โปรดอย่าลบความคิดเห็นของดิฉัน ถ้าคุณคิดว่า คุณแน่จริงและสะอาดจริง ซ้อเจ็ด คือ สันติ เสวตวิมล หรือแม่ช้อยนางรำ อดีตขาใหญ่แห่งไทยรัฐ ยุคที่คนอ่าน Sorjed ในวันนี้ บางคน อาจจะเพิ่งเกิดมาได้ขวบสองขวบ เลยไม่รู่ว่า ในอดีตที่ไทยรัฐ เขาเลวขนาดไหน ต้องลองไปถาม อรพรรณ พานทอง วัชรพล, สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์
(ซ้อเจ็ดตั้งนามสกุลและชื่อใหม่ให้เธอ) สินจัย หงส์ไทย เปล่งพานิช มรกต มณีฉาย ดาราที่มาจากเผ่าทางภาคเหนือ... และ ฯลฯ บัดนี้ สันติ เสวตวิมล กำลังแก้แค้นมันเป็นการแก้แค้นย้อนหลัง ในช่วงที่ดาราเหล่านั้น ไม่มาพินอบพิเทา ยามเมื่อตน"เปิดโปงอีซ้อ 5555 ก๊ากๆๆๆๆๆๆ สะใจ
Saturday, 6 October 2007
หรือคือตัวตนที่แท้จริงของเธอ นาตาลี เกลโบวา
Subject: หรือคือตัวตนที่แท้จริงของเธอ นาตาลี เกลโบวา Date: Mon, 4 Jun 2007
07:23:44 +0700
พอดีได้เข้ามาอ่านบอร์ดนางงาม มีคนมาบอกว่าที่จริงแล้วเธอเป็นอย่างไร
ลองอ่านดูแล้วกัน (เห็นหลายคนบอกมาเหมือนกัน ต่อหน้าสื่อทำอย่าง
ลับหลังก็อีกอย่าง พอๆ กะปลากะโห้ มิน่าถึงเข้ากันได้ดี)
ต้องขอโทษด้วยนะ สำหรับคนรักเธอ เราไม่ขอออกความเห็นใด ๆ
ทั้งสิ้นที่เกี่ยวข้องกับตัวเธอเพราะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว
แต่มีหนึ่งเรื่องจะมาเล่าสู่กันฟัง
เพื่อนเราเป็นนักเรียนทุน 3 ปีจากรัสเซีย
ในช่วงที่ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิต
ก็ได้มีโอกาสเข้าทำงานเป็นพนักงานของสปาชื่อดังแห่งหนึ่ง ไม่ขอบอกชื่อละกัน
ครั้งล่าสุดที่พ่อแม่เธอเดินทางมาร่วมงานหมั้น
สปาเพื่อนเราได้มีโอกาสต้อนรับอย่างวีไอพีทั้งครอบครัว โดยจัดโปรแกรมพิเศษให้
ในระหว่างเริ่มต้นทำทรีทเมนท์ เพื่อนเราก็พูดแนะนำเป็นภาษาอังกฤษเล็กน้อย
เพื่อให้ลูกค้าผ่อนคลายในระหว่างที่มีการทำสปา
ตลอดเวลาเธอและครอบครัวพูดคุยเป็นภาษารัสเซียตลอด
เพื่อนเราบอกเริ่มต้นคุยก็คุยเรื่องทั่วไป เรื่องงาน เรื่องบริษัท
จนมาหยุดเอาตรงที่พ่อแม่เธอถามว่า แน่ใจเหรอว่าจะอยู่ที่เมืองไทย
มั่นใจแล้วเหรอ เธอตอบว่า แน่นอน ที่นี่แค่ยกมือไหว้อะไรก็ง่ายไปหมด
พ่อกับแม่ต้องมาเห็นว่ามันง่ายแค่ไหนกับการตกเป็นคนดังของประเทศนี้
ทุกย่างก้าวมีแต่คนตาม แค่พูดคุย แค่ส่งยิ้ม แค่หัดพูดบางคำที่คนไทยอยากให้พูด
อะไรที่ดูยากก็ง่ายไปหมด คนที่นี่คล้ายคนละติน
เพราะคลั่งไคล้ที่ความเป็นนางงามจักรวาล พ่อกับแม่ดูซิ
ฉันอยู่ในสายตาคนที่นี่ตลอดไม่ว่าจะทำอะไร
เค้ารักฉันเพราะแค่ฉันบอกว่าฉันรักเขาและประเทศของเขา โชคดีที่ตอนอยู่มหาลัย
ฉันได้ฝึกอบรบเป็นนักพูดจูงใจเด็ก ๆ กับนักศึกษาที่เป็นประชากรอพยพ
และเป็นชนชั้นที่ 3 ทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้น เมืองไทยยังด้อยพัฒนามาก
ผู้คนบริโภคข่าวจากสื่อ แค่ดูดีในสายตาของสื่อ
ก็เท่ากับดูดีในสายตาคนทั้งประเทศ
และหลังจากนั้นเธอก็ชื่นชมความดีของคู่หมั้นเธอให้พ่อกับแม่ฟัง
พอจบการทำสปา ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปรกติ คือถ่ายรูป ขอบคุณ
เซ็นลายเซ็นต์ให้เจ้าของสถานที่ และสุดท้ายก่อนกลับแม่ของนาตาลี
เดินมาจับมือเพื่อนเราที่เป็นคนทำสปาให้ และก็ยกมือไหว้
เพื่อนเราขอบคุณและอธิบายให้เธอฟังว่า ธรรมเนียมการไหว้ของไทย เราไหว้ สวัสดี
ขอบคุณ ขอโทษ ผู้ใหญ่จะไม่ไหว้ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า
แต่จะกระทำก็ต่อเมื่อเป็นการรับไหว้เท่านั้น
และทั้งหมดเพื่อนเราพูดเป็นภาษารัสเซีย เล่นเอาแม่นาตาลีแปลกใจ
เพราะเธอไม่คิดว่าพนักงานสปาอย่างเพื่อนเราสามารถพูดรัสเซียได้
เพราะว่ามันเรียนและออกเสียงยาก
แม่นาตาลียังบอกอีกว่าเธอเคยเป็นครูสอนภาษารัสเซียมาก่อน ให้เพื่อนเรา 5
ดาวสำหรับสำเนียงการพูด
แต่คนที่ดูช็อคยิ่งกว่าคือนางงามจักรวาลขวัญใจของคนบอร์ดนี้ เธออึ้งไปพักใหญ่
และก็เข้ามาพูดกับเพื่อนเราว่า เหลือเชื่อจริง ๆ
ที่พนักงานสปาสามารถสื่อสารรัสเซียได้ดีขนาดนี้
เพื่อนเราพูดกับนาตาลีว่า
นอกจากทัศนคติที่เธอพูดเกี่ยวกับเมืองไทยเมื่อซักครู่นี้
ยังมีอีกหลายเรื่องในเมืองไทยที่น่าแปลกใจมากกว่าพนักงานนวดที่พูดรัสเซียได้
เพื่อนเราบอกกับนาตาลีว่า คุณคงไม่รู้ว่า คนในประเทศที่ด้อยพัฒนานี้
ไปกวาดเหรียญทอง เงิน ทองแดง โอลิมปิคทางด้านวิชาการมานับต่อนับแล้ว
และเช่นเดียวกับที่เธอคงไม่รู้ ว่า ด็อกเตอร์ อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
เป็นคนไทยคนแรกที่คิดค้นระบบลงจอดของยานสำรวจซึ่งเป็นที่ยอมรับของนาซ่ามาแล้ว
และเธอคงไม่รู้ว่า มีชาวนาไทยมากมายที่จบปริญญาเอกจากเมืองนอกเมืองนา
พอเราฟังมาถึงตอนนี้ เลยถามเลยว่า แล้วเธอทำหน้ายังไง เพื่อนบอกว่า นิ่งมาก
บอกได้แต่เพียงว่าเธอไม่ธรรมดาจริง ๆ เพราะเธอจับบ่าเพื่อนเรา และพูดว่า
หวังว่าคุณคงไม่ถือสากับทัศนคติในแง่ลบนิดหน่อยที่ฉันมีกับประเทศไทย
เพราะถึงยังไงฉันก็รักเมืองไทย !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
07:23:44 +0700
พอดีได้เข้ามาอ่านบอร์ดนางงาม มีคนมาบอกว่าที่จริงแล้วเธอเป็นอย่างไร
ลองอ่านดูแล้วกัน (เห็นหลายคนบอกมาเหมือนกัน ต่อหน้าสื่อทำอย่าง
ลับหลังก็อีกอย่าง พอๆ กะปลากะโห้ มิน่าถึงเข้ากันได้ดี)
ต้องขอโทษด้วยนะ สำหรับคนรักเธอ เราไม่ขอออกความเห็นใด ๆ
ทั้งสิ้นที่เกี่ยวข้องกับตัวเธอเพราะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว
แต่มีหนึ่งเรื่องจะมาเล่าสู่กันฟัง
เพื่อนเราเป็นนักเรียนทุน 3 ปีจากรัสเซีย
ในช่วงที่ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิต
ก็ได้มีโอกาสเข้าทำงานเป็นพนักงานของสปาชื่อดังแห่งหนึ่ง ไม่ขอบอกชื่อละกัน
ครั้งล่าสุดที่พ่อแม่เธอเดินทางมาร่วมงานหมั้น
สปาเพื่อนเราได้มีโอกาสต้อนรับอย่างวีไอพีทั้งครอบครัว โดยจัดโปรแกรมพิเศษให้
ในระหว่างเริ่มต้นทำทรีทเมนท์ เพื่อนเราก็พูดแนะนำเป็นภาษาอังกฤษเล็กน้อย
เพื่อให้ลูกค้าผ่อนคลายในระหว่างที่มีการทำสปา
ตลอดเวลาเธอและครอบครัวพูดคุยเป็นภาษารัสเซียตลอด
เพื่อนเราบอกเริ่มต้นคุยก็คุยเรื่องทั่วไป เรื่องงาน เรื่องบริษัท
จนมาหยุดเอาตรงที่พ่อแม่เธอถามว่า แน่ใจเหรอว่าจะอยู่ที่เมืองไทย
มั่นใจแล้วเหรอ เธอตอบว่า แน่นอน ที่นี่แค่ยกมือไหว้อะไรก็ง่ายไปหมด
พ่อกับแม่ต้องมาเห็นว่ามันง่ายแค่ไหนกับการตกเป็นคนดังของประเทศนี้
ทุกย่างก้าวมีแต่คนตาม แค่พูดคุย แค่ส่งยิ้ม แค่หัดพูดบางคำที่คนไทยอยากให้พูด
อะไรที่ดูยากก็ง่ายไปหมด คนที่นี่คล้ายคนละติน
เพราะคลั่งไคล้ที่ความเป็นนางงามจักรวาล พ่อกับแม่ดูซิ
ฉันอยู่ในสายตาคนที่นี่ตลอดไม่ว่าจะทำอะไร
เค้ารักฉันเพราะแค่ฉันบอกว่าฉันรักเขาและประเทศของเขา โชคดีที่ตอนอยู่มหาลัย
ฉันได้ฝึกอบรบเป็นนักพูดจูงใจเด็ก ๆ กับนักศึกษาที่เป็นประชากรอพยพ
และเป็นชนชั้นที่ 3 ทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้น เมืองไทยยังด้อยพัฒนามาก
ผู้คนบริโภคข่าวจากสื่อ แค่ดูดีในสายตาของสื่อ
ก็เท่ากับดูดีในสายตาคนทั้งประเทศ
และหลังจากนั้นเธอก็ชื่นชมความดีของคู่หมั้นเธอให้พ่อกับแม่ฟัง
พอจบการทำสปา ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปรกติ คือถ่ายรูป ขอบคุณ
เซ็นลายเซ็นต์ให้เจ้าของสถานที่ และสุดท้ายก่อนกลับแม่ของนาตาลี
เดินมาจับมือเพื่อนเราที่เป็นคนทำสปาให้ และก็ยกมือไหว้
เพื่อนเราขอบคุณและอธิบายให้เธอฟังว่า ธรรมเนียมการไหว้ของไทย เราไหว้ สวัสดี
ขอบคุณ ขอโทษ ผู้ใหญ่จะไม่ไหว้ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า
แต่จะกระทำก็ต่อเมื่อเป็นการรับไหว้เท่านั้น
และทั้งหมดเพื่อนเราพูดเป็นภาษารัสเซีย เล่นเอาแม่นาตาลีแปลกใจ
เพราะเธอไม่คิดว่าพนักงานสปาอย่างเพื่อนเราสามารถพูดรัสเซียได้
เพราะว่ามันเรียนและออกเสียงยาก
แม่นาตาลียังบอกอีกว่าเธอเคยเป็นครูสอนภาษารัสเซียมาก่อน ให้เพื่อนเรา 5
ดาวสำหรับสำเนียงการพูด
แต่คนที่ดูช็อคยิ่งกว่าคือนางงามจักรวาลขวัญใจของคนบอร์ดนี้ เธออึ้งไปพักใหญ่
และก็เข้ามาพูดกับเพื่อนเราว่า เหลือเชื่อจริง ๆ
ที่พนักงานสปาสามารถสื่อสารรัสเซียได้ดีขนาดนี้
เพื่อนเราพูดกับนาตาลีว่า
นอกจากทัศนคติที่เธอพูดเกี่ยวกับเมืองไทยเมื่อซักครู่นี้
ยังมีอีกหลายเรื่องในเมืองไทยที่น่าแปลกใจมากกว่าพนักงานนวดที่พูดรัสเซียได้
เพื่อนเราบอกกับนาตาลีว่า คุณคงไม่รู้ว่า คนในประเทศที่ด้อยพัฒนานี้
ไปกวาดเหรียญทอง เงิน ทองแดง โอลิมปิคทางด้านวิชาการมานับต่อนับแล้ว
และเช่นเดียวกับที่เธอคงไม่รู้ ว่า ด็อกเตอร์ อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
เป็นคนไทยคนแรกที่คิดค้นระบบลงจอดของยานสำรวจซึ่งเป็นที่ยอมรับของนาซ่ามาแล้ว
และเธอคงไม่รู้ว่า มีชาวนาไทยมากมายที่จบปริญญาเอกจากเมืองนอกเมืองนา
พอเราฟังมาถึงตอนนี้ เลยถามเลยว่า แล้วเธอทำหน้ายังไง เพื่อนบอกว่า นิ่งมาก
บอกได้แต่เพียงว่าเธอไม่ธรรมดาจริง ๆ เพราะเธอจับบ่าเพื่อนเรา และพูดว่า
หวังว่าคุณคงไม่ถือสากับทัศนคติในแง่ลบนิดหน่อยที่ฉันมีกับประเทศไทย
เพราะถึงยังไงฉันก็รักเมืองไทย !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
Wednesday, 3 October 2007
วันแรกแห่งการกลับมาของซ้อเจ็ด.....
หลังจากโดนอำนาจมืดคุกคามเมื่อ 2 ปีก่อน ซ้อก็เลยจำใจต้องจบฉาก “บีบสิว” แล้วก็หอบนมเท่าแตงโมตูดเท่ากะละมัง ย้ายไปส่ายอยู่ที่เมืองนอกกับผัวฝรั่ง บอกตรงๆ ว่า ชีวิตกิน “ริบอายสเต๊ก” มันก็วิไลอยู่ แต่ว่ามันก็ไม่แซ่บหลายเหมือนฟาดปลาแดกบ้านเรา
ตอนแรกก็ว่าจะอยู่เฉยๆ แหม หันไปดูเข้าหน้าฝนบัดนี้......พอฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมันมารวมกันอีก ก็อดคิดไม่ได้เลยว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว งานนี้ขอกลับเพื่อชาติเพื่อออกมาแฉความลับดำมืดของพวกนี้ดีกว่า
ไอ้เรื่องชำแหละเบื้องหลังคนชั่วนี่ขอให้บอก อย่างซ้อเนี่ยสู้คนซึ่งๆ หน้าเป็นที่ไหนล่ะตู
ถ้าสู้คน......ป่านนี้ตายห่าไปนานแล่ว 5555555555
...........
วันนี้ถึงคราวของ “ซินาอ้า” ไอ้แก่ตัณหากลับขาฟันดารา...
เหตุที่ต้องเรียกว่า ซินาอ้า ก็เพราะเงินหมอนี่มันหล่นตกใส่ขาของดาราคนไหน รายไหนรายนั้นเป็นต้องยอม “อ้า” ยอมพลี “นา” ให้ “ซิกาแร็ต” มันเข้าไปทะแลงแทงๆๆๆ
แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่า “ซินาอ้า” ได้ยังไงล่ะ
เส้นทางกามของซินาอ้ากระฉอกเต็มรูมาแล้วตั้งแต่ยังหนุ่ม...ไอ้สันดานไม่มีหางเป็นเสียบนี่ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว ไปให้สัมภาษณ์เจอนักข่าวคนไหนหน้างามๆ เป็นต้องแจกมือถือร่ำไป จนเป็นที่รู้กันว่าถ้าอยากได้มือถือใหม่ ไปก้มๆ เงยๆ ให้อ้าดูขาอ่อนซักนิด เดี๋ยวก็ได้มือถือมาเล่นแล้ว
แต่เมื่อชักดังชักคบคนมากขึ้น ซินาอ้าก็เปลี่ยนเป้าจากนักข่าวมาเป็นคนบันเทิงแทน โดยเน้นไปที่พวกทึนทึกหรือผ่านสมรภูมิมามาก...นัยว่า ซินาอ้าชอบของลายคราม ยิ่งง่ามขาย้วยห้อยติ่งย้อยเป็นจานเปลยิ่งชอบ ถามว่าทำไมสเปกถึงเป็นแบบนั้น ให้ซ้อเดาก็คงต้องบอกว่า ไอ้ย้วยๆ ห้อยๆ แบบนั้นมันมีพื้นที่ให้อมมั้ง
เพราะ นิสัยซินาอ้าชอบ “อมของกลาง” และ “อมของหลวง” ทุกอย่างอยู่แร้วววว!!
“เจ๊แหบหุ่นแหนมโอทอป” นี่ก็หนึ่งในคอลเลกชั่นของซินาอ้าเหมือนกัน ถึงแม้จะแก่หนังยานตูดบานซะขนาดนั้น แต่ก็ได้ดีกรีเป็นถึงอดีตนักร้องเกรดเอของค่ายงานนี้ก็เลยฟันค่าตัวไปเฉียดล้าน แต่ท่าทางจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะถึงจะได้ค่าตัวมาเพียบ แต่ก็ต้องไปเสียเงินรักษาหนังหน้าเหี่ยว ทั้งฉีดโบท็อกซ์ทั้งทำโน่นทำนี่อีกสารพัด หมดเงินค่าทำสวยไปหลายแสน
อะไรจะเวอร์ขนาดนั้น ไปขายตัวนะหล่อน ไม่ได้ไปประกวดนางงาม เข้าใจอะไรผิดอ๊ะเปล่า!?!
ทำยังกับไม่เคยรับเงินใต้หว่างขา สมัยก่อนก็เห็นไปร่อนเอวแถวญี่ปุ่นอยู่บ่อยๆ เสี่ยน้อยเสี่ยใหญ่แม่นี่เป็นเหมาหมด เล่นเอาอีตัวที่นั่นแทบจะปาขี้ใส่ ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เลิกซ่า ว่างเว้นจากการทำงานที่เมืองไทยเมื่อไหร่ ก็จะทำเป็นไฮโซไปร้องเพลงที่ต่างประเทศ ที่แท้ไปเดินสายงาบไมค์...ตอแหลลงตับเจ็งๆ!!
อีกคนก็รับจ็อบบ่อย นี่ไงเล่า หุ่นงามๆ ของ “ลูกครึ่งรุ่นเดอะ” แหม....จะใครซะที่ไหนล่ะ ก็คนเดียวกับที่ไปเต้นเย้วๆ ที่พาเลซเมื่อหลายสิบปีก่อน คนที่พระเอกทั้งวงการยันเด็กยกไฟในยุคนั้นได้สำรวจรูกันหมดแล้ว วีรกรรมในวัยสาวแรงจนใครๆ ยกฉายาให้เป็น “JIM เหล็ก” แห่งวงการบันเทิง
เวลาผ่านมาเป็น 10 ปีนึกว่าจะกลับใจหยุดงับปิ๊กาจู๋ ... ที่ไหนได้ JIM ยังดุเป็นเทอร์โบ แรดไปให้เสี่ยอ้าจิ้มถึงฮ่องกง ปล่อยให้ “ไอ้ตี๋ตาส่อน” นอนเกาไข่อยู่เดียวดาย...งานนี้ลูกครึ่งรุ่นเดอะได้ค่าเลีย “ตะโปด” ไปเฉียดล้านเลยทีเดียว จ๊วบจ๊าบแค่ไม่กี่ทีได้เงินก้อนโตซะขนาดนี้ ไม่เรียกซ้อไปใช้บริการบ้างวะ จะเลียตั้งแต่หัวยันริดสีดวงเลยวะ 555555
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันซินาอ้าได้คนเลีย ‘ตะโปด’ คนใหม่ไปเรียบร้อย ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์คนดัง ไม่ใช่นักแสดง ไม่ใช่นักร้อง หากแต่เป็น “เลียขาใหญ่” ของ “ป๋าใหญ่” แห่งวงการบันเทิง แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องบอกว่า “เลียไข่” ซะมากกว่า เพราะหน้าที่หลักของแม่นี่ก็คือ นอนอ้าซ่าให้ป๋าใหญ่อัปแอนด์ดาวน์เวลาเหงาตะบอง
คู่นี้เค้าชอบแลกเปลี่ยนสาวๆ กันอยู่แล้ว พอป๋าใหญ่ได้ใครมาก็มักจะแบ่งปันให้ซินาอ้าอยู่เสมอ ล่าสุดเลยส่งเลียขาไปเลียไข่ให้เพื่อนรักที่ฮ่องกงเช่นกัน และท่าทางจะเลียเก่งซะด้วย ทำเอาซูเปอร์สตาร์ทั้งหลายกระเด็นตกกระป๋อง ปัจจุบันซินาอ้าติดใจลิ้นสว่านของเลียขาอย่างหนัก ถึงขั้นต้องออกปากขอตัวคุณเลียขาไปเลียไข่ตัวเองอย่างถาวร โดยให้ประจำการอยู่ที่ฮ่องกง ดูแลตึกหรูที่เพิ่งถอยมาหยกๆ ไงเล่า
แต่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นกรณีขึ้นขย่ม “อีหนูโรบอต” ผู้มีใบหน้าแข็งเป็นสากกะเบือ
คู่นี้นัดไปแยงรูกันถึงญี่ปุ่นโดยฝีมือพ่อแท้ๆ ของอีหนูโรบอต สมกับเป็นบุพการี (การีนะเฟ้ย บก. อย่ามาเปลี่ยนคำเป็น..กาหรี่ 555555) นี่เป็นการยัดเยียดผัวให้ลูกเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ตอนแรกส่งไปสังเวยคนใหญ่คนโต “เสี่ย NPL รายหนึ่ง” ซึ่งพิสมัยการตีกอล์ฟเสียเหลือเกิน คุณพ่อก็เลยให้เสี่ย NPL ได้ลองหลุมของน้องเขาดูบ้าง พี่แกก็เลยเล่นเอาซะจนหลุมกอล์ฟกลายเป็นบังเกอร์ไปเลย เพราะของพี่เขาหญ่ายจริงๆ อิอิอิอิ
ว่ากันว่างานนั้นเป็นการ “วอยซ์เทรนนิ่ง” ให้กับน้องเขาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหางเสียงครวญครางที่ทำซะชะนีจริงๆ ยังต้องยกธงขาว
รายนี้เลี้ยงดูกันอยู่เกือบปี หมดค่าไถนาโหนกๆ ไปหลายล้าน กว่าจะตกมาถึงมือซินาอ้าก็โดนกระทอกไปหลายดอกแว้วววว
แต่ฝีมือแมงดาชั้นครูมีหรือจะพลาด ว่าแล้วพ่อปีกแข็งของอีหนูโรบอตก็ใส่ตะกร้าล้างน้ำจัดให้ไปวาดลวดลายส่ายนมขาวๆ ยั่วซินาตร้าในงานเลี้ยงแจกรางวัลกอล์ฟการกุศลแห่งหนึ่ง ขนาดว่าคนเต็มห้องอีหนูโรบอต ยังอาศัยชั้นเชิงเด็กหน้าด้านเข้าช่วงชิงพื้นที่ไหล่ของซินาอ้าได้อย่างแนบเนียน เดี๋ยวกอดเดี๋ยวซบ ทำเป็น ‘แอ๊บเด็ก’ อ้อนผู้ใหญ่ ที่ไหนได้ตางี้จ้องเป้าเป็นมัน นี่ถ้าปฏิสนธิกันทางสายตาได้ แมร่งคงน้ำเล็ดเต็มกางเกงไปเรียบร้อยโรงเรียนแรดแล้ว
เมื่อเด็กมันยั่วซะขนาดนี้ใครมันจะอดใจไหว ว่าแล้วซินาอ้าก็สวมวิญญาณไอ้แก่ลืมตาย ลากอีหนูโรบอตไปลองไดรฟ์หลุม 19 อู้ๆ อ้าๆ มันส์ยกก้นกันทั้งคืน
ว่ากันว่าอีหนูโรบอตนี่เก่งนัก โดยเฉพาะเรื่องรัวลิ้นถือว่าเป็นสุดยอดแห่งการแผล่บๆ เนื่องจากเคยฝึกวิทยายุทธ์ผ่านของนอกมาเพียบ ฝรั่ง แขก จีน ยุ่น ต่างถ่ายทอดพลังภายในให้มาเต็มปาก พอกลับมาเมืองไทยก็ยังหมั่นทบทวนอยู่ไม่ขาด เพราะพ่อมีโรงแรมม่านรูด อีเลยหิ้วผู้ชายมาฟาดอยู่บ่อยๆ
เรื่องนี้พนักงานปูเตียงรู้ดี เห็นยายนี่มาทีไรแม่บ้านแทบจะเป็นลม ไม่รู้ “คนตำกัน” หรือ “ช้างผสมพันธุ์” กันแน่ ห้องมันถึงได้เละยังกับผ่านสงครามโลก แต่ที่ทุเรศที่สุดคืออีหนูโรบอตชอบทิ้งลิงไว้ให้ดูต่างหน้า...เพราะผ่านศึกมาเยอะซะขนาดนี้พอมาเจอ “ตอ” แก่ๆ เหี่ยวๆ ของซินาอ้าก็เลยเป็นเรื่องขี้ทูต จะให้ตวัดซ้ายขวาหรือย้ายไปตรงกลางก็ไม่มีปัญหา แม่ใช้ลิ้นกวาดได้หมด
แค่คืนเดียวซินาอ้าถึงกับเคลิ้ม วันๆ เรียกหาแต่อีหนูโรบอต เอะอะๆ ก็จะชวนไปคาราโอเกะ แหม.....ใจคอจะไม่ให้เค้าไปทำมาหากินอย่างอื่นเลยเหรอวะ เรียกให้มานั่ง “อมไมค์” คุณเพ่อย่างเดียวนี่นะ ยิ่งช่วงนั้นอีหนูโรบอตก็กำลังทะเลาะกับ ‘ผัวหนุ่มหน้าลิง’ จนถึงขั้นลงไม้ลงมือกันระหว่างเมา อีก็เลยได้ทีชิ่งไปให้ไอ้แก่มันกระทุ้งเล่นดีกว่า ไม่นานก็มีการเรียกตัวอีหนูโรบอตไปเสียบถึงญี่ปุ่น ทำเอาเจ้าตัวดีใจแหกตูดหนีงานพรีเซ็นต์มาเมืองปลาดิบแทบไม่ทัน แต่ถึงยังไงมันก็คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม เพราะอมไมค์ครั้งนี้อีหนูโรบอตได้ค่าตัวไปเป็นล้าน
ที่สำคัญเพื่อไม่ให้เป็นการครหา...เพราะความอยากจะให้อีหนูบริหารไมค์กับลำคอทู้กวัน “เสี่ยอ้า” ก็เลยยกฐานะของอีหนูขึ้นจากแคดดี้สีสวาทกลายมาเป็น ‘ลูก’ หน้าตาเฉย เพื่อให้ไปไหนมาไหนสามารถพักห้องเดียวกันได้อย่างไม่เคอะเขิน หรือถ้าพ่อจะส่งตัวให้กันก็ไม่น่าเกลียด เพราะพ่อลูกกันจะมานอนเอ็นดู หรือ นอนดูเอ็นมันก็ได้ทั้งนั้นใช่มั้ย อิอิอิ
แต่ที่ถูกใจอีหนูโรบอตมากที่สุดเห็นจะเป็นเครดิตการ์ดที่ซินาอ้าจัดเตรียมไว้ให้รูดปื๊ดๆ ได้ตามใจชอบ เอาเหอะอีหนูเอ้ย.....เอากันให้เต็มที่ กลางวันรูดการ์ด กลางคืนก็รูดไมค์ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็ขอเสนอให้รูดจนบานทั้งการ์ดทั้ง JIM นั่นแหละ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ไม่รู้เหมือนกันว่า คู่นี้เค้าซัดกันไปกี่หลุม แต่ที่แน่ๆ ความไว้วางใจมันก็เลยเกิดขึ้น เพราะ อีหนูนี่พูดจาว่านอนสอนง่าย จะฝากเงินที่แอบเม้มเมียมาไว้ก็คงไม่เบี้ยว ว่าแล้วซินาอ้าก็เลยโยกเงินในบัญชีมาใส่ไว้ให้อีหนูและครอบครัวจนเกือบจะแตะพันล้านเรียบร้อยแล้ว!!!
..........
พูดถึงแล้วก็อดสังเวชใจไม่ได้ เพราะขณะที่ซินาอ้าจะเอาลูกสาวคนอื่นมากระดกเอวทำเมียพร้อมๆ กับทำลูกจนซี้ดซ้าดหน้าโอเกะอยู่บ่อยครั้ง มันก็เลยทำให้ลูกแท้ๆ เกิดอาการอยาก ‘ซี้ด’ ขึ้นมาบ้าง เล่นเอานังแม่หัวโหนกผมตั้งถึงกับร้าววว...เพราะลูกสาวคนงามตอนนี้ ‘ซี้ดไอซ์’ ทุกคืนจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว
ยังไม่นับลูกสาวในคราบหนุ่มคนโตที่ตอนนี้ก็ “ซี้ดโค้ก” อยู่ทุกคืนเหมือนกัน จะเหลือก็แต่อีคนเล็กที่ตอนนี้ก็เริ่มสตาร์ทด้วยเหล้ากะบุหรี่ไปพลางๆ ก่อน พักหนึ่งก็คงเข้าแก๊งได้สำเร็จ อนาคตก็คงได้ค้ายาบ้ากันทั้งครอบครัว 55555555
แต่ที่แน่ๆ ถ้าขืนยังใช้ชีวิตแบบนี้ อนาคตก็คงไม่มีผู้สืบสกุล ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม
ก็อีกแหละ ขึ้นชื่อว่าซินาอ้าแล้ว ไอ้เรื่องที่จะคิดอะไรชั้นเดียวเป็นไม่มี ลูกที่เป็นอะไหล่ให้กับซินาอ้าก็ยังมีอยู่และท่าทางจะเอาถ่านกว่าไอ้ๆ อีๆ ที่วนเวียนอยู่กับเรื่องยาทั้งหลายทั้งปวงนี้
เชื่อว่าเรื่องนี้ “เจ๊กระบัง” ก็น่าจะยังจำได้ดี เหอๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ย้อนหลังไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ซินาอ้าก็เคยไปยุ่งกับ “พนักงานสาวสวย” คนหนึ่งในบริษัทในเครือของตัวเอง โดยมี “ไอ้หงอกจอมซ่า” เป็นคนจัดหาให้ ซินาอ้าก็ใช้ตำแหน่งและหน้าที่การงานเข้าใกล้ชิดพนักงานสาว ล่อลวงเดี๋ยวจะให้รถ เดี๋ยวจะให้บ้าน จนพนักงานสาวตาวาวแอ่นระแน้เข้าใส่ทันที
แต่ผลปรากฏว่า ได้ ‘รถบริษัท’ มาแค่คันเดียว ชื่ออะไรก็ยังไม่โอน บ้านยังไม่ทันได้ก็ดันซวยมาท้องซะก่อน เมียใหญ่ของซินาอ้ารู้เข้าถึงกับกรี๊ดผมแทบตกทรง แต่ยังทำฟอร์มดี ไม่รับรู้อะไรด้วยทั้งสิ้น ไม่รับรู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก ไม่รับรู้ว่าผัวตัวเองนั้นจ่อปืนเหี่ยวๆ ใส่เขา ที่สารเลวยิ่งกว่าก็คือ ตัวของซินาอ้าเองก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ตีหน้าเซ่อๆ ซ่าๆ อู้บ่หู้บ่หันเสียอย่างงั้น
หมามันยังรักลูก แต่นี่คนนะโว้ยแถมเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข่ของตัวเอง ซินาอ้านั่งใจร้ายเบิ่งตาดูเมียตัวเองสร้างปฏิบัติการโฉด ยึดรถบริษัทที่สาวเจ้าใช้คืนหน้าตาเฉย พร้อมกับการบีบให้ออก ไม่จ่ายเงินพิเศษ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้สาวไปผจญภัยเอาเอง สุดท้ายเรื่องนี้ก็จบลงโดยความเศร้าของสาวสวยที่ไม่ยอมเอาเด็กออก พร้อมกับเดินออกจากบริษัทแห่งนั้นมาพร้อมกับน้ำตา
ดีที่หัวหน้าในสายบางคนยังใจดีให้โตโยต้ามือสองเก่าๆ มาใช้คันนึง พอให้สาวเจ้ามีอะไรติดไม้ติดมือไปบ้าง
นี่เองที่เป็นเหตุให้นังกระบังสั่งไอ้หงอกจอมซ่าอย่างเด็ดขาดให้พาผัวตัวเองไปผูกท่อรังไข่เสียจะได้ไม่ไปทำใครป่องเข้าอีก...ส่วนจะทำจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะสุดท้ายก็ไปทำให้ “เจ้าหญิงบันเทิง” คนหนึ่งป่องขึ้นมาอีก...
อย่าเพิ่งเถียงเชียวนะว่า ซ้อเอาเรื่องนี้มาตอแหลอีกแล้ว เพราะจนถึงบัดนี้เด็กทารกหน้าเหลี่ยมคนนั้นก็ยังไม่ได้มีการตรวจดีเอ็นเออย่างแน่ชัดว่าที่แท้มันมีเลือดพ่ออยู่ซักกระตี๊ดบ้างไหมฟะ!!!
เอาเป็นว่านี่อาจจะเป็นเวรกรรมที่พ่อชอบไปไข่ทิ้งจนทำให้ลูกแต่ละหน่อของซินาอ้าถึงทำตัวเหมือน “เด็กไม่มีพ่อแม่” ซะอย่างงั้น
เด็กคนนี้ถ้ายังไม่ตาย ปัจจุบันก็น่าจะอายุ 10 ปีแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเดินหน้าเหลี่ยม เอ๊ย! น่าสงสารอยู่ที่ไหน
ใครพบเห็นเด็กกรุณาติดต่อกลับไปที่ยมโลกด้วย ท่านยมฯ จะได้ลงบัญชีเพิ่มจากบัญชีหนังหมาที่มีอยู่แล้วโทษฐานประพฤติตัวเลวกว่า “เดรัจฉาน” เสียอีก เมื่อรวมๆ กรรมทั้งหมดที่ทำเอาไว้แล้ว เกิดชาติหน้าก็น่าจะกลายเป็นสัตว์บางประเภทที่ออกลูกเป็นไข่อย่าง “ตัวเอี้ย” แหงแซะ
ซ้อขอทำนายว่า ชาตินี้เอ็ง กินหิน กินดิน กินทราย กินคน กินเด็ก ฯลฯ ไปเยอะซะขนาดนี้
ชาติหน้าก็คงเหลือแต่ “ขี้กับของโสโครก” ที่กินได้ละเมิง.....555555555555555
ตอนแรกก็ว่าจะอยู่เฉยๆ แหม หันไปดูเข้าหน้าฝนบัดนี้......พอฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมันมารวมกันอีก ก็อดคิดไม่ได้เลยว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว งานนี้ขอกลับเพื่อชาติเพื่อออกมาแฉความลับดำมืดของพวกนี้ดีกว่า
ไอ้เรื่องชำแหละเบื้องหลังคนชั่วนี่ขอให้บอก อย่างซ้อเนี่ยสู้คนซึ่งๆ หน้าเป็นที่ไหนล่ะตู
ถ้าสู้คน......ป่านนี้ตายห่าไปนานแล่ว 5555555555
...........
วันนี้ถึงคราวของ “ซินาอ้า” ไอ้แก่ตัณหากลับขาฟันดารา...
เหตุที่ต้องเรียกว่า ซินาอ้า ก็เพราะเงินหมอนี่มันหล่นตกใส่ขาของดาราคนไหน รายไหนรายนั้นเป็นต้องยอม “อ้า” ยอมพลี “นา” ให้ “ซิกาแร็ต” มันเข้าไปทะแลงแทงๆๆๆ
แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่า “ซินาอ้า” ได้ยังไงล่ะ
เส้นทางกามของซินาอ้ากระฉอกเต็มรูมาแล้วตั้งแต่ยังหนุ่ม...ไอ้สันดานไม่มีหางเป็นเสียบนี่ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว ไปให้สัมภาษณ์เจอนักข่าวคนไหนหน้างามๆ เป็นต้องแจกมือถือร่ำไป จนเป็นที่รู้กันว่าถ้าอยากได้มือถือใหม่ ไปก้มๆ เงยๆ ให้อ้าดูขาอ่อนซักนิด เดี๋ยวก็ได้มือถือมาเล่นแล้ว
แต่เมื่อชักดังชักคบคนมากขึ้น ซินาอ้าก็เปลี่ยนเป้าจากนักข่าวมาเป็นคนบันเทิงแทน โดยเน้นไปที่พวกทึนทึกหรือผ่านสมรภูมิมามาก...นัยว่า ซินาอ้าชอบของลายคราม ยิ่งง่ามขาย้วยห้อยติ่งย้อยเป็นจานเปลยิ่งชอบ ถามว่าทำไมสเปกถึงเป็นแบบนั้น ให้ซ้อเดาก็คงต้องบอกว่า ไอ้ย้วยๆ ห้อยๆ แบบนั้นมันมีพื้นที่ให้อมมั้ง
เพราะ นิสัยซินาอ้าชอบ “อมของกลาง” และ “อมของหลวง” ทุกอย่างอยู่แร้วววว!!
“เจ๊แหบหุ่นแหนมโอทอป” นี่ก็หนึ่งในคอลเลกชั่นของซินาอ้าเหมือนกัน ถึงแม้จะแก่หนังยานตูดบานซะขนาดนั้น แต่ก็ได้ดีกรีเป็นถึงอดีตนักร้องเกรดเอของค่ายงานนี้ก็เลยฟันค่าตัวไปเฉียดล้าน แต่ท่าทางจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะถึงจะได้ค่าตัวมาเพียบ แต่ก็ต้องไปเสียเงินรักษาหนังหน้าเหี่ยว ทั้งฉีดโบท็อกซ์ทั้งทำโน่นทำนี่อีกสารพัด หมดเงินค่าทำสวยไปหลายแสน
อะไรจะเวอร์ขนาดนั้น ไปขายตัวนะหล่อน ไม่ได้ไปประกวดนางงาม เข้าใจอะไรผิดอ๊ะเปล่า!?!
ทำยังกับไม่เคยรับเงินใต้หว่างขา สมัยก่อนก็เห็นไปร่อนเอวแถวญี่ปุ่นอยู่บ่อยๆ เสี่ยน้อยเสี่ยใหญ่แม่นี่เป็นเหมาหมด เล่นเอาอีตัวที่นั่นแทบจะปาขี้ใส่ ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เลิกซ่า ว่างเว้นจากการทำงานที่เมืองไทยเมื่อไหร่ ก็จะทำเป็นไฮโซไปร้องเพลงที่ต่างประเทศ ที่แท้ไปเดินสายงาบไมค์...ตอแหลลงตับเจ็งๆ!!
อีกคนก็รับจ็อบบ่อย นี่ไงเล่า หุ่นงามๆ ของ “ลูกครึ่งรุ่นเดอะ” แหม....จะใครซะที่ไหนล่ะ ก็คนเดียวกับที่ไปเต้นเย้วๆ ที่พาเลซเมื่อหลายสิบปีก่อน คนที่พระเอกทั้งวงการยันเด็กยกไฟในยุคนั้นได้สำรวจรูกันหมดแล้ว วีรกรรมในวัยสาวแรงจนใครๆ ยกฉายาให้เป็น “JIM เหล็ก” แห่งวงการบันเทิง
เวลาผ่านมาเป็น 10 ปีนึกว่าจะกลับใจหยุดงับปิ๊กาจู๋ ... ที่ไหนได้ JIM ยังดุเป็นเทอร์โบ แรดไปให้เสี่ยอ้าจิ้มถึงฮ่องกง ปล่อยให้ “ไอ้ตี๋ตาส่อน” นอนเกาไข่อยู่เดียวดาย...งานนี้ลูกครึ่งรุ่นเดอะได้ค่าเลีย “ตะโปด” ไปเฉียดล้านเลยทีเดียว จ๊วบจ๊าบแค่ไม่กี่ทีได้เงินก้อนโตซะขนาดนี้ ไม่เรียกซ้อไปใช้บริการบ้างวะ จะเลียตั้งแต่หัวยันริดสีดวงเลยวะ 555555
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันซินาอ้าได้คนเลีย ‘ตะโปด’ คนใหม่ไปเรียบร้อย ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์คนดัง ไม่ใช่นักแสดง ไม่ใช่นักร้อง หากแต่เป็น “เลียขาใหญ่” ของ “ป๋าใหญ่” แห่งวงการบันเทิง แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องบอกว่า “เลียไข่” ซะมากกว่า เพราะหน้าที่หลักของแม่นี่ก็คือ นอนอ้าซ่าให้ป๋าใหญ่อัปแอนด์ดาวน์เวลาเหงาตะบอง
คู่นี้เค้าชอบแลกเปลี่ยนสาวๆ กันอยู่แล้ว พอป๋าใหญ่ได้ใครมาก็มักจะแบ่งปันให้ซินาอ้าอยู่เสมอ ล่าสุดเลยส่งเลียขาไปเลียไข่ให้เพื่อนรักที่ฮ่องกงเช่นกัน และท่าทางจะเลียเก่งซะด้วย ทำเอาซูเปอร์สตาร์ทั้งหลายกระเด็นตกกระป๋อง ปัจจุบันซินาอ้าติดใจลิ้นสว่านของเลียขาอย่างหนัก ถึงขั้นต้องออกปากขอตัวคุณเลียขาไปเลียไข่ตัวเองอย่างถาวร โดยให้ประจำการอยู่ที่ฮ่องกง ดูแลตึกหรูที่เพิ่งถอยมาหยกๆ ไงเล่า
แต่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นกรณีขึ้นขย่ม “อีหนูโรบอต” ผู้มีใบหน้าแข็งเป็นสากกะเบือ
คู่นี้นัดไปแยงรูกันถึงญี่ปุ่นโดยฝีมือพ่อแท้ๆ ของอีหนูโรบอต สมกับเป็นบุพการี (การีนะเฟ้ย บก. อย่ามาเปลี่ยนคำเป็น..กาหรี่ 555555) นี่เป็นการยัดเยียดผัวให้ลูกเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ตอนแรกส่งไปสังเวยคนใหญ่คนโต “เสี่ย NPL รายหนึ่ง” ซึ่งพิสมัยการตีกอล์ฟเสียเหลือเกิน คุณพ่อก็เลยให้เสี่ย NPL ได้ลองหลุมของน้องเขาดูบ้าง พี่แกก็เลยเล่นเอาซะจนหลุมกอล์ฟกลายเป็นบังเกอร์ไปเลย เพราะของพี่เขาหญ่ายจริงๆ อิอิอิอิ
ว่ากันว่างานนั้นเป็นการ “วอยซ์เทรนนิ่ง” ให้กับน้องเขาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหางเสียงครวญครางที่ทำซะชะนีจริงๆ ยังต้องยกธงขาว
รายนี้เลี้ยงดูกันอยู่เกือบปี หมดค่าไถนาโหนกๆ ไปหลายล้าน กว่าจะตกมาถึงมือซินาอ้าก็โดนกระทอกไปหลายดอกแว้วววว
แต่ฝีมือแมงดาชั้นครูมีหรือจะพลาด ว่าแล้วพ่อปีกแข็งของอีหนูโรบอตก็ใส่ตะกร้าล้างน้ำจัดให้ไปวาดลวดลายส่ายนมขาวๆ ยั่วซินาตร้าในงานเลี้ยงแจกรางวัลกอล์ฟการกุศลแห่งหนึ่ง ขนาดว่าคนเต็มห้องอีหนูโรบอต ยังอาศัยชั้นเชิงเด็กหน้าด้านเข้าช่วงชิงพื้นที่ไหล่ของซินาอ้าได้อย่างแนบเนียน เดี๋ยวกอดเดี๋ยวซบ ทำเป็น ‘แอ๊บเด็ก’ อ้อนผู้ใหญ่ ที่ไหนได้ตางี้จ้องเป้าเป็นมัน นี่ถ้าปฏิสนธิกันทางสายตาได้ แมร่งคงน้ำเล็ดเต็มกางเกงไปเรียบร้อยโรงเรียนแรดแล้ว
เมื่อเด็กมันยั่วซะขนาดนี้ใครมันจะอดใจไหว ว่าแล้วซินาอ้าก็สวมวิญญาณไอ้แก่ลืมตาย ลากอีหนูโรบอตไปลองไดรฟ์หลุม 19 อู้ๆ อ้าๆ มันส์ยกก้นกันทั้งคืน
ว่ากันว่าอีหนูโรบอตนี่เก่งนัก โดยเฉพาะเรื่องรัวลิ้นถือว่าเป็นสุดยอดแห่งการแผล่บๆ เนื่องจากเคยฝึกวิทยายุทธ์ผ่านของนอกมาเพียบ ฝรั่ง แขก จีน ยุ่น ต่างถ่ายทอดพลังภายในให้มาเต็มปาก พอกลับมาเมืองไทยก็ยังหมั่นทบทวนอยู่ไม่ขาด เพราะพ่อมีโรงแรมม่านรูด อีเลยหิ้วผู้ชายมาฟาดอยู่บ่อยๆ
เรื่องนี้พนักงานปูเตียงรู้ดี เห็นยายนี่มาทีไรแม่บ้านแทบจะเป็นลม ไม่รู้ “คนตำกัน” หรือ “ช้างผสมพันธุ์” กันแน่ ห้องมันถึงได้เละยังกับผ่านสงครามโลก แต่ที่ทุเรศที่สุดคืออีหนูโรบอตชอบทิ้งลิงไว้ให้ดูต่างหน้า...เพราะผ่านศึกมาเยอะซะขนาดนี้พอมาเจอ “ตอ” แก่ๆ เหี่ยวๆ ของซินาอ้าก็เลยเป็นเรื่องขี้ทูต จะให้ตวัดซ้ายขวาหรือย้ายไปตรงกลางก็ไม่มีปัญหา แม่ใช้ลิ้นกวาดได้หมด
แค่คืนเดียวซินาอ้าถึงกับเคลิ้ม วันๆ เรียกหาแต่อีหนูโรบอต เอะอะๆ ก็จะชวนไปคาราโอเกะ แหม.....ใจคอจะไม่ให้เค้าไปทำมาหากินอย่างอื่นเลยเหรอวะ เรียกให้มานั่ง “อมไมค์” คุณเพ่อย่างเดียวนี่นะ ยิ่งช่วงนั้นอีหนูโรบอตก็กำลังทะเลาะกับ ‘ผัวหนุ่มหน้าลิง’ จนถึงขั้นลงไม้ลงมือกันระหว่างเมา อีก็เลยได้ทีชิ่งไปให้ไอ้แก่มันกระทุ้งเล่นดีกว่า ไม่นานก็มีการเรียกตัวอีหนูโรบอตไปเสียบถึงญี่ปุ่น ทำเอาเจ้าตัวดีใจแหกตูดหนีงานพรีเซ็นต์มาเมืองปลาดิบแทบไม่ทัน แต่ถึงยังไงมันก็คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม เพราะอมไมค์ครั้งนี้อีหนูโรบอตได้ค่าตัวไปเป็นล้าน
ที่สำคัญเพื่อไม่ให้เป็นการครหา...เพราะความอยากจะให้อีหนูบริหารไมค์กับลำคอทู้กวัน “เสี่ยอ้า” ก็เลยยกฐานะของอีหนูขึ้นจากแคดดี้สีสวาทกลายมาเป็น ‘ลูก’ หน้าตาเฉย เพื่อให้ไปไหนมาไหนสามารถพักห้องเดียวกันได้อย่างไม่เคอะเขิน หรือถ้าพ่อจะส่งตัวให้กันก็ไม่น่าเกลียด เพราะพ่อลูกกันจะมานอนเอ็นดู หรือ นอนดูเอ็นมันก็ได้ทั้งนั้นใช่มั้ย อิอิอิ
แต่ที่ถูกใจอีหนูโรบอตมากที่สุดเห็นจะเป็นเครดิตการ์ดที่ซินาอ้าจัดเตรียมไว้ให้รูดปื๊ดๆ ได้ตามใจชอบ เอาเหอะอีหนูเอ้ย.....เอากันให้เต็มที่ กลางวันรูดการ์ด กลางคืนก็รูดไมค์ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็ขอเสนอให้รูดจนบานทั้งการ์ดทั้ง JIM นั่นแหละ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ไม่รู้เหมือนกันว่า คู่นี้เค้าซัดกันไปกี่หลุม แต่ที่แน่ๆ ความไว้วางใจมันก็เลยเกิดขึ้น เพราะ อีหนูนี่พูดจาว่านอนสอนง่าย จะฝากเงินที่แอบเม้มเมียมาไว้ก็คงไม่เบี้ยว ว่าแล้วซินาอ้าก็เลยโยกเงินในบัญชีมาใส่ไว้ให้อีหนูและครอบครัวจนเกือบจะแตะพันล้านเรียบร้อยแล้ว!!!
..........
พูดถึงแล้วก็อดสังเวชใจไม่ได้ เพราะขณะที่ซินาอ้าจะเอาลูกสาวคนอื่นมากระดกเอวทำเมียพร้อมๆ กับทำลูกจนซี้ดซ้าดหน้าโอเกะอยู่บ่อยครั้ง มันก็เลยทำให้ลูกแท้ๆ เกิดอาการอยาก ‘ซี้ด’ ขึ้นมาบ้าง เล่นเอานังแม่หัวโหนกผมตั้งถึงกับร้าววว...เพราะลูกสาวคนงามตอนนี้ ‘ซี้ดไอซ์’ ทุกคืนจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว
ยังไม่นับลูกสาวในคราบหนุ่มคนโตที่ตอนนี้ก็ “ซี้ดโค้ก” อยู่ทุกคืนเหมือนกัน จะเหลือก็แต่อีคนเล็กที่ตอนนี้ก็เริ่มสตาร์ทด้วยเหล้ากะบุหรี่ไปพลางๆ ก่อน พักหนึ่งก็คงเข้าแก๊งได้สำเร็จ อนาคตก็คงได้ค้ายาบ้ากันทั้งครอบครัว 55555555
แต่ที่แน่ๆ ถ้าขืนยังใช้ชีวิตแบบนี้ อนาคตก็คงไม่มีผู้สืบสกุล ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม
ก็อีกแหละ ขึ้นชื่อว่าซินาอ้าแล้ว ไอ้เรื่องที่จะคิดอะไรชั้นเดียวเป็นไม่มี ลูกที่เป็นอะไหล่ให้กับซินาอ้าก็ยังมีอยู่และท่าทางจะเอาถ่านกว่าไอ้ๆ อีๆ ที่วนเวียนอยู่กับเรื่องยาทั้งหลายทั้งปวงนี้
เชื่อว่าเรื่องนี้ “เจ๊กระบัง” ก็น่าจะยังจำได้ดี เหอๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ย้อนหลังไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ซินาอ้าก็เคยไปยุ่งกับ “พนักงานสาวสวย” คนหนึ่งในบริษัทในเครือของตัวเอง โดยมี “ไอ้หงอกจอมซ่า” เป็นคนจัดหาให้ ซินาอ้าก็ใช้ตำแหน่งและหน้าที่การงานเข้าใกล้ชิดพนักงานสาว ล่อลวงเดี๋ยวจะให้รถ เดี๋ยวจะให้บ้าน จนพนักงานสาวตาวาวแอ่นระแน้เข้าใส่ทันที
แต่ผลปรากฏว่า ได้ ‘รถบริษัท’ มาแค่คันเดียว ชื่ออะไรก็ยังไม่โอน บ้านยังไม่ทันได้ก็ดันซวยมาท้องซะก่อน เมียใหญ่ของซินาอ้ารู้เข้าถึงกับกรี๊ดผมแทบตกทรง แต่ยังทำฟอร์มดี ไม่รับรู้อะไรด้วยทั้งสิ้น ไม่รับรู้ว่าใครเป็นพ่อเด็ก ไม่รับรู้ว่าผัวตัวเองนั้นจ่อปืนเหี่ยวๆ ใส่เขา ที่สารเลวยิ่งกว่าก็คือ ตัวของซินาอ้าเองก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ตีหน้าเซ่อๆ ซ่าๆ อู้บ่หู้บ่หันเสียอย่างงั้น
หมามันยังรักลูก แต่นี่คนนะโว้ยแถมเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข่ของตัวเอง ซินาอ้านั่งใจร้ายเบิ่งตาดูเมียตัวเองสร้างปฏิบัติการโฉด ยึดรถบริษัทที่สาวเจ้าใช้คืนหน้าตาเฉย พร้อมกับการบีบให้ออก ไม่จ่ายเงินพิเศษ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้สาวไปผจญภัยเอาเอง สุดท้ายเรื่องนี้ก็จบลงโดยความเศร้าของสาวสวยที่ไม่ยอมเอาเด็กออก พร้อมกับเดินออกจากบริษัทแห่งนั้นมาพร้อมกับน้ำตา
ดีที่หัวหน้าในสายบางคนยังใจดีให้โตโยต้ามือสองเก่าๆ มาใช้คันนึง พอให้สาวเจ้ามีอะไรติดไม้ติดมือไปบ้าง
นี่เองที่เป็นเหตุให้นังกระบังสั่งไอ้หงอกจอมซ่าอย่างเด็ดขาดให้พาผัวตัวเองไปผูกท่อรังไข่เสียจะได้ไม่ไปทำใครป่องเข้าอีก...ส่วนจะทำจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะสุดท้ายก็ไปทำให้ “เจ้าหญิงบันเทิง” คนหนึ่งป่องขึ้นมาอีก...
อย่าเพิ่งเถียงเชียวนะว่า ซ้อเอาเรื่องนี้มาตอแหลอีกแล้ว เพราะจนถึงบัดนี้เด็กทารกหน้าเหลี่ยมคนนั้นก็ยังไม่ได้มีการตรวจดีเอ็นเออย่างแน่ชัดว่าที่แท้มันมีเลือดพ่ออยู่ซักกระตี๊ดบ้างไหมฟะ!!!
เอาเป็นว่านี่อาจจะเป็นเวรกรรมที่พ่อชอบไปไข่ทิ้งจนทำให้ลูกแต่ละหน่อของซินาอ้าถึงทำตัวเหมือน “เด็กไม่มีพ่อแม่” ซะอย่างงั้น
เด็กคนนี้ถ้ายังไม่ตาย ปัจจุบันก็น่าจะอายุ 10 ปีแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเดินหน้าเหลี่ยม เอ๊ย! น่าสงสารอยู่ที่ไหน
ใครพบเห็นเด็กกรุณาติดต่อกลับไปที่ยมโลกด้วย ท่านยมฯ จะได้ลงบัญชีเพิ่มจากบัญชีหนังหมาที่มีอยู่แล้วโทษฐานประพฤติตัวเลวกว่า “เดรัจฉาน” เสียอีก เมื่อรวมๆ กรรมทั้งหมดที่ทำเอาไว้แล้ว เกิดชาติหน้าก็น่าจะกลายเป็นสัตว์บางประเภทที่ออกลูกเป็นไข่อย่าง “ตัวเอี้ย” แหงแซะ
ซ้อขอทำนายว่า ชาตินี้เอ็ง กินหิน กินดิน กินทราย กินคน กินเด็ก ฯลฯ ไปเยอะซะขนาดนี้
ชาติหน้าก็คงเหลือแต่ “ขี้กับของโสโครก” ที่กินได้ละเมิง.....555555555555555
Thursday, 20 September 2007
Wednesday, 19 September 2007
ความจริงที่ปรากฎผ่านน้ำหมึก ”ลีเดีย”
กลายเป็น “ทอลค์ ออฟ เดอะ ทาวน์”อยู่ในขณะนี้ ผลงานการเขียนหนังสือที่ถ่ายทอดความรู้ ความผูกพันธ์ จากหัวใจน้อยๆ“ของนักร้องเสียงแหลม
“ลิเดีย-ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา” หรือเจ้าของฉายา “เจ้าหญิงอาร์แอนด์บี” ยากที่ใครที่เลียนแบบเงาเสียงเธอได้ จนวันนี้กลายเป็นขวัญใจคอเพลงชาวไทย ที่บรรดาแฟนเพลงจดจำเสียงอมตะของเธอได้อย่างจับใจ
ดูปูมหลังประวัติ “ลีเดีย” ต้องยอมรับเป็นเด็กที่โชคดีคนหนึ่ง เนื่องจากเธอโตมาจากครอบครัวที่พรั่งพร้อม มีวงศ์ตระกูลที่ร่ำรวย คิดดูเอาเองว่า “ก๋งของเดีย” หรือเจ้าของฉายา “นายห้างลิ้ม” นั้น ถือว่าเป็น “ห้าเสือรับเหมา” ที่ยิ่งใหญ่ของการก่อสร้างเมืองไทย
ไม่แปลกใจครอบครัวของ”เดีย”นั้น เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่จึงความสนิทสนมกับ” นักการเมือง”ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตระกูล “ชินวัตร” และครอบครัว”พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แต่โชคดี ”เดีย” จะเห็นว่าการวางตัว และประวัติของเธอนั้น จะต่างกับบรรดาลูกเศรษฐีทั่วไป
“เดีย”เขาเติบโตในอ้อมอกของ”คุณพ่อ-คุณแม่”มาตลอดคอยที่สอน “แนวทางการเดินและการดำเนินชีวิต” ได้อย่างมีคุณภาพ จะเห็นว่าชีวิตของเธอมีอยู่ 3 อย่าง งานเพลง-การเรียนและกีฬา
หากมองผลงานเพลงของเธอนั้น ต้องยอมรับเขาประสบผลสำเร็จ”สูง”เมื่อเทียบกับนักร้องในวัยเดียวกัน ส่วนเรื่องการเรียน เธอจบการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติ ยามว่างการเรียน จะเล่นดนตรีประจำโรงเรียน ทำกิจกรรมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนมาตลอด จึงสอนให้เธอมีแนวคิดที่ไม่แตกแถวเหมือน”วัยรุ่นสมัยใหม่”ทั่วไป ตอนนี้กำลังเตรียมตัวที่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยดัง ที่บอสตัน อังกฤษด้วย
เรื่อง”กีฬา” เธอชอบตีกอล์ฟ ฝีมือระดับอาชีพได้สบาย เพราะว่าทางบ้านมีธุรกิจ “สนามไดร์ฟกอล์ฟ” จึงเห็นไม้กอล์ฟที่ครอบครัวเคยใช้หวดวงสวิงมาตั้งแต่เด็ก จึงเดินตามหลัง”คุณพ่อ” ดูลีลาการเล่นกอล์ฟ จนกลายเป็น”กีฬา”ที่เธอชอบมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งสนามกอล์ฟพ่อ”ลีเดีย” ตอนนี้จะมีนักการเมืองดังๆไปใช้บริการกันไม่ขาดสาย เพราะมีคอนเน็กชั่นกลุ่มคนการเมือง-นักธุรกิจมากมาย
ยิ่งครอบครัว”ทักษิณ”กับครอบครัวเดียแล้ว “สนิทมสนม”กันมาก จนเดียให้ความเคารพเหมือน”พ่อบุญธรรม” แต่บังเอิญความใกล้ชิดในช่วง”สูญญากาศทางเมือง”ร้อนแรง ทำให้เดียกลายเป็น”กิ๊กในฝัน”ขึ้นมา เพราะด้วยภาพที่สื่อออกมานั้น บางคนมองต่างมุมกันไป
ว่ากันไปแล้วนั้น ความสนิทคนดังและนักร้องดังนั้น บางครั้งย่อม “เกมการตลาดปลุกกระแส” แต่กลับเป็นว่า เดียถูกนำมาโยงทางการเมืองในบางสถานการณ์ ซึ่งเธอได้เคลียร์ออกมาจากใจจริงอย่างหมดเปลือก
สิ่งหนึ่งที่ต้องขอชมในตัวเดียนั้น เธอเป็น “เด็ก”ที่กล้าคิด มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เรื่องวางตัวกับผู้หลักผู้ใหญ่ แม้ว่าเป็น “เด็กสมัยใหม่”และถ้าหากย้อนดู”ลูกนักการเมือง”บางคนยุคนี้ จะหาดูได้ยากมาก ส่วนใหญ่จะเก่งเรื่อง"จีบสาว” มีเงินซื้อความสุข “บ้ารถ ติดผู้หญิง”
ถ้าย้อนดูในตัวตน”เดีย” แล้ว เขามีอยู่สองอย่างที่เธอรักมาก “ร้องเพลง-กีฬา” เรื่องแบบนี้อยากสะท้อนไปยัง “เด็กสมัยใหม่”ได้ดูกันแบบอย่าง ที่สำคัญ”ความรักที่มีต่อครอบครัว-ผู้ใหญ่” หากสังเกตทุกภาพ ทุกบรรยกาศที่เธอได้โอกาสไปเที่ยวต่างประเทศนั้น จะมีครอบครัวเดินเป็นเงาตามตัวคอยให้กำลังใจมาตลอด
แม้ว่า บางเวลา”หัวใจ-ชีวิต”และครอบครัวอาจบอบซ้ำไปบ้าง แต่เดียเขาอดทน เพราะเขามีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้จักแพ้ รู้จักชนะและให้อภัย
วันนี้ผลงานสะท้อนออกจากความรู้สึก ถ่ายทอดออกมาสู่น้ำหมึก “HERE I AM !” 1 ปี หลังการปฎิวัติกับดร. ทักษิณ ชินวัตร นั้นคือ ความจริงที่ปรากฏจากใจ”เดีย” เด็กตัวเล็ก แต่เก่งชะมัด
“ลิเดีย-ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา” หรือเจ้าของฉายา “เจ้าหญิงอาร์แอนด์บี” ยากที่ใครที่เลียนแบบเงาเสียงเธอได้ จนวันนี้กลายเป็นขวัญใจคอเพลงชาวไทย ที่บรรดาแฟนเพลงจดจำเสียงอมตะของเธอได้อย่างจับใจ
ดูปูมหลังประวัติ “ลีเดีย” ต้องยอมรับเป็นเด็กที่โชคดีคนหนึ่ง เนื่องจากเธอโตมาจากครอบครัวที่พรั่งพร้อม มีวงศ์ตระกูลที่ร่ำรวย คิดดูเอาเองว่า “ก๋งของเดีย” หรือเจ้าของฉายา “นายห้างลิ้ม” นั้น ถือว่าเป็น “ห้าเสือรับเหมา” ที่ยิ่งใหญ่ของการก่อสร้างเมืองไทย
ไม่แปลกใจครอบครัวของ”เดีย”นั้น เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่จึงความสนิทสนมกับ” นักการเมือง”ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตระกูล “ชินวัตร” และครอบครัว”พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แต่โชคดี ”เดีย” จะเห็นว่าการวางตัว และประวัติของเธอนั้น จะต่างกับบรรดาลูกเศรษฐีทั่วไป
“เดีย”เขาเติบโตในอ้อมอกของ”คุณพ่อ-คุณแม่”มาตลอดคอยที่สอน “แนวทางการเดินและการดำเนินชีวิต” ได้อย่างมีคุณภาพ จะเห็นว่าชีวิตของเธอมีอยู่ 3 อย่าง งานเพลง-การเรียนและกีฬา
หากมองผลงานเพลงของเธอนั้น ต้องยอมรับเขาประสบผลสำเร็จ”สูง”เมื่อเทียบกับนักร้องในวัยเดียวกัน ส่วนเรื่องการเรียน เธอจบการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติ ยามว่างการเรียน จะเล่นดนตรีประจำโรงเรียน ทำกิจกรรมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนมาตลอด จึงสอนให้เธอมีแนวคิดที่ไม่แตกแถวเหมือน”วัยรุ่นสมัยใหม่”ทั่วไป ตอนนี้กำลังเตรียมตัวที่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยดัง ที่บอสตัน อังกฤษด้วย
เรื่อง”กีฬา” เธอชอบตีกอล์ฟ ฝีมือระดับอาชีพได้สบาย เพราะว่าทางบ้านมีธุรกิจ “สนามไดร์ฟกอล์ฟ” จึงเห็นไม้กอล์ฟที่ครอบครัวเคยใช้หวดวงสวิงมาตั้งแต่เด็ก จึงเดินตามหลัง”คุณพ่อ” ดูลีลาการเล่นกอล์ฟ จนกลายเป็น”กีฬา”ที่เธอชอบมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งสนามกอล์ฟพ่อ”ลีเดีย” ตอนนี้จะมีนักการเมืองดังๆไปใช้บริการกันไม่ขาดสาย เพราะมีคอนเน็กชั่นกลุ่มคนการเมือง-นักธุรกิจมากมาย
ยิ่งครอบครัว”ทักษิณ”กับครอบครัวเดียแล้ว “สนิทมสนม”กันมาก จนเดียให้ความเคารพเหมือน”พ่อบุญธรรม” แต่บังเอิญความใกล้ชิดในช่วง”สูญญากาศทางเมือง”ร้อนแรง ทำให้เดียกลายเป็น”กิ๊กในฝัน”ขึ้นมา เพราะด้วยภาพที่สื่อออกมานั้น บางคนมองต่างมุมกันไป
ว่ากันไปแล้วนั้น ความสนิทคนดังและนักร้องดังนั้น บางครั้งย่อม “เกมการตลาดปลุกกระแส” แต่กลับเป็นว่า เดียถูกนำมาโยงทางการเมืองในบางสถานการณ์ ซึ่งเธอได้เคลียร์ออกมาจากใจจริงอย่างหมดเปลือก
สิ่งหนึ่งที่ต้องขอชมในตัวเดียนั้น เธอเป็น “เด็ก”ที่กล้าคิด มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เรื่องวางตัวกับผู้หลักผู้ใหญ่ แม้ว่าเป็น “เด็กสมัยใหม่”และถ้าหากย้อนดู”ลูกนักการเมือง”บางคนยุคนี้ จะหาดูได้ยากมาก ส่วนใหญ่จะเก่งเรื่อง"จีบสาว” มีเงินซื้อความสุข “บ้ารถ ติดผู้หญิง”
ถ้าย้อนดูในตัวตน”เดีย” แล้ว เขามีอยู่สองอย่างที่เธอรักมาก “ร้องเพลง-กีฬา” เรื่องแบบนี้อยากสะท้อนไปยัง “เด็กสมัยใหม่”ได้ดูกันแบบอย่าง ที่สำคัญ”ความรักที่มีต่อครอบครัว-ผู้ใหญ่” หากสังเกตทุกภาพ ทุกบรรยกาศที่เธอได้โอกาสไปเที่ยวต่างประเทศนั้น จะมีครอบครัวเดินเป็นเงาตามตัวคอยให้กำลังใจมาตลอด
แม้ว่า บางเวลา”หัวใจ-ชีวิต”และครอบครัวอาจบอบซ้ำไปบ้าง แต่เดียเขาอดทน เพราะเขามีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้จักแพ้ รู้จักชนะและให้อภัย
วันนี้ผลงานสะท้อนออกจากความรู้สึก ถ่ายทอดออกมาสู่น้ำหมึก “HERE I AM !” 1 ปี หลังการปฎิวัติกับดร. ทักษิณ ชินวัตร นั้นคือ ความจริงที่ปรากฏจากใจ”เดีย” เด็กตัวเล็ก แต่เก่งชะมัด
“อั้ม คลองตัน”ฉายานางเอกเบอร์ 1 รับทรัพย์อีก 5 ล้านถ่ายมิสทีน

ดูเหมือนว่าปีนี้ ทั้งปี สาวฮอต "พัชราภา ไชยเชื้อ" ได้สร้างความคึกคักให้กับวงการบันเทิงอย่างต่อเนื่อง และไม่ว่าจะปรากฏตัว
ที่ไหน ก็เป็นจุดโฟกัสของงาน ถูกรุมถ่ายรูปไม่ยั้งทั้งจากสื่อมวลชน
ไม่มีใครปฏิเสธความจริงที่ว่าสาวร้อนที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 'Diva' คนนี้ เป็นผู้มีอิทธิพลในเรื่องแฟชั่น และการแต่งตัวของสาวไทยมากที่สุด รวมทั้งนักแสดงหญิงรุ่นน้องในวงการ
ชื่อเสียงที่ไม่เคยจางไปจากใจแฟนๆ และดีกรีความเซ็กซี่ที่ร้อนคงเส้นคงวา บอกให้รู้ว่า "พัชราภา ไชยเชื้อ" ยังขายได้และขายดี
ซึ่งแม้เธอจะปฏิเสธเสมอมาว่า ไม่เคยมองเห็นความเซ็กซี่ในตัวเองแม้แต่น้อย ภาพลักษณ์ที่ทุกคนมองว่าแสนจะยั่วยวนและเซ็กซี่นั้น ล้วนมาจากการปรุงแต่งในยามถ่ายแบบแฟชั่นเสียมากกว่า
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ขนาดชุดชั้นใน Triump ยังยกย่อง และมอบรางวัลให้เธอในฐานะ 'Triump Diva' รวมทั้งค่าตัวที่ยังคงเป็นสถิติของวงการบันเทิงจนทุกวันนี้ เมื่อเธอร่วมเดินแบบชุดชั้นในของ ไทรอั้มพ์ ด้วยค่าตัว 6 แสนบาท!!
ในจุดที่สูงที่สุดในฐานะนางเอกเบอร์ 1 ของวงการ "อั้ม-พัชราภา" ในวันนี้ดูสงบนิ่ง และสามารถตั้งรับกับทุกข่าวฉาวที่พร้อมจะเข้ามากระทบ ข่าวฮือฮาช่วงกลางปี เรื่องความเป็นสาวเจ้าเสน่ห์ ทำเอาหนุ่มๆ ตกบ่วงเสน่หา ตั้งขบวนแจกจีบเพียบๆ ซึ่งวันนี้ตัวจริงประจำใจของเธอก็ปรากฎในวันเปิดร้านอาหารกึ่งผับ "ดีว่ะ" (D-WA) ว่าชายหนุ่มที่จับจองพื้นที่ในหัวใจของเธอเป็น "ต๊อด-ศิณะ" คนเดียวคนเดิม
เมื่อต้นปี 2550 "อั้ม-พัชราภา" รับทรัพย์อื้อซ่า จากเครื่องสำอางมิสทิน ที่ต่อสัญญาในฐานะพรีเซ็นเตอร์มิสทิน
และล่าสุดเครื่องสำอางมิสทินก็ควัก 5 ล้านบาท จ่ายเป็นค่าเหนื่อยของสาวอั้ม ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ โปรดักท์ใหม่ "แป้งมิสทิน แพลทินัม" ที่จะเปิดตัวในตลาดปลายเดือนกันยายนนี้ ส่วนที่มีข่าวว่าถูกนางเอกรุ่นน้องผู้อื้อฉาวเรื่องรักหนัก "ปู-ไปรยา" เบียดตกขอบนั้น "แท็บลอยด์ ดาราเดลี่" ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกแล้วพบ แม้จะได้รับเลือกเป็นพรีเซ็นเตอร์มิสทีน แต่ก็เป็นเครื่องสำอางคนละตัวกัน และถึง "ปู-ไปรยา" จะคว้าค่าตัว 7 หลัก
แต่ก็ยังคงเทียบชั้นกับราคาความฮอตแบบคงเส้นคงวาของ "อั้ม คลองตัน" นางเอกเบอร์ 1 ของวงการไม่ได้
Subscribe to:
Posts (Atom)






