Showing posts with label Filmmaker Insiders. Show all posts
Showing posts with label Filmmaker Insiders. Show all posts

Monday, 13 August 2007

พระเอกเป็นผู้กำกับหนังโฆษณา

บทประพันธ์ : ภูริทัตตา บทโทรทัศน์ : ปิยพร วายุภาพ กำกับการแสดง : ศุภฌา ครุฑนาค ดำเนินการผลิต : เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป
ปรางค์กำลังช่วยปรายอดีตนางเอกลิเกผู้เป็นแม่แต่งองค์ทรงเครื่องชุดลิเกโดยมีกระปุกน้องสาวคนเล็กวัย 7 ขวบคอยช่วยอยู่ข้าง ๆ อดีตปราย คือ ดาวประจำคณะลิเก แต่เพราะปัญหาชีวิตที่รุมเร้าหลังจากสามีตาย ปรายกลายเป็นคนติดเหล้า จนปรางค์ต้องรับหน้าที่เป็นทั้งแม่และพี่สาวให้กับน้องๆ แม้ว่าปรางค์จะขอร้องปรายอยู่หลายครั้งให้ปรายเลิกเหล้า แต่ปรายก็ไม่เคยทำได้สักที แต่ถึงอย่างนั้นเวลาปรายไม่เมา ปรายก็เป็นแม่ที่น่ารักและรักลูกมาก ทำให้ลูกๆ รักปรายและไม่เคยถือสาที่ปรายเป็นแบบนี้
บุญส่งเจ้าของคณะลิเกก็เรียกปรางค์ให้แต่งตัวเป็นสนม เพราะตัวแสดงขาด ปรางค์จึงรีบแต่งตัวด้วยความดีใจ ที่จะได้เงินค่าตัวสำหรับเป็นค่าอาหารมื้อเย็นในวันนี้ ส่วนปรายกลับออกไปแสดงลิเกทั้งที่ยังเมา ทำให้ชาวบ้านที่มาดูพากันไม่พอใจ รวมถึงบุญส่งด้วย จนกระทั่งกระปุกวิ่งเข้ามาหาปรางค์ด้วยความตกใจบอกว่าปกป้องน้องคนที่สองของปรางค์ ถูกนักเลงรุมทำร้ายหลังวัด ทำให้ปรางค์ต้องรีบไปช่วยปกป้อง ปรางค์และกระปุกต้องประคองปกป้องกลับเข้ามาหาปรายที่หลังโรงลิเก เมื่อกลับถึงบ้านปรายคาดคั้นถึงได้รู้ว่า ป้องไปแทงสนุกเกอร์ จนเกิดมีเรื่องมีราวกับนักเลง มีอยู่วันหนึ่งทุกคนกลับบ้านพบว่าเจ้าหนี้ของป้องกำลังค้นบ้านเพื่อเอาของไปใช้แทนหนี้ที่ป้องติดไว้ ปรายโมโหมากด้วยความเมาปรายจึงทุบตีป้องจนป้องโกรธ และหนีออกจากบ้านไป ปรางค์ห่วงแม่จึงตัดสินใจเอาเรื่องนี้ไปปรึกษานำโชคพระรองลิเกในคณะ ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของบุญส่ง นำโชคซึ่งหลงรักปรางค์มานานแล้ว จึงตัดสินใจรวบรวมเงินเก็บทั้งหมดที่มีมาให้ปรางค์เพื่อให้ปรายเอาไปใช้หนี้
ขณะเดียวกัน ป้องหนีไปอยู่กับเพื่อนชื่อปื๊ดที่โดนไล่ออกจากโรงเรียน เลยชวนป้องเข้ากรุงเทพ ปรางค์ตามหาป้องจนมาเจอเพื่อนป้อง และได้รู้ว่าป้องหนีไปกรุงเทพกับปื๊ด บุญส่งทราบจึงย่องไปหาปรางค์ ขณะเดียวกันปรายกลับถึงบ้านเห็นบุญส่งกำลังจะข่มขืนปรางค์ ด้วยความโมโห ปรายใช้มีดแทงบุญส่ง ทำให้ปราย ปรางค์และกระปุก ตัดสินใจเก็บข้าวของเดินทางไปกรุงเทพ เมื่อปราย ปรางค์และ กระปุก มาถึงกรุงเทพฯก็โดนหลอกเอาเงินก้อนสุดท้ายไปหมด ปรางค์ตัดสินใจไปสมัครเป็นคนล้างจานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเพื่อแลกก๋วยเตี๋ยวให้แม่กับน้องประทังความหิว แต่เพราะปรางค์มีหน้าตาสวยเลยทำให้ถูกลูกค้าลวนลามเลยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับลูกค้าจนถูกจับไปที่โรงพัก ขณะเดียวกันศรุตชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้กำกับโฆษณาชื่อดังและเป็นหุ้นส่วนบริษัทโฆษณาบารมี สตูดิโอ มาแจ้งความเรื่องที่รถโดนชนพร้อมกับณัฐฐาลูกสาวของบารมีเจ้าของบริษัทที่ศรุตทำงานอยู่ โดยมีแม่คือนฤมล เมื่อปรายเห็นหน้าณัฐฐาก็มีความรู้สึกแปลกเพราะณัฐฐามีอะไรบางอย่างคล้ายบารมี ทำให้ปรายนึกไปถึง เมื่อ20 ปีก่อน ที่ปรายกับบารมีรักกันและได้เสียกันจนปรายตั้งท้อง ปรายบอกเรื่องนี้กับบารมีจนเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคุณหญิงเพ็ญศรีแม่ของบารมี คุณหญิงเพ็ญศรีเลยใช้เงินฟาดหัวปรายให้ปรายไปทำแท้ง
ปรายจำเป็นต้องรับเงินมาเพราะในตอนนั้น ยายของปรายป่วยหนักจำเป็นต้องหาเงินมารักษายาย หลังจากนั้น บารมีก็ถูกส่งไปเรียนต่อเมืองนอก และไม่ได้ติดต่อกับปรายอีกเลย เมื่อปรายเริ่มท้องแก่ ทางวิทยาลัยจับได้จึงไล่ปรายออก ต่อมาปรายจึงตัดสินใจแต่งงานกับจักร ซึ่งมีอาชีพเป็นคนขับรถรับจ้าง แต่เพราะจักรหลงรักปรายมานานและยินดีรับลูกในท้องของปรายเป็นลูก ปรายจึงยินยอมตกลงปลงใจกับจักรในที่สุด จนมีลูกอีก2คน คือปกป้องและ กระปุก เมื่อศรุตพบกับปรางค์ก็รู้สึกประทับใจในความสวยของปรางค์รวมถึงความกตัญญูที่มีต่อแม่ ศรุตเห็นปรางค์และกระปุกกำลังลำบากเลยอาสาจ่ายเงินค่าปรับแทนปราย และยังให้เงินกระปุกไว้ซื้อข้าวกิน แต่ปรางค์ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณศรุต ศรุตจึงให้นามบัตรกับปรางค์ไว้บอกว่าถ้าปรางค์พร้อมจะคืนเงิน ให้มาหาเขาที่นี่ ก่อนที่ณัฐฐาจะดึงตัวศรุตออกไปด้วยความหึง ด้านป้องและปื๊ดสมัครไปทำงานเป็นช่างซ่อมรถที่อู่ ทำให้ป้องได้รู้จักกับใหญ่เจ้าของอู่ที่เบื้องหลังแอบรับแยกชิ้นส่วนรถที่ขโมยมาแล้วส่งไปขายต่างประเทศ ใหญ่สนใจรถสปอร์ตคันใหม่ของบารมีจึงให้ลูกน้องตาม เพื่อหวังจะฆ่าชิงรถ แต่ปรางค์ ปราย กระปุก เห็นเข้าจึงร้องเรียกให้คนช่วย เมื่อบารมีพบหน้าปรายครั้งแรกก็ตื่นเต้นดีใจ เพราะเป็นเวลา20ปีแล้วที่เขาและปรายไม่ได้พบกัน
ปรางค์รู้สึกแปลกใจที่แม่ไม่เคยพูดถึงผู้ชายคนนี้เลย ปรายตัดสินใจบอกความจริงกับบารมีว่าปรางค์คือลูกสาวของเขา บารมีดีใจมากจะรับตัวปรายปรางค์ รวมถึงกระปุกเข้าไปอยู่ที่บ้าน แต่ปรางค์บอกอยากเอาเงินส่วนหนึ่งไปคืนกับศรุต ขณะที่ปรางค์มาหาศรุตที่บริษัท ณัฐฐาขับรถผ่านมาเห็นจึงเข้าไปตบปรางค์ด้วยความหึง ปรางค์จึงคืนเงินให้ศรุตแล้วกลับบ้านไป ทิ้งให้ศรุตรู้สึกผิด
ในเวลานั้นเองคนงานชายคนหนึ่งรู้เข้า เลยแอบตามปรายไปที่บ้านพัก แล้วข่มขืนปรายก่อนจะขโมยเงินไปแล้วหนีไปในที่สุด ปรางค์กลับถึงบ้านเห็นคนงานพากันมามุงที่หน้าบ้านพัก และเห็นกระปุกนั่งร้องไห้กอดปราย ปรางค์เสียใจมาก จึงพาปรายและน้องออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด ปรางค์พาปรายและกระปุก มาเช่าบ้านหลังหนึ่ง หลังจากนั้นปรางค์ก็ไปสมัครงานเป็นพนักงานเสริฟที่ร้านอาหาร ปรายสงสัยว่าทำไมปรางค์ถึงยังมาทำงานแต่ไม่ไปอยู่กับบารมี ปรางค์จึงเล่าเรื่องที่เธอไปพบคุณหญิงเพ็ญศรีและนฤมลที่บริษัทของบารมี บารมีนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับศรุต ศรุตจึงรับปากว่าจะช่วยดูแลปราย และลูกๆให้ รุ่งขึ้นศรุตไปที่บ้านพักคนงานเพื่อถามหาปรายและลูกๆ แต่ทราบเรื่องที่ปรายถูกคนงานข่มขืนและขโมยเงินไปจนหมดอีกด้วยศรุตรู้เรื่องจึงรีบบอกบารมี หลังจากปรางค์กลับมาจากที่ทำงานพบกระปุกไม่สบายมากจึงตัดสินใจไปหาบารมี แต่ศรุตเห็นจึงรีบช่วยเหลือพากระปุกไปโรงพยาบาล จนได้รู้ว่ากระปุกป่วยเป็นไข้สมองอักเสบ ศรุตเห็นปรางค์ทุกข์ใจ เลยยื่นข้อเสนอว่า จะช่วยหางานให้ปรางค์ โดยให้มาทำงานที่บริษัทเดียวกับเขา วันแรกที่ปรางค์มาทำงานก็ได้พบกับณัฐฐา ณัฐฐาโกรธมากที่ศรุตรับปรางค์เข้ามาทำงาน เลยหาเรื่องแกล้งปรางค์ แต่แล้วบารมีมาพบเข้าเลยบอกให้ณัฐฐารู้ว่า ปรางค์คือพี่สาวต่างมารดาของณัฐฐาเอง ณัฐฐาแกล้งปรางค์เมื่อมีงานถ่ายโฆษณาบนเกาะแห่งหนึ่ง ณัฐฐาถือโอกาสแกล้งปรางค์โดยทิ้งปรางค์ไว้บนเกาะคนเดียว เมื่อศรุตรู้เรื่องว่าปรางค์ถูกทิ้งไว้บนเกาะก็ขับเรือไปช่วยปรางค์ แต่พายุหนักทำให้ทั้งคู่ติดอยู่บนเกาะด้วยกัน ศรุตดูแลปรางค์ที่เป็นไข้ จนทำให้ปรางค์รู้สึกดีกับศรุต
ขณะที่ศรุตเองก็เริ่มรู้สึกชอบปรางค์เช่นกัน เมื่อบารมีรู้เรื่องว่าณัฐฐากลั่นแกล้งปรางค์ก็โมโหมาก เพ็ญศรีเห็นว่า ยิ่งผลักปรายและลูกออกจากชีวิตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้บารมีสนใจพวกนั้นมากขึ้นเท่านั้นเลย เลยบอกให้บารมีพาทุกคนอยู่ในบ้าน แต่เพ็ญศรีกลับแกล้งให้ปรายและลูก ๆ ไปอยู่เรือนคนใช้ และให้ทำงานเยี่ยงคนใช้ในบ้าน บารมีเสียใจที่ทำให้ปรายและลูกลำบาก แต่ปรายยืนยันจะอยู่ที่นี่เพราะหวังว่าเพ็ญศรีจะใจอ่อนและยอมรับในตัวเธอสักวัน ด้านนำโชคออกจากคณะลิเกมากรุงเทพฯเพราะเจอบุญส่งแกล้ง และได้ไปสมัครเป็นนักร้องตามคาเฟ่ นำโชคพบโจรวิ่งราวและโจรวิ่งราวคือปกป้อง นำโชคเอากระเป๋ามาคืนเจ้าของกระเป๋า และตกใจที่เห็นปกป้องเปลี่ยนมากขนาดนี้ นำโชคตามป้องไปจนได้รู้ว่า ป้องติดการพนันอย่างหนัก อีกทั้งในตอนนี้เขาเริ่มหันมาเสพยาตามเพื่อนอีกด้วย ขณะที่นำโชคเมื่อเป็นนักร้องในคาเฟ่ได้ไม่นาน เขาก็มีโอกาสได้เป็นนักร้องลูกทุ่งและออกอัลบั้มของตัวเอง นำโชคจึงตัดสินใจกลับไปรับจำปามาอยู่ด้วย เมื่อกลับไปบ้าน เขาจึงได้รู้ว่าจำปาป่วยหนักแต่บุญส่งไม่เคยสนใจ ปล่อยให้จำปานอนซมนำโชคจึงพาจำปามาอยู่ที่กรุงเทพ ขณะที่ปรางค์เมื่อได้รู้ว่านำโชคเป็นนักร้องก็ไปหานำโชคที่ค่ายเทป นำโชคดีใจมากที่พบปรางค์ และเมื่อได้ฟังปรางค์เล่าถึงเรื่องที่ผ่านมาทำให้นำโชครู้สึกเป็นห่วงปรางค์จึงชวนปรางค์ไปอยู่ด้วย แต่เพราะลึกๆแล้วปรางค์ยังอยากทำงานกับศรุต และอยากอยู่ใกล้บารมี ทำให้ปรางค์ปฏิเสธนำโชคไป แต่ถึงอย่างนั้นนำโชคก็ยังหมั่นมาหาปรางค์อยู่เสมอ จนทำให้ศรุตเริ่มรู้สึกหึง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่มีการแคสนักแสดงหนังโฆษณา ลูกค้าของบริษัทบารมี เห็นปรางค์ก็ชอบใจเลยตัดสินใจให้ปรางค์มาเล่นหนังโฆษณาชิ้นนี้ ณัฐฐาไม่พอใจมากแต่เพราะเป็นลูกค้ารายใหญ่ทำให้ไม่สามารถขัดได้ ศรุตและบารมีจึงขอให้ปรางค์มาเป็นนางเอกหนังโฆษณาให้ เมื่อหนังโฆษณาออกฉาย ทำให้ปรางค์เริ่มมีงานถ่ายแฟชั่น มีงานโฆษณาตามามากขึ้นเรื่อยๆและในที่สุด บริษัทหนังแห่งหนึ่งก็ทาบทามปรางค์ให้มาเป็นนางเอกหนัง ขณะเดียวกันป้องเมื่อเห็นปรางค์มีชื่อเสียงก็กลับมาหาปรางค์ ทำให้ปราย ปรางค์ และกระปุกดีใจมาก ที่จะได้กลับมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัวเหมือนเดิมปรางค์มาขออนุญาตบารมีย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเอง เพราะเกรงใจที่ป้องจะมาอยู่ด้วยอีกคน แต่บารมีไม่อยากให้ปรางค์ย้ายออกไป เพราะตอนนี้เพ็ญศรีเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ จึงอยากให้ปรางค์และปรายช่วยดูแล เนื่องจากนฤมลและณัฐฐา ห่วงแต่การออกงานสังคม จึงไม่สนใจที่จะดูแลเพ็ญศรี มีอยู่วันหนึ่งป้องเกิดอาการเสี้ยนยา ทำให้ปราย ปรางค์และกระปุกตกใจมาก ปรายพยายามจับป้อมมัดไว้เพื่อให้อดยา แต่ป้องอาละวาดหนัก ศรุตจึงพาป้องไปรักษาที่โรงพยาบาลและช่วยปรางค์ทำธุระทุกอย่าง ซึ่งยิ่งทำให้ณัฐฐาไม่พอใจที่ศรุต เพราะความอิจฉาณัฐฐาจึงให้ข่าวกับนักข่าวเพื่อแฉปรางค์ว่ามีกำพืดอย่างไร ทำให้ปรางค์ถูกแบนงานจนหมด มิหนำซ้ำยังวางแผนแกล้งให้นำโชคและณัฐฐามาเจอกันที่ห้องพักในโรงแรม จากนั้นก็ให้นักข่าวมาดักถ่ายรูปทั้งสองคนไว้
รุ่งขึ้น ข่าวหนังสือพิมพ์บันเทิงพาดหัวทันทีถึงเรื่องที่นำโชคและปรางค์ไปมีอะไรกันที่โรงแรม ทำให้ศรุตเสียใจมาก ยิ่งทำให้ณัฐฐาไม่พอใจเป็นอย่างมากที่รู้ว่าศรุตรักปรางค์มากถึงเพียงนี้ แต่ในที่สุดแล้วทั้งนำโชคและปรางค์จัดแถลงข่าวกับนักข่าวว่าทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่โตด้วยกันมา และไม่เคยทำอะไรเสื่อมเสียแบบนั้น จนกระทั่งเรื่องราวคลี่คลายไปด้วยดี คืนหนึ่งณัฐฐาไปเที่ยวที่ผับแห่งหนึ่งได้เจอกับใหญ่ ณัฐฐาเห็นว่าใหญ่สนใจเธอจึงยอมตามใหญ่ไปที่คอนโดจนกระทั่งทั้งสองคนได้เสียกัน ใหญ่รับปากว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้ แต่ต่อมาเขากลับแบล็คเมล์ณัฐฐาในภายหลัง ทำให้ณัฐฐาต้องยอมจ่ายเงินให้ใหญ่เพื่อแลกกับคลิปวีดีโอที่ใหญ่ถ่ายเก็บไว้ ขณะเดียวกันป้องหนีออกจากโรงพยาบาลเพราะทนเสี้ยนยาไม่ไหว จนต้องซมซานกลับไปหาใหญ่อีกครั้ง คราวนี้ใหญ่ใช้ให้ป้องเป็นเด็กส่งยาจนป้องถอนตัวไม่ขึ้นจากยาเสพติด ด้านนฤมลพยายามบีบให้ปราย และลูกออกไปจากบ้าน แต่เพราะปรายเห็นแก่เพ็ญศรีที่กำลังป่วยเลยอยากอยู่ดูแลจนถึงที่สุด ต่อมาณัฐฐาเกิดอาการแพ้ท้องเมื่อไปตรวจจึงรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ก็กลุ้มใจมาก จึงหาวิธีแก้ปัญหาโดยหลอกศรุตไปมอมเหล้าและให้ใหญ่ช่วยจัดฉากให้เหมือนกับว่าศรุตได้เสียกับเธอ ทำให้ศรุตต้องยอมรับผิดชอบณัฐฐา โดยยินดีหมั้นกับณัฐฐาไว้ก่อน และเมื่อณัฐฐาเรียนจบเขาจะขอแต่งงานทันที ขณะที่ปรางค์เมื่อได้รู้ว่าศรุตจะหมั้นกับณัฐฐาก็รู้สึกเสียใจมากส่วนนำโชคตัดสินใจขอปรางค์เป็นแฟน ปรางค์ต้องการจะลบความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อนำโชค จึงยอมเป็นแฟนกับนำโชค
ปรายยังคงอยู่ในบ้านบารมีและช่วยกันดูแลเพ็ญศรีจนอาการดีขึ้น ขณะที่ปรายกลับป่วยมากขึ้น และเมื่อไปตรวจเธอจึงได้รู้ว่าเธอป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ปรายปิดบังความจริงไม่ให้ปรางค์รู้โดยอาศัยมอร์ฟีนบรรเทาอาการปวดของตัวเอง ต่อมาเพ็ญศรีเห็นว่าปรายป่วยแต่ก็ยังมาดูแลเธอ จึงทำให้เธอเริ่มใจอ่อนหันมาเอ็นดูทั้ง3แม่ลูก ทำให้นฤมลไม่พอใจ และหาทางขับไล่3แม่ลูกออกจากบ้าน จนปรางค์ต้องยอมพาแม่และน้องออกจากบ้านไป แต่คราวนี้เพ็ญศรีกลับบอกให้บารมีหาที่อยู่ใหม่ให้ปรายและลูก และให้หมั่นไปคอยดูแลปรายที่กำลังป่วย ซึ่งสร้างความเจ็บใจให้นฤมลเป็นที่สุด
ตลอดเวลาที่ศรุตเป็นคู่หมั้นกับณัฐฐา เขาได้แต่คิดถึงปรางค์และเมื่อได้รู้ว่าปรางค์คบกับนำโชคก็ยิ่งรู้สึกเสียใจไม่น้อย ทำให้ระหว่างศรุตและปรางค์เริ่มห่างเหินกันทั้งที่ปรางค์ต้องเจอกับศรุตที่บริษัททุกวัน ทางด้านใหญ่มาไถเงินณัฐฐา แต่ณัฐฐาปฏิเสธเพราะคิดว่ายังไงศรุตก็หมั้นกับเธอแล้ว ณัฐฐาจึงจ้างให้คนไปทำร้ายใหญ่เพื่อขู่ไม่ให้มารีดไถเงินเธออีก ทำให้ใหญ่โกรธณัฐฐาใหญ่จึงตัดสินใจเอาเรื่องที่ณัฐฐาได้เสียกับเขาและจัดฉากให้ศรุตต้องยอมหมั้นกับเธอไปบอกศรุต ทำให้ศรุตไปคาดคั้นเอาความจริงกับณัฐฐาในที่สุดศรุตจึงขอถอนหมั้นกับเธอ ณัฐฐาเสียใจมากจนตัดสินใจไปทำแท้ง ขณะเดียวกันนำโชคเองเมื่อได้คบกับปรางค์ก็รู้สึกว่าปรางค์ไม่ได้รักเขาเลย ในที่สุดนำโชคบอกเลิกปรางค์และบอกให้ปรางค์ทำในสิ่งที่หัวใจของปรางค์ต้องการ ก่อนจะบอกกับศรุตว่าเขายินดีมอบปรางค์ให้ศรุตดูแล และแล้วปรางค์กับศรุตจึงได้คบกัน ท่ามกลางความเจ็บแค้นของณัฐฐา จนณัฐฐาตัดสินใจฆ่าปรางค์ที่แย่งทุกอย่างไปจากเธอ ทั้งความรักจากพ่อ ย่า และศรุต ซึ่งในวันนั้นเองนำโชคแวะมาหาปรางค์พอดี เมื่อเห็นณัฐฐาถือปืนมาขู่จะยิงปรางค์ นำโชคจึงเอาตัวเข้าไปขวางวิถีกระสุน และถูกยิงตาย จากนั้นณัฐฐาก็ถูกจับเข้าคุก ขณะที่นฤมลเมื่อได้รู้เรื่องก็เสียใจจนเสียสติ ต่อมาใหญ่ถูกจับข้อหาค้ายาเสพติด ด้านป้องและปื๊ดจึงถูกจับไปอยู่บ้านเมตตา
ในที่สุดบารมีพาปราย และลูกกลับมาอยู่บ้านตามเดิม เมื่อเรื่องราวร้ายๆผ่านพ้นไป ปรางค์ก็ได้รับแสดงหนังฟอร์มใหญ่เรื่องหนึ่ง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ในขณะที่ปรายคงอยู่ได้อีกไม่นานปกป้องรู้ก็ตกใจและเสียใจไม่น้อยที่ตลอดมาไม่เคยทำตัวเป็นลูกที่ดี จึงตัดสินใจบอกแม่ว่าจะขอบวชให้แม่ บารมีและศรุตดีใจและซาบซึ้งใจมาก ปกป้องขอให้แม่ซึ่งแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงเป็นคนโกนผมให้เค้าเป็นคนแรก ปรางค์จับกรรไกรใส่มือปรายและตัดผมให้ป้อง เพื่อให้แม่เห็นชายผ้าเหลือง และวันที่ปรางค์ได้รับรางวัล ปรางค์จะไม่ยอมไปรับเพราะห่วงปราย แต่ศรุตบอกว่า แม่คงดีใจที่ได้เห็นความสำเร็จของปรางค์ ปรางค์ตัดสินใจปรับรางวัล ในขณะที่โทรทัศน์ถ่ายทอด ปรายดีใจจนน้ำตาไหลด้วยความภูมิใจ อาการของปรายเริ่มแย่ลงกระปุกรีบโทรไปบอกปรางค์ให้รีบกลับมาหาแม่ เมื่อปรางค์มาถึงพอดีกับลมหายใจสุดท้ายของปราย ก่อนจากกันปรายของให้บารมีดูแลลูกเธอ และขอฝากให้ศรุตดูแลปรางค์ ศรุตบอกปรายว่าเขาขอแต่งงานกับปรางค์และดูแลลูก ๆ ของปรายแทนเธอเอง ปรายสิ้นใจอย่างสงบ หลังจากงานทำบุญของปรายเสร็จสิ้น ศรุตจึงขอหมั้นปรางค์กับบารมี เขาบอกว่าปรางค์เหนื่อยและลำบากมาตลอดชีวิตแล้ว ต่อไปเขาจะขอดูแลให้เธอมีความสุขและไม่ต้องลำบากอีกต่อไปนักแสดงและบทบาท
ปรางค์ แสดงโดย ภีรนีย์ คงไทยสาววัย20 ปี เป็นลูกสาวคนโตของปราย มีนิสัยแก่เกินอายุเพราะต้องดูแล น้องๆ แทนแม่ที่ขี้เมามาโดยตลอด เป็นคนรักครอบครัว และห่วงแม่ห่วงน้องมาก รักศักดิ์ศรี และสู้ชีวิต เป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดในบ้าน แอบชอบศรุต แต่เพราะเป็นคนปากกับใจไม่ตรงกัน ทำให้ศรุตเข้าใจผิด เป็นคนห่วงความรู้สึกคนอื่นและขี้เกรงใจ จนทำให้ต้องไปคบกับนำโชคทั้งที่ความจริงแล้วคิดกับเขาเพียงแค่เพื่อน
ศรุต แสดงโดย สหรัถ สังคปรีชาชายหนุ่มอายุประมาณ26 ปี ทำงานเป็นผู้กำกับโฆษณา มีนิสัยอารมณ์ดี กวนๆ ปาก เสียบ้างเป็นบางครั้ง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง รักอิสระ และความถูกต้อง มี ความคิดไม่เหมือนใคร ไม่ชอบให้ใครบังคับ แต่ลึกๆแล้วเป็นคนขี้ใจน้อย ยิ่งเห็น ปรางค์ไปสนิทกับคนอื่นก็จะพาลประชดด้วยการหลบหน้า
นำโชค แสดงโดย พิเชษฐไชย ผลดีชายหนุ่มวัย 20 เศษๆ มีอาชีพเป็นนักแสดงลิเกในบทพระรอง เป็นลูกชายของ จำปาแล้เป็นลูกเลี้ยงของบุญส่ง มีนิสัยอ่อนโยน จิตใจดี รักแม่ และเห็นใจคนอื่น เกลียดบุญส่งเพราะเขาชอบทำร้ายแม่ แต่ต้องยอมอยู่ร่วมชายคาและเล่นลิเกให้ เพราะเห็นแก่แม่ แอบรักปรางค์และช่วยเหลือปรางค์มาโดยตลอด ตอนหลังหนี ออกจากบ้านมาอยู่กรุงเทพและได้เป็นนักร้องลูกทุ่ง
ปราย แสดงโดย จริยา แอนโฟเนแม่ของปรางค์ มีอายุประมาณ 30 ปลาย ๆ มีอาชีพเป็นนักแสดงลิเกในบทนางร้าย นิสัยเป็นคนรัก ครอบครัวมาก แต่เพราะมีปัญหาครอบครัวเลยทำให้เป็นคนติด เหล้า จนเหมือนกลายเป็นคนละคน ระหว่างตอนดื่มและไม่ดื่มเหล้า มักโทษ ตัวเองเวลามีปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัว เป็นคนจริงใจ ปากกับใจตรงกัน ใจอ่อน ไม่ชอบอาฆาตพยาบาทใคร เพราะแม้จะเคยถูกเพ็ญศรีรังแกและเหยียดหยาม แต่ เมื่อเห็นเพ็ญศรีป่วย เธอก็ยินดีที่จะดูแลปรนนิบัติ ด้วยความสงสาร
ปกป้อง แสดงโดย อเล็กซ์ เรนเดลน้องคนที่สองของปรางค์ เป็นเด็กหนุ่มวัย15 ปี ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ดื้อ รั้น และไม่ฟังใคร ติดเพื่อนและเห็นเพื่อนเป็นฮีโร่ เพราะที่บ้านไม่มีผู้ชายที่จะเป็น แบบอย่างให้เขาได้ จนตอนหลัง เพื่อนพาไปเสียคนถึงกับติดยา และติดคุก จนกระทั่งมาเจอศรุตที่คอยดูแลช่วยเหลือ เลยเห็นศรุตเป็นแบบอย่าง และยอมกลับ เนื้อกลับตัว
กระปุก แสดงโดย ด.ญ.บัณฑิตา ศรีนวลนัถย์น้องสาวคนเล็กของปรางค์ อายุ 7ขวบ มีนิสัยติดแม่มาก ค่อนข้างขี้โรคเลยทำให้ ปรายและปรางค์ ห่วงมากเป็นพิเศษ แต่ลึกๆเป็นคนเข้มแข็ง เพราะถูกเลี้ยงมาอย่าง ลำบาก เลยกร้านโลก กว่าเด็กๆวัยเดียวกัน

บารมี แสดงโดย สันติสุข พรหมสิริชายหนุ่มวัย40 เศษๆ เป็นสามีคนแรกของปรายและเป็นพ่อของปรางค์ เป็นคนรัก และเชื่อฟังแม่ ขี้เกรงใจ จิตใจดี แต่ชอบยุติปัญหาด้วยการยอม เลยทำให้ถูกแม่บง การชีวิตมาโดยตลอด เคยรักกับปรายตอนสมัยหนุ่มๆ แต่เพราะถูกเพ็ญศรีขัดขวาง ต่อมาเลยต้องแต่งงานกับนฤมลซึ่งเป็นลูกสาวเศรษฐี เพื่อพยุงกิจการ ในครอบครัว ลึกๆแล้วยังรักปรายอยู่ จนกระทั่งมาเจอปรายและลูกเลยทำให้ยอมแข็งข้อกับเพ็ญ ศรี และ มีปัญหากับนฤมล

ณัฐฐา แสดงโดย วิรากานต์ เสณีตันติกุลหญิงสาววัย19 ปี เป็นลูกสาวของบารมีและนฤมล มีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ชอบ เรียกร้องความสนใจ โมโหร้ายและเจ้าคิดเจ้าแค้น เป็นเพราะถูกย่าและแม่เลี้ยงมา อย่างตามใจ เลยคิดว่าตัวเองเป็น คนสำคัญที่สุดในบ้าน เวลาถูกขัดใจมักจะฟ้องย่า และแม่ หลงรักศรุตมานาน แต่ศรุตกลับมองเป็นเพียงน้องสาว เลยทำทุกอย่างเพื่อ เอาชนะศรุต จนกระทั่งถึงกับคิดจะฆ่าปรางค์ที่เป็น มารหัวใจจนสุดท้ายต้องติดคุก

นฤมล แสดงโดย วาสนา พูนผลหญิงวัย40 เศษๆ เป็นภรรยาของบารมีและเป็นแม่ของณัฐฐา รักและหลงลูกสาว มากจนเลี้ยงมาอย่างผิดๆ เป็นสาวสังคม ที่ภายนอกสร้างภาพว่าเป็นคนใจบุญ ชอบ ทำงานการกุศล แต่ลับหลังกลับนินทาว่าร้ายคนอื่น พื้นฐานเป็นลูกเศรษฐีมาก่อน เลย เอาแต่ใจตัวเองและใช้เงินเป็นเบี้ย ชอบข่มบารมีเพราะคิดว่ามีบุญคุณกับ ครอบครัวบารมีมาก่อน และยิ่งถูกเพ็ญศรีให้ท้ายก็ยิ่งไม่เห็นหัวใครเลยชอบรังแก ปราย และลูกๆ จนกระทั่งสุดท้ายต้องกลายเป็นคนเสียสติเพราะเห็นณัฐฐาฆ่าคน ตายจนต้องติดคุก

เพ็ญศรี แสดงโดย พิศมัย วิไลศักดิ์หญิงวัย60 เศษๆ เป็นแม่ของบารมี เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง ชอบสร้างภาพว่าตัวเอง ร่ำรวยทั้งที่ความจริง เคยทำธุกิจล้มมาก่อน แต่อาศัยเงินของลูกสะใภ้และธุรกิจที่ลูก ชายสร้างขึ้นใหม่เลยทำให้มีหน้ามีตา ใน สังคมได้อีก ทำให้เวลาอยู่บ้านจะเกรงใจ ลูกสะใภ้ ชอบบงการชีวิตลูกชาย แต่ตามใจหลานสาวอย่างณัฐฐาเป็นคนไม่ปล่อย วางเลยกลัวความล้มเหลว เคยเกลียดปรายมากจนกระทั่งป่วยเป็นอัมภาสแล้วปรายเป็นคนดูแล เลยแพ้ความดีของปรายในที่สุด

ใหญ่ แสดงโดย นิธิชัย ยศอมรสุนทรชายหนุ่มวัย20 ปลายๆ เป็นเจ้าของอู่รถยนต์ขนาดใหญ่ แต่เบื้องหลังทำธุรกิจค้ายา เสพติด และแยกชิ้น ส่วนรถยนต์ไปขาย ภายนอกเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่เด็กๆมองเป็นฮี โร่ แต่เบื้องหลังกลับหลอกใช้เด็กหากิน โดยเฉพาะปกป้องที่ต้องตกเป็นเหยื่อของ ใหญ่ เป็นคนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมา เคยหลอกจับณัฐฐา จนได้เสียกันแล้วมา แบล็คเมลล์ทีหลัง และทำให้ณัฐฐากับศรุตต้องเลิกกัน

บุญส่ง แสดงโดย ทองขาว ภัทรโชคชัย หนุ่มวัย40 เศษๆ เป็นเจ้าของคณะลิเก สามีของจำปาและพ่อเลี้ยงของบุญส่ง เป็น คนบ้าตัญหา ชอบลวนลามเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงในคณะของตัวเอง อยู่ บ้านชอบข่มภรรยาและซ้อมภรรยา เป็นไม้เบื่อไม้ เมากับนำโชคมาโดยตลอด ขี้โมโห ชอบใช้กำลัง

จำปา แสดงโดย อำภา ภูษิตหญิงวัย40 ปี เป็นแม่ของนำโชค อดีตเคยเป็นนางเอกคณะลิเก แต่ต่อมากลายเป็น ภรรยาของบุญส่ง เป็นคนรักลูกมาก และทนเพื่อลูกได้ทุกอย่าง แม้จะโดนบุญส่ง รังแกแต่ก็ทนเพื่อให้นำโชคมีบ้าน อยู่และไม่ลำบาก จนกระทั่งนำโชคได้เป็น นักร้องเลยยอมหนีมาอยู่กับนำโชคในที่สุด

ป้าแอ๋ว แสดงโดย เดือนเต็ม สาลิตุลหญิงวัย50 ปี เป็นภรรยาหัวหน้าคนงานก่อสร้างโครงการที่ปรายและปรางค์ไป ทำงาน เป็นผู้ใหญ่ใจดี ที่คอยช่วยเหลือ ปรายและลูกมาโดยตลอด ปากจัด แต่จริงใจ ไม่ชอบเห็นใครถูกรังแก

Link: http://www.bkkmobile.com/scripts/drama/drama.aspx?ID=133

การเข้าวงการดูจะเป็นความฝันของคนหลายคน

ไม่นานนี้ที่ผมได้เรียนการแสดง
เดี่ยวนี้การเข้าวงการดูจะเป็นความฝันของคนหลายคนนะครับ….

ทำให้บางคนต้องไปเป็นนักล่าฝัน บางคนต้องให้คุณลิขิต บางคนก็ต้องหันไปพึ่งคุณซอนย่า....ความฝันของพวกเขาเหล่านั้นดูจะน่าหลงใหลมากจนทำให้เราหลายๆคนอินไปกับโลกมายาเหล่านั้นด้วย....ผมมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งตอนนี้กำลังอุทิศตนเพื่อการสู้รบในสงครามเวบบอร์ด สู้เพื่อพาสv9…เคยดูสารคดีเกี่ยวกับคนทำงานในวงการบันเทิงในเคเบิลทีวี....ได้ฟังความเห็นจากผู้กำกับโฆษณาคนหนึ่ง...เขาบอกว่าปัจจุบันดูคนอยากจะเข้ามาทำงานตรงนี้มากมาย...แต่เขาไม่ได้เข้ามาเพราะอยากทำงานจริงๆ เขาเข้ามาเพราะอยากได้ไลฟ์สไตล์ อยากกินในร้านเท่ห์ๆที่คนในวงการกินกัน อยากปาร์ตี้ อยากได้ภาพลักษณ์ที่ดี อยากอยู่ในสังคมที่คนหน้าตาดี เขาบอกว่า ผู้กำกับโฆษณาที่เก่งจริงๆเขาไม่ค่อยได้ทำอย่างนั้นหรอก เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะใช้เวลาไปกับงานซะเป็นส่วนใหญ่แต่ช่วงนี้ก็จะมีเพื่อนเก่าๆล้อผมเหมือนกันครับว่าเป็นคนในวงการ ไม่ใช่อะไรหรอกครับเพราะพวกมันเห็นผมไปเรียนคอร์สต่างๆที่เกี่ยวกับงานในวงการตลอดช่วงปี สองปีที่ผ่านมา...เริ่มตั้งแต่ ไปเรียน ดีเจ เขียนบท ล่าสุดกำลังเรียนทำหนังสั้น จริงๆแล้วก็ไม่ได้ ตั้งใจจะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฝากฟ้า จะเป็นคนดัง จะอยู่ในแสงไฟอะไรหรอกครับ....ที่ไปหาคอรส์แปลกๆเรียนก็เพราะเหงาเท่านั้นเอง ความที่ทำงานที่บ้านวันๆก็ไม่ได้เจอคนอื่นๆเท่าไหร่ส่วนมากจะเป็นพ่อแม่น้อง พ่อน้องแม่ เกือบทั้งวัน คอร์สต่อไปที่อยากจะเรียนถ้ามีสอน ก็อยากเรียนวิชาโค้ชฟุตบอลเหมือนกัน แต่ก์ยังหาเรียนไม่ได้...ล่าสุดการไปเรียนหนังสั้นทำให้ผมรู้จักน้องๆที่น่ารักหลายๆคนครับ เพราะผมเกือบจะแก่สุดในชั้น...เป็นการเรียนที่น่ารักมากเพราะสอนหมดทุกขั้นตอนในการถ่ายทำไปจนถึงการแสดงทำให้ผมได้รู้จัก พี่คนหนึ่งครับ ชื่อพี่กอลฟ์ พี่เค้าเป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังไทยร้อยเรื่องที่ควรดูครับ พี่กอล์ฟ ทำหนังจนได้ไปประกวดที่เมืองนอกด้วยเงินทุนไม่ถึงหมื่น พี่เค้าเล่าให้ฟังว่ากรรมการชอบภาพที่สั่นไหวในหนังของพี่เขามากเหมือนเป็นการสั่นไหวที่สื่อถึงอารมณ์ตัวแสดงได้เป็นอย่างดี แต่เบื้องหลังการถ่ายทำคือตากล้องที่เป็นเพื่อนกับพี่เขาหัวเราะตัวแสดงขณะถ่ายเท่านั้นเองกล้องเลยสั่น อืม งานศิลปะนี่อยู่ที่การตีความของผู้เสพจริงๆนะ......พี่กอล์ฟดูจะเป็นคนเขียนบทที่มีพรสวรรค์มากครับ คือในคลาสแกผูกเรื่องโดยการด้นสดในห้องเรียนจนผมแปลกใจ คือดูก็รู้ฮะว่าแกเพิ่งคิดในห้องแต่ดูเรื่องที่แกคิดนะครับเริ่มจากแค่ เหตุการณ์หมากัดกัน.....เป็นหมาที่บ้านติดกัน...ทำให้เจ้าของบ้านทั้งสองหลังต้องมาทะเลาะกัน.....เจ้าของบ้านคนหนึ่งเป็นผู้ชาย..คนหนึ่งเป็นผู้หญิง.....ผู้ชายเป็นศิลปินที่มีภรรยาทำงานอยู่นอกบ้าน ภรรยาของเขายอมเสียสละเพื่อให้ผู้ชายได้เป็นนักเขียนที่ทำตามความฝัน แม้จะรู้ว่าฝันนั้นดูเลื่อนลอย ทำให้ภรรยาดูจะหงุดหงิดบ่อยๆ และ มักจะทะเลาะกันบ้างแต่ก็ไม่เคยว่าทางเลือกของสามีแม้สักครั้ง นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขารักเธอแต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ทั้งคู่คุยกันน้อยลงทำให้เหมือนมีเยื่อบางๆระหว่างคนทั้งสอง เพราะบางทีคนที่ตามความฝันที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้อาจจะเป็นคนที่ต้องการกำลังใจมากที่สุดก็ได้แต่ เขาก็ไม่เคยได้รับจากเธอผู้หญิงเป็นแม่บ้าน ที่สามีทำงานนอกบ้าน การที่งานรัดตัวทำให้เธอไม่ค่อยได้มีเวลาพูดคุยกับสามีเช่นเดียวกัน...การที่หมากัดกันทำให้ทั้งคู่ได้มารู้จักกัน...ผู้ชายก็ได้รับคำชมในงานศิลปะของเขาจาก ผู้หญิงที่มีเวลาชื่นชมกับงานของเขาได้ทั้งวัน ทำให้เขามีแรงใจที่จะไล่ตามความฝันต่อๆไปผู้หญิงก็ได้รับ การดูแลในชีวิตประจำวันต่างๆที่ไม่เคยได้รับจากสามีตัวเองเช่นการเปลี่ยนไฟซ่อมประตู การดูแลเล็กๆน้อยๆ.....มันเกิดเป็นความรัก.....ที่ผิดตัวละครทั้ง 4 ไม่มีใครผิด หมา2ตัวก็ไม่ผิดที่กัดกัน....ความรักนี้มันควรจะดำเนินไปอย่างไร ทั้งคู่ควรจะทำตามสิ่งที่ใจเรียกหา หรือ กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ต่างก็มีคนรักอยู่ แต่วิธีแสดงความรักอาจไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาและเธอต้องการ ความรักของทั้งคู่ควรจะเป็นอย่างไรต่อไปจบแบบให้คนดูคิดต่อดีกว่านะ......โอโหพี่ แม่งเอาอะไรมาคิดวะ แค่ไอ้ด่างกับไอ้ตูบกัดกันกลายเป็นหนังรักเกาหลีดีๆเรื่องหนึ่งเลยนะเนี่ยผมก็เคยเรียนเขียนบทและเขียนอะไรจุกๆจิกๆมาบ้างแต่ยอมรับเลยว่า ยังห่างชั้นกับพี่เขาจริงๆ...วันนั้นพี่เขายังสอนการแสดงให้พวกเราอีกด้วยน้องคู่แรกแสดงเป็นคู่รักกันที่ไม่ได้เจอกันนานแล้วต้องทักกันด้วยอารมณ์ ตื่นๆ ทั้งคู่แสดงได้ดี...มาถึงตาผมแล้ว คิดในใจว่าคงต้องได้รับบทผู้ร้ายใจโหด หรือ มาเฟียตลาดสดแน่ๆ ต่อให้ดีที่สุดก็คงเป็นได้ที่จะเป็นก็อดฟาเธอร์เพื่อยื่น “ข้อเสนอที่คุณปฏิเสธไม่ได้”(ถ้าเป็นปัจจุบันข้อเสนอนี้ต้องเป็นการขายแอมเวย์แน่นอน)ไม่ใช่เลยครับ“ปอนด์ เธอต้องเล่นบทเกย์ ที่ควงน้องนักศึกษาที่มาเจอเพื่อนเก่าที่เคยห้าวมาด้วยกัน แล้วต้องสื่ออารมณ์ปกปิดไม่อยากให้เข้ารู้ว่าเธอได้เปลี่ยนไป “ไม่ใช่ผู้ชาย”อีกต่อไปแล้ว.........................ทำไมจากก็อดฟาเธอร์ กลายเป็น เรื่องสัตว์ประหลาดไปได้ไงเนี่ยผมไม่เคยเกลียดเกย์นะครับ เพื่อนที่เป็นเกย์ผมก็มี แต่......ผมไม่ได้เป็นนะกลัวจริงๆ กลัวว่าพี่เค้าจะเห็นแววอะไรบางอย่างในตัวผม แต่ผมไม่ใช่นะ ไม่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆสรุปก็ต้องเล่นครับ.....ปอนด์“เออ.....สวัสดี”เพื่อนเก่า“อ้าว เป็นไงไอ้เหี้ยปอนด์ไม่ได้เจอตั้งนาน”(ดูน้องเขาจะใส่ความในใจลงไปในบทด้วย)ปอนด์“อืมๆๆ สบายดี เป็นไงบ้างวะ”เพื่อนเก่า“แหมไอ้เหี้ย ทำเป็นหงิมๆ หน้าผ่องเชียวนะมึงเดี่ยวนี้ทำไรวะไอ้เหี้ย คิดถึงมึงจังว่ะ ไอ้เหี้ย” (เอะน้องไม่ต้องเรียกบ่อยขนาดนั้นก็ได้มั้งคนเข้าคงรู้ว่าสนิทกันแล้วล่ะ”ปอนด์“เออ สบายดีว่ะ เดี่ยวเรา เออ..กูต้องไปก่อนนะพอดีรีบวะ”เพื่อนเก่า“เห้ย ไอ้.........เออ จะรีบไปไหน ล่ะ แล้วนั่นน้องมึงเหรอ” (ผมเริ่มกำหมัดแล้วครับน้องคงเข้าใจว่าไม่ต้องเล่นเนี่ยนมากก็ได้”ปอนด์“เออ น้อง อืม...หลานน่ะ เออว่างๆแล้วค่อยเจอกันแล้วกันนะ”เพื่อนเก่า“อ้าว เออ......”(แล้วก็ทำท่าจะเดินจากไป)ตอนนั้นผมเริ่มอินกับบทตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ครับ เพราะอยากให้รู้ว่ากูไม่ใช่เกย์นะเว้ยทั้งในการแสดงและชีวิตจริงคือมันเริ่มอายจริงๆแล้วล่ะครับจากที่เดินจากไปแล้วผมวิ่งเข้าไปหาเพื่อนเก่าแล้วทำท่าร่าเริงบอกว่า “อ้าวแล้วช่วงนี้มึงเป็นไงบ้างวะ”คือแทนที่จะจบแล้วกลับเล่นต่อเองครับ ทั้งห้องหัวเราะกันใหญ่น้องทุกคนที่เล่นด้วยก็ทำหน้างงๆ555คือถ้าผมตีบทนี้แตกจริงๆก็ไม่ใช่เพราะ เป็นเกย์จริงๆครับแต่เพราะอายจริงๆ... อายมากด้วย....เห้อ......พี่กอล์ฟนะพี่กอล์ฟ เข้าใจเลือกบทจริงๆ...

Link: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=manont&month=09-2005&date=15&group=1&gblog=9

ไมเคิล เบย์ (Michael Bay )


ไมเคิล เบย์ (Michael Bay )
ไมเคิล เบย์ คือหนึ่งในผู้กำกับระดับหัวกะทิแห่งยุคทศวรรษที่ 90 ซึ่งเป็นยุคของผู้กำกับที่มีพื้นเพมาจาก คนทำหนังโฆษณา และมิวสิควีดีโอแนวเอ็มทีวี เขาอ้างว่าเขาเป็นทายาทของผู้กำกับชื่อดังของฮอลลีวูดในยุคทศวรรษที่ 70 และได้ถูกยกให้เป็นลูกบุญธรรมคนอื่นตั้งแต่แรกเกิด แต่ไม่ได้เปิดเผยว่า ผู้กำกับที่เขาอ้างว่าเป็นบิดาของเขาคือใครไมเคิล เบย์ ใช้ชีวิตวัยเด็กในลอสแอนเจลิส เขาร่ำเรียนวิชาการภาพยนตร์ที่ มหาวิทยาลัยเวสเลยัน และที่ พาซาเดนา อาร์ทส เซ็นเตอร์ ซึ่งเขาได้ทำงานโฆษณา โค๊ก เป็นงานส่งอาจารย์ในช่วงที่เรียนอยู่ แล้วโค๊กสนใจให้ทำเป็นโฆษณาจริง ๆ งานโฆษณาเด่น ๆ ของเขา ทั้ง โค๊ก, ไนกี้, บัดไวเซอร์ และโฆษณาชื่อ “Got Milk?” (ที่ได้รับรางวัลด้วย) ส่งผลให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ผู้กำกับหนังโฆษณายอดเยี่ยม ของสมาคมผู้กำกับในปี 1994 ต่อมา หลังจากสองผู้อำนวยการสร้าง คือ ดอน ซิมป์สัน และ เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ ชักนำเขาเข้าสู่วงการภาพยนตร์ หนังที่เขากำกับเป็นเรื่องแรก คือ Bad Boys (1995) ได้ช่วยแจ้งเกิดให้กับดาราสองคน คือ วิล สมิธ และ มาร์ติน ลอว์เรนซ์ส่วนตัวของ ไมเคิล เบย์ เอง เริ่มมีชื่อเสียงจากเรื่อง The Rock (1996) ซึ่งนำแสดงโดย ฌอน คอนเนอรี่, นิโคลัส เคจ และ เอ็ด แฮร์ริส หนังเรื่องนี้ ได้รับความนิยมเหนือความคาดหมาย ด้วยเทคนิคของ เบย์ ในการตัดต่อภาพอย่างฉับไว, การใช้กล้องไล่ตามจับภาพ, เอ็ฟเฟ็คท์จากการใช้แสงสีต่าง ๆ, และมุมกล้องที่มีเปอร์สเป็คทีฟแรง ๆ ทำให้ เบย์ ขึ้นทำเนียบผู้กำกับเกรดเอในทันที หนังเรื่องที่สามของเขา คือ Armageddon (1998) เป็นเครื่องตอกย้ำว่า ความสำเร็จของเขาจาก The Rock ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แม้ว่าในช่วงเดียวกัน จะมีหนังที่มีเนื้อหาเหมือน ๆ กันออกมาอีกหนึ่งเรื่อง แต่ Armageddon ก็ประสบความสำเร็จอย่างมโหฬาร จนกลายเป็นหนังฮ๊อทประจำช่วงฤดูร้อนปีนั้น โดย เบย์ ใช้นักแสดงทั้งรุ่นลายครามและหน้าใหม่มาแสดงนำ ปี 2001 นี้ เขามีหนังฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่ ที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถึง 145 ล้านดอลล่าร์ คือเรื่อง Pearl Harbor ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เจ้าดาราทอง


เจ้าดาราทอง
เกร็ดของพระองค์เจ้าพีระ เจ้าดาราทอง พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช (ภาพโดย คุณ Y, เนื้อหา คุณเสียอา)

ประสูติเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ทรงเป็น พระโอรสในสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษี สว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์ วรเดช กับ หม่อมเล็ก ทรงสำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยอีตัน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ในปลายทศวรรษที่ 1930 สมัยที่สยามยังไม่เป็นที่รู้จักของ ประชาชนทั่วไปในยุโรป เจ้าชายสยามองค์หนึ่ง ทรงทำให้ชื่อ ของประเทศสยาม ระบือลื่อเลื่อง ลงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับใน อังกฤษชื่อเสียงขจรขจาย ทั่วประเทศอื่น ๆ ในยุโรปที่สนใจ กีฬา เจ้าชายสยามองค์นั้นคือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า พีรพงศ์ภาณุเดชหรือ คนไทยเรียกกันสั้นๆว่า "พระองค์พีระ"
ในเดือนมีนาคมปี พ.ศ.๒๔๗๘ ทรงเป็นนักกีฬาของไทย พระองค์แรกที่เข้าร่วมการแข่งขันเสมอกับคนต่างชาติ และยังสามารถชนะด้วย โปรดการขับรถแข่งมากลงแข่งขันครั้งสำคัญๆในต่างประเทศเป็นร้อยๆครั้งและในปี ค.ศ. ๑๙๓๖, ค.ศ. ๑๙๓๗ และ ค.ศ.๑๙๓๘ ทรงได้รับรางวัลชนะเลิศ๓ปีซ้อนและได้รางวัล "ดาราทอง" จากพระเจ้ายอร์ชที่ ๕ แห่งราชอาณาจักร อังกฤษด้วย ทำให้ตอนนั้นชื่อเสียงของประเทศไทยนั้นดังไปทั่วโลก เกียรติประวัติที่ควรจารึกไว้คือ
ทรงชนะที่หนึ่ง 4 ครั้ง จากการชิงถ้วยเจ้าชายเรนีย์แห่งโมนาโก ชิงรางวัลระหว่างชาติที่บรูคแลนด์ส ชิงรางวัลใหญ่ของปีการ์ดี และชิงรางวัลของอาลบี
ทรงชนะที่สอง 2 ครั้ง จากการแข่งที่เกาะแห่งเมน และการแข่งขันที่กรุงดับลิน
ทรงชนะที่สาม 2 ครั้งจากการแข่งที่ภูเขาไอเฟิล และการชิงแชมเปี้ยนภูเขาที่บรูคแลนด์
เพราะเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้เมื่อพระองค์ เสด็จกลับมาเมืองไทยคนไทยตื่นเต้นกันมากเมื่อเห็น "พระองค์เจ้าพีระ" ขับรถแข่ง สีฟ้า ไปตามท้องถนนต่าง ๆ จะหยุดดูด้วยความชื่นชม จนเรียกมีคำพูดติดปากว่า "รถสีฟ้าคือสีพีระ” สื่อมวลชนไทยในสมัยนั้นถวายสมญาว่า "เจ้าดาราทอง"ราษฎรไปรับเสด็จกันคับคั่ง ทรงกลายเป็น วีรบุรุษในวงการกีฬาและขวัญใจประชาชน
สีฟ้าสดของรถแข่งที่ทรงขับ เรียกกันว่าสีฟ้าพีระ หรือ Bira blue กลายเป็นสีฮิทกันพักใหญ่ของสาวๆ ในงานเลี้ยง ที่จัดขึ้นต้อนรับพระองค์เจ้าพีระ ฯ แขกสาว ๆ ในงาน แต่งกายด้วยสีฟ้าสด สวยละลานตากันทั้งงาน
ฉากสุดท้ายในพระชนมชีพของ Prince Bira ที่อังกฤษ ทำให้ผมนึกเปรียบเทียบกับฉากสุดท้ายในพระชนม์ชีพพระมหากษัตริย์ ไทยพระองค์หนึ่ง ที่เสด็จสวรรคตในอังกฤษเหมือนกัน คือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.7 ซึ่งสวรรคตก่อนพระองค์ พีระสิ้นพระชนม์สามสิบกว่าปี แต่เป็นการสวรรคตและสิ้นพระชนม์ในต่างแดนเช่นเดียวกัน (ประเทศเดียวกัน) หลังความผันผวน ในพระชนมชีพคล้ายกัน ในหลวง ร.7 สวรรคตในฐานะอดีตราชันผู้นิราศจากแผ่นดินของพระองค์ เพิ่งทรงสละราชบัลลังก์ ไปก่อนหน้านั้น ประทับอย่างเงียบๆ ที่สุด ถ้าผมจำไม่ผิด ในงานพระบรมศพดูเหมือนจะไม่มีเครื่องสังข์แตรประโคม ไม่มีแม้แต่พระสงฆ์ไทยเจริญพระพุทธมนต์ถวายในโอกาสสุดท้ายก่อนถวายพระเพลิงด้วยซ้ำ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีวัดไทยที่โน่น กว่าพระบรมอัฐิจะได้รับถวายพระเกียรติยศตามโบราณราชประเพณีก็อีกหลายปีต่อมา เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จนิวัติเมืองไทยแล้ว
งานพระศพของพระองค์พีระอาจจะไม่เดียวดายขนาดนั้น เพราะสถานทูตไทยจัดถวายอย่างสมพระเกียรติ มีเพื่อนนักแข่งรถ ร่วมสมัยไปถวายความคารวะเป็นครั้งสุดท้าย ชุมชนไทยในอังกฤษสมัยปี 1970
ผมจำได้ว่า คุณหญิงนริศรา จักรพันธ์ (เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนจิตรลดา รุ่นเดียวกับทูลหม่อมจุฬาภรณ์) คุณหญิงไป ๆ มา ๆ ระหว่างอังกฤษและ กรุงเทพฯ พอมากรุงเทพ ฯ ก็เข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้ ด้วยความที่ไป ๆ มาๆ เรียนขาดบ้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานครูจาก โรงเรียนไปสอนเสริมให้ที่วังจักรพงษ์ ท่าเตียน สำหรับฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ ดาราชื่อดังที่เป็นบุตรชายของคุณหญิงนั้น ก็เคยเรียนอนุบาล ที่จิตรลดาเหมือนกัน
คุณหญิงนริศรา จักรพันธ์เป็นผู้ประสานให้เจ้าของรถมาร่วมกันแข่งขัน เนื่องในวาระ..ปีเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว น่าจะปี กาญจนาภิเษก (พุทธศักราช 2525)
ตัวของคุณหญิงก็ลงขับเองด้วย (ชุดสีฟ้า) กลิ่นของไอเสียจะมีกลิ่น น้ำมันละหุ่นผสม (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ) กลิ่นกระจายไปทั่วลานพระบรมรูป การแข่งเป็นภาพประวัติศาสตร์ เสียดายที่การบันทึกภาพ ในสมัยนั้นยังไม่มีเทคนิคอะไรมาก คงต้องขอฝรั่งมาดูข้อมูลที่ว่ามา อาจมีผิดบ้างถูกบ้างเพราะเล่าจากความจำ ขอค้นอีกทีครับ
ราว ๆ ปี 2534 ดร.สรรพสิริ วิริยะศิริ ได้โครงการจะทำเหรียญพระองค์พีระ โดยมีจุดขายว่าใครเอาไปบูชาจะขับรถเก่ง.. ไม่ใช่ ..จะขับรถปลอดภัย อะไรประมาณนั้น (อย่าลืมว่าดร.สรรพสิริ เป็น Production House หนึ่งในสามเจ้าแรกในไทย) ผมเองก็รีบ โทรไปจอง..สองเหรียญครับ แต่ก็เงียบไปไม่ได้รับการติดต่อ ราคาบูชาถ้าจำไม่ผิดจะสี่ร้อยต่อเหรียญ
ประมาณปีที่แล้วผมไปเดินตลาดคลองถมกลางคืน ผมได้เจอเหรียญดังกล่าว วางขายข้างถนน ในราคาสองพันบาท.. ผมก็ได้แต่ หยิบมาดูแล้ววางลง
ไม่ได้คิดว่าถูกหรือแพง แต่คิดว่าการที่เราได้เข้าใจและลึกซึ้งกับพระประวัติของท่านแล้ว เปรียบได้กับผมได้แสดงการเคารพใน พระปรีชาชาญของท่านโดยไม่ต้องผ่านเครื่องหมายแทนใดๆ...(ถ้าขายสักห้าร้อยจะซื้อ!) ทีหลังอย่าถามผมเรื่องแบบนี้นะครับ คนอ่านเขาคิดว่าผมนะจะ 70 ย่าง 80 เรื่อย วัยรุ่นเครียด..
ใครอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมเชิญไปพบ ดร.สรรพสิริ วิริยะศิริ หอเกียรติภูมิรถไฟ หอเกียรติภูมิยานยนต์ "พีระ-เจ้าดาราทอง" ณ หอเกียรติภูมิยายนต์ สวนจตุจักร
เสียอา
(เรียบเรียงจากกระทู้พักคุยเรื่องรถคลาสสิค ณ เมืองบางกอก กระทู้ที่ 135 เรื่องรูปเก่า ๆ ของคุณ Y และมีคุณเสียอา มาให้รายละเอียดเกี่ยวกับพระองค์พีระ บางกอกคลาสสิคคาร์ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ทำให้เกิดบทความดี ๆ จากกระทู้ของเรา จึงขออนุญาตเรียบเรียงข้อความของกระทู้ฯ บางตอน เพื่อความเหมาะสมในเชิงบทความครับ)

John Woo

จอห์น วู
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา

จอห์น วู‎
จอห์น วู (John Woo) หรือในชื่อจีน 吳宇森 (พินอิน: Wú Yǔsēn) ผู้กำกับชาวฮ่องกงที่ไปมีผลงานในฮอลลีวู๊ด เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1946เมืองกวงตง ประเทศจีน ในช่วงวัยเด็กครอบครัวของเขามีปัญหาทางการเมืองของจีนอยู่มาก จึงทำให้ต้องเขามาอาศัยในฮ่องกงในปี 1953 ต่อมาพ่อของเขาก็ล้มป่วย ไม่สามารถหาเลี้ยงชีพให้กับครอบครัวได้ จอห์นจึงต้องพึ่งเงินจากทางโบสถ์เพื่อใช้เรียนหนังสือ
เนื้อหา[ซ่อน]
1 ภาพยนตร์
2 ผ่านวิกฤติ
3 ฮอลลีวู๊ด
4 โทรทัศน์
5 โฆษณา
6 ผลงาน
7 อำนวยการสร้าง
//

[แก้] ภาพยนตร์
หลังจากพ่อของเขาเสีย จอห์นเริ่มสนใจงานภาพยนตร์เป็นอย่างมาก แต่ในขณะนั้นฮ่องกงยังไม่มีโรงเรียนสอนทำภาพยนตร์เลย ทำให้เขาต้องทำงานในส่วนของการเป็นเด็กในกองถ่ายภาพยนตร์ เขาเริ่มทำงานให้กับบริษัทภาพยนตร์ที่ Cathay Studios และเขาก็ย้ายมาทำงานที่ Shaw Brothers โดยทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับ จางเชอะ โดยงานภาพยนตร์ของเขา ล้วนได้รับแรงบันดาลใจมากจากจางเชอะด้วย จอห์นเริ่มมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือ The Dragon Tamers (1975) และ The Young Dragons (1975) เป็นหนังกังฟูโบราณปนดราม่า Hand of Death (1976) แต่เรื่อง Last Hurrah for Chivalry (1979) กลับไม่ประสบความสำเร็จเลย
ในช่วงต้นปี 80 จอห์นหันมาทำหนังแนวตลกซะส่วนใหญ่ โดยมีเรื่อง From Riches to Rags (1980) Laughing Times (1981) Plain Jane to the Rescue (1982) และ To Hell with the Devil (1982) แต่ทุกเรื่องก็ประสบความสำเร็จพอสมควร จนช่วงหลังจากนั้น เขาก็อยู่ในช่วงวิกฤติของชีวิต เพราะหนังของเขาเริ่มไม่ประสบความสำเร็จอีกครั้ง ทั้ง The Time You Need a Friend (1985) และ Heroes Shed No Tears (1986) (เปลี่ยนชื่อมาจาก Suset Warriors)

[แก้] ผ่านวิกฤติ
การแจ้งเกิดครั้งใหม่ของจอห์น เกิดขึ้นในปี 1986 โดยการช่วยเหลือของ ฉีเคอะ โดยเขามอบหมายงานกำกับเรื่อง A Better Tomorrow (1986) หรือ โหด เลว ดี หนังแก็งค์สเตอร์ฮ่องกงชื่อดัง โดยกวาดรายได้ทั่วฮ่องกง และสามารถคว้ารางวัลม้าทองคำ (ตุ๊กตาทองฮ่องกง) มาถึง 5 รางวัล รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากนั้นเขาก็มีหนังท๊อปฟอร์มหลายเรื่องด้วยกัน เช่น A Better Tomorrow II (1987), Just Heroes (1989) และโดยเฉพาะ The Killer (1989) ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในเอเชียและต่างประเทศ โดยนักวิจารณ์ทั่วโลก ต่างกล่าวกันว่าเป็นผลงานที่มีความเป็นตัวตนของเขามากที่สุด
จากนั้นช่วง 90 เขาก็ยังประสบความสำเร็จอยู่มาก กับเรื่อง Bullet in the Head (1990), Once a Thief (1991) และ Hard Boiled (1992) ซึ่งเรื่องหลังนั้น เป็นหนังฮ่องกงเรื่องสุดท้ายที่เขากำกับ

[แก้] ฮอลลีวู๊ด

Face/Off (1997)‎
จอห์นได้กำกับภาพยนตร์อเมริกาเรื่องแรกคือ Hard Target (1993) นำแสดงโดย ฌอง-คล็อด แวน แดมม์ โดยหนังเรื่องนี้ ประสบปัญหาของการจัดเรตที่อเมริกาเป็นอย่างมาก ทำให้จอห์นต้องลดความรุนแรงในหนังออกเป็นอย่างมาก ผลก็คือ หนังประสบความสำเร็จพอสมควร
จากนั้นอีก 3 ปี จอห์นก็ท๊อปฟอร์มกับหนังแอ็คชั่นทางทหารเรื่อง Broken Arrow (1996) ทุนสร้าง 65 ล้านเหรียญสหรัฐ นำแสดงโดย จอห์น ทราโวตร้า และ คริสเตียน สเลเตอร์ หนังสามารถกวาดรายได้ในอเมริกาถึง 70.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 150.2 ล้านเหรียญสหรัฐ จากทั่วโลก
ปี 1997 จอห์นประสบความสำเร็จอย่างสูงกับหนังแอ็คชั่น-ทริลเลอร์เรื่อง Face/Off (1997) ทุนสร้าง 80 ล้านเหรียญสหรัฐ หนังประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถกวาดรายได้ในอเมริกาไปกว่า 112.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 245.6 ล้านเหรียญสหรัฐจากทั่วโลก แถมนักวิจารณ์ยังกล่าวว่า Face/Off เป็นหนังอเมริกาที่มีความเป็นตัวตนของจอห์นที่สุด
ปี 2000 จอห์นก็มาคุมหน้าที่กำกับหนังสายลับภาคต่อของ Mission Impossible ในเรื่อง Mission: Impossible 2 (2000) หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงอีกครั้ง ทำให้ชื่อของเขา กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกมากขึ้นกว่าเดิม
แต่เขาก็มาสะดุดกับหนังสงครามทุนสูงเรื่อง Windtalkers (2002) และหนังไซไฟ-แอ็คชั่น Paycheck (2003) ที่สร้างจากนวนิยายของ ฟิลิป เค. ดิก โดยเรื่องทั้งสองไม่ค่อยประสบความสำเร็จทั้งในอเมริกและทั่วโลก ทำให้จอห์น เว้นจากงานภาพยนตร์จนถึงทุกวันนี้

[แก้] โทรทัศน์
จอห์นเคยมีผลงานทางโทรทัศน์ในอเมริกาอยู่หลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่ซีรี่ย์โทรทัศน์เรื่อง Once a Thief ในช่วงปี 1996 - 1997 โดยสร้างจากหนังฮ่องกงของจอห์นในชื่อเดียวกัน ว่าเรื่องราวของกลุ่มนักโจรกรรม 3 คนที่ต้องไปทำภารกิจของในแต่ละตอน
จากนั้นจอห์นก็มีผลงานอีกเรื่องคือ Blackjack (1998) นำแสดงโดย ดอล์ฟ ลันท์เกรน ว่าด้วยเรื่องของบอดี้การ์ดที่มีความผิดปกติทางสายตา ได้รับมองหมายให้คุ้มกันนางแบบสาวคนนึง ที่ถูกคุกคามโดยฆาษกรโรคจิตผู้หนึ่ง

[แก้] โฆษณา
จอห์นเคยกำกับโฆษณาให้กับสินค้า Nike โดยใช้ชื่อชุดโฆษณาว่า Nike Brazil commercial นำแสดงโดยนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล ในปี 1998

[แก้] ผลงาน
The Dragon Tamers (1975)

‎A Better Tomorrow (1986)

The Killer (1989)
The Young Dragons (1975)
Hand of Death (1976)
Princess Chang Ping (1976)
The Pilferer's Progress (1977)
Hello, Late Homecomers (1978)
Follow the Star (1978)
Last Hurrah for Chivalry (1979)
From Riches to Rags (1980)
Laughing Times (1981)
Plain Jane to the Rescue (1982)
To Hell with the Devil (1982)
The Time You Need a Friend (1985)
Heroes Shed No Tears (1986)
A Better Tomorrow (1986)
A Better Tomorrow II (1987)
Just Heroes (1989)
Starry is the Night (1988)
The Killer (1989)
Bullet in the Head (1990)
Once a Thief (1991)
Hard Boiled (1992)
Hard Target (1993)
Broken Arrow (1996)
Face/Off (1997)
Mission: Impossible 2 (2000)
Windtalkers (2002)
Paycheck (2003)

[แก้] อำนวยการสร้าง
The Private Eyes (1976))

Bulletproof Monk (2003)
Peace Hotel (1995)
Don't Cry Nanking (1995)
Somebody Up There Likes Me (1996)
The Replacement Killers (1998)
The Big Hit (1998)
Bulletproof Monk (2003)
ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%99_%E0%B8%A7%E0%B8%B9".