Showing posts with label Artist Blog Content. Show all posts
Showing posts with label Artist Blog Content. Show all posts
Monday, 5 November 2007
pablo Ruiz Picasso 1881-1973
อคาเดมิก อาร์ต และปิกาสโซ
ในปลายปี 1895 ปิกาสโซ ( pablo Ruiz Picasso 1881-1973) ได้วาดภาพใหญ่ชิ้นสำคัญชิ้นแรกของเขาที่ชื่อ"พิธีรับศีลครั้งแรก ( The First Communion)" เป็นภาพที่แสดงถึงเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา ที่ปิกาสโซได้รับ การแนะนำอย่างใกล้ชิดจากพ่อของเขา ( Don Jose Ruiz Blasco ซึ่งเป็น ศิลปินและครูสอนศิลปะ) และหวังในตัวลูกชายว่าจะเติบโตในเส้นทางศิลปินได้ สิ่งที่พ่อของเขาสอนให้มีจิตสำนึกในการเป็นศิลปินนั้น ก็คือบทเรียนทั่วไป ที่ใช้สอนในสถาบันศิลปะ ที่มักใช้บทเรียนแบบเดียวกันหมด คือให้นักเรียนใส่ใจ
กับเรื่องราวที่ถ่ายทอดลงในงานศิลปะนั้นที่มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา นิยาย หรือความเชื่อต่างๆ หรือเหตุการณ์ทั่วๆไป ที่ภาพจะต้องกำหนดรายละเอียดต่างๆ
อย่างชัดแจ้ง บทเรียนนี้ในสถาบันศิลปะเรียกว่า อะคาเดมิก อาร์ต (Academic Art)
ความคิดเห็นในยุคนั้นก็ยังคงความเชื่อเดิมๆที่ต้องทำศิลปะในแบบ คลาสสิกเท่านั้น ที่เป็นรากฐานสำคัญให้กับสถาบันของอคาเดมิก อาร์ต จึงจะเข้าถีงในจิตใจ ของผู้คน อย่างแท้จริงได้ เขาทำตามคำแนะนำของพ่อ จึงเลือกวิธีการทางศิลปะแบบอคาเดมิก อาร์ต นี้ในการสร้างงานศิลปะชิ้นใหญ่ชิ้นแรกในชีวิตการเป็นศิลปินนักวาดของเขา ปี 1897 ปิกาสโซวาดภาพใหญ่ชิ้นที่สองชื่อ "ศาสตร์กับความการุญ( Science and Charity)"ในกรุงมาดริด ซึ่งเขาศึกษาอยู่ที่ รอยัล อคาเดมี แห่ง ซาน เฟอร์นานโด แต่เขาเรียนอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออกในปลายปีนั้นเพราะป่วย
ภาพการรับศีลครั้งแรก(First Communion) วาดปี1895-96
ภาพวาดชิ้นนี้ เขาก็ยังคงใช้เทคนิคทำงานเขียนแบบอคาเดมิก อาร์ต เขาส่งงานเข้าแสดงงานศิลปะใน กรุงมาดริด และยังส่งไปแสดงที่มาลากา ที่เป็นบ้านเกิดอีกด้วย ซึ่งที่มาลากางานของเขาได้รับรางวัลเหรียญทองด้วย งานชิ้นนี้เขาวาดขณะมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ทำให้เป็นที่เข้าใจกันว่า เขาเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุด และสดที่สุดในบาร์เซโลนา ที่หาญกล้าทำงานชิ้นใหญ่ก่อนศิลปินรุ่นพี่ๆที่ร่วมศึกษาศิลปะในยุคสมัย เดียวกัน ซึ่งอาจหมายรวมถึงทั่วโลกด้วย ที่ผู้คนเข้าใจกันว่า ปิกาสโซ คือศิลปินผู้สร้างงานอันสมบูรณ์ออกมาด้วยวัยวุฒิที่น้อยที่สุด
ที่กรุงมาดริด ปิกาสโซเริ่มได้รับความสำเร็จขณะที่อายุยังน้อย โดยใช้วิถีชีวิตแบบศิลปินจัดแสดงภาพวาดที่ร้าน The Four Cats โดยมีภาพแสดงถึง 150 ภาพ และที่ร้านแห่งนี้เอง เขาได้รู้จักกับพวกศิลปินและแนวทางศิลปะรูปแบบใหม่จากฝรั่งเศสและเรื่องราว เกี่ยวกับปารีส เรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติทางศิลปะ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะ หันเหแนวทางการทำงานศิลปะให้เป็นยุคใหม่
มากกว่าที่จะเดินตามรอย อคาเดมิก อาร์ต ในแบบที่ซึมซับมาจากบทเรียนของพ่อ
ปิกาสโซ ได้เดินทางไปปารีสในปีค.ศ. 1900 และนั่นเป็นสาเหตุทำให้พ่อของเขาไม่พอใจ เนื่องจากเขาหวังว่าปิกาสโซจะดำเนินชีวิตศิลปินที่ถูกหลัก ถูกทางตามจารีตของศิลปินผู้มีสถาบัน ไม่ใช่ศิลปินแบบโบฮีเมียน (Bohemian) หรือคนนอกรีตแบบที่เขากำลังมุ่งเป้าไป
สำหรับ อคาเดมิก อาร์ต ในการศึกษาศิลปะของประเทศไทยนั้น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ชลูด นิ่มเสมอ ได้กล่าวไว้โดยย่อคือ เมื่ออาจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมในพ.ศ. 2505 ไปแล้ว มีบางคนพูดว่า ศิลปะร่วมสมัยของไทยได้ก้าวออกจากยุคศิลปะอะคาเดมิคแล้ว ดูเป็นทำนองว่าถ้าอาจารย์ศิลป์ยังอยู่ ศิษย์ทั้งหลายของท่านจะต้องทำงานแบบอะคาเดมิคอยู่ต่อไปอีก ท่านได้ชี้
แจงว่าความหมายของอะคาเดมิค ในทางศิลปะมี 2 อย่างคืออย่างแรก เป็นหลักสูตรและวิธีการศึกษาศิลปะที่ทำกันอยู่ในอะคาเดมีต่างๆในยุโรปสมัย ก่อน คือกำหนดให้ศึกษาจากธรรมชาติ อย่างเคร่งครัด เป็นแบบแผน เป็นขั้นตอน ด้วยการฝึกเขียน ปั้นจากแบบปูนพลาสเตอร์ จากแบบเปลือย ฝึกการปั้นภาพนูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว ฝึกการระบายสีจากหุ่นนิ่ง จากแบบ ฝึก การเขียน หรือปั้นขนาดใหญ่เป็นต้น การศึกษาแบบนี้เรียกว่าศึกษาตามแบบที่อะคาเดมีเขาเรียนเขาสอนกัน อาจารย์ศิลป์ ท่านก็นำการศึกษาแบบอะคาเดมิคมาใช้ โดยเฉพาะในระดับอนุ-
ปริญญา
อย่างที่สองคือ งานศิลปะแบบอะคาเดมิค หรือ Academic Art นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของงานประเภท Realistic ที่ถูกควบคุมโดยกฎเกณฑ์ของอะคาเดมิค อยู่ค่อนข้างเข้มงวด อะคาเดมีเหล่านี้ เริ่มมีขึ้นตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในอิตาลีส่วนมากจะมีอำนาจชี้ขาดความมีคุณค่า หรือไม่ของงานศิลปะของประเทศ รวมไปถึงการกำหนดสถานภาพของศิลปินด้วย
อะคาเดมิคที่มีชื่อได้แก่ London's Royal Academy of Art และ Paris's Academic des Beaux
Arts มีหน้าที่ให้การศึกษาและจัดนิทรรศการศิลปะกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมีตั้งแต่ กำหนดความสำคัญลดหลั่นกัน ของเรื่อง ที่จะทำเช่น อันดับหนึ่งได้แก่จิตรกรรมเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องในพระคัมภีร์ และเทพนิยายกรีก ถัดมาได้แก่ภาพเหมือน และทิวทัศน์ที่สำคัญอันดับสุดท้ายได้แก่ หุ่นนิ่ง และศิลปะชีวิตประจำวัน รูปแบบของงานก็จะต้องถูกต้องตามธรรมชาติ ทุกอย่าง งานแบบนี้จึงเย็นชืด ไม่มีพลังการสร้างสรรค์ เพราะต้องทำตามคำสั่งทุกอย่าง แต่ในระยะต่อมาอิทธิพลของ
อะคาเดมีก็ลดน้อยลง เพราะทานต่อกระแสของความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ และในที่สุด Academic Art ก็มีความหมายไปทางลบ
ดังนั้น คำว่า Academic กับ Realistic จึงไม่เหมือนกัน อย่างแรกได้ชี้แจงไปแล้วอย่างหลังเป็นรูปแบบของ การสร้างสรรค์โดยใช้รูปทรงที่ยังดูรู้ว่าเป็นสิ่งใดอยู่ จะเหมือนของจริงมากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ จะตัดทอน จะทำให้เรียบง่ายเท่าไรก็ได้ ตราบที่ยังมีเค้าว่าเป็นรูปของสิ่งนั้น สิ่งนี้ ก็จัดเป็นงานแบบ Realistic ทั้งสิ้น คำนี้มักใช้ กับงานศิลปะที่ตรงข้ามของศิลปะนามธรรม กล่าวอย่างย่อก็คือ อาจารย์ศิลป์ ท่านสอนแบบอะคาเดมิค แต่ในงาน สร้างสรรค์ท่านจะสนับสนุนให้ทำแบบ Realistic ไปก่อน จนกว่าความจำเป็นของการแสดงออกมันจะนำไปสู่รูปแบบ นามธรรม หรือ Abstract เอง...
ศาสตร์และ ความการุณ(Science and Charity) วาดปี1897
ย้อนมายังปิกาสโซ ที่หันหลังให้กับ อะคาเดมิก อาร์ต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เพราะทานต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ เมื่อเขาได้ไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในขณะนั้นคือศูนย์กลางของศิลปะ ในยุโรปอย่างแท้จริง เขาตื่นตากับการได้ชมภาพเขียนของเหล่าศิลปินรุ่นพี่ เช่น ตูลูส โลเตรก (1864 – 1901) , เอดการ์ เดอการ์ ( 1834 - 1917 ) และ ปอล เซซานน์(1839 -1906) เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินแนวอิมเพรสชันนิสต์ที่ผันแนวทางสู่ศิลปะยุคใหม่ กรณี ตูลูส โลเตรก แม้ว่าจะมีช่วงชีวิตการทำงานศิลปะที่แสนสั้น แต่การทำงานของเขามีอิทธิพลต่อศิลปินในรุ่นถัดมา
อย่างมาก ความวิจิตรล้ำหน้าในงานของเขาได้เป็นแรงกระตุ้นอย่างมากต่อศิลปินทั้งหลาย โดยเฉพาะ ปิกาสโซ และศิลปินกลุ่ม Fauvists อย่างเช่น อังเดร เดอแรง และเฮนรี มาตีส ซึ่งพัฒนางานไป จนเป็นแนวของตนเอง
ปิกาสโซ ได้กล่าวว่า "ในปารีส ฉันเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่ศิลปินที่ยิ่งใหญ่อย่าง โลเตรก เป็น"สำหรับ ปอล เซซานน์ ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับว่าเป็น บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ ( The Father of Modern Art) ซึ่งในงานจิตรกรรมของเขา โดยเฉพาะชุดระยะหลัง ซึ่งแนวเนื้อหาและวิธีการมีความลึกซึ้ง ที่มีผลต่อศิลปะในศตวรรษที่ โดยเฉพาะศิลปินสำคัญหลายคนที่เปรียบได้กับเป็นตัวแทน ของงาน จิตรกรรมสมัยใหม่ อย่างเช่น โกแกง มาตีส ปิกาสโซ และบร็าค เป็นต้น
ปิกาสโซ ใช้ชีวิตศิลปินอยู่ในปารีส และสร้างงานในรูปแบบต่างๆ โดยได้รับอิทธิพลมาจาก ศิลปิน หลายๆคน และนับแต่ปี ค.ศ. 1907 เป็นต้นมา ภาพเขียนของเขาจะแหวกแนวออกมาอย่างสุดโต่ง เป็นที่ตกตะลึงแก่ผู้พบเห็น เขากล่าวว่า ภาพทุกๆภาพนั้น มาจากการกุขึ้น หรือโกหกทั้งสิ้น ศิลปะในสายตาของเขานั้นเป็นเรื่องโกหก เรื่องราวทุกเรื่องล้วนมาจากเรื่องที่ตกแต่ง หรือจินตนาการ ขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้น เราจะแต่งให้เรื่อง ให้รูปนั้นออกมาอย่างไรก็ได้
ภาพสาวงามแห่งอาวีญอง(Les demoiselles d' Avignon) ปี 1907
สีน้ำมันบนผ้าใบ 243.9 x 233.7 ซม.
เรียบเรียงและแปล โดย เสวก จิรสุทธิสาร
--------------------------------------------------------------------------------
เอกสารประกอบการเขียน
หนึ่งธิดา : ปาโบล ปิกาสโซ , สำนักพิมพ์พิราบ , กรุงเทพฯ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ชลูด นิ่มเสมอ : อาจารย์ศิลป์กับศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย, ปาฐกถา ครั้งที่ 8, อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), กรุงเทพฯ, 2546
Udo Felbinger : Henri de Toulouse – Lautrec, Konemann, Colongne, 1999
Nicola Nonhoff : Paul Cezanne, Konemann, Colongne, 1999
ในปลายปี 1895 ปิกาสโซ ( pablo Ruiz Picasso 1881-1973) ได้วาดภาพใหญ่ชิ้นสำคัญชิ้นแรกของเขาที่ชื่อ"พิธีรับศีลครั้งแรก ( The First Communion)" เป็นภาพที่แสดงถึงเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา ที่ปิกาสโซได้รับ การแนะนำอย่างใกล้ชิดจากพ่อของเขา ( Don Jose Ruiz Blasco ซึ่งเป็น ศิลปินและครูสอนศิลปะ) และหวังในตัวลูกชายว่าจะเติบโตในเส้นทางศิลปินได้ สิ่งที่พ่อของเขาสอนให้มีจิตสำนึกในการเป็นศิลปินนั้น ก็คือบทเรียนทั่วไป ที่ใช้สอนในสถาบันศิลปะ ที่มักใช้บทเรียนแบบเดียวกันหมด คือให้นักเรียนใส่ใจ
กับเรื่องราวที่ถ่ายทอดลงในงานศิลปะนั้นที่มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา นิยาย หรือความเชื่อต่างๆ หรือเหตุการณ์ทั่วๆไป ที่ภาพจะต้องกำหนดรายละเอียดต่างๆ
อย่างชัดแจ้ง บทเรียนนี้ในสถาบันศิลปะเรียกว่า อะคาเดมิก อาร์ต (Academic Art)
ความคิดเห็นในยุคนั้นก็ยังคงความเชื่อเดิมๆที่ต้องทำศิลปะในแบบ คลาสสิกเท่านั้น ที่เป็นรากฐานสำคัญให้กับสถาบันของอคาเดมิก อาร์ต จึงจะเข้าถีงในจิตใจ ของผู้คน อย่างแท้จริงได้ เขาทำตามคำแนะนำของพ่อ จึงเลือกวิธีการทางศิลปะแบบอคาเดมิก อาร์ต นี้ในการสร้างงานศิลปะชิ้นใหญ่ชิ้นแรกในชีวิตการเป็นศิลปินนักวาดของเขา ปี 1897 ปิกาสโซวาดภาพใหญ่ชิ้นที่สองชื่อ "ศาสตร์กับความการุญ( Science and Charity)"ในกรุงมาดริด ซึ่งเขาศึกษาอยู่ที่ รอยัล อคาเดมี แห่ง ซาน เฟอร์นานโด แต่เขาเรียนอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออกในปลายปีนั้นเพราะป่วย
ภาพการรับศีลครั้งแรก(First Communion) วาดปี1895-96
ภาพวาดชิ้นนี้ เขาก็ยังคงใช้เทคนิคทำงานเขียนแบบอคาเดมิก อาร์ต เขาส่งงานเข้าแสดงงานศิลปะใน กรุงมาดริด และยังส่งไปแสดงที่มาลากา ที่เป็นบ้านเกิดอีกด้วย ซึ่งที่มาลากางานของเขาได้รับรางวัลเหรียญทองด้วย งานชิ้นนี้เขาวาดขณะมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ทำให้เป็นที่เข้าใจกันว่า เขาเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุด และสดที่สุดในบาร์เซโลนา ที่หาญกล้าทำงานชิ้นใหญ่ก่อนศิลปินรุ่นพี่ๆที่ร่วมศึกษาศิลปะในยุคสมัย เดียวกัน ซึ่งอาจหมายรวมถึงทั่วโลกด้วย ที่ผู้คนเข้าใจกันว่า ปิกาสโซ คือศิลปินผู้สร้างงานอันสมบูรณ์ออกมาด้วยวัยวุฒิที่น้อยที่สุด
ที่กรุงมาดริด ปิกาสโซเริ่มได้รับความสำเร็จขณะที่อายุยังน้อย โดยใช้วิถีชีวิตแบบศิลปินจัดแสดงภาพวาดที่ร้าน The Four Cats โดยมีภาพแสดงถึง 150 ภาพ และที่ร้านแห่งนี้เอง เขาได้รู้จักกับพวกศิลปินและแนวทางศิลปะรูปแบบใหม่จากฝรั่งเศสและเรื่องราว เกี่ยวกับปารีส เรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติทางศิลปะ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะ หันเหแนวทางการทำงานศิลปะให้เป็นยุคใหม่
มากกว่าที่จะเดินตามรอย อคาเดมิก อาร์ต ในแบบที่ซึมซับมาจากบทเรียนของพ่อ
ปิกาสโซ ได้เดินทางไปปารีสในปีค.ศ. 1900 และนั่นเป็นสาเหตุทำให้พ่อของเขาไม่พอใจ เนื่องจากเขาหวังว่าปิกาสโซจะดำเนินชีวิตศิลปินที่ถูกหลัก ถูกทางตามจารีตของศิลปินผู้มีสถาบัน ไม่ใช่ศิลปินแบบโบฮีเมียน (Bohemian) หรือคนนอกรีตแบบที่เขากำลังมุ่งเป้าไป
สำหรับ อคาเดมิก อาร์ต ในการศึกษาศิลปะของประเทศไทยนั้น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ชลูด นิ่มเสมอ ได้กล่าวไว้โดยย่อคือ เมื่ออาจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมในพ.ศ. 2505 ไปแล้ว มีบางคนพูดว่า ศิลปะร่วมสมัยของไทยได้ก้าวออกจากยุคศิลปะอะคาเดมิคแล้ว ดูเป็นทำนองว่าถ้าอาจารย์ศิลป์ยังอยู่ ศิษย์ทั้งหลายของท่านจะต้องทำงานแบบอะคาเดมิคอยู่ต่อไปอีก ท่านได้ชี้
แจงว่าความหมายของอะคาเดมิค ในทางศิลปะมี 2 อย่างคืออย่างแรก เป็นหลักสูตรและวิธีการศึกษาศิลปะที่ทำกันอยู่ในอะคาเดมีต่างๆในยุโรปสมัย ก่อน คือกำหนดให้ศึกษาจากธรรมชาติ อย่างเคร่งครัด เป็นแบบแผน เป็นขั้นตอน ด้วยการฝึกเขียน ปั้นจากแบบปูนพลาสเตอร์ จากแบบเปลือย ฝึกการปั้นภาพนูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว ฝึกการระบายสีจากหุ่นนิ่ง จากแบบ ฝึก การเขียน หรือปั้นขนาดใหญ่เป็นต้น การศึกษาแบบนี้เรียกว่าศึกษาตามแบบที่อะคาเดมีเขาเรียนเขาสอนกัน อาจารย์ศิลป์ ท่านก็นำการศึกษาแบบอะคาเดมิคมาใช้ โดยเฉพาะในระดับอนุ-
ปริญญา
อย่างที่สองคือ งานศิลปะแบบอะคาเดมิค หรือ Academic Art นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของงานประเภท Realistic ที่ถูกควบคุมโดยกฎเกณฑ์ของอะคาเดมิค อยู่ค่อนข้างเข้มงวด อะคาเดมีเหล่านี้ เริ่มมีขึ้นตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในอิตาลีส่วนมากจะมีอำนาจชี้ขาดความมีคุณค่า หรือไม่ของงานศิลปะของประเทศ รวมไปถึงการกำหนดสถานภาพของศิลปินด้วย
อะคาเดมิคที่มีชื่อได้แก่ London's Royal Academy of Art และ Paris's Academic des Beaux
Arts มีหน้าที่ให้การศึกษาและจัดนิทรรศการศิลปะกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมีตั้งแต่ กำหนดความสำคัญลดหลั่นกัน ของเรื่อง ที่จะทำเช่น อันดับหนึ่งได้แก่จิตรกรรมเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องในพระคัมภีร์ และเทพนิยายกรีก ถัดมาได้แก่ภาพเหมือน และทิวทัศน์ที่สำคัญอันดับสุดท้ายได้แก่ หุ่นนิ่ง และศิลปะชีวิตประจำวัน รูปแบบของงานก็จะต้องถูกต้องตามธรรมชาติ ทุกอย่าง งานแบบนี้จึงเย็นชืด ไม่มีพลังการสร้างสรรค์ เพราะต้องทำตามคำสั่งทุกอย่าง แต่ในระยะต่อมาอิทธิพลของ
อะคาเดมีก็ลดน้อยลง เพราะทานต่อกระแสของความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ และในที่สุด Academic Art ก็มีความหมายไปทางลบ
ดังนั้น คำว่า Academic กับ Realistic จึงไม่เหมือนกัน อย่างแรกได้ชี้แจงไปแล้วอย่างหลังเป็นรูปแบบของ การสร้างสรรค์โดยใช้รูปทรงที่ยังดูรู้ว่าเป็นสิ่งใดอยู่ จะเหมือนของจริงมากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ จะตัดทอน จะทำให้เรียบง่ายเท่าไรก็ได้ ตราบที่ยังมีเค้าว่าเป็นรูปของสิ่งนั้น สิ่งนี้ ก็จัดเป็นงานแบบ Realistic ทั้งสิ้น คำนี้มักใช้ กับงานศิลปะที่ตรงข้ามของศิลปะนามธรรม กล่าวอย่างย่อก็คือ อาจารย์ศิลป์ ท่านสอนแบบอะคาเดมิค แต่ในงาน สร้างสรรค์ท่านจะสนับสนุนให้ทำแบบ Realistic ไปก่อน จนกว่าความจำเป็นของการแสดงออกมันจะนำไปสู่รูปแบบ นามธรรม หรือ Abstract เอง...
ศาสตร์และ ความการุณ(Science and Charity) วาดปี1897
ย้อนมายังปิกาสโซ ที่หันหลังให้กับ อะคาเดมิก อาร์ต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เพราะทานต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ เมื่อเขาได้ไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในขณะนั้นคือศูนย์กลางของศิลปะ ในยุโรปอย่างแท้จริง เขาตื่นตากับการได้ชมภาพเขียนของเหล่าศิลปินรุ่นพี่ เช่น ตูลูส โลเตรก (1864 – 1901) , เอดการ์ เดอการ์ ( 1834 - 1917 ) และ ปอล เซซานน์(1839 -1906) เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินแนวอิมเพรสชันนิสต์ที่ผันแนวทางสู่ศิลปะยุคใหม่ กรณี ตูลูส โลเตรก แม้ว่าจะมีช่วงชีวิตการทำงานศิลปะที่แสนสั้น แต่การทำงานของเขามีอิทธิพลต่อศิลปินในรุ่นถัดมา
อย่างมาก ความวิจิตรล้ำหน้าในงานของเขาได้เป็นแรงกระตุ้นอย่างมากต่อศิลปินทั้งหลาย โดยเฉพาะ ปิกาสโซ และศิลปินกลุ่ม Fauvists อย่างเช่น อังเดร เดอแรง และเฮนรี มาตีส ซึ่งพัฒนางานไป จนเป็นแนวของตนเอง
ปิกาสโซ ได้กล่าวว่า "ในปารีส ฉันเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่ศิลปินที่ยิ่งใหญ่อย่าง โลเตรก เป็น"สำหรับ ปอล เซซานน์ ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับว่าเป็น บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ ( The Father of Modern Art) ซึ่งในงานจิตรกรรมของเขา โดยเฉพาะชุดระยะหลัง ซึ่งแนวเนื้อหาและวิธีการมีความลึกซึ้ง ที่มีผลต่อศิลปะในศตวรรษที่ โดยเฉพาะศิลปินสำคัญหลายคนที่เปรียบได้กับเป็นตัวแทน ของงาน จิตรกรรมสมัยใหม่ อย่างเช่น โกแกง มาตีส ปิกาสโซ และบร็าค เป็นต้น
ปิกาสโซ ใช้ชีวิตศิลปินอยู่ในปารีส และสร้างงานในรูปแบบต่างๆ โดยได้รับอิทธิพลมาจาก ศิลปิน หลายๆคน และนับแต่ปี ค.ศ. 1907 เป็นต้นมา ภาพเขียนของเขาจะแหวกแนวออกมาอย่างสุดโต่ง เป็นที่ตกตะลึงแก่ผู้พบเห็น เขากล่าวว่า ภาพทุกๆภาพนั้น มาจากการกุขึ้น หรือโกหกทั้งสิ้น ศิลปะในสายตาของเขานั้นเป็นเรื่องโกหก เรื่องราวทุกเรื่องล้วนมาจากเรื่องที่ตกแต่ง หรือจินตนาการ ขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้น เราจะแต่งให้เรื่อง ให้รูปนั้นออกมาอย่างไรก็ได้
ภาพสาวงามแห่งอาวีญอง(Les demoiselles d' Avignon) ปี 1907
สีน้ำมันบนผ้าใบ 243.9 x 233.7 ซม.
เรียบเรียงและแปล โดย เสวก จิรสุทธิสาร
--------------------------------------------------------------------------------
เอกสารประกอบการเขียน
หนึ่งธิดา : ปาโบล ปิกาสโซ , สำนักพิมพ์พิราบ , กรุงเทพฯ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ชลูด นิ่มเสมอ : อาจารย์ศิลป์กับศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย, ปาฐกถา ครั้งที่ 8, อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), กรุงเทพฯ, 2546
Udo Felbinger : Henri de Toulouse – Lautrec, Konemann, Colongne, 1999
Nicola Nonhoff : Paul Cezanne, Konemann, Colongne, 1999
Saturday, 29 September 2007
serial painting จิตรกรรมต่อเนื่อง

เมื่อสิ่งใดถือกำเนิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ต่อเนื่องตลอดเวลา จนกว่าจะจบลง ไม่ว่าจะก้าวหน้าหรือเสื่อมถอย สิ่งใดยังคงอยู่สิ่งนั้นยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป
"serial painting /จิตรกรรมต่อเนื่อง" นิทรรศการผลงานจิตรกรรม โดย คฑาวุธ พลทรัพย์
ผลงานจิตรกรรมต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีพศ. 2546 เป็นต้นมา
วันที่ 5 – 24 ตุลาคม 2550 พิธีเปิดวันที่ 5 ตุลาคม 2550 เวลา 18.00 น. ณ ห้องนิทรรศการชั้น 2 หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
PROGRESSIVE SUCCESSIVE AND CEASELESSLY
" serial painting/จิตรกรรมต่อเนื่อง" PAINTING EXHIBITION BY KATHAWUT POLLASUP
PAINTING SERIES SINCE 2003
5-24 OCTOBER 2007, OPENING 5 OCTOBER 18.00 , JAMJUREE ART GALLERY CHULALONGKORN UNIVERSITY
Tuesday, 4 September 2007
Monday, 13 August 2007
ปฐมลิขิต : บทความนี้เป็นบทความที่ผู้เยี่ยมชมส่งเข้ามาทาง
ปฐมลิขิต : บทความนี้เป็นบทความที่ผู้เยี่ยมชมส่งเข้ามาทาง
ubyi@dek-d.com
เจ้าของบทความ : พี่ยอด ( piyawat_n@hotmail.com )
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนะแนวสาขาวิชา นิเทศศิลป์ ออกแบบสื่อสาร นฤมิตศิลป์(สาขากราฟฟิค) และสาขาการออกแบบ
น้องๆอาจสงสัยว่า คณะเหล่านี้เค้าจบไปประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง จำเป็นไหมต้องวาดรูปทั้งวัน ฐานเงินเดือนโอเคหรือไม่ การเรียนเป็นยังไง การเตรียมตัวสอบเข้าจะต้องทำอย่างไรบ้าง มีมหาวิทยาลัยที่ไหนบ้างที่เปิดสอนทางด้านนี้
==========================================================================นิเทศศาสตร์นิเทศศิลป์และสารพัดศิลป์
ปัญหาสำคัญด่านแรกคือ มักจะมีน้องๆสับสนกับ "คณะนิเทศศาสตร์" กับคำว่า "นิเทศศิลป์" ซึ่งสองคณะนี้แม้จะมี Concept พื้นฐานที่ใช้ ความครีเอทีฟเหมือนๆกัน แต่โดยแท้จริงลึกๆแล้วการเรียนการสอนและการสอบเข้าต่างกันเพราะต่างคนก็ต่าง expert ไปคนละด้าน แต่ก็จัดว่าลักษณะการทำงานใกล้เคียงกันครับ
ดังนั้นพี่ก็คิดว่าเรามาเริ่มกันที่คำศัพท์-คำเรียกชื่อของคณะนี้ก่อนจะดีกว่า เพื่อความไม่สับสนและเข้าใจตรงกัน
- นิเทศศิลป์ (Communication Design) ก็มีคณะและมหาวิทยาลัยที่ใช้คำเรียกนี้คือ คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร / คณะสถาปัตย์ ลาดกระบัง และบางมด (สอบแบบศิลป์) / และคณะศิลปกรรมศาสตร์ บูรพา ขอนแก่น และเอกชนอย่าง ม.กรุงเทพ และม.รังสิต เป็นต้น) - ออกแบบสื่อสาร (Communication Design) ก็มีคณะและมหาวิทยาลัยที่ใช้คำเรียกนี้คือ มศว ประสานมิตร คณะศิลปกรรมศาสตร์ครับ - เรขศิลป์ (Graphic Design) ก็มีคณะและมหาวิทยาลัยที่ใช้คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ สาขาวิชาเรขศิลป์ และนฤมิตศิลป์ของ ม.มหาสารคาม - สาขาออกแบบ ก็เป็นชื่อสั้นๆง่ายๆได้ใจความของคณะวิจิตรศิลป์สาขาการออกแบบที่ ม.เชียงใหม่
เหล่านี้มีระบบการรับและวิชาสอบที่ต่างกัน ซึ่งพี่ก็จะขอเก็บไว้เล่าในตอนท้าย
==========================================================================
การเรียนการสอน
พี่ขอตัดเข้าไปตอนเรียนในมหาวิทยาลัยก่อนละกันนะ ในคณะต่างๆเหล่านี้เค้าก็จะมีการเรียนการสอนที่ค่อนข้างคล้ายกัน คือในช่วงปีสองปีแรกก็จะเป็นการเรียนฝึกฝนทักษะ วิชาดรออิ้งก็จะวาดกันตั้งแต่วัตถุสิ่งของใกล้ตัวจนไปถึงวิชากายวิภาค มีเรียนจิตรกรรมพื้นฐาน การ Paint สีน้ำ ได้ออกนอกสถานที่ ไปวาดที่ต่างๆได้ฝึกฝนทักษะการออกแบบทั้งด้วยมือ และด้วยคอมพิวเตอร์ในขั้นพื้นฐาน ในปีต้นๆก็มีกิจกรรมเยอะ งานเยอะ มีรับน้อง และเป็นช่วงเปลี่ยนจากวัยมัธยมที่มีคุณครูคอยจู้จี้มาเป็นวัยเรียนที่อิสระ ไม่มีใครควบคุม ดังนั้นปีต้นๆ น้องควรจะ Balance ระหว่างกิจกรรมกับการเรียนให้ดี เกรดจึงจะออกมาสวยและใช้ชีวิตมหาลัยอย่างมีความสุข
ส่วนในปีโตๆคือปีสามและปีสี่ก็จะเริ่มมีวิชาเฉพาะสาขาที่ตนเองสนใจ คือบางที่ก็มีวิชาอนิเมชั่น (animation) หรือวิชาโฆษณา (advertising) หรือพวกการออกแบบตัวอักษรขั้นสูง (advance typography) จากนั้นพอปลายปีสามขึ้นปีสี่ ก็จะมีวิชาวิจัยทางศิลปะและการออกแบบ (design research)ซึ่งก็จะได้ใช้ประโยชน์ตอนทำวิทยานิพนธ์ทางศิลปะ หรือที่เรียกว่า Thesis นั่นเอง ช่วงนี้ก็จะเป็นตัวตัดสินชะตาชีวิตในระดับนึงเหมือนกันว่าจะเรียนจบหรือไม่จบ หรือจะได้งานที่ดีหรือเปล่า
ส่วนวิชาคำนวณ ไม่มีครับ หรือบางที่มีก็น้อยมาก ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนเหมือนตอนมัธยมครับ (โดยมากไม่ชอบ)
==========================================================================
ระดับความยากในการเรียน
ขึ้นชื่อว่าเรียนก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่การันตีว่าใครชอบออกแบบจริงๆแล้วคณะแบบนี้เป็นคณะที่เรียนสนุก จริงอยู่ การเรียนวิชาพวกนี้ระดับความเครียดมักจะไม่ค่อยมากเท่ากับสายวิทยาศาสตร์หรือสายคำนวณ แต่การเรียนวิชานี้จะต้องหมั่นหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทางอินเตอร์เนต หรือร้านหนังสือต่างประเทศ หรืองานนิทรรศการหรือ event ต่างๆ เช่นงานประกวดโฆษณา หรืองานออกแบบระดับมหาวิทยาลัย ไม่เช่นนั้นเราจะตามคนอื่นไม่ทัน
อย่างที่บอกไป แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้เรียนเครียด ไม่ได้เรียนแล้วหน้าบูดหน้าบึ้ง และดูเหมือนว่าจะอยู่กับสิ่งที่สวยงามก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุดคิด หยุดตามโลก หยุดหาความรู้ เราก็จะอยู่ไม่ได้เมื่อเราจบไปประกอบอาชีพแล้ว และความเครียดก็จะเพิ่มมากขึ้น
พวกเราตอนเรียนจะเรียนสนุก แต่เมื่อจบไปทำงาน จะต้องรักษาเวลา ทำงานให้ทัน คิดให้ออกในเวลาที่กำหนดเราก็จะไปเครียดกันก็ตอนนั้นแหละ
ต้องยอมรับอยู่ข้อนึงว่าประเทศไทย ระดับการเคารพในวิชาชีพยังไม่มีมากเท่าที่ควร คนที่ไม่ได้จบทางด้านออกแบบมาโดยตรงก็สามารถทำงานทางด้านนี้ได้ ถ้าเค้ามีความสามารถเพียงพอ (ส่วนมาก-ไม่ดีเท่าคนที่จบตรง)ดังนั้นอาชีพทางสายนี้ จึงจำเป็นต้องจบไปแล้วไปอยู่ในบริษัทหรือองค์กรที่เหมาะสม ถึงจะเติบโตทางหน้าที่การงานได้อย่างมีความสุข ซึ่งพี่ก็จะแนะนำในข้างล่างต่อไปนะครับ ว่าทำที่ไหนถึงจะดี
==========================================================================
อาชีพการงาน
ก่อนที่พี่จะพูดเรื่องการเตรียมตัวสอบ พี่คิดว่าการทำความรู้จักกับสาขาที่เรากำลังจะเรียนเป็นสิ่งที่ควรรู้ก่อน ดังนั้นพี่ก็จะเล่าหน้าที่การงานให้ฟังว่า จบไปสามารถทำอะไรได้บ้าง
อาชีพของพวกเราคล้ายๆกับว่าปิดทองหลังพระ และดูเหมือนว่าจะมีรากฐานฝังลึกอยู่กับผู้ใหญ่ที่มีช่วงอายุประมาณ 45-60 ว่า พวกเราเป็นศิลปินใส้แห้ง วันๆวาดรูปและรับเขียนป้าย ทำงานโรงพิมพ์ ดังนั้นพี่ก็จะขอเล่าให้ฟังละกัน จะได้ไปอธิบายให้อาก๋งอาม่า หรือป่าป๊าหม่าม๊าเข้าใจได้มากขึ้นว่า เราจะจบไปทำอะไรได้บ้างใส้แห้งจริงหรือไม่
จากประสบการณ์การทำงานของพี่ อาชีพการงานของสายนี้จะแยกออกเป็น 3 สายหลักๆ คือ จริงๆแล้วคนอื่นอาจจะไม่ได้แบ่งแบบนี้
1. สาย Creative เน้นคิดงาน และสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ๆ สนุกๆมันส์ๆ 2. สาย Production เน้นทำงานผลิตงาน เป็นผู้มีฝีมือและทักษะการ Present เป็นเยี่ยม หาตัวจับยากและมีคิวจองให้ทำ จองยาวข้ามปี 3. สาย IT และมัลติมีเดีย
==========================================================================
อ่ะมาเริ่มกันที่ครีเอทีฟ (Creative) กันก่อนนะ
สายนี้ก็โดยมากจะอยู่ตามเอเยนซี่โฆษณา (Advertising Agency) ซึ่งการที่จะเข้าเป็นครีเอทีฟในบริษัทโฆษณานั้นค่อนข้างยาก และต้องผ่านการคัดตัวและเวทีประกวดงานระดับมหาวิทยาลัยอย่าง B.A.D (Bangkok Advertising Association) มาบ้างแล้ว หรือไม่ก็เป็นผู้มีไอเดียแหวกแนวตลอดเวลา ในเอเยนซี่ก็จะแยกออกครีเอทีฟออกเป็นสองประเภทคือ
- อาร์ตไดเรกเตอร์ (art director)เป็นอาชีพที่จัดว่า เก๋ไก๋สไลด์เดอร์มากๆ มีคนอยากเป็นมากแต่ตำแหน่งน้อยนิดไม่ค่อยจะรับใครใหม่ๆเท่าไหร่ เพราะเงินเดือนดี แต่ทำงานหนักเป็นวัวเป็นควายบางทีก็กลับบ้านตีสองตีสาม หรือข้ามคืนก็เคยมี อาร์ตไดเรกเตอร์เค้าจะทำงานเป็นคนคิดโฆษณาทางสิ่งพิมพ์ ทำบิลบอร์ดเก๋ๆ ยกตัวอย่างเช่นเบียร์ไฮเนเก้นที่จะมีอะไรเก๋ๆออกมาตลอดเวลาและที่เป็นไฮไลท์คือต้องคิดหนังโฆษณาทีวี (TVC) ช่วงเวลาที่คิดหนังนี่แหละมันส์ที่สุด จะมีแก๊กตลกๆ เจ็บๆซึ้งๆออกมาเยอะแยะแล้วแต่โจทย์ที่ลูกค้าให้มา อาร์ตไดไม่ได้เป็นคนคิดคนเดียวนะ เค้าจะต้องคิดงานคู่กับก๊อปป้ไรท์เตอร์(copywriter) ที่จบมาทางสายนิเทศศาสตร์นั่นแหละ ทำงานคู่กันเสมอๆ แยกกันไม่ออก
อาร์ตไดจะต้องออกไปกับกองถ่ายฯ จะต้องคุยกับผู้กำกับเพื่อแลกไอเดียอันบรรเจิด และคุยกะช่างภาพมือฉกาจเพื่อทำให้งานออกมาดี อาร์ตไดจะต้องควบคุมทุกๆอย่างเพื่อให้งานชิ้นนึงออกมาได้ดีและสมบูรณ์ที่สุดเหมือนกับที่ไปโม้ไว้กับลูกค้าในวันขาย Sketch งานครั้งแรก
ที่สำคัญคืออาร์ตได จะมีการอัพค่าตัวขึ้นไปได้อีกจากการหมั่นคิดงานดีๆส่งประกวด ซึ่งเวทีสำหรับคนโฆษณาก็มี B.A.D Awards (Bangkok Advertising Association) หรือ Adman หรือเวทีเก่าแบบ TACT Awards และเวทีระดับเอเชียที่มีการจัดกันที่พัทยาทุกปีอย่าง AD FEST Asia หรืองานใหญ่แถบภูมิภาคแบบ Media Asian หรืองานระดับโลกอย่าง Cannes Lions หรือฝั่ง U.K คือ D&AD หรือฝั่งอเมริกาแบบ CILO Awards เป็นต้น
การเตรียมตัวเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ ก็ต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบติดตามข่าวสารวงการออกแบบและโฆษณา ชอบดูโฆษณาและต้องหมั่นประกวดงานเพื่อพัฒนาความคิด และสะสม portfolio ที่ดีๆไว้ตอนสมัครงานและที่สำคัญช่วงฝึกงานพยายยามหาทางเข้าไปฝึกในเอเยนซี่ให้ได้
- กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ (Graphic Designer) เป็นอาชีพที่ยังสามารถแยกออกเป็นหลายหมวดอีกในที่นี้พี่จะขอแยกออกเป็นสองอย่างละกันครับ คือ graphic ที่ทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณา และ graphic ที่ทำงานอยู่ตาม graphic house จะพูดถึงพวกแรก พวกนี้จะทำงานคล้ายกับอาร์ตได แต่จะกระจุกกระจิกและต้องทำพวก product หรือ package ด้วยเป็นบางครั้ง ซึ่งก็สนุกไปอีกแบบนึง ลักษณะของกราฟฟิคจะคล้ายับอาร์ตไดแต่จะต่างกันตรงที่ไม่ต้องคิดหนังทำหนังแต่พวกนี้จะลงลึกไปออกแบบสื่อต่างๆเช่นงาน exhibits หรืองานสิ่งพิมพ์ หรือเวบมัลติมีเดียสำหรับกราฟฟิคโดยเฉพาะบริษัทโฆษณาต้องออกไปนอกสถานที่บ่อยๆ ออกไปหาลูกค้า ออกไปกำกับช่างภาพ ออกไปทำรีทัชภาพ และสุดท้ายควบคุมการออก Artwork ให้ลูกค้า ซึ่งสนุกมากๆ ทำให้เราไม่หยุดนิ่ง ได้เจอคน ได้เจออะไรใหม่ๆตลอดเวลา
สำหรับการเตรียมตัวเป็นกราฟฟิค ขึ้นอยู่กับเว่าเราจะสมัครในบริษัทโฆษณาหรือเปล่า ถ้าอยากก็ต้องดูให้ดีเพราะบริษัทโฆษณาบางที่ก็มีโครงสร้างให้กราฟฟิคทำงาน support art director ซึ่งพี่ไม่แนะนำให้ทำบริษัทแบบนี้ ลองหาบริษัทที่มี Graphic ที่แยกทีมออกมาต่างหากจะดีกว่าหรือถ้าเราอยากเข้ากราฟฟิคเฮาส์ก็ลองศึกษาว่าบริษัทที่เราจะเข้านี่มีชื่อเสียงในวงการออกแบบหรือเปล่า ของประเทศไทยก็มีที่ดีๆน่าทำอยู่หลายที่เหมือนกันครับ==========================================================================
ทีนี้พี่ก็จะพูดถึงสาย Production House บ้าง สายโปรดักชั่นนี้โดยมาก็จะทำงานให้กับเอเยนซี่ (Agency) เสียส่วนมาก โปรดักชั่นนี้ก็ยังแยกออกได้ย่อยๆอีกคือ Image Retoucher / Photographer (ตกแต่งภาพและช่างภาพ) Editing Studio (สตูดิโอตัดต่อ) Animation Studio (สตูดิโอทำอนิเมชั่น) Illustrator Artist (นักเขียนและออกแบบภาพประกอบเรื่อง) ตอนนี้ฟังดูอาจจะยังงงๆเอาเป็นว่าสาขาที่ย่อยมากๆพี่ขอข้ามไปก่อนละกันครับ เดี๋ยวจะยาว ทีนี้ก็มาถึงตำแหน่งหน้าที่การงานว่าจะทำอะไรได้บ้างในสายงานทางด้านโปรดักต์ชั่นเฮาส์
- Computer Artist ที่ทำงานกับบริษัทรีทัชภาพ ขอเล่าก่อนละกันครับว่ารีทัชภาพนี่ไม่ใช่แค่ตกแต่งภาพตามร้านถ่ายรูปนะครับ มันไม่ใช่แค่นั้น งานของบริษัทโฆษณาที่ออกเป็นอาร์ตเวิร์คในแต่ละวันนั้นมหาศาล การที่จะต้องมีคนที่ทำหน้าที่นี่หรือเรียกว่า รีทัชเชอร์(Retoucher) ซึ่งรีทัชเชอร์จะทำหน้าทีตกแต่งภาพตามที่อาร์ไดเรกเตอร์ หรือกราฟฟิคทำมาให้ ซึ่งเราจะเห็นได้อย่างง่ายๆก็คือ พวกโปสเตอร์หนัง หรืองานโฆษณาตามหนังสือพิมพ์ งานพวกนี้ไม่ใช่มีค่าตอบแทนน้อยๆนะครับ เพราะคนที่จะทำงานทางด้านนี้ได้จะต้องมีผู้มีความรู้ทางด้าน Drawing มากพอสมควรจึงจะสามารถตกแต่งภาพออกมาได้อย่างสมจริง สายงานทางด้านนี้กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ มีงานจากต่างประเทศเข้ามาให้ทำเป็นจำนวนมาก น้องคงจะงง ว่างานแต่งภาพมันจะมากอะไรขนาดนั้น แต่พี่ขอบบอกว่ามากๆๆๆๆ ครับ เพราะปัจจุบันการถ่ายภาพ งานโฆษณาได้เปลี่ยนไปเป็นระบบดิจิตอลหมดแล้วครับ ดังนั้นงานถ่ายภาพเมื่อถ่ายเสร็จเค้าก็จะต้องไปทำให้สวยที่สุด ดังนั้นก็ไม่พ้นพวก Retouch House ปัจจุบันในประเทศไทยที่ดังๆมีอยู่ประมาณเกือบ 10 ที่ มีสตูดิโอถ่ายภาพมีพนักงานมากกว่า 50 คนในบางแห่ง การจะเตรียมตัวเป็นรีทัชเชอร์จะต้องดรออิ้งเก่งมีพื้นฐานแสงเงาแน่น มีความสนใจทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและหมั่นดูงานโฆษณา ดูโปสเตอร์หนังและเป็นผู้ตามกระแสวงการออกแบบตลอดเวลาครับ - Computer Artist ที่ทำงานกับเอเยนซี่ อันนี้ก็จะคล้ายๆกับอันข้างบน เพียงแต่ว่าทำงานในบริษัทโฆษณา โดยมากจะไม่ได้ปิดงานใหญ่ๆเอง แต่จะให้พวกด้านบนทำจะเป็นคนที่คอย Support ความคิดของครีเอทีฟ และต้องมีความรู้ทางด้านการจัดวางหนังสือ และการเขียนภาพด้วยโปรแกรม Illustrator ด้วยนอกเหนือจากการแต่งภาพ ในบางครั้งต้องมีการทำภาพสามมิติด้วย เรียกว่าความรู้เฉพาะโปรแกรมและทักษะอาจจะไม่เท่ากับพวกรีทัชเชอร์ แต่ความรู้รอบตัวต้องมากกว่าและสามารถตอบสนองความคิดของครีเอทีฟได้มากกว่า สำหรับการเตรียมตัวก็เหมือนข้างบนนะครับ - Animator / CG Artist คงเป็นอาชีพที่น้องๆหลายคนอยากจะทำนะครับ การจะเป็น animator อาจจะไม่ต้องจบมาตรงสายเสียทีเดียว แต่อาจจะต้องมีความสนใจทางด้านโปรแกรม 3 มิติ (3D) พอสมควร โดยมากรุ่นเก่าจะจบมาทางสายทางด้านนี้แล้วอาศัยความสนใจส่วนตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ปัจจุบันในประเทศก็มีการเรียนการสอนทางด้านนี้ เพียงแต่ในมหาวิทยาลัยของรัฐอาจจะยังไม่มีมากเท่าที่ควร เนื่องจากติดขัดเรื่องเงินทุนในการซื้อเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ทีนี้ย้อนกลับมาที่ลักษณะการทำงาน โดยส่วนมาก เค้าก็จะแยกกันระหว่างคน ออกแบบตัวการ์ตูน คนปั้นโมเดล คนใส่วัสดุจัดแสง และคนทำอนิเมชั่นในขั้นตอนทำให้มันเคลื่อนไหว และยังมีคนตัดต่อและใส่เอฟฟเกต์ในขั้นสิ้นสุดด้วย น้องๆจะเห็นว่าหนังอนิเมชั่นไม่ได้ออกมาง่ายๆ หนังเรื่องนึงจะต้องประกอบไปด้วยคนหลายคนหากว่าน้องเป็นคนที่ขอบทำหนังสั้น น้องๆก็ควรจะคำนึงถึงเนื้อเรื่องด้วย เพราะเนื้อเรื่องเป็นตัวสำคัญในการตัดสินว่าหนังเรื่องนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ในที่นี้พี่แนะนำน้องที่อยากจะเป็นอนิเมเตอร์หรือสนใจทางสายงานด้านนี้ให้หาเวลานอกในการฝึกฝนทักษะ และก็ควรจะเรียนรู้กระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ที่อาจารย์สอนในมหาลัยไปด้วยพร้อมๆกัน เพราะสังเกตหนังสั้น หรือหังโฆษณาเมือง CANNES (คานส์) หนังที่ได้รางวัลก็มักจะเป็นหนังที่มีแก๊กหรือไอเดียเด็ดๆ และการจะเตรียมตัวเป็นอนิเมเตอร์ พี่ก็แนะนำให้หาความรู้นอกห้องเรียน ซีดีหรือดีวีดีสอน MAYA หรือ 3ds MAX Lightwave / Cinema4 หรือกระทั้งวิดีโอสอนการตัดต่ออย่าง Final Cut Pro และ After Effects ก็มีเยอะมีค่อนข้างเยอะหาได้ง่ายครับ หรือจะไปเรียนเสริมนอกเวลาก็ได้ และก็ทำเก็บไว้เป็น Port เพื่อสมัครฝึกงานในบริษัทเหล่านี้ในช่วงปีสามครับ ก็จะเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการเข้าวงการครับ - Illustrator Artist อาชีพนักวาดภาพ ออกแบบภาพประกอบ หรือเขียนสตอรรี่บอร์ดประกอบงานโฆษณา (Story Board) นักวาดภาพนั้น แน่นอนก็จะต้องเป็นผู้มีทักษะในการวาดรูปค่อนข้างมาก รักการ์ตูน ช่างสังเกต ขี้เล่น สำหรับอาชีพนี้ ปัจจุบั้นก็แยกได้ออกเป็น 2 อย่างคือ ทำงานอิสระ กับทำงานประจำนักวาดภาพที่ประจำในบริษัทโฆษณา เค้าจะต้องมีความสามารถรอบด้าน คือต้องวาดจากคอมพิวเตอร์ก็ได้ และวาดมือลงสีมาร์คเกอร์ (Marker Color) หรือสีอื่นๆก็ได้ จะต้องเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเป็นผู้ช่วยครีเอทีฟหรือผู้กำกับคิดต่อ คิดออกมาให้เป็นภาพได้ สำหรับหน้าที่การงานก็จะอยู่ในบริษัทโฆษณาหรือโปรดักต์ชั่นเฮาส์ หรือรับงานอิสระ แต่ต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับนึงแล้วในวงการออกแบบภาพประกอบคือจริงๆนักวาดภาพประกอบไม่จำเป็นต้องอยู่บริษัทเหล่านั้น แต่อาจจะรับงานวาดประกอบนิตยสารเป็น JOB พิเศษก็ได้สำหรับการเตรียมตัวจะเป็น แน่นอน ต้องฝึกวาดให้มากครับฝึกมากๆครับ
========================================================================== สุดท้ายที่จะพูดก็จะเป็นสายงานไฮเทค แน่นอน ต้องอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวันแน่ๆคนที่จะทำงานทางด้านนี้จะต้องเป็นผู้ที่ไม่รังเกียจคอมพิวเตอร์ ต้องมีความเชี่ยวชาญและพอรู้เรื่องโปรแกรมมาบ้างเล็กๆน้อยๆ สำหรับสายงานทางด้านนี้ เวลาน้องจะเข้าไปทำก็ควรจะลองๆสืบดูว่า งานหรือบริษัทที่เรากำลังจะไปทำเค้าเน้นทางด้านไหน บางที่เน้นโปรแกรมมิ่ง บางที่เน้นออกแบบ เน้นไอเดีย บางที่เน้นเท่ากัน ก็ลองเลือกดูนะครับว่าเราอยากทำงานที่เน้นไปทางด้านไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราเป็นหลัก
Multimedia Designer / Web Graphic Designer / Interface Designer
สามคำข้างบนก็พอจะครอบคลุมได้พอสมควรแล้วนะครับ จริงๆยังมีอีกเยอะ ลักษณะการทำงานก็แล้วแต่บริษัทที่เราจะไปสมัคร คนที่ออกแบบทางสาย IT นี้จะไม่ค่อยมีผู้ช่วยแบบสายโฆษณา เราจะต้องปิดงานด้วยตัวเองในบางครั้ง อย่างเช่นถ้าเราทำ FLASH เราก็ต้องปิดงานด้วยตัวเอง ไม่มี Artist มาปิดงานให้เราแบบสายงานโฆษณาคนที่จะทำงานสายนี้จะต้องมีความสามารถทั้งเรื่อง ภาพยนตร์ การทำอนิเมชั่น การตัดต่อเสียงและโปรแกรมมิ่งเล็กๆน้อยๆ ปัจจุบั้นเราจะออกแบบชนิด offline ก็ไม่ได้แล้ว จึงจำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านอินเตอร์เนต และเทคโนโลยีแฟลชและ JAVA บ้างพอสมควรสำหรับน้องที่จะเข้าทำงานทางสายนี้พี่จะแนะนำคร่าวๆนะครับ ว่ามีบริษัทลักษณะไหนบ้าง - บริษัทที่เป็นเครือหรือแผนกย่อยของบริษัทโฆษณา ในแผนกนี้จะต้องออกแบบทำ web หรีอ media ใหม่ๆ Direct Marketing และจะมีการจัดวางตำแหน่งคล้ายๆ พวกครีเอทีฟ และมีคนช่วยทำงานให้ บริษัทโฆษณาจะให้เงินเดือนปานกลาง แต่จะได้ความรู้ทางด้านมาร์เกตติ้งติดตัวไปด้วย เพราะจะค่อนข้างใกล้ชิดกับพวกมาร์เกตติ้ง - บริษัทที่ออกแบบพวกมัลติมีเดียและเวบโดยเฉพาะ บริษัทลักษณะนี้ เราจะต้องมีความสามารถในการออกแบบและความรู้รอบทางด้านโปรแกรมพอสมควรซึ่งเวลาจะเข้าไปทำควจะศึกษาว่าลักษณะงานเน้นไปในทางไหน ออกแบบหรือเน้นโปรแกรม - บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทเหล่านี้จะให้เราเข้าไปพัฒนา Graphic User Interface (GUI) หรือที่เค้าเรียกกันว่าหน้าตาของตัวโปรแกรม ซึ่งแน่นนอน เค้าเน้นโปรแกรมอยู่แล้ว
เวลาน้องๆจะทำงานทางสายนี้ ลองศึกษาดูให้ดีๆก่อนนะครับ เพราะบางทีทำไปนานๆเราจะลืมๆการออกแบบได้ เพราะแวดล้อมไปได้ยโปรแกรมต่างๆ เราจึ้งต้องหมั่นศึกษาหาความรู้บ่อยๆ และฐานเงินเดือนของบริษัทลักษษระนี้มักจะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับนักออกแบบเท่าที่ควร แต่ก็มีบางที่เหมือนกันที่ให้ค่อนข้างมาก สำหรับการเตรียมตัวคงไม่ต้องบอกอะไรมากนะครับ คืองานต้องดี และมีความรู้ทางด้านโปรแกรมหรือ HTML บ้างนิดๆหน่อยๆครับ
==========================================================================
เมื่อได้รู้จักกันแล้วว่า จบไปทำอะไรได้บ้าง และมีหน้าที่การงานทำอะไรบ้างก็จะมาตอบคำภถามคาใจน้องๆว่า "หางานยากหรือไม่" อันนี้พี่ก็จะขอตอบจากประสบการณ์นะครับว่า อย่างงานโฆษณา แม้ว่าบริษัทโฆษณาที่ดังๆจะมีเยอะก็ตาม แต่บุคคลากรเค้าไม่ค่อยเยอะ โดยเฉพาะครีเอทีฟ หรือกราฟฟิค เพราะเค้าไม่จำเป็นต้องจ้างเยอะ ครีเอทีฟมีหน้าที่คิดงานให้แหวก คิดให้ใหม่เสมอๆ ดังนั้นเค้าจะไม่จ้างเยอะและค่อนข้างที่จะรับคนยาก อย่างบริษัทที่เคยทำอยู่ บางครั้งมีการสมัครเรื่อยๆ เกือบ 200-300 คน (รับคนเดียว) แต่ก็ไม่รับเสียทีและก็เป็นธรรมดาครับที่บริษัทดังๆจะรับคนยาก สาขางานอื่นๆก็เหมือนๆกันครับ ดังนั้นนอกจากสอบเข้าไปได้แล้วยังต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลาอีกด้วย ถึงจะอยู่ในโลกของการออกแบบได้อย่างมีความสุข
==========================================================================
สำหรับการเตรียมตัว พี่จะขอพูดคร่าวๆละกันนะครับ เอาไว้ไปดูรายละเอียดวิชาสอบกันดีกว่า
การเตรียมตัวเข้าสาขาทางนี้ แน่นอนจะต้องมีวิชาการออกแบบและวาดเส้น ซึ่งวิชาและทักษะดังกล่าว ไม่สามารถวัดได้ว่าคนไหนจะต้องฝึกเท่าไหร่ คนไหนต้องฝึกอีกมาก คนไหนทำไม่สวย อันนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ล้วนๆในการฝึกฝนน้องๆที่จะเข้าสายงานทางนี้ พี่แนะนำเลยว่า website หรือร้านหนังสืออย่าง Asia Book หรือ Kinokuniya เป็นแหล่งความรู้ที่ดีมากๆ ยังมีร้านหนังสือดีๆที่น่าไปดูอีกคือ Basheer ที่ H1 ซอยทองหล่อ เลย Playground เข้าไปอีกหน่อยจริงๆใน Playground ก็มีนะครับ และยิ่งดีเข้าไปอีกที่มีศูนย์การออกแบบที่ Emporium ขึ้นมาอีก แหล่งความรู้เหล่านี้มีอยู่ทั่วไป ขึ้นอยู่ว่าน้องจะเลือกดูหรือเปล่าและสำหรับน้องที่ไม่มีโอกาสได้ติวกับพี่ๆตามมหาวิทยาลัยหรือตามสถาบันสอนศิลปะ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ทันเค้าเพราะน้องสามารถหาหนังสือหัดวาดเส้นมาหัดได้เอง ซึ่งมีหนังสือดีๆอยู่หลายเล่มเมื่อซื้อมาแล้วน้องก็อาศัยการสังเกต หมั่นฝึกฝน และที่สำคัญหาอาจารย์สอนศิลปะเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูก็จะดีมากๆ จริงๆก็ไม่ต้องกลัวมากเพราะในเวบมีอยู่มากมายครับ ลองใช้ Google หาดูสิครับ มีเพียบ..........ที่สำคัญหมั่นหาข้อสอบเก่าๆมาดูและทดลองทำดูครับจะช่วยได้มากๆครับ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ระบบการสอบและวิชาการสอบ ซึ่งลักษณะการสอบในปัจจุบันจะสามารถแยกออกเป็น 4 กลุ่มคือ[A] กลุ่มที่สอบปฏิบัติเพียงวิชาเดียว (ความถนัดทางนิเทศศิลป์ ค่าน้ำหนัก 35% เกณฑ์ 40 คะแนน) ได้แก่ - คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ / ภาพถ่าย / ภาพยนตร์และวิดีโอ พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง(สองสาขาสุดท้ายมีสอบภาคสมทบ) - คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ พระจอมเกล้าฯธนบุรี (หลักสูตรนานาชาติ) มีสอบตรง - คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ม.ขอนแก่น ม.บูรพา ฯลฯ (มีสอบตรง+โควต้า)
ลักษณะข้อสอบ จะมีข้อย่อยๆแยกออกไปให้ Drawing เขียน StoryBoard ทำ Illustration หรือออกแบบโปสเตอร์และออกแบบลวดลายเน้นทักษะ+ไอเดีย และความเร็วในการทำพอสมควร เพราะมีแค่ 3 ชั่วโมงแต่ต้องทำหลายข้อ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[B] กลุ่มที่สอบวิชาปฏิบัติสองวิชา รายละเอียดลองดูที่ http://www.decorate.su.ac.th/ คณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ศิลปากร มีสอบตรงเท่านั้น มี 2 รอบ เน้นทักษะมากๆต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นอย่างมาก แบ่งเป็นสองวิชาคือ วาดเส้นมัณฑนศิลป์ และออกแบบนิเทศศิลป์
ลักษณะข้อสอบ วาดเส้นมัณฑนศิลป์ ให้วาดเส้นหน้าคน หรือมือ หรือของใกล้ตัว บางปีเคยออกให้วาดจากรูปภาพ เน้นทักษะมากๆออกแบบนิเทศศิลป์ ให้ออกแบบโปสเตอร์ และโลโก้ หรือออกแบบตัวอักษรประกอบโปสเตอร์ ฯลฯ เน้นทักษะการออกแบบและนำเสนองานมากๆเกณฑ์อยู่ที่ 50 คะแนนครับ สำหรับ ระดับคะแนนที่ปลอดภัยในการสอบติดคือ 80-85 ขึ้นไปครับ (ได้ค่อนข้างยากครับ โดยเฉพาะ Drawing)
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[C] กลุ่มที่สอบวิชาปฏิบัติ 1 วิชา และสอบทฤษฎีศิลปะ 1 วิชา คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาฯ (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ สาขาวิชานฤมิตศิลป์ มหาสารคาม (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์ คณะสถาปัตย์ออกแบบ บรรจุภัณฑ์ ม.นเรศวร ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์ คณะวิจิตรศิลป์ สาขาการออกแบบ ม.เชียงใหม่ (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบสื่อสาร มศว ประสานมิตร (สอบตรงอย่างเดียว ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎี และ PORTFOLIO) รายละเอียด www.swu.ac.th
ลักษณะข้อสอบ ปฏิบัตินฤมิตศิลป์ (ค่าน้ำหนัก 20%) 3 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น วาดเส้นสร้างสรรค์ เน้นหน้าคน และมือ หรือของอื่นๆ โดยโจทย์จะเป็นลักษณะใกล้เคียงกับโจทย์ของลูกค้าที่ให้ทำในบริษัทโฆษณา โดยสามารถวาดลักษณะ Surrealism ได้ตามต้องการ แต่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องของแสงเงา และอีกส่วนนึงคือออกแบบ เน้นโจทย์ที่สื่อสารถึงอารมณ์ และเน้นการออกแบบลวดลาย หรือบางครั้งก็มีทั้งโปสเตอร์และภาพประกอบ คล้ายๆลาดกระบังทฤษฎีนฤมิตศิลป์ (ค่าน้ำหนัก 15%) มีเนื้อหาที่ต้องอ่านคือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและตะวันตกประวัติศาสตร์การออกแบบ ทฤษฎีการออกแบบ และความรู้ทั้วไปทางแฟชั่น กราฟฟิค โฆษณา คอมพิวเตอร์กราฟฟิคงานนิทรรศการ งานออกแบบภายในและงานออกแบบเซรามิกส์ สามารถหาอ่านเอาได้แต่หลายๆเล่ม เช่นเอาความถนัดสถาปัตย์ + ประวัติศาสตร์ศิลป์ ส่วนแนวข้อสอบตรงของ มศว จะเปลี่ยนไปทุกๆปี เน้นการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญต้องมี PORTFOLIO ด้วย ส่วนทฤษฎีศิลปะเน้นคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและอนิเมชั่นด้วยนอกเหนือจากประวัติศาสตร์ศิลป์เล็กๆน้อยๆ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[D] กลุ่มที่มีวิชาปฏิบัติและทฤษฎีอยู่ในข้อสอบเดียวกัน คณะครุศาสตร์ ศิลปะศึกษา จุฬาฯ คือเรียนไปไม่ได้ต้องเป็นครูอย่างเดียวนะครับ ทำงานออกแบบก็ได้ครับไม่ปัญหา จะต่างกับพวกที่เรียนศิลปกรรมก็แค่มีวิชาครูและต้องฝึกสอน และใช้เวลาเรียน 5 ปี ใช้วิชาสอบคือ ความรู้ความถนัดทางศิลป์ ค่าน้ำหนัก 10% รวมกับวิชาความถนัดทางวิชาชีพครูและวิชาเลือกสอบ ANET รวมเป็น 30%
ลักษณะข้อสอบ แบ่งเป็นทฤษฎี 40-50 ข้อ มีเนื้อหาที่ต้องอ่านคือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและตะวันตกประวัติศาสตร์การออกแบบ ทฤษฎีการออกแบบ และความรู้ทั้วไปทางแฟชั่น กราฟฟิค โฆษณา คอมพิวเตอร์กราฟฟิค งานนิทรรศการ งานออกแบบภายในและงานออกแบบเซรามิกส์ สามารถหาอ่านเอาได้แต่หลายๆเล่ม เช่นเอาความถนัดสถาปัตย์ + ประวัติศาสตร์ศิลป์แต่เน้นของไทย และชอบออกรูปภาพของพระพุทธรูปและเจดีย์และของไทยๆ ตลอดจนรูปของศิลปินดังๆ และมีความรู้ทางจิตรกรรมและความรู้รอบตัวอย่างเช่นศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรมด้วย ส่วนปฏิบัติจะให้ทำบนกระดาษแผ่นเล็กๆมีตั้งแต่วาดเส้น ออกแบบ sketch design หรือออกแบบโปสเตอร์ โลโก้ ฯลฯ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จากที่ได้ดูมาข้างต้นนั้น พี่ก็อยากจะบอกว่าน้องๆควรเลือกคณะเผื่อๆไว้ด้วย ไม่ควรเลือกคณะเดียวเพราะอุบัติเหตุในการสอบมีตลอดเวลา เช่นสีหก ไอเดียไม่ออก ทำไม่ได้ ตื่นเต้น ทำผิดโจทย์ ท้องเสียวันสอบเก็งผิดโจทย์ ออกในสิ่งที่ไม่ถนัดปวดหัวปวดท้องวันสอบ ดังนั้นควรจะเตรียมตัวเอาไว้เผื่อๆดูคณะอื่นที่อื่นไว้บ้าง นี่แหละคณะที่พี่บอกไปข้างบน อันไหนเค้ามีสอบตรงอันไหนเค้าสอบไม่ตรงกัน แนะนำให้สอบๆไปให้หมดเลยครับ
นอกเหนือจากการสอบแอดมิดชั่นแล้วยังมีการสอบโคงต้าพิเศษ สอบตรงพิเศษ สอบภาคสมทบ เหล่านี้ น้องๆต้อคอยติดตามจากเวบไซท์ของมหาวิทยาลัยเหล่านั้นเอง หรือในเวบเด็กดีนี่แหละครับ จะไปหวังให้ครูแนะแนวคอยเอาข่าวมาให้เรามันก็ไม่ไหวครับ เพราะบางทีครูก็งานเยอะครับ และอีกอย่าง คณะเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่นิยมในการสอบเข้ามากเท่าพวกสายวิศวะ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จริงๆ ข้อมูลที่พี่รวบรวมมาให้ข้างต้นก็แค่สำหรับน้องๆที่อยากจะทำงานทางสายนิเทศศิลป์แค่นั้น ส่วนน้องที่สนใจทางด้านอื่นๆ ก็คอยพี่ๆเค้าอัพเดทกันต่อไปครับ หรือถ้าพี่มีเวลาพอก็จะรวบรวมมาให้อีก จากข้างต้น ก็หวังว่าพอจะให้ความกระจ่างบ้างนะครับไม่มากก็น้อย ซึ่งข้อมูลบางอย่างน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกในการสอบครั้งหน้า สุดท้ายนี้ พี่ก็ขอฝากให้น้องๆ ม.4-5 ได้รีบทำความรู้จักกับสาขาเหล่านี้ว่า แท้จริงแล้วเราต้องการจะเรียนหรือไม่ชอบหรือไม่ จะได้เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะต้องอาศัยระยะเวลาการฝึกฝนค่อนข้างมาก ส่วนรายละเอียดอื่นๆถ้ามีอะไรอัพเดท แก้ไข พี่จะพยายยามหามาให้ครับขอให้ประสบความสำเร็จในการสอบครับwriter : พี่ยอด piyawat_n@hotmail.com
Link: http://my.dek-d.com/White_Lilac/story/view.php?id=126602&pageno=2&gr=S
ubyi@dek-d.com
เจ้าของบทความ : พี่ยอด ( piyawat_n@hotmail.com )
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนะแนวสาขาวิชา นิเทศศิลป์ ออกแบบสื่อสาร นฤมิตศิลป์(สาขากราฟฟิค) และสาขาการออกแบบ
น้องๆอาจสงสัยว่า คณะเหล่านี้เค้าจบไปประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง จำเป็นไหมต้องวาดรูปทั้งวัน ฐานเงินเดือนโอเคหรือไม่ การเรียนเป็นยังไง การเตรียมตัวสอบเข้าจะต้องทำอย่างไรบ้าง มีมหาวิทยาลัยที่ไหนบ้างที่เปิดสอนทางด้านนี้
==========================================================================นิเทศศาสตร์นิเทศศิลป์และสารพัดศิลป์
ปัญหาสำคัญด่านแรกคือ มักจะมีน้องๆสับสนกับ "คณะนิเทศศาสตร์" กับคำว่า "นิเทศศิลป์" ซึ่งสองคณะนี้แม้จะมี Concept พื้นฐานที่ใช้ ความครีเอทีฟเหมือนๆกัน แต่โดยแท้จริงลึกๆแล้วการเรียนการสอนและการสอบเข้าต่างกันเพราะต่างคนก็ต่าง expert ไปคนละด้าน แต่ก็จัดว่าลักษณะการทำงานใกล้เคียงกันครับ
ดังนั้นพี่ก็คิดว่าเรามาเริ่มกันที่คำศัพท์-คำเรียกชื่อของคณะนี้ก่อนจะดีกว่า เพื่อความไม่สับสนและเข้าใจตรงกัน
- นิเทศศิลป์ (Communication Design) ก็มีคณะและมหาวิทยาลัยที่ใช้คำเรียกนี้คือ คณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร / คณะสถาปัตย์ ลาดกระบัง และบางมด (สอบแบบศิลป์) / และคณะศิลปกรรมศาสตร์ บูรพา ขอนแก่น และเอกชนอย่าง ม.กรุงเทพ และม.รังสิต เป็นต้น) - ออกแบบสื่อสาร (Communication Design) ก็มีคณะและมหาวิทยาลัยที่ใช้คำเรียกนี้คือ มศว ประสานมิตร คณะศิลปกรรมศาสตร์ครับ - เรขศิลป์ (Graphic Design) ก็มีคณะและมหาวิทยาลัยที่ใช้คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ สาขาวิชาเรขศิลป์ และนฤมิตศิลป์ของ ม.มหาสารคาม - สาขาออกแบบ ก็เป็นชื่อสั้นๆง่ายๆได้ใจความของคณะวิจิตรศิลป์สาขาการออกแบบที่ ม.เชียงใหม่
เหล่านี้มีระบบการรับและวิชาสอบที่ต่างกัน ซึ่งพี่ก็จะขอเก็บไว้เล่าในตอนท้าย
==========================================================================
การเรียนการสอน
พี่ขอตัดเข้าไปตอนเรียนในมหาวิทยาลัยก่อนละกันนะ ในคณะต่างๆเหล่านี้เค้าก็จะมีการเรียนการสอนที่ค่อนข้างคล้ายกัน คือในช่วงปีสองปีแรกก็จะเป็นการเรียนฝึกฝนทักษะ วิชาดรออิ้งก็จะวาดกันตั้งแต่วัตถุสิ่งของใกล้ตัวจนไปถึงวิชากายวิภาค มีเรียนจิตรกรรมพื้นฐาน การ Paint สีน้ำ ได้ออกนอกสถานที่ ไปวาดที่ต่างๆได้ฝึกฝนทักษะการออกแบบทั้งด้วยมือ และด้วยคอมพิวเตอร์ในขั้นพื้นฐาน ในปีต้นๆก็มีกิจกรรมเยอะ งานเยอะ มีรับน้อง และเป็นช่วงเปลี่ยนจากวัยมัธยมที่มีคุณครูคอยจู้จี้มาเป็นวัยเรียนที่อิสระ ไม่มีใครควบคุม ดังนั้นปีต้นๆ น้องควรจะ Balance ระหว่างกิจกรรมกับการเรียนให้ดี เกรดจึงจะออกมาสวยและใช้ชีวิตมหาลัยอย่างมีความสุข
ส่วนในปีโตๆคือปีสามและปีสี่ก็จะเริ่มมีวิชาเฉพาะสาขาที่ตนเองสนใจ คือบางที่ก็มีวิชาอนิเมชั่น (animation) หรือวิชาโฆษณา (advertising) หรือพวกการออกแบบตัวอักษรขั้นสูง (advance typography) จากนั้นพอปลายปีสามขึ้นปีสี่ ก็จะมีวิชาวิจัยทางศิลปะและการออกแบบ (design research)ซึ่งก็จะได้ใช้ประโยชน์ตอนทำวิทยานิพนธ์ทางศิลปะ หรือที่เรียกว่า Thesis นั่นเอง ช่วงนี้ก็จะเป็นตัวตัดสินชะตาชีวิตในระดับนึงเหมือนกันว่าจะเรียนจบหรือไม่จบ หรือจะได้งานที่ดีหรือเปล่า
ส่วนวิชาคำนวณ ไม่มีครับ หรือบางที่มีก็น้อยมาก ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนเหมือนตอนมัธยมครับ (โดยมากไม่ชอบ)
==========================================================================
ระดับความยากในการเรียน
ขึ้นชื่อว่าเรียนก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่การันตีว่าใครชอบออกแบบจริงๆแล้วคณะแบบนี้เป็นคณะที่เรียนสนุก จริงอยู่ การเรียนวิชาพวกนี้ระดับความเครียดมักจะไม่ค่อยมากเท่ากับสายวิทยาศาสตร์หรือสายคำนวณ แต่การเรียนวิชานี้จะต้องหมั่นหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทางอินเตอร์เนต หรือร้านหนังสือต่างประเทศ หรืองานนิทรรศการหรือ event ต่างๆ เช่นงานประกวดโฆษณา หรืองานออกแบบระดับมหาวิทยาลัย ไม่เช่นนั้นเราจะตามคนอื่นไม่ทัน
อย่างที่บอกไป แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้เรียนเครียด ไม่ได้เรียนแล้วหน้าบูดหน้าบึ้ง และดูเหมือนว่าจะอยู่กับสิ่งที่สวยงามก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุดคิด หยุดตามโลก หยุดหาความรู้ เราก็จะอยู่ไม่ได้เมื่อเราจบไปประกอบอาชีพแล้ว และความเครียดก็จะเพิ่มมากขึ้น
พวกเราตอนเรียนจะเรียนสนุก แต่เมื่อจบไปทำงาน จะต้องรักษาเวลา ทำงานให้ทัน คิดให้ออกในเวลาที่กำหนดเราก็จะไปเครียดกันก็ตอนนั้นแหละ
ต้องยอมรับอยู่ข้อนึงว่าประเทศไทย ระดับการเคารพในวิชาชีพยังไม่มีมากเท่าที่ควร คนที่ไม่ได้จบทางด้านออกแบบมาโดยตรงก็สามารถทำงานทางด้านนี้ได้ ถ้าเค้ามีความสามารถเพียงพอ (ส่วนมาก-ไม่ดีเท่าคนที่จบตรง)ดังนั้นอาชีพทางสายนี้ จึงจำเป็นต้องจบไปแล้วไปอยู่ในบริษัทหรือองค์กรที่เหมาะสม ถึงจะเติบโตทางหน้าที่การงานได้อย่างมีความสุข ซึ่งพี่ก็จะแนะนำในข้างล่างต่อไปนะครับ ว่าทำที่ไหนถึงจะดี
==========================================================================
อาชีพการงาน
ก่อนที่พี่จะพูดเรื่องการเตรียมตัวสอบ พี่คิดว่าการทำความรู้จักกับสาขาที่เรากำลังจะเรียนเป็นสิ่งที่ควรรู้ก่อน ดังนั้นพี่ก็จะเล่าหน้าที่การงานให้ฟังว่า จบไปสามารถทำอะไรได้บ้าง
อาชีพของพวกเราคล้ายๆกับว่าปิดทองหลังพระ และดูเหมือนว่าจะมีรากฐานฝังลึกอยู่กับผู้ใหญ่ที่มีช่วงอายุประมาณ 45-60 ว่า พวกเราเป็นศิลปินใส้แห้ง วันๆวาดรูปและรับเขียนป้าย ทำงานโรงพิมพ์ ดังนั้นพี่ก็จะขอเล่าให้ฟังละกัน จะได้ไปอธิบายให้อาก๋งอาม่า หรือป่าป๊าหม่าม๊าเข้าใจได้มากขึ้นว่า เราจะจบไปทำอะไรได้บ้างใส้แห้งจริงหรือไม่
จากประสบการณ์การทำงานของพี่ อาชีพการงานของสายนี้จะแยกออกเป็น 3 สายหลักๆ คือ จริงๆแล้วคนอื่นอาจจะไม่ได้แบ่งแบบนี้
1. สาย Creative เน้นคิดงาน และสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ๆ สนุกๆมันส์ๆ 2. สาย Production เน้นทำงานผลิตงาน เป็นผู้มีฝีมือและทักษะการ Present เป็นเยี่ยม หาตัวจับยากและมีคิวจองให้ทำ จองยาวข้ามปี 3. สาย IT และมัลติมีเดีย
==========================================================================
อ่ะมาเริ่มกันที่ครีเอทีฟ (Creative) กันก่อนนะ
สายนี้ก็โดยมากจะอยู่ตามเอเยนซี่โฆษณา (Advertising Agency) ซึ่งการที่จะเข้าเป็นครีเอทีฟในบริษัทโฆษณานั้นค่อนข้างยาก และต้องผ่านการคัดตัวและเวทีประกวดงานระดับมหาวิทยาลัยอย่าง B.A.D (Bangkok Advertising Association) มาบ้างแล้ว หรือไม่ก็เป็นผู้มีไอเดียแหวกแนวตลอดเวลา ในเอเยนซี่ก็จะแยกออกครีเอทีฟออกเป็นสองประเภทคือ
- อาร์ตไดเรกเตอร์ (art director)เป็นอาชีพที่จัดว่า เก๋ไก๋สไลด์เดอร์มากๆ มีคนอยากเป็นมากแต่ตำแหน่งน้อยนิดไม่ค่อยจะรับใครใหม่ๆเท่าไหร่ เพราะเงินเดือนดี แต่ทำงานหนักเป็นวัวเป็นควายบางทีก็กลับบ้านตีสองตีสาม หรือข้ามคืนก็เคยมี อาร์ตไดเรกเตอร์เค้าจะทำงานเป็นคนคิดโฆษณาทางสิ่งพิมพ์ ทำบิลบอร์ดเก๋ๆ ยกตัวอย่างเช่นเบียร์ไฮเนเก้นที่จะมีอะไรเก๋ๆออกมาตลอดเวลาและที่เป็นไฮไลท์คือต้องคิดหนังโฆษณาทีวี (TVC) ช่วงเวลาที่คิดหนังนี่แหละมันส์ที่สุด จะมีแก๊กตลกๆ เจ็บๆซึ้งๆออกมาเยอะแยะแล้วแต่โจทย์ที่ลูกค้าให้มา อาร์ตไดไม่ได้เป็นคนคิดคนเดียวนะ เค้าจะต้องคิดงานคู่กับก๊อปป้ไรท์เตอร์(copywriter) ที่จบมาทางสายนิเทศศาสตร์นั่นแหละ ทำงานคู่กันเสมอๆ แยกกันไม่ออก
อาร์ตไดจะต้องออกไปกับกองถ่ายฯ จะต้องคุยกับผู้กำกับเพื่อแลกไอเดียอันบรรเจิด และคุยกะช่างภาพมือฉกาจเพื่อทำให้งานออกมาดี อาร์ตไดจะต้องควบคุมทุกๆอย่างเพื่อให้งานชิ้นนึงออกมาได้ดีและสมบูรณ์ที่สุดเหมือนกับที่ไปโม้ไว้กับลูกค้าในวันขาย Sketch งานครั้งแรก
ที่สำคัญคืออาร์ตได จะมีการอัพค่าตัวขึ้นไปได้อีกจากการหมั่นคิดงานดีๆส่งประกวด ซึ่งเวทีสำหรับคนโฆษณาก็มี B.A.D Awards (Bangkok Advertising Association) หรือ Adman หรือเวทีเก่าแบบ TACT Awards และเวทีระดับเอเชียที่มีการจัดกันที่พัทยาทุกปีอย่าง AD FEST Asia หรืองานใหญ่แถบภูมิภาคแบบ Media Asian หรืองานระดับโลกอย่าง Cannes Lions หรือฝั่ง U.K คือ D&AD หรือฝั่งอเมริกาแบบ CILO Awards เป็นต้น
การเตรียมตัวเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ ก็ต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบติดตามข่าวสารวงการออกแบบและโฆษณา ชอบดูโฆษณาและต้องหมั่นประกวดงานเพื่อพัฒนาความคิด และสะสม portfolio ที่ดีๆไว้ตอนสมัครงานและที่สำคัญช่วงฝึกงานพยายยามหาทางเข้าไปฝึกในเอเยนซี่ให้ได้
- กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ (Graphic Designer) เป็นอาชีพที่ยังสามารถแยกออกเป็นหลายหมวดอีกในที่นี้พี่จะขอแยกออกเป็นสองอย่างละกันครับ คือ graphic ที่ทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณา และ graphic ที่ทำงานอยู่ตาม graphic house จะพูดถึงพวกแรก พวกนี้จะทำงานคล้ายกับอาร์ตได แต่จะกระจุกกระจิกและต้องทำพวก product หรือ package ด้วยเป็นบางครั้ง ซึ่งก็สนุกไปอีกแบบนึง ลักษณะของกราฟฟิคจะคล้ายับอาร์ตไดแต่จะต่างกันตรงที่ไม่ต้องคิดหนังทำหนังแต่พวกนี้จะลงลึกไปออกแบบสื่อต่างๆเช่นงาน exhibits หรืองานสิ่งพิมพ์ หรือเวบมัลติมีเดียสำหรับกราฟฟิคโดยเฉพาะบริษัทโฆษณาต้องออกไปนอกสถานที่บ่อยๆ ออกไปหาลูกค้า ออกไปกำกับช่างภาพ ออกไปทำรีทัชภาพ และสุดท้ายควบคุมการออก Artwork ให้ลูกค้า ซึ่งสนุกมากๆ ทำให้เราไม่หยุดนิ่ง ได้เจอคน ได้เจออะไรใหม่ๆตลอดเวลา
สำหรับการเตรียมตัวเป็นกราฟฟิค ขึ้นอยู่กับเว่าเราจะสมัครในบริษัทโฆษณาหรือเปล่า ถ้าอยากก็ต้องดูให้ดีเพราะบริษัทโฆษณาบางที่ก็มีโครงสร้างให้กราฟฟิคทำงาน support art director ซึ่งพี่ไม่แนะนำให้ทำบริษัทแบบนี้ ลองหาบริษัทที่มี Graphic ที่แยกทีมออกมาต่างหากจะดีกว่าหรือถ้าเราอยากเข้ากราฟฟิคเฮาส์ก็ลองศึกษาว่าบริษัทที่เราจะเข้านี่มีชื่อเสียงในวงการออกแบบหรือเปล่า ของประเทศไทยก็มีที่ดีๆน่าทำอยู่หลายที่เหมือนกันครับ==========================================================================
ทีนี้พี่ก็จะพูดถึงสาย Production House บ้าง สายโปรดักชั่นนี้โดยมาก็จะทำงานให้กับเอเยนซี่ (Agency) เสียส่วนมาก โปรดักชั่นนี้ก็ยังแยกออกได้ย่อยๆอีกคือ Image Retoucher / Photographer (ตกแต่งภาพและช่างภาพ) Editing Studio (สตูดิโอตัดต่อ) Animation Studio (สตูดิโอทำอนิเมชั่น) Illustrator Artist (นักเขียนและออกแบบภาพประกอบเรื่อง) ตอนนี้ฟังดูอาจจะยังงงๆเอาเป็นว่าสาขาที่ย่อยมากๆพี่ขอข้ามไปก่อนละกันครับ เดี๋ยวจะยาว ทีนี้ก็มาถึงตำแหน่งหน้าที่การงานว่าจะทำอะไรได้บ้างในสายงานทางด้านโปรดักต์ชั่นเฮาส์
- Computer Artist ที่ทำงานกับบริษัทรีทัชภาพ ขอเล่าก่อนละกันครับว่ารีทัชภาพนี่ไม่ใช่แค่ตกแต่งภาพตามร้านถ่ายรูปนะครับ มันไม่ใช่แค่นั้น งานของบริษัทโฆษณาที่ออกเป็นอาร์ตเวิร์คในแต่ละวันนั้นมหาศาล การที่จะต้องมีคนที่ทำหน้าที่นี่หรือเรียกว่า รีทัชเชอร์(Retoucher) ซึ่งรีทัชเชอร์จะทำหน้าทีตกแต่งภาพตามที่อาร์ไดเรกเตอร์ หรือกราฟฟิคทำมาให้ ซึ่งเราจะเห็นได้อย่างง่ายๆก็คือ พวกโปสเตอร์หนัง หรืองานโฆษณาตามหนังสือพิมพ์ งานพวกนี้ไม่ใช่มีค่าตอบแทนน้อยๆนะครับ เพราะคนที่จะทำงานทางด้านนี้ได้จะต้องมีผู้มีความรู้ทางด้าน Drawing มากพอสมควรจึงจะสามารถตกแต่งภาพออกมาได้อย่างสมจริง สายงานทางด้านนี้กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ มีงานจากต่างประเทศเข้ามาให้ทำเป็นจำนวนมาก น้องคงจะงง ว่างานแต่งภาพมันจะมากอะไรขนาดนั้น แต่พี่ขอบบอกว่ามากๆๆๆๆ ครับ เพราะปัจจุบันการถ่ายภาพ งานโฆษณาได้เปลี่ยนไปเป็นระบบดิจิตอลหมดแล้วครับ ดังนั้นงานถ่ายภาพเมื่อถ่ายเสร็จเค้าก็จะต้องไปทำให้สวยที่สุด ดังนั้นก็ไม่พ้นพวก Retouch House ปัจจุบันในประเทศไทยที่ดังๆมีอยู่ประมาณเกือบ 10 ที่ มีสตูดิโอถ่ายภาพมีพนักงานมากกว่า 50 คนในบางแห่ง การจะเตรียมตัวเป็นรีทัชเชอร์จะต้องดรออิ้งเก่งมีพื้นฐานแสงเงาแน่น มีความสนใจทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและหมั่นดูงานโฆษณา ดูโปสเตอร์หนังและเป็นผู้ตามกระแสวงการออกแบบตลอดเวลาครับ - Computer Artist ที่ทำงานกับเอเยนซี่ อันนี้ก็จะคล้ายๆกับอันข้างบน เพียงแต่ว่าทำงานในบริษัทโฆษณา โดยมากจะไม่ได้ปิดงานใหญ่ๆเอง แต่จะให้พวกด้านบนทำจะเป็นคนที่คอย Support ความคิดของครีเอทีฟ และต้องมีความรู้ทางด้านการจัดวางหนังสือ และการเขียนภาพด้วยโปรแกรม Illustrator ด้วยนอกเหนือจากการแต่งภาพ ในบางครั้งต้องมีการทำภาพสามมิติด้วย เรียกว่าความรู้เฉพาะโปรแกรมและทักษะอาจจะไม่เท่ากับพวกรีทัชเชอร์ แต่ความรู้รอบตัวต้องมากกว่าและสามารถตอบสนองความคิดของครีเอทีฟได้มากกว่า สำหรับการเตรียมตัวก็เหมือนข้างบนนะครับ - Animator / CG Artist คงเป็นอาชีพที่น้องๆหลายคนอยากจะทำนะครับ การจะเป็น animator อาจจะไม่ต้องจบมาตรงสายเสียทีเดียว แต่อาจจะต้องมีความสนใจทางด้านโปรแกรม 3 มิติ (3D) พอสมควร โดยมากรุ่นเก่าจะจบมาทางสายทางด้านนี้แล้วอาศัยความสนใจส่วนตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ปัจจุบันในประเทศก็มีการเรียนการสอนทางด้านนี้ เพียงแต่ในมหาวิทยาลัยของรัฐอาจจะยังไม่มีมากเท่าที่ควร เนื่องจากติดขัดเรื่องเงินทุนในการซื้อเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ทีนี้ย้อนกลับมาที่ลักษณะการทำงาน โดยส่วนมาก เค้าก็จะแยกกันระหว่างคน ออกแบบตัวการ์ตูน คนปั้นโมเดล คนใส่วัสดุจัดแสง และคนทำอนิเมชั่นในขั้นตอนทำให้มันเคลื่อนไหว และยังมีคนตัดต่อและใส่เอฟฟเกต์ในขั้นสิ้นสุดด้วย น้องๆจะเห็นว่าหนังอนิเมชั่นไม่ได้ออกมาง่ายๆ หนังเรื่องนึงจะต้องประกอบไปด้วยคนหลายคนหากว่าน้องเป็นคนที่ขอบทำหนังสั้น น้องๆก็ควรจะคำนึงถึงเนื้อเรื่องด้วย เพราะเนื้อเรื่องเป็นตัวสำคัญในการตัดสินว่าหนังเรื่องนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ในที่นี้พี่แนะนำน้องที่อยากจะเป็นอนิเมเตอร์หรือสนใจทางสายงานด้านนี้ให้หาเวลานอกในการฝึกฝนทักษะ และก็ควรจะเรียนรู้กระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ที่อาจารย์สอนในมหาลัยไปด้วยพร้อมๆกัน เพราะสังเกตหนังสั้น หรือหังโฆษณาเมือง CANNES (คานส์) หนังที่ได้รางวัลก็มักจะเป็นหนังที่มีแก๊กหรือไอเดียเด็ดๆ และการจะเตรียมตัวเป็นอนิเมเตอร์ พี่ก็แนะนำให้หาความรู้นอกห้องเรียน ซีดีหรือดีวีดีสอน MAYA หรือ 3ds MAX Lightwave / Cinema4 หรือกระทั้งวิดีโอสอนการตัดต่ออย่าง Final Cut Pro และ After Effects ก็มีเยอะมีค่อนข้างเยอะหาได้ง่ายครับ หรือจะไปเรียนเสริมนอกเวลาก็ได้ และก็ทำเก็บไว้เป็น Port เพื่อสมัครฝึกงานในบริษัทเหล่านี้ในช่วงปีสามครับ ก็จะเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการเข้าวงการครับ - Illustrator Artist อาชีพนักวาดภาพ ออกแบบภาพประกอบ หรือเขียนสตอรรี่บอร์ดประกอบงานโฆษณา (Story Board) นักวาดภาพนั้น แน่นอนก็จะต้องเป็นผู้มีทักษะในการวาดรูปค่อนข้างมาก รักการ์ตูน ช่างสังเกต ขี้เล่น สำหรับอาชีพนี้ ปัจจุบั้นก็แยกได้ออกเป็น 2 อย่างคือ ทำงานอิสระ กับทำงานประจำนักวาดภาพที่ประจำในบริษัทโฆษณา เค้าจะต้องมีความสามารถรอบด้าน คือต้องวาดจากคอมพิวเตอร์ก็ได้ และวาดมือลงสีมาร์คเกอร์ (Marker Color) หรือสีอื่นๆก็ได้ จะต้องเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเป็นผู้ช่วยครีเอทีฟหรือผู้กำกับคิดต่อ คิดออกมาให้เป็นภาพได้ สำหรับหน้าที่การงานก็จะอยู่ในบริษัทโฆษณาหรือโปรดักต์ชั่นเฮาส์ หรือรับงานอิสระ แต่ต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับนึงแล้วในวงการออกแบบภาพประกอบคือจริงๆนักวาดภาพประกอบไม่จำเป็นต้องอยู่บริษัทเหล่านั้น แต่อาจจะรับงานวาดประกอบนิตยสารเป็น JOB พิเศษก็ได้สำหรับการเตรียมตัวจะเป็น แน่นอน ต้องฝึกวาดให้มากครับฝึกมากๆครับ
========================================================================== สุดท้ายที่จะพูดก็จะเป็นสายงานไฮเทค แน่นอน ต้องอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวันแน่ๆคนที่จะทำงานทางด้านนี้จะต้องเป็นผู้ที่ไม่รังเกียจคอมพิวเตอร์ ต้องมีความเชี่ยวชาญและพอรู้เรื่องโปรแกรมมาบ้างเล็กๆน้อยๆ สำหรับสายงานทางด้านนี้ เวลาน้องจะเข้าไปทำก็ควรจะลองๆสืบดูว่า งานหรือบริษัทที่เรากำลังจะไปทำเค้าเน้นทางด้านไหน บางที่เน้นโปรแกรมมิ่ง บางที่เน้นออกแบบ เน้นไอเดีย บางที่เน้นเท่ากัน ก็ลองเลือกดูนะครับว่าเราอยากทำงานที่เน้นไปทางด้านไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราเป็นหลัก
Multimedia Designer / Web Graphic Designer / Interface Designer
สามคำข้างบนก็พอจะครอบคลุมได้พอสมควรแล้วนะครับ จริงๆยังมีอีกเยอะ ลักษณะการทำงานก็แล้วแต่บริษัทที่เราจะไปสมัคร คนที่ออกแบบทางสาย IT นี้จะไม่ค่อยมีผู้ช่วยแบบสายโฆษณา เราจะต้องปิดงานด้วยตัวเองในบางครั้ง อย่างเช่นถ้าเราทำ FLASH เราก็ต้องปิดงานด้วยตัวเอง ไม่มี Artist มาปิดงานให้เราแบบสายงานโฆษณาคนที่จะทำงานสายนี้จะต้องมีความสามารถทั้งเรื่อง ภาพยนตร์ การทำอนิเมชั่น การตัดต่อเสียงและโปรแกรมมิ่งเล็กๆน้อยๆ ปัจจุบั้นเราจะออกแบบชนิด offline ก็ไม่ได้แล้ว จึงจำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านอินเตอร์เนต และเทคโนโลยีแฟลชและ JAVA บ้างพอสมควรสำหรับน้องที่จะเข้าทำงานทางสายนี้พี่จะแนะนำคร่าวๆนะครับ ว่ามีบริษัทลักษณะไหนบ้าง - บริษัทที่เป็นเครือหรือแผนกย่อยของบริษัทโฆษณา ในแผนกนี้จะต้องออกแบบทำ web หรีอ media ใหม่ๆ Direct Marketing และจะมีการจัดวางตำแหน่งคล้ายๆ พวกครีเอทีฟ และมีคนช่วยทำงานให้ บริษัทโฆษณาจะให้เงินเดือนปานกลาง แต่จะได้ความรู้ทางด้านมาร์เกตติ้งติดตัวไปด้วย เพราะจะค่อนข้างใกล้ชิดกับพวกมาร์เกตติ้ง - บริษัทที่ออกแบบพวกมัลติมีเดียและเวบโดยเฉพาะ บริษัทลักษณะนี้ เราจะต้องมีความสามารถในการออกแบบและความรู้รอบทางด้านโปรแกรมพอสมควรซึ่งเวลาจะเข้าไปทำควจะศึกษาว่าลักษณะงานเน้นไปในทางไหน ออกแบบหรือเน้นโปรแกรม - บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทเหล่านี้จะให้เราเข้าไปพัฒนา Graphic User Interface (GUI) หรือที่เค้าเรียกกันว่าหน้าตาของตัวโปรแกรม ซึ่งแน่นนอน เค้าเน้นโปรแกรมอยู่แล้ว
เวลาน้องๆจะทำงานทางสายนี้ ลองศึกษาดูให้ดีๆก่อนนะครับ เพราะบางทีทำไปนานๆเราจะลืมๆการออกแบบได้ เพราะแวดล้อมไปได้ยโปรแกรมต่างๆ เราจึ้งต้องหมั่นศึกษาหาความรู้บ่อยๆ และฐานเงินเดือนของบริษัทลักษษระนี้มักจะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับนักออกแบบเท่าที่ควร แต่ก็มีบางที่เหมือนกันที่ให้ค่อนข้างมาก สำหรับการเตรียมตัวคงไม่ต้องบอกอะไรมากนะครับ คืองานต้องดี และมีความรู้ทางด้านโปรแกรมหรือ HTML บ้างนิดๆหน่อยๆครับ
==========================================================================
เมื่อได้รู้จักกันแล้วว่า จบไปทำอะไรได้บ้าง และมีหน้าที่การงานทำอะไรบ้างก็จะมาตอบคำภถามคาใจน้องๆว่า "หางานยากหรือไม่" อันนี้พี่ก็จะขอตอบจากประสบการณ์นะครับว่า อย่างงานโฆษณา แม้ว่าบริษัทโฆษณาที่ดังๆจะมีเยอะก็ตาม แต่บุคคลากรเค้าไม่ค่อยเยอะ โดยเฉพาะครีเอทีฟ หรือกราฟฟิค เพราะเค้าไม่จำเป็นต้องจ้างเยอะ ครีเอทีฟมีหน้าที่คิดงานให้แหวก คิดให้ใหม่เสมอๆ ดังนั้นเค้าจะไม่จ้างเยอะและค่อนข้างที่จะรับคนยาก อย่างบริษัทที่เคยทำอยู่ บางครั้งมีการสมัครเรื่อยๆ เกือบ 200-300 คน (รับคนเดียว) แต่ก็ไม่รับเสียทีและก็เป็นธรรมดาครับที่บริษัทดังๆจะรับคนยาก สาขางานอื่นๆก็เหมือนๆกันครับ ดังนั้นนอกจากสอบเข้าไปได้แล้วยังต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลาอีกด้วย ถึงจะอยู่ในโลกของการออกแบบได้อย่างมีความสุข
==========================================================================
สำหรับการเตรียมตัว พี่จะขอพูดคร่าวๆละกันนะครับ เอาไว้ไปดูรายละเอียดวิชาสอบกันดีกว่า
การเตรียมตัวเข้าสาขาทางนี้ แน่นอนจะต้องมีวิชาการออกแบบและวาดเส้น ซึ่งวิชาและทักษะดังกล่าว ไม่สามารถวัดได้ว่าคนไหนจะต้องฝึกเท่าไหร่ คนไหนต้องฝึกอีกมาก คนไหนทำไม่สวย อันนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ล้วนๆในการฝึกฝนน้องๆที่จะเข้าสายงานทางนี้ พี่แนะนำเลยว่า website หรือร้านหนังสืออย่าง Asia Book หรือ Kinokuniya เป็นแหล่งความรู้ที่ดีมากๆ ยังมีร้านหนังสือดีๆที่น่าไปดูอีกคือ Basheer ที่ H1 ซอยทองหล่อ เลย Playground เข้าไปอีกหน่อยจริงๆใน Playground ก็มีนะครับ และยิ่งดีเข้าไปอีกที่มีศูนย์การออกแบบที่ Emporium ขึ้นมาอีก แหล่งความรู้เหล่านี้มีอยู่ทั่วไป ขึ้นอยู่ว่าน้องจะเลือกดูหรือเปล่าและสำหรับน้องที่ไม่มีโอกาสได้ติวกับพี่ๆตามมหาวิทยาลัยหรือตามสถาบันสอนศิลปะ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ทันเค้าเพราะน้องสามารถหาหนังสือหัดวาดเส้นมาหัดได้เอง ซึ่งมีหนังสือดีๆอยู่หลายเล่มเมื่อซื้อมาแล้วน้องก็อาศัยการสังเกต หมั่นฝึกฝน และที่สำคัญหาอาจารย์สอนศิลปะเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูก็จะดีมากๆ จริงๆก็ไม่ต้องกลัวมากเพราะในเวบมีอยู่มากมายครับ ลองใช้ Google หาดูสิครับ มีเพียบ..........ที่สำคัญหมั่นหาข้อสอบเก่าๆมาดูและทดลองทำดูครับจะช่วยได้มากๆครับ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ระบบการสอบและวิชาการสอบ ซึ่งลักษณะการสอบในปัจจุบันจะสามารถแยกออกเป็น 4 กลุ่มคือ[A] กลุ่มที่สอบปฏิบัติเพียงวิชาเดียว (ความถนัดทางนิเทศศิลป์ ค่าน้ำหนัก 35% เกณฑ์ 40 คะแนน) ได้แก่ - คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ / ภาพถ่าย / ภาพยนตร์และวิดีโอ พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง(สองสาขาสุดท้ายมีสอบภาคสมทบ) - คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ พระจอมเกล้าฯธนบุรี (หลักสูตรนานาชาติ) มีสอบตรง - คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ม.ขอนแก่น ม.บูรพา ฯลฯ (มีสอบตรง+โควต้า)
ลักษณะข้อสอบ จะมีข้อย่อยๆแยกออกไปให้ Drawing เขียน StoryBoard ทำ Illustration หรือออกแบบโปสเตอร์และออกแบบลวดลายเน้นทักษะ+ไอเดีย และความเร็วในการทำพอสมควร เพราะมีแค่ 3 ชั่วโมงแต่ต้องทำหลายข้อ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[B] กลุ่มที่สอบวิชาปฏิบัติสองวิชา รายละเอียดลองดูที่ http://www.decorate.su.ac.th/ คณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ศิลปากร มีสอบตรงเท่านั้น มี 2 รอบ เน้นทักษะมากๆต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นอย่างมาก แบ่งเป็นสองวิชาคือ วาดเส้นมัณฑนศิลป์ และออกแบบนิเทศศิลป์
ลักษณะข้อสอบ วาดเส้นมัณฑนศิลป์ ให้วาดเส้นหน้าคน หรือมือ หรือของใกล้ตัว บางปีเคยออกให้วาดจากรูปภาพ เน้นทักษะมากๆออกแบบนิเทศศิลป์ ให้ออกแบบโปสเตอร์ และโลโก้ หรือออกแบบตัวอักษรประกอบโปสเตอร์ ฯลฯ เน้นทักษะการออกแบบและนำเสนองานมากๆเกณฑ์อยู่ที่ 50 คะแนนครับ สำหรับ ระดับคะแนนที่ปลอดภัยในการสอบติดคือ 80-85 ขึ้นไปครับ (ได้ค่อนข้างยากครับ โดยเฉพาะ Drawing)
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[C] กลุ่มที่สอบวิชาปฏิบัติ 1 วิชา และสอบทฤษฎีศิลปะ 1 วิชา คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาฯ (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ สาขาวิชานฤมิตศิลป์ มหาสารคาม (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์ คณะสถาปัตย์ออกแบบ บรรจุภัณฑ์ ม.นเรศวร ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์ คณะวิจิตรศิลป์ สาขาการออกแบบ ม.เชียงใหม่ (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบสื่อสาร มศว ประสานมิตร (สอบตรงอย่างเดียว ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎี และ PORTFOLIO) รายละเอียด www.swu.ac.th
ลักษณะข้อสอบ ปฏิบัตินฤมิตศิลป์ (ค่าน้ำหนัก 20%) 3 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น วาดเส้นสร้างสรรค์ เน้นหน้าคน และมือ หรือของอื่นๆ โดยโจทย์จะเป็นลักษณะใกล้เคียงกับโจทย์ของลูกค้าที่ให้ทำในบริษัทโฆษณา โดยสามารถวาดลักษณะ Surrealism ได้ตามต้องการ แต่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องของแสงเงา และอีกส่วนนึงคือออกแบบ เน้นโจทย์ที่สื่อสารถึงอารมณ์ และเน้นการออกแบบลวดลาย หรือบางครั้งก็มีทั้งโปสเตอร์และภาพประกอบ คล้ายๆลาดกระบังทฤษฎีนฤมิตศิลป์ (ค่าน้ำหนัก 15%) มีเนื้อหาที่ต้องอ่านคือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและตะวันตกประวัติศาสตร์การออกแบบ ทฤษฎีการออกแบบ และความรู้ทั้วไปทางแฟชั่น กราฟฟิค โฆษณา คอมพิวเตอร์กราฟฟิคงานนิทรรศการ งานออกแบบภายในและงานออกแบบเซรามิกส์ สามารถหาอ่านเอาได้แต่หลายๆเล่ม เช่นเอาความถนัดสถาปัตย์ + ประวัติศาสตร์ศิลป์ ส่วนแนวข้อสอบตรงของ มศว จะเปลี่ยนไปทุกๆปี เน้นการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญต้องมี PORTFOLIO ด้วย ส่วนทฤษฎีศิลปะเน้นคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและอนิเมชั่นด้วยนอกเหนือจากประวัติศาสตร์ศิลป์เล็กๆน้อยๆ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[D] กลุ่มที่มีวิชาปฏิบัติและทฤษฎีอยู่ในข้อสอบเดียวกัน คณะครุศาสตร์ ศิลปะศึกษา จุฬาฯ คือเรียนไปไม่ได้ต้องเป็นครูอย่างเดียวนะครับ ทำงานออกแบบก็ได้ครับไม่ปัญหา จะต่างกับพวกที่เรียนศิลปกรรมก็แค่มีวิชาครูและต้องฝึกสอน และใช้เวลาเรียน 5 ปี ใช้วิชาสอบคือ ความรู้ความถนัดทางศิลป์ ค่าน้ำหนัก 10% รวมกับวิชาความถนัดทางวิชาชีพครูและวิชาเลือกสอบ ANET รวมเป็น 30%
ลักษณะข้อสอบ แบ่งเป็นทฤษฎี 40-50 ข้อ มีเนื้อหาที่ต้องอ่านคือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและตะวันตกประวัติศาสตร์การออกแบบ ทฤษฎีการออกแบบ และความรู้ทั้วไปทางแฟชั่น กราฟฟิค โฆษณา คอมพิวเตอร์กราฟฟิค งานนิทรรศการ งานออกแบบภายในและงานออกแบบเซรามิกส์ สามารถหาอ่านเอาได้แต่หลายๆเล่ม เช่นเอาความถนัดสถาปัตย์ + ประวัติศาสตร์ศิลป์แต่เน้นของไทย และชอบออกรูปภาพของพระพุทธรูปและเจดีย์และของไทยๆ ตลอดจนรูปของศิลปินดังๆ และมีความรู้ทางจิตรกรรมและความรู้รอบตัวอย่างเช่นศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรมด้วย ส่วนปฏิบัติจะให้ทำบนกระดาษแผ่นเล็กๆมีตั้งแต่วาดเส้น ออกแบบ sketch design หรือออกแบบโปสเตอร์ โลโก้ ฯลฯ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จากที่ได้ดูมาข้างต้นนั้น พี่ก็อยากจะบอกว่าน้องๆควรเลือกคณะเผื่อๆไว้ด้วย ไม่ควรเลือกคณะเดียวเพราะอุบัติเหตุในการสอบมีตลอดเวลา เช่นสีหก ไอเดียไม่ออก ทำไม่ได้ ตื่นเต้น ทำผิดโจทย์ ท้องเสียวันสอบเก็งผิดโจทย์ ออกในสิ่งที่ไม่ถนัดปวดหัวปวดท้องวันสอบ ดังนั้นควรจะเตรียมตัวเอาไว้เผื่อๆดูคณะอื่นที่อื่นไว้บ้าง นี่แหละคณะที่พี่บอกไปข้างบน อันไหนเค้ามีสอบตรงอันไหนเค้าสอบไม่ตรงกัน แนะนำให้สอบๆไปให้หมดเลยครับ
นอกเหนือจากการสอบแอดมิดชั่นแล้วยังมีการสอบโคงต้าพิเศษ สอบตรงพิเศษ สอบภาคสมทบ เหล่านี้ น้องๆต้อคอยติดตามจากเวบไซท์ของมหาวิทยาลัยเหล่านั้นเอง หรือในเวบเด็กดีนี่แหละครับ จะไปหวังให้ครูแนะแนวคอยเอาข่าวมาให้เรามันก็ไม่ไหวครับ เพราะบางทีครูก็งานเยอะครับ และอีกอย่าง คณะเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่นิยมในการสอบเข้ามากเท่าพวกสายวิศวะ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จริงๆ ข้อมูลที่พี่รวบรวมมาให้ข้างต้นก็แค่สำหรับน้องๆที่อยากจะทำงานทางสายนิเทศศิลป์แค่นั้น ส่วนน้องที่สนใจทางด้านอื่นๆ ก็คอยพี่ๆเค้าอัพเดทกันต่อไปครับ หรือถ้าพี่มีเวลาพอก็จะรวบรวมมาให้อีก จากข้างต้น ก็หวังว่าพอจะให้ความกระจ่างบ้างนะครับไม่มากก็น้อย ซึ่งข้อมูลบางอย่างน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกในการสอบครั้งหน้า สุดท้ายนี้ พี่ก็ขอฝากให้น้องๆ ม.4-5 ได้รีบทำความรู้จักกับสาขาเหล่านี้ว่า แท้จริงแล้วเราต้องการจะเรียนหรือไม่ชอบหรือไม่ จะได้เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะต้องอาศัยระยะเวลาการฝึกฝนค่อนข้างมาก ส่วนรายละเอียดอื่นๆถ้ามีอะไรอัพเดท แก้ไข พี่จะพยายยามหามาให้ครับขอให้ประสบความสำเร็จในการสอบครับwriter : พี่ยอด piyawat_n@hotmail.com
Link: http://my.dek-d.com/White_Lilac/story/view.php?id=126602&pageno=2&gr=S
เดี๋ยวนี้ Art เค้าเรียนอะไรกัน
การเรียนการสอน
พี่ขอตัดเข้าไปตอนเรียนในมหาวิทยาลัยก่อนละกันนะ ในคณะต่างๆเหล่านี้เค้าก็จะมีการเรียนการสอนที่ค่อนข้างคล้ายกัน คือในช่วงปีสองปีแรกก็จะเป็นการเรียนฝึกฝนทักษะ วิชาดรออิ้งก็จะวาดกันตั้งแต่วัตถุสิ่งของใกล้ตัวจนไปถึงวิชากายวิภาค มีเรียนจิตรกรรมพื้นฐาน การ Paint สีน้ำ ได้ออกนอกสถานที่่ ไปวาดที่ต่างๆได้ฝึกฝนทักษะการออกแบบทั้งด้วยมือ และด้วยคอมพิวเตอร์ในขั้นพื้นฐาน ในปีต้นๆก็มีกิจกรรมเยอะ งานเยอะมีรับน้อง และเป็นช่วงเปลี่ยนจากวัยมัธยมที่มีคุณครูคอยจู้จี้มาเป็นวัยเรียนที่อิสระ ไม่มีใครควบคุม ดังนั้นปีต้นๆน้องควรจะ Balance ระหว่างกิจกรรมกับการเรียนให้ดี เกรดจึงจะออกมาสวยและใช้ชีวิตมหาลัยอย่างมีความสุข
ส่วนในปีโตๆคือปีสามและปีสี่ก็จะเริ่มมีวิชาเฉพาะสาขาที่ตนเองสนใจ คือบางที่ก็มีวิชาอนิเมชั่น (animation) หรือวิชาโฆษณา (advertising) หรือพวกการออกแบบตัวอักษรขั้นสูง (advance typography) จากนั้นพอปลายปีสามขึ้นปีสี่ก็จะมีวิชาวิจัยทางศิลปะและการออกแบบ (design research)ซึ่งก็จะได้ใช้ประโยชน์ตอนทำวิทยานิพนธ์ทางศิลปะ หรือที่เรียกว่า Thesis นั่นเอง ช่วงนี้ก็จะเป็นตัวตััดสินชะตาชีวิตในระดับนึงเหมือนกันว่าจะเรียนจบหรือไม่จบ หรือจะได้งานที่ดีหรือเปล่า
ส่วนวิชาคำนวณ ไม่มีครับ หรือบางที่มีก็น้อยมาก ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนเหมือนตอนมัธยมครับ (โดยมากไม่ชอบ)
==========================================================================
ระดับความยากในการเรียน
ขึ้นชื่อว่าเรียนก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่การันตีว่าใครชอบออกแบบจริงๆแล้วคณะแบบนี้เป็นคณะที่ีเรียนสนุก
จริงอยู่ การเรียนวิชาพวกนี้ระดับความเครียดมักจะไม่ค่อยมากเท่ากับสายวิทยาศาสตร์หรือสายคำนวณแต่การเรียนวิชานี้จะต้องหมั่นหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทางอินเตอร์เนต หรือร้านหนังสือต่างประเทศหรืองานนิทรรศการหรือ event ต่างๆ เช่นงานประกวดโฆษณา หรืองานออกแบบระดับมหาวิทยาลัยไม่เช่นนั้นเราจะตามคนอื่นไม่ทัน
อย่างที่บอกไป แม้่ว่าพวกเราจะไม่ได้เรียนเครียด ไม่ได้เรียนแล้วหน้าบูดหน้าบึ้ง และดูเหมือนว่าจะอยู่กับสิ่งที่สวยงามก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุดคิด หยุดตามโลก หยุดหาความรู้ เราก็จะอยู่ไม่ได้เมื่อเราจบไปประกอบอาชีพแล้ว และความเครียดก็จะเพิ่มมากขึ้น
พวกเราตอนเรียนจะเรียนสนุก แต่เมื่อจบไปทำงาน จะต้องรักษาเวลา ทำงานให้ทัน คิดให้ออกในเวลาที่กำหนดเราก็จะไปเครียดกันก็ตอนนั้นแหละ
ต้องยอมรับอยู่ข้อนึงว่าประเทศไทย ระดับการเคารพในวิชาชีพยังไม่มีมากเท่าที่ควร คนที่ไม่ได้จบทางด้านออกแบบมาโดยตรงก็สามารถทำงานทางด้านนี้ได้ ถ้าเค้ามีความสามารถเพียงพอ (ส่วนมาก-ไม่ดีเท่าคนที่จบตรง)ดังนั้นอาชีพทางสายนี้ จึงจำเป็นต้องจบไปแล้วไปอยู่ในบริษัทหรือองค์กรที่เหมาะสม ถึงจะเติบโตทางหน้าที่การงานได้อย่างมีความสุข ซึ่งพี่ก็จะแนะนำในข้างล่างต่อไปนะครับ ว่าทำที่ไหนถึงจะดี
==========================================================================
อาชีพการงาน
ก่อนที่พี่จะพูดเรื่องการเตรียมตัวสอบ พี่คิดว่าการทำความรู้จักกับสาขาที่เรากำลังจะเรียนเป็นสิ่งที่ควรรู้ก่อนดังนั้นพี่ก็จะเล่าหน้าที่การงานให้ฟังว่า จบไปสามารถทำอะไรได้บ้าง
อาชีพของพวกเราคล้ายๆกับว่าปิดทองหลังพระ และดูเหมือนว่าจะมีรากฐานฝังลึกอยู่กับผู้ใหญ่ที่มีช่วงอายุประมาณ 45-60 ว่า พวกเราเป็นศิลปินใส้แห้ง วันๆวาดรูปและรับเขียนป้าย ทำงานโรงพิมพ์ดังนั้นพี่ก็จะขอเล่าให้ฟังละกัน จะได้ไปอธิบายให้อาก๋งอาม่า หรือป่าป๊าหม่าม๊าเข้าใจได้มากขึ้นว่าเราจะจบไปทำอะไรได้บ้างใส้แห้งจริงหรือไม่
จากประสบการณ์การทำงานของพี่ อาชีพการงานของสายนี้จะแยกออกเป็น 3 สายหลักๆคือ จริงๆแล้วคนอื่นอาจจะไม่ได้แบ่งแบบนี้
1. สาย Creative เน้นคิดงาน และสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ๆ สนุกๆมันส์ๆ2. สาย Production เน้นทำงานผลิตงาน เป็นผู้มีฝีมือและทักษะการ Present เป็นเยี่ยม หาตัวจับยากและมีคิวจองให้ทำ จองยาวข้ามปี3. สาย IT และมัลติมีเดีย
==========================================================================
อ่ะมาเริ่มกันที่ครีเอทีฟ (Creative) กันก่อนนะ
สายนี้ก็โดยมากจะอยู่ตามเอเยนซี่โฆษณา (Advertising Agency) ซึ่งการที่จะเข้าเป็นครีเอทีฟในบริษัทโฆษณานั้นค่อนข้างยาก และต้องผ่านการคัดตัวและเวทีประกวดงานระดับมหาวิทยาลัยอย่าง B.A.D (Bangkok Advertising Association) มาบ้างแล้ว หรือไม่ก็เป็นผู้มีไอเดียแหวกแนวตลอดเวลาในเอเยนซี่ก็จะแยกออกครีเอทีฟออกเป็นสองประเภทคือ
- อาร์ตไดเรกเตอร์ (art director)เป็นอาชีพที่จัดว่า เก๋ไก๋สไลด์เดอร์มากๆ มีคนอยากเป็นมาก แต่ตำแหน่งน้อยนิดไม่ค่อยจะรับใครใหม่ๆเท่าไหร่ เพราะเงินเดือนดี แต่ทำงานหนักเป็นวัวเป็นควาย บางทีก็กลับบ้านตีสองตีสาม หรือข้ามคืนก็เคยมี อาร์ตไดเรกเตอร์เค้าจะทำงานเป็นคนคิดโฆษณาทางสิ่งพิมพ์ ทำบิลบอร์ดเก๋ๆ ยกตัวอย่างเช่นเบียร์ไฮเนเก้นที่จะมีอะไรเก๋ๆออกมาตลอดเวลา และที่เป็นไฮไลท์คือต้องคิดหนังโฆษณาทีวี (TVC) ช่วงเวลาที่คิดหนังนี่แหละมันส์ที่สุด จะมีแก๊กตลกๆ เจ็บๆ ซึ้งๆออกมาเยอะแยะแล้วแต่โจทย์ที่ลูกค้าให้มา อาร์ตไดไม่ได้เป็นคนคิดคนเดียวนะ เค้าจะต้องคิดงานคู่กับก๊อปป้ไรท์เตอร์(copywriter) ที่จบมาทางสายนิเทศศาสตร์นั่นแหละ ทำงานคู่กันเสมอๆ แยกกันไม่ออก
อาร์ตไดจะต้องออกไปกับกองถ่ายฯ จะต้องคุยกับผู้กำกับเพื่อแลกไอเดียอันบรรเจิด และคุยกะช่างภาพมืฉกาจเพื่อทำให้งานออกมาดี อาร์ตไดจะต้องควบคุมทุกๆอย่างเพื่อให้งานชิ้นนึงออกมาได้ดีและสมบูรณ์ที่สุดเหมือนกับที่ไปโม้ไว้กับลูกค้าในวันขาย Sketch งานครั้งแรก
ที่ีสำคัญคืออาร์ตได จะมีการอัพค่าตัวขึ้นไปได้อีกจากการหมั่นคิดงานดีๆส่งประกวด ซึ่งเวทีสำหรับคนโฆษณาก็มี B.A.D Awards (Bangkok Advertising Association) หรือ Adman หรือเวทีเก่าแบบTACT Awards และเวทีระดับเอเชียที่มีการจัดกันที่พัทยาทุกปีอย่าง AD FEST Asia หรืองานใหญ่แถบภูมิภาคแบบ Media Asian หรืองานระดับโลกอย่าง Cannes Lions หรือฝั่ง U.K คือ D&AD หรือฝั่งอเมริกาแบบ CILO Awards เป็นต้น
การเตรียมตัวเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ก็ต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบติดตามข่าวสารวงการออกแบบและโฆษณา ชอบดูโฆษณาและต้องหมั่นประกวดงานเพื่อพัฒนาความคิด และสะสม portfolio ที่ดีๆไว้ตอนสมัครงานและที่สำคัญช่วงฝึกงานพยายยามหาทางเข้าไปฝึกในเอเยนซี่ให้ได้
- กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ (Graphic Designer) เป็นอาชีพที่ยังสามารถแยกออกเป็นหลายหมวดอีกในที่นี้พี่จะขอแยกออกเป็นสองอย่างละกันครับ คือ graphic ที่ทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณา และgraphic ที่ทำงานอยู่ตาม graphic house จะพูดถึงพวกแรก พวกนี้จะทำงานคล้ายกับอาร์ตได แต่จะกระจุกกระจิกและต้องทำพวก product หรือ package ด้วยเป็นบางครั้ง ซึ่งก็สนุกไปอีกแบบนึงลักษณะของกราฟฟิคจะคล้ายับอาร์ตไดแต่จะต่างกันตรงที่ไม่ต้องคิดหนังทำหนังแต่พวกนี้จะลงลึกไปออกแบบสื่อต่างๆเช่นงาน exhibits หรืองานสิ่งพิมพ์ หรือเวบมัลติมีเดียสำหรับกราฟฟิคโดยเฉพาะบริษัทโฆษณาต้องออกไปนอกสถานที่บ่อยๆ ออกไปหาลูกค้า ออกไปกำกับช่างภาพ ออกไปทำรีทัชภาพ และสุดท้ายควบคุมการออก Artwork ให้ลูกค้าซึ่งสนุกมากๆ ทำให้เราไม่หยุดนิ่ง ได้เจอคน ได้เจออะไรใหม่ๆตลอดเวลา
สำหรับการเตรียมตัวเป็นกราฟฟิค ขึ้นอยู่กับเว่าเราจะสมัครในบริษัทโฆษณาหรือเปล่า ถ้าอยากก็ต้องดูให้ดีเพราะบริษัทโฆษณาบางที่ก็มีโครงสร้างให้กราฟฟิคทำงาน support art director ซึ่งพี่ไม่แนะนำให้ทำบริษัทแบบนี้ ลองหาบริษัทที่มี Graphic ที่แยกทีมออกมาต่างหากจะดีกว่าหรือถ้าเราอยากเข้ากราฟฟิคเฮาส์ก็ลองศึกษาว่าบริษัทที่เราจะเข้านี่มีชื่อเสียงในวงการออกแบบหรือเปล่า ของประเทศไทยก็มีที่ดีๆน่าทำอยู่หลายที่เหมือนกันครับ
ทีนี้พี่ก็จะพูดถึงสาย Production House บ้าง
สายโปรดักชั่นนี้โดยมาก็จะทำงานให้กับเอเยนซี่ (Agency) เสียส่วนมาก โปรดักชั่นนี้ก็ยังแยกออกได้ย่อยๆอีกคือ
Image Retoucher / Photographer (ตกแต่งภาพและช่างภาพ)Editing Studio (สตูดิโอตัดต่อ)Animation Studio (สตูดิโอทำอนิเมชั่น)Illustrator Artist (นักเขียนและออกแบบภาพประกอบเรื่อง)ตอนนี้ฟังดูอาจจะยังงงๆเอาเป็นว่าสาขาที่ย่อยมากๆพี่ขอข้ามไปก่อนละกันครับ เดี๋ยวจะยาวทีนี้ก็มาถึงตำแหน่งหน้าที่การงานว่าจะทำอะไรได้บ้างในสายงานทางด้านโปรดักต์ชั่นเฮาส์
- Computer Artist ที่ทำงานกับบริษัทรีทัชภาพ ขอเล่าก่อนละกันครับว่ารีทัชภาพนี่ไม่ใช่แค่ตกแต่งภาพตามร้านถ่ายรูปนะครับ มันไม่ใช่แค่นั้น งานของบริษัทโฆษณาที่ออกเป็นอาร์ตเวิร์คในแต่ละวันนั้นมหาศาล การที่จะต้องมีคนที่ทำหน้าที่นี่หรือเรียกว่า รีทัชเชอร์(Retoucher) ซึ่งรีทัชเชอร์จะทำหน้าทีตกแต่งภาพตามที่อาร์ไดเรกเตอร์ หรือกราฟฟิคทำมาให้ ซึ่งเราจะเห็นได้อย่างง่ายๆก็คือพวกโปสเตอร์หนัง หรืองานโฆษณาตามหนังสือพิมพ์ งานพวกนี้ไม่ใช่มีค่าตอบแทนน้อยๆนะครับเพราะคนที่จะทำงานทางด้านนี้ได้จะต้องมีผู้มีความรู็ทางด้าน Drawing มากพอสมควรจึงจะสามารถตกแต่งภาพออกมาได้อย่างสมจริง สายงานทางด้านนี้กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ มีงานจากต่างประเทศเข้ามาให้ทำเป็นจำนวนมากน้องคงจะงง ว่างานแต่งภาพมันจะมากอะไรขนาดนั้น แต่พี่ขอบบอกว่ามากๆๆๆๆ ครับ เพราะปัจจุบันการถ่ายภาพงานโฆษณาได้เปลี่ยนไปเป็นระบบดิจิตอลหมดแล้วครับ ดังนั้นงานถ่ายภาพเมื่อถ่ายเสร็จเค้าก็จะต้องไปทำให้สวยที่สุดดังนั้นก็ไม่พ้นพวก Retouch House ปัจจุบันในประเทศไทยที่ดังๆมีอยู่ประมาณเกือบ 10 ที่ มีสตูดิโอถ่ายภาพมีพนักงานมากกว่า 50 คนในบางแห่ง
การจะเตรียมตัวเป็นรีทัชเชอร์จะต้องดรออิ้งเก่งมีพื้นฐานแสงเงาแน่น มีความสนใจทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและหมั่นดูงานโฆษณาดูโปสเตอร์หนังและเป็นผู้ตามกระแสวงการออกแบบตลอดเวลาครับ
- Computer Artist ที่ทำงานกับเอเยนซี่อันนี้ก็จะคล้ายๆกับอันข้างบน เพียงแต่ว่าทำงานในบริษัทโฆษณา โดยมากจะไม่ได้ปิดงานใหญ่ๆเอง แต่จะให้พวกด้านบนทำจะเป็นคนที่คอย Support ความคิดของครีเอทีฟ และต้องมีความรู้ทางด้านการจัดวางหนังสือ และการเขียนภาพด้วยโปรแกรมIllustrator ด้วยนอกเหนือจากการแต่งภาพ ในบางครั้งต้องมีการทำภาพสามมิติด้วย เรียกว่าความรู้เฉพาะโปรแกรมและทักษะอาจจะไม่เท่ากับพวกรีทัชเชอร์ แต่ความรู้รอบตัวต้องมากกว่าและสามารถตอบสนองความคิดของครีเอทีฟได้มากกว่า
สำหรับการเตรียมตัวก็เหมือนข้างบนนะครับ
- Animator / CG Artistคงเป็นอาชีพที่น้องๆหลายคนอยากจะทำนะครับ การจะเป็น animator อาจจะไม่ต้องจบมาตรงสายเสียทีเดียวแต่อาจจะต้องมีความสนใจทางด้านโปรแกรม 3 มิติ (3D) พอสมควร โดยมากรุ่นเก่าจะจบมาทางสายทางด้านนี้แล้วอาศัยความสนใจส่วนตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ปัจจุบันในประเทศก็มีการเรียนการสอนทางด้านนี้ เพียงแต่ในมหาวิทยาลัยของรัฐอาจจะยังไม่มีมากเท่าที่ควร เนื่องจากติดขัดเรื่องเงินทุนในการซื้อเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทีนี้ย้อนกลับมาที่ลักษณะการทำงาน โดยส่วนมาก เค้าก็จะแยกกันระหว่างคน ออกแบบตัวการ์ตูนคนปั้นโมเดล คนใส่วัสดุจัดแสง และคนทำอนิเมชั่นในขั้นตอนทำให้มันเคลื่อนไหว และยังมีคนตัดต่อและใส่เอฟฟเกต์ในขั้นสิ้นสุดด้วย น้องๆจะเห็นว่าหนังอนิเมชั่นไม่ได้ออกมาง่ายๆ หนังเรื่องนึงจะต้องประกอบไปด้วยคนหลายคนหากว่าน้องเป็นคนที่ขอบทำหนังสั้น น้องๆก็ควรจะคำนึงถึงเนื้อเรื่องด้วย เพราะเนื้อเรื่องเป็นตัวสำคัญในการตัดสินว่าหนังเรื่องนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ในที่นี้พี่แนะนำน้องที่อยากจะเป็นอนิเมเตอร์หรือสนใจทางสายงานด้านนี้ให้หาเวลานอกในการฝึกฝนทักษะ และก็ควรจะเรียนรู้กระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ที่อาจารย์สอนในมหาลัยไปด้วยพร้อมๆกัน เพราะสังเกตหนังสั้น หรือหังโฆษณาเมือง CANNES (คานส์) หนังที่ได้รางวัลก็มักจะเป็นหนังที่มีแก๊กหรือไอเดียเด็ดๆ
และการจะเตรียมตัวเป็นอนิเมเตอร์ พี่ก็แนะนำให้หาความรู้นอกห้องเรียน ซีดีหรือดีวีดีสอน MAYA หรือ 3ds MAX Lightwave / Cinema4 หรือกระทั้งวิดีโอสอนการตัดต่ออย่าง Final Cut Pro และ After Effects ก็มีเยอะมีค่อนข้างเยอะหาได้ง่ายครับ หรือจะไปเรียนเสริมนอกเวลาก็ได้ และก็ทำเก็บไว้เป็น Port เพื่อสมัครฝึกงานในบริษัทเหล่านี้ในช่วงปีสามครับ ก็จะเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการเข้าวงการครับ
- Illustrator Artistอาชีพนักวาดภาพ ออกแบบภาพประกอบ หรือเขียนสตอรรี่บอร์ดประกอบงานโฆษณา (Story Board)นักวาดภาพนั้น แน่นอนก็จะต้องเป็นผู้มีทักษะในการวาดรูปค่อนข้างมาก รักการ์ตูน ช่างสังเกต ขี้เล่นสำหรับอาชีพนี้ ปัจจุบั้นก็แยกได้ออกเป็น 2 อย่างคือ ทำงานอิสระ กับทำงานประจำนักวาดภาพที่ประจำในบริษัทโฆษณา เค้าจะต้องมีความสามารถรอบด้าน คือต้องวาดจากคอมพิวเตอร์ก็ได้และวาดมือลงสีมาร์คเกอร์ (Marker Color) หรือสีอื่นๆก็ได้
สุดท้ายที่จะพูดก็จะเป็นสายงานไฮเทค แน่นอน ต้องอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวันแน่ๆคนที่จะทำงานทางด้านนี้จะต้องเป็นผู้ที่ไม่รังเกียจคอมพิวเตอร์ ต้องมีความเชี่ยวชาญและพอรู้เรื่องโปรแกรมมาบ้างเล็กๆน้อยๆ สำหรับสายงานทางด้านนี้ เวลาน้องจะเข้าไปทำก็ควรจะลองๆสืบดูว่า งานหรือบริษัทที่เรากำลังจะไปทำเค้าเน้นทางด้านไหน บางที่เน้นโปรแกรมมิ่ง บางที่เน้นออกแบบ เน้นไอเดีย บางที่เน้นเท่ากัน ก็ลองเลือกดูนะครับว่าเราอยากทำงานที่เน้นไปทางด้านไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราเป็นหลัก
Multimedia Designer / Web Graphic Designer / Interface Designer
สามคำข้างบนก็พอจะครอบคลุมได้พอสมควรแล้วนะครับ จริงๆยังมีอีกเยอะลักษณะการทำงานก็แล้วแต่บริษัทที่เราจะไปสมัคร คนที่ออกแบบทางสาย IT นี้จะไม่ค่อยมีผู้ช่วยแบบสายโฆษณา เราจะต้องปิดงานด้วยตัวเองในบางครั้ง อย่างเช่นถ้าเราทำ FLASHเราก็ต้องปิดงานด้วยตัวเอง ไม่มี Artist มาปิดงานให้เราแบบสายงานโฆษณาคนที่จะทำงานสายนี้จะต้องมีความสามารถทั้งเรื่อง ภาพยนตร์ การทำอนิเมชั่น การตัดต่อเสียงและโปรแกรมมิ่งเล็กๆน้อยๆ ปัจจุบั้นเราจะออกแบบชนิด Offline ก็ไม่ได้แล้วจึงจำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านอินเตอร์เนต และเทคโนโลยีแฟลชและ JAVA บ้างพอสมควร
สำหรับน้องท่ีจะเข้าทำงานทางสายนี้พี่จะแนะนำคร่าวๆนะครับ ว่ามีบริษัทลักษณะไหนบ้าง- บริษัทที่เป็นเครือหรือแผนกย่อยของบริษัทโฆษณา ในแผนกนี้จะต้องออกแบบทำ web หรีือ media ใหม่ๆ Direct Marketing และจะมีการจัดวางตำแหน่งคล้ายๆพวกครีเอทีฟ และมีคนช่วยทำงานให้ บริษัทโฆษณาจะให้เงินเดือนปานกลาง แต่จะได้ความรู้ทางด้านมาร์เกตติ้งติดตัวไปด้วย เพราะจะค่อนข้างใกล้ชิดกับพวกมาร์เกตติ้ง
- บริษัทที่ออกแบบพวกมัลติมีเดียและเวบโดยเฉพาะ บริษัทลักษณะนี้ เราจะต้องมีความสามารถในการออกแบบและความรู้รอบทางด้านโปรแกรมพอสมควรซึ่งเวลาจะเข้าไปทำควจะศึกษาว่าลักษณะงานเน้นไปในทางไหน ออกแบบหรือเน้นโปรแกรม
- บรืิษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทเหล่านี้จะให้เราเข้าไปพัฒนา Graphic User Interface (GUI) หรือที่เค้าเรียกกันว่าหน้าตาของตัวโปรแกรม ซึ่งแน่นนอน เค้าเน้นโปรแกรมอยู่แล้ว
เวลาน้องๆจะทำงานทางสายนี้ ลองศึกษาดูให้ดีๆก่อนนะครับ เพราะบางทีทำไปนานๆเราจะลืมๆการออกแบบได้ เพราะแวดล้อมไปได้ยโปรแกรมต่างๆ เราจึ้งต้องหมั่นศึกษาหาความรู้บ่อยๆ และฐานเงินเดือนของบริษัทลักษษระนี้มักจะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับนักออกแบบเท่าที่ควร แต่ก็มีบางที่เหมือนกันที่ให้ค่อนข้างมาก
สำหรับการเตรียมตัวคงไม่ต้องบอกอะไรมากนะครับ คืองานต้องดี และมีความรู้ทางด้านโปรแกรมหรือ HTML บ้างนิดๆหน่อยๆครับ
เมื่อได้รู้จักกันแล้วว่า จบไปทำอะไรได้บ้าง และมีหน้าที่การงานทำอะไรบ้างก็จะมาตอบคำภถามคาใจน้องๆว่า "หางานยากหรือไม่" อันนี้พี่ก็จะขอตอบจากประสบการณ์นะครับว่าอย่างงานโฆษณา แม้ว่าบริษัทโฆษณาที่ดังๆจะมีเยอะก็ตาม แต่บุคคลากรเค้าไม่ค่อยเยอะ โดยเฉพาะครีเอทีฟ หรือกราฟฟิคเพราะเค้าไม่จำเป็นต้องจ้างเยอะ ครีเอทีฟมีหน้าที่คิดงานให้แหวก คิดให้ใหม่เสมอๆ ดังนั้นเค้าจะไม่จ้างเยอะและค่อนข้างที่จะรับคนยาก อย่างบริษัทที่เคยทำอยู่ บางครั้งมีการสมัครเรื่อยๆ เกือบ 200-300 คน (รับคนเดียว) แต่ก็ไม่รับเสียทีและก็เป็นธรรมดาครับที่บริษัทดังๆจะรับคนยาก
สาขางานอื่นๆก็เหมือนๆกันครับ ดังนั้นนอกจากสอบเข้าไปได้แล้วยังต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลาอีกด้วย ถึงจะอยู่ในโลกของการออกแบบได้อย่างมีความสุข
==========================================================================
สำหรับการเตรียมตัว พี่จะขอพูดคร่าวๆละกันนะครับ เอาไว้ไปดูรายละเอียดวิชาสอบกันดีกว่า
การเตรียมตัวเข้าสาขาทางนี้ แน่นอนจะต้องมีวิชาการออกแบบและวาดเส้น ซึ่งวิชาและทักษะดังกล่าว ไม่สามารถวัดได้ว่าคนไหนจะต้องฝึกเท่าไหร่ คนไหนต้องฝึกอีกมาก คนไหนทำไม่สวย อันนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ล้วนๆในการฝึกฝนน้องๆที่จะเข้าสายงานทางนี้ พี่แนะนำเลยว่า website หรือร้านหนังสืออย่าง Asia Book หรือ Kinokuniya เป็นแหล่งความรู้ที่ดีมากๆ ยังมีร้านหนังสือดีๆที่น่าไปดูอีกคือ Basheer ที่ H1 ซอยทองหล่อ เลย Playground เข้าไปอีกหน่อยจริงๆใน Playground ก็มีนะครับ และยิ่งดีเข้าไปอีกที่มีศูนย์การออกแบบที่ Emporium ขึ้นมาอีก แหล่งความรู้เหล่านี้มีอยู่ทั่วไป ขึ้นอยู่ว่าน้องจะเลือกดูหรือเปล่า
และสำหรับน้องที่ไม่มีโอกาสได้ติวกับพี่ๆตามมหาวิทยาลัยหรือตามสถาบันสอนศิลปะ หรือแม้กระทั่งโรงเรียนของพี่ www.artstu1.comก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ทันเค้าเพราะน้องสามารถหาหนังสือหัดวาดเส้นมาหัดได้เอง ซึ่งมีหนังสือดีๆอยู่หลายเล่ม เมื่อซื้อมาแล้วน้องก็อาศัยการสังเกต หมั่นฝึกฝน และที่สำคัญหาอาจารย์สอนศิลปะเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูก็จะดีมากๆ
จริงๆก็ไม่ต้องกลัวมากเพราะในเวบมีอยู่มากมายครับ ลองใช้ Google หาดูสิครับ มีเพียบ..........ที่สำคัญหมั่นหาข้อสอบเก่าๆมาดูและทดลองทำดูครับจะช่วยได้มากๆครับ
ระบบการสอบและวิชาการสอบ ซึ่งลักษณะการสอบในปัจจุบันจะสามารถแยกออกเป็น 4 กลุ่มคือ
[A] กลุ่มที่สอบปฏิบัติเพียงวิชาเดียว (ความถนัดทางนิเทศศิลป์ ค่าน้ำหนัก 35% เกณฑ์ 40 คะแนน) ได้แก่- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ / ภาพถ่าย / ภาพยนตร์และวิดีโอ พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (สองสาขาสุดท้ายมีสอบภาคสมทบ)- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ พระจอมเกล้าฯธนบุรี (หลักสูตรนานาชาติ) มีสอบตรง- คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ม.ขอนแก่น ม.บูรพา ฯลฯ (มีสอบตรง+โควต้า)
ลักษณะข้อสอบจะมีข้อย่อยๆแยกออกไปให้ Drawing เขียน StoryBoard ทำ Illustration หรือออกแบบโปสเตอร์และออกแบบลวดลายเน้นทักษะ+ไอเดีย และความเร็วในการทำพอสมควร เพราะมีแค่ 3 ชั่วโมงแต่ต้องทำหลายข้อ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[B] กลุ่มที่สอบวิชาปฏิบัติสองวิชา รายละเอียดลองดูที่ http://www.decorate.su.ac.th/คณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ศิลปากร มีสอบตรงเท่านั้น มี 2 รอบ เน้นทักษะมากๆต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นอย่างมาก แบ่งเป็นสองวิชาคือ วาดเส้นมัณฑนศิลป์ และออกแบบนิเทศศิลป์
ลักษณะข้อสอบ วาดเส้นมัณฑนศิลป์ ให้วาดเส้นหน้าคน หรือมือ หรือของใกล้ตัว บางปีเคยออกให้วาดจากรูปภาพ เน้นทักษะมากๆออกแบบนิเทศศิลป์ ให้ออกแบบโปสเตอร์ และโลโก้ หรือออกแบบตัวอักษรประกอบโปสเตอร์ ฯลฯ เน้นทักษะการออกแบบและนำเสนองานมากๆเกณฑ์อยู่ที่ 50 คะแนนครับ สำหรับ ระดับคะแนนที่ปลอดภัยในการสอบติดคือ 80-85 ขึ้นไปครับ (ได้ค่อนข้างยากครับ โดยเฉพาะ Drawing)
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[C] กลุ่มที่สอบวิชาปฏิบัติ 1 วิชา และสอบทฤษฎีศิลปะ 1 วิชาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาฯ (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ สาขาวิชานฤมิตศิลป์ มหาสารคาม (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์คณะสถาปัตย์ออกแบบ บรรจุภัณฑ์ ม.นเรศวร ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์คณะวิจิตรศิลป์ สาขาการออกแบบ ม.เชียงใหม่ (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบสื่อสาร มศว ประสานมิตร (สอบตรงอย่างเดียว ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎี และ PORTFOLIO)รายละเอียด www.swu.ac.th
ลักษณะข้อสอบปฏิบัตินฤมิตศิลป์ (ค่าน้ำหนัก 20%) 3 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น วาดเส้นสร้างสรรค์ เน้นหน้าคน และมือ หรือของอื่นๆ โดยโจทย์จะเป็นลักษณะใกล้เคียงกับโจทย์ของลูกค้าที่ให้ทำในบริษัทโฆษณา โดยสามารถวาดลักษณะ Surrealism ได้ตามต้องการ แต่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องของแสงเงา และอีกส่วนนึงคือออกแบบ เน้นโจทย์ที่สื่อสารถึงอารมณ์ และเน้นการออกแบบลวดลาย หรือบางครั้งก็มีทั้งโปสเตอร์และภาพประกอบ คล้ายๆลาดกระบัง ทฤษฎีนฤมิตศืลป์ (ค่าน้ำหนัก 15%) มีเนื้อหาที่ต้องอ่านคือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและตะวันตกประวัติศาสตร์การออกแบบ ทฤษฎีการออกแบบ และความรู้ทั้วไปทางแฟชั่น กราฟฟิค โฆษณา คอมพิวเตอร์กราฟฟิค งานนิทรรศการ งานออกแบบภายในและงานออกแบบเซรามิกส์ สามารถหาอ่านเอาได้แต่หลายๆเล่ม เช่นเอาความถนัดสถาปัตย์ + ประวัติศาสตร์ศิลป์
ส่วนแนวข้อสอบตรงของ มศว จะเปลี่ยนไปทุกๆปี เน้นการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญต้องมี PORTFOLIO ด้วยส่วนทฤษฎีศิลปะเน้นคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและอนิเมชั่นด้วยนอกเหนือจากประวัติศาสตร์ศิลป์เล็กๆน้อยๆ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[D] กลุ่มที่มีวิชาปฏิบัติและทฤษฎีอยู่ในข้อสอบเดียวกันคณะครุศาสตร์ ศิลปะศึกษา จุฬาฯ คือเรียนไปไม่ได้ต้องเป็นครูอย่างเดียวนะครับ ทำงานออกแบบก็ได้ครับไม่ปัญหา จะต่างกับพวกที่เรียนศิลปกรรมก็แค่มีวิชาครูและต้องฝึกสอน และใช้เวลาเรียน 5 ปี ใช้วิชาสอบคือ ความรู้ความถนัดทางศิลป์ ค่าน้ำหนัก 10% รวมกับวิชาความถนัดทางวิชาชีพครูและวิชาเลือกสอบ ANET รวมเป็น 30%
ลักษณะข้อสอบแบ่งเป็นทฤษฎี 40-50 ข้อ มีเนื้อหาที่ต้องอ่านคือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและตะวันตก ประวัติศาสตร์การออกแบบ ทฤษฎีการออกแบบ และความรู้ทั้วไปทางแฟชั่น กราฟฟิค โฆษณา คอมพิวเตอร์กราฟฟิค งานนิทรรศการ งานออกแบบภายในและงานออกแบบเซรามิกส์ สามารถหาอ่านเอาได้แต่หลายๆเล่ม เช่นเอาความถนัดสถาปัตย์ + ประวัติศาสตร์ศิลป์แต่เน้นของไทย และชอบออกรูปภาพของพระพุทธรูปและเจดีย์และของไทยๆ ตลอดจนรูปของศิลปินดังๆ และมีความรู้ทางจิตรกรรมและความรู้รอบตัวอย่างเช่นศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรมด้วย
ส่วนปฏิบัติจะให้ทำบนกระดาษแผ่นเล็กๆมีตั้งแต่วาดเส้น ออกแบบ sketch design หรือออกแบบโปสเตอร์ โลโก้ ฯลฯ
จากที่ได้ดูมาข้างต้นนั้น พี่ก็อยากจะบอกว่าน้องๆควรเลือกคณะเผื่อๆไว้ด้วย ไม่ควรเลือกคณะเดียวเพราะอุบัติเหตุในการสอบมีตลอดเวลา เช่นสีหก ไอเดียไม่ออก ทำไม่ได้ ตื่นเต้น ทำผิดโจทย์ ท้องเสียวันสอบ เก็งผิดโจทย์ ออกในสิ่งที่ไม่ถนัดปวดหัวปวดท้องวันสอบ ดังนั้นควรจะเตรียมตัวเอาไว้เผื่อๆดูคณะอื่นที่อื่นไว้บ้าง
นี่แหละคณะที่พี่บอกไปข้างบน อันไหนเค้ามีสอบตรงอันไหนเค้าสอบไม่ตรงกัน แนะนำให้สอบๆไปให้หมดเลยครับ
นอกเหนือจากการสอบแอดมิดชั่นแล้วยังมีการสอบโคงต้าพิเศษ สอบตรงพิเศษ สอบภาคสมทบ เหล่านี้ น้องๆต้องคอยติดตามจากเวบไซท์ของมหาวิทยาลัยเหล่านั้นเอง หรือในเวบเด็กดีนี่แหละครับ จะไปหวังให้คณุแนะแนวคอยเอาข่าวมาให้เรามันก็ไม่ไหวครับ เพราะบางทีครูก็งานเยอะครับ และอีกอย่าง คณะเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่นิยมในการสอบเข้ามากเท่าพวกสายวิศวะ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จริงๆ ข้อมูลที่พี่รวบรวมมาให้ข้างต้นก็แค่สำหรับน้องๆที่อยากจะทำงานทางสายนิเทศศิลป์แค่นั้น ส่วนน้องที่สนใจทางด้านอื่นๆ ก็คอยพี่ๆเค้าอัพเดทกันต่อไปครับ หรือถ้าพี่มีเวลาพอก็จะรวบรวมมาให้อีก จากข้างต้น ก็หวังว่าพอจะให้ความกระจ่างบ้างนะครับไม่มากก็น้อย ซึ่งข้อมูลบางอย่างน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกในการสอบครั้งหน้า
สุดท้ายนี้ พี่ก็ขอฝากให้น้องๆ ม.4-5 ได้รีบทำความรู้จักกับสาขาเหล่านี้ว่า แท้จริงแล้วเราต้องการจะเรียนหรือไม่ชอบหรือไม่ จะได้เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะต้องอาศัยระยะเวลาการฝึกฝนค่อนข้างมาก ส่วนรายละเอียดอื่นๆถ้ามีอะไรอัพเดท แก้ไข พี่จะพยายยามหามาให้ครับ
ขอให้ประสบความสำเร็จในการสอบครับ
writer : พี่ยอดpiyawat_n@hotmail.com
Link: http://www.yimsiam.com/club/board/topicRead.asp?wbID=designdotexe&id=000401
พี่ขอตัดเข้าไปตอนเรียนในมหาวิทยาลัยก่อนละกันนะ ในคณะต่างๆเหล่านี้เค้าก็จะมีการเรียนการสอนที่ค่อนข้างคล้ายกัน คือในช่วงปีสองปีแรกก็จะเป็นการเรียนฝึกฝนทักษะ วิชาดรออิ้งก็จะวาดกันตั้งแต่วัตถุสิ่งของใกล้ตัวจนไปถึงวิชากายวิภาค มีเรียนจิตรกรรมพื้นฐาน การ Paint สีน้ำ ได้ออกนอกสถานที่่ ไปวาดที่ต่างๆได้ฝึกฝนทักษะการออกแบบทั้งด้วยมือ และด้วยคอมพิวเตอร์ในขั้นพื้นฐาน ในปีต้นๆก็มีกิจกรรมเยอะ งานเยอะมีรับน้อง และเป็นช่วงเปลี่ยนจากวัยมัธยมที่มีคุณครูคอยจู้จี้มาเป็นวัยเรียนที่อิสระ ไม่มีใครควบคุม ดังนั้นปีต้นๆน้องควรจะ Balance ระหว่างกิจกรรมกับการเรียนให้ดี เกรดจึงจะออกมาสวยและใช้ชีวิตมหาลัยอย่างมีความสุข
ส่วนในปีโตๆคือปีสามและปีสี่ก็จะเริ่มมีวิชาเฉพาะสาขาที่ตนเองสนใจ คือบางที่ก็มีวิชาอนิเมชั่น (animation) หรือวิชาโฆษณา (advertising) หรือพวกการออกแบบตัวอักษรขั้นสูง (advance typography) จากนั้นพอปลายปีสามขึ้นปีสี่ก็จะมีวิชาวิจัยทางศิลปะและการออกแบบ (design research)ซึ่งก็จะได้ใช้ประโยชน์ตอนทำวิทยานิพนธ์ทางศิลปะ หรือที่เรียกว่า Thesis นั่นเอง ช่วงนี้ก็จะเป็นตัวตััดสินชะตาชีวิตในระดับนึงเหมือนกันว่าจะเรียนจบหรือไม่จบ หรือจะได้งานที่ดีหรือเปล่า
ส่วนวิชาคำนวณ ไม่มีครับ หรือบางที่มีก็น้อยมาก ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนเหมือนตอนมัธยมครับ (โดยมากไม่ชอบ)
==========================================================================
ระดับความยากในการเรียน
ขึ้นชื่อว่าเรียนก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่การันตีว่าใครชอบออกแบบจริงๆแล้วคณะแบบนี้เป็นคณะที่ีเรียนสนุก
จริงอยู่ การเรียนวิชาพวกนี้ระดับความเครียดมักจะไม่ค่อยมากเท่ากับสายวิทยาศาสตร์หรือสายคำนวณแต่การเรียนวิชานี้จะต้องหมั่นหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทางอินเตอร์เนต หรือร้านหนังสือต่างประเทศหรืองานนิทรรศการหรือ event ต่างๆ เช่นงานประกวดโฆษณา หรืองานออกแบบระดับมหาวิทยาลัยไม่เช่นนั้นเราจะตามคนอื่นไม่ทัน
อย่างที่บอกไป แม้่ว่าพวกเราจะไม่ได้เรียนเครียด ไม่ได้เรียนแล้วหน้าบูดหน้าบึ้ง และดูเหมือนว่าจะอยู่กับสิ่งที่สวยงามก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เราหยุดคิด หยุดตามโลก หยุดหาความรู้ เราก็จะอยู่ไม่ได้เมื่อเราจบไปประกอบอาชีพแล้ว และความเครียดก็จะเพิ่มมากขึ้น
พวกเราตอนเรียนจะเรียนสนุก แต่เมื่อจบไปทำงาน จะต้องรักษาเวลา ทำงานให้ทัน คิดให้ออกในเวลาที่กำหนดเราก็จะไปเครียดกันก็ตอนนั้นแหละ
ต้องยอมรับอยู่ข้อนึงว่าประเทศไทย ระดับการเคารพในวิชาชีพยังไม่มีมากเท่าที่ควร คนที่ไม่ได้จบทางด้านออกแบบมาโดยตรงก็สามารถทำงานทางด้านนี้ได้ ถ้าเค้ามีความสามารถเพียงพอ (ส่วนมาก-ไม่ดีเท่าคนที่จบตรง)ดังนั้นอาชีพทางสายนี้ จึงจำเป็นต้องจบไปแล้วไปอยู่ในบริษัทหรือองค์กรที่เหมาะสม ถึงจะเติบโตทางหน้าที่การงานได้อย่างมีความสุข ซึ่งพี่ก็จะแนะนำในข้างล่างต่อไปนะครับ ว่าทำที่ไหนถึงจะดี
==========================================================================
อาชีพการงาน
ก่อนที่พี่จะพูดเรื่องการเตรียมตัวสอบ พี่คิดว่าการทำความรู้จักกับสาขาที่เรากำลังจะเรียนเป็นสิ่งที่ควรรู้ก่อนดังนั้นพี่ก็จะเล่าหน้าที่การงานให้ฟังว่า จบไปสามารถทำอะไรได้บ้าง
อาชีพของพวกเราคล้ายๆกับว่าปิดทองหลังพระ และดูเหมือนว่าจะมีรากฐานฝังลึกอยู่กับผู้ใหญ่ที่มีช่วงอายุประมาณ 45-60 ว่า พวกเราเป็นศิลปินใส้แห้ง วันๆวาดรูปและรับเขียนป้าย ทำงานโรงพิมพ์ดังนั้นพี่ก็จะขอเล่าให้ฟังละกัน จะได้ไปอธิบายให้อาก๋งอาม่า หรือป่าป๊าหม่าม๊าเข้าใจได้มากขึ้นว่าเราจะจบไปทำอะไรได้บ้างใส้แห้งจริงหรือไม่
จากประสบการณ์การทำงานของพี่ อาชีพการงานของสายนี้จะแยกออกเป็น 3 สายหลักๆคือ จริงๆแล้วคนอื่นอาจจะไม่ได้แบ่งแบบนี้
1. สาย Creative เน้นคิดงาน และสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ๆ สนุกๆมันส์ๆ2. สาย Production เน้นทำงานผลิตงาน เป็นผู้มีฝีมือและทักษะการ Present เป็นเยี่ยม หาตัวจับยากและมีคิวจองให้ทำ จองยาวข้ามปี3. สาย IT และมัลติมีเดีย
==========================================================================
อ่ะมาเริ่มกันที่ครีเอทีฟ (Creative) กันก่อนนะ
สายนี้ก็โดยมากจะอยู่ตามเอเยนซี่โฆษณา (Advertising Agency) ซึ่งการที่จะเข้าเป็นครีเอทีฟในบริษัทโฆษณานั้นค่อนข้างยาก และต้องผ่านการคัดตัวและเวทีประกวดงานระดับมหาวิทยาลัยอย่าง B.A.D (Bangkok Advertising Association) มาบ้างแล้ว หรือไม่ก็เป็นผู้มีไอเดียแหวกแนวตลอดเวลาในเอเยนซี่ก็จะแยกออกครีเอทีฟออกเป็นสองประเภทคือ
- อาร์ตไดเรกเตอร์ (art director)เป็นอาชีพที่จัดว่า เก๋ไก๋สไลด์เดอร์มากๆ มีคนอยากเป็นมาก แต่ตำแหน่งน้อยนิดไม่ค่อยจะรับใครใหม่ๆเท่าไหร่ เพราะเงินเดือนดี แต่ทำงานหนักเป็นวัวเป็นควาย บางทีก็กลับบ้านตีสองตีสาม หรือข้ามคืนก็เคยมี อาร์ตไดเรกเตอร์เค้าจะทำงานเป็นคนคิดโฆษณาทางสิ่งพิมพ์ ทำบิลบอร์ดเก๋ๆ ยกตัวอย่างเช่นเบียร์ไฮเนเก้นที่จะมีอะไรเก๋ๆออกมาตลอดเวลา และที่เป็นไฮไลท์คือต้องคิดหนังโฆษณาทีวี (TVC) ช่วงเวลาที่คิดหนังนี่แหละมันส์ที่สุด จะมีแก๊กตลกๆ เจ็บๆ ซึ้งๆออกมาเยอะแยะแล้วแต่โจทย์ที่ลูกค้าให้มา อาร์ตไดไม่ได้เป็นคนคิดคนเดียวนะ เค้าจะต้องคิดงานคู่กับก๊อปป้ไรท์เตอร์(copywriter) ที่จบมาทางสายนิเทศศาสตร์นั่นแหละ ทำงานคู่กันเสมอๆ แยกกันไม่ออก
อาร์ตไดจะต้องออกไปกับกองถ่ายฯ จะต้องคุยกับผู้กำกับเพื่อแลกไอเดียอันบรรเจิด และคุยกะช่างภาพมืฉกาจเพื่อทำให้งานออกมาดี อาร์ตไดจะต้องควบคุมทุกๆอย่างเพื่อให้งานชิ้นนึงออกมาได้ดีและสมบูรณ์ที่สุดเหมือนกับที่ไปโม้ไว้กับลูกค้าในวันขาย Sketch งานครั้งแรก
ที่ีสำคัญคืออาร์ตได จะมีการอัพค่าตัวขึ้นไปได้อีกจากการหมั่นคิดงานดีๆส่งประกวด ซึ่งเวทีสำหรับคนโฆษณาก็มี B.A.D Awards (Bangkok Advertising Association) หรือ Adman หรือเวทีเก่าแบบTACT Awards และเวทีระดับเอเชียที่มีการจัดกันที่พัทยาทุกปีอย่าง AD FEST Asia หรืองานใหญ่แถบภูมิภาคแบบ Media Asian หรืองานระดับโลกอย่าง Cannes Lions หรือฝั่ง U.K คือ D&AD หรือฝั่งอเมริกาแบบ CILO Awards เป็นต้น
การเตรียมตัวเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ก็ต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบติดตามข่าวสารวงการออกแบบและโฆษณา ชอบดูโฆษณาและต้องหมั่นประกวดงานเพื่อพัฒนาความคิด และสะสม portfolio ที่ดีๆไว้ตอนสมัครงานและที่สำคัญช่วงฝึกงานพยายยามหาทางเข้าไปฝึกในเอเยนซี่ให้ได้
- กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ (Graphic Designer) เป็นอาชีพที่ยังสามารถแยกออกเป็นหลายหมวดอีกในที่นี้พี่จะขอแยกออกเป็นสองอย่างละกันครับ คือ graphic ที่ทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณา และgraphic ที่ทำงานอยู่ตาม graphic house จะพูดถึงพวกแรก พวกนี้จะทำงานคล้ายกับอาร์ตได แต่จะกระจุกกระจิกและต้องทำพวก product หรือ package ด้วยเป็นบางครั้ง ซึ่งก็สนุกไปอีกแบบนึงลักษณะของกราฟฟิคจะคล้ายับอาร์ตไดแต่จะต่างกันตรงที่ไม่ต้องคิดหนังทำหนังแต่พวกนี้จะลงลึกไปออกแบบสื่อต่างๆเช่นงาน exhibits หรืองานสิ่งพิมพ์ หรือเวบมัลติมีเดียสำหรับกราฟฟิคโดยเฉพาะบริษัทโฆษณาต้องออกไปนอกสถานที่บ่อยๆ ออกไปหาลูกค้า ออกไปกำกับช่างภาพ ออกไปทำรีทัชภาพ และสุดท้ายควบคุมการออก Artwork ให้ลูกค้าซึ่งสนุกมากๆ ทำให้เราไม่หยุดนิ่ง ได้เจอคน ได้เจออะไรใหม่ๆตลอดเวลา
สำหรับการเตรียมตัวเป็นกราฟฟิค ขึ้นอยู่กับเว่าเราจะสมัครในบริษัทโฆษณาหรือเปล่า ถ้าอยากก็ต้องดูให้ดีเพราะบริษัทโฆษณาบางที่ก็มีโครงสร้างให้กราฟฟิคทำงาน support art director ซึ่งพี่ไม่แนะนำให้ทำบริษัทแบบนี้ ลองหาบริษัทที่มี Graphic ที่แยกทีมออกมาต่างหากจะดีกว่าหรือถ้าเราอยากเข้ากราฟฟิคเฮาส์ก็ลองศึกษาว่าบริษัทที่เราจะเข้านี่มีชื่อเสียงในวงการออกแบบหรือเปล่า ของประเทศไทยก็มีที่ดีๆน่าทำอยู่หลายที่เหมือนกันครับ
ทีนี้พี่ก็จะพูดถึงสาย Production House บ้าง
สายโปรดักชั่นนี้โดยมาก็จะทำงานให้กับเอเยนซี่ (Agency) เสียส่วนมาก โปรดักชั่นนี้ก็ยังแยกออกได้ย่อยๆอีกคือ
Image Retoucher / Photographer (ตกแต่งภาพและช่างภาพ)Editing Studio (สตูดิโอตัดต่อ)Animation Studio (สตูดิโอทำอนิเมชั่น)Illustrator Artist (นักเขียนและออกแบบภาพประกอบเรื่อง)ตอนนี้ฟังดูอาจจะยังงงๆเอาเป็นว่าสาขาที่ย่อยมากๆพี่ขอข้ามไปก่อนละกันครับ เดี๋ยวจะยาวทีนี้ก็มาถึงตำแหน่งหน้าที่การงานว่าจะทำอะไรได้บ้างในสายงานทางด้านโปรดักต์ชั่นเฮาส์
- Computer Artist ที่ทำงานกับบริษัทรีทัชภาพ ขอเล่าก่อนละกันครับว่ารีทัชภาพนี่ไม่ใช่แค่ตกแต่งภาพตามร้านถ่ายรูปนะครับ มันไม่ใช่แค่นั้น งานของบริษัทโฆษณาที่ออกเป็นอาร์ตเวิร์คในแต่ละวันนั้นมหาศาล การที่จะต้องมีคนที่ทำหน้าที่นี่หรือเรียกว่า รีทัชเชอร์(Retoucher) ซึ่งรีทัชเชอร์จะทำหน้าทีตกแต่งภาพตามที่อาร์ไดเรกเตอร์ หรือกราฟฟิคทำมาให้ ซึ่งเราจะเห็นได้อย่างง่ายๆก็คือพวกโปสเตอร์หนัง หรืองานโฆษณาตามหนังสือพิมพ์ งานพวกนี้ไม่ใช่มีค่าตอบแทนน้อยๆนะครับเพราะคนที่จะทำงานทางด้านนี้ได้จะต้องมีผู้มีความรู็ทางด้าน Drawing มากพอสมควรจึงจะสามารถตกแต่งภาพออกมาได้อย่างสมจริง สายงานทางด้านนี้กำลังโตขึ้นเรื่อยๆ มีงานจากต่างประเทศเข้ามาให้ทำเป็นจำนวนมากน้องคงจะงง ว่างานแต่งภาพมันจะมากอะไรขนาดนั้น แต่พี่ขอบบอกว่ามากๆๆๆๆ ครับ เพราะปัจจุบันการถ่ายภาพงานโฆษณาได้เปลี่ยนไปเป็นระบบดิจิตอลหมดแล้วครับ ดังนั้นงานถ่ายภาพเมื่อถ่ายเสร็จเค้าก็จะต้องไปทำให้สวยที่สุดดังนั้นก็ไม่พ้นพวก Retouch House ปัจจุบันในประเทศไทยที่ดังๆมีอยู่ประมาณเกือบ 10 ที่ มีสตูดิโอถ่ายภาพมีพนักงานมากกว่า 50 คนในบางแห่ง
การจะเตรียมตัวเป็นรีทัชเชอร์จะต้องดรออิ้งเก่งมีพื้นฐานแสงเงาแน่น มีความสนใจทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและหมั่นดูงานโฆษณาดูโปสเตอร์หนังและเป็นผู้ตามกระแสวงการออกแบบตลอดเวลาครับ
- Computer Artist ที่ทำงานกับเอเยนซี่อันนี้ก็จะคล้ายๆกับอันข้างบน เพียงแต่ว่าทำงานในบริษัทโฆษณา โดยมากจะไม่ได้ปิดงานใหญ่ๆเอง แต่จะให้พวกด้านบนทำจะเป็นคนที่คอย Support ความคิดของครีเอทีฟ และต้องมีความรู้ทางด้านการจัดวางหนังสือ และการเขียนภาพด้วยโปรแกรมIllustrator ด้วยนอกเหนือจากการแต่งภาพ ในบางครั้งต้องมีการทำภาพสามมิติด้วย เรียกว่าความรู้เฉพาะโปรแกรมและทักษะอาจจะไม่เท่ากับพวกรีทัชเชอร์ แต่ความรู้รอบตัวต้องมากกว่าและสามารถตอบสนองความคิดของครีเอทีฟได้มากกว่า
สำหรับการเตรียมตัวก็เหมือนข้างบนนะครับ
- Animator / CG Artistคงเป็นอาชีพที่น้องๆหลายคนอยากจะทำนะครับ การจะเป็น animator อาจจะไม่ต้องจบมาตรงสายเสียทีเดียวแต่อาจจะต้องมีความสนใจทางด้านโปรแกรม 3 มิติ (3D) พอสมควร โดยมากรุ่นเก่าจะจบมาทางสายทางด้านนี้แล้วอาศัยความสนใจส่วนตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ปัจจุบันในประเทศก็มีการเรียนการสอนทางด้านนี้ เพียงแต่ในมหาวิทยาลัยของรัฐอาจจะยังไม่มีมากเท่าที่ควร เนื่องจากติดขัดเรื่องเงินทุนในการซื้อเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทีนี้ย้อนกลับมาที่ลักษณะการทำงาน โดยส่วนมาก เค้าก็จะแยกกันระหว่างคน ออกแบบตัวการ์ตูนคนปั้นโมเดล คนใส่วัสดุจัดแสง และคนทำอนิเมชั่นในขั้นตอนทำให้มันเคลื่อนไหว และยังมีคนตัดต่อและใส่เอฟฟเกต์ในขั้นสิ้นสุดด้วย น้องๆจะเห็นว่าหนังอนิเมชั่นไม่ได้ออกมาง่ายๆ หนังเรื่องนึงจะต้องประกอบไปด้วยคนหลายคนหากว่าน้องเป็นคนที่ขอบทำหนังสั้น น้องๆก็ควรจะคำนึงถึงเนื้อเรื่องด้วย เพราะเนื้อเรื่องเป็นตัวสำคัญในการตัดสินว่าหนังเรื่องนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ในที่นี้พี่แนะนำน้องที่อยากจะเป็นอนิเมเตอร์หรือสนใจทางสายงานด้านนี้ให้หาเวลานอกในการฝึกฝนทักษะ และก็ควรจะเรียนรู้กระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ที่อาจารย์สอนในมหาลัยไปด้วยพร้อมๆกัน เพราะสังเกตหนังสั้น หรือหังโฆษณาเมือง CANNES (คานส์) หนังที่ได้รางวัลก็มักจะเป็นหนังที่มีแก๊กหรือไอเดียเด็ดๆ
และการจะเตรียมตัวเป็นอนิเมเตอร์ พี่ก็แนะนำให้หาความรู้นอกห้องเรียน ซีดีหรือดีวีดีสอน MAYA หรือ 3ds MAX Lightwave / Cinema4 หรือกระทั้งวิดีโอสอนการตัดต่ออย่าง Final Cut Pro และ After Effects ก็มีเยอะมีค่อนข้างเยอะหาได้ง่ายครับ หรือจะไปเรียนเสริมนอกเวลาก็ได้ และก็ทำเก็บไว้เป็น Port เพื่อสมัครฝึกงานในบริษัทเหล่านี้ในช่วงปีสามครับ ก็จะเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการเข้าวงการครับ
- Illustrator Artistอาชีพนักวาดภาพ ออกแบบภาพประกอบ หรือเขียนสตอรรี่บอร์ดประกอบงานโฆษณา (Story Board)นักวาดภาพนั้น แน่นอนก็จะต้องเป็นผู้มีทักษะในการวาดรูปค่อนข้างมาก รักการ์ตูน ช่างสังเกต ขี้เล่นสำหรับอาชีพนี้ ปัจจุบั้นก็แยกได้ออกเป็น 2 อย่างคือ ทำงานอิสระ กับทำงานประจำนักวาดภาพที่ประจำในบริษัทโฆษณา เค้าจะต้องมีความสามารถรอบด้าน คือต้องวาดจากคอมพิวเตอร์ก็ได้และวาดมือลงสีมาร์คเกอร์ (Marker Color) หรือสีอื่นๆก็ได้
สุดท้ายที่จะพูดก็จะเป็นสายงานไฮเทค แน่นอน ต้องอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวันแน่ๆคนที่จะทำงานทางด้านนี้จะต้องเป็นผู้ที่ไม่รังเกียจคอมพิวเตอร์ ต้องมีความเชี่ยวชาญและพอรู้เรื่องโปรแกรมมาบ้างเล็กๆน้อยๆ สำหรับสายงานทางด้านนี้ เวลาน้องจะเข้าไปทำก็ควรจะลองๆสืบดูว่า งานหรือบริษัทที่เรากำลังจะไปทำเค้าเน้นทางด้านไหน บางที่เน้นโปรแกรมมิ่ง บางที่เน้นออกแบบ เน้นไอเดีย บางที่เน้นเท่ากัน ก็ลองเลือกดูนะครับว่าเราอยากทำงานที่เน้นไปทางด้านไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราเป็นหลัก
Multimedia Designer / Web Graphic Designer / Interface Designer
สามคำข้างบนก็พอจะครอบคลุมได้พอสมควรแล้วนะครับ จริงๆยังมีอีกเยอะลักษณะการทำงานก็แล้วแต่บริษัทที่เราจะไปสมัคร คนที่ออกแบบทางสาย IT นี้จะไม่ค่อยมีผู้ช่วยแบบสายโฆษณา เราจะต้องปิดงานด้วยตัวเองในบางครั้ง อย่างเช่นถ้าเราทำ FLASHเราก็ต้องปิดงานด้วยตัวเอง ไม่มี Artist มาปิดงานให้เราแบบสายงานโฆษณาคนที่จะทำงานสายนี้จะต้องมีความสามารถทั้งเรื่อง ภาพยนตร์ การทำอนิเมชั่น การตัดต่อเสียงและโปรแกรมมิ่งเล็กๆน้อยๆ ปัจจุบั้นเราจะออกแบบชนิด Offline ก็ไม่ได้แล้วจึงจำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านอินเตอร์เนต และเทคโนโลยีแฟลชและ JAVA บ้างพอสมควร
สำหรับน้องท่ีจะเข้าทำงานทางสายนี้พี่จะแนะนำคร่าวๆนะครับ ว่ามีบริษัทลักษณะไหนบ้าง- บริษัทที่เป็นเครือหรือแผนกย่อยของบริษัทโฆษณา ในแผนกนี้จะต้องออกแบบทำ web หรีือ media ใหม่ๆ Direct Marketing และจะมีการจัดวางตำแหน่งคล้ายๆพวกครีเอทีฟ และมีคนช่วยทำงานให้ บริษัทโฆษณาจะให้เงินเดือนปานกลาง แต่จะได้ความรู้ทางด้านมาร์เกตติ้งติดตัวไปด้วย เพราะจะค่อนข้างใกล้ชิดกับพวกมาร์เกตติ้ง
- บริษัทที่ออกแบบพวกมัลติมีเดียและเวบโดยเฉพาะ บริษัทลักษณะนี้ เราจะต้องมีความสามารถในการออกแบบและความรู้รอบทางด้านโปรแกรมพอสมควรซึ่งเวลาจะเข้าไปทำควจะศึกษาว่าลักษณะงานเน้นไปในทางไหน ออกแบบหรือเน้นโปรแกรม
- บรืิษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทเหล่านี้จะให้เราเข้าไปพัฒนา Graphic User Interface (GUI) หรือที่เค้าเรียกกันว่าหน้าตาของตัวโปรแกรม ซึ่งแน่นนอน เค้าเน้นโปรแกรมอยู่แล้ว
เวลาน้องๆจะทำงานทางสายนี้ ลองศึกษาดูให้ดีๆก่อนนะครับ เพราะบางทีทำไปนานๆเราจะลืมๆการออกแบบได้ เพราะแวดล้อมไปได้ยโปรแกรมต่างๆ เราจึ้งต้องหมั่นศึกษาหาความรู้บ่อยๆ และฐานเงินเดือนของบริษัทลักษษระนี้มักจะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับนักออกแบบเท่าที่ควร แต่ก็มีบางที่เหมือนกันที่ให้ค่อนข้างมาก
สำหรับการเตรียมตัวคงไม่ต้องบอกอะไรมากนะครับ คืองานต้องดี และมีความรู้ทางด้านโปรแกรมหรือ HTML บ้างนิดๆหน่อยๆครับ
เมื่อได้รู้จักกันแล้วว่า จบไปทำอะไรได้บ้าง และมีหน้าที่การงานทำอะไรบ้างก็จะมาตอบคำภถามคาใจน้องๆว่า "หางานยากหรือไม่" อันนี้พี่ก็จะขอตอบจากประสบการณ์นะครับว่าอย่างงานโฆษณา แม้ว่าบริษัทโฆษณาที่ดังๆจะมีเยอะก็ตาม แต่บุคคลากรเค้าไม่ค่อยเยอะ โดยเฉพาะครีเอทีฟ หรือกราฟฟิคเพราะเค้าไม่จำเป็นต้องจ้างเยอะ ครีเอทีฟมีหน้าที่คิดงานให้แหวก คิดให้ใหม่เสมอๆ ดังนั้นเค้าจะไม่จ้างเยอะและค่อนข้างที่จะรับคนยาก อย่างบริษัทที่เคยทำอยู่ บางครั้งมีการสมัครเรื่อยๆ เกือบ 200-300 คน (รับคนเดียว) แต่ก็ไม่รับเสียทีและก็เป็นธรรมดาครับที่บริษัทดังๆจะรับคนยาก
สาขางานอื่นๆก็เหมือนๆกันครับ ดังนั้นนอกจากสอบเข้าไปได้แล้วยังต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลาอีกด้วย ถึงจะอยู่ในโลกของการออกแบบได้อย่างมีความสุข
==========================================================================
สำหรับการเตรียมตัว พี่จะขอพูดคร่าวๆละกันนะครับ เอาไว้ไปดูรายละเอียดวิชาสอบกันดีกว่า
การเตรียมตัวเข้าสาขาทางนี้ แน่นอนจะต้องมีวิชาการออกแบบและวาดเส้น ซึ่งวิชาและทักษะดังกล่าว ไม่สามารถวัดได้ว่าคนไหนจะต้องฝึกเท่าไหร่ คนไหนต้องฝึกอีกมาก คนไหนทำไม่สวย อันนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ล้วนๆในการฝึกฝนน้องๆที่จะเข้าสายงานทางนี้ พี่แนะนำเลยว่า website หรือร้านหนังสืออย่าง Asia Book หรือ Kinokuniya เป็นแหล่งความรู้ที่ดีมากๆ ยังมีร้านหนังสือดีๆที่น่าไปดูอีกคือ Basheer ที่ H1 ซอยทองหล่อ เลย Playground เข้าไปอีกหน่อยจริงๆใน Playground ก็มีนะครับ และยิ่งดีเข้าไปอีกที่มีศูนย์การออกแบบที่ Emporium ขึ้นมาอีก แหล่งความรู้เหล่านี้มีอยู่ทั่วไป ขึ้นอยู่ว่าน้องจะเลือกดูหรือเปล่า
และสำหรับน้องที่ไม่มีโอกาสได้ติวกับพี่ๆตามมหาวิทยาลัยหรือตามสถาบันสอนศิลปะ หรือแม้กระทั่งโรงเรียนของพี่ www.artstu1.comก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ทันเค้าเพราะน้องสามารถหาหนังสือหัดวาดเส้นมาหัดได้เอง ซึ่งมีหนังสือดีๆอยู่หลายเล่ม เมื่อซื้อมาแล้วน้องก็อาศัยการสังเกต หมั่นฝึกฝน และที่สำคัญหาอาจารย์สอนศิลปะเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูก็จะดีมากๆ
จริงๆก็ไม่ต้องกลัวมากเพราะในเวบมีอยู่มากมายครับ ลองใช้ Google หาดูสิครับ มีเพียบ..........ที่สำคัญหมั่นหาข้อสอบเก่าๆมาดูและทดลองทำดูครับจะช่วยได้มากๆครับ
ระบบการสอบและวิชาการสอบ ซึ่งลักษณะการสอบในปัจจุบันจะสามารถแยกออกเป็น 4 กลุ่มคือ
[A] กลุ่มที่สอบปฏิบัติเพียงวิชาเดียว (ความถนัดทางนิเทศศิลป์ ค่าน้ำหนัก 35% เกณฑ์ 40 คะแนน) ได้แก่- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ / ภาพถ่าย / ภาพยนตร์และวิดีโอ พระจอมเกล้าฯลาดกระบัง (สองสาขาสุดท้ายมีสอบภาคสมทบ)- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ พระจอมเกล้าฯธนบุรี (หลักสูตรนานาชาติ) มีสอบตรง- คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ม.ขอนแก่น ม.บูรพา ฯลฯ (มีสอบตรง+โควต้า)
ลักษณะข้อสอบจะมีข้อย่อยๆแยกออกไปให้ Drawing เขียน StoryBoard ทำ Illustration หรือออกแบบโปสเตอร์และออกแบบลวดลายเน้นทักษะ+ไอเดีย และความเร็วในการทำพอสมควร เพราะมีแค่ 3 ชั่วโมงแต่ต้องทำหลายข้อ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[B] กลุ่มที่สอบวิชาปฏิบัติสองวิชา รายละเอียดลองดูที่ http://www.decorate.su.ac.th/คณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ ศิลปากร มีสอบตรงเท่านั้น มี 2 รอบ เน้นทักษะมากๆต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นอย่างมาก แบ่งเป็นสองวิชาคือ วาดเส้นมัณฑนศิลป์ และออกแบบนิเทศศิลป์
ลักษณะข้อสอบ วาดเส้นมัณฑนศิลป์ ให้วาดเส้นหน้าคน หรือมือ หรือของใกล้ตัว บางปีเคยออกให้วาดจากรูปภาพ เน้นทักษะมากๆออกแบบนิเทศศิลป์ ให้ออกแบบโปสเตอร์ และโลโก้ หรือออกแบบตัวอักษรประกอบโปสเตอร์ ฯลฯ เน้นทักษะการออกแบบและนำเสนองานมากๆเกณฑ์อยู่ที่ 50 คะแนนครับ สำหรับ ระดับคะแนนที่ปลอดภัยในการสอบติดคือ 80-85 ขึ้นไปครับ (ได้ค่อนข้างยากครับ โดยเฉพาะ Drawing)
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[C] กลุ่มที่สอบวิชาปฏิบัติ 1 วิชา และสอบทฤษฎีศิลปะ 1 วิชาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาฯ (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ สาขาวิชานฤมิตศิลป์ มหาสารคาม (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์คณะสถาปัตย์ออกแบบ บรรจุภัณฑ์ ม.นเรศวร ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์คณะวิจิตรศิลป์ สาขาการออกแบบ ม.เชียงใหม่ (มีสอบตรง+โควต้า) ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎีนฤมิตศิลป์คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบสื่อสาร มศว ประสานมิตร (สอบตรงอย่างเดียว ใช้ ปฏิบัติ + ทฤษฎี และ PORTFOLIO)รายละเอียด www.swu.ac.th
ลักษณะข้อสอบปฏิบัตินฤมิตศิลป์ (ค่าน้ำหนัก 20%) 3 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น วาดเส้นสร้างสรรค์ เน้นหน้าคน และมือ หรือของอื่นๆ โดยโจทย์จะเป็นลักษณะใกล้เคียงกับโจทย์ของลูกค้าที่ให้ทำในบริษัทโฆษณา โดยสามารถวาดลักษณะ Surrealism ได้ตามต้องการ แต่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องของแสงเงา และอีกส่วนนึงคือออกแบบ เน้นโจทย์ที่สื่อสารถึงอารมณ์ และเน้นการออกแบบลวดลาย หรือบางครั้งก็มีทั้งโปสเตอร์และภาพประกอบ คล้ายๆลาดกระบัง ทฤษฎีนฤมิตศืลป์ (ค่าน้ำหนัก 15%) มีเนื้อหาที่ต้องอ่านคือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและตะวันตกประวัติศาสตร์การออกแบบ ทฤษฎีการออกแบบ และความรู้ทั้วไปทางแฟชั่น กราฟฟิค โฆษณา คอมพิวเตอร์กราฟฟิค งานนิทรรศการ งานออกแบบภายในและงานออกแบบเซรามิกส์ สามารถหาอ่านเอาได้แต่หลายๆเล่ม เช่นเอาความถนัดสถาปัตย์ + ประวัติศาสตร์ศิลป์
ส่วนแนวข้อสอบตรงของ มศว จะเปลี่ยนไปทุกๆปี เน้นการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญต้องมี PORTFOLIO ด้วยส่วนทฤษฎีศิลปะเน้นคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและอนิเมชั่นด้วยนอกเหนือจากประวัติศาสตร์ศิลป์เล็กๆน้อยๆ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
[D] กลุ่มที่มีวิชาปฏิบัติและทฤษฎีอยู่ในข้อสอบเดียวกันคณะครุศาสตร์ ศิลปะศึกษา จุฬาฯ คือเรียนไปไม่ได้ต้องเป็นครูอย่างเดียวนะครับ ทำงานออกแบบก็ได้ครับไม่ปัญหา จะต่างกับพวกที่เรียนศิลปกรรมก็แค่มีวิชาครูและต้องฝึกสอน และใช้เวลาเรียน 5 ปี ใช้วิชาสอบคือ ความรู้ความถนัดทางศิลป์ ค่าน้ำหนัก 10% รวมกับวิชาความถนัดทางวิชาชีพครูและวิชาเลือกสอบ ANET รวมเป็น 30%
ลักษณะข้อสอบแบ่งเป็นทฤษฎี 40-50 ข้อ มีเนื้อหาที่ต้องอ่านคือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ทั้งไทยและตะวันตก ประวัติศาสตร์การออกแบบ ทฤษฎีการออกแบบ และความรู้ทั้วไปทางแฟชั่น กราฟฟิค โฆษณา คอมพิวเตอร์กราฟฟิค งานนิทรรศการ งานออกแบบภายในและงานออกแบบเซรามิกส์ สามารถหาอ่านเอาได้แต่หลายๆเล่ม เช่นเอาความถนัดสถาปัตย์ + ประวัติศาสตร์ศิลป์แต่เน้นของไทย และชอบออกรูปภาพของพระพุทธรูปและเจดีย์และของไทยๆ ตลอดจนรูปของศิลปินดังๆ และมีความรู้ทางจิตรกรรมและความรู้รอบตัวอย่างเช่นศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรมด้วย
ส่วนปฏิบัติจะให้ทำบนกระดาษแผ่นเล็กๆมีตั้งแต่วาดเส้น ออกแบบ sketch design หรือออกแบบโปสเตอร์ โลโก้ ฯลฯ
จากที่ได้ดูมาข้างต้นนั้น พี่ก็อยากจะบอกว่าน้องๆควรเลือกคณะเผื่อๆไว้ด้วย ไม่ควรเลือกคณะเดียวเพราะอุบัติเหตุในการสอบมีตลอดเวลา เช่นสีหก ไอเดียไม่ออก ทำไม่ได้ ตื่นเต้น ทำผิดโจทย์ ท้องเสียวันสอบ เก็งผิดโจทย์ ออกในสิ่งที่ไม่ถนัดปวดหัวปวดท้องวันสอบ ดังนั้นควรจะเตรียมตัวเอาไว้เผื่อๆดูคณะอื่นที่อื่นไว้บ้าง
นี่แหละคณะที่พี่บอกไปข้างบน อันไหนเค้ามีสอบตรงอันไหนเค้าสอบไม่ตรงกัน แนะนำให้สอบๆไปให้หมดเลยครับ
นอกเหนือจากการสอบแอดมิดชั่นแล้วยังมีการสอบโคงต้าพิเศษ สอบตรงพิเศษ สอบภาคสมทบ เหล่านี้ น้องๆต้องคอยติดตามจากเวบไซท์ของมหาวิทยาลัยเหล่านั้นเอง หรือในเวบเด็กดีนี่แหละครับ จะไปหวังให้คณุแนะแนวคอยเอาข่าวมาให้เรามันก็ไม่ไหวครับ เพราะบางทีครูก็งานเยอะครับ และอีกอย่าง คณะเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่นิยมในการสอบเข้ามากเท่าพวกสายวิศวะ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จริงๆ ข้อมูลที่พี่รวบรวมมาให้ข้างต้นก็แค่สำหรับน้องๆที่อยากจะทำงานทางสายนิเทศศิลป์แค่นั้น ส่วนน้องที่สนใจทางด้านอื่นๆ ก็คอยพี่ๆเค้าอัพเดทกันต่อไปครับ หรือถ้าพี่มีเวลาพอก็จะรวบรวมมาให้อีก จากข้างต้น ก็หวังว่าพอจะให้ความกระจ่างบ้างนะครับไม่มากก็น้อย ซึ่งข้อมูลบางอย่างน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกในการสอบครั้งหน้า
สุดท้ายนี้ พี่ก็ขอฝากให้น้องๆ ม.4-5 ได้รีบทำความรู้จักกับสาขาเหล่านี้ว่า แท้จริงแล้วเราต้องการจะเรียนหรือไม่ชอบหรือไม่ จะได้เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะต้องอาศัยระยะเวลาการฝึกฝนค่อนข้างมาก ส่วนรายละเอียดอื่นๆถ้ามีอะไรอัพเดท แก้ไข พี่จะพยายยามหามาให้ครับ
ขอให้ประสบความสำเร็จในการสอบครับ
writer : พี่ยอดpiyawat_n@hotmail.com
Link: http://www.yimsiam.com/club/board/topicRead.asp?wbID=designdotexe&id=000401
Guest lecturer ที่สถาบันสอนศิลปะ
พฤหัสที่ 2 สิงหาที่ผ่านมา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับเชิญเป็น Guest lecturer ที่สถาบันสอนศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย"มหาวิทยาลัยศิลปากร"จากคำแนะนำของรุ่นน้องที่ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่คณะ มัณฑนศิลป์ ส่งผลให้ผมได้รับคำเชิญให้ไปบรรยายเรื่อง "how to document work" กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชา Visual Communication ที่กำลังทำ thesis และใกล้่สำเร็จการศึกษา"how to document work"เราจะจัดการกับผลงานของเราอย่างไร?หรืออีกนัยหนึ่งคือ เราจะนำเสนอผลงานทั้งหมดของเราสู่สาธารณะอย่างไรให้มีประสิทธิภาพพูดกันแบบภาษาชาวบ้านน่าจะเรียกว่า . . .จะทำ portfolio เพื่อสมัครงาน และ/หรือ present ตัวเองต่อ public กันอย่างไรให้น่าสนใจ และให้ได้มาซึ่งงาน?ตอบสั้นๆเหมือนจะกวนบาทา แต่ไม่มีเจตนาว่า "ผมไม่รู้"ย้อนมองดูตัวเอง . . . ผมพบว่า ผมเองไม่ได้มี Portfolio ที่ strong ไปกว่า designer คนอื่นๆแต่ชีวิตผมหลังจบการศึกษาจาก SCAD ผมพบว่าตัวเองพัวผันและวนเวียนอยู่กับการ document work เสมอๆไม่ว่าจะเป็น . . . 1. งานชิ้นแรกหลังการเข้าร่วมงานกับ Blur Studio ด้วยการจัดทำ official website ให้กับ Blur ซึ่งถือเป็น online portfolio ในรูปแบบหนึ่ง2. การจัดทำ demo reel ของ Blur Studio ซึ่งรวมถึงการคิด art direction ของ reel title ไปจนถึงการออกแบบ packaging ของ Blue demo reel3. หลังจากย้ายกลับมาสู่บ้านเกิด (bangkok) เมื่อเข้าไปทักทายพี่ๆน้องๆสถาปัตย์จุฬาฯที่ L49 และ G49 เพื่อรับงาน freelance กลับมาทำ ก็ได้รับคำเปรยว่าอยากให้เข้ามาจัดการกับ Portfolio ที่ L49 เหมือนกัน แต่ก็แคล้วคลาดกันไป4. เมื่อเข้าร่วมงานกับ JWT, Advertising Agency ในทีม CCU ก็ได้รับหน้าที่ให้คิดและออกแบบ DVD-Rom Interactive portfolio ของ CCU5. รวมถึง Demo Reel ของ JWT Bangkok, Thailand เช่นกัน6. หลังจากได้ทำงานโฆษณา TV โรลออนให้พี่ opel ผู้กำกับหนังโฆษณา ผมได้รับการว่าจ้างให้ทำ online portfolio ให้กับ vdo production house ของพี่เขา7. หลังจากที่ พี่ตุ๊ก หัวหน้าของผมที่ CCU ได้ลาออกจาก JWT เพื่อจัดตั้ง graphic house ของตัวเองขึ้น ผมได้รับการติดต่อให้จัดทำ Online Portfolio ของ office ใหม่ของพี่ตุ๊กเช่นเคย8. ในเวลาไล่เลี่ยกัน Pok เพื่อนรุ่นพี่ที่สถาปัตย์จุฬาฯที่สนิทกัน ได้ลาออกจากงานประจำเพื่อจัดตั้ง Landscape design studio ขึ้น ผมได้รับการติดต่อให้จัดทำ Online Portfolio (อีกแล้ว) ! 9. และล่าสุดกับการรับเชิญไปบรรยายเรื่อง How to document work หรือการสร้าง Portfolio ที่มีประสิทธิภาพให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็สร้างความประหลาดใจกับชะตาชีวิตของตัวเองที่วนเวียนอยู่กับการจัดการและการนำเสนอผลงานเหล่านี้ อย่างไม่จบ ไม่สิ้น10. หลังบรรยาย ผมได้รับคำชวนให้สอนวิชา Portfolio Preparation ที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วย (จ๊าก)ย้อนมองดูตัวเอง . . . อีกครั้งผมยังยืนยันว่า ผมเองไม่ได้มี portfolio ที่ดีเด่นหรือน่าประทับใจอะไรไปกว่า portfolio ของ designer คนอื่นๆหรืออาจเป็นเพราะหลังสำเร็จการศึกษา ผมใช้เวลาไปเพียงแค่ 3 วันหลังจากยื่น demo reel ให้กับ blur studio เป็นแห่งแรก ก่อนได้รับมอบตั๋วเครื่องบินให้บินไป interview ที่ Blur Studio เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน . . . แล้วผมก็ได้งานที่นั่นภายหลังจากย้ายกลับกรุงเทพฯ . . . Portfolio ชิ้นเดิมของผม ก็พาให้ผมได้รับโอกาสที่ดีในการร่วมงานกับ JWT และโอกาสในการได้งานชิ้นอื่นๆผมยังยืนยันและคิดเสมอว่า ผมก็แค่โชคดี จังหวะดี เท่านั้นชีวิตมักเล่นตลกกับเราแบบนี้ บ่อยครั้ง และโชคที่ดีคงไม่อยู่คู่กับใครตลอดไปในวันที่หลายต่อหลายคนวิ่งหางาน ไม่มีงานทำ ผมยังโชคดีที่มีงานวิ่งเข้ามาหาเรื่อยๆ มากน้อย ตามแต่โอกาสในวันที่หลายคนทิ้งอาหารเหลือราคาแพงครึ่งค่อนจานที่ถูกออกแบบไว้สวยงามภายในภัตตาคารหรู ใครอีกหลายคนทำได้เพียงมองจานที่ว่างเปล่า ไม่มีอาหารตกถึงท้องในวันที่ใครหลายคนอยากได้เวลาว่าง ผมและอีกหลายคนกำลังอยู่กับความว่างและที่ว่าง(space)สำหรับผม ที่ว่าง เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสรรค์งานทุกชิ้นผมยังเชื่ออีกด้วยว่า ทุกสิ่งบนโลกนี้ ต้องการที่ว่างที่ว่างทำหน้าที่ร่วมกับเนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพ บ้างเรียบง่าย บ้างโดดเด่นที่ว่างยังเป็นเสมือนที่พักสายตา พักหายใจ เพียงแค่ว่า ใครจะมองเห็นและใช้ที่ว่างเหล่านั้นไปในทิศทางใดเท่านั้น3 ชั่วโมงที่ศิลปากรครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเนื้อหาสำคัญบนที่ว่างของผม ที่ยากจะลืมเลือน. . .
Link: http://vud.blogspot.com/
Link: http://vud.blogspot.com/
ศิลปินไส้แห้ง
ตังค์
อ่านหลายๆคอมเม้นท์ของหน้าก่อนแล้วผมรู้สึกขอบคุณ
ดีใจและปลื้มใจครับ ที่มีคนชอบสิ่งที่ผมทำ
แล้วก็เลยนึกถึงเรื่องนึงขึ้นมาได้
อยากจะเขียนให้อ่านกัน
สมแมวเป็นนักร้อง อยากออกเทป
สมแมวหยอดกะปุกทุกวัน เก็บตังค์ไว้ทำเทป
เช้าวันหนึ่ง สมแมวหอบกะปุกไปบริษัทหนึ่ง
ที่เรียกชื่อเท่ๆว่า โปดักชั่งเฮาส์ (production house)
ซึ่งเป็นบริษัทที่รับผลิตอัลบั้ม
สมแมวแต่งเพลงไม่เป็น แต่ร้องเพลงดีมาก
สมแมวเล่นดนตรีไม่เป็น แต่หล่อสาด
สมแมวคุยกะพี่ๆที่โปดักชั่งเฮาส์เรียบร้อย
สรุปค่าใช้จ่ายที่สมแมวต้องจ่ายมีดังนี้
ค่าเขียนเนื้อเพลง เพลงละ5000บาท
ถ้าสมแมวมีเพื่อนแต่งเพลงได้ ราคาอาจลดลงมาพันสองพันต่อเพลง
10เพลง สมแมวต้องจ่ายค่าเขียนเนื้อเพลง 50000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
ค่าเขียนทำนองเพลง เพลงละ 5000 บาท
ถ้าสมแมวมีเพื่อนแต่งเพลงได้ ราคาอาจลดลงมาพันสองพันต่อเพลง
10เพลง สมแมวต้องจ่ายค่าเขียนทำนองเพลง 50000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
ค่าเรียบเรียงดนตรี เพลงละ(อย่างน้อย) 5000 บาท
ถ้าสมแมวมีเพื่อนเรียบเรียงเพลงได้อาจลดได้พันสองพัน
10เพลง สมแมวต้องจ่ายค่าเรียบเรียงเพลง 50000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
ค่านักดนตรี
ถ้าเพลงของสมแมวเป็นเพลงจิ๊กขุ่ง ดนตรีกะป๊องกะแป๊ง ใช้PCในห้องส้วมทำได้
ไม่มีกลองสด ไม่ต้องจ้างคนเล่นเบส
ค่าเรียบเรียงก็จะถูกลงไปประมาณหนึ่ง
แต่บังเอิญเพลงของสมแมวเป็นร็อคโอเปร่า เพราะสมแมวเล่นงิ้วมาตั้งแต่เด็ก
ดนตรีทุกอย่างจึงต้องเป็นดนตรีจริง
สมแมวมีเพื่อนสองสามคนเล่นดนตรีได้
สามารถจ้างมือกีต้าร์ และมือเบส และมือกลอง ได้ในราคาเพลงละ 2000 บาท
ถ้าสมแมวอยากได้มืออาชีพแบบเจี๊ยบๆ ที่เค้าเรียกมือปืนรับจ้าง
ราคาจะเพิ่มขึ้นอีกพันสองพัน(ถึงหลายพัน)
ค่าตัวมือกีต้าร์เบสกลองรวมกันเป็น 6000บาทต่อเพลง (หกพันบาทถ้วน)
บางเพลงเป็นโอเปร่า สมแมวอยากได้เครื่องสาย (string ensemble)
ต้องจ้างนักดนตรีเครื่องสาย เอาเบาะๆซักสามชิ้น
ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล
ค่าตัวถูกหน่อย เพราะสามารถหานักศึกษาตามมหาลัยได้ ซักคนละ1500
สมแมวเขียนโน้ตเพลงไม่เป็น ต้องจ้างคนเขียนโน้ตสำหรับเล่นเครื่องสาย
ตีไปซักเพลงละ2000
สมมติว่าอัลบั้มสมแมวมีเพลงที่มีเครื่องสาย3เพลง
เพลงละ 4500+2000 = 6500 บาท ต่อ1เพลง
บังเอิญอีก3เพลง มีเปียโนด้วย
สมแมวจ้างเพื่อนอีกเพลงละ2000
อ้ะ ค่านักดนตรีทั้งหมดเป็นเท่าไหร่จ๊ะ
กีต้าร์เบสกลอง 10เพลง 60000 บาท (หกหมื่นบาทถ้วน)
เครื่องสาย 3 เพลง 6500*3 = 19500 บาท (หนึ่งหมื่นเก้าพันห้าร้อยบาทถ้วน)
เปียโน 3 เพลง 2000*3 = 6000 บาท (หกพันบาทถ้วน)
รวมแล้วเป็น 85500 บาท (แปดหมื่นห้าพันห้าร้อยบาท)
บ้านสมแมวไม่มีห้องอัด ต้องไปเช่าเค้า
ค่าห้องอัดของพี่ข้างบ้านสมแมวราคา ชั่วโมงละ 500 บาท
แต่ถ้าเช่าเป็น "คิว" คือเช่า8ชั่วโมงรวด ราคาเหลือชั่วโมงละ400บาท
คิวละ3200บาท
สมมติว่าเพื่อนสมแมวเป็นนักดนตรีจากสวรรค์
สามารถอัดเพลง10เพลงได้ภายใน1วัน
ก็แปลว่า กีต้าร์เบสกลอง ใช้เวลา 3 วัน นั่นคือ 3 คิว
เปียโนกับเครื่องสาย ใช้เวลา1วัน นั่นคือ 1 คิว
สมแมวร้องเพลงเก่งแต่ไม่คุ้นเคยกับห้องอัด
ใช้เวลาร้องเพลงเฉลี่ยเพลงละ1ชั่วโมงครึ่ง
10เพลงใช้เวลา 15 ชั่วโมง นั่นคือ 2 คิว
ใช้เวลาอัดทั้งหมด 6 คิว คิวละ3200 บาท รวมเป็นเงิน 19200 บาท
ค่ามิกซ์เพลง เพลงละ 5000 บาท
ถ้าสมแมวมีเพื่อนมิกซ์เพลงได้ ราคาอาจลดลงมาพันสองพัน
10เพลง สมแมวต้องจ่ายค่ามิกซ์เป็นเงิน 50000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
ค่ามาสเตอร์ เพลงละ 5000 บาท
ถ้าสมแมวมีเพื่อนทำมาสเตอร์ได้ ราคาอาจลดลงมาพันสองพัน
10เพลง สมแมวต้องจ่ายค่ามาสเตอร์เป็นเงิน 50000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
ค่าออกแบบปก สมแมวรู้สึกเริ่มจน เหรียญในกะปุกเริ่มร่อยหรอ
สมแมวตัดสินใจเดินทางแอบแตก(abstract)
เปิดโฟโต้ช้อป ละเลงสีมั่วๆ เซฟเป็นฟอร์แมทอีลาสเตเต้อ
แล้วก็เอาไปส่งโรงพิมพ์
สรุปว่าค่าออกแบบฟรีไป
แต่อยู่ๆสมแมวก็หน้ามืด เปลี่ยนใจไปจ้างเค้าดีกว่า
เพราะอยากให้คนฟังได้งานดีๆ
สมแมวต้องเสียค่าออกแบบอีกประมาณ25000 บาท
ค่ากล่องซีดีบวกค่าแผ่นซีดี
สมแมวจนมาก ขอใช้วิธีปกติทั่วไป กล่องซีดีโง่ๆ แผ่นซีดีสแกนสีดำโล่งๆ
ราคาประมาณแผ่นละ25บาท
ปั๊มไป 5พันแผ่น รวมเป็นเงิน 125000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)
*ถ้าสมแมวติสต์แดรก อยากทำปกเป็นลายฉลุ4สี
เหมือนอีตาsleeper1 ที่ทำชุด sleeping letter
ราคาต่อแผ่นจะทะยานไปเป็น(ถ้าจำไม่ผิด)แผ่นละ 40 บาท
5พันแผ่น รวมเป็นเงิน 200000 บาท (สองแสนบาทถ้วน)
สมแมวอยากทำให้ตัวเองดูดีมีระดับเหมือนอามแช
สมแมวเลยตั้งราคาขายไว้ที่แผ่นละ 250 บาท
ขายทั่วประเทศ ทั่วทุกแผง
นั่นหมายความว่าสมแมวต้องจ่ายบริษัทจัดจำหน่าย
เนื่องจากสมแมววิ่งเอาซีดีไปวางให้ทั่วทุกแผงเองไม่ไหว
บริษัทจัดจำหน่ายวิ่งไปวางให้ โดยขอคิดราคาค่าวางแผ่นละ30บาท
5พันแผ่น บริษัทจัดจำหน่ายหักไปเป็นเงิน 150000บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
เมื่อไปวางที่แผง เจ้าของร้านแต่ละร้านก็ต้องได้ส่วนแบ่งจากการขาย
เค้าจะให้สมแมวไปฝากขายฟรีๆได้ไงจิงป่ะ
เค้าเลยหักไปอีกแผ่นละ30บาท
5พันแผ่น เจ้าของร้านซีดีได้ไปเป็นเงิน 150000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
ยัง ยังไม่หมด
พี่ๆจากโปดักชั่งเฮาส์เค้าโปรโมทให้สมแมวด้วยนะ
เค้ามีทีมพีอาร์ (ประชาสัมพันธ์) ที่เขียนข่าวให้สมแมวแล้วส่งไปตามสื่อต่างๆ
ลงหนังสือพิมพ์บ้าง สัมภาษณ์นิตยสารบ้าง
แถมทำมิวสิควีดีโอให้ด้วยสองเพลง เอามิวสิคไปส่งตามรายการทีวีต่างๆ
เอาซีดีวิ่งไปส่งตามคลื่นวิทยุต่างๆ ให้เค้าเปิดให้
มีทีมวิ่งหางานคอนเสิร์ตให้สมแมวด้วย
พี่ๆโปดักชั่งเฮาส์ขอส่วนแบ่งจากการทำทั้งหลายแหล่นี้ แผ่นละ 80 บาท
8พันแผ่น พี่ๆโปดักชั่งได้ตังค์ไป 400000 บาท (สี่แสนบาทถ้วน)
สมแมวต๊กกะใจ ทำไมพี่ๆได้ไปเยอะจังฮะ
พี่ๆบอกแหม พี่ๆมีกันหลายคนนะน้อง ทีมนึงนี่อย่างน้อยก็มี5-6คนเข้าไปแล้ว
เดือนนึงต้องจ่ายเงินเดือนเท่าไหร่
ไหนจะทำเอ็มวีให้เอ็งอีก รู้ป่ะว่าค่าตัวผู้กำกับอย่างพี่คุกอ่ะเท่าไหร่
พี่คุกอ่ะ พี่คุกที่เค้ากำกับหนังเรื่องคู่แพ้บริหารอ่ะ
ที่เค้าเป็นผู้กำกับโคดสะนามือเฉียบอ่ะ เห็นป่ะล่ะ เอ็มวีเอ็งอย่างสวย
ไหนจะค่าโปดักชั่งอื่นๆอีกเล่า
แผ่นละ80อ่ะถูกจะตาย.....
โห เสร็จแล้ว อัลบั้มชุดแรกของสมแมว
ใช้เวลาทำทั้งหมดประมาณปีนึง
ใช้เวลาขายกว่าจะหมดประมาณ 8 เดือน
เอาล่ะ.....
มาดูรายรับกันก่อน
สมแมวได้ตังค์จากการขายซีดีรวมทั้งหมดเป็นเงิน
250*5000 = 1250000 บาท (หนึ่งล้านสองแสนห้าหมื่นบาท)
เป็นล้านแน่ะ!
1ปี8เดือนที่หมดไป ได้เงินล้านมาว้อยยยย
แต่รายจ่ายล่ะ.........
รวมเร็วๆจากตัวแดงทั้งหมดนะ
50000+50000+50000+85500+19200+50000+50000+
25000+125000+150000+150000+400000
รวมเป็นท้างโหมดดดดดดดด
1204700 บาท (หนึ่งล้านสองแสนสี่พันเจ็ดร้อยบาทถ้วน)
สรุป.......
เวลา1ปี8เดือนที่สมแมวทุ่มเททำอัลบั้ม
สมแมวได้เงินมาทั้งหมด
1250000-1204700 = 45300 (สี่หมื่นห้าพันสามร้อยบาทถ้วน)
ถ้าสมแมวไม่ได้ทำอาชีพอื่นเลย
เฉลี่ยแล้ว
สมแมวได้ตังค์
เดือนละ 2265บาท......
เป็นไงครับ
ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าเฉลี่ยนะครับ
บางตัวอาจสูงกว่านี้
บางตัวอาจต่ำกว่านี้
แล้วแต่ที่ แล้วแต่ค่าย แล้วแต่สัญญา
ถ้าสมแมวแต่งเพลงเองได้ บ้านมีห้องอัด มิกซ์เพลงเป็น
ค่าใช้จ่ายก็จะถูกลงเยอะทีเดียว
แต่ก็ต้องไปคิดถึงค่าเสียเวลา ค่าเล่าเรียนดนตรี ค่าสร้างห้องอัด ค่าอุปกรณ์
ที่สมแมวต้องจ่ายไป
(ซึ่งไม่อยากบอกเป็นตัวเลข แต่ขอใบ้คร่าวๆว่าเจ็ดหลัก)
ในความเป็นจริง จะมีศิลปินซักกี่เบอร์ ที่กล้าขายซีดีตัวเองราคา250บาท
และท่ามกลางอารยธรรมการดาวน์โหลด
จะมีซักกี่เบอร์ที่ขายได้หลักหมื่น
ถ้าไม่กระหน่ำโปรโมททางสื่อ
(ซึ่งขอบอกว่าเงินที่ใช้ในการโปรโมทจริงๆนั้น 7 หลักเช่นกันครับ)
และจะมีซักกี่อัลบั้ม ที่ใช้เวลาอัดทั้งหมดแค่ 6 วัน
(ผมอัดไปเดือนกว่าๆ)
ทีนี้มาถึงคำถาม1คำถามสุดท้าย
จริงอยู่ครับ การออกอัลบั้มของผมนั้น
ผมได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
และก็มีคนชอบงานของผมมากมาย
แต่ผมอยากถามคุณเล่นๆ
ถามว่า
ถ้าผมขายได้4พันแผ่น
ผมจะเอาตังค์ที่ไหนกินข้าวดีครับ
แล้วผมจะเอาตังค์ที่ไหนไปออกอัลบั้มชุดต่อไปครับ
ถามเล่นๆจริงๆครับ ไม่ได้ต้องการคำตอบหรอก
แค่อยากจะอธิบายว่าจริงๆแล้ว ทำไมผมถึงเซ็งนักเมื่อรู้ยอดขาย
แค่อยากให้รู้ว่า
การออกอัลบั้มนั้น มันคือพาณิชย์ศิลป์จริงๆนะครับ
คือมันต้องขายได้ด้วย เพราะค่าใช้จ่ายมันเกิดขึ้นจริง
ควักกระเป๋ากันจริงๆจะๆ
บางคนอาจคิดว่า งั้นทำไมผมไม่ทำเป็นงานอดิเรกเล่า
ก็ทำงานประจำไปดิ เวลาที่เหลือก็เอามาทำอัลบั้ม
ผมบอกตรงๆนะครับ
สำหรับคนอื่นผมไม่รู้
แต่ตัวผมนั้น
ถ้าให้ผมทำงานเพลงเป็นงานอดิเรก
เพลงของผมจะไม่ดีเท่านี้แน่ๆครับ (จากที่ตอนนี้ก็ไม่ได้ดีมากเท่าไหร่)
เพราะผมไม่สามารถทุ่มเททุกอย่างให้มันได้
ถ้าให้ทำเป็นงานอดิเรก ผมไม่ทำดีกว่า
หรือไม่ก็ต้องให้คนอื่นทำเพลงให้
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ส่วนแบ่งก็ต้องลดลงไปตามสัดส่วน
เอามาแจกแจงแบบนี้แล้ว คิดเห็นกันยังไงบ้างครับ
ใครสงสัยตรงไหนถามได้นะ ผมจะตอบในคอมเม้นละกันนะ
Link: http://inmydream.diaryis.com/?20060717
อ่านหลายๆคอมเม้นท์ของหน้าก่อนแล้วผมรู้สึกขอบคุณ
ดีใจและปลื้มใจครับ ที่มีคนชอบสิ่งที่ผมทำ
แล้วก็เลยนึกถึงเรื่องนึงขึ้นมาได้
อยากจะเขียนให้อ่านกัน
สมแมวเป็นนักร้อง อยากออกเทป
สมแมวหยอดกะปุกทุกวัน เก็บตังค์ไว้ทำเทป
เช้าวันหนึ่ง สมแมวหอบกะปุกไปบริษัทหนึ่ง
ที่เรียกชื่อเท่ๆว่า โปดักชั่งเฮาส์ (production house)
ซึ่งเป็นบริษัทที่รับผลิตอัลบั้ม
สมแมวแต่งเพลงไม่เป็น แต่ร้องเพลงดีมาก
สมแมวเล่นดนตรีไม่เป็น แต่หล่อสาด
สมแมวคุยกะพี่ๆที่โปดักชั่งเฮาส์เรียบร้อย
สรุปค่าใช้จ่ายที่สมแมวต้องจ่ายมีดังนี้
ค่าเขียนเนื้อเพลง เพลงละ5000บาท
ถ้าสมแมวมีเพื่อนแต่งเพลงได้ ราคาอาจลดลงมาพันสองพันต่อเพลง
10เพลง สมแมวต้องจ่ายค่าเขียนเนื้อเพลง 50000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
ค่าเขียนทำนองเพลง เพลงละ 5000 บาท
ถ้าสมแมวมีเพื่อนแต่งเพลงได้ ราคาอาจลดลงมาพันสองพันต่อเพลง
10เพลง สมแมวต้องจ่ายค่าเขียนทำนองเพลง 50000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
ค่าเรียบเรียงดนตรี เพลงละ(อย่างน้อย) 5000 บาท
ถ้าสมแมวมีเพื่อนเรียบเรียงเพลงได้อาจลดได้พันสองพัน
10เพลง สมแมวต้องจ่ายค่าเรียบเรียงเพลง 50000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
ค่านักดนตรี
ถ้าเพลงของสมแมวเป็นเพลงจิ๊กขุ่ง ดนตรีกะป๊องกะแป๊ง ใช้PCในห้องส้วมทำได้
ไม่มีกลองสด ไม่ต้องจ้างคนเล่นเบส
ค่าเรียบเรียงก็จะถูกลงไปประมาณหนึ่ง
แต่บังเอิญเพลงของสมแมวเป็นร็อคโอเปร่า เพราะสมแมวเล่นงิ้วมาตั้งแต่เด็ก
ดนตรีทุกอย่างจึงต้องเป็นดนตรีจริง
สมแมวมีเพื่อนสองสามคนเล่นดนตรีได้
สามารถจ้างมือกีต้าร์ และมือเบส และมือกลอง ได้ในราคาเพลงละ 2000 บาท
ถ้าสมแมวอยากได้มืออาชีพแบบเจี๊ยบๆ ที่เค้าเรียกมือปืนรับจ้าง
ราคาจะเพิ่มขึ้นอีกพันสองพัน(ถึงหลายพัน)
ค่าตัวมือกีต้าร์เบสกลองรวมกันเป็น 6000บาทต่อเพลง (หกพันบาทถ้วน)
บางเพลงเป็นโอเปร่า สมแมวอยากได้เครื่องสาย (string ensemble)
ต้องจ้างนักดนตรีเครื่องสาย เอาเบาะๆซักสามชิ้น
ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล
ค่าตัวถูกหน่อย เพราะสามารถหานักศึกษาตามมหาลัยได้ ซักคนละ1500
สมแมวเขียนโน้ตเพลงไม่เป็น ต้องจ้างคนเขียนโน้ตสำหรับเล่นเครื่องสาย
ตีไปซักเพลงละ2000
สมมติว่าอัลบั้มสมแมวมีเพลงที่มีเครื่องสาย3เพลง
เพลงละ 4500+2000 = 6500 บาท ต่อ1เพลง
บังเอิญอีก3เพลง มีเปียโนด้วย
สมแมวจ้างเพื่อนอีกเพลงละ2000
อ้ะ ค่านักดนตรีทั้งหมดเป็นเท่าไหร่จ๊ะ
กีต้าร์เบสกลอง 10เพลง 60000 บาท (หกหมื่นบาทถ้วน)
เครื่องสาย 3 เพลง 6500*3 = 19500 บาท (หนึ่งหมื่นเก้าพันห้าร้อยบาทถ้วน)
เปียโน 3 เพลง 2000*3 = 6000 บาท (หกพันบาทถ้วน)
รวมแล้วเป็น 85500 บาท (แปดหมื่นห้าพันห้าร้อยบาท)
บ้านสมแมวไม่มีห้องอัด ต้องไปเช่าเค้า
ค่าห้องอัดของพี่ข้างบ้านสมแมวราคา ชั่วโมงละ 500 บาท
แต่ถ้าเช่าเป็น "คิว" คือเช่า8ชั่วโมงรวด ราคาเหลือชั่วโมงละ400บาท
คิวละ3200บาท
สมมติว่าเพื่อนสมแมวเป็นนักดนตรีจากสวรรค์
สามารถอัดเพลง10เพลงได้ภายใน1วัน
ก็แปลว่า กีต้าร์เบสกลอง ใช้เวลา 3 วัน นั่นคือ 3 คิว
เปียโนกับเครื่องสาย ใช้เวลา1วัน นั่นคือ 1 คิว
สมแมวร้องเพลงเก่งแต่ไม่คุ้นเคยกับห้องอัด
ใช้เวลาร้องเพลงเฉลี่ยเพลงละ1ชั่วโมงครึ่ง
10เพลงใช้เวลา 15 ชั่วโมง นั่นคือ 2 คิว
ใช้เวลาอัดทั้งหมด 6 คิว คิวละ3200 บาท รวมเป็นเงิน 19200 บาท
ค่ามิกซ์เพลง เพลงละ 5000 บาท
ถ้าสมแมวมีเพื่อนมิกซ์เพลงได้ ราคาอาจลดลงมาพันสองพัน
10เพลง สมแมวต้องจ่ายค่ามิกซ์เป็นเงิน 50000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
ค่ามาสเตอร์ เพลงละ 5000 บาท
ถ้าสมแมวมีเพื่อนทำมาสเตอร์ได้ ราคาอาจลดลงมาพันสองพัน
10เพลง สมแมวต้องจ่ายค่ามาสเตอร์เป็นเงิน 50000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
ค่าออกแบบปก สมแมวรู้สึกเริ่มจน เหรียญในกะปุกเริ่มร่อยหรอ
สมแมวตัดสินใจเดินทางแอบแตก(abstract)
เปิดโฟโต้ช้อป ละเลงสีมั่วๆ เซฟเป็นฟอร์แมทอีลาสเตเต้อ
แล้วก็เอาไปส่งโรงพิมพ์
สรุปว่าค่าออกแบบฟรีไป
แต่อยู่ๆสมแมวก็หน้ามืด เปลี่ยนใจไปจ้างเค้าดีกว่า
เพราะอยากให้คนฟังได้งานดีๆ
สมแมวต้องเสียค่าออกแบบอีกประมาณ25000 บาท
ค่ากล่องซีดีบวกค่าแผ่นซีดี
สมแมวจนมาก ขอใช้วิธีปกติทั่วไป กล่องซีดีโง่ๆ แผ่นซีดีสแกนสีดำโล่งๆ
ราคาประมาณแผ่นละ25บาท
ปั๊มไป 5พันแผ่น รวมเป็นเงิน 125000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)
*ถ้าสมแมวติสต์แดรก อยากทำปกเป็นลายฉลุ4สี
เหมือนอีตาsleeper1 ที่ทำชุด sleeping letter
ราคาต่อแผ่นจะทะยานไปเป็น(ถ้าจำไม่ผิด)แผ่นละ 40 บาท
5พันแผ่น รวมเป็นเงิน 200000 บาท (สองแสนบาทถ้วน)
สมแมวอยากทำให้ตัวเองดูดีมีระดับเหมือนอามแช
สมแมวเลยตั้งราคาขายไว้ที่แผ่นละ 250 บาท
ขายทั่วประเทศ ทั่วทุกแผง
นั่นหมายความว่าสมแมวต้องจ่ายบริษัทจัดจำหน่าย
เนื่องจากสมแมววิ่งเอาซีดีไปวางให้ทั่วทุกแผงเองไม่ไหว
บริษัทจัดจำหน่ายวิ่งไปวางให้ โดยขอคิดราคาค่าวางแผ่นละ30บาท
5พันแผ่น บริษัทจัดจำหน่ายหักไปเป็นเงิน 150000บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
เมื่อไปวางที่แผง เจ้าของร้านแต่ละร้านก็ต้องได้ส่วนแบ่งจากการขาย
เค้าจะให้สมแมวไปฝากขายฟรีๆได้ไงจิงป่ะ
เค้าเลยหักไปอีกแผ่นละ30บาท
5พันแผ่น เจ้าของร้านซีดีได้ไปเป็นเงิน 150000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
ยัง ยังไม่หมด
พี่ๆจากโปดักชั่งเฮาส์เค้าโปรโมทให้สมแมวด้วยนะ
เค้ามีทีมพีอาร์ (ประชาสัมพันธ์) ที่เขียนข่าวให้สมแมวแล้วส่งไปตามสื่อต่างๆ
ลงหนังสือพิมพ์บ้าง สัมภาษณ์นิตยสารบ้าง
แถมทำมิวสิควีดีโอให้ด้วยสองเพลง เอามิวสิคไปส่งตามรายการทีวีต่างๆ
เอาซีดีวิ่งไปส่งตามคลื่นวิทยุต่างๆ ให้เค้าเปิดให้
มีทีมวิ่งหางานคอนเสิร์ตให้สมแมวด้วย
พี่ๆโปดักชั่งเฮาส์ขอส่วนแบ่งจากการทำทั้งหลายแหล่นี้ แผ่นละ 80 บาท
8พันแผ่น พี่ๆโปดักชั่งได้ตังค์ไป 400000 บาท (สี่แสนบาทถ้วน)
สมแมวต๊กกะใจ ทำไมพี่ๆได้ไปเยอะจังฮะ
พี่ๆบอกแหม พี่ๆมีกันหลายคนนะน้อง ทีมนึงนี่อย่างน้อยก็มี5-6คนเข้าไปแล้ว
เดือนนึงต้องจ่ายเงินเดือนเท่าไหร่
ไหนจะทำเอ็มวีให้เอ็งอีก รู้ป่ะว่าค่าตัวผู้กำกับอย่างพี่คุกอ่ะเท่าไหร่
พี่คุกอ่ะ พี่คุกที่เค้ากำกับหนังเรื่องคู่แพ้บริหารอ่ะ
ที่เค้าเป็นผู้กำกับโคดสะนามือเฉียบอ่ะ เห็นป่ะล่ะ เอ็มวีเอ็งอย่างสวย
ไหนจะค่าโปดักชั่งอื่นๆอีกเล่า
แผ่นละ80อ่ะถูกจะตาย.....
โห เสร็จแล้ว อัลบั้มชุดแรกของสมแมว
ใช้เวลาทำทั้งหมดประมาณปีนึง
ใช้เวลาขายกว่าจะหมดประมาณ 8 เดือน
เอาล่ะ.....
มาดูรายรับกันก่อน
สมแมวได้ตังค์จากการขายซีดีรวมทั้งหมดเป็นเงิน
250*5000 = 1250000 บาท (หนึ่งล้านสองแสนห้าหมื่นบาท)
เป็นล้านแน่ะ!
1ปี8เดือนที่หมดไป ได้เงินล้านมาว้อยยยย
แต่รายจ่ายล่ะ.........
รวมเร็วๆจากตัวแดงทั้งหมดนะ
50000+50000+50000+85500+19200+50000+50000+
25000+125000+150000+150000+400000
รวมเป็นท้างโหมดดดดดดดด
1204700 บาท (หนึ่งล้านสองแสนสี่พันเจ็ดร้อยบาทถ้วน)
สรุป.......
เวลา1ปี8เดือนที่สมแมวทุ่มเททำอัลบั้ม
สมแมวได้เงินมาทั้งหมด
1250000-1204700 = 45300 (สี่หมื่นห้าพันสามร้อยบาทถ้วน)
ถ้าสมแมวไม่ได้ทำอาชีพอื่นเลย
เฉลี่ยแล้ว
สมแมวได้ตังค์
เดือนละ 2265บาท......
เป็นไงครับ
ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าเฉลี่ยนะครับ
บางตัวอาจสูงกว่านี้
บางตัวอาจต่ำกว่านี้
แล้วแต่ที่ แล้วแต่ค่าย แล้วแต่สัญญา
ถ้าสมแมวแต่งเพลงเองได้ บ้านมีห้องอัด มิกซ์เพลงเป็น
ค่าใช้จ่ายก็จะถูกลงเยอะทีเดียว
แต่ก็ต้องไปคิดถึงค่าเสียเวลา ค่าเล่าเรียนดนตรี ค่าสร้างห้องอัด ค่าอุปกรณ์
ที่สมแมวต้องจ่ายไป
(ซึ่งไม่อยากบอกเป็นตัวเลข แต่ขอใบ้คร่าวๆว่าเจ็ดหลัก)
ในความเป็นจริง จะมีศิลปินซักกี่เบอร์ ที่กล้าขายซีดีตัวเองราคา250บาท
และท่ามกลางอารยธรรมการดาวน์โหลด
จะมีซักกี่เบอร์ที่ขายได้หลักหมื่น
ถ้าไม่กระหน่ำโปรโมททางสื่อ
(ซึ่งขอบอกว่าเงินที่ใช้ในการโปรโมทจริงๆนั้น 7 หลักเช่นกันครับ)
และจะมีซักกี่อัลบั้ม ที่ใช้เวลาอัดทั้งหมดแค่ 6 วัน
(ผมอัดไปเดือนกว่าๆ)
ทีนี้มาถึงคำถาม1คำถามสุดท้าย
จริงอยู่ครับ การออกอัลบั้มของผมนั้น
ผมได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
และก็มีคนชอบงานของผมมากมาย
แต่ผมอยากถามคุณเล่นๆ
ถามว่า
ถ้าผมขายได้4พันแผ่น
ผมจะเอาตังค์ที่ไหนกินข้าวดีครับ
แล้วผมจะเอาตังค์ที่ไหนไปออกอัลบั้มชุดต่อไปครับ
ถามเล่นๆจริงๆครับ ไม่ได้ต้องการคำตอบหรอก
แค่อยากจะอธิบายว่าจริงๆแล้ว ทำไมผมถึงเซ็งนักเมื่อรู้ยอดขาย
แค่อยากให้รู้ว่า
การออกอัลบั้มนั้น มันคือพาณิชย์ศิลป์จริงๆนะครับ
คือมันต้องขายได้ด้วย เพราะค่าใช้จ่ายมันเกิดขึ้นจริง
ควักกระเป๋ากันจริงๆจะๆ
บางคนอาจคิดว่า งั้นทำไมผมไม่ทำเป็นงานอดิเรกเล่า
ก็ทำงานประจำไปดิ เวลาที่เหลือก็เอามาทำอัลบั้ม
ผมบอกตรงๆนะครับ
สำหรับคนอื่นผมไม่รู้
แต่ตัวผมนั้น
ถ้าให้ผมทำงานเพลงเป็นงานอดิเรก
เพลงของผมจะไม่ดีเท่านี้แน่ๆครับ (จากที่ตอนนี้ก็ไม่ได้ดีมากเท่าไหร่)
เพราะผมไม่สามารถทุ่มเททุกอย่างให้มันได้
ถ้าให้ทำเป็นงานอดิเรก ผมไม่ทำดีกว่า
หรือไม่ก็ต้องให้คนอื่นทำเพลงให้
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ส่วนแบ่งก็ต้องลดลงไปตามสัดส่วน
เอามาแจกแจงแบบนี้แล้ว คิดเห็นกันยังไงบ้างครับ
ใครสงสัยตรงไหนถามได้นะ ผมจะตอบในคอมเม้นละกันนะ
Link: http://inmydream.diaryis.com/?20060717
Subscribe to:
Posts (Atom)






