Showing posts with label Our King. Show all posts
Showing posts with label Our King. Show all posts
Thursday, 24 January 2008
80 เรื่องของในหลวงที่เรา (อาจ) ไม่เคยรู้
80 เรื่องของในหลวงที่เรา (อาจ) ไม่เคยรู้
> ขออนุณาตลงให้อ่าน(ถ้าซ้ำแล้วขออภัย แต่ควรรู้ไว้)......
> เมื่อทรงพระเยาว์
>
> 1. ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.
> 2. นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ มีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
> 3. พระนาม"ภูมิพล"ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเ กล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
> 4. พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช
> 5. ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก
> 6. ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่
> โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า "H.H Bhummibol Mahidol"หมายเลขประจำตัว
> 449
> 7. ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า"แม่"
> 8. สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง
> 9. แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผัก
> มาปลูกเพิ่ม
> 10. สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้ง
> หนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต
> 11. สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า"บ๊อบบี้"
> 12. ทรงฉลองพระเนตร (แว่นสายตา) ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกต
> เห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้นบ่อย ๆ
> 13. สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะ
> ทรงต่อรอง 3 ที มากเกินไป 2ทีพอแล้ว
> 14. ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์ โดยระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทย
> กับสมเด็จย่าเสมอ
> 15. ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก"การให้"โดยสมเด็จย่าจะทรง ตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า"กระป๋องคน
> จน"หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก"เก็บภาษี"หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือน
> สมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋อ งนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด
> มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
> 16. ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆเขามีจักรยานกัน
> สมเด็จย่าก็ตอบว่า"ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก
> ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน"
> 17. กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์
> เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
> 18. ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง
>
> พระอัจฉริยภาพ
>
>
> 19. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก"การเล่น"สมัยพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่น
> อะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับ พระเชษฐาซื้อชิ้นส่วนวิทยุที
> ละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
> 20. สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิป ระเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้
> โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็น
> จิ๊กซอว์
> 21. ทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่
> ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)
> 22. ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300
> ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
> 23. ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
> 24. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงครั้งแรก เมื่อพระชนม์พรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ"แสง
> เทียน" จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
> 25. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรง
> เกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลาย
> เป็นเพลง"เราสู้"
> 26. รู้ไหม...? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่5
> 27. - - - -
> 28. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วน
> พระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไ ทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวม
> ทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย
> 29. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง"นายอินทร์"และ"ติโต" ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์แต่
> พระมหาชนก ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
> 30. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และเรือใบ ทรงเคย
> ได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น"กีฬา
> ซีเกมส์") ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510
> 31. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่งตรั สกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับ
> เข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้
> เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน
> 32. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธ ิบัตรผลงานประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกลเติม
> อากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ "กังหันชัยพัฒนา" เมื่อปี 2536
> 33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุก ารเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊ส
> โซฮอล์, ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20ปีแล้ว
> 34. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวาย รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วัน
> ที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาช ีวิตความเป็นอยู่ของ
> ประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง
>
> เรื่องส่วนพระองค์
>
> 35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามา
> ธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
> 36. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด ์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระ
> บรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า"น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่า รักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่า
> จะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง
> 37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษก
> สมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความใน
> สมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
> 38. หลังอภิเษกสมรส ทรง"ฮันนีมูน"ที่หัวหิน
> 39. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมืองวันที่ 22 ตุลาคม
> 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน
> 40. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
ค่อยๆอ่านล่ะกัน....เราคนไทยควรรู้เรื่องของพ่อเรา...
> 41. ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพง ต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำ
> เป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น
> 42. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยก
> เว้น นาฬิกา
> 43. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้าง
> วัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ
> 44. หลอดยาสีพระทน ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏ
> รอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม
> 45. วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรณคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้า
> แม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ ถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์
> แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยู่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่
> ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง
>
> งานของในหลวง
>
> 46. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ
> 47. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำ พระองค์อยู่ 3 สิ่งคือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง
> (ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ
> 48. ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเ นียว กระดาษที่จะนำมาให้ข้อราชการที่
> เข้าเฝ้าฯถวายงาน
> 49. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใ หญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมา
> ถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็น
> ดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน
> 50. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯร่วม กับข้อมูลจากต่าง
> ประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประช าชน
> 51. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73 บาท ซึ่ง
> ได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆ เติบโตเป็นโครงการพัฒนามา
> จนเป็นอย่างที่เราเห้นกันทุกวันนี้
> 52. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯ สวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯ ลงมา
> อธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด
> 53. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า
> "ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูง
> เหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ
> 54. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระ ดูกสันหลังในอีก 5
> ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เด ินสายออนไลน์ไว้
> เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน
>
> ของทรงโปรด
>
> 55. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา
> 56. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังช่าย
> 57. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก
> 58. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระ
> ตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง
> 59. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง
> 60. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศสของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก
> 61. ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที่ จส.100 ด้วย โดย
> ใช้พระนามแฝง
> 62. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุก
> ฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก
> 63. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูดลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อ
> ในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ
> จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว
> 64. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด
> 3x4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่อง
> พยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ
> 65. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกล
> กังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว
>
> รู้หรือไม่?
>
> 66. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู ่หัว ว่า "นายหลวง" ภายหลัง
> จึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง
> 67. ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน
> 68. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆ ทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ
> ของพระองค์ว่า "ทำราชการ"
> 69. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์
> สวิสเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมี
> อายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุข
> ประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี
> 70. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับใน หลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็น
> แซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า"อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนัก
> มาก ยกไม่ไหวหรอก"
> 71. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด
> 72. หัวใจทรงเต้นไม่ปกติด ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อ
> ไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี
> 73. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที ่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์
> จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์
> 74. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ห ัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ
> 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน
> 75. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่า
> เสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000
> ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน
> 76. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง
> 77. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง
> 78. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง ให้นั่ง
> รวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด
> 79 - - - -
> 80. พระราชประวัติในหลวง ฉบับการ์ตูน
ปล. บางข้อ เป็นตัว ---- ซึ่ง ผมคัดลอกมา ไม่ทราบสาเหตุ
ส่วนข้อสุดท้ายคงจะพิมพ์ไม่จบ ต้องกราบขออภัยมาณที่นี้ด้วย
-------------------------------------------------------------------------------------
ข้าพเจ้า คือ "ข้า ในพระองค์" ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นคนไทย ขอ ทำความดี ถวายพระองค์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่
ข้าพเจ้าปฎิญาณว่า จะ ขอปิดทองหลังองค์ พระปฏิมา และ ไม่เสียดายชีวา ถ้าสิ้นไป
ความหวังอันสูงสุดของข้าพเจ้า คือ การได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระองค์ สักครั้งหนึ่งในชีวิต ได้กราบแทบเท้าเบื้องพระยุคลบาท ของพระองค์สักครั้ง
ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า
คำปฏิญาณที่ได้ให้ไว้ ข้าพเจ้า ขอสาบานด้วยชีวิต จะไม่มีวันละทิ้งคำปฏิญาณนี้โดยเด็ดขาด
> ขออนุณาตลงให้อ่าน(ถ้าซ้ำแล้วขออภัย แต่ควรรู้ไว้)......
> เมื่อทรงพระเยาว์
>
> 1. ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.
> 2. นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ มีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
> 3. พระนาม"ภูมิพล"ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเ กล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
> 4. พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช
> 5. ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก
> 6. ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่
> โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า "H.H Bhummibol Mahidol"หมายเลขประจำตัว
> 449
> 7. ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า"แม่"
> 8. สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง
> 9. แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผัก
> มาปลูกเพิ่ม
> 10. สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้ง
> หนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต
> 11. สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า"บ๊อบบี้"
> 12. ทรงฉลองพระเนตร (แว่นสายตา) ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกต
> เห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้นบ่อย ๆ
> 13. สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะ
> ทรงต่อรอง 3 ที มากเกินไป 2ทีพอแล้ว
> 14. ระหว่างประทับอยู่ สวิตเซอร์แลนด์ โดยระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทย
> กับสมเด็จย่าเสมอ
> 15. ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก"การให้"โดยสมเด็จย่าจะทรง ตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า"กระป๋องคน
> จน"หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก"เก็บภาษี"หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือน
> สมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋อ งนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด
> มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
> 16. ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆเขามีจักรยานกัน
> สมเด็จย่าก็ตอบว่า"ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก
> ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน"
> 17. กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์
> เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
> 18. ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง
>
> พระอัจฉริยภาพ
>
>
> 19. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก"การเล่น"สมัยพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่น
> อะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับ พระเชษฐาซื้อชิ้นส่วนวิทยุที
> ละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
> 20. สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิป ระเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้
> โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็น
> จิ๊กซอว์
> 21. ทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่
> ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)
> 22. ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300
> ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
> 23. ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
> 24. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงครั้งแรก เมื่อพระชนม์พรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ"แสง
> เทียน" จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
> 25. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรง
> เกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลาย
> เป็นเพลง"เราสู้"
> 26. รู้ไหม...? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่5
> 27. - - - -
> 28. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วน
> พระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไ ทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวม
> ทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย
> 29. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง"นายอินทร์"และ"ติโต" ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์แต่
> พระมหาชนก ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
> 30. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และเรือใบ ทรงเคย
> ได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น"กีฬา
> ซีเกมส์") ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510
> 31. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่งตรั สกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับ
> เข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้
> เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน
> 32. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธ ิบัตรผลงานประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกลเติม
> อากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ "กังหันชัยพัฒนา" เมื่อปี 2536
> 33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุก ารเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊ส
> โซฮอล์, ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20ปีแล้ว
> 34. องค์การสหประชาชาติ ได้ถวาย รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วัน
> ที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาช ีวิตความเป็นอยู่ของ
> ประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง
>
> เรื่องส่วนพระองค์
>
> 35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามา
> ธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
> 36. รักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด ์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระ
> บรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า"น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่า รักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่า
> จะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง
> 37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษก
> สมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความใน
> สมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
> 38. หลังอภิเษกสมรส ทรง"ฮันนีมูน"ที่หัวหิน
> 39. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมืองวันที่ 22 ตุลาคม
> 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน
> 40. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
ค่อยๆอ่านล่ะกัน....เราคนไทยควรรู้เรื่องของพ่อเรา...
> 41. ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพง ต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำ
> เป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น
> 42. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยก
> เว้น นาฬิกา
> 43. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้าง
> วัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ
> 44. หลอดยาสีพระทน ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏ
> รอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม
> 45. วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรณคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้า
> แม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ ถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์
> แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยู่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่
> ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง
>
> งานของในหลวง
>
> 46. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ
> 47. ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำ พระองค์อยู่ 3 สิ่งคือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง
> (ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ
> 48. ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเ นียว กระดาษที่จะนำมาให้ข้อราชการที่
> เข้าเฝ้าฯถวายงาน
> 49. เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใ หญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมา
> ถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็น
> ดังนั้น จึงมีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน
> 50. ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯร่วม กับข้อมูลจากต่าง
> ประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประช าชน
> 51. โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73 บาท ซึ่ง
> ได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆ เติบโตเป็นโครงการพัฒนามา
> จนเป็นอย่างที่เราเห้นกันทุกวันนี้
> 52. เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯ สวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯ ลงมา
> อธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด
> 53. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า
> "ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูง
> เหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ
> 54. ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระ ดูกสันหลังในอีก 5
> ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เด ินสายออนไลน์ไว้
> เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน
>
> ของทรงโปรด
>
> 55. อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา
> 56. ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังช่าย
> 57. ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก
> 58. ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระ
> ตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง
> 59. เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง
> 60. ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศสของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก
> 61. ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที่ จส.100 ด้วย โดย
> ใช้พระนามแฝง
> 62. หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุก
> ฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก
> 63. ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูดลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อ
> ในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ
> จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว
> 64. ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด
> 3x4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่อง
> พยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ
> 65. สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแดง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกล
> กังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว
>
> รู้หรือไม่?
>
> 66. ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู ่หัว ว่า "นายหลวง" ภายหลัง
> จึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง
> 67. ทรงเชี่ยวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน
> 68. อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆ ทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ
> ของพระองค์ว่า "ทำราชการ"
> 69. ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์
> สวิสเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมี
> อายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุข
> ประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี
> 70. ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับใน หลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็น
> แซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า"อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนัก
> มาก ยกไม่ไหวหรอก"
> 71. ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด
> 72. หัวใจทรงเต้นไม่ปกติด ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อ
> ไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี
> 73. รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที ่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์
> จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์
> 74. ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ห ัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ
> 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน
> 75. ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2493 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่า
> เสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000
> ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน
> 76. ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง
> 77. สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง
> 78. นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง ให้นั่ง
> รวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด
> 79 - - - -
> 80. พระราชประวัติในหลวง ฉบับการ์ตูน
ปล. บางข้อ เป็นตัว ---- ซึ่ง ผมคัดลอกมา ไม่ทราบสาเหตุ
ส่วนข้อสุดท้ายคงจะพิมพ์ไม่จบ ต้องกราบขออภัยมาณที่นี้ด้วย
-------------------------------------------------------------------------------------
ข้าพเจ้า คือ "ข้า ในพระองค์" ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นคนไทย ขอ ทำความดี ถวายพระองค์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่
ข้าพเจ้าปฎิญาณว่า จะ ขอปิดทองหลังองค์ พระปฏิมา และ ไม่เสียดายชีวา ถ้าสิ้นไป
ความหวังอันสูงสุดของข้าพเจ้า คือ การได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระองค์ สักครั้งหนึ่งในชีวิต ได้กราบแทบเท้าเบื้องพระยุคลบาท ของพระองค์สักครั้ง
ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า
คำปฏิญาณที่ได้ให้ไว้ ข้าพเจ้า ขอสาบานด้วยชีวิต จะไม่มีวันละทิ้งคำปฏิญาณนี้โดยเด็ดขาด
Wednesday, 23 January 2008
รำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
“เราเป็น…เจ้านายบ้านนอก”
นงนาท สนธิสุวรรณ
ชื่อเรื่องข้างต้นนี้ คือบทสัมภาษณ์พิเศษที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงประทานแก่นิตยสารรายสัปดาห์ “ สู่อนาคต ” ฉบับที่ ๑๙๐ ของวันที่ ๒๕–๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๗ เนื่องในพระวโรกาสช่วงเฉลิมฉลองคล้ายวันประสูติครบ ๘๔ ชันษาของสมเด็จพระศรีนครินทรา พระบรมราชชนนีฯ ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าชื่นชมและประทับใจในพระจริยาวัตรแห่ง “ สมเด็จย่า” ที่ได้สะท้อนวิธีการที่ทรงอบรมเลี้ยงดู พระธิดาและพระโอรสตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ดังที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯทรงเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า ได้ทรงปลูกฝัง “ ให้มีความผูกพันกับเมืองไทย กับคนไทย และคิดว่า น่าจะช่วยอย่างไร ถึงอย่างไร ท่านก็เกิดมาในครอบครัวที่จน ท่านก็ทราบว่ามีคนจน ที่จะต้องช่วยอะไร อย่างไร…ให้รู้สึกว่าจะต้องช่วยคน ให้รู้สึกต่อประเทศและคนอื่นๆ …”
ในวาระแห่งการร่วมกันฟื้นเรื่องราวเล่าขาน ความทรงจำเพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ ผู้เป็นที่รักและเทอดทูนยิ่งของเหล่าพสกนิกรชาวไทยทั้งปวง ข้าพเจ้าใคร่ขออัญเชิญบางตอนของบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ ให้ปรากฎเป็นบันทึกอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ของพระองค์ท่านที่ควรค่าแก่การจดจำไปชั่วกาลนาน…
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงถ่ายทอดทัศนคติ และการดำรงพระชนม์ชีพของสมเด็จพระ
บรมราชชนกให้กับพระโอรส และ พระธิดาอย่างไร?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ถ่ายทอดทัศนคติของทูลหม่อมพ่ออีกละนะ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แม่ก็เล่าวิธีว่าทูลหม่อมพ่อ
ท่านทำอย่างไร ทรงคิดอย่างนั้น ท่านทำอย่างนั้น ทรงตอบอย่างนั้น อย่างนี้ ก็เพื่อเป็นการ
เล่าให้ทราบว่าเป็นอย่างไร
สู่อนาคต : ทราบเกล้าฯจากการอ่านเรื่องราวของสมเด็จพระบรมราชชนก ที่มีคนเขียนไว้ตามที่ต่างๆ คุณ
ลักษณะเด่นของพระองค์คือ ทรงทำอะไรก็มักจะระลึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ก็เห็นจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ไม่ใช่ตลอดไปอันนี้ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ก็ไปอ่านมาว่า บาง
ทีท่านก็รักษาตำแหน่งของท่าน เธอก็อาจจะได้เคยอ่านเรื่องนี้แล้วเหมือนกันว่า ท่านจะไป
ไหนท่านก็ไปของท่านเงียบๆ แต่ท่านก็บอกว่าท่านทำไม่ได้ เพราะคนเขาอาจจะเสียใจ ที่ไม่
ได้รับเสด็จอะไรอย่างนี้ ที่จริงมันก็ไม่ได้นึกถึงตัวหรอก มันก็คิดถึงคนอื่นเหมือนกันที่ถูก
ต้องน่ะ แต่ท่านก็ต้องรักษาพระเกียรติเหมือนกัน
สู่อนาคต : เนื่องจากพระโอรสทั้งสองพระองค์ เสด็จขึ้นครองราชย์ท่ามกลางความวิกฤต และสถาบัน
พระมหากษัตริย์อยู่ในสภาวะที่ตกต่ำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สมเด็จพระบรม
ราชชนนีทรงวางพระองค์อย่างไรในการทรงเป็นกำลังพระทัย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
หัวทั้งสองพระองค์ ให้สามารถปฎิบัติพระราชภารกิจ ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้
ระบอบประชาธิปไตย ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด และนำมาซึ่งประโยชน์สูขของประเทศชาติ
และประชาชนโดยตลอดมา
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ท่านก็ไม่ได้บอกว่า เป็นพระเจ้าแผ่นดินต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ก็อบรมโดยทั่วๆไปให้
เป็นคนดีก่อน อันนี้คือสิ่งที่สำคัญมาก คือต้องเป็นคนดีที่รับผิดชอบ แล้วท่านก็เล่าถึงประ
เทศชาติ ท่านใช้คำว่าเมืองไทยมากกว่า ว่าเมืองไทยต้องการอะไร ต้องมีอะไร ช่วยได้อย่าง
ไร ท่านทำให้มีความผูกพันกับเมืองไทย กับคนไทย และคิดว่าน่าจะช่วยได้อย่างไร ถึงอย่าง
ไรท่านก็เกิดมาในครอบครัวที่จน ท่านก็ทราบว่ามีคนจนที่จะต้องช่วยอะไร อย่างไร ท่านก็
จะพูดในแนวนี้ให้สงสารคน ให้รู้สึกว่าจะต้องช่วยคน ให้มีความรู้สึกต่อประเทศและคนอื่น
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงสนพระทัยในกิจการใดที่สุด โปรดทรงพระอักษรชนิดใด ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ก็แล้วแต่อะไร เพราะมีหลายอย่าง จะบอกว่าอันไหนมากที่สุดก็ลำบาก ชอบถามจริงนะ
อะไรมากที่สุด ประทับใจมากที่สุด ชอบอะไรมากที่สุด มันแล้วแต่โอกาส แล้วแต่เวลา
แล้วแต่ว่าจะเป็นตอนไหน ที่ว่าโปรดทรงพระอักษรชนิดใดนี่ ก็หลายอย่างอีกล่ะ คือเมื่อ
ก่อนนี้ โปรดปรัชญามาก ส่วนอักษรศาสตร์ ก็ในทางที่เขียนทางความคิดมากกว่ากวีนิพนธ์
จะมีอยู่สักอันที่ท่านบอกว่าโปรด เพราะเป็นอันแรกๆในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งท่านว่า เพราะดี
แต่ตามปกติท่านก็โปรดทางด้านปรัชญามากกว่า ทางด้านความคิด ไม่เคยอ่านหนังสือ
ของฉันเรื่อง “ แม่เล่าให้ฟัง ” หรือ ?
สู่อนาคต : เคยเพคะ แต่กำลังสนุกก็จบ อยากทราบเรื่องราวในช่วงหลังต่อจากนั้นด้วยเพคะ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : แต่ช่วงหลังนี่คนรู้โดยทั่วไปแล้ว ที่ฉันถามนี่ไม่ใช่เรื่องประวัติแม่ ฉันถามถึงภาคสอง
เกี่ยวกับว่าทรงอ่านเรื่องอะไร อ่านภาคสองหรือเปล่า ?
สู่อนาคต : เป็นเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาที่ทรงสนพระทัย แต่ในตอนหลังนี้ทราบเกล้าฯว่า ทรงสน
พระทัยพุทธศาสนามากกว่า
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ใช่ เกี่ยวกับพุทธศาสนา ท่านสนพระทัยมาก แต่ที่ไม่ได้ใส่ว่า โปรดอะไรตรงไหนนั้น
มันยาก เพราะมากเหลือเกิน ท่านทรงอ่านหมดเลย
สู่อนาคต : ดูเหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงได้รับอิทธิพลในแนวความคิดของสมเด็จ
พระบรมราชชนนีมากใช่ไหมเพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ก็อาจจะเป็นได้ เพราะความคิดอะไรต่างๆของเรานี่ เหมือนอยู่ในครอบครัว เพราะทูล
หม่อมพ่อ เวลาอยู่เมืองนอก ท่านก็คิดถึงแต่จะช่วยคนไทยอย่างไร มีแต่คิดเช่นนี้ แม่อยู่
ด้วยก็คิดแต่ว่าเราจะกลับเมืองไทย ก็คิดว่าจะทำอะไร นี่คือสิ่งสำคัญมาก แล้วเวลาที่
ท่านเลี้ยงลูกก็เหมือนกัน ก็อย่างที่ฉันเล่าไปแล้วเมื่อตะกี้นี้ คือจะทำอย่างไร จะช่วยอย่าง
ไร เป็นอย่างนี้มากที่สุด
นี่เราออกมานอกเรื่องหนังสือแล้วนะนี่ ที่ว่าท่านโปรดหนังสือประเภทใด ที่ฉันไม่ได้
เขียนถึงหนังสือพุทธศาสนาในภาคสองนั้น เพราะท่านจะอ่านเรื่องพระพุทธศาสนาหมด
แต่อย่าไปคิดว่า ท่านเลื่อมใสพระพุทธศาสนาอย่างงมงาย คือท่านจะเอาไปคิดก่อน ท่านก็
อาจจะคิดอะไรบางอย่างของท่านไว้แล้ว ที่ฉันเขียนเอาไว้แต่คนไม่ค่อยสนใจว่า ตอนที่
เด็กๆนี่ ท่านก็มีความคิดของท่านอยู่แล้วที่ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น ท่านถึงได้นึกว่า เอ๊ะ !
เห็นฉันจะผิด ก็คนอื่นเขาไม่นึกอย่างนี้ เมื่อท่านไปถึงเมืองนอกแล้ว ท่านไปเจอความคิด
พวกนั้น (ในภาคสองของหนังสือ “ แม่เล่าให้ฟัง” ) ท่านก็เลยบอกว่า อ้าว ! งั้นฉันก็อาจ
จะไม่ผิดนัก แต่คนก็ไปเข้าใจผิด นึกว่าท่านนับถือพวกนี้ ท่านไม่ได้นับถือ มันคล้ายๆกับ
ว่าท่านยอมรับว่า อ้อ ! นี่ก็มีคนคิดเหมือนฉัน ก็เป็นเหมือนเพื่อนฉัน เราคิดอะไรเหมือน
กัน พระพุทธศาสนาก็ทำนองเดียวกัน คือท่านคิดอะไรต่ออะไรก่อน ถึงความดีอะไรต่างๆ
ท่านก็ไปดู อ้อ ! พระพุทธเจ้าทรงเก่งอย่างเหลือเกิน ทรงค้นพบของพวกนี้ เมื่อท่านเห็น
ด้วย ท่านก็นับถือของพวกนี้ แต่ท่านไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียว ท่านต้องคิดก่อนว่า อะไร
ถูก ไม่ถูกเหมือน ศีล ศีลข้อหนึ่งบอกว่าห้ามฆ่าสัตว์ คนถือว่า ฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่เราที่
กินเนื้อสัตว์นี่ ทำไมไม่บาป
เมื่อเร็วๆนี้เอง ฉันไปถามว่าแม่คิดตกหรือยัง? ท่านบอกว่ายังคิดไม่ตก แต่ท่านคิด
มากเรื่องศาสนา บางอย่างท่านเขียน ก็ต้องเขียนไป สมเด็จพระญาณฯก็ต้องเขียนไป
อย่างนั้น แต่บางข้อก็ยังเพี้ยนนิดหน่อย ที่พูดนี้จะเข้าใจหรือเปล่า ? ไม่ทราบว่าที่ถาม
มาต้องการอย่างนี้หรือเปล่า ? ที่จะถามฉันนี่มันยากหน่อย ถ้าเข้าใจแล้วก็ผ่านไปนะ
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงสนพระทัยการเมืองหรือไม่ ? เคยรับสั่งเรื่องการเมือง
กับพระโอสพระธิดาหรือไม่ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : เรื่องการเมืองนี่ท่านไม่สนพระทัย ก็อาจจะติดตามไปเฉยๆ แต่ก็ไม่ออกความเห็น
ไม่อะไร เพราะว่าสนใจก็ทำอะไรไม่ได้ และไม่ควรจะทำอะไร
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงรู้สึกอย่างไรกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : อันนี้ฉันตอบไม่ได้ อย่างที่ฉันบอกไว้ตั้งแต่ต้น และอันนี้ฉันก็ไม่คยถามท่าน และ
ถ้าถาม ท่านอาจจะไม่ตอบก็ได้
สู่อนาคต : สมเด็จพระราชชนนีและใต้ฝ่าพระบาท ได้เฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
บ่อยไหม ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ไม่บ่อย เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ต่างจังหวัด แม่ก็อยู่ต่างจังหวัด
มากกว่ากรุงเทพฯ แต่ทุกครั้งที่กลับมาจากต่างจังหวัด และพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่
กรุงเทพฯ ท่านก็ไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวสักครั้งหนึ่งอย่างน้อย ส่วนฉันเองไม่ค่อยได้เฝ้า
ก่อนนี้ไป แต่เดี๋ยวนี้ ก็เรื่องเสียเวลา เพราะเดี๋ยวนี้งานฉันมันมากเหลือเกิน
สู่อนาคต : พระนัดดาพระปนัดดาได้เฝ้าสมเด็จพระบรมราชชนนีบ่อยไหมเพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : หลานนี่ก็เหมือนกัน ถ้าเข้าไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ถ้าอยู่ที่นั่นก็ได้พบโดยมากก็พบ ส่วน
มากสมเด็จพระเทพรัตนฯท่านมีความรู้สึกรักญาติมาก ท่านก็อาจจะไปเฝ้ามากกว่า
องค์อื่น โดยเฉพาะถ้าท่านมีเวลาว่าง บางทีท่านก็ไปเฝ้าสมเด็จย่า ที่นี่ท่านก็เคยมาบ่อย
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมฯล่ะเพคะ เฝ้าบ่อยไหม ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : เดี๋ยวนี้น้อย มีบ้าง แต่ก็น้อยกว่าสมเด็จพระเทพรัตนฯ เมื่อก่อนนี้เมื่อยังเด็กกว่านี้ เคย
ตามเสด็จต่างจังหวัด แต่ใกล้ชิดหลานยาย (ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย) มากกว่า เพราะ
เล็กๆอยู่เมืองนอกด้วยกัน แต่เดี๋ยวนี้น้อยหน่อยเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งลูกของลูกสาว
มักใกล้ชิดกว่าของลูกชาย เพราะถึงอย่างไรก็เคยเลี้ยงมาบ้าง ส่วนของลูกชายนี่ไม่เคย
เลี้ยงเลย และท่านคิดว่าไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของยายหรือย่าที่จะเลี้ยง ควรเป็นหน้าที่
ของพ่อแม่มากกว่า
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมราชชนนีเคยรับสั่งเล่าตอนที่ทรงพบและได้เฝ้าสมเด็จพระบรมราาช
ชนกอย่างไรหรือไม่เพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ไม่เลย อันนี้ตรงกันข้าม ท่านไม่เคยเล่า คนต้องไปซักถึงจะพูด ท่านไม่เคยเล่าเองเลย
ที่ฉันทราบก็ไปอ่านอะไรต่างๆ แล้วไปถามท่าน ว่าจริงหรือเปล่าว่าที่พบกันที่สถานี
รถไฟที่สถานีเมืองบอสตัน ท่านก็บอกว่าจริง แค่นี้ ท่านไม่เล่า
สู่อนาคต : ในฐานะที่ทรงเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ ทรงอภิบาลใต้ฝ่าพระบาทพิเศษไปกว่าพระ
โอรสทั้งสองหรือไม่เพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : สองปีแรกที่ยังไม่มีน้อง ก็เป็นพิเศษแน่นอน แต่ทีหลังท่านก็ดูเท่าๆกันหมด แต่ก็ไม่เท่า
กันทีเดียว ตอนที่รัชกาลที่ ๘ ขึ้นมา และก็ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เพราะท่านพระอนา
มัยไม่ค่อยดีด้วย ก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ และเลยมีโอกาสได้คุยกันเรื่องบ้านเมือง ว่าเรา
จะต้องช่วยกันอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านไม่ได้คุยลักษณะว่า ลูกเป็นพระเจ้าแผ่นดินนะ
ท่านจะให้เป็นคนมากกว่า เป็นคนที่จะช่วยประเทศ ก็เลยมีโอกาสมากกว่า เพราะไม่
แข็งแรง แม่ก็ต้องเอาใจใส่มากกว่า
สู่อนาคต : พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ ทรงมีส่วนคล้ายคลึงกับสมเด็จพระเทพรัตนฯหรือไม่ เพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ไม่เหมือนเลย ต่างกันมาก รัชกาลที่ ๘ ท่านเป็นคนเงียบมาก ไม่ยิ้ม ไม่อะไรเลย แต่อ่อน
โยนมาก สมเด็จพระเทพรัตนฯท่านรู้สึกร่าเริง การอบรมมาก็ต่างกันมาก นั่นเวลาเกิด
มาก็เป็นหม่อมเจ้า แต่หม่อมเจ้าเป็นไม่นานหรอก เป็นอยู่นิดเดียว เดือนสองเดือนก็เป็น
พระองค์เจ้า เราเป็นเจ้านายบ้านนอก เพราะเราไม่ค่อยได้เข้าพิธี เพราะแม่เลี้ยงเรา
เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่ธรรมดาทีเดียว เพราะแม่ก็ยกย่อง ท่านหัดเรา ท่านใช้ราชาศัพท์
กับเราเพื่อให้เราทราบว่า เป็นเจ้า อย่างน้อยก็ให้เราเข้าใจราชาศัพท์ แต่ท่านก็เลี้ยงอย่าง
คนธรรมดา ให้คิดถึงคนอื่น ไม่ใช่เป็นเจ้า อย่างนี้มากกว่า
สู่อนาคต : แล้วพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘กับพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันทรงคล้ายกันไหมเพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ท่านไม่คล้ายกัน แต่ก็เข้ากันได้อย่างดี เล่นอะไรทุกอย่างเหมือนฝาแฝด แต่ฝาแฝด
บางทีก็ไม่เหมือนกันเลย แต่นี่ท่านทำอะไรก็ทำด้วยกัน แม่ก็แต่งตัวให้เหมือนกัน
และก็ใกล้ชิดกันมาก เล่นอะไรก็เล่นอย่างเดียวกันตลอดเวลา คือตอนที่จะเล่นเรือ
ก็เล่นเรือด้วยกัน เล่นดนตรีก็เล่นด้วยกันทุกอย่าง ทำด้วยกันหมด และไม่ค่อยทะเลาะ
กัน ที่จำได้มีน้อยมาก แต่ส่วนใหญ่จะทะเลาะกับฉันมากกว่า
สู่อนาคต : กับพระเจ้าอยู่หัวองค์ไหนเพคะ กับองค์ปัจจุบันหรือเปล่าเพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ไม่ใช่ ฉันทะเลาะกับรัชกาลที่ ๘ มากกว่า เพราะใกล้กัน อันที่จริงนิสัยเมื่อเล็กๆ รัชกาล
นี้กับฉันเหมือนกันมากกว่า แต่กับรัชกาลที่ ๘ นั้นไม่เหมือนกัน มาเข้าใจตอนที่ท่านโต
ขึ้นมากกว่า ตอนเล็กๆนั่นมันใกล้กัน สองปีก็รังแกกันมากกว่า ฉันออกจะรังแกท่าน
เพราะฉันโตกว่าจนถึงวันที่ท่านแข็งแรงมาก เมื่อสู้กันท่านชนะ ฉันเลยหยุด
สู่อนาคต : เมื่อใต้ฝ่าพระบาททรงเขียนเรื่อง “ แม่เล่าให้ฟัง ” นั้น สมเด็จพระบรมราชชนนีท่าน
ทรงอ่านแล้วทรงมีพระวิจารณ์อย่างไรบ้างไหมเพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ : แม่ไม่ได้พูดว่าอะไร เพราะมันคล้ายๆท่านเกือบจะเป็นผู้แต่ง เพราะฉันสัมภาษณ์ท่าน
๑๐ นาที ๒๐ นาที จนกระทั่งท่านเบื่อแล้ว เมื่อเห็นหนังสือแล้ว ท่านก็บอกว่า ขอบใจ
แล้วท่านก็เปิดดูรูปหน่อยแล้วก็วาง เพราะว่าสัมภาษณ์ท่านอยู่เรื่อย ก็เหมือนคำพูดที่
ท่านเอามาลง ที่จริงท่านเป็น Co-author
นงนาท สนธิสุวรรณ
ชื่อเรื่องข้างต้นนี้ คือบทสัมภาษณ์พิเศษที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงประทานแก่นิตยสารรายสัปดาห์ “ สู่อนาคต ” ฉบับที่ ๑๙๐ ของวันที่ ๒๕–๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๗ เนื่องในพระวโรกาสช่วงเฉลิมฉลองคล้ายวันประสูติครบ ๘๔ ชันษาของสมเด็จพระศรีนครินทรา พระบรมราชชนนีฯ ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าชื่นชมและประทับใจในพระจริยาวัตรแห่ง “ สมเด็จย่า” ที่ได้สะท้อนวิธีการที่ทรงอบรมเลี้ยงดู พระธิดาและพระโอรสตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ดังที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯทรงเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า ได้ทรงปลูกฝัง “ ให้มีความผูกพันกับเมืองไทย กับคนไทย และคิดว่า น่าจะช่วยอย่างไร ถึงอย่างไร ท่านก็เกิดมาในครอบครัวที่จน ท่านก็ทราบว่ามีคนจน ที่จะต้องช่วยอะไร อย่างไร…ให้รู้สึกว่าจะต้องช่วยคน ให้รู้สึกต่อประเทศและคนอื่นๆ …”
ในวาระแห่งการร่วมกันฟื้นเรื่องราวเล่าขาน ความทรงจำเพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ ผู้เป็นที่รักและเทอดทูนยิ่งของเหล่าพสกนิกรชาวไทยทั้งปวง ข้าพเจ้าใคร่ขออัญเชิญบางตอนของบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ ให้ปรากฎเป็นบันทึกอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ของพระองค์ท่านที่ควรค่าแก่การจดจำไปชั่วกาลนาน…
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงถ่ายทอดทัศนคติ และการดำรงพระชนม์ชีพของสมเด็จพระ
บรมราชชนกให้กับพระโอรส และ พระธิดาอย่างไร?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ถ่ายทอดทัศนคติของทูลหม่อมพ่ออีกละนะ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แม่ก็เล่าวิธีว่าทูลหม่อมพ่อ
ท่านทำอย่างไร ทรงคิดอย่างนั้น ท่านทำอย่างนั้น ทรงตอบอย่างนั้น อย่างนี้ ก็เพื่อเป็นการ
เล่าให้ทราบว่าเป็นอย่างไร
สู่อนาคต : ทราบเกล้าฯจากการอ่านเรื่องราวของสมเด็จพระบรมราชชนก ที่มีคนเขียนไว้ตามที่ต่างๆ คุณ
ลักษณะเด่นของพระองค์คือ ทรงทำอะไรก็มักจะระลึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ก็เห็นจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ไม่ใช่ตลอดไปอันนี้ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ก็ไปอ่านมาว่า บาง
ทีท่านก็รักษาตำแหน่งของท่าน เธอก็อาจจะได้เคยอ่านเรื่องนี้แล้วเหมือนกันว่า ท่านจะไป
ไหนท่านก็ไปของท่านเงียบๆ แต่ท่านก็บอกว่าท่านทำไม่ได้ เพราะคนเขาอาจจะเสียใจ ที่ไม่
ได้รับเสด็จอะไรอย่างนี้ ที่จริงมันก็ไม่ได้นึกถึงตัวหรอก มันก็คิดถึงคนอื่นเหมือนกันที่ถูก
ต้องน่ะ แต่ท่านก็ต้องรักษาพระเกียรติเหมือนกัน
สู่อนาคต : เนื่องจากพระโอรสทั้งสองพระองค์ เสด็จขึ้นครองราชย์ท่ามกลางความวิกฤต และสถาบัน
พระมหากษัตริย์อยู่ในสภาวะที่ตกต่ำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สมเด็จพระบรม
ราชชนนีทรงวางพระองค์อย่างไรในการทรงเป็นกำลังพระทัย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
หัวทั้งสองพระองค์ ให้สามารถปฎิบัติพระราชภารกิจ ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้
ระบอบประชาธิปไตย ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด และนำมาซึ่งประโยชน์สูขของประเทศชาติ
และประชาชนโดยตลอดมา
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ท่านก็ไม่ได้บอกว่า เป็นพระเจ้าแผ่นดินต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ก็อบรมโดยทั่วๆไปให้
เป็นคนดีก่อน อันนี้คือสิ่งที่สำคัญมาก คือต้องเป็นคนดีที่รับผิดชอบ แล้วท่านก็เล่าถึงประ
เทศชาติ ท่านใช้คำว่าเมืองไทยมากกว่า ว่าเมืองไทยต้องการอะไร ต้องมีอะไร ช่วยได้อย่าง
ไร ท่านทำให้มีความผูกพันกับเมืองไทย กับคนไทย และคิดว่าน่าจะช่วยได้อย่างไร ถึงอย่าง
ไรท่านก็เกิดมาในครอบครัวที่จน ท่านก็ทราบว่ามีคนจนที่จะต้องช่วยอะไร อย่างไร ท่านก็
จะพูดในแนวนี้ให้สงสารคน ให้รู้สึกว่าจะต้องช่วยคน ให้มีความรู้สึกต่อประเทศและคนอื่น
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงสนพระทัยในกิจการใดที่สุด โปรดทรงพระอักษรชนิดใด ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ก็แล้วแต่อะไร เพราะมีหลายอย่าง จะบอกว่าอันไหนมากที่สุดก็ลำบาก ชอบถามจริงนะ
อะไรมากที่สุด ประทับใจมากที่สุด ชอบอะไรมากที่สุด มันแล้วแต่โอกาส แล้วแต่เวลา
แล้วแต่ว่าจะเป็นตอนไหน ที่ว่าโปรดทรงพระอักษรชนิดใดนี่ ก็หลายอย่างอีกล่ะ คือเมื่อ
ก่อนนี้ โปรดปรัชญามาก ส่วนอักษรศาสตร์ ก็ในทางที่เขียนทางความคิดมากกว่ากวีนิพนธ์
จะมีอยู่สักอันที่ท่านบอกว่าโปรด เพราะเป็นอันแรกๆในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งท่านว่า เพราะดี
แต่ตามปกติท่านก็โปรดทางด้านปรัชญามากกว่า ทางด้านความคิด ไม่เคยอ่านหนังสือ
ของฉันเรื่อง “ แม่เล่าให้ฟัง ” หรือ ?
สู่อนาคต : เคยเพคะ แต่กำลังสนุกก็จบ อยากทราบเรื่องราวในช่วงหลังต่อจากนั้นด้วยเพคะ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : แต่ช่วงหลังนี่คนรู้โดยทั่วไปแล้ว ที่ฉันถามนี่ไม่ใช่เรื่องประวัติแม่ ฉันถามถึงภาคสอง
เกี่ยวกับว่าทรงอ่านเรื่องอะไร อ่านภาคสองหรือเปล่า ?
สู่อนาคต : เป็นเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาที่ทรงสนพระทัย แต่ในตอนหลังนี้ทราบเกล้าฯว่า ทรงสน
พระทัยพุทธศาสนามากกว่า
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ใช่ เกี่ยวกับพุทธศาสนา ท่านสนพระทัยมาก แต่ที่ไม่ได้ใส่ว่า โปรดอะไรตรงไหนนั้น
มันยาก เพราะมากเหลือเกิน ท่านทรงอ่านหมดเลย
สู่อนาคต : ดูเหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงได้รับอิทธิพลในแนวความคิดของสมเด็จ
พระบรมราชชนนีมากใช่ไหมเพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ก็อาจจะเป็นได้ เพราะความคิดอะไรต่างๆของเรานี่ เหมือนอยู่ในครอบครัว เพราะทูล
หม่อมพ่อ เวลาอยู่เมืองนอก ท่านก็คิดถึงแต่จะช่วยคนไทยอย่างไร มีแต่คิดเช่นนี้ แม่อยู่
ด้วยก็คิดแต่ว่าเราจะกลับเมืองไทย ก็คิดว่าจะทำอะไร นี่คือสิ่งสำคัญมาก แล้วเวลาที่
ท่านเลี้ยงลูกก็เหมือนกัน ก็อย่างที่ฉันเล่าไปแล้วเมื่อตะกี้นี้ คือจะทำอย่างไร จะช่วยอย่าง
ไร เป็นอย่างนี้มากที่สุด
นี่เราออกมานอกเรื่องหนังสือแล้วนะนี่ ที่ว่าท่านโปรดหนังสือประเภทใด ที่ฉันไม่ได้
เขียนถึงหนังสือพุทธศาสนาในภาคสองนั้น เพราะท่านจะอ่านเรื่องพระพุทธศาสนาหมด
แต่อย่าไปคิดว่า ท่านเลื่อมใสพระพุทธศาสนาอย่างงมงาย คือท่านจะเอาไปคิดก่อน ท่านก็
อาจจะคิดอะไรบางอย่างของท่านไว้แล้ว ที่ฉันเขียนเอาไว้แต่คนไม่ค่อยสนใจว่า ตอนที่
เด็กๆนี่ ท่านก็มีความคิดของท่านอยู่แล้วที่ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น ท่านถึงได้นึกว่า เอ๊ะ !
เห็นฉันจะผิด ก็คนอื่นเขาไม่นึกอย่างนี้ เมื่อท่านไปถึงเมืองนอกแล้ว ท่านไปเจอความคิด
พวกนั้น (ในภาคสองของหนังสือ “ แม่เล่าให้ฟัง” ) ท่านก็เลยบอกว่า อ้าว ! งั้นฉันก็อาจ
จะไม่ผิดนัก แต่คนก็ไปเข้าใจผิด นึกว่าท่านนับถือพวกนี้ ท่านไม่ได้นับถือ มันคล้ายๆกับ
ว่าท่านยอมรับว่า อ้อ ! นี่ก็มีคนคิดเหมือนฉัน ก็เป็นเหมือนเพื่อนฉัน เราคิดอะไรเหมือน
กัน พระพุทธศาสนาก็ทำนองเดียวกัน คือท่านคิดอะไรต่ออะไรก่อน ถึงความดีอะไรต่างๆ
ท่านก็ไปดู อ้อ ! พระพุทธเจ้าทรงเก่งอย่างเหลือเกิน ทรงค้นพบของพวกนี้ เมื่อท่านเห็น
ด้วย ท่านก็นับถือของพวกนี้ แต่ท่านไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียว ท่านต้องคิดก่อนว่า อะไร
ถูก ไม่ถูกเหมือน ศีล ศีลข้อหนึ่งบอกว่าห้ามฆ่าสัตว์ คนถือว่า ฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่เราที่
กินเนื้อสัตว์นี่ ทำไมไม่บาป
เมื่อเร็วๆนี้เอง ฉันไปถามว่าแม่คิดตกหรือยัง? ท่านบอกว่ายังคิดไม่ตก แต่ท่านคิด
มากเรื่องศาสนา บางอย่างท่านเขียน ก็ต้องเขียนไป สมเด็จพระญาณฯก็ต้องเขียนไป
อย่างนั้น แต่บางข้อก็ยังเพี้ยนนิดหน่อย ที่พูดนี้จะเข้าใจหรือเปล่า ? ไม่ทราบว่าที่ถาม
มาต้องการอย่างนี้หรือเปล่า ? ที่จะถามฉันนี่มันยากหน่อย ถ้าเข้าใจแล้วก็ผ่านไปนะ
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงสนพระทัยการเมืองหรือไม่ ? เคยรับสั่งเรื่องการเมือง
กับพระโอสพระธิดาหรือไม่ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : เรื่องการเมืองนี่ท่านไม่สนพระทัย ก็อาจจะติดตามไปเฉยๆ แต่ก็ไม่ออกความเห็น
ไม่อะไร เพราะว่าสนใจก็ทำอะไรไม่ได้ และไม่ควรจะทำอะไร
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงรู้สึกอย่างไรกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : อันนี้ฉันตอบไม่ได้ อย่างที่ฉันบอกไว้ตั้งแต่ต้น และอันนี้ฉันก็ไม่คยถามท่าน และ
ถ้าถาม ท่านอาจจะไม่ตอบก็ได้
สู่อนาคต : สมเด็จพระราชชนนีและใต้ฝ่าพระบาท ได้เฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
บ่อยไหม ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ไม่บ่อย เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ต่างจังหวัด แม่ก็อยู่ต่างจังหวัด
มากกว่ากรุงเทพฯ แต่ทุกครั้งที่กลับมาจากต่างจังหวัด และพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่
กรุงเทพฯ ท่านก็ไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวสักครั้งหนึ่งอย่างน้อย ส่วนฉันเองไม่ค่อยได้เฝ้า
ก่อนนี้ไป แต่เดี๋ยวนี้ ก็เรื่องเสียเวลา เพราะเดี๋ยวนี้งานฉันมันมากเหลือเกิน
สู่อนาคต : พระนัดดาพระปนัดดาได้เฝ้าสมเด็จพระบรมราชชนนีบ่อยไหมเพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : หลานนี่ก็เหมือนกัน ถ้าเข้าไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ถ้าอยู่ที่นั่นก็ได้พบโดยมากก็พบ ส่วน
มากสมเด็จพระเทพรัตนฯท่านมีความรู้สึกรักญาติมาก ท่านก็อาจจะไปเฝ้ามากกว่า
องค์อื่น โดยเฉพาะถ้าท่านมีเวลาว่าง บางทีท่านก็ไปเฝ้าสมเด็จย่า ที่นี่ท่านก็เคยมาบ่อย
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมฯล่ะเพคะ เฝ้าบ่อยไหม ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : เดี๋ยวนี้น้อย มีบ้าง แต่ก็น้อยกว่าสมเด็จพระเทพรัตนฯ เมื่อก่อนนี้เมื่อยังเด็กกว่านี้ เคย
ตามเสด็จต่างจังหวัด แต่ใกล้ชิดหลานยาย (ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย) มากกว่า เพราะ
เล็กๆอยู่เมืองนอกด้วยกัน แต่เดี๋ยวนี้น้อยหน่อยเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งลูกของลูกสาว
มักใกล้ชิดกว่าของลูกชาย เพราะถึงอย่างไรก็เคยเลี้ยงมาบ้าง ส่วนของลูกชายนี่ไม่เคย
เลี้ยงเลย และท่านคิดว่าไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของยายหรือย่าที่จะเลี้ยง ควรเป็นหน้าที่
ของพ่อแม่มากกว่า
สู่อนาคต : สมเด็จพระบรมราชชนนีเคยรับสั่งเล่าตอนที่ทรงพบและได้เฝ้าสมเด็จพระบรมราาช
ชนกอย่างไรหรือไม่เพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ไม่เลย อันนี้ตรงกันข้าม ท่านไม่เคยเล่า คนต้องไปซักถึงจะพูด ท่านไม่เคยเล่าเองเลย
ที่ฉันทราบก็ไปอ่านอะไรต่างๆ แล้วไปถามท่าน ว่าจริงหรือเปล่าว่าที่พบกันที่สถานี
รถไฟที่สถานีเมืองบอสตัน ท่านก็บอกว่าจริง แค่นี้ ท่านไม่เล่า
สู่อนาคต : ในฐานะที่ทรงเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ ทรงอภิบาลใต้ฝ่าพระบาทพิเศษไปกว่าพระ
โอรสทั้งสองหรือไม่เพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : สองปีแรกที่ยังไม่มีน้อง ก็เป็นพิเศษแน่นอน แต่ทีหลังท่านก็ดูเท่าๆกันหมด แต่ก็ไม่เท่า
กันทีเดียว ตอนที่รัชกาลที่ ๘ ขึ้นมา และก็ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เพราะท่านพระอนา
มัยไม่ค่อยดีด้วย ก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ และเลยมีโอกาสได้คุยกันเรื่องบ้านเมือง ว่าเรา
จะต้องช่วยกันอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านไม่ได้คุยลักษณะว่า ลูกเป็นพระเจ้าแผ่นดินนะ
ท่านจะให้เป็นคนมากกว่า เป็นคนที่จะช่วยประเทศ ก็เลยมีโอกาสมากกว่า เพราะไม่
แข็งแรง แม่ก็ต้องเอาใจใส่มากกว่า
สู่อนาคต : พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ ทรงมีส่วนคล้ายคลึงกับสมเด็จพระเทพรัตนฯหรือไม่ เพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ไม่เหมือนเลย ต่างกันมาก รัชกาลที่ ๘ ท่านเป็นคนเงียบมาก ไม่ยิ้ม ไม่อะไรเลย แต่อ่อน
โยนมาก สมเด็จพระเทพรัตนฯท่านรู้สึกร่าเริง การอบรมมาก็ต่างกันมาก นั่นเวลาเกิด
มาก็เป็นหม่อมเจ้า แต่หม่อมเจ้าเป็นไม่นานหรอก เป็นอยู่นิดเดียว เดือนสองเดือนก็เป็น
พระองค์เจ้า เราเป็นเจ้านายบ้านนอก เพราะเราไม่ค่อยได้เข้าพิธี เพราะแม่เลี้ยงเรา
เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่ธรรมดาทีเดียว เพราะแม่ก็ยกย่อง ท่านหัดเรา ท่านใช้ราชาศัพท์
กับเราเพื่อให้เราทราบว่า เป็นเจ้า อย่างน้อยก็ให้เราเข้าใจราชาศัพท์ แต่ท่านก็เลี้ยงอย่าง
คนธรรมดา ให้คิดถึงคนอื่น ไม่ใช่เป็นเจ้า อย่างนี้มากกว่า
สู่อนาคต : แล้วพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘กับพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันทรงคล้ายกันไหมเพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ท่านไม่คล้ายกัน แต่ก็เข้ากันได้อย่างดี เล่นอะไรทุกอย่างเหมือนฝาแฝด แต่ฝาแฝด
บางทีก็ไม่เหมือนกันเลย แต่นี่ท่านทำอะไรก็ทำด้วยกัน แม่ก็แต่งตัวให้เหมือนกัน
และก็ใกล้ชิดกันมาก เล่นอะไรก็เล่นอย่างเดียวกันตลอดเวลา คือตอนที่จะเล่นเรือ
ก็เล่นเรือด้วยกัน เล่นดนตรีก็เล่นด้วยกันทุกอย่าง ทำด้วยกันหมด และไม่ค่อยทะเลาะ
กัน ที่จำได้มีน้อยมาก แต่ส่วนใหญ่จะทะเลาะกับฉันมากกว่า
สู่อนาคต : กับพระเจ้าอยู่หัวองค์ไหนเพคะ กับองค์ปัจจุบันหรือเปล่าเพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ : ไม่ใช่ ฉันทะเลาะกับรัชกาลที่ ๘ มากกว่า เพราะใกล้กัน อันที่จริงนิสัยเมื่อเล็กๆ รัชกาล
นี้กับฉันเหมือนกันมากกว่า แต่กับรัชกาลที่ ๘ นั้นไม่เหมือนกัน มาเข้าใจตอนที่ท่านโต
ขึ้นมากกว่า ตอนเล็กๆนั่นมันใกล้กัน สองปีก็รังแกกันมากกว่า ฉันออกจะรังแกท่าน
เพราะฉันโตกว่าจนถึงวันที่ท่านแข็งแรงมาก เมื่อสู้กันท่านชนะ ฉันเลยหยุด
สู่อนาคต : เมื่อใต้ฝ่าพระบาททรงเขียนเรื่อง “ แม่เล่าให้ฟัง ” นั้น สมเด็จพระบรมราชชนนีท่าน
ทรงอ่านแล้วทรงมีพระวิจารณ์อย่างไรบ้างไหมเพคะ ?
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ : แม่ไม่ได้พูดว่าอะไร เพราะมันคล้ายๆท่านเกือบจะเป็นผู้แต่ง เพราะฉันสัมภาษณ์ท่าน
๑๐ นาที ๒๐ นาที จนกระทั่งท่านเบื่อแล้ว เมื่อเห็นหนังสือแล้ว ท่านก็บอกว่า ขอบใจ
แล้วท่านก็เปิดดูรูปหน่อยแล้วก็วาง เพราะว่าสัมภาษณ์ท่านอยู่เรื่อย ก็เหมือนคำพูดที่
ท่านเอามาลง ที่จริงท่านเป็น Co-author
Tuesday, 22 January 2008
หนูไม่รู้จักพวกพี่และ พวกพี่ไม่รู้จักหนู แต่เรามีใจเดียวกัน
---------- Forwarded message ----------From: Cindy Chung <patangga76@yahoo.com>Date: Apr 9, 2007 2:44 PMSubject: ÃÑ¡¾Õè¾ÕèSkyexistTo: skyexits@gmail.com
ถึงพี่พี่ skyexist
หนูไม่รู้จักพวกพี่และ พวกพี่ไม่รู้จักหนู แต่เรามีใจเดียวกัน หนูเห็น clip เลวเลวอันนั้นแล้วน้ำตาร่วงมันทำกับท่านแบบนั้นได้ยังงัย หนูเป็นพวก low technology ไม่มีปัญญาทำclip ขึ้นมาสักอัน แต่อยากขอบคุณพวกพี่พี่อย่างสุดซึ้งและอยากร่วมเป็นกำลังใจให้พวกพี่พี่ทำภาระกิจนี้ให้สำเร็จและหนูเชื่อว่ามันจะสำเร็จอย่างรวดเร็วและเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เราต้องจดจำถึงความรักและความจงรักภักดีที่คนไทยมีต่อในหลวงของเราว่ามีอย่างมหาศาลแค่ไหนขอขอบคุณพวกพี่พี่อีกครั้ง ครอบครัวหนูรักพวกพี่มากมากเลย ด้วยความนับถือครอบครัวไทยวรานนท์________________________________Food fight? Enjoy some healthy debatein the Yahoo! Answers Food & Drink Q&A.
Thursday, 8 November 2007
“ทำดีให้พ่อดู” ..... แค่คิดก็ดีพอแล้ว?
“ทำดีให้พ่อดู” ..... แค่คิดก็ดีพอแล้ว?
(Forward mail)
มีไม่ถึง 1% ของจำนวนประชากรกว่า 64 ล้านคนที่มีอายุเกิน 80 ปี
และนั่นหมายถึงว่าเกือบทุกคนในประเทศไทยเกิดและเติบโตขึ้นมาใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้มาโดยตลอด
เมื่อตอนยังเล็ก เราถูกสั่งสอนให้กราบถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ ยืนถวายความเคารพเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี เข้าแถวรับเสด็จเมื่อขบวนรถพระที่นั่งผ่าน ตอนนั้น เราอาจจะยังไม่รู้ว่าทำไปทำไม รู้แต่เพียงว่าเป็นสิ่งที่ “ต้อง” ทำ และ “ควร” ทำเท่านั้น
พอเราเติบโตขึ้น เราก็จะได้ทราบถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านผ่านสื่อต่างๆ น้อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นพระองค์ท่านในฉลองพระองค์สง่างดงามเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ส่วนใหญ่แล้วเราจะคุ้นตากับการเห็นพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปตามที่ทุรกันดารทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อทรงแนะแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ นานา
และเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติวิปโยคที่คนไทยหันมาทะเลาะฆ่าฟันกันเอง ก็มีแต่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ที่ทรงเป็นที่พึ่งเดียวและเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน และทุกครั้ง ปัญหาต่างๆ ก็จะถูกขจัดปัดเป่าไปได้สิ้น
เราเคยชินกับภาพเหล่านั้น กับความรู้สึกเคารพเทิดทูนบูชาเช่นนั้นมาตลอดกว่า 60 ปี จนบางครั้งเราลืมความเป็นจริงที่โหดร้ายไปบางอย่าง
ความจริงที่ว่า พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของเราไม่ใช่ “เทพ”
ความจริงที่ว่าพระองค์ท่านก็เป็น “มนุษย์”
ความจริงที่ว่า “มนุษย์” มีทุกข์มีสุขได้ มีรัก โลภ โกรธ หลง ได้ และมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้เช่นกัน
ลึกๆ ในใจของเราก็คงรู้กันดีอยู่แล้วว่า พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงตรากตรำทำงานหนักกว่าใครทั้งสิ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ทรงต้องแบกทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ และทรงพระชราภาพลงไปเรื่อยๆ
แล้วเราก็ใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์ จุดเทียนชัยถวายพระพร ร้องเพลงสดุดีมหาราชาและถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะเป็นคนดี จะทำความดีเป็นราชสักการะบูชาสำหรับพระมหากษัตริย์ของเรา
“ทำดีให้พ่อดู” กลายเสมือนเป็นคำสวดที่ติดปากพวกเราทุกคนในปัจจุบันนี้ - บ้างก็จะไปปฏิบัติธรรมถวาย บ้างก็จะลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติดต่างๆ บ้างก็จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด บ้างก็จะเลิกโกงกินก้าวร้าวต่อกัน และบ้างก็จะอยู่อย่างพอเพียง
เราคิดดี เราพูดดี แต่เราได้ทำตามที่พูดแล้วหรือยัง?
เพราะถ้าทำ บ้านเมืองคงไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้
หากเราคิดดี พูดดี และทำดีก็จงทำเพื่อตัวคุณเอง
เพื่อครอบครัวของคุณ เพื่อสังคมของคุณ
และจงทำวันนี้
ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาเสียก่อน
“พ่อ” ดูเรามากว่า 60 ปี แล้ว ถ้าเรา “ทำดี” หรือทำหน้าที่ของเราได้อย่างที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้จริงๆ หรือลดทิฐิ จ้องแต่จะคอยจับผิดซึ่งกันและกัน “พ่อ” คงมีความสุขมากกว่าที่คนไทยทั้งประเทศจะมาร่วมใจกันทำดีเพื่อพ่อ- เพียงวันเดียว
ปารเมศร์ รัชไชยบุญ
(Forward mail)
มีไม่ถึง 1% ของจำนวนประชากรกว่า 64 ล้านคนที่มีอายุเกิน 80 ปี
และนั่นหมายถึงว่าเกือบทุกคนในประเทศไทยเกิดและเติบโตขึ้นมาใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้มาโดยตลอด
เมื่อตอนยังเล็ก เราถูกสั่งสอนให้กราบถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ ยืนถวายความเคารพเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี เข้าแถวรับเสด็จเมื่อขบวนรถพระที่นั่งผ่าน ตอนนั้น เราอาจจะยังไม่รู้ว่าทำไปทำไม รู้แต่เพียงว่าเป็นสิ่งที่ “ต้อง” ทำ และ “ควร” ทำเท่านั้น
พอเราเติบโตขึ้น เราก็จะได้ทราบถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านผ่านสื่อต่างๆ น้อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นพระองค์ท่านในฉลองพระองค์สง่างดงามเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ส่วนใหญ่แล้วเราจะคุ้นตากับการเห็นพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปตามที่ทุรกันดารทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อทรงแนะแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ นานา
และเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติวิปโยคที่คนไทยหันมาทะเลาะฆ่าฟันกันเอง ก็มีแต่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ที่ทรงเป็นที่พึ่งเดียวและเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน และทุกครั้ง ปัญหาต่างๆ ก็จะถูกขจัดปัดเป่าไปได้สิ้น
เราเคยชินกับภาพเหล่านั้น กับความรู้สึกเคารพเทิดทูนบูชาเช่นนั้นมาตลอดกว่า 60 ปี จนบางครั้งเราลืมความเป็นจริงที่โหดร้ายไปบางอย่าง
ความจริงที่ว่า พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของเราไม่ใช่ “เทพ”
ความจริงที่ว่าพระองค์ท่านก็เป็น “มนุษย์”
ความจริงที่ว่า “มนุษย์” มีทุกข์มีสุขได้ มีรัก โลภ โกรธ หลง ได้ และมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้เช่นกัน
ลึกๆ ในใจของเราก็คงรู้กันดีอยู่แล้วว่า พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงตรากตรำทำงานหนักกว่าใครทั้งสิ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ทรงต้องแบกทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ และทรงพระชราภาพลงไปเรื่อยๆ
แล้วเราก็ใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์ จุดเทียนชัยถวายพระพร ร้องเพลงสดุดีมหาราชาและถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะเป็นคนดี จะทำความดีเป็นราชสักการะบูชาสำหรับพระมหากษัตริย์ของเรา
“ทำดีให้พ่อดู” กลายเสมือนเป็นคำสวดที่ติดปากพวกเราทุกคนในปัจจุบันนี้ - บ้างก็จะไปปฏิบัติธรรมถวาย บ้างก็จะลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติดต่างๆ บ้างก็จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด บ้างก็จะเลิกโกงกินก้าวร้าวต่อกัน และบ้างก็จะอยู่อย่างพอเพียง
เราคิดดี เราพูดดี แต่เราได้ทำตามที่พูดแล้วหรือยัง?
เพราะถ้าทำ บ้านเมืองคงไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้
หากเราคิดดี พูดดี และทำดีก็จงทำเพื่อตัวคุณเอง
เพื่อครอบครัวของคุณ เพื่อสังคมของคุณ
และจงทำวันนี้
ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาเสียก่อน
“พ่อ” ดูเรามากว่า 60 ปี แล้ว ถ้าเรา “ทำดี” หรือทำหน้าที่ของเราได้อย่างที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้จริงๆ หรือลดทิฐิ จ้องแต่จะคอยจับผิดซึ่งกันและกัน “พ่อ” คงมีความสุขมากกว่าที่คนไทยทั้งประเทศจะมาร่วมใจกันทำดีเพื่อพ่อ- เพียงวันเดียว
ปารเมศร์ รัชไชยบุญ
Wednesday, 7 November 2007
ในหลวงทรงร้องไห้..อยากให้อ่านกันเยอะ
ไปอ่านเจอมา
จึงคิดว่าทุกคนควรจะอ่านและรีบสำนึกกันซะตอนนี้ในหลวงทรงร้องไห้
เมื่อวันที่ 8 มีนา ที่ผ่านมาผมได้ไปงานที่โรงเรียน
เหมือนเช่นทุกปีตอนกลับเดิน มาตามตึกยาวเพื่อจะกลับมาทางประตูด้าน เพาะช่าง
ยังไม่ถึงบริเวณเศาลหลวงพ่อปู่ พบอาจาร์ยท่านหนึ่งนั่งอยู่ จำได้ว่าเป็นอาจารย์สุธี ท่านเกษียณไปแล้ว
ไม่รู้ คุณรู้จักรึเปล่า กราบอาจารย์ท่านแล้ว สังเกตุเห็นว่าอาจารย์ร้องไห้อยู่
ท่านบอก เพิ่งได้พบกับรุ่นพี่ที่มาในงาน รุ่นที่เท่าไหรก้อไม่ได้ถาม เป็นนาย
ทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่าให้อาจารย์ฟังว่ า
...ในหลวงทรงร้องให้..
เห็นบ่อย ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ
ผมอยากจะ ตอบอาจารย์ไปว่าคงไม่หรอก
ถ้าคนไทย รู้จำคำว่าว่า'หน้าที่'มากกว่า"สิทธิ" เรา
เคยชินกับการเป็น..ผู้รับ...
จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้ให้...ให้มาตลอด
เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่
เราควรจะผู้ให้แก่พระองค์ท่านบ้าง...
ผมลาอาจารย์เรียบร้อยร้อย กลับไปตามตึกยาว ไปไหว้ พระผู้ให้กำเนิดโรงเรียน
อธิฐานขอให้พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมีแต่ความสุข
..ทรงมีพระพลานามัย ที่แข็งแรง...เพียงแค่ไม่อยากได้ยินว่า
..ในหลวงทรงร้องไห้ ความสุขของพระมหา กษัตริย์ หนึ่งปีที่ผ่านมา
เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ
หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของ
พระบาทพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาทีวันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธา
ในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเราได้ แสดงให้โลกได้เห็นว่ามี
ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อราชวงศ์ จักรี
และ พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย .....สิบสองปีที่ผ่านมา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไปในขณะ
เดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน
เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรง
เยี่ยมพระราชชนนี ไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่
ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ ม้วนแผนที่กรุงเทพฯ
เพราะน้ำกำลัง ท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม? .....
34 ปีที่ผ่านมา วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516
เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น
นิสิตนัก ศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล
เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้น ตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุก
หย่อมหญ้า " คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง " คืนนั้น
สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสด
จากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุก
คนว่า "คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน"
และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน
มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า
"เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?"
ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้น
ใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานี
โทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น "SOUL OF THE NATION" หรือ"จิตวิญญาณของคนไทย
ทั้งชาติ" ยังจำกันได้ไหม? แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เราสร้างค่านิยม
ผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด เราโกงทุกครั้งที่มี
โอกาส เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ "สิทธิ" แต่ลืมคำว่า "หน้าที่"
เรา กำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้ เราสร้าง "กฎหมู่" ให้เหนือ "กฎหมาย"
เราเดินขบวน ประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน
และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่ เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเรา จะทรงเสียพระทัยเพียงใด?
แล้วสิ่งที่เราทำไปในวันเฉลิมพระชนมพรรษาคือ อะไร
การที่เราใส่เสื้อเหลือง สายรัดข้อมือ ที่ว่า Long life The King เราทำเพื่ออะไร
มันเป็นแค่ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคุณรักพระมหากษัตริย์
เพียงใดเท่านั้นนะเหรอ 80 ชันษาของพระองค์ท่าน
หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่
จะได้พักเต็มที่ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงาน
หนัก แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอด
เวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์ พระองค์ต้องรับทุกข์
ของคนไทยทั้งชาติ ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ใน
พระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อม ด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหา
กษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความ พอเพียง
และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่?
หรือนี่คือ การแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา ?
ขอให้ทุกคนที่มีใจรักชาติบ้านเมือง
ของตนเองมีสายเลือดของความเปงไทยอยู่หรือมีจิตสำนึกที่ จะทำความดีกรุณาส่งต่อไป
เรื่อยๆเพื่อให้คนไทยได้รักชาติบ้านเมืองของตนเองซะทีขอขอบคุณ
จึงคิดว่าทุกคนควรจะอ่านและรีบสำนึกกันซะตอนนี้ในหลวงทรงร้องไห้
เมื่อวันที่ 8 มีนา ที่ผ่านมาผมได้ไปงานที่โรงเรียน
เหมือนเช่นทุกปีตอนกลับเดิน มาตามตึกยาวเพื่อจะกลับมาทางประตูด้าน เพาะช่าง
ยังไม่ถึงบริเวณเศาลหลวงพ่อปู่ พบอาจาร์ยท่านหนึ่งนั่งอยู่ จำได้ว่าเป็นอาจารย์สุธี ท่านเกษียณไปแล้ว
ไม่รู้ คุณรู้จักรึเปล่า กราบอาจารย์ท่านแล้ว สังเกตุเห็นว่าอาจารย์ร้องไห้อยู่
ท่านบอก เพิ่งได้พบกับรุ่นพี่ที่มาในงาน รุ่นที่เท่าไหรก้อไม่ได้ถาม เป็นนาย
ทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่าให้อาจารย์ฟังว่ า
...ในหลวงทรงร้องให้..
เห็นบ่อย ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ
ผมอยากจะ ตอบอาจารย์ไปว่าคงไม่หรอก
ถ้าคนไทย รู้จำคำว่าว่า'หน้าที่'มากกว่า"สิทธิ" เรา
เคยชินกับการเป็น..ผู้รับ...
จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้ให้...ให้มาตลอด
เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่
เราควรจะผู้ให้แก่พระองค์ท่านบ้าง...
ผมลาอาจารย์เรียบร้อยร้อย กลับไปตามตึกยาว ไปไหว้ พระผู้ให้กำเนิดโรงเรียน
อธิฐานขอให้พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมีแต่ความสุข
..ทรงมีพระพลานามัย ที่แข็งแรง...เพียงแค่ไม่อยากได้ยินว่า
..ในหลวงทรงร้องไห้ ความสุขของพระมหา กษัตริย์ หนึ่งปีที่ผ่านมา
เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ
หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของ
พระบาทพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาทีวันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธา
ในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเราได้ แสดงให้โลกได้เห็นว่ามี
ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อราชวงศ์ จักรี
และ พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย .....สิบสองปีที่ผ่านมา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไปในขณะ
เดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน
เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรง
เยี่ยมพระราชชนนี ไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่
ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ ม้วนแผนที่กรุงเทพฯ
เพราะน้ำกำลัง ท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม? .....
34 ปีที่ผ่านมา วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516
เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น
นิสิตนัก ศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล
เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้น ตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุก
หย่อมหญ้า " คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง " คืนนั้น
สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสด
จากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุก
คนว่า "คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน"
และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน
มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า
"เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?"
ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้น
ใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานี
โทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น "SOUL OF THE NATION" หรือ"จิตวิญญาณของคนไทย
ทั้งชาติ" ยังจำกันได้ไหม? แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เราสร้างค่านิยม
ผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด เราโกงทุกครั้งที่มี
โอกาส เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ "สิทธิ" แต่ลืมคำว่า "หน้าที่"
เรา กำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้ เราสร้าง "กฎหมู่" ให้เหนือ "กฎหมาย"
เราเดินขบวน ประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน
และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่ เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเรา จะทรงเสียพระทัยเพียงใด?
แล้วสิ่งที่เราทำไปในวันเฉลิมพระชนมพรรษาคือ อะไร
การที่เราใส่เสื้อเหลือง สายรัดข้อมือ ที่ว่า Long life The King เราทำเพื่ออะไร
มันเป็นแค่ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคุณรักพระมหากษัตริย์
เพียงใดเท่านั้นนะเหรอ 80 ชันษาของพระองค์ท่าน
หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่
จะได้พักเต็มที่ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงาน
หนัก แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอด
เวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์ พระองค์ต้องรับทุกข์
ของคนไทยทั้งชาติ ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ใน
พระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อม ด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหา
กษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความ พอเพียง
และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่?
หรือนี่คือ การแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา ?
ขอให้ทุกคนที่มีใจรักชาติบ้านเมือง
ของตนเองมีสายเลือดของความเปงไทยอยู่หรือมีจิตสำนึกที่ จะทำความดีกรุณาส่งต่อไป
เรื่อยๆเพื่อให้คนไทยได้รักชาติบ้านเมืองของตนเองซะทีขอขอบคุณ
อาการอ่อนแรงพระวรกายด้านขวา
13 ตุลาคม 2550
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเข้ารับการรักษาที่
รพ.ศิริราชด้วยอาการอ่อนแรงพระวรกายด้านขวา ตรวจพบผิวพระสมองด้านซ้ายขาดเลือด
คณะแพทย์ถวายการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว
-ราชินี-พระบรมวงศานุวงศ์-และข้าราชการทยอยเข้าเฝ้าฯประชาชนห่วงใย
แถลงการสำนักพระราชวัง ฉบับที่ 1
ช่วงเช้าวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการพระวรกายด้านขวาอ่อนแรง
แพทย์ประจำพระองค์จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
พระราชวังดุสิต
ไปยังโรงพยาบาลศิริราชเพื่อถวายตรวจพระสมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
พบว่ามีผิวพระสมองด้านซ้ายขาดเลือดเล็กน้อย
คณะแพทย์จึงขอพระราชทานให้ประทับที่โรงพยาบาลเพื่อถวายพระโอสถรักษาและสังเกตพระอาการ
หลังจากถวายการรักษาประมาณ 8 ชั่วโมง ปรากฎว่าพระอาการอ่อนแรงของพระเพรา (ขา)
ดีขึ้น
จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติ ศิริราชพยาบาลว่า
หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปถึงโรงพยาบาลศิริราช
ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ตลอดทั้งวัน ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์
และบุคคลสำคัญทยอยเข้าเฝ้าฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 14.00 น.
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จถึงโรงพยาบาลศิริราช และเสด็จกลับเวลา
16.00 น. ในเวลา18.20 น. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
เสด็จไปยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ นอกจากนี้ยังมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปพร้อม พ.อ.ท่านผู้หญิงจิตรวดี ภริยา พล.อ.อนุพงศ์
เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นพ.มงคล ณ สงขลา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางเข้าเฝ้าฯ
ทั้งนี้ตลอดช่วงเย็น
ได้มีประชาชนจำนวนมากไปเฝ้ารอแถลงการณ์จากสำนักพระราชวังด้วยความห่วงใย
รวมทั้งรอเฝ้าฯ รับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์
นางสาวสุนี ลาภล้ำเสาวภาคย์ อายุ 50 ปี กล่าวว่า
เดินทางไปทำธุระแถวโรงพยาบาลศิริราช และเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่นำแผงเหล็กไปกั้น
จึงสอบถามและทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร รู้สึกตกใจมาก
จึงไปเข้าเฝ้าฯเพื่อให้กำลังใจ และอยากให้พระองค์ท่านหายจากพระอาการประชวร
เชื่อว่าพระองค์ท่านจะไม่เป็นอะไร
เด็กชายภาคินัย เทวารัตน์ อายุ 12 ปี กล่าวว่า
เดินทางไปกับแม่เพื่อเยี่ยมป้าที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช
เมื่อทราบข่าวจึงไปเฝ้าฯ รับเสด็จ เพื่อเป็นกำลังใจให้พระองค์ท่าน
และหากจะมีการเปิดโต๊ะลงนามถวายพระพร ก็จะไปลงนามอีกครั้ง
สำหรับการถวายการรักษาพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล่าสุด คณะแพทย์
โรงพยาบาลศิริราช ได้ตั้งคณะกรรมการแพทย์ชุดพิเศษขึ้น 1 ชุด
เพื่อถวายการรักษาพระอาการอย่างใกล้ชิด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเข้ารับการรักษาที่
รพ.ศิริราชด้วยอาการอ่อนแรงพระวรกายด้านขวา ตรวจพบผิวพระสมองด้านซ้ายขาดเลือด
คณะแพทย์ถวายการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว
-ราชินี-พระบรมวงศานุวงศ์-และข้าราชการทยอยเข้าเฝ้าฯประชาชนห่วงใย
แถลงการสำนักพระราชวัง ฉบับที่ 1
ช่วงเช้าวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการพระวรกายด้านขวาอ่อนแรง
แพทย์ประจำพระองค์จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
พระราชวังดุสิต
ไปยังโรงพยาบาลศิริราชเพื่อถวายตรวจพระสมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
พบว่ามีผิวพระสมองด้านซ้ายขาดเลือดเล็กน้อย
คณะแพทย์จึงขอพระราชทานให้ประทับที่โรงพยาบาลเพื่อถวายพระโอสถรักษาและสังเกตพระอาการ
หลังจากถวายการรักษาประมาณ 8 ชั่วโมง ปรากฎว่าพระอาการอ่อนแรงของพระเพรา (ขา)
ดีขึ้น
จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติ ศิริราชพยาบาลว่า
หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปถึงโรงพยาบาลศิริราช
ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ตลอดทั้งวัน ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์
และบุคคลสำคัญทยอยเข้าเฝ้าฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 14.00 น.
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จถึงโรงพยาบาลศิริราช และเสด็จกลับเวลา
16.00 น. ในเวลา18.20 น. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
เสด็จไปยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ นอกจากนี้ยังมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปพร้อม พ.อ.ท่านผู้หญิงจิตรวดี ภริยา พล.อ.อนุพงศ์
เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นพ.มงคล ณ สงขลา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางเข้าเฝ้าฯ
ทั้งนี้ตลอดช่วงเย็น
ได้มีประชาชนจำนวนมากไปเฝ้ารอแถลงการณ์จากสำนักพระราชวังด้วยความห่วงใย
รวมทั้งรอเฝ้าฯ รับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์
นางสาวสุนี ลาภล้ำเสาวภาคย์ อายุ 50 ปี กล่าวว่า
เดินทางไปทำธุระแถวโรงพยาบาลศิริราช และเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่นำแผงเหล็กไปกั้น
จึงสอบถามและทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร รู้สึกตกใจมาก
จึงไปเข้าเฝ้าฯเพื่อให้กำลังใจ และอยากให้พระองค์ท่านหายจากพระอาการประชวร
เชื่อว่าพระองค์ท่านจะไม่เป็นอะไร
เด็กชายภาคินัย เทวารัตน์ อายุ 12 ปี กล่าวว่า
เดินทางไปกับแม่เพื่อเยี่ยมป้าที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช
เมื่อทราบข่าวจึงไปเฝ้าฯ รับเสด็จ เพื่อเป็นกำลังใจให้พระองค์ท่าน
และหากจะมีการเปิดโต๊ะลงนามถวายพระพร ก็จะไปลงนามอีกครั้ง
สำหรับการถวายการรักษาพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล่าสุด คณะแพทย์
โรงพยาบาลศิริราช ได้ตั้งคณะกรรมการแพทย์ชุดพิเศษขึ้น 1 ชุด
เพื่อถวายการรักษาพระอาการอย่างใกล้ชิด
Monday, 5 November 2007
พระเนตรขวาของในหลวง เรื่องที่่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้
พระเนตรขวาของ ในหลวง ;... เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้
>
>
>
> พระองค์ทรงประสบอุบัติเหตุทาง รถยนต์
>
>
> ขณะทรงประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่ง
>
>
> ไปชนกับรถ บรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกกระเด็นเข้า
>
>
> พระเนตรข้างขวา พระอาการ สาหัส เมื่อตอนที่พระชนมายุ
>
>
> ครบ 20 พรรษา
>
>
>
>
> " ข่าวพาดหัวหนังสือ พิมพ์ใหญ่ๆ ซึ่งตีพิมพ์จำหน่ายใน
>
>
> กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ มีเนื้อข่าว
>
>
> ด่วนจากวิทยุ B.B.C. เมื่อ เวลา ๑๓.๐๐ น. แจ้งว่า
>
>
>
> " สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประสบ อุบัติ
>
>
> เหตุด้วยรถยนต์ ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ๆ เมืองโลซานน์ เมื่อ
>
>
> ค่ำวัน ที่ ๓ เดือนนี้ พระอาการค่อนข้างสาหัส "
>
>
>
> และหลังจากนั้นเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม มีรายงานข่าวจากการ
>
>
> ออกประกาศล่า ที่สุดของสถานีวิทยุบี.บี.ซี. เวลา ๑๔.๔๗ น.
>
>
> แจ้งว่า
>
>
>
> " พระอาการสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พ้นอันตรายแล้ว
>
>
> อย่างไรก็ดีราชเลขานุการแถลงว่าพระเนตรข้าง
>
>
> ขวาถูกเศษกระจกเข้าและยังไม่ทราบ ว่าอีกหลายวันสมเด็จ
>
>
> พระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงใช้พระเนตรข้างขวาได้หรือ ไม่ "
>
>
>
>
> หนังสือพิมพ์สยามนิกรฉบับวัน ที่ ๘ ตุลาคม ๒๔๙๑
>
>
> ลงพาดข่าวขนาดใหญ่ว่า
>
>
>
> " อาจ เสียพระนตร ใกล้พระเนตรขวาสาหัสที่สุด "
>
>
>
> หลังจากนั้นพระองค์ท่านทรง มีพระอาการแทรกซ้อนเรื่อง
>
>
> พระเนตรขวา ซึ่งแพทย์ถวายการรักษาอีกหลายครั้งก็ ไม่
>
>
> ดีขึ้น จึงได้ถวายการแนะนำให้พระองค์ทรงพระเนตร
>
>
> ปลอมในที่ สุด
>
>
>
> "... อาจจะเป็นเพราะว่าพระองค์ไม่อยากให้คนไทยเป็น
>
>
> ห่วงและวิตกใน พระองค์มากและบ้านเมืองขณะนั้นก็ไม่สู้
>
>
> จะเรียบร้อยนักทั้งปัญหาการเมืองใน ประเทศเองก็มาก
>
>
> เหมือนกัน ทรงเก็บความทุกข์ส่วนพระองค์ไว้ จากนั้นก็
>
>
> ทรง ใช้พระเนตรเพียงข้างเดียว ทรงศึกษาค้นคว้า อ่าน
>
>
> หนังสือต่างๆมากมาย เพื่อทรง งานของบ้านเมือง บำบัด
>
>
> ทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรของพระองค์มาตลอดระยะ เวลา
>
>
> 60 ปี "
>
>
>
>
> จากหนังสือ " บันทึกของพ่อ "
>
>
>
> ลองใช้มือข้าง หนึ่งยกขึ้นปิดตา แล้วจะรู้ว่ายากเพียงใดที่
>
>
> จะทำงาน
>
>
>
> นั่นคือความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของในหลวง
>
>
> เพื่อราษฎรที่ รักยิ่งของพระองค์
>
>
>
> ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืน นาน
>
>
>
> เมื่อทุกท่านได้อ่านแล้ว รู้สึกอย่างไรกันบ้าง
>
> ท่านลองหลับตาข้างขวา แล้วทำ งานดู
>
> จะรู้ ว่ามันยากลำบากสักเพียงไหน
>
>
> ไม่ใช่อะไร .... ที่ส่งบทความนี้มา
>
> เพียงเพื่ออยากเตือนสติ ทุก ๆ คนว่า
>
> ที่เราพูดกันปาว ปาว ว่ารักในหลวงนั้น
>
> เรารู้สึกกันจากใจ หรือไม่
>
> ที่เราใส่เสื้อเหลืองกันนั้น
>
> เพื่ออยากถวายความจงรักภักดี ต่อในหลวง
>
> จริง หรือไม่
>
>
> ตอนนี้ใน สังคม มีคนหลายกลุ่ม
>
> ต่างก็อ้างสิทธิ์อันชอบธรรม
>
> แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น
>
> รบรา ฆ่าฟัน
>
>
> ลองถามใจตัวเองดู
>
> ว่าสิ่งนั้น คุณทำเพื่อชาติ หรือเพื่อตัวเอง กันแน่...
>
>
> พอเถอะนะ... มองขึ้นไปยังเบื้องสูงบ้าง
>
> ว่า ณ เวลานี้
>
> พ่อหลวงของเรา จะรู้สึกอย่างไร
>
> ที่เห็นลูก ๆ ของท่าน รบราฆ่าฟันกันเอง เยี่ยงนี้
>
>
> หรือถ้าหากคุณคิดไม่ได้ จริง ๆ
>
> ก่อน กระทำการใด ๆ
>
> กรุณาถอดเสื้อเหลือง ออกซะก่อน เถิด นะ
>
> คิดซะว่า ประเทศชาติและคนหมู่มาก ที่ รักพ่อหลวง ขอร้อง
>
>
>
> พระองค์ทรงประสบอุบัติเหตุทาง รถยนต์
>
>
> ขณะทรงประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่ง
>
>
> ไปชนกับรถ บรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกกระเด็นเข้า
>
>
> พระเนตรข้างขวา พระอาการ สาหัส เมื่อตอนที่พระชนมายุ
>
>
> ครบ 20 พรรษา
>
>
>
>
> " ข่าวพาดหัวหนังสือ พิมพ์ใหญ่ๆ ซึ่งตีพิมพ์จำหน่ายใน
>
>
> กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ มีเนื้อข่าว
>
>
> ด่วนจากวิทยุ B.B.C. เมื่อ เวลา ๑๓.๐๐ น. แจ้งว่า
>
>
>
> " สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประสบ อุบัติ
>
>
> เหตุด้วยรถยนต์ ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ๆ เมืองโลซานน์ เมื่อ
>
>
> ค่ำวัน ที่ ๓ เดือนนี้ พระอาการค่อนข้างสาหัส "
>
>
>
> และหลังจากนั้นเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม มีรายงานข่าวจากการ
>
>
> ออกประกาศล่า ที่สุดของสถานีวิทยุบี.บี.ซี. เวลา ๑๔.๔๗ น.
>
>
> แจ้งว่า
>
>
>
> " พระอาการสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พ้นอันตรายแล้ว
>
>
> อย่างไรก็ดีราชเลขานุการแถลงว่าพระเนตรข้าง
>
>
> ขวาถูกเศษกระจกเข้าและยังไม่ทราบ ว่าอีกหลายวันสมเด็จ
>
>
> พระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงใช้พระเนตรข้างขวาได้หรือ ไม่ "
>
>
>
>
> หนังสือพิมพ์สยามนิกรฉบับวัน ที่ ๘ ตุลาคม ๒๔๙๑
>
>
> ลงพาดข่าวขนาดใหญ่ว่า
>
>
>
> " อาจ เสียพระนตร ใกล้พระเนตรขวาสาหัสที่สุด "
>
>
>
> หลังจากนั้นพระองค์ท่านทรง มีพระอาการแทรกซ้อนเรื่อง
>
>
> พระเนตรขวา ซึ่งแพทย์ถวายการรักษาอีกหลายครั้งก็ ไม่
>
>
> ดีขึ้น จึงได้ถวายการแนะนำให้พระองค์ทรงพระเนตร
>
>
> ปลอมในที่ สุด
>
>
>
> "... อาจจะเป็นเพราะว่าพระองค์ไม่อยากให้คนไทยเป็น
>
>
> ห่วงและวิตกใน พระองค์มากและบ้านเมืองขณะนั้นก็ไม่สู้
>
>
> จะเรียบร้อยนักทั้งปัญหาการเมืองใน ประเทศเองก็มาก
>
>
> เหมือนกัน ทรงเก็บความทุกข์ส่วนพระองค์ไว้ จากนั้นก็
>
>
> ทรง ใช้พระเนตรเพียงข้างเดียว ทรงศึกษาค้นคว้า อ่าน
>
>
> หนังสือต่างๆมากมาย เพื่อทรง งานของบ้านเมือง บำบัด
>
>
> ทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรของพระองค์มาตลอดระยะ เวลา
>
>
> 60 ปี "
>
>
>
>
> จากหนังสือ " บันทึกของพ่อ "
>
>
>
> ลองใช้มือข้าง หนึ่งยกขึ้นปิดตา แล้วจะรู้ว่ายากเพียงใดที่
>
>
> จะทำงาน
>
>
>
> นั่นคือความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของในหลวง
>
>
> เพื่อราษฎรที่ รักยิ่งของพระองค์
>
>
>
> ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืน นาน
>
>
>
> เมื่อทุกท่านได้อ่านแล้ว รู้สึกอย่างไรกันบ้าง
>
> ท่านลองหลับตาข้างขวา แล้วทำ งานดู
>
> จะรู้ ว่ามันยากลำบากสักเพียงไหน
>
>
> ไม่ใช่อะไร .... ที่ส่งบทความนี้มา
>
> เพียงเพื่ออยากเตือนสติ ทุก ๆ คนว่า
>
> ที่เราพูดกันปาว ปาว ว่ารักในหลวงนั้น
>
> เรารู้สึกกันจากใจ หรือไม่
>
> ที่เราใส่เสื้อเหลืองกันนั้น
>
> เพื่ออยากถวายความจงรักภักดี ต่อในหลวง
>
> จริง หรือไม่
>
>
> ตอนนี้ใน สังคม มีคนหลายกลุ่ม
>
> ต่างก็อ้างสิทธิ์อันชอบธรรม
>
> แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น
>
> รบรา ฆ่าฟัน
>
>
> ลองถามใจตัวเองดู
>
> ว่าสิ่งนั้น คุณทำเพื่อชาติ หรือเพื่อตัวเอง กันแน่...
>
>
> พอเถอะนะ... มองขึ้นไปยังเบื้องสูงบ้าง
>
> ว่า ณ เวลานี้
>
> พ่อหลวงของเรา จะรู้สึกอย่างไร
>
> ที่เห็นลูก ๆ ของท่าน รบราฆ่าฟันกันเอง เยี่ยงนี้
>
>
> หรือถ้าหากคุณคิดไม่ได้ จริง ๆ
>
> ก่อน กระทำการใด ๆ
>
> กรุณาถอดเสื้อเหลือง ออกซะก่อน เถิด นะ
>
> คิดซะว่า ประเทศชาติและคนหมู่มาก ที่ รักพ่อหลวง ขอร้อง
The King of Thailand in World Focus
พระมหากษัตริย์ที่ดีและยิ่งใหญ่
หมายเหตุ : คำถาม-คำตอบ ฯลฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี หลังการกล่าวแนะนำหนังสือเรื่อง The King of Thailand in World Focus กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ
มาร์วัน มาคาร แห่งอินเตอร์เพรส เซอร์วิส
ข้อจำกัดประการหนึ่งสำหรับนักข่าวต่างประเทศเมื่อรายงานเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็คือกฎหมายว่าด้วยความผิดอาญาฐานหมิ่นพระบรมราชานุภาพ คุณได้กล่าวถึงพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2548 พระองค์รับสั่งว่าพระเจ้าแผ่นดินก็อาจพลาดได้ แต่ผู้สื่อข่าวไทยไม่ได้จับมาเป็นประเด็นและยังคงทำงานข่าวอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านั้น คุณคิดว่าจะมีโอกาสไหมที่นักการเมืองชั้นนำของไทยจะนำทางโดยกล่าวว่าเรามีความเคารพในสถาบัน แต่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องมีกฎหมายแบบนี้ ซึ่งควบคุมการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถาบันตามที่เป็นอยู่ และแผนที่รายงานเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นายอานันท์ ปันยารชุน : นี่เป็นคำถามค่อนข้างยาก เหมือนกับว่าคุณจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ด้านหนึ่งคุณจะต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ผมใคร่จะเรียนว่าผมไม่ทราบว่ากฎหมายมาตรานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ใน 2 วาระที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมมีโอกาสได้เฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งคราว พระองค์ท่านไม่เคยรับสั่งแม้แต่ครั้งเดียวเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่หลายเรื่องก็ไม่เป็นธรรม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้พระองค์ท่านไม่เอามาเป็นเรื่องรบกวนพระทัย และไม่ทรงเห็นว่าสำคัญพอที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นกับนายกรัฐมนตรีของพระองค์
อีกด้านหนึ่งคุณก็ต้องเข้าใจว่าบางเรื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของตะวันตก ความขลังของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกำลังลื่นไหลไปตามกระแสหลักด้วยคิดว่ากษัตริย์ควรทำตนให้เหมือนสามัญชน นั่นก็อาจเป็นเรื่องดี คนไทยเราไม่ขัดข้องในกระแสดังกล่าว แต่ผมคิดว่าพวกคุณก็ต้องเคารพแนวคิดและขนบประเพณีของผู้คนในประเทศนี้ พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยรับสั่งเรื่องนี้กับผมเลย แต่ในความเห็นส่วนตัวผมเองก็ไม่ค่อยชอบกฎหมายนี้ เผอิญผมได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่พวกคุณต้องเข้าใจว่าในประเทศนี้ พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในสถานะที่จะล่วงละเมิดมิได้โดยเจตนารมณ์ของประชาชน ผมเชื่อแน่ว่าพระองค์ท่านไม่เคยทรงวิตกว่ากฎหมายมาตรานี้จะมีอยู่หรือไม่ แต่คนไทยจะไม่ยอมแน่ พวกคุณอาจจะต้องคอยนานถึง 20 หรือ 50 ปี แต่คนไทยไม่ว่าจะผิดหรือถูกจะไม่ยอมทน “คำวิพากษ์วิจารณ์” พระเจ้าอยู่หัวของเราโดยเด็ดขาด นี่คือความรู้สึกของคนไทย
ถ้าหากคุณทำประชามติ (เรื่องนี้) ในวันพรุ่งนี้ คุณก็จะได้เห็นว่ามีการออกเสียงเห็นชอบเพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว ผมคิดว่านี่เป็นลักษณะการคิดของคนไทย เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมากว่า 800 ปี ซึ่งคงจะล้มล้างกันไม่ได้ง่ายๆ บางครั้งผมอดที่จะอัศจรรย์ใจไม่ได้ว่าคนไทยเรานี่ดูจะเป็นคาทอลิกยิ่งเสียกว่าองค์พระสันตะปาปา (เสียงหัวเราะ) ผมเชื่อเสมอว่าคนไทยเป็นพวกสนับสนุนระบอบราชาธิปไตยยิ่งกว่าพระเจ้าอยู่หัวเสียอีก (เสียงหัวเราะ)
ไม่เพียงแต่ประชาชนคนไทยเท่านั้น รัฐบาลไทยเองก็วิตกกังวลไปด้วยทุกครั้งที่มีหนังสือ หรือสิ่งตีพิมพ์ออกมาใหม่ วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือรัฐบาลซึ่งจะจัดการห้ามจำหน่ายหนังสือเล่มนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้สกัดนั่น สกัดนี่ ทำไมหรือ เหตุผลก็คือรัฐบาลเกรงว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยจะถูกประชาชนตำหนิ ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณจะตำหนิรัฐบาลก็ไม่ถูกนัก เพราะที่ทำไปก็เพียงตอบสนองความรู้สึกของประชาชน
โจนาธาน เฮด จาก บีบีซี
ผมสังเกตว่าเมื่อคุณพูดถึงความสำเร็จต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัว ความสำเร็จประการหนึ่งก็คือ การแทรกแซงของพระองค์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสงบ และความกลมเกลียวกันของสังคม แต่คุณก็เคยพูดอย่างไม่เป็นทางการว่า คุณเองไม่ค่อยมั่นใจในความกลมเกลียวนัก ผมทราบมาว่ามีคนจำนวนไม่น้อยตำหนิสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังปลาบปลื้มกับการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลระดับยอดของบริติชพรีเมียร์ลีก ว่าเป็นต้นเหตุของความร้าวฉานส่วนใหญ่ในสังคม ผมชักจะสงสัยว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเกินกว่าที่พระองค์จะมีส่วนช่วยธำรงความสามัคคีของสังคมไว้ได้ปัจจุบันสังคมได้ก้าวไปไกลมาก และปัญหาก็ซับซ้อนเกินจะเยียวยาด้วยการแทรกแซงของพระองค์แล้ว
นายอานันท์ : คุณโจนาธาน แม้ว่าคุณกับผมจะศึกษามาในสถาบันเดียวกันก็ตาม (เสียงหัวเราะ) ผมต้องขออนุญาตเห็นต่าง ผมไม่เคยใช้คำว่า “แทรกแซง” เลย สำหรับผมพระองค์ท่านทรงยึดตัวบทกฎหมายตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เรื่องซึ่งชาวต่างประเทศมองว่าพระองค์ท่าน “แทรกแซง” ผมขอแยกออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นการแทรกแซงที่ริเริ่มด้วยบุคคลผู้นั้นเอง ในกรณีของพระเจ้าอยู่หัว การแทรกแซงเป็นการเข้าไปโดยมีผู้ร้องขอ จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันเล็กน้อย อีกประการหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งนั้น ผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน ไม่เคยมีรับสั่งใดๆ แม้แต่ครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของประเทศ หากจะมีครั้งใดที่ทรงรู้สึกว่าอาจจะก้าวล้ำขอบเขต พระองค์ท่านก็ทรงยับยั้งไว้ในกรอบวินัยที่ทรงตั้งไว้ จะรับสั่งกับผมว่า “นี่เป็นเรื่องที่นายกฯ มาขอความเห็นนะ”
ฉะนั้น เมื่อผมเขียนสุนทรพจน์ครั้งนี้ ผมได้ชี้ให้เห็นชัดว่าไม่ใช่ “ปรึกษานายกรัฐมนตรี” แต่ “ขอเข้าเฝ้าฯ ปรึกษา” ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้น พระองค์จะไม่พระราชทานคำปรึกษาใดๆ เลย หากจะทรงมีความเห็นก็จะให้เฉพาะเรื่องที่ทูลถามเท่านั้น มีบางคนที่ไม่ได้มาจากประเทศที่มีกษัตริย์ หรือมาจากประเทศที่กษัตริย์ลดบทบาทลงตามกระแสความคิดของส่วนนั้นๆ ของโลก แต่สำหรับประเทศไทย สถาบันกษัตริย์เป็นแบบกลางๆ ยังคงรักษาพระราชพิธีและพระราชประเพณี ยังคงมีพิธีกรรมและพิธีการ แต่กระนั้น กษัตริย์และพระราชวงศ์จะใกล้ชิดประชาชนกว่ากษัตริย์ในประเทศอื่นๆ แม้ว่าในบางประเทศกษัตริย์และราชวงศ์จะปฏิบัติองค์ดั่งสามัญชน เช่นขี่จักรยาน หรือไปซื้อของตามห้างร้านเหมือนคนทั่วไปก็ตาม ในหลวงของเรารู้จักชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรของพระองค์เป็นอย่างดี ทรงเข้าใจความคิดจิตใจของคนธรรมดาสามัญ จนมีคำติติงว่าทรงให้เวลากับชาวไร่ ชาวนา คนยาก คนจน มากกว่าให้เวลากับชาวเมือง ในหลวงทรงเชื่อว่าประเทศไทยไม่ใช่เพียงผู้คนในกรุงเทพฯ ประเทศไทยคือดินแดนในชนบท
ถ้าคุณได้เรียนรู้พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอดระยะ 60 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าพระองค์ทรงมุ่งเป้าไปที่ชนบทและชาวบ้าน ผู้ยากไร้ขัดสน พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่อาจจรรโลงเกียรติแห่งสถาบันนี้ไว้ได้ แต่ก็ยังแนบสนิทกับราษฎรยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในโลก
จอห์น ฮาร์เกอร์ – สมาชิก FCCT มาหลายทศวรรษ (นักข่าวอิสระ)
ผมอยากถามความเห็นของคุณในการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรื่องการปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว
นายอานันท์ : ความจริงผมคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นว่านักสังเกตการณ์ชาวตะวันตกเริ่มจะคิดเรื่องประชาธิปไตยทำนองเดียวกับคุณทักษิณ (เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมเป็นนักศึกษาในประเทศอังกฤษ 7 ปี อยู่ในประเทศอเมริกา 12 ปี และเดินทางไปทั่วโลกในระยะเวลา 50 ปี ผมมักถูกกล่าวว่าเป็นคนไทยนิสัยฝรั่ง อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยคิดว่าคนตะวันตกจะคิดแบบง่ายๆ ขนาดที่คิดว่าสามารถจะยัดเยียดประชาธิปไตยให้กับอิรักได้ ต้องการเปลี่ยนทั้งโลกให้เป็นประชาธิปไตยด้วยการปลูกฝังกระบวนการ ผมคิดไม่ถึงเลยว่าคนตะวันตกบางคนจะถือเอาว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย
ในที่นี้บางคนอาจได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผมที่ลงพิมพ์ในบางกอกโพสต์ เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เราสนใจเพียงรูปแบบ มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เท่านั้นหรือ เราไม่รู้ หรือลืมไปแล้วว่าประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องของสังคมเปิด เรื่องหลักนิติธรรม เรื่องความโปร่งใส เรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน เรื่องภาระความรับผิดชอบ เรื่องการมีส่วนร่วมเรื่องความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เรื่องการถ่วงดุลอำนาจ ผมรู้สึกงงงวยอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี่ เราพากันหลงทางจนขนาดไม่รู้ว่าเรามาจากไหน เราเป็นใคร และเรากำลังจะไปไหนแล้วหรือ เราลืมค่านิยมต่างๆ ของเราแล้วหรืออย่างไร เราเบาปัญญาขนาดนั้นเทียวหรือ ผมไม่กังวลหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต ที่ผมกังวลอย่างยิ่งก็คือ โลกของเราจะเป็นอย่างไร นี่เป็นคำถามที่สาหัสสากรรจ์ที่คุณต้องถามตัวเอง เรากำลังจะก้าวไปในทิศทางใด เราลืมหลักการพื้นฐานไปเสียแล้วหรือ เราลืมหลักศีลธรรมไปเสียแล้วหรือ
ดอมินิก โฟลเดอร์ แห่งเอเชีย อิงก์
ในคำนำของเดนิส (เกรย์) ในหนังสือเล่มนี้ มีข้อสังเกตว่าพระเจ้าอยู่หัวได้การโฆษณาประชาสัมพันธ์มากมายชนิดที่หลายต่อหลายคนได้แต่ฝัน และหากคุณพิจาณาจากช่วงเวลา 60 ปีมานี่ คุณลงความเห็นได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย ในกาลข้างหน้าจะอยู่ในสภาพมั่นคงดีต่อไปเช่นที่พระองค์ท่านได้ดำเนินการไว้
นายอานันท์ : ผมพูดอยู่เสมอว่าสถานภาพของพระเจ้าอยู่หัวของเราที่สูงขึ้นถึงระดับนี้หลังจากครองราชย์มา 60 ปี เป็นผลมาจากบารมีที่พระองค์ทรงสร้างมา มิได้เป็นเรื่องการสืบทอด เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ในวัยเพียง 17-18 พระชันษา ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าพระองค์จะเป็นประมุขของชาติแบบใด แต่ผมคิดว่าด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะ และมุ่งมั่น พระองค์ทรงได้จำเริญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ดี เมื่อกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ท่านไม่เพียงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีด้วย ผมขอชี้ว่ามีความแตกต่าง เพราะผู้ใดผู้หนึ่งอาจเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ทั้งที่มีข้อบกพร่องและข้อเสียหลายประการ แต่ถ้าหากเราพูดว่าผู้นั้นเป็นคนดีสำหรับผมมีความหมายมากกว่า ฉะนั้น เมื่อเรากล่าวถึงพระองค์ท่านว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่ดี จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่กล่าวว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ การจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดี เป็นคนดี เป็นเรื่องที่จะต้องได้มาด้วยอุตสาหะของตนเอง ไม่ใช่สืบทอดมาแต่อย่างไรก็ตาม สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นซึมลึกอยู่ในประเทศไทยและความเป็นไทย ผมมั่นใจว่าสถาบันนี้จะยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์และดำเนินต่อไป
มาถึงประเด็นที่ว่าผู้ใดจะเข้ามาแทนที่ และผู้นั้นจะพยายามทำได้ดีเท่าองค์ปัจจุบันไหม ผมว่าไม่ค่อยยุติธรรมนักที่จะคาดหวังว่าผู้สืบทอดตำแหน่งนี้ จะสามารถเดินตามรอยเท้าของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ได้ ถ้าหากคุณดูผู้นำระดับโลกที่มีบุตรชายและหญิงเดินตามรอยเท้าพ่อ อย่างเช่น เชิตชิลล์ ผมว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะคาดหวังว่าบุตรธิดาเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จอย่างพ่อ กระนั้นก็ตาม ผู้ที่สืบทอดราชบัลลังก์คงจะพยายามจนสุดความสามารถที่จะทำให้ได้เทียมเท่าในหลวงพระองค์นี้ จะสำเร็จหรือไม่เพียงใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คำถามคือว่าผู้นั้นจะพยายามทำหรือไม่ และจะสำเร็จแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ และถึงแม้ว่าผู้นั้นจะพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ เขาผู้นั้นก็ยังคงเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ เป็นประมุขของสถาบันซึ่งจะคงอยู่ถาวรในประเทศไทย ประชาชนจะยังคงรับได้ว่าเรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงสง่าราศี แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ เราก็ยังคงเคารพนับถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินของเรา
นี่แหละที่ผมเห็นว่าเป็นการขัดแย้งในตัวเองของผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศ ทางหนึ่งพวกคุณตำหนิพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ว่า “แทรกแซง” อีกทางหนึ่งคุณก็คล้อยตามคนไทย และอาจจะไม่รู้ตัวว่ายังต้องการพึ่งพระราชอำนาจของพระองค์อยู่ พวกคุณไม่อาจจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ถ้าหากคุณไม่ต้องการให้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ “แทรกแซง” การที่พระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไปไม่ทรง “แทรกแซง” จะไม่ถูกต้องได้อย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าคำชี้แจงของผมชัดเจนหรือไม่ ที่ผมจะอธิบายก็คือ พระบารมีของพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่สร้างสมมาด้วยพระองค์เอง เป็นสิ่งที่สืบทอดกันไม่ได้ ผู้ที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์อาจจะพยายามสร้าง แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ ถ้าหากไม่สำเร็จก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่พอใจ ผู้นั้นยังคงอยู่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสัญลักษณ์ของสถาบัน
แต่พวกคุณไม่อาจจะกล่าวว่าเราคนไทยหวังพึ่งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้อย่างมาก จนจะเกิดสุญญากาศหากขาดพระองค์ท่านไป คุณตัดสินใจเองก็แล้วกันว่าต้องการพระเจ้าอยู่หัวที่มีบทบาทหรือนิ่งเฉย คุณเองก็ตกอยู่ในกับดักเช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งหลาย คุณเองก็เริ่มที่จะจู้จี้ช่างเลือก ผมเคารพในสถาบันกษัตริย์ แต่ความเคารพหลักของผมคืออะไร ความเคารพหลักของผมคือสถาบัน และถ้าเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงบารมีเช่นนี้ถือว่าเป็นรางวัลพิเศษ
เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี
คุณคงทราบว่าคนไทยเกือบทุกคนและฝรั่งที่อยู่ในประเทศนี้ มักแสดงความวิตกกังวลว่า หากประเทศไทยไม่มีในหลวงก็จะมีแต่ความวุ่นวาย มีปัญหา บางคนก็ว่าอาจถึงขั้นจลาจล
นายอานันท์ : ก็เป็นฝรั่งพวกเดียวกันนี่แหละที่พร่ำบ่นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรง “แทรกแซง” ในเรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่เมื่อไม่มีพระองค์ท่านแล้วก็จะพร่ำหา เลือกเอาก็แล้วกันว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่สำหรับตัวผมนั้นบอกได้เลยว่า อะไรก็ตามที่พวกคุณกล่าวหา ล้วนไม่เป็นความจริง พระองค์ท่านไม่เคยแทรกแซงในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น พระองค์ท่านไม่มีวาระซ่อนเร้น
เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี
ไม่เว้นแต่ละวันที่ผมและเพื่อนๆ นักข่าว บางทีคุณ หรือคนไทยบางคนจะพูดกันว่า แย่มากเลยนะถ้าประเทศไทยไม่มีในหลวง เพราะประเทศจะวุ่นวายโกลาหล จริงไหมครับ
นายอานันท์ : คุณต้องเข้าใจนะ ผมก็เป็นคนส่วนน้อย ผมเบื่อพวกนักข่าวต่างประเทศเสียจริงๆ (เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ) แต่ผมก็เบื่อพวกคนไทยมากกว่า ผมพูดที่โต๊ะอาหารว่าครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า จะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม ตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ผมได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “ประโยชน์” ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุ และ “ความสุข” ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพอใจหรือไม่
ถ้าคุณวัดจีดีพีของประเทศ ผลที่ได้จะไม่สะท้อนพัฒนาการของประชาชนอย่างแท้จริงเลย คุณต้องดูดัชนีวัดความสุขของประชาชน แบบที่ทำกันที่ภูฏาน ผมเคยเชื่อเสมอมาจนกระทั่ง 2-3 ปีที่แล้ว ถ้าคุณวัดประเทศไทยตามดัชนีวัดความสุขมวลชนของประเทศ คุณก็จะพบว่าแทนที่จะอยู่ในลำดับที่ 65 ตามจีดีพี เราก็จะขึ้นไปอยู่ประมาณลำดับที่ 25 หรืออาจจะถึง 20 ก็ได้
แต่ผมต้องยอมรับว่าผมเลิกความคิดนี้แล้ว เพราะผมไม่สามารถเข้าใจคนไทยได้ (เสียงหัวเราะ) จะด้วยเหตุใดก็ตาม คนไทยไม่เพียงแต่จะมองสิ่งต่างๆ ไปในแง่ร้ายเท่านั้น แต่ยังชอบลงแส้ทรมานตนอีกด้วย เรามีการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ทันทีที่ผลออกมา คนพวกนี้ก็เป็นกังวลว่าผลออกมาไม่ดี เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นชอบนั้นมีเพียง 57% เสียงที่ไม่เห็นชอบประมาณ 41% คะแนนเสียงต่างกัน 15% และถ้าดูจำนวนเสียงทั้งหมดจะเห็นว่าเป็นความแตกต่างระหว่างเกือบ 15 ล้านเสียง กับ 11 ล้านเสียง ซึ่งก็คือส่วนต่าง 15% ของผู้ที่ออกไปลงเสียง 4 ล้านเสียง ถ้าคุณอ่านหนังสือพิมพ์ไทย อ่านบทความ ฟังรายการวิพากษ์วิจารณ์ข่าว ล้วนแสดงความคิดเห็นว่าเสียงต่างกันน้อยมาก ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ อีกประการหนึ่งทันทีที่ผลการลงประชามติออกมาส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีการพูดถึงรัฐประหารครั้งต่อไป (เสียงหัวเราะ) ผมถามว่าพลาดตรงไหน มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ เป็นเรื่องไร้ตรรกะและเหตุผลโดยสิ้นเชิง ผมให้คำตอบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผมโทษคุณทักษิณ (เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ)
จอห์น แอลลัน เรย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คุณอานันท์ได้ชี้แจงและพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และพระราชอำนาจของกษัตริย์ ผมสังเกตว่าตลอดเวลาคุณอานันท์ใช้สรรพนามเพศชายในภาษาอังกฤษ เป็นไปได้ไหมในอนาคตที่ยาวนานจะมีการใช้สรรพนามเพศหญิง
นายอานันท์ : ผมไม่เห็นมีอุปสรรคใดๆ ในอนาคต ผมไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุไว้ว่าอย่างไร ผมชื่อว่าเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ผมไม่คิดว่าคนไทยจะเห็นเป็นเรื่องขบคิดกันมาก ไม่เหมือนชาวญี่ปุ่น ซึ่งในเรื่องนี้ถึงกับมีสงครามกลางเมือง ดูกรณีที่เจ้าชายชาวญี่ปุ่นองค์หนึ่งโทษนิสัยโปรดปรานการดื่มน้ำเมาของพระองค์ว่าเกิดจากประเด็นที่ว่าสตรีอาจจะขึ้นครองบัลลังก์ได้ เราไม่เคร่งครัดถึงปานนั้น ประการหนึ่งคนไทยไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องอย่างนั้น ใครที่มาเมืองไทยและเอาจริงเอาจังกับคนไทยแล้วค่อนข้างจะอันตรายกับตนเองสักหน่อยนะ (เสียงหัวเราะและปรบมือ)
บทส่งท้าย
เรื่องหนึ่งซึ่งผมไม่ค่อยสบายใจนักคือ มีการกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวว่าไม่เคยเห็นแย้มพระสรวล ผมคิดว่าเป็นข้อจำกัดอันเนื่องมาจากธรรมเนียมประเพณีและความเคารพในพระองค์ท่าน มีบุคคลไม่กี่คน บทความหรือบทสัมภาษณ์ไม่กี่ชิ้นที่สามารถถ่ายทอดให้คนทั่วไปได้เห็นด้านที่ผ่อนคลายของพระองค์ ผมจะเล่าเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟังสัก 2-3 เรื่อง ปกติแล้วผมจะไม่เปิดเผยเรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับผมในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ผมว่าสมควรในกรณีนี้เพื่อที่เราจะได้รู้จักพระองค์ท่านดีขึ้นในฐานะมนุษย์ธรรมดา
เรื่องแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อผมทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีบางเรื่องซึ่งผมคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวจะสนพระทัย เมื่อฉบับร่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมได้ขอเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรายงาน และยก 3-4 ประเด็นที่คิดว่าจะสนพระทัย แต่พระองค์ท่านไม่ได้สนพระทัยนัก แน่นอนพระองค์สนพระทัยประเด็นที่ว่าจะตราพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ค่อยสนพระทัยเรื่องที่ผมรายงานสักเท่าใด ตอนสุดท้ายพระองค์รับสั่งว่า “คุณอานันท์ มันแปลกดีนะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดไว้ว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพุทธมามกะ ต้องเป็นอัครศาสนูปถัมภก ต้องเป็นนั่น ต้องเป็นนี่ แต่ไม่มีตรงไหนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าพระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนไทย” (เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมขอท้าพวกคุณว่าในบรรดาคนไทย 62 ล้านคน มีใครไหมที่ปราดเปรื่องคิดถึงรายละเอียดด้านเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้
อีกเรื่องหนึ่งเมื่อผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระที่ 2 โดยอุบัติเหตุอีกนั่นแหละ (เสียงหัวเราะ) ในการเข้าเฝ้าฯ ครั้งแรก ผมถวายคำนับแล้วลงกราบพระบาท พอผมยืนขึ้น ทรงรับสั่งว่า “Shane, come back” (เสียงหัวเราะ) พวกคุณที่อายุไม่มากนักอาจจะไม่รู้เรื่องเชนว่าเป็นมาอย่างไร เชนเป็นภาพยนตร์ที่พวกเราได้ชมกันเมื่อ 40 หรือ 50 ปีก่อน เชนเป็นคนเที่ยงธรรม เป็นนายอำเภอของเมืองเมืองหนึ่งที่มีปัญหาหนักมาก เขาทำให้เมืองสงบเรียบร้อย กวาดล้างมือปืนวายร้าย แล้วก็วางอาวุธปลดเกษียณตัวเองไปอยู่ในชนบท แต่ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นในเมืองนั้นอีก เราเลยพูดกันติดปากว่า “Shane, come back” (เสียงหัวเราะและปรบมือ)
บทสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน “พระมหากษัตริย์ที่ดีและยิ่งใหญ่” จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2550
หมายเหตุ : คำถาม-คำตอบ ฯลฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี หลังการกล่าวแนะนำหนังสือเรื่อง The King of Thailand in World Focus กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ
มาร์วัน มาคาร แห่งอินเตอร์เพรส เซอร์วิส
ข้อจำกัดประการหนึ่งสำหรับนักข่าวต่างประเทศเมื่อรายงานเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็คือกฎหมายว่าด้วยความผิดอาญาฐานหมิ่นพระบรมราชานุภาพ คุณได้กล่าวถึงพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2548 พระองค์รับสั่งว่าพระเจ้าแผ่นดินก็อาจพลาดได้ แต่ผู้สื่อข่าวไทยไม่ได้จับมาเป็นประเด็นและยังคงทำงานข่าวอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านั้น คุณคิดว่าจะมีโอกาสไหมที่นักการเมืองชั้นนำของไทยจะนำทางโดยกล่าวว่าเรามีความเคารพในสถาบัน แต่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องมีกฎหมายแบบนี้ ซึ่งควบคุมการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถาบันตามที่เป็นอยู่ และแผนที่รายงานเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นายอานันท์ ปันยารชุน : นี่เป็นคำถามค่อนข้างยาก เหมือนกับว่าคุณจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ด้านหนึ่งคุณจะต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ผมใคร่จะเรียนว่าผมไม่ทราบว่ากฎหมายมาตรานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ใน 2 วาระที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมมีโอกาสได้เฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งคราว พระองค์ท่านไม่เคยรับสั่งแม้แต่ครั้งเดียวเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่หลายเรื่องก็ไม่เป็นธรรม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้พระองค์ท่านไม่เอามาเป็นเรื่องรบกวนพระทัย และไม่ทรงเห็นว่าสำคัญพอที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นกับนายกรัฐมนตรีของพระองค์
อีกด้านหนึ่งคุณก็ต้องเข้าใจว่าบางเรื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของตะวันตก ความขลังของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกำลังลื่นไหลไปตามกระแสหลักด้วยคิดว่ากษัตริย์ควรทำตนให้เหมือนสามัญชน นั่นก็อาจเป็นเรื่องดี คนไทยเราไม่ขัดข้องในกระแสดังกล่าว แต่ผมคิดว่าพวกคุณก็ต้องเคารพแนวคิดและขนบประเพณีของผู้คนในประเทศนี้ พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยรับสั่งเรื่องนี้กับผมเลย แต่ในความเห็นส่วนตัวผมเองก็ไม่ค่อยชอบกฎหมายนี้ เผอิญผมได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่พวกคุณต้องเข้าใจว่าในประเทศนี้ พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในสถานะที่จะล่วงละเมิดมิได้โดยเจตนารมณ์ของประชาชน ผมเชื่อแน่ว่าพระองค์ท่านไม่เคยทรงวิตกว่ากฎหมายมาตรานี้จะมีอยู่หรือไม่ แต่คนไทยจะไม่ยอมแน่ พวกคุณอาจจะต้องคอยนานถึง 20 หรือ 50 ปี แต่คนไทยไม่ว่าจะผิดหรือถูกจะไม่ยอมทน “คำวิพากษ์วิจารณ์” พระเจ้าอยู่หัวของเราโดยเด็ดขาด นี่คือความรู้สึกของคนไทย
ถ้าหากคุณทำประชามติ (เรื่องนี้) ในวันพรุ่งนี้ คุณก็จะได้เห็นว่ามีการออกเสียงเห็นชอบเพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว ผมคิดว่านี่เป็นลักษณะการคิดของคนไทย เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมากว่า 800 ปี ซึ่งคงจะล้มล้างกันไม่ได้ง่ายๆ บางครั้งผมอดที่จะอัศจรรย์ใจไม่ได้ว่าคนไทยเรานี่ดูจะเป็นคาทอลิกยิ่งเสียกว่าองค์พระสันตะปาปา (เสียงหัวเราะ) ผมเชื่อเสมอว่าคนไทยเป็นพวกสนับสนุนระบอบราชาธิปไตยยิ่งกว่าพระเจ้าอยู่หัวเสียอีก (เสียงหัวเราะ)
ไม่เพียงแต่ประชาชนคนไทยเท่านั้น รัฐบาลไทยเองก็วิตกกังวลไปด้วยทุกครั้งที่มีหนังสือ หรือสิ่งตีพิมพ์ออกมาใหม่ วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือรัฐบาลซึ่งจะจัดการห้ามจำหน่ายหนังสือเล่มนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้สกัดนั่น สกัดนี่ ทำไมหรือ เหตุผลก็คือรัฐบาลเกรงว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยจะถูกประชาชนตำหนิ ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณจะตำหนิรัฐบาลก็ไม่ถูกนัก เพราะที่ทำไปก็เพียงตอบสนองความรู้สึกของประชาชน
โจนาธาน เฮด จาก บีบีซี
ผมสังเกตว่าเมื่อคุณพูดถึงความสำเร็จต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัว ความสำเร็จประการหนึ่งก็คือ การแทรกแซงของพระองค์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสงบ และความกลมเกลียวกันของสังคม แต่คุณก็เคยพูดอย่างไม่เป็นทางการว่า คุณเองไม่ค่อยมั่นใจในความกลมเกลียวนัก ผมทราบมาว่ามีคนจำนวนไม่น้อยตำหนิสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังปลาบปลื้มกับการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลระดับยอดของบริติชพรีเมียร์ลีก ว่าเป็นต้นเหตุของความร้าวฉานส่วนใหญ่ในสังคม ผมชักจะสงสัยว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเกินกว่าที่พระองค์จะมีส่วนช่วยธำรงความสามัคคีของสังคมไว้ได้ปัจจุบันสังคมได้ก้าวไปไกลมาก และปัญหาก็ซับซ้อนเกินจะเยียวยาด้วยการแทรกแซงของพระองค์แล้ว
นายอานันท์ : คุณโจนาธาน แม้ว่าคุณกับผมจะศึกษามาในสถาบันเดียวกันก็ตาม (เสียงหัวเราะ) ผมต้องขออนุญาตเห็นต่าง ผมไม่เคยใช้คำว่า “แทรกแซง” เลย สำหรับผมพระองค์ท่านทรงยึดตัวบทกฎหมายตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เรื่องซึ่งชาวต่างประเทศมองว่าพระองค์ท่าน “แทรกแซง” ผมขอแยกออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นการแทรกแซงที่ริเริ่มด้วยบุคคลผู้นั้นเอง ในกรณีของพระเจ้าอยู่หัว การแทรกแซงเป็นการเข้าไปโดยมีผู้ร้องขอ จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันเล็กน้อย อีกประการหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งนั้น ผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน ไม่เคยมีรับสั่งใดๆ แม้แต่ครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของประเทศ หากจะมีครั้งใดที่ทรงรู้สึกว่าอาจจะก้าวล้ำขอบเขต พระองค์ท่านก็ทรงยับยั้งไว้ในกรอบวินัยที่ทรงตั้งไว้ จะรับสั่งกับผมว่า “นี่เป็นเรื่องที่นายกฯ มาขอความเห็นนะ”
ฉะนั้น เมื่อผมเขียนสุนทรพจน์ครั้งนี้ ผมได้ชี้ให้เห็นชัดว่าไม่ใช่ “ปรึกษานายกรัฐมนตรี” แต่ “ขอเข้าเฝ้าฯ ปรึกษา” ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้น พระองค์จะไม่พระราชทานคำปรึกษาใดๆ เลย หากจะทรงมีความเห็นก็จะให้เฉพาะเรื่องที่ทูลถามเท่านั้น มีบางคนที่ไม่ได้มาจากประเทศที่มีกษัตริย์ หรือมาจากประเทศที่กษัตริย์ลดบทบาทลงตามกระแสความคิดของส่วนนั้นๆ ของโลก แต่สำหรับประเทศไทย สถาบันกษัตริย์เป็นแบบกลางๆ ยังคงรักษาพระราชพิธีและพระราชประเพณี ยังคงมีพิธีกรรมและพิธีการ แต่กระนั้น กษัตริย์และพระราชวงศ์จะใกล้ชิดประชาชนกว่ากษัตริย์ในประเทศอื่นๆ แม้ว่าในบางประเทศกษัตริย์และราชวงศ์จะปฏิบัติองค์ดั่งสามัญชน เช่นขี่จักรยาน หรือไปซื้อของตามห้างร้านเหมือนคนทั่วไปก็ตาม ในหลวงของเรารู้จักชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรของพระองค์เป็นอย่างดี ทรงเข้าใจความคิดจิตใจของคนธรรมดาสามัญ จนมีคำติติงว่าทรงให้เวลากับชาวไร่ ชาวนา คนยาก คนจน มากกว่าให้เวลากับชาวเมือง ในหลวงทรงเชื่อว่าประเทศไทยไม่ใช่เพียงผู้คนในกรุงเทพฯ ประเทศไทยคือดินแดนในชนบท
ถ้าคุณได้เรียนรู้พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอดระยะ 60 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าพระองค์ทรงมุ่งเป้าไปที่ชนบทและชาวบ้าน ผู้ยากไร้ขัดสน พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่อาจจรรโลงเกียรติแห่งสถาบันนี้ไว้ได้ แต่ก็ยังแนบสนิทกับราษฎรยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในโลก
จอห์น ฮาร์เกอร์ – สมาชิก FCCT มาหลายทศวรรษ (นักข่าวอิสระ)
ผมอยากถามความเห็นของคุณในการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรื่องการปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว
นายอานันท์ : ความจริงผมคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นว่านักสังเกตการณ์ชาวตะวันตกเริ่มจะคิดเรื่องประชาธิปไตยทำนองเดียวกับคุณทักษิณ (เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมเป็นนักศึกษาในประเทศอังกฤษ 7 ปี อยู่ในประเทศอเมริกา 12 ปี และเดินทางไปทั่วโลกในระยะเวลา 50 ปี ผมมักถูกกล่าวว่าเป็นคนไทยนิสัยฝรั่ง อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยคิดว่าคนตะวันตกจะคิดแบบง่ายๆ ขนาดที่คิดว่าสามารถจะยัดเยียดประชาธิปไตยให้กับอิรักได้ ต้องการเปลี่ยนทั้งโลกให้เป็นประชาธิปไตยด้วยการปลูกฝังกระบวนการ ผมคิดไม่ถึงเลยว่าคนตะวันตกบางคนจะถือเอาว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย
ในที่นี้บางคนอาจได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผมที่ลงพิมพ์ในบางกอกโพสต์ เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เราสนใจเพียงรูปแบบ มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เท่านั้นหรือ เราไม่รู้ หรือลืมไปแล้วว่าประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องของสังคมเปิด เรื่องหลักนิติธรรม เรื่องความโปร่งใส เรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน เรื่องภาระความรับผิดชอบ เรื่องการมีส่วนร่วมเรื่องความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เรื่องการถ่วงดุลอำนาจ ผมรู้สึกงงงวยอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี่ เราพากันหลงทางจนขนาดไม่รู้ว่าเรามาจากไหน เราเป็นใคร และเรากำลังจะไปไหนแล้วหรือ เราลืมค่านิยมต่างๆ ของเราแล้วหรืออย่างไร เราเบาปัญญาขนาดนั้นเทียวหรือ ผมไม่กังวลหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต ที่ผมกังวลอย่างยิ่งก็คือ โลกของเราจะเป็นอย่างไร นี่เป็นคำถามที่สาหัสสากรรจ์ที่คุณต้องถามตัวเอง เรากำลังจะก้าวไปในทิศทางใด เราลืมหลักการพื้นฐานไปเสียแล้วหรือ เราลืมหลักศีลธรรมไปเสียแล้วหรือ
ดอมินิก โฟลเดอร์ แห่งเอเชีย อิงก์
ในคำนำของเดนิส (เกรย์) ในหนังสือเล่มนี้ มีข้อสังเกตว่าพระเจ้าอยู่หัวได้การโฆษณาประชาสัมพันธ์มากมายชนิดที่หลายต่อหลายคนได้แต่ฝัน และหากคุณพิจาณาจากช่วงเวลา 60 ปีมานี่ คุณลงความเห็นได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย ในกาลข้างหน้าจะอยู่ในสภาพมั่นคงดีต่อไปเช่นที่พระองค์ท่านได้ดำเนินการไว้
นายอานันท์ : ผมพูดอยู่เสมอว่าสถานภาพของพระเจ้าอยู่หัวของเราที่สูงขึ้นถึงระดับนี้หลังจากครองราชย์มา 60 ปี เป็นผลมาจากบารมีที่พระองค์ทรงสร้างมา มิได้เป็นเรื่องการสืบทอด เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ในวัยเพียง 17-18 พระชันษา ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าพระองค์จะเป็นประมุขของชาติแบบใด แต่ผมคิดว่าด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะ และมุ่งมั่น พระองค์ทรงได้จำเริญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ดี เมื่อกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ท่านไม่เพียงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีด้วย ผมขอชี้ว่ามีความแตกต่าง เพราะผู้ใดผู้หนึ่งอาจเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ทั้งที่มีข้อบกพร่องและข้อเสียหลายประการ แต่ถ้าหากเราพูดว่าผู้นั้นเป็นคนดีสำหรับผมมีความหมายมากกว่า ฉะนั้น เมื่อเรากล่าวถึงพระองค์ท่านว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่ดี จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่กล่าวว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ การจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดี เป็นคนดี เป็นเรื่องที่จะต้องได้มาด้วยอุตสาหะของตนเอง ไม่ใช่สืบทอดมาแต่อย่างไรก็ตาม สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นซึมลึกอยู่ในประเทศไทยและความเป็นไทย ผมมั่นใจว่าสถาบันนี้จะยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์และดำเนินต่อไป
มาถึงประเด็นที่ว่าผู้ใดจะเข้ามาแทนที่ และผู้นั้นจะพยายามทำได้ดีเท่าองค์ปัจจุบันไหม ผมว่าไม่ค่อยยุติธรรมนักที่จะคาดหวังว่าผู้สืบทอดตำแหน่งนี้ จะสามารถเดินตามรอยเท้าของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ได้ ถ้าหากคุณดูผู้นำระดับโลกที่มีบุตรชายและหญิงเดินตามรอยเท้าพ่อ อย่างเช่น เชิตชิลล์ ผมว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะคาดหวังว่าบุตรธิดาเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จอย่างพ่อ กระนั้นก็ตาม ผู้ที่สืบทอดราชบัลลังก์คงจะพยายามจนสุดความสามารถที่จะทำให้ได้เทียมเท่าในหลวงพระองค์นี้ จะสำเร็จหรือไม่เพียงใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คำถามคือว่าผู้นั้นจะพยายามทำหรือไม่ และจะสำเร็จแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ และถึงแม้ว่าผู้นั้นจะพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ เขาผู้นั้นก็ยังคงเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ เป็นประมุขของสถาบันซึ่งจะคงอยู่ถาวรในประเทศไทย ประชาชนจะยังคงรับได้ว่าเรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงสง่าราศี แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ เราก็ยังคงเคารพนับถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินของเรา
นี่แหละที่ผมเห็นว่าเป็นการขัดแย้งในตัวเองของผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศ ทางหนึ่งพวกคุณตำหนิพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ว่า “แทรกแซง” อีกทางหนึ่งคุณก็คล้อยตามคนไทย และอาจจะไม่รู้ตัวว่ายังต้องการพึ่งพระราชอำนาจของพระองค์อยู่ พวกคุณไม่อาจจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ถ้าหากคุณไม่ต้องการให้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ “แทรกแซง” การที่พระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไปไม่ทรง “แทรกแซง” จะไม่ถูกต้องได้อย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าคำชี้แจงของผมชัดเจนหรือไม่ ที่ผมจะอธิบายก็คือ พระบารมีของพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่สร้างสมมาด้วยพระองค์เอง เป็นสิ่งที่สืบทอดกันไม่ได้ ผู้ที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์อาจจะพยายามสร้าง แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ ถ้าหากไม่สำเร็จก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่พอใจ ผู้นั้นยังคงอยู่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสัญลักษณ์ของสถาบัน
แต่พวกคุณไม่อาจจะกล่าวว่าเราคนไทยหวังพึ่งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้อย่างมาก จนจะเกิดสุญญากาศหากขาดพระองค์ท่านไป คุณตัดสินใจเองก็แล้วกันว่าต้องการพระเจ้าอยู่หัวที่มีบทบาทหรือนิ่งเฉย คุณเองก็ตกอยู่ในกับดักเช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งหลาย คุณเองก็เริ่มที่จะจู้จี้ช่างเลือก ผมเคารพในสถาบันกษัตริย์ แต่ความเคารพหลักของผมคืออะไร ความเคารพหลักของผมคือสถาบัน และถ้าเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงบารมีเช่นนี้ถือว่าเป็นรางวัลพิเศษ
เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี
คุณคงทราบว่าคนไทยเกือบทุกคนและฝรั่งที่อยู่ในประเทศนี้ มักแสดงความวิตกกังวลว่า หากประเทศไทยไม่มีในหลวงก็จะมีแต่ความวุ่นวาย มีปัญหา บางคนก็ว่าอาจถึงขั้นจลาจล
นายอานันท์ : ก็เป็นฝรั่งพวกเดียวกันนี่แหละที่พร่ำบ่นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรง “แทรกแซง” ในเรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่เมื่อไม่มีพระองค์ท่านแล้วก็จะพร่ำหา เลือกเอาก็แล้วกันว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่สำหรับตัวผมนั้นบอกได้เลยว่า อะไรก็ตามที่พวกคุณกล่าวหา ล้วนไม่เป็นความจริง พระองค์ท่านไม่เคยแทรกแซงในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น พระองค์ท่านไม่มีวาระซ่อนเร้น
เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี
ไม่เว้นแต่ละวันที่ผมและเพื่อนๆ นักข่าว บางทีคุณ หรือคนไทยบางคนจะพูดกันว่า แย่มากเลยนะถ้าประเทศไทยไม่มีในหลวง เพราะประเทศจะวุ่นวายโกลาหล จริงไหมครับ
นายอานันท์ : คุณต้องเข้าใจนะ ผมก็เป็นคนส่วนน้อย ผมเบื่อพวกนักข่าวต่างประเทศเสียจริงๆ (เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ) แต่ผมก็เบื่อพวกคนไทยมากกว่า ผมพูดที่โต๊ะอาหารว่าครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า จะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม ตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ผมได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “ประโยชน์” ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุ และ “ความสุข” ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพอใจหรือไม่
ถ้าคุณวัดจีดีพีของประเทศ ผลที่ได้จะไม่สะท้อนพัฒนาการของประชาชนอย่างแท้จริงเลย คุณต้องดูดัชนีวัดความสุขของประชาชน แบบที่ทำกันที่ภูฏาน ผมเคยเชื่อเสมอมาจนกระทั่ง 2-3 ปีที่แล้ว ถ้าคุณวัดประเทศไทยตามดัชนีวัดความสุขมวลชนของประเทศ คุณก็จะพบว่าแทนที่จะอยู่ในลำดับที่ 65 ตามจีดีพี เราก็จะขึ้นไปอยู่ประมาณลำดับที่ 25 หรืออาจจะถึง 20 ก็ได้
แต่ผมต้องยอมรับว่าผมเลิกความคิดนี้แล้ว เพราะผมไม่สามารถเข้าใจคนไทยได้ (เสียงหัวเราะ) จะด้วยเหตุใดก็ตาม คนไทยไม่เพียงแต่จะมองสิ่งต่างๆ ไปในแง่ร้ายเท่านั้น แต่ยังชอบลงแส้ทรมานตนอีกด้วย เรามีการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ทันทีที่ผลออกมา คนพวกนี้ก็เป็นกังวลว่าผลออกมาไม่ดี เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นชอบนั้นมีเพียง 57% เสียงที่ไม่เห็นชอบประมาณ 41% คะแนนเสียงต่างกัน 15% และถ้าดูจำนวนเสียงทั้งหมดจะเห็นว่าเป็นความแตกต่างระหว่างเกือบ 15 ล้านเสียง กับ 11 ล้านเสียง ซึ่งก็คือส่วนต่าง 15% ของผู้ที่ออกไปลงเสียง 4 ล้านเสียง ถ้าคุณอ่านหนังสือพิมพ์ไทย อ่านบทความ ฟังรายการวิพากษ์วิจารณ์ข่าว ล้วนแสดงความคิดเห็นว่าเสียงต่างกันน้อยมาก ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ อีกประการหนึ่งทันทีที่ผลการลงประชามติออกมาส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีการพูดถึงรัฐประหารครั้งต่อไป (เสียงหัวเราะ) ผมถามว่าพลาดตรงไหน มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ เป็นเรื่องไร้ตรรกะและเหตุผลโดยสิ้นเชิง ผมให้คำตอบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผมโทษคุณทักษิณ (เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ)
จอห์น แอลลัน เรย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คุณอานันท์ได้ชี้แจงและพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และพระราชอำนาจของกษัตริย์ ผมสังเกตว่าตลอดเวลาคุณอานันท์ใช้สรรพนามเพศชายในภาษาอังกฤษ เป็นไปได้ไหมในอนาคตที่ยาวนานจะมีการใช้สรรพนามเพศหญิง
นายอานันท์ : ผมไม่เห็นมีอุปสรรคใดๆ ในอนาคต ผมไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุไว้ว่าอย่างไร ผมชื่อว่าเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ผมไม่คิดว่าคนไทยจะเห็นเป็นเรื่องขบคิดกันมาก ไม่เหมือนชาวญี่ปุ่น ซึ่งในเรื่องนี้ถึงกับมีสงครามกลางเมือง ดูกรณีที่เจ้าชายชาวญี่ปุ่นองค์หนึ่งโทษนิสัยโปรดปรานการดื่มน้ำเมาของพระองค์ว่าเกิดจากประเด็นที่ว่าสตรีอาจจะขึ้นครองบัลลังก์ได้ เราไม่เคร่งครัดถึงปานนั้น ประการหนึ่งคนไทยไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องอย่างนั้น ใครที่มาเมืองไทยและเอาจริงเอาจังกับคนไทยแล้วค่อนข้างจะอันตรายกับตนเองสักหน่อยนะ (เสียงหัวเราะและปรบมือ)
บทส่งท้าย
เรื่องหนึ่งซึ่งผมไม่ค่อยสบายใจนักคือ มีการกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวว่าไม่เคยเห็นแย้มพระสรวล ผมคิดว่าเป็นข้อจำกัดอันเนื่องมาจากธรรมเนียมประเพณีและความเคารพในพระองค์ท่าน มีบุคคลไม่กี่คน บทความหรือบทสัมภาษณ์ไม่กี่ชิ้นที่สามารถถ่ายทอดให้คนทั่วไปได้เห็นด้านที่ผ่อนคลายของพระองค์ ผมจะเล่าเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟังสัก 2-3 เรื่อง ปกติแล้วผมจะไม่เปิดเผยเรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับผมในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ผมว่าสมควรในกรณีนี้เพื่อที่เราจะได้รู้จักพระองค์ท่านดีขึ้นในฐานะมนุษย์ธรรมดา
เรื่องแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อผมทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีบางเรื่องซึ่งผมคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวจะสนพระทัย เมื่อฉบับร่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมได้ขอเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรายงาน และยก 3-4 ประเด็นที่คิดว่าจะสนพระทัย แต่พระองค์ท่านไม่ได้สนพระทัยนัก แน่นอนพระองค์สนพระทัยประเด็นที่ว่าจะตราพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ค่อยสนพระทัยเรื่องที่ผมรายงานสักเท่าใด ตอนสุดท้ายพระองค์รับสั่งว่า “คุณอานันท์ มันแปลกดีนะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดไว้ว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพุทธมามกะ ต้องเป็นอัครศาสนูปถัมภก ต้องเป็นนั่น ต้องเป็นนี่ แต่ไม่มีตรงไหนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าพระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนไทย” (เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมขอท้าพวกคุณว่าในบรรดาคนไทย 62 ล้านคน มีใครไหมที่ปราดเปรื่องคิดถึงรายละเอียดด้านเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้
อีกเรื่องหนึ่งเมื่อผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระที่ 2 โดยอุบัติเหตุอีกนั่นแหละ (เสียงหัวเราะ) ในการเข้าเฝ้าฯ ครั้งแรก ผมถวายคำนับแล้วลงกราบพระบาท พอผมยืนขึ้น ทรงรับสั่งว่า “Shane, come back” (เสียงหัวเราะ) พวกคุณที่อายุไม่มากนักอาจจะไม่รู้เรื่องเชนว่าเป็นมาอย่างไร เชนเป็นภาพยนตร์ที่พวกเราได้ชมกันเมื่อ 40 หรือ 50 ปีก่อน เชนเป็นคนเที่ยงธรรม เป็นนายอำเภอของเมืองเมืองหนึ่งที่มีปัญหาหนักมาก เขาทำให้เมืองสงบเรียบร้อย กวาดล้างมือปืนวายร้าย แล้วก็วางอาวุธปลดเกษียณตัวเองไปอยู่ในชนบท แต่ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นในเมืองนั้นอีก เราเลยพูดกันติดปากว่า “Shane, come back” (เสียงหัวเราะและปรบมือ)
บทสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน “พระมหากษัตริย์ที่ดีและยิ่งใหญ่” จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2550
Subscribe to:
Posts (Atom)






