Tuesday, 16 September 2008
‘Merely a Thammasat Student’ : จิตวิญญาณที่หดหายของคนธรรมศาสตร์
I got this message from a student.
Please read it and feel better.
Charnvit Kasetsiri
Thonburi, Siam
ก็แค่เด็กธรรมศาสตร์...
สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้คงเป็นที่ยอมรับแล้วว่าอยู่ในช่วงวิกฤติ ยิ่งชาวต่างชาติด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึง ไม่ผิดหรอกครับที่เค้าจะมองเมืองไทยของเราเป็น “บ้านป่าเมืองเถื่อน”
ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงที่ใช้ระยะเวลาอันยาวนาน การบุกรุกเข้าไปยังสถานที่ราชการ หรือแม้กระทั่งการก่อเหตุจลาจลที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น ได้กลายเป็นสาเหตุให้เกิดการแลกประชาธิปไตย (ปลอมๆของเมืองไทย) ด้วยชีวิตของประชาชน แล้วแบบนี้ทั้ง 2 ฝ่ายที่ทะเลาะกัน (พันธมิตร-นปช.) ยังจะพูดได้อีกหรือว่า..เพื่อประชาชน..
วันนี้..ผมมาเพื่อถามคำถามเพียงไม่กี่คำถามกับผู้ใหญ่ ด้วยสถานะของผม คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พวกคุณๆมองว่า สถาบันการศึกษาแห่งนี้เกี่ยวเนื่องกับการเมืองมาแต่ต้น ข้อนี้ผมไม่เถียงครับ พร้อมทั้งยอมรับด้วยความภาคภูมิใจ
“แปลกเนอะ ทำไมเด็กธรรมศาสตร์ถึงไม่เคยไปสะพานมัฆวาน???”, “อยู่ฝ่ายไหน อ๊ะ หนู???”, “ทำไม ไม่ไปต่อต้านพันธมิตร ???”, หรือแม้กระทั่ง “เคยคิดจะทำอะไร ให้สมเป็นเด็กธรรมศาสตร์บ้างไหม???”
คำถามเหล่านี้ผมเจอทุกวัน แรกๆผมก็สมเพชตัวเอง ว่าทำไมไม่สนใจการเมืองเอาซะเลย เพราะเอาเข้าจริงแล้วคนวัยอย่างผม ควรใส่ใจในสถานการณ์นี้มากกว่ากลุ่มคนที่ออกไปประท้วงกันทุกๆวันด้วยซ้ำ เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ พวกผมต้องรับเคราะห์กรรมกันไปเต็มๆ แต่ผมก็งงว่า แล้วทำไมผมจำเป็นต้องเลือกฝ่ายไหนด้วย เมื่อทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น “รัฐบาล” ที่มีหัวหน้าเอาแต่สร้างความสนุกให้ตัวเอง ทำตามสิ่งที่ตนเองชอบ ไม่ได้สนใจความทุกข์ร้อนที่แท้จริงของชาวบ้าน มีที่ไหนกันครับบ้านเมืองกำลังวุ่นวาย แต่ตัวเองเอาเวลาไปนั่งร้องเพลง .. หรือพวกคุณจะบอกว่า แต่เพลงที่ท่านร้องนั้น ก็เป็นเพลงมาร์ชปลุกใจหละครับ.....
อีกฝ่าย “พันธมิตร” ที่อ้างว่าตนเองทำเพื่อประชาชน โดยที่ประชาชนของคนกลุ่มนี้คือใครกัน ?? ทำเพื่อแก้แค้น ตอบสนองความต้องการของตนเอง หรือทำเพื่อให้สังคมไทยของเราเจริญก้าวหน้า
แล้วที่ผ่านๆมา การปิดถนนทำให้เกิดปัญหารถติดมากขึ้น หลายเส้นทางไม่สามารถใช้งานได้ การบุกเข้าไปยังสถานที่ราชการ ที่สร้างขึ้นมาจากการเก็บภาษีประชาชน หรือแม้กระทั่งการทำร้ายและฆาตกรรมประชาชนไปถึง 3 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมาก แบบนี้หรือครับ “พันธมิตรเพื่อประชาชน” ผมว่าควรเปลี่ยนเป็น “พันธมิตรเพื่อความต้องการของกลุ่มแกนนำ” มากกว่า
แต่วันนี้ ที่ผมจะถามพวกผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ทางการเมือง มองโลกที่กว้างกว่าผม รู้จักสังคมไทยที่ดีกว่าผมว่า...แล้วถ้าเป็นแบบนี้ผมควรจะเลือกใคร ถ้าผมเลือกฝ่ายรัฐบาล ก็เท่ากับว่าการศึกษาไม่ได้สอนผมให้รู้จักคำว่า “รักชาติ” หากผมเลือกที่จะอยู่ฝ่ายพันธมิตร การศึกษาก็คงไม่ได้สอนผมให้รู้จักคำว่า “สิทธิและเสรีภาพ” เช่นกัน แล้วทำไมไม่มีผู้ใหญ่คนไหน ที่จะออกมาแล้วแสดงตนว่า “นี่แหละ ผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างที่ดี” เพราะหากคุณแสดงตัวออกมาผมก็พร้อมที่จะอยู่ฝ่ายคุณเห��ือนกัน
หยุดเถอะครับคำว่า “รักชาติ” หากหัวใจของคุณยังไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดของแผ่นดิน
หยุดเถอะครับคำว่า “เพื่อประชาชน” หากคุณไม่เคยเห็นน้ำตาของการสูญเสีย
หยุดเถอะครับ!!!
ป.ล. นี่เป็นเพียงความคิดของผมคนเดียว และผมอยากขอให้ผู้ใหญ่เลิกเหมารวมเถอะครับ เพราะทุกสถาบัน ก็สอนให้คนคิดเป็นเหมือนกัน อยู่ที่ความสนใจของแต่ละคนมากกว่า และเลิกคิดกันได้แล้วว่าที่เหล่านิสิต นักศึกษาไม่ออกมาพูด หรือแสดงความคิดเห็น เป็นเพราะเค้าไม่ใส่ใจหรือสนใจการเมือง แต่มันเป็นเพราะพวกคุณนั่นแหละ ที่ทะเลาะกันไม่ฟังเหตุผลกัน และรู้ไหมครับว่า เสียงของพวกคุณที่กำลังทะเลาะกันอยู่นั้น มันดังจนทำให้เสียงเด็กๆของพวกผมหายไปจากสังคมไทย ช่วยทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเสียที
หากเพื่อนๆหรือใครมีความคิดเห็นเหมือนกันช่วยกัน forward mail นี้และแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้นะครับ
Charnvit Kasetsiri, Ph.D.
Help rescuing Siam:
www.petitiononline.com/SIAM2008
www.petitiononline.com/siam2007
Thammasat University
Bangkok 10200, Siam (not Thailand)
handphone 089-476-0505
e-mail: charnvitkasetsiri@yahoo.com;
h-pages: http://textbooksproject.com/HOME.html ,
http://www.tu.ac.th/org/arts/seas ;
662-424-5768, fax. 662-433-8713
Soraj Hongladarom
Department of Philosophy, Faculty of Arts
Chulalongkorn University
Bangko 10330, Thailand
Tel. +66(0)2218 4756 Fax +66(0)2218 4755
Director,
Center for Ethics of Science and Technology
http://www.stc.arts.chula.ac.th/
Thursday, 11 September 2008
พี่จิ๋ม ภรณี เขียนเมลล์ถึงความรู้สึกต่อบ้านเมืองขณะนี้ ผมว่าดีมาก ขออนุญาติเผยแพร่
เกี่ยวกับเมลล์ของพี่จิ๋ม....
ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมือง อันสนุกสนานยิ่ง
ผมอ่านเมลล์ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ทั้งอยู่ตรงกลาง มากมายเมลล์
สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจมาโดยตลอดและไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือความดีกับความชั่ว
เราล้วนแยกแยะได้ สิ่งที่เราแปลกใจก็คือ ความเป็นกลาง
ทั้งๆที่ความดีและความชั่ว มันไม่มีตรงกลางหรอก....
ตรงนี้ผมคิดว่ามันคือปัญหา.....
ผมชอบบทความของ อจ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่บอกว่า
ในโลกนี้มีคนแค่ 2 ประเภท คือ คนที่ได้เปรียบ กับคนที่เสียเปรียบ ซึ่งมีจำนวนเยอะในสังคมเรา
วันใดกลุ่มคนที่เสียเปรียบมันอยู่ไม่ได้ กลุ่มคนที่ได้เปรียบ มันก็อยู่ไม่ได้
ที่ทำเนียบพันธมิตร พี่จิ๋มเห็น ต๋อมเห็น ผมเห็น.....
ที่ทำเนียบ ณ ปัจจุบัน มันคือยุคพระศรีอริยะ
มันคือสิ่งที่มนุษย์ใฝ่หามันมาตลอดไม่ใช่หรือ นับแต่โลกเย็นตัวลง........
ความเปลี่ยนแปลง....มันจะเกิดขึ้นได้นั่น......มันต้องเกิด.....
ความตึงเครียด วิปโยค แล้วความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ มันถึงจะตามมา.....
อ่านบทความของพี่จิ๋มแล้ว....ขนลุก
พี่น่าจะเขียนหนังสือ ตามที่ตั้งใจไว้นะ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน.....
ความขัดแย้งทางด้านการเมือง มันเป็นช่วงสั้นของชีวิต ที่เกิดเป็นช่วงๆ.....
คนเราต้องหัวเราะ คนเราต้องร้องเพลง.....
รัก
บุรุษแห่งฟ้า
----- Original Message -----
From: "Paranee Jethsomma"
To: "Varisra Joemjutithom"
Sent: Wednesday, September 10, 2008 2:15 PM
Subject: Re: คำขอบิณฑบาตอาวุธและความรุนแรง
เพิ่งอ่าน นพ.ประสาน ต่างใจ (ชื่อดีเนอะ) เขียนในไทยโพสต์ ข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คนก็ยังพยายามนำเอาวิธีคิด วิธีทำโดยยุทธศาสตร์เก่าๆมาเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหา หรือดำเนินการใดๆอยู่ แกเชื่อว่าสิ่งนั้นใช้ไม่ได้แล้ว โดยกล่าวว่าเราไม่สามารถใช้ paradigm เก่าแก้ปัญหาใหม่ๆได้อีกต่อไป
ตัวพี่ก็เชื่อเช่นนั้น
ทุกวันตัวเราเองก็เปลี่ยน โลกก็เปลี่ยน คนก็เปลี่ยน สรรพวิทยาใดๆที่เรียน ที่สอน ที่นำมาใช้ในการทำมาหากินดำรงและดำเนินชีวิตก็เปลี่ยน จิตที่เป็นมวลรวมของมนุษยชาติก็เปลี่ยน
ในขณะที่โลกเดิมจิตเดิม (เท่าที่เรายังจำได้)บอกเราว่าต้องอดทน สันติ อหิงสา แต่เวลานี้โลกหมุนกลับไปครบรอบที่กำลังจะเริ่มใหม่ (Age of Aquarius) อาจบางทีถึงเวลาที่โลกจะล้างเผ่าพันธ์และวิทยาการแห่งโลกเก่าออกไป แล้วเริ่มกันใหม่หมด
เราบังเอิญเกิดมาช่วงท้ายๆของโลกยุคเราที่มีคนสร้าง มีคนทำเอาไว้ให้ก่อน แล้วเรามาแค่ สวมอยู่ จึงอยู่ไปตามที่เขาจัดวางไว้ และบังเอิญการเริ่มเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นตอนที่เรายังไม่ตายไป เราจึงอาจจะเจ็บปวด ทั้งจาก การไม่อยากเปลี่ยน การอยากเปลี่ยนแต่โดนต่อต้าน รวมทั้งโดนเย็นชาเพิกเฉยจากมวลชนที่ไม่รับรู้ไม่สนใจ
ไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่ความถูก แต่เป็น "ความเป็นไป" ต่างหากที่เราต้องมองให้เห็น
ถ้าเราต้องการความใหม่ที่กำลังมาเยือน เราก็ช่วยเสริมกำลังเข้าไปหนุนเนื่องให้มันเกิดเร็วขึ้น
ถ้าเราปฏิเสธสิ่งที่กำลังจะมาถึงเราก็ต่อต้านมัน
ถ้าเราไม่รับรู้ ไม่ตัดสินใจ เราก็อยู่เป็นแรงเฉื่อย ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวชะลอ หรือเป็นสารละลาย
มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง
อย่าไปเจ็บปวดมากนักถ้าอยากต่อสู้ เลือกแล้วว่าจะสู้ก็ต้องสู้ต่อไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักบ้าง
อาจเป็นได้ว่าในยุคอนารยะ หรือยุคแห่งความเสื่อมที่เรากำลังดิ้นให้หลุดจากมัน อาจต้องใช้ตาต่อตา ฟันต่อฟันเหมือนเช่นยุคหิน หรือปลายยุคเสื่อมทุกรอบของการเปลี่ยนแปลง มันเป็นเรื่องหลีกไม่พ้นกระมัง?
เพราะธรรมชาติมนุษย์ก็เป็นเช่นสัตว์ ฆ่าเพื่อกิน ฆ่าเพื่ออยู่ ฆ่าเพื่อสืบพันธ์
ไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า
ผู้มีจิตที่ถูกยกขึ้นสูงแล้วก็ทำหน้าที่บอกกล่าวข่าวประเสริฐของการมีขันติ รักษาสันติ
ผู้ยังตัดตัวเองไม่ขาดจากขอบเขตสนามแห่งการต่อสู้ก็ต้องสู้ยิบตาเพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อและศรัทธา
สู้วิธีไหนก็เลือกเอาตามใจ ตามที่ตัวเองถนัด
ด่าเก่งก็ด่า คิดเก่งก็คิด รบเก่งก็รบ ลวงเก่งก็ลวง สร้างเก่งก็สร้าง
ในยุคอนารยะหรือ chaosนี้ ในที่สุดความสับสนอลเวงไม่เป็นสำ
ก็จะจับรูปก่อตัวของมันเป็นอีกระบบหนึ่งเองจนได้
อย่ากลัว
อย่าร้องไห้
ไม่มีใครบอกได้ว่าเร็วหรือช้า แบบไหนที่เราจะก้าวไปสู่ ใครจะเป็นผู้เข้ามายึดครอง ไม่มีใครรู้
หากแต่ถ้าเราต้องการไปให้พ้นจากสภาพที่เป็นอยู่เราก็ต้องสู้ต่อไป
เพราะถ้าไม่สู้ เราก็ต้อง"สูญพันธ์".
รักเสมอ
พี่จิ๋ม
--- On Tue, 9/9/08, kaysinee koonsap
> From: kaysinee koonsap
> Subject: คำขอบิณฑบาตอาวุธและความรุนแรง
> To: "Varisra Joemjutithom"
> Date: Tuesday, September 9, 2008, 9:47 AM
> ---------- Forwarded message ----------
> From: tonkla
> Date: 2008/9/9
> Subject:
> คำขอบิณฑบาตอาวุธและความรุนแรง
> To: according2auntie@gmail.com
>
>
> เรียนทุกท่านค่ะ
> พระไพศาลและนักบวชชาวพุทธร่วมกันออกคำขอบิณฑบาตรอาวุธรและความรุนแรง
> จึงขอส่งมาเพื่อให้ท่านได้รับทราบและช่วยกรุณากระจายข่าวส่งต่อให้มากที่สุด
> ด้วยนะคะ
> ขอขอบคุณค่ะ
> นุช
>
> *คำขอบิณฑบาตอาวุธและความรุนแรง*
>
>
> ด้วยขณะนี้สังคมไทยบางส่วนกำลังมีความขัดแย้งอย่างหนักถึงขั้นเผชิญหน้ากัน
> และเริ่มมีการใช้ความรุนแรงต่อกันจนมีการสูญเสียชีวิตบ้างแล้ว
> ในสภาพที่ต่างฝ่ายต่างยืนกรานในข้อเรียกร้องของตน
> ไม่ยอมโอนอ่อนเข้าหากัน
> การแยกข้างแบ่งขั้วจึงมีแนวโน้มที่จะลุกลามขยายตัวเป็นความรุนแรงรอบใหม่ที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายยิ่งกว่าเดิม
> หากถึงจุดนั้นเมื่อใดความหายนะอย่างใหญ่หลวงก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยทั้งประเทศอย่างยากจะเยียวยาได้
> และจะกลายเป็นบาดแผลที่ฝังลึกในใจของคนทั้งชาติไปชั่วกาลนาน
>
>
> ในยามที่ความขัดแย้งยังไม่มีทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
> และยังไม่มีฝ่ายใดยอมหันหน้าเข้าหากัน
> อย่างน้อยมีสิ่งหนึ่งที่ทุกฝ่ายน่าจะทำได้และน่าจะเห็นพ้องต้องกัน
> ได้แก่การจำกัดขอบเขตความขัดแย้งไม่ให้ลุกลามจนถึงขั้นใช้กำลังต่อกัน
> เพราะหากเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
> รวมทั้งประเทศชาติอันเป็นที่รักของทุกคน
> ด้วยเหตุนี้พวกเราในฐานะบรรพชิตที่ปรารถนาให้สันติสุขเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย
> จึงขอบิณฑบาตต่อทุกฝ่ายโปรดงดใช้ความรุนแรง
> รวมทั้งพยายามป้องกันมิให้ความรุนแรงเกิดขึ้นจากฝ่ายของตนทั้งโดยวาจาและการกระทำ
> อันเป็นข้อปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์
>
>
> มาตรการหนึ่งที่จะช่วยป้องกันมิให้ความรุนแรงเกิดขึ้นได้
> ก็คือการไม่มีอาวุธหรืออุปกรณ์ที่ใช้เป็นอาวุธได้อยู่ในครอบครอง
> แม้ว่าแต่ละฝ่ายมีเหตุผลว่าเพื่อป้องกันตัวเองก็ตาม
> แต่การที่แต่ละฝ่ายมีอาวุธอยู่ในมือย่อมก่อความระแวงให้อีกฝ่ายหนึ่ง
> ทำให้ต้องหาอาวุธมาไว้ป้องกันตนเองบ้าง
> ยิ่งสะสมมากเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันให้มากขึ้นเท่านั้น
> ดังนั้นพวกเราจึงขอบิณฑบาตอาวุธจากทุกฝ่ายด้วย
> หากแต่ละฝ่ายแสดงให้เห็นอย่างเปิดเผยว่าฝ่ายของตนปลอดอาวุธอย่างสิ้นเชิง
> ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจให้เกิดขึ้น
> ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการแสวงหาทางออกอย่างสันติวิธี
> อันเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการเห็น
>
>
> ความรุนแรงไม่เคยแก้ปัญหาได้
> มีแต่จะสร้างปัญหาให้เพิ่มมากขึ้น
> จึงขอให้ทุกฝ่ายมีความอดกลั้นต่ออารมณ์
> ไม่ลุแก่โทสะ
> อย่าปล่อยให้ความโกรธ
> ความเกลียด
> และความกลัวครอบงำใจจนเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่ต้องทำร้ายให้พินาศ
> พึงมีเมตตาและปรองดองต่อกันโดยระลึกเสมอว่าคนไทยทุกคนล้วนเป็นพี่น้องภายใต้พระบรมโพธิสมภารเดียวกัน
> พระศรีญาณโสภณ
> พระไพศาล วิสาโล
> พระมหาวุฒิชัย
> วชิรเมธี
> แม่ชีศันสนีย์
> เสถียรสุต
> ๙ กันยายน ๒๕๕๑
>
> *องค์กรร่วมสนับสนุน :
> องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก,
> ยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก,
> พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย,
> ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย,
> เสถียรธรรมสถาน,
> สถาบันวิมุตตยาลัย,
> เครือข่ายพุทธิกา*
>
>
>
>
> ทำใจยากนะ
> ที่ฝ่ายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงทั้งๆที่ถูกยกพวกตี
> การใช้วาจารุนแรงก็เป็นผิดเป็นบาป
>
> การต่อสู้เพื่อความถูกต้องกับคนเลวต่ำทราม
> ต้องใช้ความอดกลั้นและเมตตาเท่านั้นใช่มั้ย
> สันติวิธีกับคนเลวมันเกิดขึ้นได้ในโลกนี้
> ในประเทศนี้จริงๆใช่มั้ย
>
> หรือว่า
> ไม่ต้องไปต่อสู้มันหรอก
> แพ้เปล่าๆ
> เหนื่อยเปล่าๆ
> จะสู้ไปทำไม
> เอาเวลาไปคิดดีกว่าว่า
> เย็นนี้จะไปสนุกที่ไหน
> สู้อยู่ในห้องแอร์เย็นๆ
> ดูหนัง
> ฟังเพลงไปไม่ชอบใจอะไรทีก็บ่นเอา
> จะไปทำอะไรได้
> จะทำไปทำไม
>
> ที่เราทำอยู่นี่มันเพื่ออะไร
> เพื่อใคร
> จริงๆนอนอยู่บ้าน
> ดูซีรีย์ ช้อปปิ้ง
> เม้าซิ่ง
> กินข้าวที่ร้านเก๋ๆ
> เล่น hi5
> อาจดูดกัญชาให้หายเซ็ง
> ถ้าบังเอิญดันเผลอไปดู
> NBT
> สบายกว่ากันเยอะ
>
> เราต้องเป็นแบบมหาตมะคานธี
> อหิงสาไปสิบปีใช่มั้ยจึงจะได้เห็นแสง
> ต้องเป็นเมนเดล่า
> ติดคุกทุกข์ทรมาณ
> ยอมให้คนฝ่ายหนึ่งกดขี่ข่มเหงเสียก่อน
> เหมือนที่ท่านดาไลลามะอดกลั้น
> เมตตา
> แล้วทิเบตก็ถูกจีนกลืนกิน
>
> งัดเอาหลักธรรมข้อไหนมาช่วยดี
> ช่วยทำให้เราเชื่อหน่อยเถอะว่า
> ธรรมะย่อมชนะอธรรม
> ในเมื่อคนที่เชื่อเช่นนั้นทำได้แค่
> "หวัง"
>
> พี่จิ๋มฮะ
> ขอถอนตัวฮ่ะ
> จะจัดกระเป๋าไปอยู่มาลี
> ขอถอนตัวจากการเป็นคนไทยฮ่ะพี่
> มันเจ็บๆๆๆ
>
>
> --
> according2auntie
Wednesday, 10 September 2008
คำรำพันของไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
แต่ก็เป็นแค่คนที่"เคย"นิยมพันธมิตรเหมือนกัน
เสียดายว่าพันธมิตร ไม่ฟังในหลวงที่อุตส่าห์ ส่งตุลาการมาเป็นตัวช่วยของชาติ
เสียดายว่าถ้าวันนี้ พันธมิตร มีสติสักนิด เดือนหน้า จะมีคดียุบพรรค แล้วก็รู้ๆกันอยู่ว่าผลจะเป็นอย่างไร
เสียดาย ที่คนนำขบวนเป็นคนที่เห็นชัยชนะของกลุ่ม สำคัญกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ
เสียดายว่า คนที่มาชุมนุม คิดแต่จะโค่นล้ม แต่ไม่คิดสร้างสรร
การโค่นล้ม มันไม่ได้ยากหรอก แต่การสร้างสรร ต่อจากนี้ล่ะ เคยคิดกันมั้ย ว่าหลังจากซากปรักหักพังของชาติ คุณจะสร้างมันขึ้นมาใหม่อย่างไร ไม่เคย!! เพราะตอนนี้ทุกคนมีแต่อาวุธหนักและความคิดแบบก้อนหินเตรียมทุ่มใส่กัน
คุณจะสร้างตึกใมม่ยังไง ถ้าคุณเตรียมพร้อมแต่เรื่องการทุบตึกแต่ ไม่มีแบบแปลนของการสร้างตึกใหม่
คุณก็ต้องทุบและสร้างอย่างนี้ไม่มีทีสิ้นสุด
สหภาพการบินไทย สั่งหยุดงานประท้วง ทั้งที่ตัวเองขาดทุนร่วมหมื่นล้านบาท ถ้าหัวหน้าสหภาพหัวรุนแรงสั่งพนักงานลาหยุด
ลูกค้าไม่พอใจ boycott คุณ วันหน้าคุณจะขาดทุนยิ่งกว่านี้ แล้วมันจะเหลืองานอะไรให้คุณทำอีก คุณควรจะทำตามหน้าที่หรือไม่?
ถ้าพันธมิตรไม่ฟังคำสั่งศาล โดยการอ้างอารยะขัดขืน คุณคิดว่าถ้ามีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ทักษิณจะไม่อ้างคำๆเดียวกันนี้หรือ แล้ววันนั้น คุณก็จะมีการชุมนุมไม่รู้จักจบสิ้น
แล้วถ้าคุณเห็นการชุมนุมอย่างรุนแรงอย่างนี้ อังกฤษก็มีสิทธิ์ที่จะให้คำร้องขอเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองกับทักษิณได้ เพราะความไม่ปลอดภัยจริงไหม?
ถ้าไม่ฟังคำสั่งศาล คุณจะขอให้ศาลฟังคำขอร้องของคุณ ให้พาคนมาลงโทษได้อย่างไร?
เพราะในความเป็นจริงคุณจะฟังและยอมรับแต่คำสั่งที่เอื้อประโยชน์ต่อคุณเท่านั้นไมได้
มหาตมะ คานธี ใช้เวลาเป็น 10 ปีกับคำว่าอารยะขัดขืน ภายใต้กฏหมาย กว่าจะปลดปล่อยอินเดีย สำเร็จ
เนลสัน แมนเดลลา ติดคุกกี่ปีกัน กว่าจะมีวันนี้ วันที่เป็นรัฐบุรุษ
อ.ไชยยันต์ ไชยพร อ้างคำว่าอารยะขัดขืนฉีกบัตรเลือกตั้ง แต่ก็ยอมมอบตัวอยู่ภายใต้กฎหมาย
ถ้าพันธมิตรจะอ้างคำนี้ก็ควรจะอยู่ใต้กฎหมายไม่ต่างกัน
การชุมนุมเรียกร้องให้เกิดความถูกต้องเป็นเรื่องดีแต่
อย่าสร้างเงื่อนไข ไม่ให้เกิดความรุนแรง นั่นคือเรื่องที่ดีที่สุด
การพูดบนเวที ควรเป็นการพูดยั่วยุใช่หรือเปล่า?
ถ้าพันธมิตรเครียดเพราะบรรยากาศ ก็โปรดดรู้เถอะว่าตำรวจที่ต้องคุ้มครองท่านก็เครียดไม่ต่างกัน
ท่านต้องจากบ้านมาชุมนุม ตำรวจทั้งหลายก็ต้องลาครอบครัวเขามาเพื่อควบคุมสถานการณ์เช่นนี้ไม่ต่างกัน
และแน่นอนเชื่อว่าทุกคนทั้ง 2 ฝ่ายไม่ต้องการความรุนแรง เพื่อจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวและอยู่อย่างปรกติสุข
ผู้นำชุมนุมก็เช่นกัน อย่างที่รู้หนึ่งในนั้นเป็นทหารเก่า
ทหารมีคำพูดประกาศิตว่า "ไม่มีสิ่งใดแทนที่ชัยชนะได้"
แต่นั่นคือกับศัตรู วันนี้ประเทศจะแพ้ พันธมิตรก็ไม่ชนะ
คนหัวเราะกับชัยชนะบนความล้มเหลวของไทยอยู่ห่างจากประเทศไทยไปหลายหมื่นกิโลเมตร โน่น ณ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
แล้วกับเพื่อนๆพี่น้องร่วมแผ่นดินล่ะ ชัยชนะคือความสามัคคีของคนในชาติหรือเปล่า ลองตอบตัวเองดู?
ประเทศไทยตอนนี้ แบ่งออกเป็น 3 ก๊ก
พวกเอาทักษิณ
พวกไม่เอาทักษิณ
พวกไม่เอาใครเลย
ถ้าพันธมิตรประกาศชัยชนะ ก็คือการผลักอีก 2 กลุ่มที่เหลือเป็นฝ่ายแพ้
ยังไงซะประเทศก็เป็นของคนทั้ง 3 กลุ่ม เมื่อชนะคุณต้องชนะด้วยกัน
คุณจะบอกว่าเราชนะ แล้วอีก 2 คนส่ายหัว กูไม่ยอมรับวืธีเล่นของมึง ได้เหรอ?
ผมมีข้อเสนอสำหรับพันธมิตร ในการทำให้คุณได้ชัยชนะอย่างถาวร
1.ให้กระบวนการทางศาลทำหน้าที่ของเขาไป นักการเมือง โกงกินชาติ ต้องถูกกำจัดโดยกระบวนการภายใต้กฏหมายเท่านั้น
2.ประเทศไทยปัจจุบัน ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ และ วิกฤติต่างๆ เป็นจำนวนมาก พันธมิตรในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ ควรจะมีบทบาทในการส่งคนไปเป็นแนวร่วมในการช่วยเหลือคนหรือสังคมเหล่านี้หรือไม่? เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชนและถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นการสร้างพื้นฐานจริยธรรมที่ดีให้แก่ประชาชนในระยะยาว ดีกว่าหรือไม่กับการเพียงแค่มานั่งฟังปราศรัย ประเทศยังมีคนที่เดือดร้อน และ ต้องการความรู้อีกเยอะ อย่างน้อยก็มากกว่าผู้ชุมนุม นาทีนี้หลายเท่า เราต้องการให้ท่านไปถ่ายทอดให้คนรู้ ไปช่วยเหลือฝู้อื่นด้วย
3.ยกเลิกกำลัง และนักรบต่างๆ การต่อสู้อย่างอหิงสา ไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง
4.อย่าใช้โวหาร หรือ ช่องว่างทางนิติศาสตร์ เพราะคนดีจริงไม่เคยอ้างกฎหมายเป็นเครื่องมือ แต่ใช้จริยธรรมและความรับผิดชอบเป็นเข็มทิศ
อย่าลืมว่าหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ชาติ คือการใช้วิธี long march ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
สามก๊กเองอาจเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่อย่าลืมว่ากลยุทธสุดท้ายที่ดีที่สุดของเรื่องก็คือ การไม่พยายามเอาชนะขงเบ้ง ของสุมาอี้
ถ้าวันนี้คุณชนะโดยใช้กฎหมู่ วันข้างหน้าประเทศไทยก็จะมีกฎหมู่ขึ้นมาใหม่ ท้าทายอำนาจรัฐไม่มีที่สิ้นสุด
ผลลัพธ์ที่ได้มาอย่างถูกต้อง ถ้าเป็นวิธีที่ผิด ก็ไม่สามารถนับเป็นการกระทำที่น่าชื่นชม หรือ ภาคภูมิใจได้
เพราะมันไม่ยั่งยืน เหมือนกับ คุณทำเลขวิธีคิดผิดแต่กลับคำนวณถูก วันหน้าเปลี่ยนตัวเลข เปลี่ยนโจทย์มันก็จะผิด
สุดท้ายขอให้ทุกคน มี 3 สิ่ง
1.สติ
2.เหตุผล
3.ความดี
และสังคมจะสงบสุขแน่นอน
ฐิติพันธ์
ปล.ถ้าจะรบกวนส่งต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเตือนสติสังคมไทยสักนิดจะขอบคุณมากครับ
"หยาบช้า และ สามานย์"
คำถามแรกที่แทบทุกคนในประเทศนี้กำลังถามอยู่ในใจน่าจะเป็น "เมื่อไหร่มันจะจบลงเสียที?"
และคำถามต่อไปก็คือ "แล้วมันจะจบอย่างไร?"
เพราะวันนี้ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะ ผู้แพ้ที่แท้จริงก็คือคนไทยทั้งประเทศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เราโกรธแค้นชิงชังกันมาแต่ไหน หรือเพียงแค่ความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกันก็ทำให้เราลงมือทำร้ายฆ่าฟันกันได้แล้ว ในเวลาช่วงสั้นๆ เพียงไม่ถึง 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนไทยด้วยกันแตกแยกแตกร้าวกันได้ถึงเพียงนี้หรือ?
ประวัติศาสตร์ คำสอนของพระ พ่อแม่ และครูบาอาจารย์ ดูเหมือนจะถูกลืมกันไปหมดแล้ว เรามี "ข้ออ้าง" และ "เหตุผล" ร้อยแปดพันเก้าในการสร้างความบาดหมางให้รุนแรงมากขึ้นและมากขึ้น
นายกรัฐมนตรี ซึ่งถึงจะมาจากการแต่งตั้งโดยวิถีแห่งประชาธิปไตยเอง ก็ทำให้คำว่า "ประชาธิปไตย" ดูไร้ค่าลง โทสะจริตและโมหะจริต มุ่งหวังแต่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ดูถูกก้าวร้าว หยาบคาย ไร้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี ทำให้คนไทยด้วยกันต้องอับอายและโกรธแค้น ทุกครั้งที่ท่านเอ่ยปากออกมา ไม่เคยเลยที่จะทำให้คนไทยด้วยกันจะรู้สึกดีขึ้นมาได้ มีแต่ทำให้เสื่อมศรัทธาในระบบการปกครอง และตัวบุคคลมากขึ้นทุกที
ทุกคำที่ออกจากปาก ทุกปฏิกิริยาที่มีต่อสื่อ ต่อฝ่ายค้าน และต่อคนไทยด้วยกันที่ไม่ได้มองไปในทางเดียวกัน ดูช่างจะหยาบช้าเหมือนว่าเป็นคนที่แตะต้องไม่ได้ ไม่เคยทำอะไรผิดและไม่สนใจในเสียงร้องคร่ำครวญของคนที่เดือดร้อน
8 เดือนของการทำงาน อาจจะเป็นระยะเวลาน้อยเกินไปที่จะวัดประสิทธิภาพการทำงานของคนๆ หนึ่ง
แต่ 8 เดือนของการทำงานของคนบางคน ก็นานเกินไปที่จะปล่อยให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ให้กับประเทศ
แต่ก็ใช่ว่าฝ่ายพันธมิตรจะดีไปกว่ากัน
"มือถือสาก ปากถือศีล" น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ดีที่สุดสำหรับฝ่ายพันธมิตรในวันนี้ การทุ่มเท ทุ่นทุน และมีสื่อในมือ ประกอบกับเจตนาบางอย่างที่ลึกซึ้ง ได้ถูกเคลือบไว้อย่างชาญฉลาดว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์
แล้วก็มีคนจำนวนหนึ่งที่เชื่อโดยไม่มีข้อสงสัย ผสานกับอีกกลุ่มซึ่งชอบและเชื่อในการใช้กำลังเข้าแก้ปัญหา แล้วจากนั้น การประท้วงโดยสันติวิธี โดยวิถีแห่งประชาธิปไตย ก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกกันอย่างภูมิใจว่าเป็น "การปฏิวัติประชาชน" โดยไม่มีใครรู้ว่าเป้าหมายสูงสุดของแกนนำพันธมิตรคืออะไรกันแน่ การเข้ายึดสถานีโทรทัศน์และทําเนียบรัฐบาล การแสดงออกว่าเป็นผู้นำการปกครองรูปแบบใหม่ซึ่งไม่ตรงต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับไหนเลยในประเทศไทย การตะโกนก้องว่าเป็นนักสู้และยอมตายเพื่อความถูกต้อง การสร้างกฎหมู่ให้เหนือกฎหมาย แต่ในขณะเดียกันก็เอาพระ ผู้หญิง เด็ก และคนแก่มาทำเป็นกำแพงมนุษย์กันไม่ให้ถูกฝ่ายกฎหมายบ้านเมืองเข้ามาจับกุมตัวได้นั้น มันสามานย์เกินไป ไม่มีวีรบุรุษของประชาชนคนไหนในโลกจะเคยทำอย่างนี้ มันขี้ขลาดเกินไป
แล้วมันจะจบอย่างไร?
มันคงจะสายไปแล้วที่จะบอกให้ "หันหน้าเข้าหากัน" เพื่อหาทางออกร่วมกัน ในเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างเอาทิฐิและความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้ง ต่อให้ทุกอย่างจะจบสิ้นลงไปในวันนี้ ก็คงอีกนานกว่าเราจะมองหน้ากันติด
และคงจะอีกนานกว่านั้นที่ประเทศของเราจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ทั้งด้านเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นในสายตาของโลก
วันนี้ ต่างชาติชะลอการลงทุนและการท่องเที่ยวในประเทศที่เคยได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่สวยงามและอบอุ่นด้วยมิตรภาพที่สุด ในขฌะที่เพื่อนบ้านของเรากำลังตักตวงผลประโยชน์ที่เกิดจากความสูญเสียของเรา – ความสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นด้วยมือของคนไทยด้วยกันเอง
ครั้งสุดท้ายที่คนไทยด้วยกันต้องมาแตกแยกรุนแรงขนาดนี้คือ เมื่อ 241 ปีที่ผ่านมา เมื่อเราเสียอิสรภาพและเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2310 ไม่ใช่ว่าพม่าจะเก่งกว่าเราสักเท่าไหร่ หากแต่เป็นไทยเราเองที่ต่อสู้กันและเปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามายึดครองได้โดยง่าย
ถ้าเราคิดถึงอนาคตของประเทศชาติ ของตัวเอง ของลูกหลานของเราจริงๆ แล้วละก็ สิ่งเดียวที่จะช่วยเราได้คือ "สติ" เพราะถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่เกิด วันนี้ "LAW & ORDER" หรือ กฎหมายและระเบียบสังคมเป็นสิ่งที่ต้องเคารพและพึงปฏิบัติ
เพราะไม่อย่างนั้น เราก็จะเสียกรุงอีกเป็นครั้งที่ 3 ในเร็ววันนี้
จดหมายถึงพันธมิตรจากอดีตพันธมิตร
สุธน
5 ก.ย.2551
ผมเป็นหนึ่งในอดีตพันธมิตรสมัยเมื่อมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณเมื่อสองสามปีก่อน แต่วันนี้ ผมอึดอัดมากๆ กับการให้สัมภาษณ์ของ สนธิ พิภพ และสมศักดิ์ ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของพันธมิตรในสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน
ตกลงพวกคุณจะเรียกร้องอะไรกันแน่ ? ไม่มีอะไรชัดเจนเลย พวกคุณนอกจากตอบคำถามนักข่าวได้คลุมเครือแล้ว สมศักดิ์ยังขอจ้องตานักข่าวบางคน เพราะอยากรู้ว่าคนที่ตั้งคำถามนั้นเป็นพวกไหนกันแน่ !? ผมนึกว่ามีแต่สมัครที่เป็นแบบนี้ คุณก็เป็นด้วยหรือ ?
ความรู้สึกที่คุณเป็นปฎิปักษ์กับนักข่าวคือสัญญาที่บอกความเสื่อมถอยของคุณ
ผมไม่อยากเขียนจดหมายนี้เลย แต่อึดอัดจนทนไม่ไหวแล้ว (โว้ย) !
1. ตอบคำถามให้ได้ว่าคุณเรียกร้องอะไรกันแน่ อย่าให้คนรู้สึกว่าลึกๆ แล้วคุณต้องการจะกดดันไปเรื่อยๆ จนกว่าทหาร (หรืออำนาจมืดที่ไหนอะไรก็ได้) ทนไม่ไหว จนต้องลุกขึ้นมาทำรัฐประหารอีกรอบ ผมเรียกร้องให้พวกคุณประกาศไปเลยชัดๆ ว่าคุณต่อต้านการรัฐประหาร คุณต้องย้ำแล้วย้ำอีก และต้องทำให้คนส่วนใหญ่เขาเชื่อว่าคุณหมายความตามนั้นจริงๆ
2. หากสมัครลาออกแล้ว หมอเลี้ยบมา สมชายมา กลุ่มเนวินมา คุณรับได้หรือไม่ได้ บอกมาให้ชัดๆ ผมเห็นสนธิให้สัมภาษณ์ไปทาง สมศักดิ์ให้สัมภาษณ์ไปทาง แล้วงง เพราะขัดแย้งกันเอง ตกลงพวกคุณจะเรียกร้องอะไรกันแน่ ไปตกลงกันมาให้ดีๆ แล้วพูดให้เหมือนๆ กัน
ผมคิดว่า คุณประกาศไปเลยว่า คุณจะไม่หยุดชุมนุม หากหุ่นเชิดทักษิณแบบหมอเลี้ยบ สมชาย หรือเนวิน เข้ามาเป็นนายกฯ นี่อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าคุณไม่ยอมรับกลไกตามรัฐธรรมนูญอยู่บ้าง แต่ก็อยู่ในวิสัยที่พันธมิตรจะอธิบายได้ว่าพวกนี้ไม่แตกต่างใดๆ กับสมัครเลย
3. หากสมัครลาออกแล้วประชาธิปัตย์สามารถพลิกมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ บอกไปเลยว่าคุณอยากเห็นแบบนี้ ไม่ต้องสนใจถ้าใครจะหาว่าคุณเป็นพวกเดียวกับประชาธิปัตย์ เพราะตอนนี้มีคนเป็นจำนวนมากที่บอกว่าอะไรก็ได้ขอให้เปลี่ยนสภาพการณ์อึดอัดนี้ไปเสียให้พ้นๆ เสียที
4.ที่สำคัญข้อเสนอการเมืองใหม่ 30:70 เป็นอะไรที่ไม่ว่าใครก็ตามรับพวกคุณได้ยากเต็มที ขนาดสมัครก็ออกมาพูดท้าทายว่ามีใครบ้างในวงวิชาการที่ยอมรับแนวความคิดแบบนั้นได้ นี่คือจุดอ่อนที่สุดอีกอย่างหนึ่งของพันธมิตร น่าสมเพชที่คุณยังกอดตุ๊กตา 30:70 อยู่ไม่ยอมปล่อย ทั้งๆ ที่พวกคุณยังอธิบายมันยังไม่ได้เลย
ผมไม่สงสัยเลยที่สื่อต่างประเทศบอกว่าพวกคุณยืนอยู่ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยทั้งๆ ที่ชื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การที่คุณเชิดชูราชาธิปไตยและข้อเสนอการเมืองใหม่ 30:70 คือประเด็นสำคัญเป็นด้านหลักที่ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของพันธมิตรเป็นลบในสายตาของสื่อตะวันตก
5. สำหรับในประเทศนั้น ภาพพจน์พวกคุณเป็นลบ นอกเหนือจากเหตุผลตามข้อ 4 แล้ว ยังรวมถึงการแสดงออกของพันธมิตรที่ดูเหมือนไม่เคารพกฎหมายและกติกาบางประการ ทั้งๆ ที่เมื่อไม่นานมานี้ พวกคุณต่างสรรเสริญระบบตุลาการที่สามารถทำให้ทักษิณและพจมานไปเกาะประตูคุกได้ คุณไม่เคารพกฎหมายและดื้อแพ่งได้ แต่คุณต้องไม่ทำแบบนี้กับศาล เพราะมันจะทำให้คุณได้รับการยอมรับน้อยลง ชอบธรรมน้อยลง ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อคุณแน่ๆ (อย่างน้อยก็ในสถานการณ์นี้ ผมไม่ได้บอกว่าศาลแตะต้องไม่ได้นะ แต่เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง)
6. ผมเองซึ่งเป็นพวกคุณมาก่อน และจะว่ากันจริงๆ ตอนนี้ก็เอาใจช่วยพวกคุณอยู่ลึกๆ แต่ผมกำลังรู้สึกว่าคุณกำลังเอาคนที่ร่วมชุมนุมกับพันธมิตรเพื่อต่อรองกับอะไรบางอย่าง โดยคุณไม่บอกให้พวกเขารู้ และการที่พวกคุณไม่มีข้อเสนออะไรที่ชัดเจน มันทำให้ผมรู้สึกมากขึ้นทุกทีว่า พวกคุณบางคนในแกนนำมีจุดประสงค์ทางการเมืองบางอย่างซึ่งอาจไม่โปร่งใส (นี่ขนาดผมเคยเป็นส่วนหนึ่งของคุณ ผมยังคิดแบบนี้เลย)
7. ผมเดาได้ว่าในหมู่พวกแกนนำด้วยกันเองนั้น ยังหาข้อเรียกร้องที่เห็นชอบร่วมกันไม่ได้ จนพวกคุณไม่อาจให้สัมภาษณ์ได้ชัดเจนว่าเป้าหมายของพันธมิตรคืออะไรกันแน่ ผมตลกแต่ก็สงสารนะ ที่ดูรายการทีวีเห็นสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเรื่องข้อเรียกร้องของพันธมิตร แต่สายตากลับชำเลืองไปมองพิภพเหมือนกับจะขอคำยืนยันว่า ตกลงที่ตัวเองกำลังพูดอยู่ ใช่ข้อเรียกร้องของพันธมิตรหรือเปล่า ... โอย..อยากจะร้องไห้ !
8. ในสถานการณ์แบบนี้ ผมเสนอต่อพวกคุณ ให้คุณเสนอต่อสาธารณชนไปชัดๆ เลยว่า
8.1 คุณต้องการให้สมัครลาออก คุณอยากให้มีการจับขั้วการเมืองใหม่โดยให้ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเพราะเลวน้อยกว่า (จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้) แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่หุ่นเชิดของทักษิณแน่ๆ (แต่อาจเป็นซีพีแทนก็ได้ ซึ่งผมไม่เห็นว่ามันจะดีกว่าทักษิณตรงไหน) และเพื่อให้เห็นว่าคุณไม่ได้ต้องการแค่เพียงการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง คุณต้องเรียกร้องไปพร้อมๆ กันว่า หน้าที่ของรัฐบาลใหม่ก็คือการดำเนินการให้มีการปฏิรูปการเมือง เพื่อให้เกิดการเมืองใหม่ที่พึงประสงค์
8.2 หรือไม่ก็คุณเสนอให้มีการยุบสภาโดยเร็วเพื่อกลับเข้าไปสู่การเลือกตั้งกันใหม่ โดยภารกิจของสภาชุดใหม่คือการปฎิรูปการเมือง เพื่อให้เกิดการเมืองใหม่ที่พึงประสงค์ สิ่งสำคัญคือ พวกคุณต้องพร้อมที่จะยอมรับผลของการเลือกตั้งด้วย ไม่ว่ามันจะออกมาเช่นไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวก ส.ส.ที่จะกลับเข้ามาใหม่เป็นกลุ่มเดียวกับ ส.ส.พลังประชาชน หรือเครือข่ายของไทยรักไทยเดิม (ไม่เป็นไรน่า อย่าเพิ่งโง่ ด่วนบอกว่าคุณจะลุกขึ้นมาต่อต้านอีกรอบสิ เพราะถ้าพวกนี้กลับมาและทำให้สถานการณ์มันเลวร้าย คนจะบอกให้พวกคุณลุกขึ้นมาขับไล่เอง คุณหัดรอ หัดฟัง เสียงของสาธารณชนบ้างสิวะ)
8.3 คุณเสนอไปเลยว่าโมเดลการเมืองใหม่ 30:70 นั้น คุณเองก็ไม่ชัดเจน หัดยอมรับข้ออ่อนของคุณเสียบ้าง แล้วคุณจะทราบว่ามันจะให้ผลตอบแทนที่ดีต่อภาพลักษณ์ของคุณอย่างที่คาดไม่ถึง คุณต้องเสนอให้มีคณะกรรมการปฎิรูปการเมืองซึ่งมาจากคนทุกฝ่ายเพื่อทำงานร่วมกับรัฐสภาหลังการเลือกตั้ง ในการสร้างการเมืองใหม่ที่ว่า โดยคุณยินดีจะเข้าร่วมเสนอความคิดเห็นด้วย และบอกด้วยว่าคุณยินดีเป็นอย่างมากหาก นปก.เข้ามาร่วมกันคิดการเมืองใหม่ที่ว่าร่วมกัน (ผมมองไม่ออกเลยว่า คุณจะอ้างเหตุผลใดที่จะไม่ให้กลุ่มคนอื่นๆ เข้ามาช่วยคิดในเรื่องการเมืองใหม่ เพราะมันเป็นเรื่องของคนทั้งสังคม และไม่ต้องกลัวที่ นปก.จะเข้ามามีบทบาทอะไรได้มาก เพราะมีคนในสังคมอีกมากที่พร้อมจะทำหน้าที่ตรวจสอบกลุ่ม นปก. หรือบริวารของทักษิณ)
8.4 คุณประกาศไปเลยว่า คุณยินดีจะมอบตัวเพื่อสู้คดีในข้อหากบฏ หลังจากข้อเรียกร้องข้างต้นบรรลุผล
หากคุณทำได้แบบที่ว่า ภาพลักษณ์ของพวกคุณจะดูดีขึ้นอย่างทันตาเห็น เพราะคุณไม่ได้แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย คุณยอมรับความเป็นจริงของสังคมในระดับหนึ่ง และในท้ายที่สุด คุณก็แสดงให้สังคมเห็นว่าพันธมิตรเคารพต่อกฎหมายบ้านเมืองมากเช่นไร เมื่อเปรียบเทียบกับทักษิณและพจมาน
8.5 คุณอย่าปฎิเสธการเจรจาโดยสิ้นเชิงไม่ว่ากับฝ่ายใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เปิดช่องให้มีรูอากาศหายใจบ้าง อย่างน้อยหากคุณในห้าแกนนำไม่อยากไป ส่งสุริยะใส (กตะศิลา) ไปแทนก็ได้ ผมว่าเขามีวุฒิภาวะมากไปกว่าห้าแกนนำบางคน(หรือหลายคน)เสียอีก
9. คุณไม่จำเป็นต้องประกาศหรอกว่า หากการปฏิรูปการเมืองไม่เกิดขึ้น หรือพวกหุ่นเชิดทักษิณกลับคืนมามีอำนาจ หรือเกิดขั้วการเมืองที่ไม่ได้เลวร้ายน้อยไปกว่าทักษิณ คุณย่อมมีสิทธิ์เคลื่อนไหวทางการเมืองได้อยู่แล้ว สิ่งที่พวกคุณได้สร้างคุณูปการไว้มันถูกลบให้หายไปไม่ได้ดอก สิ่งเหล่านั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของฐานทางการเมืองที่สำคัญของพวกคุณในอนาคต เชื่อว่าคนไทยเป็นจำนวนมากรวมทั้งผมด้วย พร้อมจะออกมาร่วมสู้กับคุณ
ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้ ถ้าคุณถอยได้สักก้าวหนึ่ง ผมประเมินว่านั่นคือชัยชนะของคุณ ผมหวั่นใจว่า หากคุณเดินหน้าไปเช่นนี้ ผลที่พวกคุณจะได้รับนั้นอาจเป็นตรงข้ามกับสิ่งที่พวกคุณคิดไว้
……………………….
ปล. ผมขยะแขยงและเอามือปิดหน้าที่เห็นกลุ่มการ์ดพันธมิตรระดมตีร่างของชายคนหนึ่งตอนที่พวกนปก.บุกเข้ามาที่มัฆวานในคืนวันนั้น (ใช่ ! ผมเห็นภาพของการ์ดบางคนออกมาห้ามปราม และช่วยหามนปก.ขึ้นรถพยาบาล แต่มันลบล้างภาพแรกไม่ได้หรอก) คุณต้องตระหนักว่าการเคลื่อนพลมาบุกยึดทำเนียบ คือส่วนหนึ่งของเรื่องราวต้นเหตุของเหตุการณ์คืนนั้นด้วย
แน่นอน ! ผมขยะแขยงพอๆ กันที่เห็นพวก ส.ส.พลังประชาชน นำพวก นปก.บุกเข้ามาหาพวกคุณ แต่จะพูดไปแล้วผมคลื่นไส้ สมเพช ทุเรศ และชิงชังเอ็นจีโอสองคนที่ปรากฎตัวบนเวที นปก.คืนนั้นเสียจริงๆ
หากท่านไม่ต้องการรับข่าวสาร คลิกเพื่อทำการยกเลิกการรับข่าวสาร http://www.nocoup.org/maillinglist/formmailcancle.php
Monday, 8 September 2008
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People's Alliance for Democracy: PAD) เกิดจากการรวมตัวกันของหลายองค์กร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรอิสระภาคประชาชน จุดประสงค์หลักของการรวมตัวเพื่อกดดันขับไล่ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเห็นว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจส่วนตัวและคนสนิทและประพฤติผิดอีกหลาย ๆ อย่างอันไม่สมควรในการเป็นผู้บริหารประเทศ โดยประสานงานโดยสุริยะใส กตะศิลา และมีแกนนำ 5 คน ได้แก่ สนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, สมศักดิ์ โกศัยสุข, พิภพ ธงไชย, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
ก่อนและหลังการปฏิรูปโดย คปค.
ดูบทความหลักที่ การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ให้สัมภาษณ์ข่าวเกี่ยวกับทฤษฎี "แผนฟินแลนด์" และกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สมคบคิดกับอดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพื่อล้มล้างราชวงศ์จักรี ยึดอำนาจการปกครองราชอาณาจักรไทย และก่อตั้งรัฐคอมมิวนิสต์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีตผู้นำและผู้ร่วมพคท. ได้ปฏิเสธว่า แผนสมคบคิดนี้ไม่ได้มีอยู่จริง แต่มีประชาชนบางส่วนปักใจเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงและกำลังถูกดำเนินการอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุให้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ภายหลังรัฐประหารสำเร็จได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ก่อการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย[1][2][3]
หลังจากเกิดการปฏิรูปโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทางกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งแผนการเดิม จะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพื่อขับไล่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง ก็ได้ยุติการชุมนุมไป แล้วทิศทางในปัจจุบันนี้คือ ทางแกนนำกลุ่มพันธมิตรทั้ง 5 คน ก็ได้ตัดสินใจแยกทางกันตามปกติ ยุติการเคลื่อนไหวแล้ว แต่ก็ยังมีการจับตาทางฝ่ายของอดีตนายกรัฐมนตรีอยู่ เพื่อไม่ให้อดีตนายกรัฐมนตรีรวมทั้งคณะรัฐมนตรีในพรรคไทยรักไทย ที่ได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปลายปี พ.ศ. 2550 แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือแทรกแซงระบบราชการ
การกลับมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรภายใต้รัฐบาลสมัคร
ดูบทความหลักที่ การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมใหญ่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยนับหมื่นคน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551
วิกิซอร์ซ มีข้อมูลต้นฉบับเกี่ยวกับ:แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมของนายสมัคร สุนทรเวช โดยมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ และ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับมายังประเทศไทย พร้อมกับมีคำสั่งโยกย้าย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (ปชส.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.สตช.) อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งอาจเป็นการแทรกแทรงกระบวนการยุติธรรม [4]
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดสัมมนาทางวิชาการโดยนักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลที่สนใจในการเมืองที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2551 [5]และจัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551
ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ได้จัดรวมตัวชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 รวมทั้งมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอน ส.ส. ส.ว. ที่เข้าชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในเวลาค่ำได้เคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จึงได้ปักหลักปิดถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่บริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ จนถึงแยก จ.ป.ร. บริเวณหน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อย่างต่อเนื่อง
การชุมนุมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พร่อมกับการเข้าร่วมของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ [6][7] และในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 จึงได้เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และชุมนุมต่อบนถนนพิษณุโลก [8]
26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้บุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ "เพื่อทวงสมบัติชาติคืนจากรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลใช้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างต่อเนื่อง"[9] แต่การเข้าบุกรุกครั้งนี้ได้รับการประณามจากสมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า "ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรงและอุกอาจที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะมีการคุกคาม ข่มขู่และขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน"[10] และยังถูกประณามจากสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ผู้สื่อข่าวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า "การกระทำของผู้ชุมนุมในนามกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด และโจมตีเสรีภาพของสื่ออย่างโจ่งแจ่งที่สุด ขณะนี้สื่อมวลชนถูกคุกคาม ข่มขู่ และไม่ได้ทำหน้า ที่ของตนเอง และการบุก NBT ครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้"[11]
สัญลักษณ์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะใส่เสื้อสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ และคาดผ้าโพกศีรษะที่มีข้อความว่า "กู้ชาติ" และผ้าพันคอสีฟ้า [12]ซึ่งเป็นผ้าพันคอพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2549 [13]
โครงสร้างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ภาคเหนือ
กลุ่มพันธมิตรพิษณุโลก มีนายภูริทัต สุธาธรรม เป็นแกนนำ[14]
ชุมนุมลุ่มน้ำภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วยประชาชนจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง อาทิเช่น ตาก สุโขทัย พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ฯลฯ[15]
ภาคตะวันออก
กลุ่มพันธมิตรภาคตะวันออก มีนายสุทธิ อัชฌาศัย เป็นประธานเครือข่าย ประกอบด้วยประชาชนจากอำเภอต่างๆ ในเขตจังหวัดชลบุรี อาทิเช่น อ.เมือง อ.พนัสนิคม อ.ศรีราชา อ.บ้านบึง อ.สัตหีบ อ.บางละมุง อ.บ่อทอง อ.หนองใหญ่ อ.พานทอง อ.เกาะสีชัง รวมถึงประชาชนจากจังหวัด ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี ตราด[16]
กลุ่มพันธมิตรฯ พัทยา-นาเกลือ-บ้านบึง-พนัส มีนายยงยุทธ เมธาสมภพ เป็นประธานเครือข่าย[17]
คณะทำงานพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดเลย มี นายหินชนวน อโศกตระกูล เป็นแกนนำ[18]
ภาคอีสาน
สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทยจังหวัดขอนแก่น มีนางเครือมาศ นพรัตน์ เป็นประธานสมัชชาประชาชนฯ และนายเธียรชัย นนยะโส เป็นรองประธานฯ[19]
สมัชชาประชาชนภาคอีสานจังหวัดบุรีรัมย์ มีนางสำเนียง สุภัณพจน์ เป็นประธาน มีแนวร่วมเป็นองค์กรเครือข่าย 18 องค์กร[20]
ภาคใต้
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสตูล มี นางอุดมศรี จันทร์รัศมี[21]และ อ.ประโมทย์ สังหาร[22] เป็นแกนนำ
สมัชชาภาคใต้ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง (กำลังก่อตั้ง)[23]
สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
ประกอบด้วยกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจจำนวน 43 แห่ง กลุ่มหลักอยู่ที่ สหภาพ รสก. การไฟฟ้า, สหภาพ รสก. การรถไฟ[24]
แกนนำ ศิริชัย ไม้งาม[25]
เครือข่ายสันติอโศก
เครือข่ายสันติอโศก มีพุทธสถานสันติอโศกและสาขาอีก 8 สาขา ดังต่อไปนี้[26]
พุทธสถานสันติอโศก ตั้งอยู่ถนนสุขาภิบาล 1 เขตบึงกุ่ม กรุงเทพ
พุทธสถานปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม
พุทธสถานศีรษะอโศก จังหวัดศรีสะเกษ
พุทธสถานศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์
พุทธสถานสีมาอโศก จังหวัดนครราชสีมา
พุทธสถานราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี
พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ จังหวัดเชียงใหม่
พุทธสถานทักษิณอโศก จังหวัดตรัง
พุทธสถานหินผา
เครือข่าย NGO
NGO ภาคใต้ มีแกนนำโดย บรรจง นะแส
NGO ภาคเหนือ มีแกนนำโดย สุริยันต์ ทองหนูเอียด
กลุ่มนักวิชาการ
กลุ่มรัฐศาสตร์จุฬาฯ
กลุ่มนักวิชาการที่ใกล้ชิดกับเครือข่ายผู้จัดการ
คณะกรรมการพลังแผ่นดิน
เป็นคณะทำงานที่ทางพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้จัดตั้งขึ้น โดนเป็นคณะทำงานที่ประสานงานในภาคราชการส่วนต่าง ๆ มีสมาชิกเป็นข้าราชการระดับสูงทั้งที่เกษียณแล้วและยังมิได้เกษียณ โดยแบ่งออกตามประเภทของข้าราชการ ดังนี้
กองทัพบกพล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ เป็นประธานและเป็นประธานคณะกรรมการพลังแผ่นดิน
กองทัพเรือพล.ร.ท.อรุณ เสริมสำราญ เป็นประธาน
กองทัพอากาศพล.อ.อ.เทอดศักดิ์ สัจจารักษ์ เป็นประธาน
กองบัญชาการตำรวจแห่งชาติพล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ เป็นประธาน
ข้าราชการพลเรือนนายกษิต ภิรมย์ เป็นประธาน[27]
เนื้อหา[ซ่อน]
1 ก่อนและหลังการปฏิรูปโดย คปค.
2 การกลับมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรภายใต้รัฐบาลสมัคร
3 สัญลักษณ์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
4 โครงสร้างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
4.1 ภาคเหนือ
4.2 ภาคตะวันออก
4.3 ภาคอีสาน
4.4 ภาคใต้
4.5 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
4.6 เครือข่ายสันติอโศก
4.7 เครือข่าย NGO
4.8 กลุ่มนักวิชาการ
4.9 คณะกรรมการพลังแผ่นดิน
5 อ้างอิง
6 ดูเพิ่ม
7 แหล่งข้อมูลอื่น
อ้างอิง
^ The Nation,"'Finland plot' on dangerous ground", 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 (อังกฤษ)
^ The Nation, "Burning Issue: Finland, monarchy: a dangerous mix", 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 (อังกฤษ)
^ The Bangkok Post, "Manager sued for articles on 'Finland plot'", 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 (อังกฤษ)
^ Thai Visa.com, People's Alliance for Democracy to Renew Movement, Febuary 25, 2008.
^ ผู้จัดการออนไลน์หน้าพิเศษ
^ ผู้จัดการออนไลน์, รัฐวิสาหกิจลั่นเคียงข้างพันธมิตรฯร่วมศึกใหญ่ 17 พฤษภาคม 2551
^ The Nation, State Enterprise workers joins PAD protest, June 18, 2008.
^ Wassana Nanuam & Penchan Charoensuthipan, The Bangkok Post, PAD targets major rally on Friday to oust the govt, June 18, 2008.
^ พันธมิตรฯบุกยึด NBT dailynews.co.th
^ ส.นักข่าวฯ ประณามม็อบไอ้โม่งบุกยึดเอ็นบีที dailynews.co.th
^ มุมมองสื่อทั่วโลกกับการประท้วงของพันธมิตร komchadluek.net
^ หนังสือ ปรากฏการณ์สนธิ จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า โดย คำนูณ สิทธิสมาน สำนักพิมพ์ บ้านพระอาทิตย์ พิมพ์รวมเล่ม ครั้งที่ 3 : พฤศจิกายน 2549, 328 หน้า ราคา 320 บาท ISBN 974-94609-7-9
^ http://www.thainewsland.com/?l=th&a=28346
^ พันธมิตรฯสองแควพร้อมเคลื่อนพลสมทบชุมนุมใหญ่พรุ่งนี้
^ ibid
^ "พันธมิตรฯต.อ." นับพันพร้อมแล้ว! เดินหน้าเข้ากทม.ร่วมชุมนุม
^ พันธมิตรฯ พัทยา-นาเกลือ-บ้านบึง–พนัส แถลงเชิญชวนร่วมชุมนุม 25 พ.ค.
^ พันธมิตรฯเมืองเลยเดินทางคืนนี้ ลั่นพร้อมต้านหุ่นเชิดแม้วแก้รธน.
^ สมัชชาฯ ขอนแก่นพร้อมร่วมชุมนุม 25 พ.ค. ปลุกสำนึกคนไทยร่วมปกป้องชาติ
^ เครือข่าย 18 องค์กรบุรีรัมย์เคลื่อนพลเข้ากรุงคืนนี้ -ร่วมชุมนุมต้านแก้“รธน.”
^ พันธมิตรฯสตูล รับบริจาคค่ารถหวังสมทบพันธมิตรฯกทม.
^ “หมอศุภผล” ชี้มะเร็งระบอบทรราชย์กำลังลุกลาม หนุนสมัชชาใต้ล่างจับมืออีสานสู้
^ ibid
^ "ชี้ขาดที่ขนาดของ “หัวใจ”"
^ สมศักดิ์ โกศัยสุข-ศิริชัย ไม้งาม- ‘เสือเฒ่า-สิงห์หนุ่ม’คุมม็อบกฟผ.
^ รู้จักกันกองทัพธรรม
^ กลุ่มคนจุดตะเกียง, 25 กรกฎาคม 2551
ดูเพิ่ม
รายชื่อกรณีกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ประทุษร้ายกลุ่มพันธมิตรฯ
แผนฟินแลนด์
แนวร่วมประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย
แหล่งข้อมูลอื่น
เครือข่ายพันธมิตรออนไลน์
เว็บบอร์ดเครือข่ายพันธมิตรออนไลน์
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
ภาพ พาโนรามา 360x180 องศา การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
พันธมิตรฯ แถลง “กลียุค” กลับมาแล้ว ลั่นฟื้นกลไก “ต้านระบอบทักษิณ”
The Bangkok Post, Protests: the reasons and the reasoning
ผู้จัดการออนไลน์, ยามเฝ้าแผ่นดิน : “สนธิ” ลั่น “25 พ.ค.” สงครามครั้งสุดท้าย!, 24 พฤษภาคม 2551
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
แกนนำ
จำลอง ศรีเมือง · สนธิ ลิ้มทองกุล · สมศักดิ์ โกศัยสุข · พิภพ ธงไชย · สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
ผู้ประสานงาน
สุริยะใส กตะศิลา
วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2551
ด • พ • ก [ซ่อน]
เหตุการณ์หลัก
ลำดับเหตุการณ์
บุคคลหลัก
จุดเริ่มต้น
ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย
รายการเมืองไทยรายสัปดาห์
ระบอบทักษิณ
เหตุการณ์หลัก
กรณีตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป
ปัญหาทุจริตในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ
การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
พระราชดำรัสพระราชทานแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและผู้พิพากษาศาลฎีกา
รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549
คดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549
ตำรวจปะทะกับม็อบ นปก. หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์
การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551
การเลือกตั้ง
เลือกตั้ง ส.ส. 2548
เลือกตั้ง ส.ส. เมษายน 2549
เลือกตั้ง ส.ส. ตุลาคม 2549 (ยกเลิก)
เลือกตั้ง ส.ส. 2550
2551 ก.ย. (นปช. ปะทะ พันธมิตรฯ) - ส.ค. (ศาลออกหมายจับทักษิณ-พจมาน) - ก.ค. (ไทยเสียดินแดน)
มิ.ย. - พ.ค. (พันธมิตรฯออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล)- เม.ย.
2550
ธ.ค. (เลือกตั้ง) - พ.ย. - ต.ค.
ก.ย. - ส.ค. (ลงประชามติรธน.) - ก.ค.
มิ.ย. - พ.ค. - เม.ย.
มี.ค. - ก.พ. - ม.ค.
2549
ธ.ค. - พ.ย. - ต.ค.
ก.ย. (รัฐประหาร) - ส.ค. - ก.ค.
มิ.ย. - พ.ค. - เม.ย.
มี.ค. - ก.พ. - ม.ค.
2548
ธ.ค. - พ.ย.
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์
คณะรัฐมนตรีคณะที่ 57 ของไทย
คณะรัฐประหาร/รัฐบาลทหาร (คปค./คมช.)
พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน
พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร
พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์
พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา
รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549
รัฐบาลชั่วคราว หลังรัฐประหาร พ.ศ. 2549
คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
สภาร่างรัฐธรรมนูญ / สมัชชาแห่งชาติ
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
กลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
แนวร่วมประชาชนพิทักษ์ประชาธิปไตย
กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร
Link: http://www.puntamit.com/
Link: http://web.cpdthai.org/






