Showing posts with label News : Thai Movie. Show all posts
Showing posts with label News : Thai Movie. Show all posts

Monday, 13 October 2008

Happy memories of bygone days wash over you the moment....















Pictures of the past

Pattarawadee Saengmanee
Daily Xpress
Published on September 18, 2008
A former professional photographer turns his passion for collecting into a fulltime career

Happy memories of bygone days wash over you the moment you enter the warm wooden house on Ekkamai-Ram Indra Road. It's known in the 'hood as Gao Geb and it's home to a variety of old teak furniture and an eye-catching array of collectible items, many of which date back to the 1950s.

Gao Geb's owner, photographer Suwan Pengon has a passion for old Thai-style furnishings and transformed his property into a showroom-cum-restaurant three years ago. Visitors are welcome to check out whatever catches their eye. "Everything's for sale," he grins.

Look around and you'll find a full range of Thai-style furniture including cabinets, chests of drawers, tables, chairs, sofas, armchairs and lamps.

"I started collecting antiques when I was a teenager. First I bought toys and other accessories that many people would probably think of as worthless items," says Suwan. "I'm fascinated at the gracefulness of Thai designs and they are a good way of remembering bygone days."

Other items displayed include a 60-year-old safe, an antique grandfather clock from Germany, a rare black and white camera, glass-tube televisions, gramophones, piano, radios, telephones, typewriters, irons, bicycles and handicrafts, plus a glittering showcase of rare Sangkalok pottery made in the reign of Rama V.

Suwan's also set some space aside for his collection of old Thai grocery items such as shampoos, soaps, toothpaste, action figures and toys. Automobile fans will love his old Volkswagen models. Better still, all his retro items are available for rent.

If you feel hungry, ask for the menu. Suwan also serves delectable noodles, Thai food, traditional Thai coffees and other beverages.

XTRA

Get in the frame

>> Gao Geb is on Pradit Nanutham Road (Ekkamai-Ram Indra Road). It's open Monday to Thursday, from 10 to midnight, and Friday to Sunday, from 10 to 2am. Call (081) 686 4329, (081) 614 7660.

Credit Link: http://www.dailyxpress.net/2008/09/18/lifestyle/lifestyle_4360.php

Thursday, 24 January 2008

โครงการการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง "พระพุทธเจ้า"

"ดร.วั ลลภา พิมพ์ทอง"
...ดิฉันได้รู้จักผู้หญิงคนนี้ครั้งแรกเมื่อครั้งที่เธอเคยไปเป็นแขกรับเชิญใน รายการ "เจาะใจ" เมื่อปี 2549 ครั้งที่คุณดู๋ สัญญา คุนากรยังเป็นพิธีกรรายการ เธอพูดถึงโครงการการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง "พระพุทธเจ้า" ที่เธอได้ทุ่มทุนทั้งแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์ส่วนตัวทั้งที่มีอยู่ รวมถึงยอมลงทุนกู้หนี้ยืมสินจนกระทั่งกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งจนถึงปัจจุบันเพื่อมาใช้เป็นทุนในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า...
...ด้วยความตั้งใจจะนำรายได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาสที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา ด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้าในพระศาสนา ประกอบกับการที่ได้มีประสบการณ์ในครั้งที่ได้ไปร่ำเรียนปริญญาโทและปริญญาเอกที่ประเทศอินเดียถึง 7 ปี อีกทั้งการได้มีโอกาสใช้ชีวิตท่ามกลางเมืองอันเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างเวชนียสถานทั้ง 4 ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนาและปรินิพพาน กระทั่งเธอเรียนจบและได้เข้าทำงานด้านการผลิตสื่อการเรียนการสอน อันเป็นช่วงเดียวกับที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการ์ตูนแอนิเมชั่น ความคิดที่จะผลิตการ์ตูนแอนิเมชั่นจึงเกิดขึ้น...

...หากแต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของรัฐบาล สุดท้ายภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้จึงไม่ได้รับการสนับสนุน ขณะที่กระบวนการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ได้ถูกดำเนินการและเป็นรูปเป็นร่างไปเกินกว่าครึ่งแล้ว...

...นั่นเป็นที่มาของการทุ่มเททุนทรัพย์ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถยนต์ ที่ดิน ทรัพย์สินทุกอย่างถูกนำไปแปลงเป็นเงิน บ้างถูกนำไปขาย..บ้างถูกนำไปจำนอง...ทั้งนี้ก็เพื่อนำเงินมาลงทุนในฐานะของ...ผู้อำนวยการสร้าง

ตั้งแต่วันแรกที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 2546 จนภาพยนตร์เสร็จสมบูรณ์ เธอใช้เวลาในการสร้างถึง 4 ปี ใช้เงินส่วนตัวในการผลิตไปทั้งสิ้น 108 ล้าน ซึ่งไม่รวมถึงรายจ่ายด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นอีกประมาณ 12 ล้านบาท นั่นหมายถึง... เธอใช้เงินกับการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง "พระพุทธเจ้า" ไปทั้งสิ้น 120 ล้านบาท


หากเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ...ที่ นับตั้งแต่ภาพยนตร์เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม จนถึงวันนี้รายได้ของหนังยังอยู่แค่ 10 ล้านต้นๆ เทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวของหนังต่างประเทศฟอร์มยักษ์ และหนังไทยบางเรื่องที่ทำรายได้เหยียบ 100 ล้านในไม่กี่วัน แถมล่าสุดเพื่อนที่ทำงานยังมาเล่าสู่กันฟังว่าเห็นซีดีเถื่อนเรื่อง "พระพุทธเจ้า" วางขายอยู่ที่ตลาดนัดคลองถม และตลาดบางกะปิ เป็นขณะเดียวกับที่สน.บางเขนเพิ่งจะจับคนที่นำกล้องเข้าไปซูมหนังเรื่องนี้ในโรงเพื่อเอาออกมาก็อปปี้ขายทั้งที่หนังยังไม่ออกโรง ฟังดูแล้วยิ่งน่าเศร้ากับพฤติกรรมของคนคนหนึ่งที่สามารถทำสิ่งเลวทรามได้อย่างไร้ยางอาย !!!
ส่วนตัวดิฉัน นับตั้งแต่หนังเข้าฉาย ดิฉันได้ชักชวนเพื่อนพ้อง พาหลานสาวสองคนไปดูมาแล้ว ถึงแม้จะแค่รอบเดียวแต่ก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของผู้สร้าง หลานสาวเองก็ได้ซึมซับและรับรู้ถึงเรื่องราวพุทธประวัติที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ และอย่างน้อยก็รู้สึกดีที่ครอบครัวเล็ก ๆ ของเราได้มีโอกาสอุดหนุนภาพยนตร์ฝีมือคนไทย
…แล้วคุณล่ะ คิดจะก้าวเข้าไปซื้อตั๋วชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันบ้างไหม?
ถ้าคำตอบคือ "ไม่" ก็คงต้องบอกว่า...วันนี้อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่คุณจะได้ดูภาพยนตร์เกี่ยวกับ "พระพุทธเจ้า" โดยฝีมือคนไทย เพราะจากนี้ไปคงไม่มีใคร "กล้า" พอที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาอีกเลย...

***หากท่านอยากช่วยสนับสนุนภาพยนตร์ฝีมือคนไทย โปรดส่งต่อไปยังเพื่อน ๆ ของคุณ เพื่อต่อลมหายใจให้กับภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่น "พระพุทธเจ้า" เรื่องนี้ด้วย หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมอีเมล์กลับมาได้ที่ b_baimai@hotmail.com

Wednesday, 19 September 2007

ภาพยนตร์ขำกระจายเรื่อง ''คู่แรด''

ภาพยนตร์ขำกระจายเรื่อง ''คู่แรด''
ผลงานการกำกับฯ ของ ''โจ'' นพรัตน์ พุทธรัตนมณี ซึ่งเป็นการร่วมงานกันระหว่าง ''ฟิล์มเอเชีย'' และ ''สหมงคลฟิล์มฯ'' โดยงานนี้ได้ตัวละครตลกมหาชนอย่าง ''หม่ำ จ๊กมก'' มาร่วมสร้างความฮา
แต่ใครจะไปคิดว่าตลกอย่างหม่ำจะเกิดอาการเขินอายเป็นกับเขาเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกจับมาแต่งตัวเป็นกะเทยชื่อว่า ''ยัยลิลลี่'' กะเทยล่ำตันที่นอกจากจะมีกล้ามเป็นมัดๆ แล้ว ยังต้องทำท่าสะดีดสะดิ้ง ด้วยลีลาสุดแจ๋นแหล๋นให้สมกับเป็นกะเทยสุดแรด ซึ่งงานนี้ผู้กำกับฯ โจ กล่าวถึงตลกมหาชนอย่างหม่ำให้ฟังว่า

''ที่ผ่านมาเราอาจจะเห็นพี่หม่ำในหลายบทบาท แต่หลายคนไม่รู้ว่าพอจับพี่หม่ำมาสวมชุดสายเดี่ยวเกาะอก แปลงโฉมเป็นลิลลี่กะเทยสุดแรดขึ้นมา แกก็มีอารมณ์เขินและอายเหมือนกันโดยเฉพาะวันที่พี่ๆ นักข่าวมาเยี่ยมกอง แกเขินมาก แต่พอถึงเวลาที่ต้องแสดงไม่รู้ว่าวิญญาณนักแสดงเข้ามาในตัวพี่หม่ำแกเมื่อไหร่อาการเขินอายหายหมด แถมสะดีดสะดิ้งได้เนียนสุดๆ พูดได้เลยว่าพี่หม่ำแกสวมวิญญาณแรดได้ใจตามบทจริงๆ ไม่เพียงแค่นั้นนะครับ ยิ่งลองจับพี่หม่ำมาแต่งหน้าทำผมเอาชุดแต่ละชุดมาให้พี่หม่ำแกลองใส่ ต้องบอกว่ากะเทยหม่ำกลายเป็นขวัญใจทีมงานทุกคนในกองจริงๆ ไม่มีติดขัดรัศมีความฮาและสีสันความสนุกสนานของตัวละครตัวนี้ลอยขึ้นมาให้จับต้องได้ด้วยการแสดงของพี่หม่ำจริงๆ นี่ผมนึกภาพไม่ออกเลย นี่ถ้าหนังเรื่องคู่แรดไม่ได้พี่หม่ำมาเล่นเป็นตัวละครตัวนี้ เชื่อว่าตัวหนังคงไม่ออกมาได้ฮาชนิดได้ใจทุกคนอย่างนี้แน่นอน''

บ้านผีสิง..ยิ่งกว่าหนังผี

“อ๊อฟ-มณฑล อารยางกูล”จนการศึกษาคณะครุศาสตร์จากจุฬาฯ ร่วมงานกับอาร์เอสมาไม่ต่ำกว่า 15 ปี คลุกคลีอยู่กับการเป็นผู้กำกับมิวสิควีดีโอ และ กำกับหนังมาตลอด.


”บ้านผีสิง” เป็นงานกำกับหนังเรื่องที่ 3 ของเขา จากที่เคยกำกับฯมาแล้ว 2 เรื่องคือ ปักษาวายุ และ ผีคนเป็น

“อ๊อฟ มณฑล” เป็นผู้กำกับฯคลื่นลูกใหม่ ที่ต้องบอกว่า “ทำหนังเป็น”..คำว่า “ทำหนังเป็น” กับ “ทำหนังได้” ความหมายต่างกัน อย่างแรกหมายถึง ผู้กำกับฯมีมุมมองใหม่ ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์แต่ละอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างดี โดยที่คนดูอินกันเหตุการณ์นั้นๆไปด้วย

ส่วน “ทำหนังได้” ก็เหมือนผู้กำกับฯหนังส่วนใหญ่ ที่ทำให้เสร็จๆ ไม่ใส่ใจในรายละเอียด ดาราก็คว้าคนใกล้ตัวมาแสดง โลเกชั่นอะไรก็ได้

“หนังผี” ถือเป็นหนังปราบเซียน ที่ทำให้ผู้สร้างและผู้กำกับฯตกม้าตายมาแล้วหลายคน ยิ่งคนดูหนังยุคนี้เปลี่ยนกลุ่ม ประเภทผีไล่คนแล้ววิ่งลงโอ่งเป็นสิบๆคน ขายไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา หนังผี”ส่วนใหญ่พล็อตเรื่องก็จะวนเวียนซ้ำซากอยู่แบบนี้

การทำ “หนังผี”ดีๆสักเรื่อง จึงเป็นความท้าทายของ “อ๊อฟ มณฑล” ภายใต้โจทย์สำคัญคือจะต้องทำให้ “บ้านผีสิง” เป็นมากกว่าหนังผีทั่วไป

แต่ “อ๊อฟ มณฑล” ก็แก้โจทย์นี้ได้สำเร็จ เริ่มตั้งแต่ความพยายามที่จะเชื่อมโยง 3 คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้น ณ เวลาที่ต่างมิติ กับคู่รักที่ต่างกัน แต่ทั้งหมดมาเกิดขึ้นในบ้านหลังเดียวกัน

รวมทั้งการตั้งประเด็นเกี่ยวกับความรัก ความเสียสละ และการให้อภัยกับคนที่เรารัก ตลอดจนถึงวิธีการที่นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านจอเครื่องถ่ายวิดีโอเล็กๆ ของตัวละครเอกของเรื่อง

“บ้านผีสิง” เป็นหนังผีที่ออกในแนว สืบสวนสอบสวน..หนังเริ่มด้วย เชน โปรดิวเซอร์หนุ่ม มอบหมายให้ ชาลินี ทำสารคดีเกี่ยวกับฆาตกรรมช็อกวงการแพทย์ในอดีต

แต่เมื่อเธอได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบความเหลือเชื่อที่น่าสะพรึงกลัวว่า ทั้ง 3 คดีดัง ไม่ว่าจะเป็นคดีหมอใหญ่ฆ่าพยาบาลสาวถ่วงน้ำสะพานนนทบุรีในปี 2505 คดีนักศึกษาแพทย์หั่นศพแฟนสาวในปี 2535 และคดีอาจารย์แพทย์อำพรางศพภรรยาในปี 2545

ที่บังเอิญเกิดขึ้นในบ้านพักแพทย์หลังเดียวกัน ราวกับว่าบ้านอาถรรพ์หลังนี้คือฆาตกรต่อเนื่องที่บันดาลให้คนธรรมดาลงมือกับคู่รักของตน ซึ่ง “เหยื่อ” คนล่าสุดของบ้านหลังนี้ก็คือตัวชาลินีเอง

“อ๊อฟ มณฑล” พูดถึงหนัง “บ้านผีสิง”ในฐานะผู้กำกับฯว่า ทำไมคนที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง จากครอบครัวที่อบอุ่น ทำไมกลับกลายเป็นครอบครัวแปลกแยก จนถึงฆ่าคนตาย โดยเฉพาะกับคนที่รักกัน

โดยเฉพาะกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “หมอ” จู่ๆจะฆ่าคนรัก อย่างไร้เหตุผล เป็นไปได้ยาก เพราะคำว่า “หมอ” ว่ากันว่า เป็นคนที่มีวิจารณญาณ และ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเหนือกว่าคนปกติธรรมดา

“บ้านผีสิง” จึงจับเอาคำว่า “บ้าน” มาเป็นหัวใจหลักของเรื่อง ที่เกิดจากตำนานเล่าขานของวงการแพทย์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหมอทั้ง 3 คน จนถึงขั้นลงมือฆ่าเมียตัวเอง มาจากบ้านหลังหนึ่ง ที่หมอทั้ง 3 คนเคยไปพักอาศัยอยู่ในช่วงที่เป็นนักเรียนแพทย์

ซึ่งบ้านหลังนี้มีอยู่จริง ตั้งอยู่แถวมักกะสัน ซึ่งตรงนั้นอดีตเคยเป็นโรงพยาบาลรถไฟเก่า ซึ่งนักศึกษาแพทย์บางส่วนจะถูกส่งตัวไปฝึกงานที่นั่น

ความน่าสนใจของ “บ้านผีสิง” นอกจากจะเป็นหนังที่อิงเรื่องจริง สถานที่ถ่ายทำ ซึ่งเป็นบ้านข้าราชบริพารเก่าแก่อายุ 100 ปีที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็มีส่วนคล้ายบ้านจริงตามที่เล่าต่อๆกันมา

การเดินเรื่องทำได้น่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นแสงสีเสียง ตื่นเต้นอยู่ตลอด รวมทั้งนักแสดงก็ยังได้ “ทราย-อินทิรา เจริญปุระ” นางเอกหนังผีพันล้าน ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะถูกโฉลกกับหนังแนวนี้ เพราะเล่นหนังผีทีไรจะต้องเปรี้ยงทุกครั้ง

ขณะที่นักแสดงคนอื่นๆที่รับบทเป็นตัวแทนของหมอ 3 คน ก็สะท้อนออกได้อย่างไม่มีที่ตำหนิ..”บ้านผีสิง” จึงเป็นหนังผีที่สมบูรณ์แบบทุกด้าน ตั้งแต่ผู้กำกับฯ นักแสดง โลเกชั่น เรียกว่าทีมงานตั้งใจให้เป็น “มิติใหม่” ของหนังผีทีเดียว

“บ้านผีสิง”จึงไม่ได้เป็นแค่หนังผีธรรมดาๆ แต่มี”คุณค่า”ที่น่าดูทีเดียว

Tuesday, 28 August 2007

สูตรสำเร็จละคร หนังฉลองภักดีวิจิตร

สูตรสำเร็จละคร หนังฉลองภักดีวิจิตร

1. ละครและหนังของฉลองมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างคำว่า เชย และ อินดี้

2. วงการเพลงมีพี่น้องสินเจริญ ละครหนังฉลองก็มีพี่น้อง ภักดีวิจิตรบราเธอร์

3. พระเอกมักมีอาชีพเป็นตำรวจ (แม้ทั้งเรื่องไม่เคยใส่เครื่องแบบแต่นั่นแหละ..ผู้กอง)
ไม่จำเป็นต้องหล่อมากแต่ต้องบึก กำยำ และอันนี้สำคัญต้องมี....ขนหน้าอก

4. นางเอกมักแก่นเซี้ยว ลุยๆออกไปไหนไม่แต่งหน้า(หรือแต่งว่ะ) กำพร้าแม่ หากเป็นลูกตัวร้ายก็มักจะใฝ่ดี ทำแผลได้และขับเรือหางยาวเป็น

5. พ่อนางเอกมักทำธุรกิจผิดกฎหมาย เป็นผู้มีอิทธิพล แต่ถ้าเป็นคนดีมักได้เป็นกำนัน

6. กำนันจะมีลูกสาวคนเดียว(และสวย) กำพร้าเมีย มีบ้านใหญ่ มีไร่องุ่น คาดผ้าขาวม้าและห้อยพระสมเด็จ

7. นางเอกมีเพื่อนเล่นที่โตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นผู้หญิงชื่อมักจำง่าย(เช่น นังกระต่าย) ขี่จักรยานเฟสสันได้ ตอนแรกเกลียดผู้ชาย สุดท้ายมักได้แฟนก่อนนางเอก

8. หากเป็นผู้ชายก็มักเป็นลูกสมุนคู่ซ้อม อ้วน แคระ และผิวหมึก ที่สำคัญห้ามชอบนางเอก

9. เพื่อนพระเอกก็ต้องคู่กับเพื่อนนางเอก และมีความสัมพันธ์รุดหน้าก่อนคู่นางเอกเสมอ และแน่นอนรับบทโดย ภักดีวิจิตรบราเธอร์

10. หากในเรื่องมีฉากกุ๊กกิ๊กมีดนตรีประกอบ จะคล้ายกับมิวสิควีดีโอเพลงจากรายการชุมทางเสียงทอง (ของแท้ต้องมีโลโก้นพพรสีทองติดอยู่บนปก)


11. หนังฉลองห้ามมีกระเทยและคนใช้ มีได้...ก็ห้ามเด่น

12. พาหนะของพระเอกถ้าไม่ใหม่สุดๆ ก็ต้องเก่ากว่า 20ปีขึ้นไป ราคาแพงในสมัยนั้น อะไหล่หายาก ขับพวงมาลัยซ้าย เข้าเกียร์กระปุกมือขวา (โจรโผล่มายิงยากนะนั่น !)

13. ลูกน้องตัวโกงมักได้บทพูดเท่าๆกัน และโคลสอัพเต็มใบหน้าทุกคน

14. ความลับต่างๆมักมาจากการได้ยินโดยความบังเอิญ จากการซุ่มหลังต้นไม้ กอไม้ไผ่ รั้วสังกะสีและต้องมีฝูงเป็ด

15. ออกจากบ้านไม่จำเป็นต้องพกกระเป๋าตังค์ โทรศัพท์มือถือ เอาลูกกระสุนใส่กระเป๋าให้เต็มไว้เหอะได้ใช้แน่นอน

16. ดูจากข้างนอกในผับบาร์คนคงจะเยอะ ไม่ต้องกลัวเข้าไปเหอะ มันมีที่ว่างหน้าเคาน์เตอร์อยู่ที่นึงให้นั่งเสมอ

17. ลูกน้องตัวโกงมักขี้หงุดหงิดเวลาโกรธจะเอามือตบโต๊ะ แต่เวลาอยู่กับหัวหน้าจะดูสุภาพ และพูดอะไรไปแล้วมักโดนตบเสมอ..

18 .ร้านขายน้ำชากาแฟในหมู่บ้านเป็นที่ใครอยากรู้ข่าวอะไร มาที่นี่รับรองรู้หมด

19. ตัวละครที่เป็นฝรั่งพูดไทยได้ทุกคน ชัดไม่ชัดก็อีกเรื่อง

20. นางร้ายมักสวย ตายก่อนเสมอ และต้องนมโต...ไม่รู้เป็นอะไร


21. หนังพจน์ต้องมีโก๊ะตี๋ หนังฉลองภักดีก็ต้องมีกรุงศรีวิไล

22. จะต้องมีฉากหลงป่า (กฎ กติกา ข้อบังคับ)

23. จะเจอนายพรานแต่งเป็นกะเหรี่ยง และไม่ต้องเล่าอะไรเพราะนายพรานรู้หมดทุกอย่าง

24. ในกลุ่มจะต้องมีคนที่ดูฉลาดคู่หนึ่งเสมอ ให้เดาได้เลยว่าจะเป็นพระเอก กับนางเอก

25. ในเมื่อมีคนฉลาดก็ต้องมีคนโง่ไว้เป็นภาระซึ่งก็คือ นางร้าย และตัวที่ตลก

26. แม้ผืนป่าจะกว้างแค่ไหนก็ต้องมาจ๊ะเอ๋เจอกับลูกน้องตัวโกงเสมอ

27. ไม่พูดพร่ำทำเพลงไม่ต้องถามว่าเป็นพวกไหน จะต้องมีการยิงกันก่อน..


28. ทั้งสองฝ่ายต้องถอยไปตั้งหลัก
>> พวกตัวโกงจะวิ่งหนีใส่เกียร์หมา และมาตัวเปล่า
>> ส่วนพวกพระเอกจะหนี....อย่างเท่ห์ และแบกเป้รุงรัง

29. พวกพระเอกจะต้องไปเจอถ้ำประหลาดที่มี แสงสว่างตลอดทั้งปี

30. หากมีใครแปลงร่างได้ก็จะเผยโฉมหน้าที่แท้จริงในถ้ำนี่แหละ..

31 หากแปลงเป็นเสือจะถ่ายฉากเสือมาจากสวนสัตว์เปิด และคำรามอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
>> แต่ถ้ามีการตะปบจะเห็น (ถุง) มือเสือจริงๆ และมีเลือดกระฉูดกันเห็นๆ

32. ฉากตัดมาตอนเช้าทุกคนจะร่วมวงดื่มกาแฟ และไม่พูดถึงเรื่องเมื่อคืน

33. ใครมีประโยคเด็ดอะไรก็มาปล่อยกันตอนนี้นี่แหละ
>> เจ้าให้ข้าดื่ม ไยข้าจะไม่ดื่ม
>> ปืนนะมีไว้แล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มีนะผู้กองงง.


34. เหมือนจะรู้ว่าใกล้ๆมีน้ำตก นางเอกเตรียมผ้าถุงมาด้วย
>> นางเอกจึงขอตัวไปอาบน้ำ

35. นางเอกจะนุ่งกระโจมอกเผยแค่หัวไหล่ แต่ถ้าเป็นนางร้ายอนุญาตให้เห็นมากกว่านี้ได้
>>> ฉากนี้เราจะเห็นทรวดทรงของเธออย่างชัดเจน (ส่วนที่ดีที่สุดของหนังฉลอง)

36. นางเอกจะลูบไล้สบู่ไปมาแค่บริเวณต้นคอ เรียวแขนและเนินอกเท่านั้น แต่นางร้ายอนุญาตให้ล้วงไปในผ้าถุงได้

37. พลัน! เสียงกุกกักเกิดขึ้น

38. นางเอกจะตะโกนถามว่า..นั่นใครอ่ะ? แต่ร้อยทั้งร้อยไม่มีเสียงตอบรับ

39. แต่ถ้าเป็นจะใครสักคนก็มักเป็นพระเอก
>> นางเอกจะเขินอายโผล่แค่หัวในน้ำ หันหลังให้พระเอกแล้วพูดว่า "คุณมาแอบดูฉันเหรอ"

40. แต่ถ้าไม่มีใครนางเอกจะรีบขึ้นมาจากน้ำแต่งตัว

41. และเมื่อเข้ามาในกลุ่มก็พบว่าพระเอกหายไป

42. ถ้านางเอกไม่ชอบพระเอกอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่า ~พระเอกต้องเป็นไอ้โรคจิต

43. พระเอกกลับมาแล้ว พร้อมกับไก่

44. การก่อกองไฟในเรื่องเป็นอะไรที่ง่ายมาก มีการย่างไก่และทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่ต้องมีน้ำจิ้ม

45. นางเอกดูหิวกว่าคนอื่นเสมอแต่มักเก็บอาการเอาไว้


46. พระเอกจะเป็นคนเดียวที่ดูออกและถามนางเอกว่า "คุณไม่หิวเหรอครับ"
>>> นางเอกมักจะตอบว่า "ไม่(สั้นๆ)" แต่พระเอกก็ยื่นไปให้

47. ด้วยความหิวนางเอกจึงรับไว้และกินด้วยความลืมตัว

48. พระเอก "ไหนคุณว่าคุณไม่หิวไงครับ"
>> นางเอกนึกขึ้นได้ มองค้อนและพูดในใจว่า "ฝากไว้ก่อนเหอะตาบ้า"


49. ดึกแล้ว คืนนี้เป็นคืนเดือนแรม กองไฟเพียงกองเดียวก็ให้แสงสว่างได้ทั่วทั้งป่า

50. นางร้ายอนุญาตให้นุ่งสั้นเข้านอนได้เพียงคนเดียวโดยไม่กลัวยุงป่า (เน้นซูมไปทั่วร่าง ~ ส่วนที่ดีที่สุดอีกส่วนหนึ่งของหนังฉลอง)

51. ของที่ตามหามาทั้งเรื่องมักอยู่ที่นางเอก แม้จะชิ้นใหญ่แค่ไหนก็มักพาไปไหนด้วยเสมอ เช่น รูปปั้นหินศิลาแลง (หนักนะนั่น!!)

52. ตำรวจจราจรมีอยู่ทุกที่ขับมอเตอร์ไซด์วิบากในป่า ก็ต้องใส่หมวกกันน็อค

53. ดนตรีประกอบจะต้องตื่นเต้นเร้าใจ ไม่เว้นแม้แต่ฉากตัวโกงกินโค้ก หรือพระเอกกำลังโบกแท็กซี่

54. เพลงประกอบละครอังกอร์ 1 คือต้นฉบับ เรื่องหน้าแค่เปลี่ยนคำศัพท์ และคัฟเวอร์

55. อย่าได้งงถ้าหากเห็นลูกน้องตัวโกงตัวหนึ่งโดนยิงตาย แต่ตอนท้ายแต่งกายมาเป็นชาวบ้านเพราะทุกคนเป็น ~ อมตะ

56. ทุกครั้งที่ต่อสู้กับผู้ร้าย นางเอกจะตะโกนเรียกพระเอกด้วยความเป็นห่วงจนพระเอกพลาดท่าผู้ร้ายเสมอ (มรึงงงดูเฉยๆได้ป่ะ)

57. แม้จะโดนผู้ร้ายสาดกระสุนสักเท่าไร พระเอกจะโดนยิงแค่หนึ่งนัดตรงหัวไหล่หรือไม่ก็ต้นขา ส่วนคนที่ทำแผลให้ ไปดูข้อ 4

58. ถ้าดูละครหนังฉลองไม่รู้เรื่องก็อย่าไปดูเหนังรื่องอื่นเลยนะ >>>โดยเฉพาะของศาสดาเป็นเอก Invisible Waves

59. และสุดท้ายตอนจบ พระเอกไม่เคยตาย
>>> เพื่อรอจะพูดประโยคสุดท้ายว่า ผมร้อยตำรวจเอก...ในนามของ...ขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือกับทางราชการ จ่าช่วยเอาตัวพวกนี้ไปโรงพักด้วย!

60. แล้วเมื่อสันติสุขมาเยือนอีกครั้ง พระเอกก็ขอนางเอกแต่งงาน ณ ที่ตรงนั้น

"คุณรัชนีแต่งงานกับผมนะครับ"

นางเอกมองหน้าพระเอกด้วยน้ำตาคลอเบ้า แล้วก็พูดว่า "แหล่มเลยค่ะ"


----------------- สวัสดี ------------------------




ป.ล. อย่าลืมนะครับ
ละครและหนังฉลองคือวัฒนธรรมไทย ช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้ให้ลูกหลาน
ก่อนจะหายไปตามกาล เหมือนกับหนังพิศาลอัครเศรณี

Thursday, 16 August 2007

“พจน์” สุดทนประโยคเด็ด “เสี่ยเจียง” มึงทำหนังเอี้ยอะไร?


“พจน์” สุดทนประโยคเด็ด “เสี่ยเจียง” มึงทำหนังเอี้ยอะไร?
จัด “ปาร์ตี้เจ็บกระดองใจ” ไปเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พจน์ อานนท์ ผู้กำกับฯที่ขยันตกเป็นข่าวฉาวมากที่สุดของวงการ เรียกว่าไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรเป็นต้องตกเป็นข่าวได้ตลอด ทั้งที่เธอไม่ได้ เปิดหวอ ทำนมหก ถ่ายนู้ด ใดๆ เธอก็ตกเป็นข่าวรายวันได้ตลอด
ล่าสุดกับข่าวที่ว่า พจน์ ทะเลาะกับ เสี่ยเจียง-คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ จนถึงขั้นประกาศกร้าวของลาออกจากค่าย สหมงคลฟิล์ม แล้วหอบเอาหนังเรื่องใหม่ของเขาคือ “หนังกะเทย ที่มี โก๊ะตี๋, อ.ยิ่งศักดิ์, เอกชัย ศรีวิชัย และเป้ย-ปานวาด นำแสดง” ไปทำกับค่ายไฟว์สตาร์แทน
งานนี้ มันมีเบื้องหลัง เบื้องลึก อย่างไรกันแน่?
* พจน์ น้อยใจเสี่ย
ข่าว “คลุกวงใน” รายงานมาเป็น “ต่อยหอย” ว่า เรื่องนี้น่าจะเริ่มมาตั้งแต่คดีบาดหมางระหว่าง พจน์ อานนท์ กับ ตั๊ก-บงกช ที่ทะเลาะเบาะแว้งกันจนถึงขั้นฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลียร์ให้ลงเอยกันด้วยดี
กรณีนี้ ข่าวว่า พจน์ อานนท์ ออกอาการน้อยใจ เสี่ยเจียง อยู่ไม่น้อย เพราะดูทีว่า เสี่ยเจียงออกจะเข้าข้าง ตั๊ก-บงกช มากกว่า (จนมีหลายคนยุให้ พจน์ อานนท์ ไปเสริมอึ๋ม เผื่อว่าสถานการณ์จะพลิกมาเข้าเขาบ้าง)
แต่สถานการณ์มาแตกหักเอาก็อีตอนที่ พจน์ทำหนังเรื่อง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” ที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็น “หนังเกย์” ที่ พจน์ตั้งใจสร้างอย่างแรงกล้า เพื่อหวังจะทำหนังขายคุณภาพ โชว์ฝีมือให้ใครๆ ได้เห็นว่า เขาสามารถจะทำหนังคุณภาพที่มีเนื้อหาเข้มๆ ได้เช่นกัน ไม่ใช่ทำเป็นแต่ “หนังกะเทยตลก” เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พจน์ พยายามจะพิสูจน์ตนเองมาตลอด
ครั้นเมื่อพจน์ทำหนัง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” เสร็จเรียบร้อย จัดการฉายให้เสี่ยเจียงดู คำวิจารณ์ที่ได้รับจากเสี่ยเจียงก็คือ “ไอ้พจน์ มึงทำหนังเอี้ยอะไรวะ?” !?!
เสี่ยเจียงวิจารณ์สรุปด้วยถ้อยคำจากยุคพ่อขุนราม ซึ่งถ้อยคำเช่นนี้ถือว่าเป็นสไตล์ปกติของเสี่ยเจียงที่มักจะพูดจาตรงไปตรงมา ซึ่งทำให้ผู้ชายหัวใจไหวอย่าง พจน์ อานนท์ สุดจะทนฟังได้ เพราะเกิดไม่ทัน ยุคพ่อขุนราม
แต่นั่นยังไม่ร้ายแรงเท่า การที่เสี่ยเจียงเสนอให้พจน์เอาหนังเรื่องนี้ไปสร้างใหม่ โดยให้ปรับแต่งเป็นหนังแอ็กชัน...ซะงั้น! ถือเป็นข้อเสนอที่ หยามเกียรติผู้กำกับฯ เป็นที่สุด
นี่จึงเป็นข้อเสนอที่พจน์ไม่อาจสนองได้! เนื่องจากหนังทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญคือ พจน์ตั้งใจจะทำเป็นหนังดรามา ขายความประทับใจ แต่เสี่ยเจียงกลับจะให้ไปเปลี่ยนเป็นหนังแอ็กชันซะงั้น...แล้วมันจะไหวเหรอครับเสี่ย?
เจอเข้ามุกนี้ พจน์ อานนท์ ก็เลยประกาศกร้าวว่า “ถ้างั้นผมลาออกละกัน” !
ว่าแล้ว พจน์ อานนท์ ก็สวมวิญญาณน เกย์ไทยหัวใจเพชร เอ๊ย...ชายไทยหัวใจเพชร เดินสะบัดก้นงอนๆ ออกมาจากค่ายสหมงคลฟิล์ม ทันที
แต่ประทานโทษ จะออกมาแบบ ตัวเปล่าเล่าเปลือย มันก็ใช่ที่ เพราะว่าเธอมี “บางอย่าง” คั่งค้างอยู่ เธอจึงหอบเอา “หนังกะเทย” ที่เตรียมสร้างเป็นผลงานล่าสุดออกมาด้วย
แล้วค่ายไหนล่ะ ที่พจน์จะเดินเข้าไปหา ถ้าไม่ใช่ค่ายที่เป็นเหมือน “ฝั่งตรงข้าม” ของค่ายสหมงคลฟิล์ม อย่าง ค่ายไฟว์สตาร์
งานนี้จึงเป็นเหมือน “ลูกวิ่งมาเข้าทาง” ผู้บริหารของค่ายห้าดาวก็ซัดลูกเข้า “ตุงตรงเป้า” เสี่ยเจียง พอดิบพอดี (ป่านนี้เสี่ยเจียงอาจมี “หน้าเขียว” เพราะความเคือง)
ด้วยการตอบรับพจน์คืนสู่อ้อมอกอีกครั้ง เพราะพจน์เองก็ใช่ใครอื่น เขาเคยแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์จาก ค่ายไฟว์สตาร์ นี่แหละ จากหนังเรื่อง “สะแด่วแห้ว” ในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับฯ และ “สติแตก สุดขั้วโลก” ในฐานะผู้กำกับฯ
ไฟว์สตาร์ พร้อมให้ พจน์ เปิดกล้องถ่ายทำหนังเรื่องนี้ทันที!
* หนังเกย์ – หนังกะเทย By พจน์ อานนท์
อันว่าหนังเรื่องนี้นั้น แต่เดิมพจน์ตั้งชื่อว่า “หอแต๋วแตก” ที่มีพล็อตเรื่องคร่าวๆ ประมาณว่า นักศึกษาสาวนางหนึ่ง (เป้ย-ปานวาด) ที่ฆ่าตัวตาย เพราะถูกผู้ชายข่มขืน วิญญาณนของเธอดันไปเข้าสิงในร่างของแต๋วอย่าง โก๊ะตี๋ นักศึกษาในหอพักแห่งหนึ่ง เรื่องมันก็เลยชุลมุนวุ่นวาย กลายเป็น หอแต๋วแตก สมชื่อ
ต่อมา เสี่ยเจียง เกิดนึกอยากจะเปลี่ยนชื่อเพื่อ เอาเคล็ด จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “โกยนะยะ” แทน ซึ่งพจน์ก็ “ยินยอมพร้อมใจเปลี่ยน” แต่โดยดี ไม่มีขัดใจเสี่ย
แต่เมื่อเกิดคดี “เสี่ยไม่ปลื้ม...จบ” ขึ้นมาเช่นนี้ เมื่อพจน์หอบเอาหนังเรื่องนี้ไปทำกับค่ายใหม่อย่าง ไฟว์สตาร์ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา พจน์จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อหนังเสียใหม่เป็น “อีบานเช้า เขย่าโลง” !
ซึ่งความจริง ชื่อนี้มาจากชื่อเดิมว่า “อีบานเช้า เขย่าเมือง” หนังอีกโปรเจ็กต์ของพจน์ที่เขาเคยคิดที่จะทำแต่ยังไม่ได้ลงมือ คงจะมีการสลับสับเปลี่ยนกันเพื่อให้ลงตัว ฟังดูชวนเวียนหัวนัก
กลับมาที่หนังเกย์เรื่อง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” ที่เสี่ยเจียงให้เกียรตินิยามมาด้วยถ้อยคำที่ คม-ชัด-ตรง ว่า “หนังเอี้ยอะไรวะ?” นั้น พจน์ อานนท์ เถียงคอเป็นเอ็น เขายืนยันมั่นใจว่า
นี่เป็นหนังคุณภาพเรื่องหนึ่งของเขา ที่หลายคนที่ได้ดูในวันนั้นต่างก็ร้องไห้กันระงม ต่างรู้สึกประทับใจกับหนังเรื่องนี้
คงมีเพียง เสี่ยเจียง คนเดียวเท่านั้น ที่ไม่ “อิน” และเขาก็มั่นใจว่า หนังเรื่องนี้จะต้องเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ กลุ่มเพศที่สาม ที่ถือว่าเป็น กลุ่มเป้าหมายหลัก ของหนังเรื่องนี้
พจน์ยืนยันว่า ขนาด ผู้กำกับฯ รุ่นบรมครูท่านหนึ่ง ที่ได้ดูแล้ว ยังเอยปากว่า “พจน์ คุณจะทำหนังชิงออสการ์หรือยังไง? “ ซึ่งพจน์ตีความว่า “นี่คือคำชม” แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ฟังกับหูตัวเอง เลยไม่อาจฟันธงว่า
นี่เป็นคำชม หรือคำประชด กันแน่ !
งานนี้หากจะวิเคราะห์กันแล้ว การที่เสี่ยเจียงไม่ปลื้มหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ด้วยว่า เสี่ยเจียงไม่ได้เป็น เกย์ ไม่ได้เป็น พลพรรครักตุ๊ด การที่จะออกอาการไม่ปลื้มหนังเกย์เรื่องนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลก
แต่ถ้าหากว่า เสี่ยแกออกอาการปลื้มสุดๆ ร้องห่มร้องไห้น้ำหูน้ำตาเล็ด นั่นสิเรื่องแปลกแน่ๆ เพราะชมรมชาวสีม่วงอาจได้สมาชิกใหม่ทันที
แต่ที่น่าถกเถียงกัน ณ ตอนนี้ก็คือ ตกลงหนังเรื่องนั้น คุณภาพออกมาประมาณไหนกันแน่? ดี หรือ ไม่ดี อย่างไร?
“ดีมั่กๆ” อย่างที่ พจน์ อานนท์ มั่นใจนักหนา หรือว่า “เอี้ยมั่กๆ” อย่างที่ เสี่ยเจียงบริภาษ นี่ต่างหากล่ะที่เป็นปริศนาชบาไพรที่ต้องการคำตอบ!
แต่อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ พจน์ อานนท์ ก็ได้เดินออกมาจากค่ายสหมงคลฟิล์มมาเรียบร้อยแล้ว หนังเรื่อง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” จะได้ฉายหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้คำตอบ เพราะมีหลายแนวทางที่อาจเป็นไปได้ อาทิ
หนึ่ง เสี่ยเจียงตัดใจ นำไปลงเป็นหนังแผ่นไปซะเลย
สอง เสี่ยเจียงยกให้ผู้กำกับฯ ในสังกัดใครสักคนเอาไปทำใหม่ เพื่อให้ออกมาเป็นหนังแอ็กชันอย่างที่ใจเสี่ยปรารถนา (ลองหลับตานึกภาพ องค์บาก หรือ ต้มยำกุ้งในเวอร์ชันหนังเกย์ ก็คงจะมีเฮเหมือนกันนะตัวเอง)
สาม แม้ว่า เสี่ยจะไม่ปลื้ม แต่ถ้าหากว่า การที่พจน์ทะเลาะกับเสี่ยเจียง แล้วเกิดกระแสข่าวตูมตามเกรียวกราวออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นไปได้มากว่า เสี่ยอาจจะเปลี่ยนใจ ลองเสี่ยงนำหนังเรื่องนี้ออกฉาย เพื่อหยั่งเชิง และชิมลาง
ซึ่งข้อสามนี้ ถ้าหากว่า หนังเกิดกลายเป็นความสำเร็จแบบพลิกความคาดหมาย ต่อไปใครจะรู้ว่า เสี่ยเจียง อาจจะ ส่งเทียบเชิญ พร้อม เครื่องบรรณาการ ไปเป็นการขออภัย น้องพจน์ พร้อมเรียกร้องให้ น้องพจน์ กลับคืนสู่ค่ายตราใบโพธิ์อีกครั้งก็เป็นได้
คุณต้องรู้ความจริงอย่างหนึ่งของวงการบันเทิงว่า ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูที่ถาวร “ผลประโยชน์” เท่านั้นที่แน่นอน!!!
* อนาคต พจน์ อานนท์
นอกจากอนาคตของ “หนังเกย์” เรื่อง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” ที่ต้องจับตาดูว่า จะได้ฉายหรือไม่แล้ว อีกทิศทางที่ต้องจับตาก็คือ อนาคตของ พจน์ อานนท์ ว่าจะเป็นเช่นไร
เพราะจะว่าไป ณ วันนี้ พจน์ อานนท์ ตกอยู่ในสภาพเหมือน “ชายสามโบสถ์” เพราะเขาเป็นผู้กำกับฯ ที่ย้ายค่ายหนังมาแล้ว 3 ค่าย
เริ่มต้นกับ ค่ายไฟว์สตาร์ ทำหนังมาหลายเรื่อง อาทิ สติแตกสุดขั้วโลก, 18 ฝนคนอันตราย, ว๊าย...บึ้ม เชียร์กระหึ่มโลก, โกซิกส์ โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหล
ก่อนจะย้ายไปทำกับ ค่ายอาร์เอส ทำเรื่อง “ปล้นนะยะ” ที่มีปัญหาเรื่องนำเอาโลโกของเสื้อผ้าแบรนด์ดังมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หวิดถูกระงับฉายจนต้องมีการเสียเงินเพื่อลบโลโกเสื้อผ้าแบรนด์นั้นออกจากหนัง ทำเอานายทุนออกอาการเคืองพจน์อยู่มิใช่น้อย โทษฐานที่ทำให้ต้องเสียเงินโดยใช่เหตุ แล้วย้ายมาที่ ค่ายสหมงคลฟิล์ม ก็มาเจอกับปัญหาเรื่อง ทะเลาะกับดาราในสังกัด และทำหนังไม่สบอารมณ์นายทุนเข้าให้อีก
งานนี้ไม่ได้อยากให้ใครทะเลาะกับใคร เพราะส่วนใหญ่รู้จักกันดีทั้งนั้น โดยส่วนตัว รู้สึกเข้าใจทั้งฝ่าย พจน์ อานนท์ และฝ่าย เสี่ยเจียง
พจน์ อานนท์ นั้น เขาแจ้งเกิดมากับหนังวัยรุ่น ก่อนจะมาได้ดีเอากับ หนังเกย์ หนังกะเทย แนวตลก ขายความสนุกสนาน ที่กลายเป็น “โลโกประจำตัว” ของเขาไปแล้ว ฉะนั้นเวลาจะคิดโปรเจกต์ใหม่ทีไร นายทุนก็มักจะมองเขาว่า ทำหนังเกย์ กะเทย แนวตลกน่าจะดีที่สุด นายทุนจึงพยายามจะให้เขาทำแต่หนังแนวนี้เท่านั้น
โดยที่เจ้าตัวก็มั่นใจว่า เขาทำหนังแนวอื่นได้เช่นกัน ไม่ใช่แค่หนังตลก อย่างที่เขาพยายามจะพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานอย่าง 18 ฝนคนอันตราย, เอ๋อเหรอ มาจนถึง เพื่อน...กูรักมึงว่ะ เป็นผลงานล่าสุด
แต่เหล่านี้ ก็ล้วนแต่เป็นหนังที่ไม่ทำเงินตูมตามเหมือนอย่างหนังตลกที่เขาทำ ยกเว้นเรื่อง “เพื่อน...กูรักมึงว่ะ” ที่ยังไม่ได้ออกฉาย จึงยังไม่อาจทราบผล
ข้างฝ่าย เสี่ยเจียง ก็เข้าใจอยู่ว่า นายทุนทำหนัง ก็อยากจะเห็น “หนังทำเงิน” ถ้าดูแล้วไม่แน่ใจว่าหนังจะได้ตังค์ ก็ไม่รู้จะสร้างออกมาทำไม ยกเว้นว่า มั่นใจว่าจะสร้างเพื่อหวังกล่อง
แต่กับกรณี “หนังพจน์” เรื่องล่าสุดนี้ ก็ยังไม่อาจคาดหวังได้ว่า จะได้ “กล่อง” หรือไม่ เพราะสุดท้ายอาจจะ “แห้ว” ทั้ง “เงิน” และ “กล่อง” ก็เป็นได้สูงเช่นกัน
ยกเว้นแต่ว่า นายทุนดูหนังแล้ว เกิดความรู้สึก “มั่นใจอะไรบางอย่าง” ว่า นี่เป็นหนังดีที่น่าลองฉาย เพราะที่ผ่านมาก็เคยมีหนังหลายเรื่องที่ ฮิตเกินความคาดหมายทำรายได้เกินคาดคิด สร้างความฮือฮาเกินคาดหวัง
มีตัวอย่างให้เห็นอย่าง นางนาก ของ นนทรีย์ นิมิบุตร, หลวงพี่เท่ง ของ โน้ต เชิญยิ้ม ใครจะคิดว่าฮิตสนั่น โกยสนาน กันขนาดนั้น
นั่นจึงอยู่ที่ว่า เสี่ยเจียง เห็น “สิ่งนั้น” จากหนังของ พจน์ อานนท์ หรือไม่!
สำหรับ พจน์ อานนท์ ก็ต้องไม่ลืมว่า เมื่อครั้งที่เขาสร้างหนังเรื่อง “โกซิกส์โกหก ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล” เขาก็ตั้งใจที่จะสร้างให้เป็นหนังขายฝีมือ ทำเป็นหนังโรแมนติกที่แอบมีการเซอร์ไพรส์ผู้ชมในตอนจบ (ด้วยการเอากะเทยจริงมาเป็นนางเอก ประกบคู่ เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์)
แต่ครั้นพอสร้างเสร็จ เขากลับถูก นายทุนค่ายไฟว์สตาร์ ขอให้เปลี่ยนเป็นหนังตลกมาแล้ว จนเขาต้องมีการถ่ายเพิ่ม คิดมุกตลกใส่เข้าไปในหนัง ที่เจ้าตัวเองก็รู้สึกอึดอัดคับข้องใจมาแล้ว
การที่ไฟว์สตาร์รีบรับพจน์กลับคืนสู่บ้านเก่า ส่วนหนึ่ง อาจเป็นความเอ็นดูที่เคยมีกันแมาแต่เก่าก่อน
แต่อีกส่วน เป็นไปได้หรือไม่ว่า นี่คือ “เกมหักเหลี่ยมโหด” โทษฐานที่ สมาพันธ์ภาพยนตร์สหมงคลฟิล์ม เอ๊ย...สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เพิ่งจะปลดชื่อหนัง Invisible Waves คำพิพากษาของมหาสมุทร ออกจากการเป็นตัวแทนส่งไปประกวด รางวัลออสการ์ ไปเป็นหนังเรื่อง “อหิงสา...จิ๊กโก๋มีกรรม” ของค่าย อาร์.เอส.แทน
นั่นหมายความว่า พจน์แค่พลัดหลงเข้ามาเป็น “หมาก” ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง
ฉะนั้น ในวันที่ พจน์ กำลังเริ่มกลายเป็น ผู้กำกับฯ รุ่นพี่ แล้ว มีผู้กำกับฯ รุ่นน้องวิ่งไล่ตามมาติดๆ จึงสมควรที่ พจน์ จะต้อง “หาตัวเองให้เจอ” หาที่เหมาะที่ควรสำหรับตัวเอง แล้วปักหลักให้ มั่นคง
พจน์เดินมาถึง “วัย” ที่ต้องการ ความมั่นคงในชีวิต แล้ว จะมาทำตัวแบบเอะอะอะไร ก็สะบัดตูดออกจากค่าย ย้ายไปค่ายตรงข้ามให้มันสะใจเล่น ผมว่า...มันหมดเวลาที่จะทำเยี่ยงนั้นแล้ว
ผมรักไฟว์สตาร์...ผมเข้าใจสหมงคลฟิล์ม แต่ผมเอ็นดู และเห็นใจ พจน์ อานนท์ มากกว่า
จึงอยากเตือนมาด้วยความหวังดี คำตอบสำหรับเรื่องนี้ พจน์ อานนท์ ต้องค้นหาด้วยตัวเอง เป็นคำตอบสุดท้าย
สยามรัฐ

ตำรวจตบเท้าต้านหนังเกย์ของ พจน์ อานนท์


ตำรวจตบเท้าต้านหนังเกย์ของ พจน์ อานนท์ ที่ผูกเรื่องความรักเพศเดียว กันระหว่างตำรวจกับผู้ร้าย เป็นการทำลายภาพลักษณ์วงการสีกากีอย่างไม่น่าให้อภัย ถึงขั้นขู่ฟ้องฐานหมิ่นประมาทหากไม่แก้บท ขณะที่วงการเกย์เสียงแตกทั้งเห็นด้วยและค้าน ส่วนผู้กำกับฯดังไม่หวั่น อ้างตัวแสดงไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจ วอนทุกฝ่ายเปิดใจกว้างเพราะเชื่อมั่นสังคมเปลี่ยนไปแล้ว
ช่วงนี้การแบนภาพยนตร์ในเมืองไทยกำลังถูกจับตามองอย่างมาก เริ่มมาจากหนังที่มีเนื้อหาพาดพิงถึงสถานที่กักกันของเขมรเรื่อง "เกม-ล่า-ท้า-ผี" จนต้องออกมาขอโทษประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นก็มาถึงเรื่อง "หมากเตะ โลกตะลึง" ที่ทางผู้สร้างต้องยอมขาดทุนหลายสิบล้านบาท เพื่อระงับการฉายเนื่องจากเกรงจะกระทบความสัมพันธ์ไทย-ลาว หรือล่าสุดเรื่อง "เดอะ ดาวินชี โค้ด" ที่มีการถกเถียงกันอย่างมาก และทำให้คณะกรรมการเซ็นเซอร์ต้องพิจารณาถึง 2 ครั้งก่อนจะยอมให้นำออกฉายได้
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีการมองกัน ว่ากระแสการต่อต้านหรือการเซ็นเซอร์หนังในอนาคตนั้นอาจจะอิงกับกระแสความเห็นของคน ในสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะหนังที่มีความหมิ่น เหม่ต่อความเชื่อ มีผลกระทบกับประเทศเพื่อน บ้านและขัดกับศีลธรรมอันดีของคนในสังคม
ล่าสุด นักปั้นและผู้กำกับฯชื่อดัง พจน์ อานนท์ พร้อมด้วยทีมงาน ได้ทำพิธีบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่องใหม่อย่างเป็นทางการ เมื่อวานนี้ ณ บริเวณศาลพระพิฆเนศ หน้าห้างสรรพสินค้าอิเซตัน โดยหนังเรื่องนี้ยังไม่ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ในระหว่างนี้ทีมงานได้ใช้ชื่อ "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" หรือ Friends ไปก่อน ส่วนเนื้อหาของหนังนั้นว่ากันว่าเป็น "หนังเกย์" เรื่องแรกของไทย โดยเป็นหนังแนวดราม่า-โรแมนติก มีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับความรักของชายหนุ่ม 2 คน ซึ่งเป็นตำรวจกับมือปืน ทั้งคู่มีชีวิตเป็นเส้นขนาน แต่วันหนึ่ง ก็ได้มาพบเจอกันและสุดท้ายทั้งสองก็รักกัน ทั้งนี้หนังเรื่องดังกล่าวมี กานต์ หงส์ทอง เป็น ผู้เขียนบท
หลังจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ออกไป ก็สร้างความฮือฮาและเริ่มมีกระแสความคิดเห็นในเรื่องนี้ทันที ทั้งมองว่าเนื้อเรื่อง ไม่สร้างสรรค์และอาจจะโดนแบน และการสอบ ถามผู้เกี่ยวข้องทั้งตำรวจ กระทรวงวัฒนธรรม และฝ่ายเซ็นเซอร์นั้นมีความเห็นไม่ต่างกันว่าหากสร้างออกมาจริงอาจจะมีปัญหาแน่ ขณะที่ ทางผู้สร้างไม่หวั่นยังเดินหน้าต่อ!!
โฆษก ตร.วอนทำเรื่องอื่นดีกว่า
ด้าน พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่อง "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ว่า อยากฝากไปถึงนายพจน์ อานนท์ อย่าทำหนังเรื่องนี้เลย เพราะคงมีแต่ความเสีย หายแน่ มันไม่มีประโยชน์ต่อสังคม สู้ทำหนังที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจะดีกว่า อาจจะทำ หนังที่สร้างความสามัคคีให้กับคนในสังคม แบบ นั้นจะดีกว่า
"ผมไม่ได้ต่อต้านหรือปฏิเสธเรื่องเกย์ ทุก ประเทศก็มีคนประเภทนี้อยู่ มนุษย์เราก็เป็นแบบนี้ แต่ก็อยากให้เขาอยู่ในสังคมของเขา แต่ ถ้าคุณพจน์จะทำหนังเรื่องแบบนี้ เอาเรื่องคน ในเครื่องแบบมาทำเป็นหนังเกย์ มันจะทำให้ภาพ ลักษณ์ของตำรวจเสีย ไม่เกิดประโยชน์
ผมอยากให้คุณพจน์สร้างอะไรที่เป็นตัว อย่างที่ดีให้กับสังคม มันจะเหมาะสมกว่า ถ้าเขายังคิดจะทำหนังแบบนี้แล้วเอาตำรวจไปเกี่ยวข้องด้วย ผมว่าชีวิตเขาจะไม่เป็นสุขหรอก เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นจำนวนมากคงไม่พอใจแน่ๆ รับรองได้"
ฟ้องแน่ฐานทำวงการสีกากีมัวหมอง
เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ภูวดล แสนพินิจ อาจารย์ภาควิชากฎหมาย โรงเรียนนายร้อยสาม พราน ซึ่งได้กล่าวถึงเนื้อหาในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวว่า เกิดความกระทบกระเทือนต่อวงการ ตำรวจแน่นอนในด้านภาพลักษณ์ แม้ว่าความ จริงในสังคมเรื่องรสนิยมทางเพศมีอยู่ในทุกวงการก็ตาม แต่ถือเป็นการล้อเลียนและขัดต่อ ศีลธรรม เพราะอาชีพตำรวจมีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นอาชีพที่มีเกียรติภูมิในสายตาคนทั่วไป
"น่าจะเอาคนในอาชีพอื่นมาสร้างเป็นหนัง หรือถ้าเป็นหนังเกย์ทั่วๆ ไปก็ไม่ว่า ไม่ใช่นำคน ในอาชีพตำรวจมาสร้างหนังในทางเสียหายซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ขนาดหนังเรื่องอื่นๆ ที่ทำเกี่ยวกับตำรวจ เช่น หนังที่มีเนื้อหาปล้นกรมตำรวจยังให้มีการเปลี่ยนแปลงบทในบางฉาก ผมถามว่ายังไม่เข็ดหรือไง ถ้าหนังเรื่องนี้ยังฝืน สร้างอีกคงจะต้องมีปัญหาแน่นอน เพราะทำ ให้องค์กรตำรวจไม่ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนเป็นการล้อเลียน ถากถาง ถือเป็นการลองของ
ทางผมจะหารือกับผู้ใหญ่ในการเคลื่อน ไหวฟ้องร้องอย่างแน่นอนในนามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในแง่ความเสื่อมเสีย เข้าข่ายหมิ่นประมาทภาพลักษณ์ของตำรวจ ยิ่งตำรวจ ชายมารักกับผู้ร้ายชายยิ่งไปกันใหญ่ เพราะคน ร้ายก็คือคนร้าย ไม่ใช่คนดี มันเสียหายอยู่แล้ว ถือว่าหมิ่นประมาท หรือเอาคนในอาชีพทหารมาสร้างเป็นหนังในทำนองเดียวกันทางฝ่ายกอง ทัพเขาก็ไม่ยอมเช่นกัน แต่เบื้องต้นคงต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้สร้างภาพยนตร์ โดยจะขอดูบทและทำการพูดคุยกันในระดับหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ซึ่งหากทางคุณพจน์จะแก้ ไขเนื้อหาในช่วงนี้ก็คงไม่สาย"
พ.ต.ท.ภูวดล กล่าวด้วยว่า โดยปกติการ คัดเลือกนักเรียนตำรวจนอกจากการสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์แล้ว ยังต้องผ่านขั้นตอน อื่นๆ อีก 7 ด่าน เช่น การทดสอบบุคลิกภาพ ตรวจสอบประวัติ ฯลฯ มีการกลั่นกรองหลาย ขั้นตอนในทางจิตวิทยากว่าจะมาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งในแต่ละปีมีการคัดเลือกให้ เหลือประมาณ 120 กว่าคน จากจำนวนผู้สมัคร 2 หมื่นกว่าคน
"ใครผิดปกติทางร่างกายและจิตใจก็ไม่เอา ถือเป็นบุคคลประเภท 3 ไม่เอาเข้ามาวงการ ราชการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับวงการตำรวจ"
"รองวิสุทธิ์" รับไม่ได้เป็นตำรวจเกย์
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.วิสุทธิ์ วานิชบุตร รอง ผบก.ปดส. ในฐานะผู้มีอำนาจในการจัดระเบียบสังคมและจริยธรรมของจเรตำรวจแห่ง ชาติ มองว่า ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไม่เหมาะสม อย่างแน่นอน เพราะทำให้เสียภาพลักษณ์ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติและคนในวงการอาชีพ ตำรวจ ซึ่งต้องเป็นชายแท้และเป็นลูกผู้ชาย ดู แล้วผิดพฤติกรรมตำรวจที่ต้องเป็นชาย 100% หากเป็นตุ๊ดเป็นเกย์ถือเป็นการสร้างความเสื่อม เสียในเรื่องศักดิ์ศรีของคนในอาชีพตำรวจ
"ลูกผู้ชายจะมีอะไรกับลูกผู้ชายไม่ได้ ดูได้ จากเพลงมาร์ชของตำรวจที่เขียนไว้ว่า เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง...ยก ตัวอย่างข่าวตำรวจระดับสารวัตรที่เพิ่งถูกกะเทย ฆ่าในม่านรูด ซึ่งคนในสังคมจะคิดเห็นกันอย่าง ไรในการพากะเทยไปนอน คล้ายๆ เป็นการเบี่ยงเบนพฤติกรรม
มนุษย์เราชายต้องคู่กับหญิง แม้คุณจะสร้างหนังเกย์ก็ไม่ควรเอาตำรวจมาเกี่ยวข้อง แค่ ตำรวจรักกับผู้ชายก็ไม่เหมาะสม และยิ่งรักกับ ผู้ร้ายยิ่งไม่ดีใหญ่ ยิ่งทำให้เกียรติภูมิตำรวจเสีย หายเป็นทวีคูณ เป็นตำรวจต้องจับผู้ร้ายต้องทำ ตามหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นอาจเข้าข่ายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ทำให้สังคมเกิดความวุ่นวาย เป็นแบบอย่าง ต่อเยาวชนในทางที่ไม่ดี ซึ่งเยาวชนอาจจะอ้างได้ว่าทีตำรวจยังรักกับผู้ร้ายได้โดยไม่เสียหาย ทั้งที่อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่เยาวชนใฝ่ฝัน การ ที่ไปรักกับผู้ร้ายอาจมีการช่วยเหลือให้พ้นผิดได้ เป็นการยึดความรักมากกว่าหน้าที่ และยิ่ง ทะลึ่งไปรักเพศเดียวกันอีกทำให้เยาวชนเกิดการเลียนแบบ"
พ.ต.อ.วิสุทธิ์ กล่าวย้ำอีกว่า แม้ความเป็น จริงทุกสาขาอาชีพในสังคมมีผู้ชายรักผู้ชาย รวม ถึงในวงการตำรวจและทหาร แต่ก็ไม่มีประโยชน์ อะไรที่จะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เพราะยิ่งทำ ให้สังคมเสียหาย ท่ามกลางสังคมในปัจจุบันที่ มีความล่อแหลมในทุกด้าน ทั้งอบายมุข ยาเสพ ติด ตนอยากถามว่าสังคมจะได้อะไร ทำไมต้อง เอาใจกลุ่มเกย์ที่เป็นกลุ่มเล็กๆ ในสังคมไทย ทำไมต้องเอาอาชีพตำรวจมาทำเป็นหนังเกย์ทั้ง ที่ภาพลักษณ์ตำรวจในสายตาประชาชนมองว่าเป็นคนกล้า มีเกียรติ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จิตใจต้องเข้มแข็ง ไม่ใช่ไปหลงรักเพศเดียวกัน
วธ.แนะต้องระวังสร้างหนังเบี่ยงเบน
น.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวให้ความเห็นถึงการสร้างหนังในแนวชายรักชายหรือหนังเกย์ที่กำลังจะสร้างในเร็วๆ นี้ว่า ถือเป็นสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอที่คงจะมีใครหรือหน่วยงานใดไปห้ามไม่ให้สร้างไม่ได้ แต่เชื่อ ว่ากระแสสังคมจะเป็นตัวช่วยตัดสินเองว่าอะไร สมควรหรืออะไรไม่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้มีประ ชาชนที่ตื่นตัวและให้ความร่วมมือในการเฝ้าระวังมากขึ้น
สำหรับการสร้างแนวนี้ในต่างประเทศอาจ จะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ในเมืองไทยทางผู้สร้าง ควรต้องคำนึงด้วยว่าสังคมไทยมีความพร้อมและยอมรับตรงนี้แค่ไหน เพราะวิถีชีวิตของชาย รักชายนั้นสังคมไทยยังไม่เปิดกว้างยอมรับและ มองว่าเป็นความเบี่ยงเบนทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่ง จริงๆ แล้วตนก็ไม่อยากจะเห็นสังคมเน่าเฟะไปมากกว่านี้
"หากหนังเรื่องนี้สร้างออกมาจริงก็อาจจะทำให้มีคนอยากดู แต่ไม่ใช่การสนับสนุน เป็น เรื่องของการอยากรู้อยากเห็นมากกว่า คนที่ดูโดยเฉพาะวัยรุ่นคงแยกแยะได้และไม่ทำให้เกิด การเลียนแบบหรือเข้าใจผิดว่าสังคมให้การยอม รับเรื่องนี้อย่างเปิดเผย ส่วนเนื้อหาโดยรวมที่ทำออกมาซึ่งมีการพาดพิงถึงตำรวจนั้นก็เป็นเรื่อง ที่สถาบันนั้นจะดูแลหรือออกมาแสดงจุดยืน รวมทั้งการพิจารณาเนื้อหาแต่ละฉากในหนังนั้น อยู่ที่ฝ่ายเซ็นเซอร์ของกองทะเบียนกรมตำรวจ"
กองเซ็นเซอร์ชี้อยากเสี่ยงลองสร้างดู
ทางด้าน พ.ต.ท.ธงชัย พีระกีรติ ธรรมมากร สารวัตรหน่วยงานกองเซ็นเซอร์กรมตำรวจ กล่าวให้ความเห็นว่า ทางกองเซ็นเซอร์ มีหน้าที่รับหนังทุกเรื่องเข้ามาพิจารณาตรวจสอบ อยู่แล้ว ไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร แต่การจะให้ผ่านหรือไม่ผ่านนั้นเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ กองควบคุมภาพยนตร์ ซึ่งมีสิทธิ์จะแบน หรือตัดฉากไม่เหมาะสมออกไปได้ โดยแต่ละปีก็จะมีหนังที่ถูกแบนห้ามฉาย 1-2 เรื่อง ส่วน หนังที่ถูกตัดบางฉากออกไปนั้นมีไม่น้อย โดย หนังที่ถูกแบนส่วนใหญ่ทางคณะ กรรมการมองว่ามีเนื้อหาสาระที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีและธรรม เนียมประเพณี
ส่วนหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชายหรือหนังเกย์ที่เป็นหนังไทยนั้น ช่วง 2-3 ปีที่ ตนมารับตำแหน่งนี้ยังไม่เคยพบว่ามีการส่งมาให้กองเซ็นเซอร์ ตรวจพิจารณา หากมีการสร้าง หนังแนวนี้ออกมาจริงก็คงต้องปล่อยให้สร้างไป และลองส่งมา ตรวจสอบดูว่าทางคณะกรรม การจะมีความเห็นอย่างไร
"หนังไทยที่จะสร้างแนวชายรักชายนั้นถือว่าค่อนข้างเสี่ยงต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ ทางผู้ สร้างควรจะคิดให้ดีเพราะการลงทุนไม่ใช่เงินน้อยๆ แต่ถ้ากล้าเสี่ยงทางฝ่ายเซ็นเซอร์ก็ต้องดูว่ามีฉากที่ไม่เหมาะสมหรือเปล่า ยิ่งบอกว่าเนื้อ หาเกี่ยวกับตำรวจและผู้ร้ายที่ส่อไปทางรักกัน หรือที่สังคมมองว่าเป็นเกย์นั้น ส่วนตัวมองว่าหากเป็นเรื่องแต่งก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะไม่ได้ใช้ชื่อ หรือประวัติของตำรวจจริงๆ มาสร้าง แต่ตำรวจในองค์กรมีถึง 2 แสนคนก็อาจจะมี บ้างที่ไม่พอใจที่เอาสถาบันตำรวจมาเกี่ยวข้อง เมื่อถึงเวลานั้นอาจจะมีกระแสต่อต้านก็ได้" ชาวสีม่วงขอให้เกย์เป็นที่ปรึกษา
ส่วน นายนที ธีระโรจน พงษ์ ผู้นำกลุ่มเกย์การ เมือง ให้ความเห็นถึงหนังที่ จะสร้างเกี่ยวกับชีวิตของชาว เกย์ว่า คนไทยไม่ค่อยคิดวิธี การสร้างหนังเกย์ให้มีความแตกต่างออกไป ส่วนใหญ่จะ สร้างหนังเกี่ยวกับเรื่องเพศตลอด ทำให้พวกเกย์ถูกมอง ในแง่ลบว่าเป็นพวกที่หมก มุ่นเรื่องเพศ
"การสร้างนั้นควรจะเป็นการสร้างสรรค์ ไม่ใช่สัก แต่สร้างอย่างเดียว ควรคำนึง ถึงผลกระทบที่จะมีตามมาต่อกลุ่มชาวเกย์ด้วย ถ้าเป็นไปได้หนังที่เกี่ยว กับเกย์ทุกเรื่องอยากให้มีข้อความขึ้นด้วยว่า เรื่องนี้เป็นแค่หนัง พวกเกย์ทุกคนไม่ได้เป็นเช่นนี้ เพราะหนังจะทำให้คนติดตาและฝังใจว่า พวก เกย์มีแต่พวกที่หมกมุ่นในเรื่องเพศ จริงๆ แล้ว เกย์ที่ทำงานเพื่อสังคมก็มี
อยากจะขอแนะคุณพจน์ ให้พิจารณาเอา กลุ่มเกย์ที่มีคุณภาพเข้าไปทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ในการสร้างหนังเรื่องนี้ ไม่อยากให้เอาแนวคิด ของตัวเองมาทำให้เสียกันทั้งกลุ่ม ยิ่งเรื่องราวเกี่ยวข้องกับตำรวจจะทำให้คนมองเป็นเรื่องผิด จริยธรรม ยิ่งทำให้คนเกลียดเกย์เข้าไปอีก" "พจน์" แจงแค่ถ่ายทอดรักลึกซึ้ง
ด้าน พจน์ อานนท์ เจ้าของโปรเจกต์ "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ได้กล่าวถึงหนังเรื่องดังกล่าวว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าโรแมนติก ตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งชื่อเรื่องอย่างเป็นทางการ สาเหตุที่อยากทำก็เพราะก่อนหน้านี้ตนทำหนังกะเทย "ปล้นนะยะ" มาแล้ว ก็ประสบความสำเร็จดี จึงอยากทำอะไรที่แปลกจากตลาดออกไปบ้าง
"เราอยากทำมานานแล้ว เคยเสนอค่ายหนัง ดังแห่งหนึ่งไป แต่เขาก็ไม่เอา พอมาถึงเวลานี้ สังคมก็เปิดกว้างมากขึ้นก็เลยอยากทำขึ้นมาอีก ผมจึงเอาโปรเจกต์นี้ไปคุยกับเสี่ยเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) สหมงคลฟิล์ม เสี่ยเจียงก็ให้ทำและบอกว่าจะเน้นขายที่เมืองนอกมากกว่า
จุดขายของผมไม่ได้เน้นขายเกย์อย่างเดียว ผมอยากให้ทุกคนดูได้ เพราะสิ่งที่ผมอยากจะ ถ่ายทอดมากที่สุดก็คือ ผมอยากให้ทุกคนมองเห็นว่า ความรักมันเกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย ผมอยากจะถ่ายทอด ให้คนได้เห็นความรักระหว่าง ชายกับชายมันลึกซึ้งได้ไม่แพ้ ความรักหนุ่มสาวทั่วไป ซึ่ง ก็จะมีบทเลิฟซีนนิดหน่อย
ความที่ว่าหนังมาทำหลังจากที่ Brokeback Moun- tain ออกฉาย เลยทำให้คนบางกลุ่มคิดว่าเราก๊อบปี้เรื่องนี้ แต่จริงๆ แล้วเปล่าเลย ไปลองค้นคำสัมภาษณ์ เก่าๆ ดูก็ได้ว่าผมพูดเรื่อง นี้มานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีนายทุนยอมให้ทำแค่นั้นเอง"
ผู้กำกับฯชื่อดัง กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาตนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าชอบสร้างกระแสเพื่อโปรโมตหนังของตัวเอง เมื่อตัดสินใจสร้างหนัง เรื่องนี้ก็พยายามที่จะทำแบบเงียบๆ แม้กระทั่ง จัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องอย่างเป็นทางการ ตน ก็ไม่ได้เชิญนักข่าวมาทำข่าวแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ วายตกเป็นข่าวจนได้ และตนเชื่อว่าจะต้องมีคน บางกลุ่มมองว่าตนปลุกกระแสเพื่อโปรโมตหนัง เรื่องนี้อีกอย่างแน่นอน
ยัน "Friends" ไม่ได้ระบุเป็น ตร.
สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบทของหนังเรื่องนี้ที่ระบุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งเป็นเกย์และไปหลงรักกับผู้ร้ายซึ่งเป็นเพศเดียว กันนั้น นายพจน์กล่าวว่า อยากให้ทุกคนรอชม หนังเรื่องนี้ก่อน แล้วค่อยวิจารณ์กัน ตนยืนยัน ว่าไม่ได้ทำให้ภาพลักษณŒของตำรวจเสียหายแต่อย่างใด
"เรื่องนี้จะพูดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งจบจาก โรงเรียนตำรวจมา ยังไม่ได้ทำงานเป็นตำรวจ เพียงแค่กำลังจะเป็นตำรวจ จึงไม่ได้สวมเครื่อง แบบตำรวจ แต่บังเอิญมาเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน แล้วตัวเอกของเรื่องก็มีแฟนเป็นผู้หญิง เขาใช้ ชีวิตตามปกติมาตลอด แต่มาวันหนึ่งได้เจอกับ ผู้ชายคนนี้ก็เกิดอาการสับสน ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ตัวเองเป็นอย่างไรกันแน่ เรื่องมันก็เท่านั้น มัน เป็นพล็อตที่เราคิดไว้นานแล้ว
เรื่องนี้ไม่ได้บอกเลยว่าตำรวจเลว แล้วตำรวจจะเสียหายได้ยังไง ส่วนเรื่องเป็นเกย์นั้น ผมก็อยากบอกว่าความรักมันเกิดได้กับคนทุก เพศทุกวัยทุกสาขาอาชีพ แต่จริงๆ แล้วในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้บอกว่าพระเอกเป็นเกย์ อย่าง ที่บอกคือ มันเป็นความสับสนที่ไม่สามารถรู้ใจตัวเองได้"
นายพจน์กล่าวอีกว่า อยากให้คิดแค่ว่าพล็อต ของเรื่องนี้คือคนเป็นมือปืนกับคนที่จะถูกฆ่านั้นเกิดรักกัน จึงฆ่ากันไม่ลง อยากให้ทุกฝ่าย เปิดใจกว้าง ตนเชื่อว่าปัจจุบันผู้ใหญ่ในสังคม ก็เปิดกว้างมากขึ้น คนไทยเริ่มรับรู้เรื่องแบบนี้เยอะกว่าแต่ก่อนจึงไม่น่าจะมีอะไรมาก
ผู้กำกับฯชื่อดังยังกล่าวยืนยันด้วยว่า ตน จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงพล็อตเรื่องแน่นอน และ ตนไม่กลัวหากจะมีใครไม่เห็นด้วย เพราะมั่น ใจว่าไม่ได้กระทบใครทั้งสิ้น และหากตนจะ มัวแต่กลัวนั่นกลัวนี่ก็คงไม่ต้องทำงานกัน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
วอนโปลิศยอมรับเอาใจชาวเกย์
นายวรพงศ์ ศิริวรรณ เว็บมาสเตอร์มิสเตอร์โปลิศดอทคอม ซึ่งเป็นที่รู้จักในกลุ่มเกย์ที่นิยมคนในเครื่องแบบโดยเฉพาะคนในวงการตำรวจ กลับมีความเห็นว่า การเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อภาพยนตร์เรื่องดัง กล่าวเป็นเรื่องของมุมมองความคิด เพราะโดยปกติแล้วกลุ่มเกย์ถูกคน ในสังคมมองในแง่ลบอยู่แล้ว ดังนั้นเนื้อหาของภาพยนตร์ไม่ควรจะสร้าง ให้เกิดผลกระทบต่อสังคมเกย์โดยรวม ไม่ควรเน้นเรื่องเซ็กซ์มากเกินไป แต่ควรเน้นเรื่องความรักบริสุทธิ์ที่มีต่อกัน
"ถ้าเน้นความรักบริสุทธิ์แบบนี้ก็คงไม่มีปัญหาและจะทำให้คนทั่วไปยอมรับได้ อย่างกรณีเว็บไซต์ของผมที่ผ่านมาก็ถูกกลุ่มเกย์สาย เอ็นจีโอมองว่าทำให้เกย์โดยรวมเสียภาพพจน์ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้มุ่งหมายในเรื่องล่อแหลม
ความรักคนเราเกิดได้ในทุกอาชีพในสังคมไม่ว่าหญิงกับหญิง ชาย กับชาย คิดว่าถ้าหนังเรื่องนี้ทำออกมาดีแบบหนังเกาหลีก็น่าสนใจ บรรดา ชาวเกย์ก็จะมาดูเป็นจำนวนมาก เพราะเกย์ส่วนใหญ่ชอบคนในเครื่อง แบบโดยเฉพาะตำรวจ ซึ่งผมประเมินได้จากข้อความในเว็บและข้อความ ต่างๆ ตามเว็บเกย์ ความจริงก็เข้าใจว่าตำรวจส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้ แต่ก็อยากให้ตำรวจเปิดใจยอมรับ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้"
ตำรวจเป็นไบมีถมเถแต่ต้องปิดบัง
อย่างไรก็ตาม นายวรพงศ์ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเคยเจอตำรวจเป็นเกย์จำนวนมาก และเคยคุยกับตำรวจคนหนึ่งที่เป็นเกย์เหมือนคนทั่วๆ ไป เพียงแค่มีหน้าที่จับผู้ร้ายเท่านั้น แต่จิตใจชอบผู้ชายด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ตำรวจเป็นไบเซ็กชวล บางคนมีภรรยาหรือบางคนอยู่เป็นโสดชอบทั้งหญิงและชาย จนบางทีเก็บกดเพราะต้องปิดบังคนในอาชีพ เดียวกัน
เว็บมาสเตอร์มิสเตอร์โปลิศดอทคอม ยังแสดงความเห็นใจตำรวจ ที่เป็นเกย์ว่า สังคมตำรวจค่อนข้างปิด ยิ่งทำให้ตำรวจที่เป็นเกย์น่าสงสาร ไม่สามารถทำอะไรที่แปลกแยกจากพวกพ้องได้ หรือใครเป็นโสดก็ถูกมองว่าเป็นเกย์ อีกทั้งตำรวจถูกกดดันในเรื่องวินัยการจะแสดงออกท่าทางกระตุ้งกระติ้งคงไม่ได้ หากผู้ร้ายเห็นอาจเป็นผลเสียต่อหน้าที่การงาน
ทั้งนี้ จากประสบการณ์สามารถมองออกได้ว่าตำรวจคนไหนเป็นเกย์ หรือไม่เป็นเกย์ สังเกตได้ง่ายจากการแต่งเครื่องแบบที่เรียบร้อยกว่าตำรวจปกติ หรือหากดูพฤติกรรมให้ลึกๆ จะมีท่าทางมีเยื้องย้าย อย่าง ตำรวจระดับสูงบางคนในทีวีมีหลายนายที่ตนดูออกว่าเป็นเกย์หรือไม่

Tuesday, 14 August 2007

อินดี้แปลว่า independent จริง ๆ


ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2537 เราได้ต้อนรับนางสาวไทยคนใหม่กับตำแหน่งสวยอย่างมีคุณค่าโดยเจ้าของมงกุฎอันใหญ่เบ้งชิ้นนั้นก็คือ อารียา สิริโสดา หรือที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า “น้องป๊อป” 14 ปีที่ผ่านมา ป๊อปไม่ได้เจริญรอยตามนางสาวไทยรุ่นพี่ที่อาจจะแต่งงานมีลูกไปแล้ว แต่ป๊อปกลับทำอะไรหลายอย่างที่แตกต่าง จากนางสาวไทยเธอขยับไปชิมลางไปเป็นนักแสดง พิธีกร นางแบบ นักเขียน อาจารย์ ทหาร
และล่าสุด ผู้กำกับหนังสารคดี “เด็กโต๋” ที่เธอลงทุนทุบกระปุกทำกับเพื่อนอดีตผู้กำกับโฆษณาฝีมือเยี่ยมอย่างนก นิสา คงศรี ซึ่งกินใจทั้งคนดูและกรรมการจนได้รับรางวัลและได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประกวดภาพยนตร์นานาชาตินับหลายแห่ง สื่อจึงพร้อมใจกันตั้งฉายาให้เธอว่าเป็น “นางสาวไทยอินดี้” แห่งยุค ในช่วงที่ป๊อปทำเด็กโต๋เคยเอาเรื่องไปเสนอทุกค่ายแต่คำตอบก็คือ “เซย์โน” ป๊อปบอกว่าก็พอจะเข้าใจเรื่องธุรกิจ จะทำอะไรออกมาสักเรื่องจะต้องเป็นหนังตลาด มีสูตรของการทำหนัง มีพระเอกนางเอก แต่หนังของเธอเป็นแนวสารคดีมันเลยยาก แต่ป๊อปก็ยังมีความหวังว่าหนังแนวสารคดีจะมีความเป็นไปได้กับตลาด เธอยกตัวอย่าง โจอี้ บอย ออกเทปแรก ๆ ก็อยู่ค่ายเล็ก ๆ แต่ตอนนี้เพลงฮิปฮอปกลายเป็นเมนสตรีมไปแล้ว ป๊อปเชื่อว่าหากทำอะไรด้วยใจ เอาใจมาถ่ายทอดมันก็จะออกมาโดนใจผู้ชม เหมือนกับเด็กโต๋ที่ได้พิสูจน์มาแล้วทั้งรางวัลทั้งฟีดแบ็กที่กลับมา สำหรับโปรเจคท์ต่อไป ป๊อปก็ยังเป็นนางสาวไทยอินดี้อยู่เช่นเดิมเพราะเธอกำลังทำสารคดี โดยแย้มให้ฟังว่าเธอเพิ่งกลับจากการทำสารคดีที่ภาคใต้ “ตอนนี้ยังไม่อยากจะบอกอะไรมาก เพราะยังทำไม่เสร็จ ไม่อยากสร้างแรงกดดันให้ตัวเอง การที่เราไม่ขอเงินจากนายทุนมันก็ไม่มีข้อแม้ดี สบายใจที่จะทำดี เหมือนเราเป็นแม่ครัว ถ้าไปทำในภัตตาคารก็ต้องทำสูตรของภัตตาคารให้คนส่วนรวมกิน แต่ถ้าทำให้ตัวเองกินก็อีกแบบนึง ถามว่าแม่ครัวได้ทำอย่างที่ตัวเองต้องการหรือเปล่า ก็ไม่ได้นะ อย่างหนังแบบเราตัดต่อแค่นี้ ไม่ทำเพิ่มอีกแล้ว คุณจะกินหรือไม่กินก็เรื่องของคุณ ฉันพอใจแบบนี้ ถ้ารสนิยมต้องกัน คนก็มาหาเราเอง เราเชื่ออย่างนั้น” สารคดีเรื่องใหม่ของป๊อปก็ไม่ง้อนายทุนอยู่เช่นเดิม แต่ป๊อปบอกว่าระบบนายทุนในวงการบันเทิงก็ไม่ได้ขัดแย้งกับการทำงานของเธอ “มันเสริมกันมาก ๆ เลยนะ อย่างตอนนี้เป็นพรีเซนเตอร์ให้หมากฝรั่งยี่ห้อนึง ก็เคี้ยวหมากฝรั่งไปเรื่อย ๆ ถ้าเราทำงานบริษัททุกวัน ก็คงไปทำสารคดีไม่ได้ แต่ถ้าทำงานแบบไม่ต้องทำบ่อย แต่ได้เงินเป็นก้อนและมีเวลาอิสระกว่า ก็ไปทำสารคดีได้ ทำสารคดีต้องทุ่มเทมาก ต้องมีอุปกรณ์ตัดต่อ กล้อง ของใช้ในออฟฟิศ ค่าน้ำมัน จิปาถะ เยอะอยู่นะ สิ่งที่เราทำตอนนี้กับที่ทำสารคดีมันเสริมกันได้ ดูแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน ไม่เคยคิดว่าจะเสริมได้ แต่มันช่วยกันจริง ๆ” กับภาพลักษณ์อินดี้ ป๊อปอธิบายว่า “อินดี้แปลว่า independent จริง ๆ ไม่อยากอินดี้หรอกนะ เดี๋ยวไม่มีใครเอา เอาอย่างนี้ ติสท์ก็แปลว่า artist คือมีความคิดของตัวเองที่ชัดเจน รู้ว่าจะเดินไปทางไหน อย่างนั้น ติสท์ อินดี้ ก็แปลว่าอาร์ทิสต์ที่อินดิเพนเดนท์ คนที่ทำอะไรเป็นอิสระ ชัดเจน” มาพูดถึงหนุ่ม ๆ ของป๊อปมั่งดีกว่า ป๊อปบอกว่าผ่านจุดสวย ๆ หล่อ ๆ มาแล้ว เหมือนขนมเค้กหน้าตาดูดีแต่รสชาติแห้ง กับเค้กกล้วยหอมที่หน้าตาธรรมดาแต่รสชาติ นุ่ม อร่อย เธอก็พร้อมจะเลือกเค้กกล้วยหอม เธอเลือกที่รสชาติมากกว่าหน้าตา ป๊อปยังแย้มว่าผู้ชายของป๊อปไม่ใช่มีปากแค่พูดว่า “อะไรก็ได้ตามใจเธอ” แต่จะต้องมีลูกล่อลูกชน โต้ตอบกันได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้องมีกึ๋นถึงจะไปกันได้กับคนสวยมีสมองอย่างเธอ...!!.

Monday, 13 August 2007

One Man Show

ทรงยศ สุขมากอนันต์ เดอะย้ง ถึงเวลา "วันแมนโชว์"
สุกรี แมนชัยนิมิต Positioning magazine กุมภาพันธ์ 2549“ดังแล้วแยกวงหรือไม่?” หากเป็นคนอื่นเจอคำถามแบบนี้ก็คงถึงกับอื้ง หรืออาจตอบคำถามแบบพระเอ๊ก พระเอก ว่า “ไม่นะครับ” แต่สำหรับ ทรงยศ สุขมากอนันต์ หรือ "ย้ง" ไม่ใช่พระเอก แต่เพราะเขาเป็นผู้กำกับหนังล่าสุด “เด็กหอ” หลังจากที่มีผลงานร่วมกับเพื่อนๆ ในเรื่อง "แฟนฉัน" เมื่อปี 2546 ในเครือของแกรมมี่ ในนามบริษัทจีเอ็มเอ็มไทหับ จำกัด หรือจีทีเอช คำตอบจึงทำให้น่าสนทนาต่ออย่างไม่ลังเล “จะมองในแง่นั้นก็ได้ ตอนแรกที่มารวมตัวกัน มาทำ “แฟนฉัน” ก็ไม่ได้คิดว่าจะดัง ประเด็นเริ่มจากพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) ให้พวกผมเข้ามาทำ ตอนนั้นก็แค่คิดว่าทำ “แฟนฉัน” ดังแล้วก็จบ ก็พอใจแล้ว แต่บังเอิญประสบความสำเร็จ เราก็เลยได้ทำต่อ” ประสบการณ์จากเรื่อง “แฟนฉัน” ต่อยอดมายังเรื่อง “เด็กหอ” เพราะตอนทำ “แฟนฉัน” นั้น “ย้ง” ร่วมเขียนบท ร่วมกันกำกับ เป็นการกำกับตั้งแต่อยู่บนโต๊ะ ตอนเขียนบท ตอนอยู่ในกองจริงๆ ทุกคนก็มีหน้าที่เป็นผู้กำกับ และทั้ง 6 คนจะมีหน้าที่เพิ่ม อย่างผมเป็นตากล้องด้วย คือทุกคนมีสิทธิที่จะบอกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ถือว่าทุกคนกำกับด้วยกัน” เรียกได้ว่าทุกคนเป็นผู้กำกับตั้งแต่อยู่ในพิมพ์เขียว “ใช่ครับ” ความแตกต่างระหว่างการทำงานเป็นทีมกับกำกับคนเดียวแบบวันแมนโชว์นั้น “ย้ง” บอกว่า “ความยากคือต้องปรับตัว เพราะไม่เคยกำกับหนังใหญ่คนเดียวมากก่อน ถามว่าเป็นสิ่งที่เราต้องเจอหรือไม่ จริงๆ ผู้กำกับทั่วโลกเขาก็ทำงานคนเดียวทั้งนั้น ผมรู้สึกว่าต้องรู้ปัญหาทุกอย่าง และต้องเป็นคนตัดสินใจ เป็นสิ่งที่เพิ่งเจอ และเรียนรู้ เป็นครั้งแรกที่ต้องปรับตัว” บทพิสูจน์ฝีมือจากแฟนฉันหากวัดเป็นตัวเงินในเวลานั้น คือทำรายได้ถึง 137 ล้านบาท มากสุดในรอบหลายปี และมีคนพูดถึงมากที่สุดในช่วงนั้น แต่ที่วัดไม่ได้คือการทำให้ “ย้ง” ได้โอกาสในการกำกับ “เด็กหอ” เป็นเรื่องต่อมา ไม่เพียงกำกับเท่านั้น แต่โครงเรื่อง “เด็กหอ” ยังมาจากตัวตนของเขา เมื่อครั้งถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำที่อัสสัมชัญศรีราชา ซึ่งก่อนไปรู้สึกว่าไม่ต้องการไปอยู่ แต่เมื่ออยู่ 3 ปี จนถึงม.3 ต้องกลับกรุงเทพฯ กลับรู้สึกว่าไม่อยากกลับ “ผมรู้สึกว่ามันเป็น conflict ผมก็เลยคิดว่ามันต้องมีอะไรน่าสนใจ จากที่ไม่เคยอยากอยู่ กลายเป็นว่าผมรักโรงเรียนนี้ แสดงว่ามีอะไรน่าสนใจที่จะเล่าให้คนอื่นฟัง คราวนี้ถ้าจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียนประจำล้วน ก็คงเป็นหนังดราม่าที่ไม่มีจุดขายทางการตลาด ก็เลยต้องเพิ่มเรื่องราวลึกลับเข้าไปในหนัง จากที่ชอบหนังแนวนี้อยู่แล้ว ก็เลยเอาโรงเรียนประจำเป็น background เอาเรื่องลึกลับเป็น plot ของหนังแทน” นั่นคือจังหวะหนึ่งของการเป็นผู้กำกับที่เดินตามวาทะของพี่เก้ง บุคคลที่ “ย้ง” ยึดเป็นต้นแบบที่ว่า "ถ้าคุณอยากเป็นผู้กำกับหนัง คุณต้องออกไปใช้ชีวิตซะก่อน” ประสบการณ์ชีวิตตอนหนึ่งของ “ย้ง” จึงถ่ายทอดผ่าน“เด็กหอ” ที่เขาบอกว่า เป็นหนัง Drama Coming of Age แต่ก็เป็นรื่องที่พูดยาก คือว่าเด็กหอเป็นหนังผี คือมีผีอยู่ในเรื่อง แต่ไม่ใช่สยองขวัญ ไม่ใช่หนัง horror เป็นหนัง suspense ตอนนี้กลัวว่าคนดูคาดหวังว่าจะมีผีน่ากลัว เข้าไปดูและมีสิ่งน่ากลัวเรื่อยๆ แต่เด็กหอไม่ใช่อย่างนั้น เด็กหอ ถ้าน่ากลัวจะเป็นน่ากลัวจากบรรยากาศ และเรื่องราวมากกว่า จะมีผีหน้าขาวให้สะดุ้งตกใจ ความคาดหวังของ “เด็กหอ” จากที่มีหน้าหนังเป็นแบบ thriller suspense “ย้ง” บอกว่า ขายต่างประเทศไม่ยาก แต่รู้สึกว่า “เด็กหอ” กับคนไทยอาจมีความเป็นหนังผีก็จริง แต่มีวิธีการเล่าใหม่ๆ ไม่คุ้นกับคนไทย แต่ไม่ได้ใหม่ของโลก ตลาดเมืองไทยจึงอาจทำมาร์เก็ตติ้งยากกว่า แน่นอนว่า "เด็กหอ” เป็นสิ่งท้าทายใหม่สำหรับเขา และยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ แต่ก็ด้วยความเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรง จึงมีคำแนะนำสำหรับคนที่ใฝ่ฝันอยากเดินบนเส้นทางนี้ว่า โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นผู้กำกับได้ ทุกวิถีทางแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าโอกาสมาหาเราแล้ว ต้องคว้าไว้ แต่ถ้าไม่พร้อมก็ล้มเหลว สำหรับ “ย้ง” ในวันนี้กับความเต็มที่ในการปั้น “เด็กหอ” อาจเป็นเพียงการเริ่มต้นในวิถีการเป็นผู้กำกับ แต่สิ่งที่เขาใฝ่ฝันคือ อยากทำหนังไปเรื่อยๆ ด้วยความรู้สึกที่ว่า “ตอนนี้มีอาชีพในสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้าได้ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็มีความสุขกับมัน ดังนั้น ขั้นตอนการทำงานเราก็เต็มที่กับมัน คนดูก็รู้แล้วว่าเรารักที่จะทำสิ่งนี้” เพราะความเต็มที่กับงานนี้ในวันนี้ จึงทำให้ “ย้ง” บอกอีกว่า จะไม่รู้สึกเสียใจหากในอนาคตมองย้อนกลับมาดูผลงานของตัวเอง ไม่ว่างานนั้นจะออกมาดีหรือไม่ เพราะเขาได้ทำเต็มที่และทุ่มเทอย่างที่สุดแล้ว “ศัตรูสำคัญคือตัวเอง บางจังหวะทำหนังอยู่ แล้วเหนื่อยท้อ ก็ต้องบอกว่าท้อไม่ได้ เพราะเรากำลังทำสิ่งที่เรารัก ถ้าเราท้อวันนี้ ยอมแพ้วันนี้ หนังที่อออกมาจะไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็นเรา ถ้าเราท้อวันนี้ ยอมแพ้ หนังจะไม่ออกมาเป็นสิ่งที่เป็นเรา และหนังจะอยู่ไปอีก 10 ปี 100 ปี แล้วเรากลับมาดู อายุ 90 มาดู เราดูแล้วมีจุดหนึ่งที่เรายอมแพ้แล้วเราท้อ แต่ถ้าเราพยายามอีกนิดนึง แล้วดีกว่านี้ ผมไม่อยากรู้สึกอย่างนั้น ถ้าเราทำเต็มที่กับมันแล้วยังไม่สามารถสู้คนอื่นได้ ผมก็ไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเราทำได้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นเรา” Profile Name : ทรงยศ สุขมากอนันต์ (ย้ง) Age : 33 ปี Education : ปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2536-2539 Career Highlights : 2540 หนังสั้น เรื่อง “วันพักที่รักวุ่น” 2541 เขียนสคริปต์ รายการสารคดี “กระจกหกด้าน” 2542 เดินทางไปอเมริกาพร้อม วิชชา (เดียว) หนึ่งในผู้กำกับ “แฟนฉัน” เรียนภาษาก่อนเป็นเด็กเสิร์ฟ 2543 ผู้ช่วยผู้กำกับหนังโฆษณา บริษัท ฟีโนมีนา (โปรดักชั่นฮาส์) 2545 หนังสั้น ด.เด็ก ช.ช้าง (รางวัลชนะเลิศ รัตน์ เปสตันยี) และร่วมกับเพื่อนกำกับหนังเรื่อง “แฟนฉัน”

Link: http://www.positioningmag.com/magazine/Details.aspx?id=45611

โคลิค : เด็กเห็นผี(Colic)


โคลิค : เด็กเห็นผี(Colic)
คุณเคยรู้จักเด็ก หรือมีลูกที่มีอาการอย่างนี้บ้างไหม ?? ร้องไห้เป็นประจำทุกวันและเวลาเดียวกัน ไม่หยุดและรุนแรง ติดต่อกันเป็นเวลานาน ระวัง...นั่นคือสัญญาณของความน่ากลัวเมื่อ แพรพลอย (พิมพ์พรรณ ชลายคุปต์) เออีสาวกับ ป้องภพ (วิทยา วสุไกรไพศาล) ผู้กำกับหนังโฆษณาหนุ่มไฟแรง ได้ตัดสินใจแต่งงานกันหลังจากที่แพรตั้งท้องโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทั้งคู่จึงตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตและขยับขยายครอบครัวใหม่ด้วยการย้ายบ้านไปอาศัยอยู่กับแม่และน้าสาวของป้องภพแถบชานเมือง แต่การเริ่มต้นไม่ดีเท่าที่ควรเพราะป้องภพทำแต่งานไม่มีเวลามาสนใจแพรซึ่งกำลังตั้งท้องแก่ขึ้นทุกที ความกดดันต่างๆ จากฝ่ายชายทำให้แพรต้องหันหน้าไปปรึกษาและหาอะไรทำเพื่อลดความเครียดด้วยการวาดภาพประกอบให้กับหนังสือที่ จีน (กุณฑีรา สัตตบงกช) เพื่อนสนิท ดูแลอยู่...คืนนึงแพรเห็นบ้านน้าเบญซึ่งปลูกอยู่ใกล้ๆ กับบ้านหลังใหญ่ของแม่ป้องภพมีไฟลุกไหม้ จึงเข้าไปดูและพยายามหาทางช่วยน้าเบญออกมา ในขณะที่แพรเองก็เจ็บท้องและกำลังจะคลอดลูกพอดี...หลังจากการคลอดลูกกลับมาไม่นาน น้องปั้น (ลูก) ก็กลับส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างรุนแรงและน่ากลัว หมอตั้งข้อสงสัยว่าน้องปั้นน่าจะเป็น โรคโคลิค ซึ่งเด็กที่เป็นโรคนี้จะร้องไห้อย่างรุนแรงและตรงเวลาเป็นประจำทุกวันโดยไม่สามารถหาสาเหตุและวิธีรักษาได้ แต่โดยปรกติโรคนี้จะหายไปเองเมื่อเด็กอายุ 3 ถึง 6 เดือน แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปน้องปั้นก็ยังไม่หายจากโรคโคลิค ปั้นยังคงร้องไห้อย่างรุนแรงทุกวัน และดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวและจีนซึ่งเข้ามาช่วยดูแลน้องปั้นต่างก็พบกับเรื่องราวประหลาด ๆ มากมาย

เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากโรคที่มีอยู่จริงของเด็กวัยแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 3-6 เดือน "โรคโคลิค" หรือ "โรคร้อง100 วัน" มักจะเกิดขึ้นในช่วงใดเวลาใดเวลาหนึ่งของแต่ละวันและจะร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งทำความลำบากใจให้กับผู้เป็นพ่อแม่ไปทั่วโลก โรคโคลิคจึงถูกตั้งคำถามและตีความออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ที่ชวนขนลุก ถึงสาเหตุเงื่อนงำของโรคที่ถูกโยงใยเข้ากับครอบครัวสมัยใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งในขณะเดียวกันก็ถูกรังควานจากสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นอยู่ตลอดเวลา ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถถ่ายทอดรูปแบบความน่ากลัวออกมาได้อย่างน่าสนใจ การจัดเรียงลำดับภาพให้ผู้ชมได้ร่วมระทึกไปกับเหตุการณ์ได้อยู่ตลอดเวลาและยากที่จะคาดเดา ทุกคนจะต้องตั้งคำถามในใจว่าทำไมเด็กจึงเป็นโรคนี้ สาเหตุมาจากอะไร ทำไมโรคนี้จึงไม่หายไปจากเด็กคนนี้ และทำไมเรื่องต่างๆจึงเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขาเริ่มร้องไห้--movieseer

นักแสดงและบทบาท:
ข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์:
ผู้แสดงนำ:พิมพ์พรรณ ชลายคุป... แพรพลอย วิทยา วสุไกรไพศาล... ป้องภพ
ผู้แสดงสมทบ:กุณฑีรา สัตตบงกช... จีน

US เรทติ้ง: ความยาวหนัง: ไม่พบข้อมูลโปรแกรมฉายในไทย: 13/7/06โปรแกรมฉายใน US: ไม่พบข้อมูลประเทศผู้ผลิต: Thailandประเภทหนัง: Horror Mystery ทุนสร้าง: ไม่พบข้อมูลรายได้: ไม่พบข้อมูลสถานที่ถ่ายทำ: ไม่พบข้อมูลระยะเวลาถ่ายทำ: ไม่พบข้อมูล

ผู้กำกับ:พัชนนท์ ธรรมจิรา
ผู้สร้าง:สหมงคลฟิล์ม

ไม่มีตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องนี้
คำโฆษณา:
เสียงร้องที่วิทยาศาสตร์ไม่มีคำอธิบาย

Producer ก้านกล้วย


แม้งานจะรัดตัวเหมือนงูเหลือมรัดเหยื่อ เพราะกำลังเร่งผลิตภาพยนตร์การ์ตูน แอนนิเมชั่นฟอร์มยักษ์เรื่อง "ก้านกล้วย" ของบริษัทกันตนา แอนนิเมชั่น จำกัด ให้ทันออกมาฉายในปีหน้า (ค.ศ.2005) แต่เมื่อ "หญิงไทย" ขอนัดสัมภาษณ์ถึงงานแอนนิเมชั่นที่เธอรัก "อัจฉรา กิจกัญจนาสน์" ผู้อำนวยการฝ่ายคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ก็พยายามปลีกเวลามาคุยกับเรา ถึงจะอยู่ในสภาพที่ยุ่งกับงานจน "หัวฟู" แต่ใบหน้ายังคงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอย่างคนอารมณ์ดี คุณตั้ม...อัจฉรา เล่าถึงประวัติการศึกษาของตัวเองให้ฟังว่า "...ตั้มจบปริญญาตรีทางด้านออกแบบอุตสาหกรรม คณุสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แล้วไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนไปเมืองนอกก็แต่งงานก่อน แต่งงานแล้วก็ไปเรียน บังได้เห็นไตเติ้ล เครดิตในตอนท้ายของ HBO เคเบิ้ลทีวีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ดีไซน์ เราก็โอ.เค. เลยว่าขอเรียนอันนี้ละ อยากเรียน เพราะตั้งแต่เรายังเด็กชอบดูหนังไซไฟ หนังแนววิทยาศาสตร์ มีอิเมจิเนชั่น ก้ไปเรียนปริญญาโททางด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ดีไซน์ที่ลองเชสเตอร์ อินสติติว ออฟเทคโนโลยี ที่ลองเชสเตอร์ นิวยอร์ก เพื่ออนาคตจะได้ทำหนังบ้าง ตอนนั้นคิดไว้เล่น ๆ แต่ก็ไม่นึกว่าจะได้มาทำจริง ๆ ในตอนนี้... ...เรียนจบ ฝึกงานที่นิวยอร์ก แมนฮัตตัน 1 ปี เป็นงานที่อยู่ในสายงานคอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่ได้เรียนมา จากนั้นก็กลับเมืองไทย ทำงานอยู่หลายแห่ง จนในที่สุดก็เข้ามาทำงานที่กันตนา แอนนิเมชั่น โดยเริ่มเป็น Producer Special Effect เริ่มเข้าใกล้ความฝันในวันเด็ก..."
งานผลิตของกันตนา แอนนิเมชั่นมีอะไรบ้างคะ "...คงต้องเล่าตั้งแต่สมัยปี 2530 ตอนนั้นฝ่ายผลิตการ์ตูนของบริษัทกันตนา แอนนิเมชั่น จำกัด ในเครือบริษัทกันตนา กรุ๊ป ได้ก่อตั้งขึ้น และร่วมผลิตงานให้กับบริษัทโตเอะ ประเทศญี่ปุ่น ในส่วนของ Production พร้อมกันนั้นได้ส่งบุคลากรไปอบรมยังประเทศญี่ปุ่นในหน้าที่ต่าง ๆ เช่น การเขียน In-between (ภาพต่อเนื่อง) และการลงสีให้ภาพออกมาดูสมจริง ผลงานที่กันตนา แอนนิเมชั่น ผลิตให้กับบริษัทโตเอะ ได้แก่ เซลเล่อร์มูน สแลม ดั๊งค์ ดรากอนบอล และเซนต์เซย่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังผลิตการ์ตูนให้กับยูเนสโกเรื่อง The Dog who want to be the sun (นิทานพื้นบ้านไทยความยาว 15 นาที) และ MEENA (นิทานพื้นบ้านของอินเดีย ความยาว 15 นาที) ฝ่ายผลิตการ์ตูนทำงานมา 9 ปี จนกระทั่งบริษัทโตเอะได้เปลี่ยนแปลงวิธีการผลิต จากการลงสีด้วยมือมาเป็นใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ฝ่ายผลิตการ์ตูนกันตนา แอนนิเมชั่น หยุดงานผลิตลงชั่วคราว ...ในปี 2536 บริษัทได้จัดตั้งฝ่ายคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ขึ้นรองรับการผลิต Visual Effect ให้กับภาพยนตร์ไทยเรื่อง "กาเหว่าที่บางเพลง" ซึ่งเป็นผลงานการสร้างของบริษัทกันตนาโมชั่น พิคเจอร์ จากนั้นก็ได้ขยายสายงานทางด้าน Visual Effect และ 3D Animation (ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นระบบสามมิติ) เพื่อรองรับงานโฆษณาของกันตนา ไฮ-เอนด์ โพสต์ (Kantana Hi-End Post Production) ช่วงนี้ละค่ะที่ตั้งเริ่มเข้ามาทำงานกับกันตนา... ...ปัจจุบันนี้ฝ่ายคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ได้รับความไว้วางใจให้ร่วมงานผลิตโฆษณาโดยตรงกับ Production House และ Advertising Agency โดยให้คำปรึกษาทุกขั้นตอนการผลิต รวมถึงมีส่วนในการถ่ายทำและร่วมพัฒนาแนวคิดจนเกิดภาพที่ปรากฎในภาพยนตร์โฆษณา มีผลงานที่โดดเด่นและได้รับรางวัลมากมาย... ...ในช่วงปลายปี 2544 ฝ่ายคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ได้สร้างสรรค์การ์ตูนซีรี่ส์ชุด "ซน 100%" ขึ้น โดยทีมงานเริ่มต้นตั้งแต่การคิดเรื่อง ระดมมันสมองช่วยกันคิดโครงเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องความซนแสบซ่าของเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ใส่เหตุการณ์ต่าง ๆ ใส่มุขตลกขบขันหรรษา จากนั้นฝ่ายเขียนบทจะนำไปเขียนแล้วส่งให้ฝ่าย Story Board ร่างออกมาเป็นภาพ ระหว่างนั้นทีมพากษ์ก็เริ่มทำบทพากษ์ ใส่เสียงตัวละครตามคาเร็คเตอร์ของตัวนั้น ๆ หลังจากนั้นก็นำ Story Board และภาพที่ได้มาตัดต่อร้อยเป็นเรื่องราวให้ลงตัวพอดีเป๊ะทั้งจังหวะ เวลาและความสนุกสนาน ในระหว่างนั้นตัวการ์ตูนและข้าวของต่าง ๆ และฉากทั้งหมดจะถูกออกแบบโดยฝ่ายอาร์ต เพื่อให้ฝ่ายโมเดลรับไปสร้างต่อเป็นภาพสามมิติ เมื่อได้โมเดลครบก็นำมาประกอบเป็นงาน Lay Out เพื่อให้เห็นภาพรวมของ Animation ทั้งเรื่อง... ....ในการทำการ์ตูนซีรี่ส์ชุดนี้ เรื่องที่ต้องใช้เวลามากที่สุด คือ การทำ Animation (ทำภาพนิ่งให้เป็นภาพเคลื่อนไหว) เพราะคนทำ Animation ที่เราเรียกกันว่าเป็น "Animation" นั่นเปรียบเหมือนเป็นทั้งผู้กำกับฯ ตากล้อง และนักแสดงในคน ๆ เดียวกัน เขาต้องดูทั้งองค์ประกอบภาพ ความเคลื่อนไหวของตัวละคร และอารมณ์ของเรื่อง เรียกว่ากว่าจะได้มาแต่ละตอนก็...เหนื่อยมาก ๆ ... ...อีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การใส่แสง สี ให้ภาพการ์ตูนแอนนิเมชั่นเกิดสีสันสดใสสวยงาม จากนั้นจึงนำเสียงตัวละครที่พากย์ไว้มามิกซ์รวมกับดนตรี และซาวน์ด์เอ็ฟเฟ็คท์ต่าง ๆ ซึ่งจะจบสมบูรณ์พร้อมออกฉาย การ์ตูนเรื่อง ซน 100% นี้ออกออกกาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี มาตั้งแต่ 6 พฤษภาคม วันพฤหัส-ศุกร์ เวลา 18.01 น. มีทั้งหมด 26 ตอนค่ะ... ...จากซีรี่ส์เรื่อง ซน 100% ก็มาถึงภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่อง "ก้านกล้วย" ซึ่งเป็นเรื่องของช้างเชือกหนึ่งที่ออกเดินทางผจญภัยไปกับผองเพื่อนเพื่อตามหาพ่อ ในที่สุดด้วยรูปร่างที่ถูกต้องตามหลักคชลักษณ์ ทำให้ก้านกล้วยถูกเลือกให้เป็นช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรฯ ความกล้าหาญของก้านกล้วยทำให้ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "เจ้าพระยาปราบหงสาวดี"...
ความแตกต่างระหว่างการทำการ์ตูนออกฉายเป็นตอน ๆ ทางโทรทัศน์กับเป็นภาพยนตร์ฉายในโรง "...แตกต่างกันเยอะมาก มาก มาก (เน้นเสียง) ลองนึกถึงคนทำละครโทรทัศน์กับคนสร้างภาพยนตร์ ตั้มว่าคนสร้างภาพยนตร์จะเจอปัญหาเดียวกันหมด คือทำอย่างไรให้คนยอมเสียเงินมาดูหนัง อย่างทีวี พอคนเปิดเจอ โอ๊ะ! ถูกใจ ชอบ ก็จะดูได้เลย แต่ถ้าเขาอยากมาดูหนัง เขาต้องแต่งตัวขับรถออกจากบ้านมาซื้อตั๋ว โจทย์ยากของคนคิดจะทำหนังไม่ว่จะเป็นหนังการ์ตูน หรืออะไรนั่นก็คือ ทำอย่างไร เราจึงจะชักจูงในคนที่นั่งอยู่ที่บ้านอยากเดินทางมาหนังของเราที่โรงหนัง ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นที่เราสร้างขึ้นมามันต้องมีอะไรน่าสนใจพอที่จะชักจูงให้เขาอยากมาดู... ...นอกจากนี้ความแตกต่างทางด้านเนื้อหา ซึ่งถ้าเป็นตอน ๆ เราก็ขมวดท้ายจบได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ถ้าเป็น Feature Film (ภาพยนตร์เรื่องยาว) อย่างเช่น "ก้านกล้วย" มีความยาวของหนังอยู่ที่ 80 นาที เวลาชั่วโมงกว่า ๆ นี้เราต้องหาวิธีการเล่าเรื่องให้ผู้ชมรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับหนัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย... ...คิดกันง่าย ๆ เลยนะคะว่าโทรทัศน์ที่เราดูกันที่บ้านขนาดใหญ่สุด 60 นิ้ว ก็ยังไม่ใหญ่เท่าไร แต่จอภาพในโรงหนังกว้างยาวไม่รู้กี่เมตร ใหญ่กว่าฝาผนังบ้าน ในแง่ของคนผลิตงานเราต้อง Pay Attention (ใส่ใจดูแล) ทุกจุด เล็ก ๆ น้อย ๆ ละเอียดแค่ไหนถ้ามีข้อผิดพลาดขึ้นมา มันก็จะขยายเป็นภาพใหญ่โตเมื่อฉายขึ้นจอในโรงภาพยนตร์ บางครั้งมีสิ่งสกปรกติดเข้าไป แม้จะเป็นเศษฝุ่นเล็ก ๆ แค่นี้ (ทำท่าจิกปลายนิ้วก้อยให้ดู) ก็อาจจะใหญ่กว่าตัวละครในจอภาพยนตร์ได้ เรียกว่าการทำภาพยนตร์ต้องประณีตละเอียด พิถีพิถันกว่ากันมากเลยค่ะ...
พี่ก่อสร้าง ...เลเบอร์ แมน
งวงแดง ...ศัตรูตัวร้าย
ชะบาแก้ว ...ช้างสาวแสนสวย
นอกจากนี้ในเรื่องของความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ทุกขั้นตอนเหมือนการถ่ายทำภาพยนตร์ ผิดตั้งแต่จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงจุดใหญ่ ๆ ซึ่งถ้าจุดใหญ่ผิดนั่นก็คือ เราเลือกสไตล์หนังผิด เท่ากับว่าเราเริ่มผิดพลาดตั้งแต่คลอดแล้ว ยังมีความผิดพลาดในการเลือกเรื่องมาทำอีก แต่สำหรับก้านกล้วยเรามั่นใจว่าว่าเราเลือกเรื่องไม่ผิดแน่ ส่วนความผิดพลาดในระบบการทำงาน ก็อาจมีบ้างที่ส่งไปผิดแผนก เพราะในการทำงานของฝ่ายเราก็เหมือน Factory (โรงงาน) เข้าทางนี้ ไปแผนกโน้น ไปแผนกนี้ แล้วก็ไปออกที่แผนกนั้น อาจมีบ้างที่โค้งไปทางโน้นทางนี้ แต่ก็ไม่ใช่ที่ส่งออกแล้วต้องถอยหลังกลับมาทำใหม่... ...ความแตกต่างของทีมพากษ์ก็ต่างกัน ในภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่อง "ก้านกล้วย" นี้ เน้นเลยว่าทีมพากษ์ต้องใช้ดารา ถามว่าถ้าเป็นดาราที่เคยพากษ์การ์ตูนแอนนิเมชั่นของต่างประเทศจะได้เปรียบกว่าไหม ก็คงไม่แน่ เพราะเราอยากได้คลื่นลูกใหม่ ที่เสียงยังไม่เป็นที่คุ้นเคยเท่าไรนัก และที่แน่ ๆ คือต้องเป็นดาราที่เข้าถึงบทบาทของตัวละครแต่ละตัว เพราะทุกตัวจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา ในการ์ตูนซีรี่ส์เรื่อง ซน 100% เราใช้ทีมพากษ์ไม่ถึงกับใช้ดาราพากษ์ เพราะเป็นงานที่ต้องส่งงานให้ทันเวลา แต่กับภาพยนตร์ ลงได้ชื่อว่า Big Form ทุกอย่างก็ต้อง...ใหญ่...ไปหมด..."
ปัญหาใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าขณะนี้คืออะไรคะ "...คือความกลัวว่าจะทำงานไม่เสร็จ (หัวเราะกันครืนทั้งห้อง) จริง ๆ นะคะ ออกฉายปีหน้า ถ้าทำไม่ทันจริง ๆ คงจะได้ฉายช่วง 31 ธันวาพอดี คือปัญหาในการทำภาพยนตร์เรื่องยาวมันมีเยอะมาก ถ้าเรามีเวลามากเราก็จะทำงานได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ในเวลาที่จำกัด แต่ตอนนี้เรากำลังทำ Commercial Art (ธุรกิจศิลป์) อยู่ และการจัดสรรคนในองค์กรเกือบร้อยคนให้มีความคิดและการทำงานในทิศทางเดียวกัน เป็นเรื่องที่...สุดสุด... ...ในการทำงานกับลูกน้อง ถ้ามีจุดถกเถียงโต้แย้งกัน ตั้มอาจจะได้เปรียบตรงที่ตั้มจะเป็น (Last Call) มีอำนาจตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย แต่เขาโชคดีตรงที่ตั้มมี Art Background ส่วนผู้บริหารจะโชคร้าย ตรงที่ตั้มเป็น Artist ตั้มจะไม่ยอมท่าเดียว คือตั้มจะต้องเป็นคนบริหารงบประมาณในการผลิตด้วย อย่างเช่น เราต้องใช้ Software ตัวนี้ แต่ต้องใช้เงินขนาดนี้ อ้าว! ไม่มีเงินแล้วนี่ เราก็ต้องหยุดไว้ก่อนแล้วมองหาตัวใหม่ อะไรที่พอจะมาแทนที่ได้ หรือบางที่ Software ตัวนี้ทำภาพแบบนี้ออกมาได้ เจ๋งว่ะ! เอ้า! ตกลง ซื้อก็ซื้อ เราก็พยายามเฉลี่ยงบประมาณ สามารถซื้อต้นไม้ใส่ซีนนี้เพิ่มได้อีกสักต้นสองต้น แล้วทำให้ภาพสวยขึ้นนะ เราก็จัดสรรไป... เราก็อยากให้หนังออกมาเลิศเลอเพอร์เฟ็คอย่างที่เราต้องการ..."
ในตอนนี้ความก้าวหน้าเรื่องเทคโนโลยีของกันตนา แอนนิเมชั่น พัฒนาขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดหรือยังคะ "...ถ้าเทียบกับฮอลลีวู้ด เราคงไม่สุดยอดร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนเขา เราก็ดูงาน ศึกษางานแอนนิเมชั่นของฮอลลีวู้ดพอสมควร เราทราบเทคนิคเทคโนโลยีต่าง ๆ ของเขา แต่บางครั้งเราไปไม่ถึง อย่างเช่น เขามี Animator อยู่ร้อยคน เรามี Animator อยู่เพียง 20 คน ในการทำงานแอนนิเมชั่นให้ออกมาช็อตหนึ่งในเวลา 10 วินาที เราก็ต้องทำงานหนักกว่าเขาเยอะมาก งานสร้างภาพยนตร์แอนนิเมชั่นต้องแปรผันตามเวลา และงบประมาณด้วย ทุนของเขาหนึ่งเรื่องใช้เงินหนึ่งร้อยห้าสิบล้านยูเอส ดอลลาร์ เขาย่อมมีเครื่องมือ มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ดีกว่าเราอยู่แล้ว... ตั้งไม่อยากให้เปรียบเทียบฝีไม้ลายมือกัน ตั้มกลัวเหมือนกันว่าพอหนังออกมาแล้ว...ตอนนี้ยังฝันร้ายอยู่เลย เราต้องรู้ว่า ข้อจำกัดของเราคืออะไร พยายามพัฒนางานของเราให้อยู่ภายใต้ขอบเขตที่จำกัด โดยพยายามพัฒนาให้งานของเราออกมามีคุณภาพให้มากที่สุด... ...ถ้าถามว่า งาน Animation ของกันตนาถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยไหม...ตั้มว่าทุกค่ายต่างก็พยายามพัฒนางานของเขา ในแง่ของผู้บริหาร ในแง่ของการทำธุรกิจ อาจใช่ว่าเราต้องเป็นที่หนึ่ง แต่ในแง่ของคนทำงาน เราเพียงแต่ Push ตัวเองทุกวัน ทุกวินาที โดยไม่ได้คิดว่าต้องไปทำงานแข่งกับใคร เพราะเรากำลังแข่งกับตัวเองอยู่ ตั้มก็ดูงานของค่ายอื่น ๆ ก็รู้สึกว่าเขาเก่งนะ เขาได้ในส่วนที่เขาเป็น เราก็ยินดีกับการที่มีคนทำงานนี้ออกมาเยอะ ๆ มันทำให้ทุกคนเกิดการแข่งขันพัฒนางาน อย่างเราซึ่งเป็นพี่เขา เราทำงานนี้มาก่อน เขามองมา เออ! พี่เขาทำดีนะ เขาก็ต้องทำงานให้ดีมากขึ้น เราก็ไม่หยุดอยู่แค่นี้ ทำให้วงการ Animation ของเมืองไทยครึกครื้นขึ้น..."
จิ๊ดริ๊ด... นกพิราบพี่เลี้ยงก้านกล้วย
ในอนาคตภาพยนตร์การ์ตูนแอนนิเมชั่นจะพัฒนาต่อไปอีกเยอะไหมคะ "...ถ้ามีคนยอมรับมากขึ้น คนไทยทั้งประเทศ 60 ล้านคน มาดูเรื่อง "ก้านกล้วย" สัก 10-20 ล้านคน ก็น่าจะพอนะคะ (หัวเราะอย่างอารมณ์ดี) พอที่จะทำให้เรามีกำลังใจ มีทุนที่จะสร้างเรื่องต่อไป นักลงทุนเขาก็อยากจะลงทุนให้เรานะคะ ตอนทำการ์ตูนซีรี่ส์ฉายใน TV เราแทบจะตายเลย การ์ตูน 26 ตอน ตอนละ 11 นาที เราใช้งบประมาณไป 26 ล้านบาท แต่เรื่อง "ก้านกล้วย" เราใช้งบประมาณ 120 ล้านบาท รวมทั้งงบโปรโมทก็อยู่ในนี้ด้วย การสร้างภาพยนตร์ต้องใช้เงินลงทุนสูง ถ้า Demand (ความต้องการของผู้บริโภค) น้อย Supplier ก็คงไม่รู้จะซัพพลายไปให้ใครดู ...เขาก็คงไม่ต่อชีวิตเรา..."
มีโครงการจะนำไปขายที่ตลาดหนังเมืองคานส์ไหมคะ "...มีค่ะ ตรงนี้ผู้บริหารจะช่วยเราดูด้วย ถ้าเราทำหนังได้ดีมีคุณภาพ ต่างประเทศก็จะหันมามองเราบ้าง ตั้งเคยไป Present ภาพยนตร์เรื่องก้านกล้วยที่ต่างประเทศ เขาก็ Happy นะ และตื่นเต้นกับเราพอสมควร ส่วนเรื่องที่เขาจะซื้อหรือไม่ซื้อ ตรงนี้คงยังพูดไม่ได้ เพราะหนังยังทำไม่เสร็จ แต่เขาก็เฝ้ามองดู เฝ้ารอเรานะว่าเมื่อไรจะทำเสร็จ ...ในฐานะที่เป็นคนทำ เราคิดว่าโอกาสที่ "ก้านกล้วย" จะขายต่างประเทศได้มีเกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าในตลาดหนังเมืองคานส์ คงไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยอิงประวัติศาสตร์ไทยมากมายเท่าไรนัก และ "ช้าง" เป็นสัตว์ที่มีคนชอบมาก เพราะเป็นสัตว์ที่น่ารัก ยังไม่มีการ์ตูนเรื่องไหนที่ช้างเป็นพระเอก นอกจาก "ดัมโบ้" ซึ่งเป็นช้างหูใหญ่จนใช้ใบหูกระพือให้บินได้ แต่อันนั้นก็ไม่ใช่ช้างธรรมดาอย่าง "ก้านกล้วย" ที่ได้ยศศักดิ์มาเพราะความกล้าหาญ นอกจากนี้งานการ์ตูนแอนนิเมชั่นของเรายังผสมผสานกลิ่นอายความเป็นไทยลงไปด้วย ไทย โมทิฟ อาร์ต (Thai Motive Art) เป็นเส้นโค้ง เส้นขดหอยดนุ่มนวล และเอกลักษณ์ของเราเอง ส่งเหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งดึงดูดให้คนต่างประเทศรอดูภาพยนตร์การ์ตูนแอนนิเมชั่นจากประเทศไทย..."
ถึงแม้ว่า "ก้านกล้วย" จะไม่ใช่ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่องแรกของประเทศไทย เพราะคุณตั้มยกให้ "สุดสาคร" ของอาจารย์ปยุต เงากระจ่าง คือภาพยนตร์การ์ตูนแอนนิเมชั่นเรื่องแรกที่เป็น "ครู" และเป็นแรงบันดาลใจให้ Gartoonist และ Animator รุ่นใหม่แต่ "ก้านหล้วย" อาจจะเป็นภาพยนตร์การ์ตูนแอนนิเมชั่นเรื่องแรกของประเทศไทยที่ถูกแย่งซื้อในตลาดหนังเมืองคานส์ ณ ตอนนั้นชื่อของคุณตั้ม ...อัจฉรา กิจกัญจนาสน์ ในฐานะ Producer จะถูกพิมพ์ลงในไตเติ้ล เครดิตท้ายเรื่อง เป็นที่จดจำเล่าขานในวงการแอนนิเมชั่น

สนิมสร้อย (FEATHERS OF PASSION)



เรื่องย่อ
เป็นเรื่องราวชีวิตความรักใคร่ ระหว่าชายหญิง ซึ่งเกิดขึ้นผ่าน บ้านโสเภณีชั้นสูง แห่งหนึ่งเมื่อราว 45 ปีที่ผ่านมา ในยุคที่กรุงเทพฯไม่มีศูนย์การค้า ค็อกเทล์เล้าจน์ สถานบริการอาบอบนวด ถนนพัฒน์พงษ์ ซอยเคาบอย ฯลฯ กล่าวกันว่า ความรัก-ความใคร่ คือสิ่งที่คู่กันมาระหว่าง พระเจ้า-ซาตาน มันเป็นเส้นบางๆ ซึ่งพาดขนานกัน มันมีซ่อนเร้นอยู่ในเราทุกชีวิตทั้งชายหญิง มันจึงมีทั้งความสุขและเจ็บปวด แต่ไม่ว่าความรักจะเป็นฉันใด ความรักยังเป็นยอดปรารถนาทุกชีวิต ไร้พรมแดนไร้ซึ่งเงื่อนไขใดๆ หากจะรัก ก็จะรัก และรัก มาชมความรักในอีกหลายแบบซึ่งเกิดขึ้นจริงบนดินแดนแห่งสยามเมืองยิ้มนี้ และไม่ว่าเรื่องนี้จะเกิดกับใคร เราไม่เคยดูถูกเดียดฉันหยามเย้ย หากเต็มไปด้วยความเข้าใจความหมายของชีวิต ที่เกิดมาเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน นานมาก... กว่าจะมีเรื่องใกล้ตัวของ หญิงชาย ที่เก๋ไก๋ สนุก สุดอารมณ์อย่างนี้มาให้ชมกันดุจในภาพยนต์เรื่องนี้ และแน่นอน ในชีวิตจริง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถือสัญชาติไหน มันจะ...ทุกข์หรือสุข สกปรกหรือสวยงามล้ำค่า มันจะอยู่กับว่า...คุณรู้จักความรักมากแค่ไหน?
Synopsis
This story touches the lives of people who lived in a classy brothel in Bangkok about 45 years ago. It was a time without shopping malls, massage parlors, or cocktail lounges. And there was no law enforcement regulating social behavior.. There are many people living in this house of ill repute. Samorn, the Madam, suffers from masochism as a result of her harsh background and painful memories. She depends upon Tead, an ex-police sergeant, to inflict pain and humiliation for her sexual gratification. The young house pimp, Karn, adores her. He protects her business and her girls. He also sleeps with them but he feels no real love for them, not even for Wong Duan. This young innocent girl was sold into the house without being forced to sleep with customers; she cherishes him. Then there is dotty old Porn who idolizes the beautiful Som Song who embraces her calling willingly. And a young merchant, Chalao, seeks love from Siri, a prostitute who killed her step father for raping her at the age of 17, and later got dumped by two other men. These people and others in the house are the products of fate and the culture of the times. This is a film about life in the raw, about love, lust, trust and hope. It will make you laugh and cry, feel sad, sensitive, triumphant and cynical. It will put your feelings on trial a moving new movie experience!
....................................................................................................................................
About The Film
Director by : จรูญ วรรธนะสิน ( Charoon Wattanasin )
Starring : ฌานิศ ใหญ่เสมอ ( Chanit Yaisamer ), ปติญญา ทองศรี ( Patinya Tongsri )
Year : 2003
Genre : Drama
....................................................................................................................................
Director Profile
Charoon Wattanasin was born on December 10, 1938 in Chiang-mai province of Thailand. He is currently president of Studio Bangkok Co., Ltd., whose primary business is providing studio facilities and cinematography hardware for the motion picture industry. Khun Charoon wrote and directed the movie “Sherry Ann”. He began his working career in 1964 as a copy writer in the advertising department of Lever Brothers (Thailand) Co. Ltd., as Film and Radio Production Manager. He was then seconded to S.S.C & B – Lintas (Thailand) Co. Ltd., (presently known as Lowe Lintas & Partner ) as one of its founding management members. He served as its Director and Associated Board Director prior to his resignation in 1981 to form his own company. As owner of A.V. Craft Production Co. Ltd., he administrated, wrote, directed, and edited TV advertisements, documentaries, and TV mini series. About forty to fifty commercials were produced in a good year. He was the unsung hero of at least four Tact Awards presented to outstanding advertising agencies during the first six years of these annual events. In 1988 he achieved an important objective in the formation of Studio Bangkok Co Ltd. He is currently forming another company, Studio Bangkok Entertainment Co. Ltd., to produce movies and other entertainment media for both domestic and international markets. Khun Charoon proclaims that he fully intends to enjoy making movies right up until he dies at the tender age of ninety-three.

สภาพการณ์ของภาพยนตร์ไทยในอนาคต

Title:
สภาพการณ์ของภาพยนตร์ไทยในอนาคต : ศึกษาวิเคราะห์จากทีมงานผู้สร้าง ผู้ชม และนักวิชาการด้านภาพยนตร์ : รายงานผลการวิจัย
Other Titles:
Situation of Thai film in the future: an analytical study from production crew, audience, film scholars
Authors:
รัตนา จักกะพาก
Author's Email:
Rattana.C@chula.ac.th
Subjects:
ภาพยนตร์ไทย--การผลิตและการกำกับรายการอุตสาหกรรมภาพยนตร์--ไทยภาพยนตร์เพื่อการศึกษา
Issue Date:
2546
Publisher:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract:
การวิจัยเรื่อง "สภาพการณ์ของภาพยนตร์ไทยในอนาคต : ศึกษาวิเคราะห์จากทีมงานผู้สร้าง ผู้ชม และนักวิชาการด้านภาพยนตร์" มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการณ์ของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน 2. เพื่อศึกษาสภาพทางเทคนิคการผลิต เนื้อหาหรือบทภาพยนตร์และการนำเสนอภาพยนตร์ไทย 3. เพื่อทราบแนวโน้มของภาพยนตร์ไทยในอนาคต โดยใช้การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสำรวจผู้ชมทั่วไป จำนวน 500 ตัวอย่าง และการสัมภาษณ์เจาะลึกกลุ่มทีมงานผู้สร้าง และนักวิชาการด้านภาพยนตร์รวม 25 ตัวอย่าง ผลการวิจัยปรากฏว่า สภาพการณ์ของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบันโดยรวมมีการพัฒนาขึ้นกว่าในอดีตทางด้านเทคนิคการผลิตเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ส่วนทางด้านเนื้อหาของภาพยนตร์ไทยยังคงวนเวียนเป็นแบบเดิม ๆ โดยมีการนำเสนอในรูปแบบใหม่บ้างแต่ยังไม่มากนัก ภาพยนตร์ไทยมีการแข่งขันในประเทศมากขึ้นในลักษณะการเร่งผลิต เร่งขาย โดยเพิ่มจำนวนภาพยนตร์ไทยอย่างมาก แต่คุณภาพาด้านเนื้อหาและเทคนิคการนำเสนอยังคงเป็นแบบเดิมๆ ผู้ชมให้ความสนใจไปดูภาพยนตร์ไทยมากขึ้น ตื่นตัวที่จะติดตามภาพยนตร์ไทยมากขึ้น แนวโน้มในอนาคตของภาพยนตร์ไทยจะอยู่ในลักษณะขยายปริมาณแต่คุณภาพยังคงค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้เพราะขาดแนวทางในการพัฒนาที่มีทิศทางและนโยบายชัดเจน สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อสภาพการณ์ของภาพยนตร์ในปัจจจุบันและอนาคตได้แก่ 1. บุคลากรทีมงานผู้สร้าง 2. เนื้อหาหรือบทภาพยนตร์ 3. นายทุน 4. ผู้ชม 5. ดารานักแสดง 6. เทคนิคการนำเสนอ 7. การสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งทั้ง 7 ปัจจัยนี้ปัจจุบันยังมีปัญหาและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกจุดและขาดความต่อเนื่อง ดังนั้นแนวโน้มของสภาพการณ์ของภาพยนตร์ไทยในอนาคตยังคงต้องเผชิยปัญหาอุปสรรคดังกล่างแน่นอน และโอกาสจะพัฒนาขึ้นค่อนข้างยาก เนื่องจากภาพยนตร์เป็นสื่อมวลชนที่ต้องทำงานเป็นทีมต้องขับเคลื่อนเป็นกระบวนการที่ประกอบกันจากปัจจัยดังกล่าวทั้งหมด
Other Abstract:
The objectived of this study are (1) to investigate the situation of Thai film of the present time, (2) to examine the states of technical production, content or filmscriprs and how the films were presented, and (3) to understand the trend of Thai films in the future. The researcher used a textual analysis, a survey with 500 samples, as well as in-delpth interview with 25 interviewees. They were producers, film scholars, and film critics. The findings howed that the situation of Thai films at present and technical productions has generally improved than that of the past. However, the content of the film has unchanged. There were a few new styles of presentation. There were more competitions among producers in Thailand, especially presenting more films with the same content and technical productions in the market. Audience members have shown their enthusiasm to watch many more Thai films. Producers were likely to increase more films in the future but the quality would gradually be modified. The reason was that there was no clear direction of film development and policy. Seven factors influencing Thai films of the present time and the future were production crews, content or filmscripts, producers, audience members, actors, technical presentations, and support form Thai government. There have been still problems among those seven factors, that is, they have not been constantly examined, and thus the situation of Thai films in the future has a lot of obstacles. The possibility to develop Thai film is considerably hard. Films are mass media that need a process of driving forec from those seven factors.
URI:
http://hdl.handle.net/123456789/1745
Appears in Collections:
Research Reports

หวังรณรงค์คนไทยในต่างแดน

หวังรณรงค์คนไทยในต่างแดนร่วมแรงร่วมใจสร้างภาพยนตร์ไทยเทิดพระเกียรติ “The King’s Warriors”หรือ“ยอดทหารเสือ”
ช่วงนี้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ไทยเป็นพิเศษ นอกจากจะไปดูหนังเรื่อง “เด็กหอ” ซึ่งเป็นหนังไทยเรื่องเดียวที่มาเปิดฉายในเทศกาลภาพยนตร์ “1st Annual Subtitle Film Festival” แล้ว ยังได้พบปะกับผู้คร่ำหวอดในวงการทำภาพยนตร์โฆษณา ครีเอทีฟ นักแสดง และผู้เขียนบทละครชื่อดังอย่าง “อังกอร์” ทั้งภาคหนึ่งและสอง
บุคคลที่กล่าวถึงนี้ รู้จักกันทั่วไปในชื่อของ “นอร์แมน วีรธรรม” นักเขียนบทละครแนวแอคชั่นแฟนตาซี เรื่องอังกอร์, อังกอร์ 2 ,เล็กใหญ่ไม่เกี่ยวด้วยคน, เหล็กไหล และล่าสุด เรื่องชุมแพ ซึ่งอยู่ระหว่างการถ่ายทำในขณะนี้
นอร์แมน วีรธรรม มีชื่อจริงว่า วีระธรรม วิชัยรักษากุล เคยใช้ชีวิตอยู่ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกามากว่า 20 ปี เป็นน้องชายของคุณวิลาวัลย์ น้อยนวม ซึ่งขณะนี้กลับมาเยี่ยมเยียนพี่น้องและเพื่อนฝูงในอเมริกา พร้อมหอบบทภาพยนตร์ไทยเทิดพระเกียรติเรื่อง “The King’s Warriors” หรือ “ยอดทหารเสือ” ที่บรรจงเขียนถึง 3 ปี มาสานฝันให้เป็นจริง ด้วยการสนับสนุนจากคนไทยด้วยกัน
คุณนอร์แมน ชี้แจงว่า บทภาพยนตร์เรื่อง “The King’s Warriors” ไม่ได้มีเจตนาที่จะฉวยโอกาสใช้เวลาที่ประเทศไทยกำลังแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ แต่ตั้งใจเขียนเพื่อให้คนไทยร่วมกันสำนึกถึงความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์ท่าน สะท้อนผ่านคาแรคเตอร์ที่อยู่ในเรื่อง ด้วยความตั้งใจที่ไม่ใช่ทำเพื่อธุรกิจเหมือนภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ แต่จะนำรายได้ทั้งหมดทูลเกล้าฯถวาย ย่อมเป็นที่ประจักษ์ถึงเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ และต้องได้รับการต้อนรับจากประชาชนไทยทั้งในและนอกประเทศอย่างแน่นอน
เรานำบทสัมภาษณ์ของคุณนอร์แมนมานำเสนอ เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความคิด ความอ่าน และตัวตนที่แท้จริงของเขา อีกทั้งเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจว่า จะให้การสนับสนุนอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นของเขาในครั้งนี้หรือไม่
อยากให้คุณนอร์แมนเล่าว่ามาทำอะไรที่อเมริกาเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
ตั้งใจมาเรียนหนังสือด้านกราฟฟิคดีไซน์และโฆษณา หลังจบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ด้านสถาปัตยกรรม พอมาถึงก็เข้าไปเรียนเลย แต่ปรากฏว่าฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง และเป็นการนำงานมาวิจารณ์ ใครมีข้อสงสัยต้องถามอาจารย์เพื่อครีเอทคอนเซ็ปต์ เลยตัดสินใจออกมาลุยจ๊อบ ทำงานเก็บเงิน ขณะเดียวกันก็ฝึกฝนภาษา อ่านหนังสือ โชคดีที่ทำงานร้านอาหารฝรั่งทำให้กล้าขึ้น จากนั้นไปเป็นบาร์เทนเดอร์ยิ่งทำให้คล่องขึ้น ผ่านไปประมาณ 5 ปี จนมั่นใจ จึงกลับเข้าไปเรียนใหม่ ที่ California State Los Angeles ที่เดิม
ระหว่างเรียนได้ผลอย่างไรบ้าง
ช่วงที่เรียน ผลงานก็ถูกนำไปติดบอร์ด พอเรียนๆไปจะจบ อาจารย์ถามว่าคิดยังไง ก็บอกไปว่าอยากเรียนต่อปริญญาโท อาจารย์บอกว่าน่าจะทำงานมากกว่า เลยเข้าไปทำงานเลย ตอนแรกทำแม็กกาซีน ทำหน้าที่ออกแบบ หลังจากนั้นย้ายไปทำเอเยนซี่โฆษณา ได้มีโอกาสทำหนังโฆษณาทีวี แล้วก็ย้ายไปทำอีกที่ ที่คอสตา เมซา ไกลแต่ต้องไปเพราะมีลูกค้าที่ดีอย่างโซนี่ เป็น Director ทำงานด้านอาร์ตและควบคุมการถ่ายภาพ
เห็นว่าชอบงานทางด้านภาพยนตร์ด้วยใช่ไหมคะ
เริ่มสนใจงานภาพยนตร์ ซึ่งจริงๆอยากเรียนตั้งแต่แรก แต่มันแพงในยุคนั้น และดูจากตลาดหนังไทยในยุคนั้น เห็นว่าไม่น่าพัฒนา พอทำงานผ่านไปเป็นสิบปี โรงเรียนที่สอนด้านภาพยนตร์ก็มีเยอะขึ้นและถูกลง ตอนนั้นเลยไปเรียน UCLA EXTENSION เป็นคอร์สๆ รวมทั้งไปทำ Workshop
ได้มีโอกาสรู้จักกับเสี่ยเจียง ของสหมงคลฟิล์มตอนที่กลับไปเมืองไทย เลยได้กลับไปลองทำดู แต่ระบบยังไม่เข้าที่ จากนั้นแกรมมี่ชวนไปทำงานด้วย เป็นครีเอทีฟ ตอนนั้น ครบ 10 ปีแกรมมี่พอดี เลยได้ไปทำโปรเจค "อัลบั้มซน คนดนตรี" ได้เจอศิลปินหลายคน ก็สนุกดี
แล้วไปทำงานด้านไหนอีกที่เมืองไทย
หลังจากนั้นตัดสินใจออกจากแกรมมี่ กลับไปทำโฆษณาที่ฟาร์อีสต์ ได้ทำหนังโฆษณาสองเรื่อง และหาทางไปเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาที่บริษัทเอ็กตร้าเฟรม ทำอยู่สักสองสามเรื่อง ก็บังเอิญเป็นช่วงฟองสบู่แตก แต่ขณะเดียวกันเสี่ยเจียงก็เปิดค่ายเทปโกล์ด เอ็นเตอร์เทนเมนท์ พอดีแล้วชวนไปทำ ก็เข้าไปทำ
แล้วจุดหันเหทำให้มีโอกาสมาเขียนบทละครชื่อดังเป็นมาอย่างไร
ระหว่างนั้นมีพี่สมเดช ผู้กำกับหนังมาชวนไปเขียนบท บอกว่าอยากทำหนังเกี่ยวกับเสือสมิง ให้คุณอาฉลองเป็นผู้กำกับ อยากให้เป็นสไตล์อินเตอร์ เลยเขียนบทขึ้นมาเรื่องอังกอร์ ซึ่งเดิมทีตั้งใจจะทำหนังก่อน แต่ฟองสบู่มาแตกก่อน คุณฉลองเลยบอกว่าจะทำเป็นละคร ทำได้ไหม ตอนนั้นที่ได้บทมาก็เอาไปเสนอหลายค่าย คนปฏิเสธ เพราะไม่มีคนใช้ ไม่มีตัวตลก ยังไงก็ไม่เวิร์ค บอกให้เปลี่ยนแต่ผมไม่เปลี่ยน
เขียนเรื่องแรกก็ประสบความสำเร็จเลย
ผมเขียนจากหนังสองชั่วโมง เป็นละคร 15 ตอน โชคดีที่ทำงานกับคุณอาฉลอง เพราะเป็นคนเปิดกว้าง มีการถกเถียงกัน และเป็นคนพิถีพิถันมาก ตอนแรกก็ลุ้นว่าจะเป็นยังไง แต่ก็ออกมาดัง เรตติ้งสูง เราพยายามทำเรื่องให้สื่อสารง่ายที่สุด จากนั้นสามปีได้เขียนบทละครอังกอร์ 2 ระหว่างนั้นก็ทำงานอื่นไปด้วย รวมทั้งได้ไปเป็นนักแสดงของหนังต่างประเทศ เพราะตามหลักทฤษฎีบอกไว้ว่า ถ้าอยากเป็นผู้กำกับที่ดีควรไปลองเป็นนักแสดงด้วย เช่น หนังเรื่องเดอะบีช ได้มีโอกาสไปรู้จักกับแดนนี่ บอย ผู้กำกับซึ่งก็ช่วยสอนให้
เรื่องแรกที่ได้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์เต็มตัวคือเรื่องอะไร
ที่ลงมือกำกับเอง เป็นหนังของญี่ปุ่น เรื่อง The Last Samurai ทำก่อนที่ ทอม ครูซ จะเล่น การกำกับหนังเรื่องนี้จะได้อิสระมาก ผมเคยได้รับเสนอให้กำกับหนังไทย แต่ปฏิเสธไปเพราะบทไม่โดนใจ คิดว่าถ้าทำเรื่องแรก ก็อยากให้ออกมาดีเหมือนเขียนบทเรื่องอังกอร์ ผมจะไม่เปลี่ยนแปลง
ผลงานตอนนี้มีอะไรบ้างคะ
ตอนนี้มีโปรเจคเขียนบทละครเรื่องชุมแพ ของคุณอาฉลอง ตอนนี้ยังต้องเขียนส่งไป กำลังถ่ายทำอยู่เพื่อเตรียมออนแอร์ ขณะเดียวกันก็ทำโปรเจคหนังของผมขึ้นมา เกี่ยวกับชีวิตตำรวจไทย เป็นคนที่รักชาติ เสียสละ ผมเป็นคนSensitive ต่อในหลวง ทำทุกอย่างเท่าที่คนตัวเล็กๆจะทำได้ เขียนมาสามปี พยายามให้ลงตัวที่สุด เมื่อเขียนเสร็จก็ตรงกับช่วงเฉลิมฉลองพอดี เป็นเรื่องบังเอิญ ผมตั้งใจให้คนดูรู้ว่าควรจะทำยังไง นอกจากพูดหรือใส่เสื้อสีเหลือง ซึ่งก็ไม่ว่ากัน และเคยถามหลายคนว่า จะอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์มาได้ไหม คำตอบคือได้ ผมจะเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” เป็น Theme หนัง ว่าจะทำให้ดีที่สุด
ตอนนี้เขียนบทเสร็จแล้ว ต้องทำอะไรต่อไป
หวังว่าจะมีคนสนับสนุนสร้าง แต่ก็ลางเลือน เพราะเศรษฐิกิจตก อีกอย่างนายทุนสนใจแต่หนังผีกับหนังคาเฟ่ ผมก็เข้าใจเรื่องธุรกิจ จึงหวังว่าจะมีนายทุนที่มี Vision ทำหนังแหวกแนวออกไป
“The King’s Warriors” เป็นหนังแนวไหนคะ
ครบสูตรฮอลลีวูด คือแอ็คชั่น ความรัก โรแมนติค มีคอมเมดี้ผสม ถ้าจะให้พูดตรงประเด็นก็คือ แอ็คชั่นแฟนตาซี ผมว่าหนังแนวนี้เริ่มกลับมาแล้ว อย่าง Déjà vu บ้านเรามีเรื่องราวให้คนดูเข้าใจมีไม่กี่ทาง ถือว่า งานตรงนี้จะแปลกไปอีกแบบ อยู่ตรงกลาง
หนังเรื่องนี้ ใครควรไปดูบ้าง
ผมว่าคนไทยที่รักชาติทุกคนน่าจะอยากไปดู เป็นหนังที่พระเอกมีความมุ่งมั่นที่จะปราบผู้ร้าย ได้ไปเจอนางเอกที่บังเอิญมีอุดมการณ์เหมือนกันมาช่วยกัน มีตลกขำขันบ้าง เป็นภาพยนตร์ที่พระเอกมีความลึกซึ้งและเทิดทูนต่อในหลวงของเรา ผ่านแสดงออกของเขา
มีความตั้งใจจะฉายในต่างประเทศด้วยใช่ไหมคะ
คิดว่า ผมมั่นใจว่าจะทำการเล่าเรื่อง แม้ว่าจะมีพื้นฐานแบบไทยๆ แต่การดำเนินเรื่องจะเป็นสไตล์สากล ซึ่งผมโชคดีที่ได้มาเรียนและใช้ชีวิตที่นี่เกือบ 20 ปี จึงมีประสบการณ์และความเข้าใจในการเล่าเรื่อง ได้คลุกคลีกับเพื่อนๆที่เป็นผู้กำกับ เชื่อว่า คนไทยทุกรัฐน่าจะมีโอกาสได้ดูกัน
หากได้ทุนแล้ว คาดว่าจะใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะได้ชมผลงานกัน
เป็นเรื่องที่ยาก แต่คาดว่า คงจะประมาณหนึ่งปี การสร้างหนังให้ดี ต้องใช้เวลา ไม่มี Shortcut ผมว่ายังทันที่จะเฉลิมฉลอง ไม่จำเป็นต้องอยู่ในปีของการเฉลิมฉลอง ดูเมื่อไรก็ได้
อยากฝากอะไรถึงคนไทยที่นี่บ้างกับผลงานชิ้นนี้
คนไทยที่นี่ถ้าช่วยกันคนละสองเหรียญฯ ก็สามารถเป็นผลงานชิ้นเอกของคนที่นี่ รายได้จะนำทูลเกล้าฯถวายในหลวง เป็นสิ่งที่สามารถทำให้เป็นจริงและจับต้องได้ งานตรงนี้เป็นโปรเจคอุดมการณ์ ผมไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ แต่ถ้านายทุนอยากได้เงินคืนก็ไม่เป็นไร หักค่าใช้จ่ายคืนไป แต่ส่วนที่เป็นกำไรต้องนำทูลเกล้าฯถวาย หากใครมีอุดมการณ์ตรงนี้ก็ร่วมงานกันได้ แต่ถ้าจะเอากำไรก็ไม่เอาเหมือนกัน เพราะนี่คือความมุ่งมั่นของผม ถ้าเรื่องอื่นอยากทำเพื่อเอากำไรค่อยมาว่ากัน หวังว่าคงจะมีคนอุดมการณ์เดียวกัน
อ่านแล้ว คนที่จะตัดสินใจว่าจะร่วมแรงร่วมใจกัน สานฝันโปรเจคนี้ให้เป็นจริงได้หรือไม่ คิดว่า คำตอบคงอยู่ในใจของคุณแล้ว

ที่สุดแห่งความอลังการของภาพยนตร์ไทยปี 2551

ที่สุดแห่งความอลังการของภาพยนตร์ไทยปี 2551
ที่จะมาสร้างปรากฏการณ์เหนือจินตนาการในทุกความทรงจำ ปืนใหญ่จอมสลัด
กำหนดฉาย
ตรุษจีน 2551
แนวภาพยนตร์
แอ็คชั่น-แฟนตาซี
บริษัทผู้สร้างและจัดจำหน่าย
สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล
บริษัทดำเนินงานสร้าง
ภาพยนตร์หรรษา
อำนวยการสร้าง
สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ, Mr. Ron Paul Fineman
ควบคุมการผลิต;
นนทรีย์ นิมิบุตร
กำกับภาพยนตร์
นนทรีย์ นิมิบุตร
ดูแลการผลิต
เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์
บทภาพยนตร์
วินทร์ เลียววาริณ
ออกแบบงานสร้าง
เอก เอี่ยมชื่น
กำกับศิลป์
รัชชานนท์ ขยันงาน, บรรพต งามขำ, สุประสิทธิ์ ภูตะคาม
ที่ปรึกษาด้านภาพ
ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์
กำกับภาพ
ณัฐกิตติ์ ปรีชาเจริญวัฒน์
ลำดับภาพ
นนทรีย์ นิมิบุตร
ออกแบบเครื่องแต่งกาย
น้ำผึ้ง โมจนกุล, ชาติชาย ไชยยนต์
แต่งหน้า
ภูษณิศา กิติเกรียงไกร
ทำผม
ธนกร ยิ้มงาม
แต่งเอฟเฟ็คต์
วิทยา ดีรัตน์ตระกูล
ดนตรีประกอบ
ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์
เทคนิคพิเศษด้านภาพ
บริษัท BLUE FAIRY
นำแสดงโดย
สรพงษ์ ชาตรี, จารุณี สุขสวัสดิ์, อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม, ชูพงษ์ ช่างปรุง, เจษฎาภรณ์ ผลดี, ณัฐรดา (แจ๊คกี้) อภิธนานนท์, แอนนา แฮมบาวริส, เอก โอรี, วินัย ไกรบุตร, จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม, อรรถพร ธีมากร, ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ, ชาติชาย งามสรรพ์, สุวินิต ปัญจมะวัต, พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์, มนัสนันท์ พัชรโสภาชัย, เมสิณี แก้วราตรี, อริสา สนธิรอด ฯลฯ
จาก “ตำนานความเสียสละเพื่อแผ่นดิน” ที่ถูกลืมตามกาลเวลา สู่ “ภาพยนตร์แอ็คชั่นแฟนตาซีสุดอลังการ” ที่ต้องจดจำไปอีกนาน ครั้งแรกบนแผ่นฟิล์มจากปลายปากกาของนักเขียนซีไรต์ “วินทร์ เลียววาริณ” ครั้งสำคัญกับความพิถีพิถันในการปั้นฝันให้เป็นจริงของ “เอก เอี่ยมชื่น” สู่ที่สุดแห่งความยิ่งใหญ่ในโลกภาพยนตร์ของผู้กำกับมือดี “นนทรีย์ นิมิบุตร” ครั้งแรกและครั้งเดียว กับการปะทะฝีมือของนักแสดงคุณภาพชั้นครู และรุ่นใหม่ไฟแรงทั่วฟ้าเมืองไทย
เปิดตำนาน
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
400 ปีที่แล้ว ลังกาสุกะ รัฐอิสระต้องสูญเสีย รายาบาฮาดูร์ ชาห์ จากการถูกลอบปลงพระชนม์ ราชวงศ์ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการสถาปนา องค์หญิงฮีเจา ( จารุณี สุขสวัสดิ์ ) ธิดาคนโตขึ้นเป็นรายาสตรีองค์แรกแห่งลังกาสุกะ แม้รายาฮีเจาจะปกป้องบ้านเมืองอย่างเข้มแข็ง แต่เหล่าแคว้นรอบด้าน รวมทั้งกลุ่มกบฏและโจรสลัดต่าง ๆ ล้วนหมายจะยึดครองดินแดนอันมั่งคั่งแห่งนี้ จนกระทั่ง ยานิส บรี ปราชญ์แห่งอาวุธชาวดัชท์ เดินทางมาพร้อมกับศิษย์เอกนักประดิษฐ์ชาวจีนนาม ลิ่มเคี่ยม ( จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม ) เพื่อนำมหาปืนใหญ่ อาวุธที่ดีที่สุดไปถวายรายาฮีเจาใช้ป้องกันบ้านเมือง แต่กลับถูกกลุ่มโจรสลัดที่นำโดย เจ้าชายราไว ( เอก โอรี ) และ อีกาดำ ( วินัย ไกรบุตร ) จอมสลัดผู้มีวิชาดูหลำอันแก่กล้า ซุ่มโจมตีเพื่อชิงมหาปืนใหญ่ จนทำให้เรือฮอลันดาระเบิด ยานิส บรีถึงแก่ความตาย กระบอกปืนใหญ่จมลงสู่ก้นทะเล เหลือเพียงแต่ลิ่มเคี่ยมเท่านั้นที่ยังรอดชีวิตอยู่ เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นเวลากำเนิดของ ปารี ( อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ) เด็กชายชาวเลผู้มีคุณสมบัติพิเศษในตัวที่จะสามารถฝึกวิชาดูหลำขั้นสูงได้ ปารีเติบโตเป็นหนุ่ม พร้อมกับสั่งสมทั้งความสามารถและความแค้นในการสะสางอีกาดำที่ทำให้พ่อและแม่ของตนต้องตาย ลิ่มเคี่ยมซึ่งช่วยชีวิตปารีในครั้งนั้นไว้ได้ หลบมาใช้ชีวิตอยู่กับหมู่บ้านชาวเล พร้อมประดิษฐ์อาวุธพิสดารมากมาย และตั้งกลุ่มก่อกวนตัดกำลังโจรสลัดขึ้น แม้ลังกาสุกะจะมีทหารเอกฝีมือเยี่ยมอย่าง ยะรัง ( ชูพงษ์ ช่างปรุง ) แต่ฮีเจาก็ยังจำเป็นต้องให้ อูงู ( แอนนา แฮมบาวริส ) น้องสาวคนเล็กของตนอภิเษกกับ เจ้าชายปาหัง ( เจษฎาภรณ์ ผลดี ) เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้ลังกาสุกะ แม้อูงูจะไม่เต็มใจก็ตาม ขณะที่ยะรังนั้นกลับตกหลุมรัก บิรู ( ณัฐรดา อภิธนานนท์ ) องค์หญิงคนรอง แต่กลับไม่สามารถเปิดเผยความรู้สึกนั้นได้ การต่อสู้ของหลายฝ่ายเริ่มขึ้น จนทำให้ปารีได้มาพบกับอูงู ทั้งคู่หลงไปติดเกาะร้างแห่งหนึ่ง เพื่อรักษาตัวจากบาดแผล ที่นั่น…ปารีได้ฝึกวิชาดูหลำชั้นสูงจาก อาจารย์กระเบนขา ว ( สรพงษ์ ชาตรี ) ปรมาจารย์ทางดูหลำ และค้นพบว่า ดูหลำคือวิชาที่มีทั้งด้านสว่างที่ทรงพลังและด้านมืดที่น่ากลัว ยากจะควบคุมจิตใจเอาไว้ได้ พร้อมกับที่ความรักของทั้งปารีและอูงูได้งอกงามขึ้น ขณะเดียวกัน ลิ่มเคี่ยมกุญแจสำคัญในการสร้างปืนใหญ่ กลับถูกกลุ่มสลัดจับตัวเป็นเชลยไว้ได้ และถูกบังคับให้ต้องสร้างปืนใหญ่ที่จะนำมาใช้ทำลายล้างรัฐลังกาสุกะ สงครามครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น โดยลังกาสุกะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะกองทัพโจรสลัดกลับสามารถกู้มหาปืนใหญ่ในตำนานนั้นจากก้นทะเลไว้ได้ ลังกาสุกะเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง มีเพียง ยะรังนักรบผู้กล้า ปัญญาของลิ่มเคี่ยม อูงูผู้พร้อมสละทั้งชีวิตและความรักเพื่อแผ่นดิน และพลังดูหลำอันลึกลับของปารีเท่านั้น ที่จะต่อกรกับแสนยานุภาพจากกองทัพโจรสลัดเอาไว้ได้
ปรากฏการณ์เหนือจินตนาการ

- ” ปืนใหญ่จอมสลัด ” เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นที่มีเรื่องราวอยู่บนพื้นฐานของความจริง โดยผสมผสานกลิ่นอายของแฟนตาซี เพื่อเพิ่มอรรถรสความสนุกสนานในแนวทางของภาพยนตร์ โดยเดินเรื่องด้วยตำนานความเสียสละเพื่อแผ่นดินของราชินี 3 พระองค์แห่งลังกาสุกะ พร้อมสอดแทรกชีวิตที่น่าสนใจของชนเผ่าชาวเล และโจรสลัดที่ต่างก็มีจุดประสงค์ในการดำเนินชีวิตเพื่อแผ่นดินเกิดที่ต่างกันไป - เป็นอภิมหาโปรเจ็คต์ภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์แห่งปีที่ทุ่มทุนสร้างด้วย งบประมาณ 300 ล้านบาท ภายใต้การกำกับภาพยนตร์ครั้งยิ่งใหญ่ในรอบสิบปีของผู้กำกับคุณภาพ นนทรีย์ นิมิบุตร โดยเสริมรากฐานความแข็งแกร่งของโปรเจ็คต์ด้วยนักเขียนรางวัลซีไรต์ วินทร์ เรียววาริณ กับครั้งแรกในการเขียนบทภาพยนตร์, ผู้ออกแบบงานสร้าง เอก เอี่ยมชื่น กับครั้งสำคัญที่จะเสกสรรค์ปั้นจินตนาการให้ออกมาสมจริงที่สุดอีกครั้งหนึ่ง, ดูแลการผลิตโดย เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์ และที่ปรึกษาดูแลงานทางด้านภาพโดย ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ - กว่า 5 ปี ในการเตรียมงานสร้างและถ่ายทำ ด้วยทีมงานกว่า 1,000 ชีวิต ที่ทุ่มเททุกศาสตร์แห่งศิลป์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวสู่อลังการงานสร้างของโปรเจ็คต์ ถ่ายทอดแต่ละฉากแห่งจินตนาการให้ปรากฏขึ้นจริงบนแผ่นฟิล์ม โดยทีมงานได้เลือกใช้โลเกชั่นทางทะเลหลากหลายแห่งในเมืองไทย ตั้งแต่การเนรมิตฉากหมู่บ้านชาวเลที่ เกาะสีชัง จ. ชลบุรี , เลือกโลเกชั่นใน อ.สัตหีบ เพื่อถ่ายทำเรื่องราวใน ส่วนกลางทะเลและกำแพงวัง รวมถึงเลือก จังหวัดกระบี่และพังงา เพื่อถ่ายทำ ฉากถ้ำบนเกาะ นอกจากนี้ยังมีการสร้างฉากใหญ่ที่มีส่วนสำคัญในภาพยนตร์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความพิถีพิถันทุกตารางนิ้วของ ฉากภายในพระราชวังลังกาสุกะ ไปจนถึง การสู้รบบนเรือโจรสลัด ด้วยการสร้างเรือหลายรูปแบบที่สามารถใช้ได้จริง รวมถึง เทคนิคพิเศษด้านภาพกว่า 2,000 ช็อต ที่จะถูกเนรมิตออกมาอย่างสมจริงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในภาพยนตร์ไทยโดยทีมผู้เชี่ยวชาญอย่าง BLUE FAIRY - ระดมนักแสดงคุณภาพระดับแถวหน้าของเมืองไทย และรุ่นใหม่ไฟแรงมาปะทะฝีมือกันอย่างคับคั่ง ตั้งแต่การได้นางเอกตลอดกาลอย่าง “ จารุณี สุขสวัสดิ์ ” หวนคืนแผ่นฟิล์มครั้งแรกในรอบหลายปี พร้อมด้วยรุ่นใหญ่ฝีมือเอกอุอย่าง “ สรพงษ์ ชาตรี ”, ประชันบทบาทครั้งสำคัญในชีวิตของ “ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ” พระเอกเจ้าเสน่ห์ผู้พลิกคาแร็คเตอร์อย่างหาตัวจับยาก และ “ เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง ” พระเอกความสามารถสูงในด้านแอ็คชั่นเสี่ยงตาย รวมถึงนักแสดงหน้าใหม่อีกมากมาย - และที่ได้รับการกล่าวขานถึงเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของผู้กำกับ นนทรีย์ นิมิบุตร กับเหล่านักแสดงระดับแม่เหล็กของเมืองไทยอย่าง “ ติ๊ก เจษฏาภรณ์ ผลดี ”, “ ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ ”, “ อรรถพร ธีมากร ” และ ชาติชาย งามสรรพ์ ( 2499 อันธพาลครองเมือง ), “ วินัย ไกรบุตร ” ( นางนาก ) และ “ สุวินิต ปัญจมะวัต ” ( จันดารา และ อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาต ตอน The Wheel)
หนึ่งทศวรรษบนแผ่นฟิล์มของ นนทรีย์ นิมิบุตร สู่ความยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตกับ ปืนใหญ่จอมสลัด
“ ปืนใหญ่จอมสลัด เป็นภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ผมเคยทำมา ซึ่งผมว่ามันก็ถึงเวลาของมันแล้ว โปรเจ็คต์ใหญ่ ๆ แบบนี้ ต้องใช้ทั้งพลังและเวลาอย่างมาก ซึ่งเราก็ต้องทำในช่วงเวลาที่เรายังทำไหวอยู่ ยังสามารถเอามันได้อยู่ ถ้าผมจะคาดหวังอะไรจากมัน ผมจะหวังให้บอกตัวเองอยู่เสมอว่า จะทำหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย เพื่อที่ผมจะได้เต็มที่กับมันทุกครั้ง” โลดแล่นอยู่บนเส้นทางบันเทิงในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์มาครบ 1 ทศวรรษ (2540-2550) กับผลงานคุณภาพมากมาย “ นนทรีย์ นิมิบุตร ” ถือเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่สามารถถูกกล่าวได้เต็มปากว่า เป็นผู้ที่เข้ามาพลิกโฉมหน้าภาพยนตร์ไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ เมษายน 2540 พลิกประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ไทย ด้วยการกวาดรายได้และกุมหัวใจคนดูทั้งประเทศ จากภาพยนตร์เรื่องแรก “ 2499 อันธพาลครองเมือง ” กรกฎาคม 2542 ตอกย้ำความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่ยากหาใครเทียบเคียง ด้วยรายได้กว่า 150 ล้านบาท จาก “นางนาก” กันยายน 2544 / กรกฎาคม 2545 เปิดศักราชความแปลกใหม่ของภาพยนตร์ไทยสู่ตลาดเอเชียกับ “ จัน ดารา ” และ “ อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาต ” ธันวาคม 2546 นำความอบอุ่นเรียบง่ายสู่ทุกหัวใจคนไทยใน “ โอเคเบตง ” ตรุษจีน 2551 เตรียมประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ไทยสู่ตลาดภาพยนตร์โลกอย่างสมภาคภูมิอีกครั้งด้วยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่สุดในชีวิตกับ “ ปืนใหญ่จอมสลัด ”
ชีวิตและผลงานของ นนทรีย์ นิมิบุตร
การศึกษา - สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะมัณฑณศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี พ.ศ. 2530 ประสบการณ์การทำงาน - เริ่มทำงานในวงการบันเทิงโดยการเป็นผู้กำกับมิวสิควิดีโอให้กับบริษัทผู้ผลิตเทปชั้นนำของประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2517 - ผลิตงานสารคดีและละคร - กำกับงานโฆษณาได้รับรางวัล แทคท์ อวอร์ด (TACT Award) ถึงสองครั้งจากโฆษณาโทรทัศน์ชุด "Max Liner" และ "Central Department Store" - กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก “2499 อันธพาลครองเมือง” ในปี 2540 และเรื่องที่สองคือ เรื่อง “นางนาก” ในปี 2542 ทั้งสองเรื่องได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างมาก และได้รับรางวัลจากทั้งสองเรื่องหลายรางวัลด้วยกัน - ก่อตั้ง บริษัท ซีเนมาเซีย จำกัด ร่วมกับ ดวงกมล ลิ่มเจริญ ในปี 2543 เพื่อร่วมกันสานฝันที่จะพัฒนาวงการภาพยนตร์ไทย - เป็นคณาจารย์ในหลักสูตร Asian Film Academy หรือ AFA เป็นหลักสูตรที่ก่อตั้งขึ้นร่วมกับ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลี, คณะกรรมการภาพยนตร์เกาหลี, สถาบันศิลปะการทำภาพยนตร์ เกาหลี และมหาวิทยาลัย Dongseo มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาวงการภาพยนตร์อาเซียนให้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้กับคนทำหนังรุ่นใหม่ได้ Workshop ร่วมกับผู้กำกับมืออาชีพทั้งหลายของเอเชีย ผลงานและรางวัลแห่งความสำเร็จด้านภาพยนตร์ 2499 อันธพาลครองเมือง - พ.ศ. 2540 กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก "2499 อันธพาลครองเมือง" ภาพยนตร์ไทยที่กวาดรางวัลและทำรายได้ไปถึง 75 ล้านบาท (เฉพาะในกทม.) เป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติการณ์ภาพยนตร์ไทยในปีนั้น - Grand Prize (Best International Film Award) จากเทศกาลภาพยนตร์ Festival International du Film Independent ครั้งที่ 19 ที่กรุงบรัชเซล ประเทศเบลเยี่ยม เมื่อ พ.ศ. 2536 - รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2541 - รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากชมรมวิจารณ์บันเทิง เมื่อ พ.ศ. 2541 - รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากนิตยสารซีนีแม็ก เมื่อ พ.ศ. 2541 นางนาก - พ.ศ. 2542 กำกับภาพยนตร์เรื่องที่สอง "นางนาก" ภาพยนตร์ที่ทำลายสถิติและทำรายได้ถึง 150 ล้านบาท (เฉพาะในกทม.) สูงกว่าภาพยนตร์ต่างประเทศทั้งหมด และกลายเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย - รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์เอเชียแปซิฟิคครั้งที่ 44 เมื่อ พ.ศ. 2542 - รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์แห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2542 - รางวัลพระสุรัสวดี สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เมื่อ พ.ศ. 2542 - รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากชมรมวิจารณ์บันเทิง เมื่อ พ.ศ. 2542 - รางวัล The Most Promising Asian Director จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ประเทศอินเดีย พ.ศ. 2543 ครั้งที่ 31 - รางวัล The Best Asian Film, NETPAC Award จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ กรุงร็อตเตอร์ดัม ครั้งที่ 29 จัน ดารา - รางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม สุนิตย์ อัศวินิกุล, ธานินทร์ เทียนแก้ว จาก Star Entertainment Awards 2002 - รางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม ณัฐวุฒิ กิตติคุณ จาก รางวัลสุพรรณหงส์ ประจำปี 2544 - รางวัลกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม เอก เอี่ยมชื่น จาก รางวัลสุพรรณหงส์ ประจำปี 2544 - รางวัลผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม วิภาวี เจริญปุระ จาก รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ปี 2544 - รางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม จาก รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ปี 2544 ในตำแหน่ง Producer - ภาพยนตร์ "ฟ้าทะลายโจร" ซึ่งได้รับรางวัล Dragon and Tiger Award จาก Vancouver Film Festival 2000 - ภาพยนตร์ “เพชฌฆาตเงียบอันตราย” (BANGKOK DANGEROUS) ซึ่งได้รับรางวัล FIPRESCI Award form Toronto Film Festival 2000 - ภาพยนตร์ “มนต์รักทรานซิสเตอร์” (2544) - ภาพยนตร์ “เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล” (LAST LIFE IN THE UNIVERSE) (2546), “เดอะ เลตเตอร์ จดหมายรัก”, “โหมโรง”, “คนเห็นผี 2” (2547) - ภาพยนตร์ “หนูหิ่น เดอะมูฟวี่” (2549) - ภาพยนตร์ “SIDELINE” เกียรติคุณที่ได้รับ - รับรางวัลบุคคลตัวอย่างแห่งปี สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ มีนาคม 2545 - รับรางวัลนักศึกษาเก่าดีเด่นแห่งปี 2543 จากวิทยาลัยช่างศิลป กรมศิลปากร - รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพฯ จากภาพยนตร์เรื่อง "นางนาก" โดยสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ ปี 2543 - สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยศิลปากรมอบรางวัลนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ดีเด่น แห่งปี 2541 ในฐานะผู้ประสบความสำเร็จ ในด้านประกอบอาชีพ เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2541 - ได้รับประกาศเกียรติคุณ ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ดีเด่นแห่งเอเชีย จากประธานาธิบดีอาโร่โย่ แห่งประเทศฟิลิปปินส์ ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซีเนมะนิลา ครั้งที่ 3 สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ
ครั้งแรกกับการเขียนบทภาพยนตร์ของ วินทร์ เลียววาริณ
“ผมใช้เวลาพูดคุยกับพี่วินทร์นานเป็นปี หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า เขาเคยเรียนทางด้านภาพยนตร์คอร์สสั้น ๆ มาก่อนที่อเมริกา ดังนั้นความรู้ด้านภาพยนตร์ของเขาจึงมีเยอะอยู่แล้ว เราก็เพียงแค่นำมาประกอบกัน เขาเป็นคนที่ทำงานเร็วมาก แล้วก็มีระเบียบวินัยมากด้วย น่าศรัทธาในการทำงานมาก ๆ เป็นโชคดีของผม ที่พี่วินทร์มาเขียนบทให้ทั้งเรื่อง” นนทรีย์ นิมิบุตร พูดถึงการร่วมงานกันครั้งแรกของเขากับ วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนรางวัลซีไรต์ จากนวนิยาย “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” ปี 2540 และ รวมเรื่องสั้น “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน” ปี 2542 วินทร์ เลียววาริณ สนใจงานศิลปะตั้งแต่เล็กจึงเลือกเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ จบปริญญาตรี สถ.บ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วเดินทางไปทำงานที่สิงคโปร์ทันที ทำงานเป็นสถาปนิกที่สิงคโปร์ร่วม 4 ปี ก็เดินทางไปทำงานและเรียนต่อที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา เรียนหลายมหาวิทยาลัยโดยไม่เอาปริญญา จบแล้วกลับเมืองไทย เข้าทำงานในวงการโฆษณา และเรียนต่อจนได้รับปริญญาโทด้านการตลาด จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มชีวิตคนโฆษณาด้วยตำแหน่งผู้กำกับศิลป์และเปิดฉากการเขียนหนังสือควบคู่ไปด้วย โดยเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์คือ ไฟ ผ่านสนามวรรณกรรมมาจนได้รับหลายรางวัล เช่น โลกีย-นิพพาน (2535), การหนีของราษโลกสามใบของราษฎร์เอกเทศ (2538) และ ตุ๊กตา (2541) ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยม ประจำปี 2535, 2538 และ 2541 ตามลำดับ เช็งเม้ง (2541) ได้รับรางวัลเรื่องสั้นดีเด่นจากสมาคมภาษาและหนังสือ ปี 2541
ผลงานของ วินทร์ เลียววาริณ
- อาเพศกำสรวล (รวมเรื่องสั้นแนวทดลอง 2537) รางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี 2538 - สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง (รวมเรื่องสั้นแนวหักมุม 2537) รางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี 2538 - ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (นวนิยาย 2537) รางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี 2538, รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ปี 2540, หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน (อายุ 16-18 ปี) พ.ศ. 2541-2542 - เดือนช่วงดวงเด่นฟ้าดาดาว (รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ 2538) หนึ่งใน 88 เล่มหนังสือดีวิทยาศาสตร์ของ สกว. ปี 2544 - สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (รวมเรื่องสั้น 2542) รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ปี 2542, หนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน จาก สกว. - หนึ่งวันเดียวกัน (รวมเรื่องสั้นประกอบภาพ 2544) - หลังอานบุรี (รวมเรื่องสั้นหัสคดี 2544) - ปีกแดง (นวนิยาย 2545) รางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี 2546 - ปั้นน้ำเป็นตัว (รวมเรื่องสั้น-วิธีเขียน 2546) - (หรรษารคดีโกหกผสมจริง 2546) - วันแรกของวันที่เหลือ (รวมเรื่องสั้นประกอบภาพ 2547) - ฆาตกรรมกลางทะเล (รวมเรื่องสั้นรหัสคดีชุด เสี่ยวนักสืบ 1 2547) - คดีผีนางตะเคียน (รวมเรื่องสั้นรหัสคดีชุด เสี่ยวนักสืบ 2 2547) - ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล (บทความวิทยาศาสตร์ 2548) - นิยายข้างจอ (เรื่องเล่าเกี่ยวกับหนังและหนังสือ 2548) - จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย (รวมเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ 2548) - รอยเท้าเล็ก ๆ ของเราเอง (บทความเสริมกำลังใจ 2548) - ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85 (นวนิยาย 2549) - โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ (รวมเรื่องสั้นประกอบภาพ 2549) - ฝนตกขึ้นฟ้า (นวนิยายฟิล์มนัวร์ 2550) - ยาแก้สมองผูก ตราควายบิน (หนังสือคู่มือการสร้างพล็อตและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ 2550) เขียนร่วมกับ ปราบดา หยุ่น - ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 1 (จดหมาย 2545) - ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 2 (จดหมาย 2547) - ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 3 (จดหมาย 2548) - ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 4 (จดหมาย 2549)
การออกแบบงานสร้างครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของ เอก เอี่ยมชื่น

“กองถ่ายของเราเหมือนมีชีวิตอยู่ในสงคราม เราชอบมีชีวิตอยู่แบบนี้ เรารักกัน แล้วเราก็ยกพวกไปตีคนอื่น เอาชนะได้สำเร็จเป็นหนังฉาย เราและทุกคนที่มากับเราก็จะอยู่ในประวัติศาสตร์หนังไทย ถ้าเราทำดีพอ” เอก เอี่ยมชื่น ผู้ออกแบบงานสร้างมือหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทย อยู่เบื้องหลังความสำเร็จแบบเคียงบ่าเคียงไหล่มาในทุก ๆ ผลงานของนนทรีย์ นิมิบุตร เรียกได้ว่า “มีอุ๋ยที่ไหน มีเอกที่นั่น” ด้วยความเป็นเพื่อนสนิทกันมานานและทำงานเข้าขากันได้เป็นอย่างดี กับผลงานเรื่องยิ่งใหญ่ในชีวิตของทั้งคู่อย่าง “ปืนใหญ่จอมสลัด” นี้ เอกและนนทรีย์จึงผนึกกำลังกันอีกครั้งในการสร้างฝันผ่านจินตนาการแบบแอ็คชั่นแฟนตาซีให้ออกมาอย่างสมจริงที่สุด งานสร้างฉาก, สรรพาวุธ, ชุดแต่งกาย และอุปกรณ์ประกอบฉากทุกอย่างล้วนผ่านการค้นคว้าข้อมูลกันอย่างเจาะลึกและใช้เวลานานนับปีในการออกแบบและสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกขั้นทุกตอนบนพื้นฐานของความสมจริง ไม่ว่าจะเป็น หมู่บ้านชาวเล, ฉากพระราชวังลังกาสุกะทั้งในและนอก, ฉากกำแพงวัง, ฉากคุกที่คุมขัง รวมถึงฉากสู้รบบนเรือโจรสลัด ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นผลงานที่เกิดจากความทุ่มเทของเอกและทีมงานอย่างเต็มพิกัด เพื่อทำให้องค์ประกอบในทุก ๆ ฉากที่ล้วนมีความสำคัญเป็นอย่างมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาอย่างน่าเชื่อถือและมีคุณภาพมากที่สุดสมกับเป็นผู้ออกแบบงานสร้างที่กวาดรางวัลมาแล้วแทบทุกสถาบัน
ผลงานการออกแบบงานสร้างของ เอก เอี่ยมชื่น
2499 อันธพาลครองเมือง (2540), นางนาก (2542), ฟ้าทะลายโจร (2543), จัน ดารา (2544), 15 ค่ำ เดือน 11 (2545), โอเคเบตง (2546), เดอะ เลตเตอร์ จดหมายรัก (2547), มหา'ลัย เหมืองแร่ (2548), ปืนใหญ่จอมสลัด (2551), องค์บาก 2 (2551)
หลากชีวิตหลายสีสันใน “ปืนใหญ่จอมสลัด”
ฝ่ายลังกาสุกะ - ราชินีบนบัลลังก์เลือด
“รัฐของเราเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ในแถบนี้ย่อมเป็นที่หมายปองของผู้ละโมบโลภมากเสมอ ความไม่สงบบังเกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอก แต่ขอพวกท่านจง วางใจ เราไม่นิ่งเฉยต่อเรื่องนี้แน่” ราชินีฮีเจา ( จารุณี สุขสวัสดิ์ ) – เป็นกษัตริย์ที่เป็นสตรีพระองค์แรกแห่งรัฐลังกาสุกะ มีบุคลิกอ่อนนอก แข็งใน กล้าหาญ อดทน ไม่ยอมแพ้ในเรื่องใด ๆ เป็นนักการเมืองที่ทันเกมคน ปกครองบ้านเมืองด้วยความเข้มแข็งไม่แพ้เพศชาย แต่ก็แฝงไว้ด้วยเมตตาธรรม
“สงครามให้กำเนิดความสูญเสียไม่จบสิ้น” เจ้าหญิงบิรู ( ณัฐรดา อภิธนานนท์ ) - บุคลิกอ่อนโยน เงียบขรึม ไม่ชอบพูดมาก เก็บความรู้สึกภายในใจ มีความเป็นศิลปินมากกว่านักรบ มีความสามารถทางการทูต สื่อสารได้หลายภาษา
“เราทำในสิ่งที่เราอยากทำได้เพียงบางครั้งเท่านั้น แต่นอกนั้นเราทำในสิ่งที่ต้องทำเสมอ” เจ้าหญิงอูงู ( แอนนา แฮมบาวริส ) - บุคลิกร่าเริง กล้าหาญ พูดจาฉะฉานเหมือนชาย คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น ไม่เก็บความรู้สึกไว้ภายในนาน มีความสามารถในการต่อสู้มากที่สุดในบรรดาสามศรีพี่น้อง
“สำหรับข้า การได้รับใช้แผ่นดินลังกาสุกะ ถือเป็นเกียรติแก่ชีวิต” ยะรัง ( ชูพงษ์ ช่างปรุง ) - นายทหาร ลูกเลี้ยงของอำมาตย์ยะหริ่ง มีความกล้าหาญ ฉลาด ตรงไปตรงมา เก็บความรู้สึกได้ดี ใจเย็น มีฝีมือด้านการรบ จึงได้รับความไว้ใจในการเป็นทหารเอกของลังกาสุกะ

“ข้าคือ อับดุล กาฟูร์ โมไฮดิน แขกเมืองของลังกาสุกะ” เจ้าชายปาหัง ( เจษฎาภรณ์ ผลดี ) - เป็นเจ้าชายรูปงามแห่งรัฐปาหัง อภิเษกสมรสกับองค์หญิงอูงู เพื่อเสริมสัมพันธ์ไมตรีระหว่างรัฐลังกาสุกะกับรัฐปาหัง มีบุคลิกที่ดูสง่างาม เฉลียวฉลาด
ฝ่ายชาวเล - พันธมิตรแห่งท้องน้ำ
“จงปล่อยให้ทุกอย่างจบสิ้นที่ตัวเจ้า แล้วเจ้าจะเข้าใจความว่างของชีวิต” ปารี ( อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ) - บุคลิกเคร่งขรึม ซึมเศร้า โกรธแค้นเพราะความแค้นที่ถูกปลูกฝัง แต่ในส่วนลึกยังมีนิสัยที่มีเมตตา เก็บอารมณ์ไว้ภายใน ไม่เปิดเผยออกมา หากรักใครก็จะไม่ยอมบอก ผ่านความลำบากในการฝึกวิชาดูหลำจนแก่กล้า และเป็นผู้นำของชาวเลในการสู้รบกับเหล่าโจรสลัดอย่างอาจหาญ
“อาจารย์ ปืนใหญ่มหาลาโลของข้าจะไม่แพ้มหาปืนใหญ่ของท่านแน่นอน” ลิ่มโต๊ะเคี่ยม ( จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม ) - ชาวจีนผู้กล้าหาญ รักการผจญภัย กล้าได้กล้าเสีย แต่ไม่โผงผาง สุขุม ไม่โกรธง่าย เป็นนักวางแผนและนักประดิษฐ์ที่ดี เป็นกุญแจสำคัญในการประดิษฐ์ปืนใหญ่เพื่อสู้รบกับฝ่ายโจรสลัด
“สิ่งที่พี่ทำ ถึงแม้จะช่วยชีวิตข้า แต่ทำลายชีวิตอื่นอีกมากมาย ให้ข้ายอมตาย ดีกว่าที่จะให้พี่สร้างอาวุธร้ายให้กับคนชั่ว” ลิ่มกอเหนี่ยว ( มนัสนันท์ พัชรโสภาชัย ) - น้องสาวของลิ่มโต๊ะเคี่ยม สุภาพเรียบร้อย เก็บความรู้สึก เป็นตัวอย่างของคนจีนหัวเก่าที่ไม่กล้าฝืนประเพณี ไม่พูดมาก ไม่แสดงออกอารมณ์ใด ๆ เป็นผู้มีเมตตากรุณาอย่างสูงส่ง
“ชีวิตข้าเป็นของเจ้าแล้ว” บินตัง ( เมสิณี แก้วราตรี ) – คนรักของปารี มีบุคลิกร่าเริง หัวเราะง่าย แต่เมื่อถึงเรื่องความรัก ยังหัวเก่า เก็บซ่อนความรู้สึก ชะตากรรมทำให้เธอต้องพรากจากคนรัก อันเป็นเหตุให้ปารียิ่งแค้นพวกโจรสลัดมากขึ้น

ฝ่ายดูหลำ - อำนาจของทะเลใจ

“วิชาดูหลำคือการรวมพลังคนเข้ากับพลังปลา สัตว์และมนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมตัณหา ตัณหาของปลาคืออาหาร ตัณหาของคนคือ ราคะ อำนาจ ความเกลียด ความโลภ ความแค้น” กระเบนขาว / กระเบนดำ ( สรพงษ์ ชาตรี ) - วัยหนุ่มเป็นชาวเลมีฝีมือที่สุด ฝึกดูหลำจากอาจารย์เฒ่า ฝีมือดีจนกษัตริย์บาฮาดูร์ ชาห์เรียกไปทำงานในวัง แต่หลงระเริงกับชีวิตที่นั่น จนทำให้เสียคน เป็นคนสองบุคลิก หากอยู่ในด้านดี จะเป็นกระเบนขาว หากอยู่ในด้านเลว จะเป็นกระเบนดำ เป็นอาจารย์ที่สอนวิชาดูหลำให้แก่ปารี และมีความสัมพันธ์บางอย่างกับฝ่ายโจรสลัด
ฝ่ายโจรสลัด - ศัตรูแห่งมหานที
“หากเราร่วมมือกัน การบุกลังกาสุกะก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ข้าขอให้เรื่องนี้เป็นเพียงเสียงกระซิบระหว่างเรา จงมาร่วมกันกระซิบให้ชื่อของเราดังกึกก้องท้องทะเลกันเถอะ” เจ้าชายราไว ( เอก โอรี ) - เจ้าชายผู้เงียบขรึม ไม่พูดมาก แต่ในใจเต็มไปด้วยความเกลียดชัง มองโลกในแง่ร้าย เจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่ไว้ใจใครเลย น้ำนิ่งไหลลึก ใจเหี้ยมเกรียม เป็นคนประเภทที่หากขาข้างหนึ่งติดในกับดัก ก็สามารถตัดมันทิ้งเพื่อเอาตัวรอดได้
“คราวนี้ข้าลงมือเอง ท่านวางใจเถอะ” อีกาดำ ( วินัย ไกรบุตร ) - หัวหน้าโจรสลัด ที่คอห้อยสร้อยเขี้ยวปลาฉลามพวงใหญ่ ไม่ใช่คนเลวโดยสันดาน แต่สถานการณ์ทำให้เลว และเกิดติดใจในอำนาจของความเลว เป็นมือขวาของเจ้าชายราไว ในการทำศึกกับแคว้นลังกาสุกะ