Showing posts with label News : Advertising Emotion. Show all posts
Showing posts with label News : Advertising Emotion. Show all posts
Monday, 13 August 2007
ต้องเป็นที่หนึ่ง ให้ได้ <บัณฑิต อึ้งรังษี>
ต้องเป็นที่หนึ่ง ให้ได้ <บัณฑิต อึ้งรังษี>
ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้ (Conduct Your Dreams)
บัณฑิต อึ้งรังษี วาทยากรไทยชื่อก้องโลกคนแรกของไทยคนนี้ เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคา 2513 ปัจจุบันอายุ 34 ปี เป็นชาวอำเภอหาดใหญ่โดยกำเนิด บัณฑิตเริ่มก้าวเข้าสู่แวดวงดนตรีครั้งแรกเมื่อสมัยที่ยังเป็นนักเรียน ด้วยอายุเพียง 13 ปี โดยการเล่นกีตาร์คลาสสิก ระหว่างที่เรียนอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญ, อัสสัมชัญพานิชย์ และตามด้วยการเรียนต่อที่เอแบค (มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ) จนอายุได้ 18 ปี บัณฑิตได้ไปชมการแสดงคอนเสิร์ต New York Philharmonic Orchestra (ปี พ.ศ.2531) โดยสุบิน เมห์ธา วาทยกรชาวอินเดียที่มาเปิดการแสดงในกรุงเทพฯ "สุบิน เมธา" หรือบางคนก็เรียกว่า "สุบิน เมตตา" เชื้อสายอินเดีย สัญชาติอเมริกัน มีกิจวัตร ที่ต้องทำให้ท่าน เดินทางมาเมืองไทยทุกปี คือ "กินข้าวเหนียวมะม่วง" มีอยู่ปีหนึ่ง ซึ่งพิเศษสุดสักยี่สิบปีก่อน คุณสุบินมาเป็นวาทยกรให้กับวงนิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิค ออเคสตรา ในกรุงเทพฯ เพื่อนของผมคนหนึ่งซึ่งยังเป็นเด็กมัธยมปลาย อยากฟังมากแต่ไม่มีเงินซื้อบัตร เลยไปยืนอยู่หน้าหอประชุมที่เปิดการแสดง รอจนพักครึ่ง จะมีแขกรับเชิญส่วนหนึ่งกลับบ้าน เพราะฟังเพลงไม่เป็น เพื่อนผมก็จะไปขอบัตรจากคนพวกนี้ แล้วก็เข้าไปฟัง อ้างอิงจาก http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q3/article2004sep16p3.htm ….นับตั้งแต่วินาทีนั้นที่วงออเคสตราเริ่มบรรเลงเพลง เปรียบเสมือนจุดประกายให้บัณฑิตก็ค้นพบตัวเองและตัดสินใจโดยทันทีว่าเขาต้องการที่จะเป็นวาทยกรผู้อำนวยเพลงระดับโลกให้ได้!!“วาทยกร” หรือ Conductor คือ คนที่ตีความหมายของบทเพลง ซึ่งจะเห็นภาพรวมทั้งหมดของวงดนตรี เพราะนักดนตรีนั้นจะเห็นเฉพาะตำแหน่งของตัวเอง ดังนั้นวาทยกรจึงมีหน้าที่ดึงความสัมพันธ์ของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นออกมาเพื่อสอดผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อาจกล่าวอีกนัยได้ว่า วาทยกร เป็นผู้ที่สื่อสารกับนักดนตรีด้วยภาษามือ เป็นเหมือนภาษาใบ้ที่ใช้กับดนตรีพร้อมกันนี้วาทยกรต้องมีความเป็นผู้นำที่สามารถให้ความเชื่อมั่นแก่นักดนตรีได้ด้วย เสมือนผู้กำกับภาพยนตร์ หากผู้กำกับฯไม่เก่ง ผลงานที่ออกมาก็คงไม่ดี เช่นเดียวกันกับวาทยกร ถ้าไม่สามารถควบคุมวงดนตรีได้ งานนั้นก็ล่มบันได 39 ขั้นสู่ความสำเร็จ ยกตัวอย่างไม่เรียงลำดับเช่นข้อ 1 ฝันให้ใหญ่...ใหญ่สุดๆ (Imagination is power)คุณบัณฑิตบอกว่า "ผมบอกได้เลยว่า ชีวิตที่เดินอย่างเชื่อมั่นและมีเป้าหมายนั้น เป็นชีวิตที่ """มันส์""" มาก" ถ้าได้อ่านประวัติของคุณบัณฑิต จะทราบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ชาวเอเชียผิวเหลือง ผมดำ จะยืนท่ามกลางฝรั่งตาน้ำข้าว หรือเป็นผู้นำวงดนตรีที่ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ ถ้าเขาไม่มีความสามารถโดดเด่นในเรื่องงานและไม่เก่งเรื่องคน "เหมือนยิงปืนนัดเดียว จะต้องโดน มีคนยืนต่อแถวผมอีกเยอะ" "ถ้าผมเก่งเท่ากับคนในประเทศของเขาแล้วเขาจะเลือกผมได้อย่างไร"ข้อ 2 มนุษย์จะพัฒนาการไปตามอย่างที่ตนคิด (As a man thinks, he is) "บัณฑิต" ยกตัวอย่างการวิ่ง 1 ไมล์ สมัยก่อนไม่มีมนุษย์คนใดวิ่ง 1 ไมล์ได้ต่ำกว่า 4 นาที และแล้ววันที่ 6 พฤษภาคม 2507 "โรเจอร์ แบนนิสเตอร์" นักวิ่งชาวอังกฤษก็สามารถวิ่ง 1 ไมล์ได้ในเวลาเพียง 3 นาที 59 วินาทีนิตยสารฟอร์บส์ ประกาศเลยว่านี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์กีฬาโลก แต่จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็มีคนทำสถิติแบบเดียวกับ "แบนนิสเตอร์" ได้ ถามว่าทำไมที่ผ่านมาถึงไม่มีคนทำได้คำตอบก็คือเพราะ "ความคิด" ของคนเปลี่ยนแปลงไปแล้วจากเดิมที่เคยเชื่อว่าด้วยข้อจำกัดทางร่างกายของมนุษย์ "เราทำไม่ได้" เปลี่ยนมาเป็น "เราทำได้" เพราะมีคนเคยทำได้แล้ว เราจึงเชื่อว่าเราทำได้ข้อ 3 ใช้หัวใจเลือกอนาคต (Do what you love, and the money will follow) "ถ้าคุณเลือกทางสายอาชีพที่คุณไม่ได้ชอบ คุณจะต้องทนทรมานอยู่กับมัน 8 หมื่นชั่วโมงชั่วระยะเวลาของชีวิตการทำงาน ในขณะที่ถ้าคุณทำสิ่งที่ตนรักในชีวิตนี้คุณไม่เรียกว่าต้องทำงานเลย และไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนที่ทำในสิ่งที่ตนรักจะประสบความสำเร็จกว่าคนที่ทำสิ่งที่ตนไม่ชอบ การทำในสิ่งที่ตนรักทำให้ศักยภาพในตัวของคุณได้มีโอกาสแสดงออกเต็มที่" ข้อ 4 เรียนรู้อย่างรวดเร็ว เพื่อเอาชนะ (Super-learning) โดยการศึกษาชีวิต ของบุคคลผู้ที่เรายกขึ้นมาเป็นโมเดล เรียนรู้สิ่งที่จะทำอย่างละเอียด มีความตั้งใจอย่างแท้จริงการหางานโดยใช้ resume อย่างเดียวนั้น เป็นเรื่องที่เสียเวลาและไม่มีประสิทธิผล งานที่ดีๆ ที่เป็นที่ต้องการมากๆ ส่วนใหญ่เขาจะไม่จ้างจาก resume นายจ้างจะเลือกจากคนที่รู้จัก โดยการถามจากคนที่เชื่อใจ หรือให้บริษัท Headhunter หาให้ท่ามกลาง Resume เป็นร้อยๆ พันๆ ใบ สิ่งที่นายจ้างพยายามจะทำก็คือ คัดมันออก ไม่ใช่ คัดมันเข้า"งานที่ดีมักจะมาจากการที่คนเรา รู้จัก อาจจะเป็นเจ้านายหรือมีคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า และเห็นผลงานของเรา ดังนั้น ประเด็นจึงมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้ผลงานของเราเป็นที่รู้จัก ให้เขาเห็นผลงานเรามากขึ้น นี่เป็นเรื่องของสายสัมพันธ์ เครือข่าย ความไว้เนื้อเชื่อใจ การแนะนำบอกต่อกันมา ไม่ใช่เรื่องของกระดาษแผ่นเดียว"ข้อ 5 วางแผนเป็นเรื่องง่ายๆ (Planing) โดยการคิดและเขียนแผนที่สามารถทำได้จริง อย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่ฝันเลื่อนลอยข้อ 6 ฝึกซ้อมในใจ (Do within when you are without) "บัณฑิต" ยกตัวอย่างนักเปียโนจีนคนหนึ่งที่ติดคุกสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ไม่มีเปียโนให้ฝึก เขากลัวฝีมือตกจึงฝึกซ้อมในคุกโดยใช้การวาดรูปคีย์บอร์ดบนไม้กระดาน เชื่อไหมครับว่าหลังออกจากคุก ฝีมือของนักเปียโนคนนี้ไม่ตกลงเลย "บัณฑิต" ใช้วิธีการนี้ในการฝึกฝนการควบคุมวง เพราะการเป็น "คอนดักเตอร์" นั้น การฝึกคุมวงด้วยไม้บาตองนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องเรียนโดยมีวงจริงมาให้ฝึกฝน แต่ค่าจ้างวงแพงมาก ทางมหาวิทยาลัยจึงจ้างมาแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์"บัณฑิต" บอกว่ามีวิธีการเดียวที่เขาจะเก่งกว่าเพื่อน ก็คือ ต้อง "ฝึกซ้อมในใจ" เวลาว่างระหว่างรอรถ เข้าแถว เขาก็จะฝึกในใจจินตนาการว่ามีวงอยู่ข้างหน้า จากนั้นก็เริ่มฝึกตามที่อยากจะฝึกใช้ "จินตนาการ" ในการฝึกซ้อมและพร้อมกันนั้นใช้หลักการของนโปเลียนที่จะคิดในใจถึงปัญหาที่เป็นไปได้ทั้งหมด และหาทางแก้ก่อนที่จะเกิดขึ้นข้อ 7 รอให้เรียนจบก็สายแล้ว (Always think step ahead)ข้อ 8 อุปสรรคและความผิดหวัง (Overcoming obstacles)ความผิดหวัง การถูกปฏิเสธเป็นเรื่องธรรมดา มีเหตุผลเนื่องจากความต้องการที่ไม่ตรงกันเท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่าเลิกล้มง่ายๆอย่าถอดใจข้อ 9 กินกบตั้งแต่เช้า (Eat that frog) จงทำใจและทำสิ่งที่ยากก่อน อย่าผลัดวันประกันพรุ่งข้อ 10 โลกนี้ไม่เคยต้องยุติธรรม "บัณฑิต" ไม่เคยคาดหวังหรือบ่นว่าทำไมโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม ไม่ต้องตั้งคำถามว่าทำไมคนนี้หล่อ คนนี้สวย ทำไมคนนี้มีพรสวรรค์จังเลย ฯลฯ "ทำใจไว้เลยครับ โลกนี้ไม่เคยต้องยุติธรรม อย่าไปเสียเวลาคิดเลยว่าทำไม"เขายกคำของนักปราชญ์อเมริกันคนหนึ่งว่า "การตอบรับกับสถานการณ์ที่เรามีหรือเป็นอยู่สำคัญกว่าสถานการณ์ที่ชีวิตให้มา"ทิศทางของชีวิตเราอยู่ในความควบคุมของเราเอง อย่าโยนความรับผิดชอบให้ใคร เลือกเอง ลงมือเอง รับผิดชอบเองอ้างอิงจาก http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B4743264/B4743264.html
ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้ (Conduct Your Dreams)
บัณฑิต อึ้งรังษี วาทยากรไทยชื่อก้องโลกคนแรกของไทยคนนี้ เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคา 2513 ปัจจุบันอายุ 34 ปี เป็นชาวอำเภอหาดใหญ่โดยกำเนิด บัณฑิตเริ่มก้าวเข้าสู่แวดวงดนตรีครั้งแรกเมื่อสมัยที่ยังเป็นนักเรียน ด้วยอายุเพียง 13 ปี โดยการเล่นกีตาร์คลาสสิก ระหว่างที่เรียนอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญ, อัสสัมชัญพานิชย์ และตามด้วยการเรียนต่อที่เอแบค (มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ) จนอายุได้ 18 ปี บัณฑิตได้ไปชมการแสดงคอนเสิร์ต New York Philharmonic Orchestra (ปี พ.ศ.2531) โดยสุบิน เมห์ธา วาทยกรชาวอินเดียที่มาเปิดการแสดงในกรุงเทพฯ "สุบิน เมธา" หรือบางคนก็เรียกว่า "สุบิน เมตตา" เชื้อสายอินเดีย สัญชาติอเมริกัน มีกิจวัตร ที่ต้องทำให้ท่าน เดินทางมาเมืองไทยทุกปี คือ "กินข้าวเหนียวมะม่วง" มีอยู่ปีหนึ่ง ซึ่งพิเศษสุดสักยี่สิบปีก่อน คุณสุบินมาเป็นวาทยกรให้กับวงนิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิค ออเคสตรา ในกรุงเทพฯ เพื่อนของผมคนหนึ่งซึ่งยังเป็นเด็กมัธยมปลาย อยากฟังมากแต่ไม่มีเงินซื้อบัตร เลยไปยืนอยู่หน้าหอประชุมที่เปิดการแสดง รอจนพักครึ่ง จะมีแขกรับเชิญส่วนหนึ่งกลับบ้าน เพราะฟังเพลงไม่เป็น เพื่อนผมก็จะไปขอบัตรจากคนพวกนี้ แล้วก็เข้าไปฟัง อ้างอิงจาก http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q3/article2004sep16p3.htm ….นับตั้งแต่วินาทีนั้นที่วงออเคสตราเริ่มบรรเลงเพลง เปรียบเสมือนจุดประกายให้บัณฑิตก็ค้นพบตัวเองและตัดสินใจโดยทันทีว่าเขาต้องการที่จะเป็นวาทยกรผู้อำนวยเพลงระดับโลกให้ได้!!“วาทยกร” หรือ Conductor คือ คนที่ตีความหมายของบทเพลง ซึ่งจะเห็นภาพรวมทั้งหมดของวงดนตรี เพราะนักดนตรีนั้นจะเห็นเฉพาะตำแหน่งของตัวเอง ดังนั้นวาทยกรจึงมีหน้าที่ดึงความสัมพันธ์ของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นออกมาเพื่อสอดผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อาจกล่าวอีกนัยได้ว่า วาทยกร เป็นผู้ที่สื่อสารกับนักดนตรีด้วยภาษามือ เป็นเหมือนภาษาใบ้ที่ใช้กับดนตรีพร้อมกันนี้วาทยกรต้องมีความเป็นผู้นำที่สามารถให้ความเชื่อมั่นแก่นักดนตรีได้ด้วย เสมือนผู้กำกับภาพยนตร์ หากผู้กำกับฯไม่เก่ง ผลงานที่ออกมาก็คงไม่ดี เช่นเดียวกันกับวาทยกร ถ้าไม่สามารถควบคุมวงดนตรีได้ งานนั้นก็ล่มบันได 39 ขั้นสู่ความสำเร็จ ยกตัวอย่างไม่เรียงลำดับเช่นข้อ 1 ฝันให้ใหญ่...ใหญ่สุดๆ (Imagination is power)คุณบัณฑิตบอกว่า "ผมบอกได้เลยว่า ชีวิตที่เดินอย่างเชื่อมั่นและมีเป้าหมายนั้น เป็นชีวิตที่ """มันส์""" มาก" ถ้าได้อ่านประวัติของคุณบัณฑิต จะทราบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ชาวเอเชียผิวเหลือง ผมดำ จะยืนท่ามกลางฝรั่งตาน้ำข้าว หรือเป็นผู้นำวงดนตรีที่ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ ถ้าเขาไม่มีความสามารถโดดเด่นในเรื่องงานและไม่เก่งเรื่องคน "เหมือนยิงปืนนัดเดียว จะต้องโดน มีคนยืนต่อแถวผมอีกเยอะ" "ถ้าผมเก่งเท่ากับคนในประเทศของเขาแล้วเขาจะเลือกผมได้อย่างไร"ข้อ 2 มนุษย์จะพัฒนาการไปตามอย่างที่ตนคิด (As a man thinks, he is) "บัณฑิต" ยกตัวอย่างการวิ่ง 1 ไมล์ สมัยก่อนไม่มีมนุษย์คนใดวิ่ง 1 ไมล์ได้ต่ำกว่า 4 นาที และแล้ววันที่ 6 พฤษภาคม 2507 "โรเจอร์ แบนนิสเตอร์" นักวิ่งชาวอังกฤษก็สามารถวิ่ง 1 ไมล์ได้ในเวลาเพียง 3 นาที 59 วินาทีนิตยสารฟอร์บส์ ประกาศเลยว่านี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์กีฬาโลก แต่จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็มีคนทำสถิติแบบเดียวกับ "แบนนิสเตอร์" ได้ ถามว่าทำไมที่ผ่านมาถึงไม่มีคนทำได้คำตอบก็คือเพราะ "ความคิด" ของคนเปลี่ยนแปลงไปแล้วจากเดิมที่เคยเชื่อว่าด้วยข้อจำกัดทางร่างกายของมนุษย์ "เราทำไม่ได้" เปลี่ยนมาเป็น "เราทำได้" เพราะมีคนเคยทำได้แล้ว เราจึงเชื่อว่าเราทำได้ข้อ 3 ใช้หัวใจเลือกอนาคต (Do what you love, and the money will follow) "ถ้าคุณเลือกทางสายอาชีพที่คุณไม่ได้ชอบ คุณจะต้องทนทรมานอยู่กับมัน 8 หมื่นชั่วโมงชั่วระยะเวลาของชีวิตการทำงาน ในขณะที่ถ้าคุณทำสิ่งที่ตนรักในชีวิตนี้คุณไม่เรียกว่าต้องทำงานเลย และไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนที่ทำในสิ่งที่ตนรักจะประสบความสำเร็จกว่าคนที่ทำสิ่งที่ตนไม่ชอบ การทำในสิ่งที่ตนรักทำให้ศักยภาพในตัวของคุณได้มีโอกาสแสดงออกเต็มที่" ข้อ 4 เรียนรู้อย่างรวดเร็ว เพื่อเอาชนะ (Super-learning) โดยการศึกษาชีวิต ของบุคคลผู้ที่เรายกขึ้นมาเป็นโมเดล เรียนรู้สิ่งที่จะทำอย่างละเอียด มีความตั้งใจอย่างแท้จริงการหางานโดยใช้ resume อย่างเดียวนั้น เป็นเรื่องที่เสียเวลาและไม่มีประสิทธิผล งานที่ดีๆ ที่เป็นที่ต้องการมากๆ ส่วนใหญ่เขาจะไม่จ้างจาก resume นายจ้างจะเลือกจากคนที่รู้จัก โดยการถามจากคนที่เชื่อใจ หรือให้บริษัท Headhunter หาให้ท่ามกลาง Resume เป็นร้อยๆ พันๆ ใบ สิ่งที่นายจ้างพยายามจะทำก็คือ คัดมันออก ไม่ใช่ คัดมันเข้า"งานที่ดีมักจะมาจากการที่คนเรา รู้จัก อาจจะเป็นเจ้านายหรือมีคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า และเห็นผลงานของเรา ดังนั้น ประเด็นจึงมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้ผลงานของเราเป็นที่รู้จัก ให้เขาเห็นผลงานเรามากขึ้น นี่เป็นเรื่องของสายสัมพันธ์ เครือข่าย ความไว้เนื้อเชื่อใจ การแนะนำบอกต่อกันมา ไม่ใช่เรื่องของกระดาษแผ่นเดียว"ข้อ 5 วางแผนเป็นเรื่องง่ายๆ (Planing) โดยการคิดและเขียนแผนที่สามารถทำได้จริง อย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่ฝันเลื่อนลอยข้อ 6 ฝึกซ้อมในใจ (Do within when you are without) "บัณฑิต" ยกตัวอย่างนักเปียโนจีนคนหนึ่งที่ติดคุกสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ไม่มีเปียโนให้ฝึก เขากลัวฝีมือตกจึงฝึกซ้อมในคุกโดยใช้การวาดรูปคีย์บอร์ดบนไม้กระดาน เชื่อไหมครับว่าหลังออกจากคุก ฝีมือของนักเปียโนคนนี้ไม่ตกลงเลย "บัณฑิต" ใช้วิธีการนี้ในการฝึกฝนการควบคุมวง เพราะการเป็น "คอนดักเตอร์" นั้น การฝึกคุมวงด้วยไม้บาตองนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องเรียนโดยมีวงจริงมาให้ฝึกฝน แต่ค่าจ้างวงแพงมาก ทางมหาวิทยาลัยจึงจ้างมาแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์"บัณฑิต" บอกว่ามีวิธีการเดียวที่เขาจะเก่งกว่าเพื่อน ก็คือ ต้อง "ฝึกซ้อมในใจ" เวลาว่างระหว่างรอรถ เข้าแถว เขาก็จะฝึกในใจจินตนาการว่ามีวงอยู่ข้างหน้า จากนั้นก็เริ่มฝึกตามที่อยากจะฝึกใช้ "จินตนาการ" ในการฝึกซ้อมและพร้อมกันนั้นใช้หลักการของนโปเลียนที่จะคิดในใจถึงปัญหาที่เป็นไปได้ทั้งหมด และหาทางแก้ก่อนที่จะเกิดขึ้นข้อ 7 รอให้เรียนจบก็สายแล้ว (Always think step ahead)ข้อ 8 อุปสรรคและความผิดหวัง (Overcoming obstacles)ความผิดหวัง การถูกปฏิเสธเป็นเรื่องธรรมดา มีเหตุผลเนื่องจากความต้องการที่ไม่ตรงกันเท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่าเลิกล้มง่ายๆอย่าถอดใจข้อ 9 กินกบตั้งแต่เช้า (Eat that frog) จงทำใจและทำสิ่งที่ยากก่อน อย่าผลัดวันประกันพรุ่งข้อ 10 โลกนี้ไม่เคยต้องยุติธรรม "บัณฑิต" ไม่เคยคาดหวังหรือบ่นว่าทำไมโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม ไม่ต้องตั้งคำถามว่าทำไมคนนี้หล่อ คนนี้สวย ทำไมคนนี้มีพรสวรรค์จังเลย ฯลฯ "ทำใจไว้เลยครับ โลกนี้ไม่เคยต้องยุติธรรม อย่าไปเสียเวลาคิดเลยว่าทำไม"เขายกคำของนักปราชญ์อเมริกันคนหนึ่งว่า "การตอบรับกับสถานการณ์ที่เรามีหรือเป็นอยู่สำคัญกว่าสถานการณ์ที่ชีวิตให้มา"ทิศทางของชีวิตเราอยู่ในความควบคุมของเราเอง อย่าโยนความรับผิดชอบให้ใคร เลือกเอง ลงมือเอง รับผิดชอบเองอ้างอิงจาก http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B4743264/B4743264.html
Labels:
News : Advertising Emotion
Sunday, 5 August 2007
เมือง Production House
ฟู่~ วันนี้อากาศเกือบดีเน้อคับ
อากาศเมืองไทยมันได้แค่เกือบดีเพราะมีแดดนี่แหละ (-- --")
ความจริงอากาศหรือลมมันก็ไม่ได้ร้อนเท่าไหร่เยย
แต่แดดนี่ไม่ไหวอ่ะคับ (-3-) บู้ ๆวันนี้ตื่นแต่ช้าวววววววววววววววววววว (เช้า) เลยคับ
ประมาณ 10 โมงกว่า
โดนแม่บังคับให้ไปธุระเป็นเพื่อน
(==3==) หู่ ไปคนเดียวก็ได้เหอะคับ (เจ้าตึกภัทระอะไรตรงรัชดาอ้ะ)
แต่แม่บอกว่า กลัวหลงทาง
และที่สำคัญ (--- ---") ไม่ใช่ถนนหนทางนะคับ ที่แม่แมวน้ามกัว แต่ว่าเป็นทางในตึกอ่ะ
เซ็งหนักไปอีก (>Q<) ต้องให้ตื่นแต่เช้าเพราะเรื่องแค่เนี๊ยะอ่ะนะ? แง่งๆๆๆๆ
แต่ก็นะคับ ช่วยมะได้ ไปก็ไป (=3=)
ยังไงตอนบ่ายแมวน้ามก็ต้องออกไปเรื่องฝึกงานอยู่ดี
มหาลัยก็นะ ทำให้มันยุ่งยากทำไมก็มะยุ๊ (-- --")
แค่เค้ารับเราเข้าฝึกงานก็เกรงใจจะแย่แย้ว
นี่ต้องให้เค้ามานั่งตอบจดหมายอะไรแบบนี้อีกอ่ะ (- -")
ก็ไม่มีไรคับ ธุระแม่เสร็จตอนบ่ายครึ่งได้
จากนั้นก็ไปตระเวน town in town กัน
ที่นี่ขึ้นชื่อมาก ๆ ว่าเป็นเมืองแห่ง production house และ studio
ซึ่งมันก็เป็นตามนั้นจริง ๆ
เป็นห้องแถวผู้ดีอะไรประมาณนั้นละคับ
รถแปลก ๆ แพง ๆ จอดซ้อนๆๆกันมันส์เลย (^^")
แอบดีใจนะคับที่ได้ฝึกงานที่นี่ เพราะมันใกล้บ้าน(ขั้วโลก)ของแมวน้ามมากมากกกกกกกกกกกกก
ถ้าเทียบกับมหาลัยที่ไปอยู่ทุกวันเนี่ยอ่ะนะคับ (-- ---")
เมื่อก่อนก็จะคุ้นเคยกับ town in town มาก ๆ ด้วย
เพราะเคยเรียน ementary school อยู่แถว ๆ นั้น
แต่ตอนนั้นโปรดักชั่นเฮ้าส์ยังไม่เยอะเท่านี้ง่ะมั้งคับ
town in town ก็ยังเป็นแค่หมู่บ้านใหญ่ ๆ ที่อยู่ตรงข้ามโรงเรียนเท่านั้นแหละ(ขนมเยอะ ได้ข่าว )
ไม่น่าเชื่อว่า 10 ปีผ่านไป
แมวน้าม(กรู)ก็ต้องกลับไปฝากเนื้อฝากตัวแถวนั้นอีกแล้ว (-- --")
ตั้งแต่จบโรงเรียนนั้นมา ก็ไม่เคยกลับไปอีกเลย ทั้ง ๆ ที่ใกล้บ้านแค่นี้เอง แต่ก็นะ มันไม่ใช่สถานที่ที่น่าจดจำนี่คับ (^^") โรงเรียนวัยเด็กอ่ะ
วันนี้ได้ผ่านโรงเรียนเก่า
ถึงได้รู้ว่าเราเติบโตขึ้นแค่ไหนแล้ว
ตอนผ่านตกใจร้องบอกแม่ใหญ่เลย
รู้สึกเหมือนทำไมโรงเรียนมันย่อส่วนลงเนี่ย (-- ---")
จำได้เมื่อก่อนมันดูใหญ่โตมาก ๆ เลยนี่นา
เป็นที่(ตัว)แมวน้ามเองสินะคับ ที่โตขึ้น
รั้วโรงเรียนที่เคยคิดว่ามันยาวสุดลูกหูลูกตา
ตอนนี้เดินแค่ไม่กี่ก้าวก็พ้นแล้วง่ะ
สุดยอดเลยเนอะคับ (-- --")
ก็นั่นแหละคับ.. กลับมาที่เรื่อง town in town กันต่อ..
แมวน้ามแอนเดอะแม่ ก็ไปวนหาซอย 3/1 กันอยู่นาน
วนไปวนมาถึงรู้ว่าเข้าทางผิดอ่ะคับ (^^") 55555555
เราไปเข้าทางคอนโดไง (-- --") ก็มันเคยชินนี่นา (-3-)
ทางเข้าด้านคอนโดมันอยู่ตรงข้ามกับ รร เก่าง่ะคับ แฮ่ๆ (^^")เลยยิ่งได้รู้สึกไปใหญ่เลยว่า นี่น่ะ เป็นความทรงจำของเด็กจริง ๆ เลยเพราะตอนนั้นเราก็ได้แต่ไปโรงเรียน แล้วก็ขึ้นรถกลับบ้านเห็นแต่ทางเข้าตรงนั้น ก็เลยเข้าใจไปว่า เป็นทางเข้าด้านหน้ามาวันนี้ถึงได้รู้ว่าเปล่าเลย มันเป็นด้านข้าง (^^")ถึงเราจะคิดว่า จากวันที่เราจากโรงเรียนนั้นมา จนถึงวันนี้เรายังไม่ได้รู้สึกโตขึ้นเลยซักนิดแต่ความจริงแล้ว เราได้ออกไปพบเจออะไรอีกมากมาย โดยที่ไม่รู้ตัวความทรงจำตรงนั้นของแมวน้าม ก็หยุดไว้ที่ ป.6 เท่านั้นเองน่ะคับ.. ^^
จากนั้นพอเจอ studio ที่หา ก็เข้าไป
ชอบโปรดักชั่นเฮ้าส์ หรือ studio อย่างนึงนะคับ
ตรงที่บรรยากาศมันจะไม่เหมือนออฟฟิสทั่วไปอ่ะ (อย่างที่เจอที่ตึกภัทระเมื่อเช้า)
เกลียดอารมณ์ OL มาก ๆ หวังว่าจะไม่ต้องเจอนะ (-- --")
อันนี้อารมณ์มันจะชิล ๆ หน่อย พื้นไม้ ๆ บรรยากาศอาร์ท ๆ (ไม่ใช่ฉากกั้นคอก โคมไฟบนหัวเงา ๆ เยอะๆๆๆ กล่องเอกสารวางเพียบ คนเดินขวักไขว่ พื้นต้องเป็นพรม กระจกต้องมีม่านพลาสติกซี่ๆ ฯลฯ)
ถึงงานจะหนักยังไงก็ไม่ว่า ขอบรรยากาศที่ไม่ใช่ OL ไว้ก่อน (-- --")
มีน้องหมาผูกจุกด้วยอ่ะ หน้าตาน่ารักมากเลยคับ
เดินป้วน ๆ เปี้ยน ๆ อยุ่ในนั้นแหละ 555555
แมวน้ามเข้าไปชุด นศ ก็ไม่ได้ใส่
เอาจดหมายไปยื่น พร้อมกับบัตร นศ
พี่เค้าเตอร์เค้าก็เขียนใบตอบรับให้
เพราะพี่คนที่แมวน้ามติดต่อไปเค้าโค-ตะ-ระยุ่งมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วอ่ะคับ (-- --")
พี่คนที่เขียนนี่เค้าก็ไม่ได้ถามไรเลย ให้เขียนไรก็เขียน
แล้วก็เสร็จในเวลาไม่ถึง 5 นาที (ไม่ถามไรเยย -- --" ขอบคุณมากค่ะ)
555 แม่บอกว่า วนหา studio ใช้เวลานานกว่าอีก 55555
จริง ๆ มันใกล้ทางเข้ามากนะคับ
ถ้าเราไม่วนผิดทาง (-- ---") เสียชื่อที่เคยอยู่ตรงนั้นมาหลายปีจริง ๆ
แถว ๆ studio นี่ไม่มีที่จอดรถเลยง่ะ
เพราะมันเป็นคล้าย ๆ ทาวเฮ้าส์ ที่จอดก็จะมีนิดเดียว
แต่รถมันเยอะมาก ๆ เลยง่ะคับ (ใครจะเข้าใจไหมเนี่ย)
เค้าจอดกันเป็นพรืด ๆ มาก ๆ รถก็หรู ๆ ทั้งนั้น (-- --") อื้ม..
แล้วก็นะคับ...
ตกใจมากตอนมาแกะ จม ออกดู
เพราะตำแหน่งที่เค้ารับแมวน้ามครีบอ้วน ๆ เข้าฝึกงานก็คือ SOUND ENGINEER
(@O@;;) เฮ้ยยยยยยยย
เพ่ค๊าบ~~~~ ตกลงกันก่อนนิดนึงเด้ (@O@;)
ตกใจมากอ่ะคับ (-- --") ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้จะตกใจทำไมนะ
แต่มันดูยาก ๆ ยังไม่ไม่รู้ง่ะ (-- ---") เอาเถอะ พยายามเข้านะ แมวน้าม
ตอนที่เค้าถาม (ตอนที่โทรไปทีแรก) ว่าจะทำงาน วิทยุ มั๊ย
เราก็ตาจุด ๆ ไม่เอาอ่ะคับ ไม่ชอบอะไรที่มันสด ๆ
รู้สึกว่ามันแก้ไขไม่ได้ง่ะ ถึงจะท้าทายดี แต่เลือกได้ก็ไม่อยากทำ
เลยบอกเค้าว่า ขอทำ studio นี่แหละ ได้มั๊ยคับ
(-- ---") เค้าก็ไม่ได้ว่าไรนะ ไม่ได้บอกด้วยว่าจะให้เราทำเรื่องอะไร
เค้าก็แค่บอกว่าถ้าอยากทำ ก็ได้ เท่านั้นง่ะ
แต่ก็เอาเหอะ น่าสนุกดีนะ ^^ ใกล้บ้านด้วย
แล้วก็กลับบ้านในเวลาไม่ถึง 10 นาที
ฮึ่ม ดีมาก ๆ ใกล้อ้ะ (>___<)
อากาศเมืองไทยมันได้แค่เกือบดีเพราะมีแดดนี่แหละ (-- --")
ความจริงอากาศหรือลมมันก็ไม่ได้ร้อนเท่าไหร่เยย
แต่แดดนี่ไม่ไหวอ่ะคับ (-3-) บู้ ๆวันนี้ตื่นแต่ช้าวววววววววววววววววววว (เช้า) เลยคับ
ประมาณ 10 โมงกว่า
โดนแม่บังคับให้ไปธุระเป็นเพื่อน
(==3==) หู่ ไปคนเดียวก็ได้เหอะคับ (เจ้าตึกภัทระอะไรตรงรัชดาอ้ะ)
แต่แม่บอกว่า กลัวหลงทาง
และที่สำคัญ (--- ---") ไม่ใช่ถนนหนทางนะคับ ที่แม่แมวน้ามกัว แต่ว่าเป็นทางในตึกอ่ะ
เซ็งหนักไปอีก (>Q<) ต้องให้ตื่นแต่เช้าเพราะเรื่องแค่เนี๊ยะอ่ะนะ? แง่งๆๆๆๆ
แต่ก็นะคับ ช่วยมะได้ ไปก็ไป (=3=)
ยังไงตอนบ่ายแมวน้ามก็ต้องออกไปเรื่องฝึกงานอยู่ดี
มหาลัยก็นะ ทำให้มันยุ่งยากทำไมก็มะยุ๊ (-- --")
แค่เค้ารับเราเข้าฝึกงานก็เกรงใจจะแย่แย้ว
นี่ต้องให้เค้ามานั่งตอบจดหมายอะไรแบบนี้อีกอ่ะ (- -")
ก็ไม่มีไรคับ ธุระแม่เสร็จตอนบ่ายครึ่งได้
จากนั้นก็ไปตระเวน town in town กัน
ที่นี่ขึ้นชื่อมาก ๆ ว่าเป็นเมืองแห่ง production house และ studio
ซึ่งมันก็เป็นตามนั้นจริง ๆ
เป็นห้องแถวผู้ดีอะไรประมาณนั้นละคับ
รถแปลก ๆ แพง ๆ จอดซ้อนๆๆกันมันส์เลย (^^")
แอบดีใจนะคับที่ได้ฝึกงานที่นี่ เพราะมันใกล้บ้าน(ขั้วโลก)ของแมวน้ามมากมากกกกกกกกกกกกก
ถ้าเทียบกับมหาลัยที่ไปอยู่ทุกวันเนี่ยอ่ะนะคับ (-- ---")
เมื่อก่อนก็จะคุ้นเคยกับ town in town มาก ๆ ด้วย
เพราะเคยเรียน ementary school อยู่แถว ๆ นั้น
แต่ตอนนั้นโปรดักชั่นเฮ้าส์ยังไม่เยอะเท่านี้ง่ะมั้งคับ
town in town ก็ยังเป็นแค่หมู่บ้านใหญ่ ๆ ที่อยู่ตรงข้ามโรงเรียนเท่านั้นแหละ(ขนมเยอะ ได้ข่าว )
ไม่น่าเชื่อว่า 10 ปีผ่านไป
แมวน้าม(กรู)ก็ต้องกลับไปฝากเนื้อฝากตัวแถวนั้นอีกแล้ว (-- --")
ตั้งแต่จบโรงเรียนนั้นมา ก็ไม่เคยกลับไปอีกเลย ทั้ง ๆ ที่ใกล้บ้านแค่นี้เอง แต่ก็นะ มันไม่ใช่สถานที่ที่น่าจดจำนี่คับ (^^") โรงเรียนวัยเด็กอ่ะ
วันนี้ได้ผ่านโรงเรียนเก่า
ถึงได้รู้ว่าเราเติบโตขึ้นแค่ไหนแล้ว
ตอนผ่านตกใจร้องบอกแม่ใหญ่เลย
รู้สึกเหมือนทำไมโรงเรียนมันย่อส่วนลงเนี่ย (-- ---")
จำได้เมื่อก่อนมันดูใหญ่โตมาก ๆ เลยนี่นา
เป็นที่(ตัว)แมวน้ามเองสินะคับ ที่โตขึ้น
รั้วโรงเรียนที่เคยคิดว่ามันยาวสุดลูกหูลูกตา
ตอนนี้เดินแค่ไม่กี่ก้าวก็พ้นแล้วง่ะ
สุดยอดเลยเนอะคับ (-- --")
ก็นั่นแหละคับ.. กลับมาที่เรื่อง town in town กันต่อ..
แมวน้ามแอนเดอะแม่ ก็ไปวนหาซอย 3/1 กันอยู่นาน
วนไปวนมาถึงรู้ว่าเข้าทางผิดอ่ะคับ (^^") 55555555
เราไปเข้าทางคอนโดไง (-- --") ก็มันเคยชินนี่นา (-3-)
ทางเข้าด้านคอนโดมันอยู่ตรงข้ามกับ รร เก่าง่ะคับ แฮ่ๆ (^^")เลยยิ่งได้รู้สึกไปใหญ่เลยว่า นี่น่ะ เป็นความทรงจำของเด็กจริง ๆ เลยเพราะตอนนั้นเราก็ได้แต่ไปโรงเรียน แล้วก็ขึ้นรถกลับบ้านเห็นแต่ทางเข้าตรงนั้น ก็เลยเข้าใจไปว่า เป็นทางเข้าด้านหน้ามาวันนี้ถึงได้รู้ว่าเปล่าเลย มันเป็นด้านข้าง (^^")ถึงเราจะคิดว่า จากวันที่เราจากโรงเรียนนั้นมา จนถึงวันนี้เรายังไม่ได้รู้สึกโตขึ้นเลยซักนิดแต่ความจริงแล้ว เราได้ออกไปพบเจออะไรอีกมากมาย โดยที่ไม่รู้ตัวความทรงจำตรงนั้นของแมวน้าม ก็หยุดไว้ที่ ป.6 เท่านั้นเองน่ะคับ.. ^^
จากนั้นพอเจอ studio ที่หา ก็เข้าไป
ชอบโปรดักชั่นเฮ้าส์ หรือ studio อย่างนึงนะคับ
ตรงที่บรรยากาศมันจะไม่เหมือนออฟฟิสทั่วไปอ่ะ (อย่างที่เจอที่ตึกภัทระเมื่อเช้า)
เกลียดอารมณ์ OL มาก ๆ หวังว่าจะไม่ต้องเจอนะ (-- --")
อันนี้อารมณ์มันจะชิล ๆ หน่อย พื้นไม้ ๆ บรรยากาศอาร์ท ๆ (ไม่ใช่ฉากกั้นคอก โคมไฟบนหัวเงา ๆ เยอะๆๆๆ กล่องเอกสารวางเพียบ คนเดินขวักไขว่ พื้นต้องเป็นพรม กระจกต้องมีม่านพลาสติกซี่ๆ ฯลฯ)
ถึงงานจะหนักยังไงก็ไม่ว่า ขอบรรยากาศที่ไม่ใช่ OL ไว้ก่อน (-- --")
มีน้องหมาผูกจุกด้วยอ่ะ หน้าตาน่ารักมากเลยคับ
เดินป้วน ๆ เปี้ยน ๆ อยุ่ในนั้นแหละ 555555
แมวน้ามเข้าไปชุด นศ ก็ไม่ได้ใส่
เอาจดหมายไปยื่น พร้อมกับบัตร นศ
พี่เค้าเตอร์เค้าก็เขียนใบตอบรับให้
เพราะพี่คนที่แมวน้ามติดต่อไปเค้าโค-ตะ-ระยุ่งมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วอ่ะคับ (-- --")
พี่คนที่เขียนนี่เค้าก็ไม่ได้ถามไรเลย ให้เขียนไรก็เขียน
แล้วก็เสร็จในเวลาไม่ถึง 5 นาที (ไม่ถามไรเยย -- --" ขอบคุณมากค่ะ)
555 แม่บอกว่า วนหา studio ใช้เวลานานกว่าอีก 55555
จริง ๆ มันใกล้ทางเข้ามากนะคับ
ถ้าเราไม่วนผิดทาง (-- ---") เสียชื่อที่เคยอยู่ตรงนั้นมาหลายปีจริง ๆ
แถว ๆ studio นี่ไม่มีที่จอดรถเลยง่ะ
เพราะมันเป็นคล้าย ๆ ทาวเฮ้าส์ ที่จอดก็จะมีนิดเดียว
แต่รถมันเยอะมาก ๆ เลยง่ะคับ (ใครจะเข้าใจไหมเนี่ย)
เค้าจอดกันเป็นพรืด ๆ มาก ๆ รถก็หรู ๆ ทั้งนั้น (-- --") อื้ม..
แล้วก็นะคับ...
ตกใจมากตอนมาแกะ จม ออกดู
เพราะตำแหน่งที่เค้ารับแมวน้ามครีบอ้วน ๆ เข้าฝึกงานก็คือ SOUND ENGINEER
(@O@;;) เฮ้ยยยยยยยย
เพ่ค๊าบ~~~~ ตกลงกันก่อนนิดนึงเด้ (@O@;)
ตกใจมากอ่ะคับ (-- --") ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้จะตกใจทำไมนะ
แต่มันดูยาก ๆ ยังไม่ไม่รู้ง่ะ (-- ---") เอาเถอะ พยายามเข้านะ แมวน้าม
ตอนที่เค้าถาม (ตอนที่โทรไปทีแรก) ว่าจะทำงาน วิทยุ มั๊ย
เราก็ตาจุด ๆ ไม่เอาอ่ะคับ ไม่ชอบอะไรที่มันสด ๆ
รู้สึกว่ามันแก้ไขไม่ได้ง่ะ ถึงจะท้าทายดี แต่เลือกได้ก็ไม่อยากทำ
เลยบอกเค้าว่า ขอทำ studio นี่แหละ ได้มั๊ยคับ
(-- ---") เค้าก็ไม่ได้ว่าไรนะ ไม่ได้บอกด้วยว่าจะให้เราทำเรื่องอะไร
เค้าก็แค่บอกว่าถ้าอยากทำ ก็ได้ เท่านั้นง่ะ
แต่ก็เอาเหอะ น่าสนุกดีนะ ^^ ใกล้บ้านด้วย
แล้วก็กลับบ้านในเวลาไม่ถึง 10 นาที
ฮึ่ม ดีมาก ๆ ใกล้อ้ะ (>___<)
ชีวิตเริ่มมีค่า (อีกครั้ง)
ชีวิตเริ่มมีค่า (อีกครั้ง)
ได้งานแย้ววววอยู่ฝ่ายศิลปกรรม ในบริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์ผลิตงานโฆษณาไปสัมภาษณ์ตั้งแต่วันที่ 11 เค้าบอกว่า อาทิตย์ถัดไปจะโทรมาบอกไม่เห็นโทรมาซะที ไอ้เราก็เลยลืมๆไปซะตอนสัมภาษณ์ก็เหมือนเค้าชอบนะ แต่เค้าคงอยากได้คนถึกๆหน่อยเพราะมันต้องออกไปถ่ายรูป วาดรูป ทำ photoshopเด็กช่างศิลป์น่าจะเหมาะกว่าเมื่อวานซืน (30 กค.) เพื่อนแป้งสุดรัก(สัดๆ) โทรมาบอกว่า จะเอาเราไปเป็นฝ่ายประสานงานรายการ อสูรชายโชว์มันก็อธิบายงู้นงี้งั้นโง้น เอาเราไปโฆษณากับพี่ๆมากมายก็โอเค เรารับ เพราะออฟฟิศไม่ไกลมาก ได้ประชุมงานกับพี่พอล (สำคัญๆ) และไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน (อันนี้สำคัญกว่า)ก็ไม่รู้ว่าชาติที่แล้ว ทำเวรทำกรรมอะไรกันหนักหนาไม่รู้ไปกดขี่ใช้มันเยี่ยงทาสหรืออย่างไรชาตินี้เลยต้องตามรับใช้มันอยู่ตลอดเวลาแต่แล้ว !!!เช้าเมื่อวานนี้ บริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์ก็โทรมา ถามว่ายังสนใจไหมกรี๊ดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เค้าให้เราเข้าไปคุยงานวันนี้หลังจากนั้นก็โทรไปหาแป้งเมื่อแป้งรับโทรศัพท์ ประโยคแรกที่มันพูดคือ "ม่ายยยยย ไม่นะ มึงปฏิเสธไม่ได้นะ"ขอโทษด้วยนะ แต่กูส่งนุ้ยเป็นตัวแทนละกัน มันน่าจะทำได้ดีกว่ากูวันนี้เข้าไปคุยรายละเอียดงานมีคุณฝรั่งโผล่มาคนนึง ตัวใหญ่มาก แต่พูดไทยได้ตอนสัมภาษณ์คราวก่อน คุยเฉพาะเมนหลักๆแต่ละเอียดจริงๆคือ นอกจากจะถ่ายรูป วาดรูป รีทัชรูปแล้วอาจจะต้องช่วยทำงานด้าน MS Office ทำเวบ ตัดต่อ และออกไปพบลูกค้าด้วย!!!!!!!ใช้คุ้มไปรึป่าวคะ !!!!ไม่รู้ว่าจะเครียดหรือไม่เครียดดีเครียดที่ใช้งานเราเยอะเกิน และเรียกเงินน้อยไป (พี่บ่นอยู่หลายรอบ)ถ้าจะไม่ให้เครียดเนี่ย ก็ต้องมองซะว่า ไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆเพราะตั้งแต่จบมาก็ไม่เคยได้จับงานสายที่จบบริษัทเค้าก็ดูเป็นเรื่องเป็นราว ถึงแม้พนง.จะน้อย แต่ก็มีฝรั่งพูดถึงพนง.น้อย เค้ามีอยู่ประมาณสิบคน เป็นหญิงหนึ่งคน ที่เหลือเป็นผู้ชายหมดเลย ... !!!!!!!!เราเป็นผู้หญิงคนที่สองของบริษัท เหอะๆๆๆๆตอนเดินออกจากบริษัท ก็สติแตกตามประสาสุดท้ายก็ต้องบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไรไม่ผ่านโปร ก็ไม่เป็นไรคงอยู่ไม่นาน ไม่เป็นไรเก็บความเครียดไว้ในใจ แล้วไปปลดปล่อยที่ซีคอน ซื้อหนังมา 6 เรื่อง ซื้อหนังสือมา 3 เล่ม
ได้งานแย้ววววอยู่ฝ่ายศิลปกรรม ในบริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์ผลิตงานโฆษณาไปสัมภาษณ์ตั้งแต่วันที่ 11 เค้าบอกว่า อาทิตย์ถัดไปจะโทรมาบอกไม่เห็นโทรมาซะที ไอ้เราก็เลยลืมๆไปซะตอนสัมภาษณ์ก็เหมือนเค้าชอบนะ แต่เค้าคงอยากได้คนถึกๆหน่อยเพราะมันต้องออกไปถ่ายรูป วาดรูป ทำ photoshopเด็กช่างศิลป์น่าจะเหมาะกว่าเมื่อวานซืน (30 กค.) เพื่อนแป้งสุดรัก(สัดๆ) โทรมาบอกว่า จะเอาเราไปเป็นฝ่ายประสานงานรายการ อสูรชายโชว์มันก็อธิบายงู้นงี้งั้นโง้น เอาเราไปโฆษณากับพี่ๆมากมายก็โอเค เรารับ เพราะออฟฟิศไม่ไกลมาก ได้ประชุมงานกับพี่พอล (สำคัญๆ) และไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน (อันนี้สำคัญกว่า)ก็ไม่รู้ว่าชาติที่แล้ว ทำเวรทำกรรมอะไรกันหนักหนาไม่รู้ไปกดขี่ใช้มันเยี่ยงทาสหรืออย่างไรชาตินี้เลยต้องตามรับใช้มันอยู่ตลอดเวลาแต่แล้ว !!!เช้าเมื่อวานนี้ บริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์ก็โทรมา ถามว่ายังสนใจไหมกรี๊ดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เค้าให้เราเข้าไปคุยงานวันนี้หลังจากนั้นก็โทรไปหาแป้งเมื่อแป้งรับโทรศัพท์ ประโยคแรกที่มันพูดคือ "ม่ายยยยย ไม่นะ มึงปฏิเสธไม่ได้นะ"ขอโทษด้วยนะ แต่กูส่งนุ้ยเป็นตัวแทนละกัน มันน่าจะทำได้ดีกว่ากูวันนี้เข้าไปคุยรายละเอียดงานมีคุณฝรั่งโผล่มาคนนึง ตัวใหญ่มาก แต่พูดไทยได้ตอนสัมภาษณ์คราวก่อน คุยเฉพาะเมนหลักๆแต่ละเอียดจริงๆคือ นอกจากจะถ่ายรูป วาดรูป รีทัชรูปแล้วอาจจะต้องช่วยทำงานด้าน MS Office ทำเวบ ตัดต่อ และออกไปพบลูกค้าด้วย!!!!!!!ใช้คุ้มไปรึป่าวคะ !!!!ไม่รู้ว่าจะเครียดหรือไม่เครียดดีเครียดที่ใช้งานเราเยอะเกิน และเรียกเงินน้อยไป (พี่บ่นอยู่หลายรอบ)ถ้าจะไม่ให้เครียดเนี่ย ก็ต้องมองซะว่า ไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆเพราะตั้งแต่จบมาก็ไม่เคยได้จับงานสายที่จบบริษัทเค้าก็ดูเป็นเรื่องเป็นราว ถึงแม้พนง.จะน้อย แต่ก็มีฝรั่งพูดถึงพนง.น้อย เค้ามีอยู่ประมาณสิบคน เป็นหญิงหนึ่งคน ที่เหลือเป็นผู้ชายหมดเลย ... !!!!!!!!เราเป็นผู้หญิงคนที่สองของบริษัท เหอะๆๆๆๆตอนเดินออกจากบริษัท ก็สติแตกตามประสาสุดท้ายก็ต้องบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไรไม่ผ่านโปร ก็ไม่เป็นไรคงอยู่ไม่นาน ไม่เป็นไรเก็บความเครียดไว้ในใจ แล้วไปปลดปล่อยที่ซีคอน ซื้อหนังมา 6 เรื่อง ซื้อหนังสือมา 3 เล่ม
Subscribe to:
Posts (Atom)






