Showing posts with label News : Advertising 2007. Show all posts
Showing posts with label News : Advertising 2007. Show all posts

Tuesday, 14 August 2007

Blu Fairy


บลู แฟร์รี่ (Blu Fairy) หนึ่งในบริษัทผู้สร้างสรรค์งานทางด้าน Visual Effects, CG Animation และ Motion Graphic ให้กับลูกค้ามาแล้วมากมาย อาทิ “ปักษาวายุ” หนัง digital Sci-fi เรื่องแรกของประเทศไทยหรือผลงาน น้องสุขใจ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตลอดจนงานโฆษณาทางโทรทัศน์ต่างๆ ที่ผ่านสายตาผู้ชมทั่วประเทศมาแล้ว และจะนำผลงานล่าสุด คืองานโฆษณาแอนนิเมชั่นทั้งเรื่องของ MKสุกี้ ไปเปิดฉายในงาน มหกรรมไทยแลนด์แอนนิเมชั่นแอนด์มัลติมีเดีย (Thailand Animation and Multimedia) หรืองาน TAM 2006 ระหว่างวันที่ 12-15 มกราคม 2549 นี้ นายสุรเชษฐ์ เฑียรบุญเลิศรัตน์ กรรมการผู้จัดการ แห่งบริษัท บลู แฟร์รี่ เปิดเผยว่า “ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี ของทีมงาน ก่อนรวมตัวกันจัดตั้งบริษัทฯ ร่วมกับนายธนัญชนก สุบรรณ ณ อยุธยา หัวหน้าฝ่ายผลิต เพื่อรับผลิตงานงานด้าน Visual Effects, CG Animation และ Motion Graphic เพราะเล็งเห็นถึงการขยายตัวของธุรกิจด้านนี้ ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย ที่สร้างสรรค์งานทางด้าน CG & Visual Effect ให้กับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม โดยทางบริษัทฯ ได้สนองตอบความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและแนะนำทางด้านการออกแบบและออกแบบ ควบคุมผลิต จนถึงขั้นตอนการทำ CG และ Visual Effect กลุ่มลูกค้าของทางบริษัทในปัจจุบัน มีทั้งบริษัทโฆษณาชั้นนำ บริษัทโปรดักชั่น เฮ้าส์ นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นบริษัทผลิตภาพยนตร์ เช่น อาร์.เอส. ฟิล์ม, แกรมมี่ ไทย หับ (GTH), สหมงคลฟิล์ม, ภาพยนตร์หรรษา เป็นต้น โดยมีผลงานทั้งทางด้าน Film Title และสร้างสรรค์ CG & Visual Effect Shot ให้กับภาพยนตร์ อาทิ ปักษาวายุ ภาพยนตร์ดิจิตอลไซ-ไฟเรื่องแรกของไทย ฯลฯ และสำหรับผลงานด้านแอนนิเมชั่นทางโทรทัศน์ที่ผ่านมาได้แก่ “ต้นกล้า...ซู่ซ่าพลังเขียว” การ์ตูนรักษาสิ่งแวดล้อม , “น้องสุขใจ” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นต้น สำหรับงาน TAM 2006 บริษัทฯ จะนำผลงานล่าสุดไปฉายโชว์ในงานนี้ได้แก่ ภาพยนตร์แอนนิเมชั่น 3 มิติ (3D) ขนาดสั้นเรื่อง “There’s Always A Bigger Fish” ซึ่งจะฉายผ่านจอ X3D (ทีวีจอภาพแบบสามมิติ) และ “MK Man” งานโฆษณาแอนนิเมชั่นทั้งเรื่องของ MK สุกี้ ที่จะเปิดตัวในเดือน มกราคม 49 ไปร่วมฉายโชว์ในงานนี้ด้วยครับ” ประวัติของบริษัท บูล แฟร์รี่ และผลงานที่ผ่านมา คุณสุรเชษฐ เฑียรบุญเลิศรัตน์ (กรรมการผู้จัดการ) และคุณธนัญชนก สุบรรณ ณ อยุธยา (หัวหน้าฝ่ายผลิต) ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทบูล แฟร์รี่ขึ้นในปี 2547 ในฐานะบริษัทน้องใหม่ในวงการ CG บริษัทบูล แฟร์รี่ เป็นบริษัทที่สร้างสรรค์งานทางด้าน Visual Effects, CG Animation และ Motion Graphic ให้กับลูกค้า ด้วยประสบการณ์การทำงานทางด้านนี้โดยตรงที่สะสมมากว่า 10 ปีก่อนที่จะก่อตั้งบริษัท และเป็นเพียงไม่กี่บริษัทในประเทศไทยที่สร้างสรรค์งานทางด้าน CG & Visual Effect ให้กับลูกค้าที่ประสงค์ที่จะให้หนังมี effect shot ทางบริษัทได้สนองตอบความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและแนะนำทางด้านการออกแบบและออกแบบ ควบคุมผลิต จนถึงขั้นตอนการทำ CG และ Visual Effect โดยกลุ่มลูกค้าของทางบริษัทมีทั้ง Advertising agencies และ Production houses นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นบริษัทผลิตภาพยนตร์ เช่น อาร์เอส ฟิล์ม, แกรมมี่ ไทย หับ (GTH), สหมงคลฟิล์ม, ภาพยนตร์หรรษา, ไจแอนท์พิกเจอร์ และฟิล์มบางกอก โดยมีผลงานทั้งทางด้าน Film Title และสร้างสรรค์ CG & Visual Effect Shot ให้กับภาพยนตร์ บริษัทบูล แฟร์รี่ มุงมั่นที่จะถ่ายทอดเรื่องราวในจินตนาการของกลุ่มลูกค้าออกมาเป็นภาพได้อย่างครบถ้วนโดยอาศัยเทคนิคทางด้าน CG & Visual Effect “BLU FAIRY makes its client’s dreams come true.— CG realized!” ผลงานเด่นๆที่ผ่านมาของบริษัทบูล แฟร์รี่ - “ปักษาวายุ” หนัง digital Sci-fi เรื่องแรกของประเทศไทย - “ต้นกล้า...ซู่ซ่าพลังเขียว” การ์ตูนรักษาสิ่งแวดล้อม - Dooka ศิลปิน Cyber ตัวแรกของประเทศไทย - Short Animation เรื่อง There’s Always A Bigger Fish - MK Man งานโฆษณา Animation ทั้งเรื่องของ MK Suki - Music Video ของวงหิน เหล็ก ไฟ - น้องสุขใจ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย - ผลงานทางด้านการกำกับและผลิตหนังโฆษณา เช่นโฆษณาของบริษัทต่อไปนี้ - AIS - One Two Call - Sony - Head & Shoulder - Clinic Clean & Clear - Brother - Nestle - 3K Battery - Johnson & Johnson - Kodomo - Sunsilk - Vitamilk - MTV - Fanta softdrink

ซูโหย่วเผิง ถ่ายโฆษณาในปักกิ่ง


ซูโหย่วเผิง ถ่ายโฆษณาในปักกิ่ง

นักแสดงไต้หวันซูโหย่วเผิง (Alec Su)ถ่ายทำโฆษณาในซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ในปักกิ่ง เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2550
งานถ่ายทำโฆษณาเพื่อสังคมในปักกิ่งของซูโหย่วเผิง และผู้กำกับเฟิง เซียวกัง (Feng Xiaogang) ณ ประเทศจีน เสร็จสิ้นลงแล้ว
สาระสำคัญของโฆษณาชุดนี้ เพื่อให้คนตระหนักถึงการปกป้องสิ่งแวดล้อม และระเบียบของสาธารณะ งานโฆษณาชิ้นล่าสุดนี้ ถ่ายทำเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมนี้เป็นชุดที่ 7 และชุดสุดท้ายของผู้กำกับเฟิงในงานโฆษณาเพื่อสังคม
การถ่ายทำเริ่มจาก 6 โมงเย็นเพื่อไม่รบกวนเวลาการทำธุรกิจของร้านค้า

Monday, 13 August 2007

Happy ปีหมู

''แฮปปี้ ปีหมู''
โดย ฐานเศรษฐกิจ
วัน พฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2550 04:47 น.
ช่วงที่ปัญหาเยอะ เศรษฐกิจแย่แบบนี้ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นบริการที่อยู่คู่กับทุกยุคทุกสมัย เพราะยังไงๆ คนไทยก็ต้องใช้ ก็ยังไม่วายที่จะมีปัญหากับเขาด้วย ดูอย่างข่าวล่าสุด ที่บอกว่า ดีแทค กับ ทรู โดน ทีโอที ไม่ต่อเชื่อมสัญญาณให้โทรเข้าเลขหมายบ้าน สำหรับเลขหมายใหม่ 3 ล้านเลขหมาย...ซะงั้น
เรื่องของปัญหา เมื่อมีปัญหา ก็ต้องแก้กันไป...แต่เรื่องของธุรกิจ ไงๆ ก็ต้องดำเนินต่อ สำหรับแคมเปญเปิดศักราชใหม่ปีหมูทั้งที ดีแทค ก็ไม่ลืมที่จะรีบนำเสนอ แต่...จะทำยังไงล่ะให้คนรับรู้ แน่นอน... ในเมื่อโฆษณา คือ สาส์นที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้เป็นอันดับต้นๆ ด้วยการอาศัยความคิดที่สร้างสรรค์ และมุขขำๆ สอดแทรกในภาพยนตร์โฆษณา หรือจะดึงเด็ก คนแก่ สัตว์น่ารักๆ มาเป็นดารานำ บวกกับความคิดที่สร้างสรรค์ และมุขตลกอีกนิดหน่อย โฆษณาตัวนั้นจะเป็นตัวช่วยสร้างความนิยมชมชอบ และทำให้แบรนด์ บวกกับสิ่งที่ต้องการสื่อให้ผู้บริโภครับรู้ ได้รับการกล่าวขวัญถึงได้ไม่ยาก ซึ่งนั่นแหละ คือสิ่งที่ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องการ
นับตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา มีหนังโฆษณาใหม่ๆ ออกมาเรียกความสนใจผู้ชมไม่น้อยทีเดียว แต่มีอยู่โฆษณาหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงในแง่ของการนำสัตว์น่ารักๆมาเป็นตัวชูโรง นั้นก็คือ ภาพยนตร์โฆษณาแฮปปี้ ชุด แฮปปี้ ปีหมู นับว่าเป็นโฆษณาที่ได้ใจผู้ชมไปอย่างล้นหลามสำหรับภาพยนตร์โฆษณาตัวล่าสุดของ บริษัท โทเทิ่ล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยทีมเอเจนซี่ Y&R หนังโฆษณามีความยาว 30 วินาที และได้ออกอากาศผ่านสายตาผู้ชมไปแล้วตั้งแต่วันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา
ภาพยนตร์โฆษณาแฮปปี้ ชุด แฮปปี้ ปีหมู นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสื่อสารให้ผู้ชมทราบว่า บริษัทฯ ได้มีการออกโปรโมชั่นใหม่ต้อนรับปีหมูทอง สำหรับผู้ที่ใช้บริการของแฮปปี้ โดยมีการนำหมูน้อยน่ารักมากมาย มาเป็นตัวดำเนินเรื่อง ตามแนวความคิดที่ว่า แฮปปี้ ขอสวัสดีปีหมูด้วยค่าโทรอู๊ดๆ ครั้งละ 1 บาท
เรื่องราวของภาพยนตร์โฆษณา เกิดขึ้นเมื่อแฮปปี้ได้นำหมูมาสวัสดีปีใหม่และมอบของขวัญสุดพิเศษให้กับลูกค้า เนื่องจากปีนี้เป็นปีหมู ผู้กำกับหนังโฆษณาพยายามทุกวิถีทางที่จะให้หมูออกมาพูดโฆษณาโปรโมชั่นใหม่ของแฮปปี้ให้จงได้ ทั้งปลอบด้วยการนวดแบบสปาอันแสนสบาย หรือขู่ด้วยการนำรุ่นพี่ ซึ่งขณะนี้ได้กลายเป็นหมูสะเต๊ะไปเรียบร้อยแล้ว และอีกสารพัดวิธี แต่จนแล้วจนรอดหมูก็ไม่ยอมพูดซ้าก...กที
เมื่อหมูไม่พูด ผู้กำกับจึงตัดสินใจแปลงกายเป็นหมูเพื่อออกมาประกาศแทนว่า แฮปปี้ โปรโมชั่นใหม่ ด้วยค่าโทรอู๊ดๆ ครั้งละ 1 บาท ทุกเครือข่าย นาน 17 ชั่วโมง ตั้งแต่เที่ยงคืนถึงห้าโมงเย็น แต่สุดท้าย...เจ้าหมูน้อยตัวหนึ่ง ก็ยอมเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่น่ารัก พร้อมกับสโลแกนประจำบริษัทที่ว่า แฮปปี้ จากดีแทค
แนวคิด และวิธีการนำเสนอของหนังโฆษณาดีแทคเรื่องนี้ ยังคงรักษากลิ่นไอของหนังโฆษณาดีแทค ที่คงไว้ด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน ไม่เว้นแม้แต่ หนังโฆษณาคอร์ปอเรท หรือหนังโฆษณาสร้างภาพลักษณ์องค์กรและบริการ อีก 2-3 เรี่อง ที่มีทั้ง ซิคเว่ เบรคเก้ บอสใหญ่ดีแทค และพนักงานดีแทค (ไม่รู้พนักงานจริงหรือเปล่า) เป็นพรีเซ็นเตอร์ และถูกยิงออกมาติดๆ กันช่วงนี้...แต่ก็ดีนะ ดูหนังโฆษณาแล้วนั่งอมยิ้ม เนื้อหาของโฆษณาสามารถผ่อนคลายความตึงเครียด คนไทยจะได้ไม่ต้องนั่งทำหน้าผะอืดผะอมเพราะความเซ็งกับบรรยากาศเครียดๆ กันมากนัก
แฮปปี้ จะมีโฆษณาดีๆ อย่างนี้ออกมาอีกเมื่อไหร่ ต้องอดใจรอกันไปก่อน แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมโฆษณา แฮปปี้ ปีหมู นี้สามารถหาชมได้ทางฟรีทีวีทุกช่องได้แล้วจ้า

Link: http://news.sanook.com/economic/economic_85980.php

สถิตอยู่ในใจ ไทยทั่วหล้า

ในห้วงวาระมหามงคลแห่งการเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของปวงชนชาวไทย คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้บริษัท เดนท์สุ ประเทศไทย จำกัด เป็นเอเยนซี่โฆษณา ผู้รับผิดชอบงานครีเอทีฟและเนื้อหาภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งนี้ พิสุทธิ์ วงศ์พันธ์ Creative Group Head บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จำกัด บอกกับ POSITIONING ว่า ได้รับโจทย์จากทางผู้จัดงานตั้งแต่ธันวาคม 2548 และเริ่มถ่ายทำในเดือนมีนาคม 2549 เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการทางราชการซึ่งต้องใช้เวลานาน กว่าจะแล้วเสร็จเป็น ภาพยนตร์เทิดพระเกียรติ 4 ชุด ความยาวชุดละ 2 นาที ภายใต้ธีมการฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี ทั้งนี้ทุกเรื่องสร้างขึ้นจากเรื่องจริงและถ่ายทำในสถานที่จริง โดยเริ่มออกอากาศเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา นับเป็นการผลิตที่ยิ่งใหญ่และน่าชมเชยกับผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่าย ทั้งเดนท์สุ (ประเทศไทย) ที่รับงานนี้ทั้งๆ ที่ไม่มีบิลลิ้ง รวมถึงโปรดักชั่นเฮาส์ทั้ง 3 แห่ง คือ หับ โห้ หิ้น ฟีโนมีนา และฟิล์ม แฟคตอรี่เลย ที่ยอมแบกรับต้นทุน ทำให้งบที่ใช้ผลิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น “พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล จากหับ โห้ หิ้น โทรมาตกลงคนแรกเลย เขาอยากทำมาก และผู้กำกับคนอื่นๆ ก็ทำงานกันด้วยใจจริงๆ งบที่มีไม่สามารถทำหนัง 15 วินาทีได้เลยด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็เสียสละกันและโชว์ฝีมือกันอย่างเต็มที่ เพราะถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วที่ได้ทำหนังเทิดพระเกียรติในหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อพสกนิกรของพระองค์ท่าน” ความปลื้มปิติของปวงชนชาวไทยที่มีพระองค์ท่านและเสียงชื่นชมต่อผู้จัดทำภาพยนตร์เทิดพระเกียรติทั้ง 4 ชุด คือ พลังของแผ่นดิน ธุลีของแผ่นดิน ทุนของแผ่นดิน และหัวใจของแผ่นดิน ก่อเกิดพลังมหาศาลทุกหย่อมหญ้าทั่วทั้งโลกที่มีคนไทยอาศัยอยู่ รวมถึงปรากฏการณ์ในสังคมไซเบอร์ไม่ว่าจะเป็นฟอร์เวิร์ด เมล หรือ youtube.com และยังเป็นภาพยนตร์ชุดแรกที่ได้รับการโหวตสนับสนุน 100% ใน www.adintrend.com ชุมทางโฆษณาของไทย พิสุทธิ์ บอกว่า เหตุที่ผู้คนชื่นชอบภาพยนตร์ครั้งนี้มาก เนื่องจากเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆ ถ่ายทำในสถานที่จริง และวิธีการเล่าเรื่องที่จริงใจ มุมกล้องที่สวยงาม และปราศจากการอิงแอบกับแบรนด์ใดๆ เป็นงานศิลปะเพียวๆ ไม่ใช่พาณิชย์ศิลป์ โดย 3 เรื่องแรกจะทำหน้าที่บอกเล่าเกี่ยวกับพระราชดำริของพระองค์ท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง การสร้างคนเพื่อสร้างชาติ และความห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์ท่าน ขณะที่เรื่องสุดท้ายจะทำหน้าที่สรุปว่า พระองค์ท่านคือหนึ่งในใจไทยทั้งชาติ ชุดที่ 1 “พลังของแผ่นดิน” “ในหลวงท่านทรงสอนไว้นานแล้ว” บ่งบอกถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านที่ทรงพร่ำสอนพสกนิกร ในการกินอยู่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง แต่ก่อนมีรถกระบะ...ตอนนี้ปั่นจักรยาน ก็ถึงที่หมายได้เหมือนกัน แต่ก่อนโทรทัศน์เคยใหญ่กว่านี้...ตอนนี้ดูเครื่องเล็ก แต่ก็ยังหัวเราะจนบ้านสั่นได้เหมือนเดิม ไม่มีเงินซื้อน้ำมัน ก็หาเอาจากสวนหลังบ้าน...ทำน้ำมันมะพร้าวใช้เอง เป็นการเดินตามรอยพระราชดำริของในหลวงจนประสบความสำเร็จ สามารถออกเรือประมงลำเล็กได้ได้โดยไม่ต้องซื้อน้ำมัน...ไฟดับก็ใช้น้ำมันมะพร้าวได้ เบื้องหลัง “คำพ่อสอน” ลูกเล็กเด็กแดง ตลอดผู้ใหญ่ชาวใต้ทุกคนที่ร่วมแสดง ต่างมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำงานอย่างยิ่ง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเกิดจากความรู้สึกปลาบปลื้มในพระราชดำริของพระองค์ท่านโดยแท้จริง Credit Agency เดนท์สุ (ประเทศไทย) Creative Group Head พิสุทธิ์ วงศ์พันธ์ Production House หับ โห้ หิ้น Flim Director ครรชิต สพโชคชัย ชุดที่ 2 “ธุลีของแผ่นดิน” เรื่องราวของเด็กหญิงอายุ 12 ปีที่ เธอชื่อ มาลัยรัตน์ มั่นสัมฤทธิ์ ผู้ใช้ชีวิตอย่างอยากลำบากกับแม่ผู้เป็นอัมพาตและป่วยหนัก อาศัยอยู่ในยุ้งข้าวของเพื่อนบ้าน ที่ ต.หัวดง อ.เมืองพิจิตร ชีวิตที่แร้นแค้นจนแทบกลั่นน้ำตาทานต่างข้าว ไร้เงินทองที่จะเยียวยารักษามารดา ด้วยความกตัญญู เธอเลือกที่จะเขียนจดหมายที่ไร้การจ่าหน้า ไร้ซองและไร้แสตมป์ เพื่อขอความช่วยเหลือ วันแล้ววันเล่าที่เธอรอคอยอย่างเลือนรางจนแทบสิ้นหวัง แต่ในที่สุดความปิติก็เอ่อล้นในหัวใจดวงน้อยๆ ของเธอ เมื่อมีจดหมายตอบกลับจากสำนักราชเลขาธิการเพื่อแสดงเจตจำนงช่วยเหลือครอบครัวเธอ ภาพจดหมายของมาลัยรัตน์ปรากฏบนโต๊ะทรงงานของในหลวง ทำให้ใครหลายคนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “พ่อมองเห็นเราเสมอ” ไม่ว่าเราจะเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ของแผ่นดินก็ตาม เบื้องหลัง “พ่อมองเห็นเราเสมอ” นักแสดงคือเจ้าของเรื่อง โดยมาลัยรัตน์และแม่แสดงเอง จึงสามารถถ่ายทอดสีหน้าแววตาได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ โดยถ่ายทำที่หัวดง ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ พิสุทธิ์ถึงกับบอกว่า เป็นอากาศที่ร้อนสุดๆ แต่ทีมงานทุกคนก็ทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ Credit Agency เดนท์สุ (ประเทศไทย) Creative Group Head พิสุทธิ์ วงศ์พันธ์ Production House ฟีโนมีนา Flim Director สาธิต กาลวันตวานิช ชุดที่ 3 “ทุนของแผ่นดิน” “ทุกข์ของราษฎรคือทุกข์ของพระองค์ท่าน ทรงทรงงานมากว่า 60 ปี เพียงแค่เดือนเดียวมากกว่านักเรียนทุนอย่างผมทำงานทั้งชีวิตด้วยซ้ำ พระองค์ท่านรับสั่งว่าเวลาไปเรียนหนังสือก็อย่าเรียนอย่างเดียวให้ดูบ้านดูเมืองเขาไปด้วย สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ก็จะได้กลับมาพัฒนาประเทศไทย ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ เรียนจบมาก็ต้องกลับมาทำงานให้กับพัฒนาประเทศไทย การที่เรากลับมาอย่างน้อยก็เพื่อพัฒนาคนสร้างคนต่อๆ ไป เหมือนกับการขยายเมล็ดพันธุ์” โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ บ้านแหลม อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช โดย รศ.ดร.อภิชาต ภัทรธรรม ทุนพระราชทานมูลนิธิอานันทมหิดลปี 2524 หนึ่งในเมล็ดพันธุ์ต้นแบบของพระองค์ท่าน Credit Agency เดนท์สุ (ประเทศไทย) Creative Group Head พิสุทธิ์ วงศ์พันธ์ Production House ฟิล์ม แฟคทอรี่ Flim Director พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู เบื้องหลัง “เมล็ดพันธุ์แห่งชาติ” พงษ์ไพบูลย์ สิทธิคู ผู้กำกับจากฟิล์มแฟคตอรี่และทีมงาน ต้องลุยป่าชายเลนที่มีเลนลึกถึงน่อง บางช่วงเกือบถึงเอว รวมถึงต้องผจญฝนตกพายุเข้า แต่ก็เป็นความลำบากที่แลกมากับผลงานอันสวยงามสมใจ ชุดที่ 4 “หัวใจของแผ่นดิน” หนุ่มน้อยต่างชาติหน้ามนเกิดคำถามมากมายระหว่างการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ เขารู้แต่เพียงว่าพระองค์ท่านคือพระมหากษัตริย์ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องยืนเคารพทุกครั้งในโรงหนัง และทำไมถึงมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านอยู่ทุกหนแห่ง ด้านเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมต้องยืนเป็นเวลานานเพื่อรับเสด็จพระองค์ท่านที่ทรงประทับรถยนต์พระที่นั่งผ่านเพียงชั่ววินาที ในขณะที่นักวิ่งมาราธอนชายนายหนึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมต้องวิ่งเฉลิมพระเกียรติ แต่สุดท้ายทุกคนก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าพระองค์ทรงอยู่ในใจของพวกเราทุกคน และเราทุกคนต่างอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์ท่านเช่นเดียวกัน เบื้องหลัง “In your heart” นักแสดงเลือกชาวต่างชาติเป็นตัวแทนแห่งความสงสัย ตั้งคำถามที่มีคำตอบอยู่ในใจคนไทยแล้วทุกคน ว่าทำไมพระองค์ท่านจึงทรงอยู่ในหัวใจไทยทุกดวง และเลือกให้คนขับรถตุ๊กตุ๊ก เป็นผู้ไขคำตอบ เนื่องจากเป็นคนที่มีโอกาสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด และให้คำตอบที่ตรงและกินใจไม่ซับซ้อน การถ่ายทำเหตุการณ์ของนักท่องเที่ยวกับคนขับรถตุ๊กต๊กและการวิ่งมาราธอนเฉลิมพระเกียรติ เลือกถ.ราชดำเนิน ต่อเนื่องจนถึงบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า อันเป็นลานประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีมงคลต่างๆ มาโดยตลอด เป็นสถานที่ถ่ายทำ และเรื่องราวของเด็กหญิงนักเรียนเลือกถ่ายทำต่างจังหวัด เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาหลังจากพระองค์ท่านเสด็จ Credit Agency เดนท์สุ (ประเทศไทย) Creative Group Head พิสุทธิ์ วงศ์พันธ์ Production House หับ โห้ หิ้น Flim Director จิระ มะลิกุล

โฆษณาที่สิงคโปร์ล้อเลียนโฆษณาไทยครับ

ที่มาของ Link: http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5626307/A5626307.html


โฆษณาที่สิงคโปร์ล้อเลียนโฆษณาไทยครับ เอาคนไทยไปแสดงหรือป่าวเนี่ย ช่วยดูทีครับ
เมื่อสองเดือนก่อนไปสิงคโปร์ เพิ่งเปิดตัวเห็นมันติดที่ป้ายรถเมล์เคยเห็นในโฆษณาทีวี มันเลียนแบบโฆษาณาบ้านเราด้วยที่ซื้อทิชชู่ 5 บาท แล้วเปลี่ยนเอาเกงในฟังสำเนียงแล้ว บางทีเอาคนไทยไปแสดงด้วยซ้ำคลิบโฆษณาhttp://www.anything.com.sg/เลือกที่ tab media ฮามากครับ
จากคุณ : ZXZX - [ 19 ก.ค. 50 19:09:49 ]
MsgStatus(Msv[0], 0);
>ความคิดเห็นที่ 1
MsgStatus(Msv[1], 1);
ผมว่าจ้าง บ. เดียวกันทำหรือเปล่าครับแสง สถานที่ อะไรพวกนี้เหมือนจะเป็นที่เดียวกันและก็แคชเชียร์เนี่ย หน้าคุ้นๆ ใช่คนที่เล่นเป็นลูกค้าปวดอึในเวอร์ชั่นอาม่าหรือเปล่า จากคุณ : ชาเขียว - [ 19 ก.ค. 50 19:30:28 ]

"
ความคิดเห็นที่ 2
MsgStatus(Msv[2], 2);
เอ่อ พี่คนขายคือพี่บ็อบบี้(ที่ปวดอึ)นี่ จากคุณ : กลับมาแล้วคนดี - [ 19 ก.ค. 50 19:30:53 ]

"
ความคิดเห็นที่ 3
MsgStatus(Msv[3], 3);
เอ้อก็Director ก็คนไทยเนี่ยแหละครับ Thanonchai mี่ได้ รางวลัที่Cannes บ่อยๆ เอ้อ งง จากคุณ : Blaannagnwaeilig - [ 19 ก.ค. 50 19:31:26 ]

"
ความคิดเห็นที่ 4
MsgStatus(Msv[4], 4);
ตัว whatever ที่เป็นอากง ก็ฮาดีนะ ก่อนตายได้อยากได้อะไรป่ะป๊า?whatever (อารายก็ได้) แล้วลูกก็โดนเนรเทศไปข้างถนน เอิ๊กๆ จากคุณ : หวานใจนายโหด - [ 19 ก.ค. 50 19:32:58 ]

"
ความคิดเห็นที่ 5
MsgStatus(Msv[5], 5);
พี่ต่อ ธนญชัย ศรศรีวิชัย กำกับ เช่นเดียวกับ smart purse ^_^
แก้ไขเมื่อ 19 ก.ค. 50 19:36:01
แก้ไขเมื่อ 19 ก.ค. 50 19:35:26
แก้ไขเมื่อ 19 ก.ค. 50 19:34:19 จากคุณ : กลับมาแล้วคนดี - [ 19 ก.ค. 50 19:33:55 ]

"
ความคิดเห็นที่ 6
MsgStatus(Msv[6], 6);
อ่ามีเกมส์ให้เล่น ด้วยนะ สนุกดีอ่ะ เล่นเสร็จ ตอนจบโคตรประทับใจ หุหุเขาสื่อชัดเจนนะ เพราะ anything เป็นพวกโซดา (anything คือน้ำอัดลม กระป๋องแบบเดียว แต่น้ำอัดลมข้างในคนละรสชาติ) พวกนักเลงอยากได้พวกโซดา ซ่าๆ ในขณะที่อากง ต้องการน้ำชา whatever เป็นน้ำชา พวกคนมีอายุหน่อยคงชอบ เน้นขายที่สวนสนุกและซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป .... โฆษณาตอบได้ตรงเป้า กว่าตอนทิสชู่ซ่ะอีก
แก้ไขเมื่อ 19 ก.ค. 50 19:43:45 จากคุณ : หวานใจนายโหด - [ 19 ก.ค. 50 19:38:14 ]

"
ความคิดเห็นที่ 7
MsgStatus(Msv[7], 7);
~~~ 555 ฮามาก...ครีเอทดี ตัวสินค้าด้วย - -" ~~~ จากคุณ : เค้กชาเขียวอยากบอกคุณว่า (ฉันชอบคุณแน่ค่ะ) - [ 19 ก.ค. 50 19:43:36 ]

"
ความคิดเห็นที่ 8
MsgStatus(Msv[8], 8);
นักแสดงทุกคนนี่บ้านเราหมดเลยป่ะ จากคุณ : หนอ - [ 19 ก.ค. 50 20:51:52 ]

"
ความคิดเห็นที่ 9
MsgStatus(Msv[9], 9);
โคตรฮาาา !!!! จากคุณ : Ekkinter - [ 19 ก.ค. 50 21:19:09 ]

"
ความคิดเห็นที่ 10
MsgStatus(Msv[10], 10);
ของไทยฮากว่า จากคุณ : ส้มตำปลาร้า - [ 19 ก.ค. 50 21:31:19 ]

"
ความคิดเห็นที่ 11
MsgStatus(Msv[11], 11);
ยืนยันว่าของไทยฮากว่าขนาดฟังภาษาอังกฤษออกทุกคำ ยังไม่รู้ว่าต้องการสื่ออะไรสงสัยไม่รู้จักสินค้าเค้า จากคุณ : สิงคโปโตก - [ 19 ก.ค. 50 21:42:38 A:10.3.48.107 X:203.170.254.18 TicketID:112701 ]

"
ความคิดเห็นที่ 12
MsgStatus(Msv[12], 12);
ของสิงคโปร์เขาเล่นคำ Anything กับ Whatever ครับมุกคนละแนวกัน (แต่มุกปวดอึของไทยถูกจริตกว่าจริงแหละ) จากคุณ : คิดอารายออกปาย - [ 19 ก.ค. 50 22:29:54 ]

"
ความคิดเห็นที่ 13
MsgStatus(Msv[13], 13);
เขาเรียกว่าเป็นการต่อยอดทางความคิดหน่ะชั้นวางของด้านหลัง สินค้าของไทยทั้งนั้นเลย จากคุณ : มินเอง - [ 19 ก.ค. 50 23:10:01 ]

"
ความคิดเห็นที่ 14
MsgStatus(Msv[14], 14);
ดูแล้วตลกดีค่ะ จากคุณ : beatriz - [ 20 ก.ค. 50 00:02:45 ]

"
ความคิดเห็นที่ 15
MsgStatus(Msv[15], 15);
มุขคนละแนวค่ะ เราดูแล้วฮามาก แต่ของไทย...เฉยๆอ่ะ (^^") จากคุณ : Princess of Laugh - [ 20 ก.ค. 50 00:43:03 ]

"
ความคิดเห็นที่ 16
MsgStatus(Msv[16], 16);
ฮา จากคุณ : Iron-Spider - [ 20 ก.ค. 50 01:05:17 ]

"
ความคิดเห็นที่ 17
MsgStatus(Msv[17], 17);
โอย เหนื่อย....ขำเหนื่อย..............................ก๊ากกกกกกกกกกก ชอบ ฮาสุด................ ฮาอ่า จะตายแล้วตอน 5 บาทก็ฮาแล้วนะ อันนี้ก้อฮา ครีเอทสุดๆจิงๆค่า จากคุณ : LuNa (psyence the PYROMANIA) - [ 20 ก.ค. 50 03:23:56 ]

"
ความคิดเห็นที่ 18
MsgStatus(Msv[18], 18);
ฮาอ่ะ.... จากคุณ : 3L - [ 20 ก.ค. 50 06:51:53 ]

"
ความคิดเห็นที่ 19
MsgStatus(Msv[19], 19);
ชอบของไทยมากกว่า จากคุณ : คิดไม่ออกหรอก - [ 20 ก.ค. 50 07:43:23 ]

"
ความคิดเห็นที่ 20
MsgStatus(Msv[20], 20);
ผมว่าจั่วหัวกระทู้น่าจะใช้คำว่า "เลียนแบบ" มากกว่า "ล้อเลียน" นะครับ มันคนละความหมายกันเลย จากคุณ : ผมจะเป็นคนดี - [ 20 ก.ค. 50 07:57:08 ]

"
ความคิดเห็นที่ 21
MsgStatus(Msv[21], 21);
ดูไม่ได้งtab media อยู่ตรงไหนงะ จากคุณ : Gabi - [ 20 ก.ค. 50 08:47:33 ]

"
ความคิดเห็นที่ 22
MsgStatus(Msv[22], 22);
5555555555555555555555 จากคุณ : knine2five - [ 20 ก.ค. 50 09:16:31 ]

"
ความคิดเห็นที่ 23
MsgStatus(Msv[23], 23);
จะมาบอกว่า...ล้อเลียน กับ เลียนแบบ...มันคนละความหมายเหมือนกัน...(ตาม คห.20)ใช้ล้อเลียนจั่วหัวเนี่ย..เหมือนจะวางกับดักให้เข้ามาหรือเปล่า... จากคุณ : คนแก่...ผี (nobitong2002) - [ 20 ก.ค. 50 10:29:22 ]

"
ความคิดเห็นที่ 24
MsgStatus(Msv[24], 24);
คนไทยทำให้ล่ะมั้ง จากคุณ : เสียงจากบ้านนา - [ 20 ก.ค. 50 11:13:21 ]

"
ความคิดเห็นที่ 25
MsgStatus(Msv[25], 25);
คนไทยทำครับ คุณธนชัย (อ่านเอาจากข้อมูลที่มีอยู่ในหน้านั้น) จากคุณ : tekkasit - [ 20 ก.ค. 50 14:59:23 ]


ความคิดเห็นที่ 26
MsgStatus(Msv[26], 26);
รู้สึกว่าเคยดูรายการนึงเค้าบอกว่าเป็นน้ำอัดลมนะ ไอ้ Anything น่ะ คือตัวกระป๋องจะเหมือนกันหมด ทั้งสี ทั้งรูปแบบ ไม่บอกว่าแต่ละกระป๋องรสชาติอะไร คือให้ซื้อแล้วมาลุ้นเอาเองว่าเปิดมาจะเป็นน้ำรสอะไร มันก็เลยชื่อ Anythingไอ้คนขายก็เลยไม่รู้ว่าจะเอาอะไร เพราะพี่โล้นเค้าบอก Anything เหอะ เหอะ ฮาดี ครีเอทีฟ ตีโจทย์เก่ง exactly! ^^ จากคุณ : AhhLoHa.. - [ 20 ก.ค. 50 16:29:18 ]

"
ความคิดเห็นที่ 27
MsgStatus(Msv[27], 27);
ขำอ่ะ ชอบ ๆ จากคุณ : kawaii raion - [ 20 ก.ค. 50 17:38:28 ]

"-->
ความคิดเห็นที่ 28
MsgStatus(Msv[28], 28);
เพิ่งได้เมล์เรื่องน้ำ Anything กับ Whatever มาวันก่อนเอง ไม่เคยทราบเลยว่าได้ครีเอทีฟไทยไปทำโฆษณาให้ จากคุณ : Kitsunegari - [ 20 ก.ค. 50 21:04:05 ]

"-->
ความคิดเห็นที่ 29
MsgStatus(Msv[29], 29);
แหมๆๆ ไม่ได้ล้อเลียนและเลียนแบบทั้งนั้นครับ คือทางบริษัทเค้ามาจ้างproductionไทยทำครับ งานนี้เป็นของphenomena อารมณ์เลยเหมือนโฆษณาsmart purseมากมายก็ผู้กำกับคนเดียวกันนี่คับ เด๋วนี้โฆษณาไทยยิ่งใหญ่ราคาถูก แต่ทำออกมาโอม๊ากมาก แถมพี่บ๊อบบี้(โบเต๋ 102.50)ก็มาเล่นเป็นแคชเชียร์แทน ก็ฮาดีครับ มิใช่การเลียนแบบหรือล้อเลียนแต่อย่างใดครับ จากคุณ : แคนยูกิฟมี ว้อทเอฟเว่อร์? - [ 21 ก.ค. 50 03:54:00 A:58.8.137.174 X: ]

"-->
ความคิดเห็นที่ 30
MsgStatus(Msv[30], 30);
"Both TVCs were directed by Mr. Thanonchai Sornsriwichai who was the most awarded director in the world in 2006, achieving wins at Cannes Lions, The One SHow, Clio Awards, Media Awards and the Adman Awards. "อยู่ในหน้านั้นแหล่ะ น่าจะบอกด้วยนะว่ามาจาก Thailand อิอิอิ จากคุณ : padme' amidala - [ 21 ก.ค. 50 15:48:32 ]

ที่มาของ Link: http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5626307/A5626307.html


กลุ่มหุ้นส่วนธุรกิจเสื้อผ้า GREYHOUND

กลุ่มหุ้นส่วนธุรกิจเสื้อผ้า GREYHOUND ขยายธุรกิจเข้าสู่ FOOD & BEVERAGE เปิดร้านอาหารสไตล์ยุโรป "GREYHOUND CAF E" สาขาแรกที่ ดิ เอ็มโพเรี่ยม สวนกระแสเศรษฐกิจซบเซา
"OF PICTURES, PLACES, STORIES AND GOOD TASTING RECIPES." สโลแกนตัวหนังสือสีขาวบนพื้นกระดานดำเชิญชวนให้พลิกดูด้านในซึ่งเต็มไปด้วยเมนูอาหารหลากหลายชนิด แต่ละชนิดมีสรรพคุณที่บรรยายเป็นภาษาไทยประกอบไว้ด้วย อาทิ เมนูหมายเลข 29 "THAI STYLE COOKED VEGETABLE SALAD WITH FISH AND SHRIMP CURRY PASTE DRESSING" (ข้าวสวย สลัดน้ำพริกปลาทู แกงจืด และไข่เค็มไชยาทอด) ปลาทูแกะก้าง ผักแนมลวก คลุกกับน้ำพริกกะปิราดด้วยหัวกะทิสด ตำรับคุณยายที่มีลูกหลานขี้เกียจ เสิร์ฟมาเป็นถาดพร้อมกับแกงจืดและไข่เค็มไชยาทอด…ความแปลกใหม่แนวสร้างสรรค์เช่นนี้มีให้ลิ้มลองกันได้ที่ GREYHOUND CAF E ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม
GREYHOUND CAF E หรือคาเฟ่สำหรับนักเดินทาง เป็นธุรกิจใหม่ของกลุ่มหุ้นส่วนร้านเสื้อผ้า GREYHOUND ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในหมู่วัยรุ่นผู้นิยมเสื้อผ้าสไตล์ยุโรป มนต์เทพ คลังสมบูรณ์ หนึ่งในหุ้นส่วนของ GREYHOUND ได้เล่าถึงที่มาที่ไปของธุรกิจกลุ่มนี้ว่า
"ร้านเสื้อผ้า GREYHOUND เริ่มขึ้นเมื่อประมาณปี 1980 จากการรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนประมาณ 10 กว่าคนที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ซึ่งปัจจุบันต่างก็เติบโตในหน้าที่การงานที่แตกต่างกันไป คนหนึ่งเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ในวงการโฆษณา คนหนึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโฆษณา อีกคนเป็นพีอาร์ไดเร็กเตอร์ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา เป็นดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้า เป็นโปรดิวเซอร์ (แต่ละคนขอสงวนนามไว้ เพราะกลัวเจ้านายจากงานประจำจะเล่นงานเอา)"
อย่างไรก็ดี พวกเขาและเธอก็สามารถคบกันอย่างเหนียวแน่นมาร่วม 20-30 ปี เนื่องจากทุกคนมีความเหมือนกันในเรื่องของรสนิยม และความชอบในการท่องเที่ยว ในการกิน รวมทั้งเรื่องของเสื้อผ้าและแฟชั่นที่เหมือนกัน โดยเฉพาะการที่แต่ละคนเป็นนักชอปปิ้งตัวยง จึงทำให้พวกเขามานั่งคิดกันว่า น่าจะทำเสื้อผ้าขายเองสนุกกว่า ประจวบเหมาะกับที่ทางสยามเซ็นเตอร์เขามีที่ว่างพอดี ร้านเสื้อผ้า GREYHOUND จึงได้เปิดที่นั่นเป็นสาขาแรกเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากเสื้อผ้าผู้ชายก่อน จนกระทั่งประมาณ 5-6 ปีหลังนี้เริ่มสังเกตเห็นว่า เสื้อผ้าผู้ชายที่ขายอยู่ก็มีลูกค้าเป็นผู้หญิงเหมือนกัน จึงคิดทำเสื้อผ้าผู้หญิงขึ้น
คอนเซปต์เสื้อผ้าของเกรย์ฮาวด์จะเน้นความเรียบง่าย ผสมกลิ่นอายของแฟชั่นบ้างพอประมาณ และมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีศิลปะอยู่ในหัวใจ โดยแบ่งการดีไซน์ออกเป็น 3 สไตล์คือ สำหรับคนทำงานสำหรับใส่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ไม่แฟชั่นมากนัก และประเภทแฟชั่นหลุดโลก เหมาะสำหรับพวกที่ ART มาก ๆ
ผู้ที่รับหน้าที่คุมคอนเซปต์และภาพลักษณ์ทั้งหมดของเกรย์ฮาวด์เสื้อผ้าก็คือ ภาณุ อิงควัติ ครีเอทีฟชื่อดัง ซึ่งดีไซน์ส่วนใหญ่จะอิงกับแฟชั่นยุโรป โดยเฉพาะแฟชั่นจากอิตาลีเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงาน
ปัจจุบันเกรย์ฮาวด์เสื้อผ้าได้ขยายวาขาไปที่ห้างสรรพสินค้าเซน อิเซตัน เซ็นทรัลซิตี้บางนา เซ็นทรัลชิดลมและล่าสุดที่ดิ เอ็มโพเรี่ยม นอกจากนั้นยังมีลูกค้าในต่างจังหวัด เช่น พัทยา เชียงใหม่และหาดใหญ่ ที่มาซื้อเสื้อผ้าจาก GREYHOUND ไปขาย โดยยังคงชื่อและเอกลักษณ์ของ GREYHOUND ไว้ครบถ้วน
และหลังจากที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเสื้อผ้า ชาวแก๊งเกรย์ฮาวด์ก็ไม่ได้หยุดตัวเองแค่เสื้อผ้าเท่านั้น พวกเขาได้หยิบเอาความจำเป็นจากการนัดพบ เพื่อพบปะพูดคุย ปรึกษาธุรกิจและลงเอยกันที่การรับประทานอาหารร่วมกันเกือบทุกเย็นมาเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เกิด "GREYHOUND CAF E" ขึ้นมาในวันนี้ "ขี้เกียจหาร้านกินข้าว ทำเองดีกว่า จะได้เป็นที่นัดพบของพวกเราเอง"
จากนั้นพวกเขาก็ได้รวบรวมสมัครพรรคพวก ซึ่งมีทั้งที่เป็นหุ้นส่วนเดิมจากร้านเสื้อผ้าและหุ้นส่วนใหม่ประมาณ 10 กว่าคนมาลงขันกันประมาณ 5 ล้านบาท และแต่ละคนได้พกพาเอาประสบการณ์จากการไปท่องเที่ยวในแทบจะทุกมุมของโลก โดยเฉพาะแถบยุโรป ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเขาประทับใจมาก ทั้งบรรยากาศและที่สำคัญคือ รสชาติของอาหารที่น่าจดจำจนอยากมาถ่ายทอดให้คนที่ไม่เคยไปได้ลิ้มลองดูบ้าง
พวกเขาจะไม่เรียกตัวเองว่านักท่องเที่ยว (TOURIST) แต่พวกเขาจะเรียกตัวเองว่า นักเดินทาง (TRAVELER) ที่สามารถพบเห็นอะไรได้มากกว่าการเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินกันเป็นกลุ่ม ๆ ตามไกด์นำทาง
"พวกเราจะไปเที่ยวกันทุกปีและการไปแต่ละครั้งเราก็พยายามที่จะซอกแซกหาที่ใหม่ ๆ ที่มีบรรยากาศดี ๆ แปลก ๆ ใหม่ ๆ อาหารอร่อย หรือไม่ก็ไปซ้ำในที่เดิม ๆ และจดจำเอารสชาติอาหารกลับมาลองทำกินเองที่บ้าน ซึ่งเราไม่ได้จำกัดที่อาหารฝรั่งอย่างเดียว อาหารไทยเราก็ชอบ อย่างเช่น ที่สมุยจะมีกระต๊อบขายอาหารปักษ์ใต้อยู่ร้านหนึ่ง ทุกครั้งที่เราไปเราก็ต้องไปกินร้านนี้ พวกเราจะไม่เน้นร้านที่หรูหราสวยงาม แต่เราจะเน้นรสชาติอาหารและบรรยากาศเป็นหลัก"
และแล้วสิ่งที่พวกเขาประทับใจและจดจำมาจากทุกมุมของโลกก็ได้ถูกนำมาถ่ายทอดที่ "GREYHOUND CAF E" ร้านอาหารที่พวกเขาตัดสินใจที่จะใช้ชื่อเดียวกับร้านเสื้อผ้า เนื่องจากเป็นชื่อที่คนรู้จักและตอบรับกันดีในกลุ่มลูกค้าของ GREYHOUND
จากคอนเซปต์ของ "คาเฟ่" ในต่างประเทศที่หมายถึงสถานที่ที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมาและสามารถแวะมานั่งพักพร้อม ๆ กับดื่มชา กาแฟ หรือทานขนมลองท้องได้ ดังนั้น GREYHOUND CAF E จึงเป็นร้านที่นั่งสบาย ๆ ไม่หรูหรา ไม่เสียงดัง เหมาะที่จะมานั่งพักสมอง หรือปรึกษางานด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลาย อาหารในร้านก็จะมีทั้งอาหารยุโรปและอาหารไทย
ร้านนี้ขนาดพื้นที่กว่า 200 ตร. ม. มีความจุประมาณ 25 โต๊ะ ถูกแต่งตามสไตล์ยุโรป ให้บรรยากาศโปร่ง สบายด้วยเพดานสูง และดูสะอาดตาด้วยโทนสีขาวของผนังห้องและผ้าปูโต๊ะ พร้อมด้วยเก้าอี้ไม้นั่งสบาย ทั้งยังใช้แสงไฟเข้าช่วยให้รู้สึกเย็นตาและสบายใจด้วยเสียงเพลงที่เปิดคลอเบา ๆ ตลอดเวลา และภายในร้านถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยประตู เพื่อให้ร้านดูไม่โล่งจนเกินไป โดยพื้นที่ด้านในสุดของร้านได้จัดเป็นห้องประชุมเล็ก ๆ ความจุคนประมาณ 10 คน สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว นอกจากนั้น ในส่วนของด้านหน้าร้านยังมีมุมหนังสือสำหรับผู้ที่รักการอ่านอีกด้วย
"กว่าจะมาเป็นร้านนี้ได้ เราก็ใช้เวลาวางแผนกันเกือบปี ครั้งแรกที่ตกลงกันว่าจะทำร้านอาหารก็ยังงงกันอยู่ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ใครจะดูแล เพราะแต่ละคนก็มีงานประจำกันทั้งนั้น แต่พอมานั่งคุยกันจริงจังแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่จะทำได้ เพราะแต่ละคนยอมสละเวลามานั่งให้ความเห็นกัน จนสามารถหาข้อสรุปได้ลงตัว จากนั้นก็หาคนมาดูแลร้านแทนพวกเราคือ ผู้จัดการร้าน พ่อครัวและเด็กเสิร์ฟนั่นเอง"
หัวใจของอาหารอยู่ที่คนปรุง
นอกจากชื่อเสียงของร้านและบรรยากาศแล้ว จุดขายของ GREYHOUND CAF E ยังอยู่ที่เมนูอาหารที่มีมากกว่า 30 ชนิด โดยแบ่งเป็นเมนูหลักที่พิมพ์อยู่บนแผ่นพับสีดำขนาดใหญ่เป็นการจำลองเอากระดานดำมาไว้บนโต๊ะอาหารถือเป็นไอเดียที่ใช้ได้ทีเดียว เท่านี้ยังไม่พอทางร้านยังสรรหาเมนูพิเศษมาให้ชิมกันอีก โดยเมนูที่ว่านี้ถูกเขียนด้วยชอล์กสีขาวบนผนังห้องด้านหนึ่งที่ออกแบบให้เป็นกระดานดำจริงๆ
"สาเหตุที่เมนูของเราถูกดีไซน์ให้เป็นกระดานดำก็เพราะว่า คนที่เข้ามาทานอาหารในร้านคาเฟ่ต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะไม่ต้องการประเภทของอาหารที่มากมาย ฉะนั้นเมนูของเราจึงเป็นแค่กระดาษคู่เดียว นอกนั้นก็อาศัยดูจากกระดานเอาว่า วันนี้มีอาหารพิเศษอะไรบ้าง ซึ่งร้านเราจะเน้นอาหารจานเดียว จะไม่ทำแบบสวนอาหารที่ต้องสั่งทีละมาก ๆ"
อาหารแต่ละจานของ GREYHOUND CAF E ถูกปรุงด้วยพ่อครัวชาวไทยผู้มีประสบการณ์การปรุงอาหารในโรงแรมระดับ 5 ดาวมาแล้ว ซึ่งได้รับการทาบทามจากสมาชิกแก๊งเกรย์ฮาวด์ให้มาเป็นหัวเรือใหญ่ของร้าน GREYHOUND CAF E
"ตอนที่พี่เขาชวนมาทำร้านอาหาร ผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอน เพราะต้องการฟังคอนเซปต์ของร้านและอาหารก่อนว่าเป็นสไตล์ไหน จากนั้นก็มาลองทำอาหารชิมกัน โดยพี่เขาจะช่วยกันบอกว่าอาหารนี้เป็นแบบนี้นะ รสชาติแบบนี้ด้วยการอธิบายด้วยคำพูด ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่า แม้ว่าผมจะเรียนมาทางด้านทำอาหารโดยตรง แต่ผมก็ไม่เคยเห็นหรือเคยชิมอาหารจากทุกที่ทุกแห่งมาก่อน ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เวลาและความอดทนมากกว่าที่จะออกมาเป็นอาหารแต่ละจานที่มีรสชาติใกล้เคียงมากที่สุดกับต้นตำรับที่พวกพี่เขาไปทานมา และบางอย่างก็ต้องปรับรสชาติให้เข้ากับคนไทยด้วย และเมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ผมก็จะเป็นผู้กำหนดสูตรส่วนผสมให้เป็นมาตรฐาน" ต่อสิทธิ์ สฤษฎิ์วงษ์ พ่อครัวของ GREYHOUND CAF E เล่า
สำหรับเมนูเด่นของร้านนี้คือสปาเก็ตตี้ปลาเค็ม (SPAGHETTI WITH THAI ANCHOVY) ซึ่งมีเบื้องหลังควมเข้าใจผิดของพ่อครัวกับคนบอกเล่าสูตรเด็ดจากมิลานที่ต่อศักดิ์ได้เล่าว่า
"ตอนแรกที่พี่เขาบอกชื่อมา ผมก็เข้าใจว่า ANCHOVY คือ ปลาตัวเล็ก ๆ ผมก็เตรียมไป แต่พี่เขาบอกว่าไม่ใช่ มันคือปลาอินทรีเค็มบ้านเรานั่นเอง ผมก็เลยทำให้ชิมใหม่ ปรับกันไปปรับกันมาจนได้รสชาติที่ต้องการ จึงออกมาเป็นเมนูนี้ได้"
วัตถุดิบ เครื่องปรุงทุกอย่างของที่นี่จะเน้นคุณภาพเป็นหลัก จึงมีต้นทุนค่อนข้างสูง ดังนั้นราคาอาหารของที่นี่จึงไม่ใช่ราคาสำหรับยุคประหยัดมากนัก แต่ก็เหมาะสำหรับคนกระเป๋าหนักย่านสุขุมวิท ที่แสวงหาความแปลกใหม่และภายในสิ้นปีนี้ก็จะได้เห็นสาขาที่ 2 ของ GREYHOUND CAF E ที่เซ็นทรัลชิดลม โดยคอนเซ็ปต์ของร้านก็จะเป็นร้านเสื้อผ้าบวกกับคาเฟ่และเนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ ร้านที่ 2 นี้จะไม่มีครัว ดังนั้นอาหารที่จะจำหน่ายที่สาขานี้จะมีเค้ก เครื่องดื่มและอาหารที่ทำง่าย ๆ จากเตาไมโครเวฟเป็นหลัก โดยร้านจะถูกแต่งเป็นลักษณะเคาน์เตอร์ สตูลบาร์ยาว ซึ่งยังคงเน้นคอนเซ็ปต์การเป็นคาเฟ่สำหรับนักเดินทางเช่นเดียวกับสาขาแรก
นี่คือตัวอย่างของนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่ได้พลิกสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเป็นต่ออยู่มาเริ่มต้นธุรกิจใหม่แทนที่จะย่ำอยู่กับที่
จากความได้เปรียบในเรื่องของประสบการณ์และทำเลที่ตั้ง ผนวกกับความตั้งใจของคนกลุ่มหนึ่งกับเงินทุนก้อนเล็กก้อนหนึ่ง ก็สามารถทำให้พวกเขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจเล็ก ๆ ที่ตั้งท่าว่าจะไปได้สวยอีกธุรกิจหนึ่งได้ไม่ยากนัก

แฮปปี้ โทรศัพท์แบบเติมเงินจากดีแทค

แฮปปี้ โทรศัพท์แบบเติมเงินจากดีแทค ร่วมกับบริษัทชั้นนำ ได้แก่ “Blind” , Alternate Bangkok Council of Design ( ABCD ), Love Space , smallroom, Y&R และ แม็ทชิ่ง สตูดิโอ จำกัด (มหาชน) และ นิตยสารสุดสัปดาห์ จัดโครงการสร้างสรรค์ภายใต้ชื่อ “Happy ไม่ใช่เล่น Awards” เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้แสดงออกถึงไอเดียสร้างสรรค์ โดยมีการจัดอบรมให้ความรู้เบื้องต้นจากมืออาชีพ เจ้าของผลงานสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งมีทั้งภาพยนตร์โฆษณา เพลง Jingle หรือเพลงประกอบภาพยนตร์โฆษณา นิตยสาร ออกแบบบัตรเติมเงินรวมถึงของที่ระลึกประเภทต่าง ๆ โดยงานนี้ได้รับการต้อนรับจากนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศ ที่พร้อมใจสมัครเข้ามากว่า 1,500 ทีม และจำนวนผู้เข้าฟังการอบรมความรู้เบื้องต้นกว่า 4,000 คนจากทั่วประเทศ โดยทีมงานเปิดหลักสูตรให้เรียนจากประสบการณ์จริง จากพี่ ๆ ในวงการโฆษณา วงการออกแบบและนิตยสาร ซึ่งต่างเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในวงการต่าง ๆ โดยจุดมุ่งหมายของการเข้าชั้นเรียนลัดครั้งนี้คือการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการออกแบบผลงานเพื่อส่งประกวด “Happy ไม่ใช่เล่น Awards” แถมยังได้เก็บเกี่ยวสาระในการอบรมครั้งนี้ ไปใช้ในสายงานต่อไปในอนาคตอีกด้วย ในช่วงแรก เป็นหน้าที่ของ “ พี่ป๋อง ” วัชรพงษ์ ศิริพากย์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น มาเล่าถึงที่มาของ แบรนด์ “Happy” เพื่อให้น้อง ๆ นักศึกษาได้ออกแบบและทำผลงาน ให้ตรงกับภาพลักษณ์ของ “Happy” พี่ป๋องเล่าถึงภาพรวมของตลาดมือถือ ว่าก่อนหน้านี้มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง จึงเกิดการเสนอทางเลือกให้ผู้ใช้บริการ ด้วยการใช้โทรศัพท์แบบเติมเงินแทนการจ่ายค่าบริการแบบรายเดือน ซึ่งต่อมาตัวเลขของผู้ใช้โทรศัพท์แบบเติมเงิน เพิ่มสูงขึ้นในทุก ๆ ปี เพราะจุดเด่นที่ชัดเจนคือ ความสะดวกและอิสระในการใช้บริการ โดยผู้ใช้สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายได้เอง ทำให้ขณะนี้มีตัวเลขผู้ใช้บริการโทรศัพท์แบบเติมเงินทั่วประเทศสูงถึง 14 ล้านคน“ แฮปปี้ ” จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์แบบเติมเงิน ด้วยการทำโปรโมชั่นให้ผู้ใช้สามารถเลือกโทรในราคาประหยัด ในเวลา 4 ช่วง ที่เลือกได้เอง ภายใต้สัญลักษณ์ “Smile icon” หรือรอยยิ้มสีแดง จากนั้นก็มีการจัดกิจกรรมทางการตลาดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบัตรเติมเงินได้ง่าย ๆ จากรถไอศกรีมเนสท์เล่ รวมถึงการจัดกิจกรรมทางการตลาด ตอกย้ำความรู้สึกดี เรียบง่าย อมยิ้ม และมองโลกในแง่ดี และมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่อง ซึ่งทำให้จำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแฮปปี้ กับลูกค้าและประชาชนทั่วไป
ต่อมาในปี 2547 “ แฮปปี้ ” ก็ได้นำเสนอสินค้าใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง อาทิ ซิมรุ่นเล็ก บัตรเติมเงิน 50 บาท โทรทั่วโลก กับ Happy Go Inter และล่าสุดกับบริการ “ ใจดี ให้ยืม ” ก่อนจบการบรรยาย พี่ป๋องยังแอบกระซิบบอกน้อง ๆ ว่า “ ขอให้รอดูต่อไป รับรองว่าแฮปปี้จะมีบริการใจดีอื่น ๆ ตามมาเป็นแถวอย่างแน่นอน ” แถมด้วยกำลังใจดี ๆ ว่า“ อยากให้น้อง ๆ มีความสุขจากการได้ร่วมงานกัน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ขออวยพรให้โชคดี และโชว์สิ่งที่ตัวเองคิด ให้สาธารณะชนได้รู้ว่า เราก็ไม่ใช่เล่น ๆ ” เริ่มคลาสแรก เป็นหน้าที่ของพี่ ๆ จากบริษัทโฆษณา Y&R และ แม็ทชิ่ง สตูดิโอ มืออาชีพ ผลงานเยี่ยม ได้รับรางวัลจากแวดวงโฆษณามากมาย ได้แก่ พี่ต่อ ปิยะ บุญฑริก Executive Creative Director , พี่มิ่ง เพ็ญพร โสมนัส Creative Group Head บ .Y&R จำกัด และ พี่ตุ้ย ชาญชัย ชวานนท์ ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา “ แฮปปี้ ” หลายต่อหลายเรื่อง ที่ดูเมื่อไหร่เป็นต้องอมยิ้มเมื่อนั้นพี่ ๆ ทั้งสาม ช่วยกันเล่าประสบการณ์การทำงาน รวมถึงกระบวนการทำภาพยนตร์โฆษณา เริ่มต้นจากการหากลยุทธ์ในการสื่อสาร แล้วส่งงานต่อให้ครีเอทีฟ เขียนสคริปท์ จากนั้นก็เป็นขั้นตอนการผลิต โดยเป็นหน้าที่ของ โปรดิวเซอร์ และผู้กำกับ งานนี้พี่ต่อยังเผยไต๋ให้กลยุทธ์ในการสื่อสารอย่างง่าย ๆ ที่ไม่มีในตำราเรียน นั่นคือการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย และวิธีการสร้างสรรค์งานโฆษณา“ รูปแบบและวิธีการนำเสนอ จะต้องหาวิธีฉีกจากกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของตลาด เพราะผู้ตามไม่มีวันประสบความสำเร็จได้ อีกทั้งน้อง ๆ ต้องรู้ให้ลึกถึงจิตใจของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเรื่องทัศนคติ พฤติกรรม และลักษณะนิสัย สุดท้ายต้องรู้ถึงวิสัยทัศน์และศักยภาพของสินค้า ” ตัวอย่างเช่น แบรนด์ “ แฮปปี้ ” เชื่อว่า ความสุขเป็นเหตุผลที่ทำให้มนุษย์ชาติดำรงอยู่ ไม่ว่าจะยาก ดี มี จน ทุกคนต้องการเติมความสุขให้ชีวิตเสมอ โดยมีแกนไอเดียคือ “ ความสุข พร้อมเติม ”บอกใบ้ให้คนเตรียมตัวส่งผลงานเข้าประกวดได้รู้ทันว่า ผลงานที่มีสิทธิ์อยู่ในใคณะกรรมการตัดสิน คือผลงานที่สื่อสารด้วยวิธีง่าย ๆ เข้าใจง่าย ติดดิน แต่มีความร่วมสมัย และเป็นคนมีความคิด และทั้งหมดต้องปนมากับ ความสุข ความขี้เล่น และอมยิ้ม และงานนี้ไม่ใช่เพียงแค่พูดกันเปล่า ๆ แต่พี่ ๆ ยังหอบผลงานโฆษณา ที่เป็นตัวอย่างดี ๆ มาให้น้องดูเป็นตัวกระตุ้นไอเดียเพียบ !ฝากทิ้งทวนก่อนอำลา ว่า “ จำให้แม่น ผลงานต้อง ชัด-สด-โดน เข้าใจง่าย มีความแตกต่าง และเข้าถึงใจคน ซึ่งทั้งหมดดูเหมือนจะยาก แต่พี่ ๆ บอกว่า ขอให้คิด คิดแล้วคิดอีก แล้วผลงานดี ๆ จะบังเกิดได้แน่นอนคลาสที่สอง พี่น้ำ สิริมน ณ นคร บรรณาธิการบริหาร นิตยสารสุดสัปดาห์ อาสาน้อง ๆ ท่องสู่โลกตัวหนังสือ ภาษาสวย สอนน้อง ๆ ให้รู้วิธีการทำนิตยสาร ที่ต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้นของความคิด ได้แก่ การตีโจทย์ ซึ่งมีทั้งการตีความผ่านบุคคล และเหตุการณ์ จากนั้นต้องหาแก่นของเรื่อง ขอให้จำไว้ว่า “ ไอเดียที่แข็งแรงเท่านั้น ถึงจะอยู่รอด ” ไม่ว่าจะเป็นบทความวิจารณ์ สกู๊ป หรือบทสัมภาษณ์ และสุดท้ายต้องเหยาะอรรถรสให้หนังสือ ด้วยหลากหลายกลเม็ดเด็ดพราย ทั้ง การจัดหน้า ภาพประกอบ ถ้อยคำสวย ๆ ความหมายดี เรื่องตลกขบขัน รวมทั้งรูปภาพที่อาจแทนความหมายทั้งหมดได้โดยไม่ต้องอาศัยแม้เพียงหนึ่งตัวอักษรแนะนำให้น้อง ๆ อีกเรื่อง ว่าในทีมควรจะมีความสามารถหลากหลาย และแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน เช่น ถนัดถ่ายภาพ เก่งกราฟฟิคจัดหน้า ชอบเขียนหนังสือ ผลงานที่ออกมาจะได้โดยใจกรรมการ เพราะสวยดูดีครบถ้วนทุกกระบวนการผลิตสิ่งพิมพ์พี่น้ำเพิ่มพลังใจให้เด็กรุ่นใหม่ในชั้นเรียน ว่าอย่ากลัว อย่าท้อ “ ต้องมีหัวใจที่กล้าหาญ และมีความมุ่งหวังว่า เราจะชนะ เด็กต่างจังหวัดใช่ว่าจะเสียเปรียบเด็กกรุงเทพฯ เพราะทุกอย่างอยู่ที่ไอเดีย อยู่ที่รอยหยักของสมองคิดมากเก่งมาก ถึงเด็กกรุงเทพฯจะมีโอกาสได้รู้ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากกว่า แต่จากประสบการณ์ประกวดหนังสือ พี่น้ำยืนยันว่าเด็กต่างจังหวัดเข้ารอบมากกว่าเด็กกรุงเทพฯ สู้เค้านะน้อง !”คลาสที่สาม พี่ต้อม ชัชวาล ขนขจี ที่ปรึกษาการออกแบบ จาก Blind กับอาจารย์ ติ๊ก สันติ ลอรัชวี ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มนักออกแบบ Alternate Bangkok Council of Design ( ABCD) จูงมือกันมาให้ไอเดียการออกแบบบัตรเติมเงิน “ แฮปปี้ ” เปิดฉากสร้างความเข้าใจให้น้อง ๆ ด้วยทฤษฎีการออกแบบแน่นปึ้ก พี่ต้อมกับอาจารย์ติ๊กให้คำนิยามว่า การออกแบบคือการใช้ความคิดที่ดี แต่การออกแบบที่ดีคือการพยายามแสวงหารูปแบบของตัวเอง ซึ่งอันที่จริงแล้ว ในชีวิตประจำวันของเรา มีเรื่องการออกแบบเข้ามาเกี่ยวข้องแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น บรรจุภัณฑ์ ป้ายหน้าร้าน โลโก้ หน้าปกแมกกาซีน ซองบะหมี่ และอื่น ๆ อีกมากมาย
โดยองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ คือ รูปแบบ และการนำเสนอ ยกตัวอย่างเช่นงานที่น้อง ๆ กำลังจะสร้างสรรค์เพื่อส่งเข้าประกวด คือการออกแบบบัตรเติมเงิน รูปแบบของงานชิ้นนี้ก็คือ ขนาดของบัตรเติมเงิน ซึ่งรวมองค์ประกอบอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน มีทั้ง ภาพ ตัวอักษร การจัดวางสี วัสดุ และการผลิต ซึ่งทั้งหมดเกิดได้จากไอเดียของน้อง ๆ
อาจารย์ติ๊กเล่าความคิดของตัวเอง ให้น้อง ๆ คิดต่อก่อนจบการบรรยายว่า “ เมื่อผมเรียนจบ ผมพยายามเป็นนักออกแบบที่เก่ง แต่ถึงวันนี้ผมอยากเป็นเพียงแค่นักออกแบบที่ดี และออกแบบอย่างมีความสุข ”
คลาสที่สี่เป็นเรื่องของการออกแบบของที่ระลึก แนะนำโดย อ.พิชัย ตุรงคินานนท์ อาจารย์คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต และ พี่อ้อ อวยพร วาตะบุตร์ นักออกแบบผลิตภัณฑ์และเจ้าของบริษัท Love Space เริ่มต้นถึงคำว่า “ ของที่ระลึก ” ซึ่งเป็นเหมือนคำเฉพาะ แต่จริง ๆ แล้วเป็นได้ทุกอย่างสำหรับสิ่งของที่ใช้งานภายในบ้าน ใครอยากเป็นอยากมีไอเดียออกแบบของที่ระลึกเก๋ ๆ ต้องยึด 4 ประเด็นสำคัญ คือต้องค้นหาแรงบันดาลใจ ทั้งเชิงรูปธรรม คือเป็นวัตถุสิ่งของ และจับต้องได้ และเป็นนามธรรม ซึ่งหมายถึง เรื่องราว ตำนาน อารมณ์ ความรู้สึก เช่นของที่ระลึกของ “ แฮปปี้ ” ต้องเป็นชิ้นงานที่สื่อให้เกิดความรู้สึก อิ่มใจ อมยิ้ม สนุกสนาน และใช้งานได้จริง
ส่วนจะออกแบบอะไรนั้น อ.พิชัยนำทางให้ว่า ประเภทของที่ระลึก แบ่งเป็น เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า และของเล่น ซึ่งน้อง ๆ ควรเลือกออกแบบของที่ระลึกที่เรียบง่าย และสื่อสารความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว โดยคำนึงถึง ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รูปทรงทางศิลปะ สุนทรียภาพ ประโยชน์ใช้สอย และสามารถผลิตได้จริง
คลาสที่ห้า น้อง ๆ สนุกสนานกันเป็นพิเศษ เพราะได้พี่ ๆ จากวงอาร์มแชร์ มาร้องเพลงคลายเครียด สลับกับการบรรยายสไตล์สุดมัน ของพี่เจ เจตมนต์ มละโยธา Music Director และ พี่เจมส์ ชัยบวร ศรีลูกหว้า Assistant Music Director สองนักทำเพลงโฆษณา จากค่าย smallroom เจ้าของผลงานและเจ้าของเสียง เพลงโฆษณา “ แฮปปี้ ” ที่แสนคุ้นหูอยู่ในขณะนี้
พี่เจบรรยายเสียงนุ่ม ว่าก่อนที่น้อง ๆ จะเริ่มจรดปากกาแต่งเพลงโฆษณาหรือ Jingle เข้าประกวด ลองถามตัวเองดูว่า เคยเข้าไปในโลกของดนตรีหรือเปล่า ? ...เคยไปดูคอนเสิร์ตบ้างไหม ถ้าเคยทำทั้งสองอย่างแล้วก็น่าจะลองเล่นดนตรีดูบ้าง เพื่อจะได้เข้าใจในธรรมชาติของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ส่วนขั้นตอนต่อไปต้องถามตัวเองว่าฟังเพลงมาหลากหลายแค่ไหน และสามารถแยกแยะความแตกต่าง ของรูปแบบและสไตล์การขับร้องได้หรือไม่ จากนั้นลองถามตัวเองว่าชอบแนวเพลงแบบไหน และรู้จักแนวเพลงที่ตัวเองชอบดีแค่ไหน พี่เจบอกว่าถ้าน้องชอบแนวเพลงใด ก็ควรจะศึกษาประวัติ และวิวัฒนาการของแนวเพลงนั้น ๆ และเมื่อน้อง ๆ ตอบทุกสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด เอาล่ะ...ถึงเวลาที่จะเริ่มต้นแต่งเพลงกันได้แล้ว
อธิบายถึง 4 ขั้นตอนของการทำ เริ่มต้นที่การรับ Brief จากลูกค้า ซึงต้องตอบโจทย์ทางการตลาดของสินค้าชนิดนั้น โดยมี 3 ส. คือ ส่งเสริมยอดขาย ส่งเสริมภาพพจน์ที่ดีของสินค้า และส่งเสริมสังคม ต่อด้วยการตอบโจทย์ทางดนตรี ซึ่งมีทั้งเรื่องของความยาวของเพลง โดยมีเวลามาตรฐานของการทำ Jingle อยู่ที่ 15-30-45-60-90 วินาที จากนั้นจึงกำหนดแนวเพลงและสไตล์การร้อง ทำเดโม แล้วจึงเสนอผลงานให้เจ้าของสินค้า พูดคุย แก้ไขจนเป็นที่พอใจ จึงเข้าสู่กระบวนการผลิตในห้องบันทึกเสียง
พี่เจและพี่เจมส์ทิ้งทายว่า พี่ ๆ เอาใจช่วยอยู่ห่าง ๆ “ รักจะทำเพลงโฆษณา ต้องเปิดใจให้กว้าง ฟังให้เยอะ และรู้จักเพลงทุกแนว ” แถมทีเด็ดเล็ก ๆ ว่า อย่าลืมพกปากกากระดาษติดตัวตลอด 24 ชั่วโมง
“ เพราะไอเดียบรรเจิด มักเกิดขึ้นเวลาเราไม่ได้ตั้งใจ ปากกากระดาษจึงช่วยบันทึกได้ในทันทีทันใด ฉะนั้นถ้าไม่พกติดตัวไว้ ไอเดียลอยหายไปในอากาศ แล้วจะหาว่าพี่ไม่เตือน !”

เด็กมีปัญหา'ใต้วงแขนขาว'

เด็กมีปัญหา'ใต้วงแขนขาว'
เห็นหนังโฆษณาโรลออน "ใต้วงแขนขาว" มาเยอะแล้ว ส่วนใหญ่เนื้อหาการเล่าเรื่องไม่ค่อยฉีกกันเท่าไร เพียงแต่ขึ้นอยุ่กับว่า จะเลือกใครมาเป็นคนรับรู้ ว่า "ใต้วงแขน" ของฉันน่ะ...ขาวนะยะ!! ก้อเท่านั้นเอง
สำหรับ "ทเวลฟ์พลัส เอ็กซ์ตร้า ไวท์เทนนิ่ง โรลออน" ของ บริษัท โอสถสภา จำกัด เขาเคยฉีกมาแล้ว ด้วยการลงทุนจ้าง ดาราเกาหลี ที่เป็นเกาหลีจริงๆ ไม่ใช่แค่หน้าเกาหลี เขาคือ "ซีวอน" นักร้องซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังจากเกาหลี มาสร้างความฮือฮา พร้อมร่วมทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกับ "ทเวลฟ์พลัส เอ็กซ์ตร้า ไวท์เทนนิ่ง โรลออน" ตั้งแต่หนังโฆษณาชุดที่แล้ว ซึ่งได้ผลตอบรับดี หนังโฆษณา "ทีวี" ชุดล่าสุด เลยพาหนุ่ม "ซีวอน" มาปะทะกับนักร้องไทย "โฟร์-มด"
โดยให้หนุ่ม "ซีวอน" หนังดูรายการทีวี แล้วเปิดดูเอ็มวีของ 2 นักร้อง สาว พวกเธอกำลังเต้นกันด้วยความมั่นใน ด้วยท่วงท่าโชว์ความขาว "ใต้วงแขน" พร้อมกับโยนขวดทเวลฟ์พลัสเล่นไปมา จนขวดทเวลฟ์พลัสกระเด็นออกมานอกทีวี และหนุ่ม "ซีวอน" ก็คือผู้ที่คว้าได้ด้วยความงง งงแล้วก็ถือไว้ไม่ยอมคืนเจ้าของที่ทะลุออกมานอกจอทีวีเหมือน ผี The Ring อิอิ...แต่อันนี้น่ารักนะ ไม่ได้น่ากลัว
สรุป ตอนท้ายก็มาจบลงที่ เบื้องหลังเคล็ดลับความงาม (ขาว...ใต้วงแขน) ของ 2 สาว ที่ทำให้ "ซีวอน" ถึงกับเอ่ยปากชมว่า "น่ารักเนอะ" นั่นก็คือทเวลฟ์พลัสโรลออนสูตรใหม่ล่าสุด ที่มีส่วนผสมพิเศษ Fruity และ Almond Milk ซึ่งนั่นแหละ คือ โจทย์สำคัญของงานโฆษณาชิ้นนี้ ที่ต้องการบอกว่า ทเวลฟ์พลัส เอ็กตร้า ไวท์เทนนิ่ง โรลออน มีสูตรใหม่แล้วนะจ๊ะ.....เออ!! สรุปแล้ว จั๊ก-กะ-แร้ เอ๊ย!! รักแร้ น่ารัก หรือหน้าตาน้องเขาน่ารักนะ งง??
ไม่รู้เหมือนกันว่า การลงทุนไปกับพรีเซ็นเตอร์ต่างชาติ อย่าง "ซีวอน" ได้ผลตอบรับในแง่ของยอดขายเป็นอย่างไรบ้าง แต่ถ้าในแง่ของการอิงกระแสเกาหลีล่ะก้อ ไม่พลาด เพราะ "ซีวอน" ถือเป็นหนึ่งในดาราและนักร้องขวัญใจวัยรุ่นไทย ซึ่งนั่นคือ กลุ่มเป้าหมายที่ ทเวลฟ์พลัส เอ็กตร้า ไวท์เทนนิ่ง โรลออน ต้องการ แต่ถ้าจะมองในแง่ขาย หากใช้ทเวลฟ์พลัส เอ็กตร้า ไวท์เทนนิ่ง โรลออน แล้งสามารถเอา จั๊ก -กะ- แร้ ไปให้ "ซีวอน" เห็นแล้วชมว่าน่ารักได้ล่ะก้อ...หุหุ แบบนั้นยอดขายทะลุแน่
หนังโฆษณาเรื่องนี้ เป็นฝีมือสร้างสรรค์ ของ บริษัท BBDO Bangkok โดยทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ : สุบรรณ แซ่โค้ว Creative Director, ปริญญา สาระสังข์ Creative Group Head, กฤติวงศ์ สุดธนกิจ Art Director, วิลสา กลางณรงค์ Group Account Director, นิรินทร์ ศศิวิมลกุล Account Manager, อณิชา อรรถสกุลชัย Account Executive ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา Surussavadi Chuarchart (แหม่ม มาม่าบูล) ทีมงานผลิตภาพยนตร์โฆษณา : Joy Luck Club Film House Co., Ltd.

ครอบครัวไทย หายไปไหน?

ครอบครัวไทย หายไปไหน?

ภาพยนตร์โฆษณาหลายชิ้น พยายามหยิบยกเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ห่วงหาอาทรและเปี่ยมด้วยความปรารถนาดีต่อกัน ด้วยเนื้อหาที่ตอกย้ำความอบอุ่นและการให้อภัย แต่ภาพยนตร์สั้นๆ เรื่องนี้ เหนือชั้นไปกว่านั้น เพราะแสดงออกมาอย่างทื่อๆ ตรงไปตรงมา แต่กินใจเหลือเกิน ถือว่าเป็นการสื่อสารแรงชนิดที่ต้องนำไปเปรียบกับภาพเขียนฉูดฉาดของอังรี มาติสส์ ที่ชื่อ ”ปลาทอง” กันเลยทีเดียว (ดูภาพประกอบ) ไฟเซอร์ฯ บริษัทยาอเมริกัน ใช้เนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพมาตอกย้ำแบรนด์โดยไม่สนใจขายสินค้า ถือเป็นเรื่องอาจจะแปลกตาอยู่บ้างสำหรับโฆษณาเมืองไทยที่ 90% เน้นขายสินค้าและบริการแบบฮาร์ดเซลส์เป็นหลัก เริ่มเรื่อง ด้วยภาพพ่อลูก 2 คนนั่งโต๊ะเดียวกัน แต่อยู่ตรงกันข้าม เสียงพ่อในวัยชราไอแหบๆ เป็นการเล่าเรื่องโดยไม่ต้องใช้คำพูด ลูกชายซึ่งอยู่ในวัยทำงาน เอ่ยถามพ่อว่า “ทำไมไม่ไปหาหมอ” เปลี่ยนฉาก สองพ่อลูก นั่งอยู่ที่โต๊ะแบบเดิม ฉากหลังเหมือนเดิม แต่เวลาเปลี่ยนไป และพ่อก็ไอแหบๆ แบบเดิม เป็นการเล่าเรื่องซ้ำ และลูกชายก็เอ่ยปากเหมือนเดิม แต่ด้วยอารมณ์เปลี่ยนไป ดูร้อนขึ้น "ทำไมพ่อไม่ยอมไปหาหมอ” (ตัด) จบด้วยคำถามว่า ทำไมคุณไม่พาพ่อไปหาหมอ? แล้วก็ขึ้นชื่อบริษัท...จบ ภาพยนตร์โฆษณาสั้นๆ ไม่เกิน 30 วินาที จบไปแล้ว แต่คำถามยังก้องในหูคนดูภาพยนตร์โฆษณา..นั่นนะสิ ทำไมเอ็งไม่พาพ่อไปหาหมอ แต่ดันไล่พ่อไปหาหมอคนเดียว คนที่มีประสบการณ์เรื่องอย่างนี้ สามารถคิดต่อไปได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวสมัยนี้ แค่พาพ่อไปหาหมอทำไมจึงไม่ทำ หรือว่า.....????? นี่คือ กลยุทธ์การสื่อสารแบบ Disruption ที่ทรงประสิทธิภาพอย่างแท้จริง จุดหมายไม่ใช้แค่ขายสินค้า แต่ทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงคุณค่าบางอย่างของการสื่อสารในโฆษณาที่ได้เสพไปแล้ว และตราตรึงกับสารที่เสนอออกไป ซึ่งท้ายสุดก็จะย้อนกลับมาในรูปของการจดจำแบรนด์สินค้าได้ บังเอิญว่านี่ไม่ใช่แบรนด์สินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นแบรนด์บริษัทโดยรวมๆ ที่มีผลิตภัณฑ์หลายชนิด (แน่นอน รวมทั้งไวอากร้า...ยาแก้อาการ ”ล้มไม่ยอมลุก” ที่โด่งดังเมื่อหลายปีก่อน) ก็อย่างที่รู้กัน สภาพของครอบครัวไทยร่วมสมัยยามนี้ กำลังถูกพลวัตทางสังคมบังคับให้กลายสภาพจากครอบครัวขยายแบบเดิมที่มีปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอาใกล้เคียงกัน กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่แตกกระจายกันอยู่แบบตัวใครตัวมัน แถมซ้ำร้ายบางครอบครัวยังอยู่ในสภาพเบี้ยหัวแตก พ่อไปทาง แม่ไปทาง ลูกไปอีกทาง ทุกคนมีโลกส่วนตัวกันหมด ที่เป็นอย่างนี้จะโทษใครก็คงไม่ได้ ลัทธิปัจเจกชนนิยมในสังคมเมืองสมัยใหม่ มีบทบาททำให้อัตตาของแต่ละคนโดดเด่นเสียจนกระทั่งการปรองดองกัน ความพยายามประสานโลกส่วนตัวเข้าด้วยกัน กลายเป็นเรื่องเกินจำเป็นหรือฟุ่มเฟือยไปโน่น พ่อแม่หรือคนที่ไม่สามารถทำรายได้ให้ครอบครัว กลายเป็นส่วนเกิน ภาระ หรือ ”อดีต” ของครอบครัว ที่ต้องแบกเอาไว้อย่างจำยอม ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติต่อบุพการี หรือ คนที่ถูกมองว่า ”ไร้ค่าทางวัตถุ” จึงมีลักษณะ ”ตามหน้าที่ไปงั้นๆ” โดยไม่ต้องใส่กับกับอารมณ์ความรู้สึกกันมากนัก ไม่จับส่งบ้านบางแคเหมือนหนังฝรั่งฮอลลีวู้ดเรื่อง Monster’s Ball (เรื่องนั้นพระเอกอยากได้เมียนิโกรที่สวยและน่ารัก แต่พ่อรังเกียจผิวเพราะเคยเป็นพัศดีคุกจอมโหดมาก่อนในรัฐภาคใต้ พระเอกก็เลยจัดการย้ายพ่อไปบ้านคนชราเสีย เพื่อจะได้พาเมียเข้าบ้านโดยสะดวกใจ) ก็ดีถมถืดแล้ว เรื่องพ่อไอโขลก แล้วไม่ยอมไปหาหมอ จึงกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญอย่างช่วยไม่ได้ สะเทือนเข้าไปให้รู้สึกวาบหวิวเลยเชียวแหละ! ใครไม่เจอเข้า ให้มันรู้ไปตอนที่ตื่นขึ้นมาในบ้านพักคนชราอย่างอ้าวว้างแล้ว ที่ว่าเข้าสูตร Disruption ก็เพราะว่าวิธีการนำเสนอเป็นไปตามสูตร 3 ขั้น ซึ่งคนเขียนบทโฆษณามักจะลืมกันเสมอ คือ Convention/Disruption/Vision ที่ว่า Convention ก็เพราะหยิบเรื่องที่ใกล้ๆ ตัวอันแสนจะคุ้นเคยนี่แหละมาทวนซ้ำกัน ในลักษณ์ ”เส้นผมบังภูเขา” ไม่ต้องไปขวนขวายหานามธรรมจากฟากฟ้าที่ไหนให้ยุ่งยาก ที่ว่า Disruption ก็เพราะเป็นการสร้างกรอบใหม่ทางความคิด หรือ Reframing เพื่อให้เป็นเครื่องมือสำหรับการเปลี่ยนความคิด (ทำไมต้องให้คนป่วยไปหาหมอเอง ทำไมไม่พาไป? ตอนที่เอ็งยังเด็กน่ะ ไม่ใช่พ่อหรอกหรือที่พาเอ็งไปหาหมอ?) ที่ว่า Vision ก็เพราะว่า ทำให้คนที่ดำภาพยนตร์เกิดถึงบางอ้อขึ้นมาว่า เออการกระทำของคนที่ไล่พ่อไปหาหมอเองน่ะ มันไม่เข้าท่า และเป็นการปฏิบัติที่เลวร้ายสำหรับคนในครอบครัวโดยเฉพาะบุพการี ซึ่งคนไทยที่ดีไม่ควรทำ เป็นการเตือนสติโดยไม่ต้องพร่ำสอนอย่างยัดเยียด ปล่อยให้คนดูภาพยนตร์คิดเอง คนที่คิดไม่ได้ ก็เป็นลูกอกตัญูญูไป...คอยรับกรรมวันหน้าก็แล้วกัน! พลังของการสื่อสารที่อัดแน่นส่งออกมาแรงสุดๆ โดยใช้เวลาสั้นเกินคุ้ม ถือเป็นผลงานสื่อสารที่เร้ารึงและเข้าท่าประจำไตรมาสนี้เลยก็ว่าได้ โดดเด่นไม่น้อยในยามที่ที่เรื่องห้ามโฆษณาเหล้าเบียร์กำลังเป็นประเด็นใหญ่ตามประสาคนขยันผิดเรื่อง ภาพยนตร์โฆษณาชุด “อย่ารอให้สายไป” ของไฟเซอร์ แคมเปญ “อย่ารอให้สายไป” ความยาว 30 วินาที และ 15 วินาที บริษัทผู้ลงโฆษณา บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ลักษณะผลิตภัณฑ์ การรณรงค์ตรวจเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ บริษัทโฆษณา แมคแคน อีริคสัน ประเทศไทย กรรมการผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายสร้างสรรค์ มาร์ติน ดอยล์ หัวหน้ากลุ่มสร้างสรรค์ สันติ สุวรรณวลัยกร ผู้กำกับศิลป์อาวุโส นารี เหลืองวิทิตกูล ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ขจรศักดิ์ นฤภัทร โปรดักชั่นส์เฮาส์ เชฟฟิล์ม

เรื่องย่อภาพยนตร์โฆษณาทเวลฟ์ พลัส

เรื่องย่อภาพยนตร์โฆษณาทเวลฟ์ พลัส แป้งเย็น เอ็กซ์ตร้า คูลชุด "Cheer Leader" ความยาว 30 วินาที และ Cut-down 15 Sec. เขียนเมื่อ 26 มีนาคม 2550
เหตุการณ์เกิดขึ้นในสถานที่แห่งหนึ่ง ที่มีการจัดนัดพบแฟนคลับของศิลปินชื่อดังจากเกาหลี "ชีวอน ซูเปอร์จูเนียร์" ท่ามกลางกลุ่มสาวๆ แฟนคลับที่แน่นขนัดรอขอลายเซ็น ชีวอน อยู่นั่นเอง ก็มีกลุ่ม 3 สาวมั่น 12 Plus ที่พกพาความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม มุ่งมั่นทำในสิ่งที่เป็นจุดสนใจให้ได้ ทั้ง 3 สาวตกลงใจกันว่าจะใช้ความสามารถเฉพาะตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากศิลปินที่พวกเธอคลั่งไคล้ โดยใช้ความสามารถทางด้าน Cheer Leader ที่พวกเธอได้ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และแล้ว 2 สาวในกลุ่มก็ประสานมือกันเพื่อให้หัวหน้ากลุ่มต่อตัวเตรียมกระโดดเพื่อเรียกความสนใจจากชีวอน การกระโดดครั้งแรกเป็นไปด้วยดี "ชีวอน ชีวอน" เสียงร้องเรียกตะโกนลั่นจนศิลปินหนุ่มสุดหล่อหันมาสนใจ ในความพยายามของสาวมั่น 12 Plus แต่ว่าการกระโดดครั้งที่ 3 นี่ซิ เกิดผิดพลาดทางเทคนิค 2 สาวที่เป็นคนโยนเกิดใช้น้ำหนักแรงไปหน่อย ทำให้สาวหัวหน้าแก๊งค์ที่เป็นคนกระโดดเด้งไปไกลตกแถวๆ แนวกลุ่มแฟนคลับ ด้วยความที่ชีวอนนักร้องสุดหล่อสังเกตุเห็นแต่แรก จึงรีบกระโดดข้ามโต๊ะเข้าไปช่วยสาว 12 Plus ที่เคราะห์ร้ายอย่างห้าวหาญ (ประหนึ่งพระเอกหนังเกาหลี) พระเอกของเรารับสาว 12 Plus ที่กำลังจะหล่นลงมาได้พอดีและทันทีที่พระเอกของเราได้สัมผัสผิวของสาว 12 Plus ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นนุ่มของผิวสาวไทย ทำไมสาวไทยถึงมีผิวที่เย็นและนุ่มชุ่มชื่นขนาดนี้ อ๋อก็เพราะเธอใช้แป้งเย็น 12 Plus เอ็กซ์ตร้า คูล ผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ นี่เอง ที่ทำให้ชีวอนของเรารู้สึกได้ถึง "ความเย็นสุดขีด...ผิวนุ่มชุ่มชื่น"
ภาพยนตร์โฆษณา
บริษัท โอสถสภา จำกัด
ผลิตภัณฑ์ : ทเวลฟ์ พลัส แป้งเย็น เอ็กซ์ตร้า คูล
บริษัทตัวแทนโฆษณา : บริษัท สปา แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด
ชื่อภาพยนตร์โฆษณา : Cheer Leader
ความยาว : 30 วินาที / Cut-down 15 วินาที
ทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ : ประพัฒน์ ตราชู / Creative Director
สุทธิศักดิ์ ลีละยุทธโยธิน / Senior Copy Writer
วิภาต เลิศปัญญา / Art Director
ทีมบริหารงานลูกค้า : แอนดรู ชอย / Executive Client Service Director
นฤมล มหาคุณโชติ / Client Service Director
พิษณุ สีตบุตร / Account Director
ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา : Surussavadi Chuarchart (แหม่ม มาม่าบูล)
ทีมงานผลิตภาพยนตร์โฆษณา : Joy Luck Club Film House Co., Ltd.
ออกอากาศ : 21 มีนาคม – 18 พฤษภาคม 2550
Objective
เพื่อขยายฐานของกลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มขึ้น ช่วงอายุ 18-25 ปี
เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้าน Functional ตอบสนองผู้บริโภคที่ชื่นชอบความเย็น
เพื่อเน้นจุดขายใหม่ เป็นแป้งเย็น "ผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์" บำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื่น
Concept
I am what I am coz "I WANNA BE MYSELF"
12 Plus จะเป็นแรงบันดาลใจสนับสนุน ทุกความมั่นใจในแบบของตัวคุณ...ที่เป็นคุณ
กล้าทำในสิ่งที่แตกต่างและโดดเด่นจากสาวๆ ทั่วไป เพื่อแสดง Character
ของตัวเองที่มั่นใจออกมาอย่างชัดเจน

เนื่องด้วย ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐ เป็นวันพระราชสมภพ

เนื่องด้วย ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐ เป็นวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระผู้ทรงประทานความรัก ความเมตตา และเสียสละความสุขส่วนพระองค์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตพสนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า และยังถือเป็นวันแม่แห่งชาติ ซึ่งเป็นอีกวาระที่ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศจะได้มีโอกาสแสดงความกตัญญูต่อผู้เป็นแม่อีกวาระหนึ่งด้วย หลักการ และเหตุผล หลากหลายปัญหาในปัจจุบันเกิดจากความเสื่อมถอยทางด้านคุณธรรมจริยธรรม โลกเรากำลังพัฒนาด้วยความเจริญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แต่มันจะมีความหมายอะไรหากจิตใจยังขาดการพัฒนา ดังนั้นการส่งเสริมให้ครอบครัว ยึดมั่นในหลักศาสนา และปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนนั่นคือการปลูกฝั่งทัศนคติ และสร้างให้เกิดค่านิยม อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติต่อไป ด้วยการนี้ บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จึงนำเสนอคุณธรรม จริยธรรม “ความกตัญญู” ในรูปแบบสปอตประชาสัมพันธ์ทางสื่อโทรทัศน์ ซึ่งช่วยสร้างกระบวนความคิด ความรู้ ความเข้าใจต่อผู้ชม เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านพฤติกรรมที่ดีต่อไป วัตถุประสงค์ ๑. เพื่อส่งเสริม และปลูกฝังกระบวนการคิด ด้านความกตัญญูรู้คุณ ปลุกจิตสำนึกให้แก่ประชาชนทั่วไป ๒. เพื่อเทิดทูนพระคุณของแม่ และยกย่องบทบาทของแม่ที่มีต่อครอบครัว ๓. ส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความรัก ความเข้าใจในการดำรงชีวิตภายใต้หลักคุณธรรม ที่มาของแนวความคิด กว่าเราจะเติบใหญ่ ใครคือคนที่อยู่ข้างๆ ในทุกช่วงเวลาของชีวิต คนที่เป็นทุกสิ่ง และทำทุกอย่างโดยไม่เคยคาดหวัง อะไรคือแรงใจที่ทำให้ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่า “แม่” ทำได้เช่นนั้น ทั้งที่งานเลี้ยงคนเป็นเรื่องใหญ่ หรือหัวใจของคนอย่างแม่นั้นใหญ่เกินตัว “ความรักทำทุกอย่างให้เป็นไปได้” แนวทาง และอารมณ์ในการนำเสนอ มุ่งเน้นการนำเสนอที่จูงใจให้กลุ่มเป้าหมาย ตระหนักถึงความรัก และการเสียสละของแม่ ภายใต้โทนการนำเสนอที่อบอุ่น เนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณา นำเสนอภาพในความทรงจำในวันที่เยาว์วัยของลูก ที่ได้รับความรัก และการเอาใจใส่ดูแลจากแม่ ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีความสุข… “เป็นประสบการณ์ความอบอุ่น ที่ยังอบอวลอยู่ในความทรงจำของลูกๆ กระทั่งทุกวันนี้” ขอขอบคุณ พี่บอย โกสิยพงษ์ ที่มอบเพลงประกอบดีๆ “ที่แห่งนี้” Feat. Burin Boonvisutโดย Kunksanova Key Word “เพื่อลูก...แม่ทำได้ทุกอย่าง” “เพื่อแม่...ขอแค่เป็นลูกที่ดี” ออกอากาศ : 8 – 12 สิงหาคม 2550 ทีมงาน หน่วยงานลูกค้า : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม บริษัทเอเยนซี่ : บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ผู้อำนวยการผลิต : คุณอรุโณชา ภาณุพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์: คุณอิสระ จาละ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานลูกค้า: คุณกชแก้ว บูรณธนิต ฝ่ายบริหารงานลูกค้า : คุณอัญชนา คุณาธิโรจน์ ฝ่ายควบคุมการผลิต : คุณชัชวาล เชวงศักดิ์สงคราม ทีมกล้อง : บริษัท ตาโต จำกัด ถ่ายภาพ : คุณเมกา แสงพิทักษ์ ทีมแสง : สยามไลท์ ฟิล์ม เซอร์วิส จำกัด ลำดับภาพ : บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ดนตรีประกอบ : เพลงที่แห่งนี้ Feat. Burin Boonvisutโดย Kunksanova สังกัด LOVEis เสียงบรรยาย : คุณฐิติพัฒน์ กิตติภิญโญ ผู้ช่วยผู้กำกับ : คุณนวจุล บุญพรรคนาวิก ผู้กำกับ : คุณเบญญาภา บุญพรรคนาวิก ข้อมูลจาก คุณชัชวาล เชวงศักดิ์สงคราม

True Young Producer Award 2007


:: “True Young Producer Award 2007” :: โครงการประกวดภาพยนตร์โฆษณาเพื่อร่วมกันลดวิกฤติภาวะโลกร้อน“Global Warming”
บริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด(มหาชน) ร่วมกับ สมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย ด้วยความสนับสนุนของ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดโครงการประกวดภาพยนตร์โฆษณา เพื่อค้นหานักโฆษณารุ่นใหม่ที่สนใจในการทำภาพยนตร์โฆษณาโดยเชิญชวนนิสิต นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศร่วมส่งผลงานเข้าประกวดชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินทุนการศึกษาหลักการและเหตุผล เพื่อรณรงค์ให้คนในชาติหันมาตระหนักและเกิดความเข้าใจถึงปัญหาวิกฤติภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน(Global Warming) ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อปัจจุบันและอนาคต “ภาวะโลกร้อน” นับเป็นเรื่องที่ทุกคน ทุกส่วนต้องรับรู้และมีส่วนรับผิดชอบ เพราะปัญหาของอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น มิได้เป็นเรื่องไกลตัวและส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเท่านั้น แต่กลับส่งผลกระทบโดยตรงมายังมนุษย์หรือตัวเราเองปรากฏการณ์ที่ตามมาก็คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดฝนตกมากขึ้นในบริเวณใกล้ฝั่งทะเล แต่ในบริเวณตอนกลางทวีปมักจะยิ่งมีความแห้งแล้งมากขึ้น, สภาพภูมิอากาศของโลกในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าอดีตมาก และการเปลี่ยนแปลงนั้นผิดแผกแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เหล่านี้นับเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น รวมทั้งผลกระทบต่อเนื่องอื่นๆ อีกมากมาย และนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์1. เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนนิสิต – นักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้มีเวทีเพื่อแสดงความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ ในการผลิตภาพยนตร์โฆษณา ตลอดจนเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ต่อตนเอง ต่อครอบครัวต่อสังคมและประเทศชาติ 2. เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยตระหนักถึงพิษภัยของภาวะโลกร้อนที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม3. เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกัน ระหว่างสถาบันการศึกษาต่างๆ กับคณะกรรมการผู้จัดงานและองค์กรที่ให้การสนับสนุนโครงการ4. เพื่อเผยแพร่ผลงานของเยาวชนที่ชนะเลิศโครงการประกวดภาพยนตร์โฆษณาครั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ ให้กับประชาชนได้ช่วยกันลดการสร้างปัญหาทำให้โลกร้อนคุณสมบัติผู้สมัคร1) นิสิต – นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา และ หรือ เทียบเท่าจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดคณะ2) สมัครเข้าร่วมการประกวดเป็นทีม ๆ ละไม่เกิน 3 คน 3) ผู้สมัครของแต่ละทีมสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ไม่เกิน 1 ผลงานต่อทีม4) ผู้สมัครแต่ละทีมจะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษารับรอง ประเภทของการประกวดภาพยนตร์โฆษณา ภาพยนตร์โฆษณาโทรทัศน์เพื่อสร้างการรับรู้และรณรงค์ลดการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ความยาวไม่เกิน 60 วินาที ในหัวข้อ “Global Warming”หลักเกณฑ์การประกวด การคัดเลือกรอบที่ 1 1. ผู้สมัครของแต่ละทีมส่งใบสมัครพร้อมหลักฐานการศึกษา และผลงานโฆษณาต้นร่าง (Story Board) พร้อมด้วยข้อเขียนบทบรรยายของโฆษณาชุดดังกล่าวในหัวข้อ “Global Warming” โดยส่งมาที่ ฝ่ายสื่อสารองค์กร ชั้น 15 บริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด(มหาชน) เลขที่ 118/1 อาคาร ทิปโก้ ชั้น 15 ถ. พระรามหก แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400 ภายในวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2550 2. ผลงานโฆษณาต้นร่าง (Story Board) ที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นเนื้อเรื่องที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ และยังไม่เคย ส่งเข้าประกวดที่ใดมาก่อน โดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณาจากการนำเสนอแนวความคิด และเนื้อหาเป็น หลัก3. ผลงานโฆษณาต้นร่าง (Storyboard) เป็นภาพสีหรือขาวดำก็ได้ แต่จะต้องจัดทำบนกระดาษขนาด A 4 โดยใน 1 กระดาษ A 4 ให้มีภาพประกอบจำนวน 4 ภาพ (ให้ส่งผลงานโฆษณาต้นร่างไม่เกิน 5 แผ่น )4. ทีมที่ผ่านการคัดเลือกรอบที่ 1 (จำนวน 20 ทีม) จะได้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติ กระบวนการผลิตโฆษณา เป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 8 - 9 ตุลาคม 2550 เพื่อเรียนรู้ขั้นตอนและทักษะการทำภาพยนตร์โฆษณา จากวิทยากรมืออาชีพที่อยู่ในสายงาน ด้านต่างๆ ของวงการโฆษณา***ทีมผ่านเข้ารอบหรือนักศึกษาในทีม ที่ไม่สามารถร่วมสัมมนาได้ ต้องสละสิทธิ์ในการประกวด*** การคัดเลือกรอบที่ 2 - คัดเลือกจากการนำเสนอผลงานด้วยตัวเองให้คณะกรรมการพิจารณา ในวันอังคารที่ 9 ตุลาคม 2550 โดยจะคัดเลือกจาก 20 ทีม ให้เหลือเพียง 10 ทีม เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป- ทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 10 ทีม จะได้รับเงินทุนในการผลิตผลงาน ทีมละ 10,000 บาท โดยมีระยะเวลาผลิตผลงาน 34 วัน นับตั้งแต่วันพุธที่ 10 ตุลาคม ถึงวันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2550- ส่งผลงานสปอตโฆษณาในรูปแบบของเทป MINI DV/ DVD ในวันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2550 ที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร ชั้น 15 บริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด(มหาชน) เลขที่ 118/1 อาคาร ทิปโก้ ชั้น 15 ถ. พระรามหกแขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 (ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น.)
การคัดเลือกรอบชิงชนะเลิศ1. คณะกรรมการตัดสินผลงานรอบสุดท้ายใน วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2550 โดยมีคณะกรรมการจาก กลุ่มบริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ,สมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย, บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น, Gen X Academy และผู้ทรงคุณวุฒิจากวงการโฆษณา 2. คัดเลือกผลงานโฆษณาภาพยนตร์โฆษณา ในหัวข้อ “Global Warming” ความยาวไม่เกิน 60 วินาที จากผู้เข้ารอบ 10 ทีม สุดท้ายที่ส่งผลงานตามกำหนด3. ผู้เข้าประกวดจะต้องส่งเอกสารสรุปงบประมาณค่าใช้จ่ายในการผลิตโฆษณา ให้คณะกรรมการพิจารณา ภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นคณะกรรมการฯ จะถือว่าสละสิทธ์ และต้องคืนเงินให้กับคณะกรรมการฯ4. เพลงและภาพที่ใช้ประกอบภาพยนตร์โฆษณา ผู้เข้าประกวดจะต้องขอลิขสิทธิ์ให้ถูกต้องเพื่อ การประกวดโฆษณา5. ลิขสิทธิ์ของงานประกวดเป็นของคณะกรรมการฯ เพื่อนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อประโยชน์ในการ ประชาสัมพันธ์โครงการฯ หรือใช้ในโอกาสอื่นๆ 6. คำตัดสินของคณะกรรมการฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด7. ประกาศผลและมอบรางวัลวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2550
รางวัล และ ทุนการศึกษาของผู้เข้าประกวด1) รางวัลภาพยนตร์โฆษณายอดเยี่ยม - ถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร พร้อมประกาศนียบัตร - ทุนการศึกษา 30,000 บาท- รางวัลเรียนฟรีกับ Gen X Academy 1 คอร์ส สำหรับนักศึกษา 3 ท่าน (มูลค่าท่านละ 20,000 บาท)- รางวัลทัศนะศึกษาดูงานที่ Star Movies ฮ่องกง (สำหรับนักศึกษา 3 ท่านและอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่าน)2) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 - โล่เกียรติยศพร้อมประกาศนียบัตร - ทุนการศึกษา 20,000 บาท 3) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 - โล่เกียรติยศพร้อมประกาศนียบัตร - ทุนการศึกษา 15,000 บาท4) รางวัลป็อปปูล่า- โล่เกียรติยศพร้อมประกาศนียบัตร - ทุนการศึกษา 10,000 บาทรับใบสมัครได้ที่ - ฝ่ายกิจการนักศึกษาทุกสถาบัน, Gen X Academy- ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.truevisionswecare.com/th/downloadapplication/downloadapplication.aspx?type=0&langid=ส่งผลงานเข้าคัดเลือก ส่งใบสมัครพร้อมหลักฐานการศึกษา และผลงานโฆษณาต้นร่าง (Story Board) พร้อมด้วยข้อเขียนบทบรรยายของโฆษณาชุดดังกล่าว โดยส่งมาที่ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัททรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 118/1 อาคาร ทิปโก ชั้น 15 ถ. พระรามหก แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400 ปิดรับสมัครผลงาน 14 กันยายน 2550สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฝ่ายสื่อสารองค์กรบริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) โทร. 0-2615-9751 โทรสาร.0-2615-9119ดาวน์โหลด ใบสมัครและสตอรี่บอร์ด สตอรี่บอร์ด

BUBUS Marketing Plan Contest

การประกวดแผนการตลาด “BUBUS Marketing Plan Contest” ครั้งที่ 2 เรื่องการวางการตลาดผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของบริษัทยี่ห้อ Kolors เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องครัวสมัยใหม่ จัดโดย ภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ ร่วมกับบริษัทไทยสเตนเลสสตีล จำกัด
ทีม Rejoice#24 ประกอบด้วย นายยงยุทธ ศรีธนาอุทัยกร นางสาวเบญจมา นภามรกต นางสาวทัศนีย์ มงคลทรง นายพลวัต ทองศรีนุ่น นางสาวชนิดา แซ่เฮง นายภาคภูมิ พิรุณ นางสาวปรียา เรือนทองคำ นางสาวนภัสภรณ์ ตันสกุล นางสาวนิอร แก้วงาม และนางสาวสุภัจฉรี ทองประสิทธิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ ได้รับรางวัลชนะเลิศ เงินสด 20,000 บาท โล่ เกียรติบัตร และผลิตภัณฑ์จากบริษัท
ทีม Miracle ประกอบด้วย นายสุธา เลิศลักขณวงศ์ นายพงศกร ภัทรดิลก นายธีรวัฒน์ พรเพชรรัตนสิริ นายณัฐวุฒิ สันตินานาเลิศ นายนาวิน สุขแก้ว นางสาวศิวพร นิธิยานันท์ นางสาวกมลวรรณ ช่องงาม นางสาวปิยธิดา มัทวาธิ และนางสาวพัสตราภรณ์ ประกอบจิตต์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินสด 10,000 บาท โล่ เกียรติบัตร และผลิตภัณฑ์จากบริษัท
ทีมกลีบลำดวน ประกอบด้วย นางสาวฉัตรวรุณ สุทธิวงศ์ นางสาวปนิตา สุธาสถิตย์ชัย นายธีรศักดิ์ องค์วาณิชกุล นายศิริชัย เปมะกิติ นาย ณ พงศ์ ธรรมโชติ นายธีรวัช พันธุ นายวรชัย สุขวัฒนกูล นายมกรา หิรัญญโชค และนายภาณุพงศ์ คำประสิทธิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินสด 5,000 บาท โล่ เกียรติบัตร และผลิตภัณฑ์จากบริษัท
ทีม Great ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ วรพันธ์กิจ นายเตชทัต อัคราวนิช นายณัฏฐ์ ชัยสิริรุ่งเรือง นายนพดล อัศวสุนทรางกูร นายณัฐพนธ์ โชว์วสินสกุลวงศ์ นางสาวมณีรัตน์ สดุดีวิถีชัย นางสาวอรวรรณ อนกิจบำรุง นางสาวนิตยา พรหมการีย์กุล นางสาวพัชรินทร์ มะโนรมณ์ และนางสาวบุษราภรณ์ เรืองศรี ทีม Destiny ประกอบด้วย นายกิตติพงศ์ พยัตตานนท์ นายธนพงษ์ รารามนัส นายธนัญพล กิจศึกษา นายเอกพันธ์ ปกคำ นายอภิชัย ฉัตรากร นางสาวเวฬุริยา วงศ์วิทยกำจร นายณัฐพล วุฒิพิทยาปกรณ์ นางสาวคนึงนิจ ลิขิตวิบูลย์ลาภ นายธนวัฒน์ ธันยามาศรัตน์ และนางสาวสุธิดา บำเพ็ญเชาวน์ และทีม The Best ประกอบด้วย นางสาวณัฐชยา อาศิรเมธี นายพีรภัทร พิสิฐไพบูลย์ นายจิรวัฒน์ เพ็ญศิรินภา นางสาวภัทราดา คงเขียว นางสาวชุติมา ฤกษ์พาณิชชัย นางสาวธัญกัณณ์ ชัยติกุล นางสาวรุ่งนภา เทียนมณีแก้ว นายนรเศรษฐ์ ดอกจันทร์ นางสาวพรทิพย์ อรุณวิไลรัตน์ และนางสาวกิตญาณี วิษณุพรชนินทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ ได้รับรางวัลชมเชย เงินสด 2,000 บาท โล่ เกียรติบัตร และผลิตภัณฑ์จากบริษัท

การประกวดผลงานโฆษณาระดับอุดมศึกษา MADD Awards 2007 ภายใต้หัวข้อ “ATM 3 มิติ สำหรับคนมุมมองใหม่ที่ไม่จำเจ” จัดโดย คณะนิเทศศาสตร์ ทีม “Jibi-Jibi Hikaru” ประกอบด้วย นายชาญศักดิ์ ชิตเมธา และนายธนุส ไหลรุ่งเรือง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการจัดการการโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ และทีม “Twin” ประกอบด้วย นางสาววาสิตา เบญจเตชะ และนางสาวอังคณา ประชุมพวก นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการสร้างสรรค์งานโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ ได้รับรางวัล Silver Award พร้อมทุนการศึกษา 15,000 บาท โล่รางวัลและเกียรติบัตร จากผลงานชื่อ “3D in 2D” และ “Imagine” ตามลำดับ ทีม “HNONOOK” ประกอบด้วย นางสาวนีรนุช วิถีธนะวนิช และนางสาวนลิน แสงกิติโกมล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ ได้รับรางวัล Bronze Award พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาท โล่รางวัลและเกียรติบัตร จากผลงานชื่อ “Sex Appeal” โดยมีผลงานที่ส่งเข้าร่วมการประกวดกว่า 400 ทีมทั่วประเทศ
การประกวดออกแบบเว็บไซต์ “BU Web Contest 2006 ครั้งที่ 2” จัดโดย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายกิตติศักดิ์ คุณาฤทธิพล นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ ได้รับรางวัลชนะเลิศ พร้อมประกาศนียบัตร และ Apple iPOD Video 80 GB มูลค่า 14,500 บาท นายกฤษฎา ประดิษฐ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมประกาศนียบัตร และ Sony PSP Playstation Portable มูลค่า 12,500 บาท นางสาวปรีญาดา คุณกิตติอาภรณ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมประกาศนียบัตร และ Apple iPod Shuffle 1GB (2nd Generation) มูลค่า 3,500 บาท และนายธีรพงษ์ พิทักษ์สกุลรัตน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 พร้อมประกาศนียบัตร และ USB Flash Drive Kingston 1 GB มูลค่า 1,000 บาท

การแข่งขันโต้วาทีอุดมศึกษา ครั้งที่ 13 ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในหัวข้อ “สงครามรักทุกข์หนักกว่าสงครามโลก” จัดโดย กลุ่มอุดมศึกษาวาทศิลป์ ทีมโต้วาทีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประกอบด้วย นางสาวนริศรา แก้ววิไล นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาวารสารศาสตร์ นางสาวกนกวรรณ อัศวมั่นมงคล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการสร้างสรรค์งานโฆษณา นางสาวธนัชพร คุณารยกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาศิลปะการแสดง นางสาวกุลฤดี นุ่มทอง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ นายพงศ์พันธ์ หรรษาพันธ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการสร้างสรรค์งานโฆษณา และนางสาวภัทฑิยา โภคาพานิชย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมโล่และเกียรติบัตรจากผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 9 ทีม
การประกวดภาพถ่ายดิจิตอล หัวข้อ “นักกีฬาของเรา” ในโครงการ BU-EPSON Digital Photo Higher Learning Institute จัดโดย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับบริษัทเอปสัน ประเทศไทย จำกัด นายนันทสิทธิ์ สัตย์สิทดพงษ์ นักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ได้รับรางวัลชนะเลิศ เกียรติบัตรและเครื่อง Printer Epson รุ่น C67 จากภาพชื่อ “ปิดฉากรบ” และนางสาวปริศนา สมใจ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ เกียรติบัตรและเครื่อง Printer Epson รุ่น C67 จากภาพชื่อ “ยิ้มหลังเหนื่อย”
การประกวดทูตนิเทศศาสตร์ (BUCA Ambassador) รุ่นที่ 3 จัดโดย คณะนิเทศศาสตร์ นางสาวคณัสนันท์ เชี่ยววัฒกี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ นางสาวทศพร ว่องไวกลยุทธ์ นายชาญกิจ ตระกูลวิไล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวารสารศาสตร์สื่อสิ่งพิมพ์ นางสาวปณิตา ศรสงคราม นายเอกวิทย์ รัตนวงศาโรจน์ นายณัฐพล ขอย้ายกลาง นางสาวณัฐสิมา เพ็ญพันธุ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการจัดการการโฆษณา นางสาวปัญญาภรณ์ มีแสง นายพงศ์พันธุ์ หมุดคำ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และนางสาวขวัญชนก ชีวบัณฑิตย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการสร้างสรรค์งานโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นทูตนิเทศศาสตร์ รุ่นที่ 3

ฟันธงตอกย้ำภาพรวมตลาดโฆษณาปีนี้ทรงตัว

ลีโอ เบอร์เนทท์ ฟันธงตอกย้ำภาพรวมตลาดโฆษณาปีนี้ทรงตัว สมทบกูรูด้านโฆษณา ถึงแม้ตัวเลขครึ่งปีแรกขยับขึ้น 2% เชื่อส่งผลกระทบต่อผลงานโฆษณาไทยที่ส่งเข้าประกวด “Cannes Lions” ครั้งที่ 54 ประเทศฝรั่งเศส อาจวืดเป้ารับรางวัลน้อยกว่าปีที่ผ่านมา นางสาวอ่อนอุษา ลำเลียงพล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลีโอ เบอร์เนทท์ และอาร์ค เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากตัวเลขมูลค่าตลาดโฆษณาครึ่งปีแรกของปีนี้ที่พบว่า ตลาดรวมงบโฆษณามีอัตราการเติบโตขึ้นประมาณ 2% นั้น มองว่าการเติบโตที่เกิดขึ้นมาดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการเติบโตที่มาจากในส่วนของสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์เป็นหลัก ที่มีการขยายโรงหนังมากขึ้นในปีนี้และจากนี้ไป อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพรวมทั้งปีแล้ว คาดว่า ตลาดโฆษณาโดยรวมจะมีมูลค่า ประมาณ 90,000 ล้านบาท อยู่ในภาวะที่ค่อนข้างจะทรงตัวมากกว่า “ปีนี้มีปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นด้านบวกและลบเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในแง่บวกและลบต่อตลาดรวมโฆษณาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นช่วงครึ่งปีหลังนี้ที่อาจจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นที่อาจจะส่งผลให้การใช้งบคึกคักมากขึ้น แต่หากปลายปี พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยมีผลบังคับใช้ด้วยแล้ว คาดว่าน่าจะทำให้มูลค่ารวมของตลาดโฆษณาที่น่าจะดีขึ้น อาจจะกลับมาทรงตัว เพราะปกติปลายปีลูกค้าจะใช้สื่อเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสินค้าประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กว่า 1,000 ล้านบาท อาจจะลดลงถึง 60% หรือกว่า 600 ล้านบาท” อีกทั้งเชื่อว่า ปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อผลงานโฆษณาที่จะนำส่งเข้าประกวดภายในงาน “Cannes Lions” ครั้งที่ 54 ประเทศฝรั่งเศสนี้ด้วย โดยอาจจะมีผลงานส่งเข้าประกวดน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคาดการณ์กันว่าปีนี้ผลงานโฆษณาจากประเทศไทย อาจจะได้รับรางวัลน้อยกว่าปีที่ผ่านมาด้วย สำหรับผลงานโฆษณาของไทยที่คาดว่าน่าจะได้รับรางวัลในการประกวดครั้งนี้ ทางลีโอ เบอร์เนทท์ คาดว่าน่าจะมีอยู่ 8 ผลงาน จาก 6 เอเจนซี่ เช่น โฆษณาสินค้า สมูท อี สครับ, กรุงเทพ ประกันชีวิต และ กาแฟกระป๋อง แบล็กอัพ คอฟฟี่ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การประกวดผลงานโฆษณาระดับโลกครั้งที่ 54 ที่จะจัดขึ้น ณ ประเทศ ฝรั่งเศส ในวันที่ 23 มิ.ย. 2550 นี้ มีตัวแทนครีเอทีฟจากประเทศไทยได้รับเชิญเข้าร่วมตัดสินงานประกวดถึง 3 คน อาทิ เช่น นายต่อ สันติสิริ ,นายตรง ตันติเวชกุล โดย ทั้ง 3 คนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานโฆษณาของไทยที่เข้าประกวดครั้งนี้เช่นเดียวกันว่า ปีนี้ผลงานมีความโดดเด่นน้อยกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าน่าจะมีผลงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา นางสาวอ่อนอุษา กล่าวต่อถึงทิศทางการทำโฆษณาในปัจจุบันด้วยว่า จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้งานโฆษณารูปแบบเดิมๆอาจจะไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อีก โดยเฉพาะสื่อทีวี ช่วงไพร์มไทม์อาจจะไม่สำคัญอีกต่อไป เมื่อมองถึงกลุ่มเป้าหมายที่เริ่มมีเวลาในการดูโทรทัศน์แตกต่างกัน ดังนั้นการทำโฆษณาต่อไปนี้ ควรที่จะเน้นด้านการสื่อสารแบบผู้บริโภคมีส่วนร่วมหรือที่เรียกว่า Engagement Holistically มากขึ้น

โฆษณาเอาท์ดอร์ไทยยังอ่อน ชี้สเปเชียลเอฟเฟ็กต์ไม่เข้า

เผยผลงานมหกรรมโฆษณาภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 9 “เจ๊ ยูไนเต็ด” มาแรงโกยรางวัลใหญ่จากหนังโฆษณาโฟมล้างหน้าสมูทอี ชุดซีรีย์จุ๋ม ทั้งเดอะ เบสต์ ออฟ ฟิล์มควบด้วยรางวัลโกลด์ ด้าน บีบีดีโอ กรุงเทพฯเจ๋งสื่อสิ่งพิมพ์คว้า 3 รางวัลใหญ่จากสินค้าไฟฉายแม็กไลท์ วาย แอนด์ อาร์ชี้ปีนี้บอร์ดตัดสินเด็กขึ้นทำให้มุมมองเปลี่ยนตาม ด้าน “ตี๋ แม็ทชิ่ง” เผยงานคราฟท์ไทยส่งเข้าร่วมน้อยและไม่โดดเด่น มหกรรมโฆษณาภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือเอพีแอดเฟส ครั้งที่ 9 ประจำปี2549 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 9-11 มีนาคมที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “What’s Next” ซึ่งจะบอกถึงแนวโน้มทิศทางผลงานโฆษณาว่าจะไปในทิศทางใด โดยปีนี้มีผู้แทนจากเอเจนซีเข้าร่วมงานกว่า 400 แห่งจาก 34 เมือง หรือกว่า 1,400 คน ซึ่งถือว่าสูงกว่าปีก่อนถึง 30% ส่วนผลงานที่ส่งเข้าร่วมก็ไม่น้อยหน้าปีที่แล้ว 4,738 ชิ้น ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17% โดยปีนี้ประเทศที่ส่งผลงานเข้าประกวดมากที่สุด คือ อินเดีย มี 797 ชิ้นจาก 5เมือง รองลงมาเป็นไทยส่งผลงานเข้าประกวด 766 ชิ้น และอันดับ 3 เป็นสิงคโปร์ ส่วนผลงานภาพยนตร์โฆษณาของไทยที่ได้สร้างชื่อเสียงในเวทีแอดเฟสครั้งนี้ คือ “สมูทอี เบบี้ เฟช โฟม” ชุดThe Love Story (ซี่รีย์จุ๋ม) ได้รับรางวัลภาพยนตร์โฆษณาที่ดีที่สุด (The Best of Film) ควบด้วยรางวัลโกลด์ประเภทแคมเปญอีกหนึ่งรางวัล โดยรางวัลโกลด์ทั้งหมดที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้มี 6 รางวัล ไทยกวาดมาได้ 4 รางวัล ซึ่งอีก 3 รางวัลตกเป็นของครีเอทีฟ จูซ/จีวันในผลงานโฆษณากรุงเทพฯประกันภัย ชุดTwisterและ Tyre รวมทั้งรางวัลประเภทแคมเปญในชุด Robbery/Tyre/Twister อีกกลุ่มหนึ่งที่วงการโฆษณาให้ความสำคัญไม่แพ้ภาพยนตร์โฆษณา คือ สื่อสิ่งพิมพ์หรือพริ๊น แอดที่ไทยโกยรางวัลโกลด์ 3 รางวัลจากทั้งหมด 5 รางวัล โดยปีนี้บีบีดีโอ กรุงเทพฯ สามารถกวาด 3 รางวัลใหญ่ได้จากสินค้า Maglite ในแคมเปญชุด A go go bar, Streetralker และ XXX Cinema คว้ารางวัลเดอะ เบสต์ ออฟ พริ๊นและโกลด์ นอกจากนี้ผลงาน XXX Cinema ยังได้รางวัลโกลด์มาครองด้วยอีกรางวัลประเภทเดี่ยว และจีวันคว้ารางวัลโกลด์ไป 1 รางวัลจากสินค้า Minery ชุดฟุต แคร์ เจ๊ ยูไนเต็ดมาแรงโกยรางวัลใหญ่หนังโฆษณา นางสาวจุรีพร ไทยดำรงค์ ประธานบริษัท เจ๊ ยูไนเต็ด จำกัดและหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินผลงานสื่อกลางแจ้ง(Outdoor) เปิดเผยถึงภาพรวมของงานแอดเฟสครั้งนี้ว่า ปีนี้ผลงานเอาท์เดอร์หรือสื่อกลางแจ้งของไทยยังสู้ชาติอื่นอย่างมาเลเซียและญี่ปุ่นไม่ได้ เนื่องจากไทยจะให้ความสำคัญกับสื่อภาพยนตร์โฆษณา(TVC) มากกว่า ซึ่งปีนี้มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและผลงานที่ได้รับรางวัลโกลด์( Gold) ก็มีไม่มากโดยมีประมาณ 6 รางวัล ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์หรือพริ๊นแอดของไทยปีนี้มองว่าใช้ได้ แต่ยังสู้ปีที่แล้วที่มีแคมเปญแรงและมีความโดดเด่นกว่า ในส่วนของบริษัทเจ๊ฯปีนี้ส่งผลงานภาพยนตร์โฆษณาเข้าประกวด 16 เรื่อง และได้รางวัลใหญ่ 2 รางวัล ได้แก่ สมูทอี ที่มีตัวละครชื่อจุ๋มเป็นตัวเดินเรื่องได้รับรางวัลภาพยนตร์โฆษณาที่ดีที่สุด (The Best of Film) และรางวัลโกลด์ ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์และกลางแจ้งปีนี้บริษัทฯไม่ได้ส่งเข้าประกวด ทั้งนี้บริษัทฯเปิดดำเนินการมาตั้งแต่เดือนพฤษาคม 2548 โดยยอดรายได้ของบริษัทฯเป็นไปตามเป้าที่วางไว้หรือประมาณ 150 ล้านบาท ปีนี้บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายจะโตขึ้น เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างในบริษัทฯใหม่ในด้านต่างๆ เช่น เพิ่มบุคลากรและลูกค้าใหม่ที่คาดว่าจะมีเพิ่มอีก 5-6 แบรนด์ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทฯมีกว่า 10 แบรนด์ อาทิ ยาสีฟันเดนทิสเต้, สมูทอี โกลด์ หลอดไฟซิลวาเนีย, สสส. และดีเอชซี เป็นต้น Y & R ชี้ปีนี้บอร์ดเด็กขึ้นมุมมองเปลี่ยนตาม นายตรง ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท วาย แอนด์ อาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ผลงานโดยรวมปีนี้ยังมองว่าน่าตื่นเต้นและน่าสนใจ โดยในตัวชิ้นงานปีนี้มีประเด็นในการนำเสนอขายไอเดียแต่จะคล้ายๆปีที่แล้ว ส่วนวิธีการถ่ายทำและการเล่าเรื่องยังน่าสนใจอยู่และมีความใหม่อยู่เสมอ ส่วนตัวคณะกรรมการตัดสินปีนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนหนุ่มสาวมากขึ้นกว่าทุกปี จึงทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในแง่การคอมเมนต์ผลงานที่ได้รับรางวัล “ปีนี้ผลงานภาพยนตร์โฆษณาของไทยมองว่าคล้ายกับเมื่อ 2 ปีก่อนที่เราเจอทางแล้ว โดยผลงานที่โดดเด่นเห็นจะเป็นกรุงเทพประกันภัยที่ดูใหม่ ส่วนพริ๊นแอดปีนี้โปรดักส์ชั่นโดดเด่นและวิธีการถ่ายทำดี ขณะที่นิว มีเดียที่เมื่อ 1-2 ปีที่แล้วพีคมาก แต่ปีนี้ยังไม่เห็นแรงเท่า ในส่วนของวาย แอนด์ อาร์ปีนี้ส่งผลงานเข้าประกวด 2-3 งานและมีได้ไฟนอลลิสต์” แม็ทชิ่งเผยงานคราฟท์ไทยยังอ่อน นายสมชาย ชีวสุทธานนท์ กรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท แม็ทชิ่ง สตูดิโอ จำกัด (มหาชน) และหนึ่งในคณะกรรมการผลิตชิ้นงานโฆษณา(Film Craft) เปิดเผยว่า ผลงานการผลิตชิ้นงานโฆษณาของไทยในปีนี้มองว่ามีความโดดเด่นของตัวชิ้นงานโฆษณาน้อย ส่วนหนึ่งมาจากชิ้นงานที่ส่งเข้ามาประกวดมีน้อยกว่าปีที่แล้ว อีกทั้งเวทีแอดเฟสเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ชิ้นงานคราฟท์จากต่างประเทศส่งเข้ามาเพิ่มหรือกว่า 130 ชิ้นงาน โดยเท่าที่ดูภาพรวมของผลงานพบว่ามาตรฐานการผลิตชิ้นงานโฆษณาสูงขึ้น “จากการร่วมตัดสินงานคราฟท์ในปีนี้มองเห็นถึงความละเอียดอ่อนในวิธีการนำเสนอ และมุมมองที่พัฒนาขึ้น สามารถใช้เทคนิคในการผลิตชิ้นงานโฆษณามาช่วยส่งเสริมให้งานโฆษณามีความน่าสนใจมากขึ้น” ในส่วนของผลงานไทยที่ส่งเข้าประกวดในปีนี้ยังมีน้อย โดยไทยส่งผลงานในส่วนของสเปเชียล เอฟเฟกต์ และ กราฟฟิคเข้าประกวด ซึ่งผลงานยังไม่เข้าตามากนัก ส่วนงานตัดต่อและกำกับภาพยนตร์โฆษณาไม่มีผู้ส่งเข้าประกวด

ครีเอทีฟ จูซ จีวัน ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เอเยนซีไทย

'ครีเอทีฟ จูซ\จีวัน' ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เอเยนซีไทย
ที่ผ่านมากำเนิดบริษัทแอดเวอร์ไทซิ่ง เอเยนซี หรือเอเยนซีโฆษณา ในบ้านเรา มักเป็นบริษัทที่เปิดจากการขยายสาขา เพิ่มเน็ตเวิร์คจากเอเยนซี่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์, แมคแคน อิริคสัน, ทีบีดับลิวเอ, วายแอนด์อาร์ แต่สำหรับบริษัท ครีเอทีฟ จูซจีวัน ถือเป็นผู้พลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเอเยนซีไทย เพราะครีเอทีฟ จูซจีวัน ถือเป็นเอเยนซีโฆษณาที่กำเนิดในประเทศไทย และขณะนี้ได้ขยายเน็ตเวิร์คไปยังฟิลิปปินส์แล้วเป็นสาขาแรก "ฐานเศรษฐกิจ" จึงได้พูดคุยกับ "วิทวัส ชัยปาณี" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ครีเอทีฟ จูซจีวัน ถึงสาเหตุและความพร้อมในการที่ ครีเอทีฟ จูซจีวัน ในเมืองไทย กำลังจะกลายเป็น Head Office ของครีเอทีฟ จูซจีวัน ทั่วโลก
เอเยนซีอันดับ 1 ของประเทศ
นับจากวันที่ครีเอทีฟ จูซจีวัน เปิดให้บริการเมื่อปี 2545 ด้วยเวลาเพียง 3 ปี ชื่อเสียงของเอเยนซีโฆษณาบริษัทนี้ ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จากผลงานโฆษณา ที่สร้างทั้งชื่อเสียง และยอดขายให้กับเจ้าของสินค้า และงานโฆษณาของครีเอทีฟ จูซจีวัน ยังเป็นงานที่คว้ารางวัลจากการประกวดงานโฆษณาระดับโลกอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2548 นิตยสาร SHOTS GrandPrix จัดให้ครีเอทีฟ จูซ จีวัน เป็นเอเยนซี่อันดับ 7 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและประเทศไทย จากการส่งผลงานเข้าประกวดจนได้รับรางวัลในเวทีระดับโลกหลายเวที
"วิทวัส" บอกว่า ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่งานโฆษณาของบริษัทได้คว้ารางวัลจากเวทีหลักๆ อาทิ งานประกวดโฆษณา Clio Awards ที่สหรัฐอเมริกา และ Cannes Lion ที่ประเทศฝรั่งเศส จากผลงานโฆษณาโทรทัศน์ของ กรุงเทพประกันภัย ชุด ปล้น, ล้อหลุด และพายุหมุน ซึ่งได้รับรางวัล Gold ทั้ง 2 เวที รวมทั้งงานโฆษณาพริ้นแอด กางเกงยีนส์แรงเล่อร์ และโฆษณา Minery Footcare-Baby โดยงานโฆษณาที่ได้รางวัลอย่างกรุงทพประกันภัย ไม่ใช่งานที่บริษัททำขึ้นมาเพื่อให้ได้รางวัลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นงานที่สามารถสร้างแบรนด์และสร้างรายได้ให้กับกรุงเทพประกันภัยอย่างชัดเจน โดยกรุงเทพประกันภัย กลายเป็นแบรนด์ที่คนรู้จักจากเดิมที่เคยอยู่อันดับ 9 ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในปัจจุบัน และยังทำให้ยอดขายเติบโตจากเดิม 8% มาเป็น 13% นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดประกันภัยมากขึ้น ทำให้แบรนด์อื่นๆ เริ่มลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์ผ่านภาพยนตร์โฆษณามากขึ้นด้วย
จากการนำผลงานของบริษัทเข้าประกวดทุกปี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ครีเอทีฟ จูซจีวัน ต้องการสร้างผลงานเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทเพียงอย่างเดียวหรือไม่นั้น เรื่องนี้ผู้บริหารของครีเอทีฟ จูซจีวัน ชี้แจงว่า การสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทด้วยผลงานที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับ ถือเป็นผลดีที่ทำให้บริษัทได้รับการคัดเลือกในอันดับต้นๆ ของลูกค้าที่ต้องการเลือกใช้บริการจากเอเยนซีโฆษณา
ส่วนผลพลอยได้อีกประการหนึ่ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของบริษัท และการเป็นที่ยอมรับของบริษัทแม่ ซึ่งครีเอทีฟ จูซจีวัน เป็นบริษัทที่ร่วมทุนกับ บริษัท ทีบีดับบลิวเอ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือออมนิคอม กรุ๊ป จนเป็นที่มาของการพัฒนาให้ครีเอทีฟ จูซจีวัน เป็นเครือข่ายที่ 2 ในเอเยนซีโฆษณา ต่อจากทีบีดับบลิวเอ ที่จะขยายออกไปทั่วโลก โดยเริ่มต้นจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งเริ่มจากฟิลิปปินส์ก่อนเป็นประเทศแรก โดยเปิดทำการครีเอทีฟ จูซจีวัน มาแล้วตั้งแต่ มีนาคมที่ผ่านมา และยังมีแผนที่จะขยายต่อไปยังเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย
สำหรับครีเอทีฟ จูซจีวัน ในประเทศต่างๆ จะใช้ Tool ในการบริหารงานเดียวกับในประะเทศ โดยผู้บริหารตั้งแต่วิทวัส, ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ และพงษ์สุรีย์ กรรมการบริหาร เดินทางไปให้ข้อมูลเกี่ยวเครื่องมือในการบริหารแบรนด์ให้กับลูกค้า
คั้นเครื่องมือการทำงานและความคิด
ที่ผ่านมา ผลงานหลายๆ ชิ้นของครีเอทีฟ จูซจีวัน ได้รับการกล่าวขวัญถึง ซึ่งทั้งหมดเป็นผลมาจากการกลั่นความคิด และการสร้างเครื่องมือในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เครื่องมือชิ้นแรกในการสร้างแบรนด์และสร้างรายได้ให้กับลูกค้า คือ 4-ดี แพลนนิ่ง สำหรับปีนี้ เพื่อรักษาความเข้มในการทำงาน ครีเอทีฟ จูซจีวัน ได้คิดและออกแบบเครื่องมือตัวใหม่ ชื่อ สควีซ (Squeeze) ซึ่งเป็นการกลั้น คั้น และกรอง ความคิด ตั้งแต่วัตถุประสงค์ในการในการทำงานโฆษณา เนื่องจากจุดประสงค์บางอย่างไม่สามารถสร้างเป็นงานโฆษณาได้
ส่วนไอเดีย จะมีการกรอกเอาไอเดียที่เวิร์คที่สุด สร้างผลประโยชน์ทางการตลาดใหัมากที่สุด เกิด Impact สูงสุดทั้งยอดขาย และการสร้างแบรนด์ให้กับลูกค้า รวมทั้งไอเดียที่ได้มา ต้องเป็นไอเดียที่มีความลึกทาง Consumer Insight โดยจะคั้นให้เหลือไอเดียที่เข้มข้นที่สุด
"เนื่องจากเป้าหมายหลักของเราคือการสร้างยอดขายและสร้างแบรนด์ให้กับลูกค้า เพิ่มประสิทธิผลทางการตลาดสูงสุดกับแบรนด์ของสินค้า ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 100% ดังนั้นลูกค้าที่เห็นผลทางการตลาดตรงนี้ จึงอยู่กับเราไม่ขยับไปไหน" นายวิทวัสกล่าว
สำหรับปัจจุบัน ครีเอทีฟ จูซจีวัน มีลูกค้าอยู่ประมาณ 45 ราย โดยเพิ่งรับลูกค้าใหม่อีก 5-6 รายตั้งแต่ต้นปี ได้แก่ ปูนซีเมนต์ไทย ในเครือผลิตภัณฑ์กระดาษ กรุงเทพประกันชีวิต ธนาคารทหารไทย ประชาชาติธุรกิจ น้ำผลไม้มาลี และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน โดยลูกค้าจะใช้บริการ ทั้งการสร้างงานโฆษณา การเป็นที่ปรึกษาให้กับแบรนด์ และบางรายจะใช้บริการทั้ง 2 ด้าน ซึ่งในส่วนของการเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้กับแบรนด์ มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 60% ของรายได้ทั้งหมด และตั้งเป้าว่าในปีนี้จะสามารถเพิ่มรายได้ทั้งจากลูกคค้าใหม่ ที่จะรับเพิ่มได้อีก 2-3 รายในปีนี้ รวมทั้งการใช้เงินของลูกค้าเดิมอีกประมาณ 15% ครีเอทีฟจูซจีวันครึ่งปีหลังไม่กระทบ
จากภาพรวมของเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้มองว่าอุตสาหกรรมโฆษณาจะเป็นธุรกิจที่ได้ รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ในส่วนของครีเอทีฟ จูซจีวันนั้น ในครึ่งปีหลังคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะที่ผ่านมา ลูกค้ายังคงใช้งบการตลาดกันเป็นปกติ เพียงแต่ปีหน้าซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจะทรุดตัวมากกว่านี้ ซึ่งบริษัทได้เตรียมพร้อมที่จะรองรับภาวะดังกล่าวแล้ว ด้วยการสร้างงานที่ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
ส่วนกลุ่มธุรกิจที่มองว่าเริ่มมีปัญหาแล้วขณะนี้ คือ กลุ่มเรียลเอสเตท และในปีหน้ากลุ่มธุรกิจรถยนต์เป็นอีกกลุ่มที่น่าเป็นห่วง รวมทั้งสินค้าฟุ่มเฟือยทั้งหลาย ส่วนธุรกิจโทรศัพท์มือถือยังเป็นธุรกิจที่ใช้เงินต่อเนื่อง ทุกค่ายยังคงมองที่จะหาแคมเปญมาสร้างยอดขาย และเพิ่มฐานสมาชิกต่อไป

เจาะถึงเบื้องลึกในใจคณะกรรมการตัดสินรางวัลงาน Spikes 07



เจาะถึงเบื้องลึกในใจคณะกรรมการตัดสินรางวัลงาน Spikes 07 Asia Pacific (25-27 เม.ย. ณ บาหลี)

Spikes คือ งานมอบรางวัลสุดยอดผลงานโฆษณาอันทรงเกียรติสูงสุดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยงานนี้กำลังจะมีขึ้นอีกครั้ง ณ เกาะบาหลีระหว่างวันที่ 25 – 27 เมษายน 2007 พร้อมๆ กับที่บุคลากรคนสำคัญจากเอเยนซีโฆษณาทั้งหลาย อาทิ ผู้อำนวยการฝ่ายครีเอทีฟ ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสูงสุดและประธานบริษัทจากทั่วทั้งภูมิภาคจะเดินทางมาร่วมงานกันแน่นอน

ตลอดทั้งสามวันของเทศกาลมอบรางวัลด้านโฆษณาครั้งใหญ่นี้จะมอบโอกาสให้มืออาชีพระดับอาวุโสจากวงการโฆษณาและการบริหารงานเอเยนซีได้มารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่ผลงานดีเลิศจากสื่อประเภทต่างๆ ได้แก่ อินเตอร์เน็ต โทรทัศน์ วิทยุและสื่อกลางแจ้ง โดยงานนี้จะมีแต่คนในวงการเท่านั้นที่ได้มาเข้าร่วม นอกจากนี้ งาน Spikes ยังจัดให้มีการสัมมนาด้านครีเอทีฟโดยมีครีเอทีฟมือทองระดับโลกเป็นวิทยากร พร้อมทั้งยังมีนิทรรศการผลงานที่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้าย รวมถึงพิธีมอบรางวัลสุดยอดผลงานโฆษณาเอเชียครั้งที่ 21 ตลอดจนโอกาสในการสังสรรค์สร้างเครือข่ายมากมาย

งาน Spikes จะเปิดตัวด้วยงานเลี้ยงค็อกเทลยามค่ำคืนบริเวณกลางแจ้งของโรงแรมริทซ์คาร์ลตันเพื่อให้ผู้ร่วมงานทุกท่านได้มีโอกาสพบปะกับคณะกรรมการผู้ตัดสินรางวัลและผู้ร่วมงานท่านอื่นๆ โดยมีมหาสมุทรอินเดียเป็นฉากหลังอันงดงาม เมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดลง ผู้ร่วมงานยังสามารถไปชมผลงานที่เข้าสู่รอบสุดท้ายได้ด้วย

ในวันที่ 2 งานสัมมนาประจำงาน Spikes จะเริ่มขึ้นเพื่อปลุกกระตุ้นทั้งปณิธานและแรงบันดาลใจ ตลอดระยะเวลา 1 วันครึ่งของงานสัมมนา ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบวิทยากรที่คัดสรรมาแล้วเป็นพิเศษจนมั่นใจได้ว่าสัมมนาครั้งนี้มีสาระประโยชน์เข้มข้น หน้าที่วิทยากรจะเป็นของครีเอทีฟชั้นนำระดับโลกที่จะมาทำหน้าที่แสดงผลงานโฆษณาระดับสุดยอดจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลกให้ชม พร้อมทั้งอธิบายให้เห็นด้วยว่าผลงานดังกล่าวดีเลิศอย่างไร หลังจากงานสัมมนาในวันแรกสิ้นสุดลง พิธีมอบรางวัลให้แก่ผลงานโฆษณาดีเด่นในย่านเอเชียแปซิฟิกจะมีขึ้น ณ Ku De Ta ซึ่งงานดังกล่าวถือเป็นงานฉลองใหญ่สำหรับผลงานโฆษณาชิ้นเยี่ยมประจำภูมิภาค

ในวันที่สามของงาน Spikes งานสัมมนาจะดำเนินต่อแต่เปลี่ยนมาให้คณะกรรมการตัดสินรางวัลเป็นผู้อภิปรายแทนเพื่อให้ผู้ร่วมงานสามารถซักถามได้เต็มที่ว่าทำไมผลงานที่ได้รางวัลไปครองจึงชนะใจกรรมการ เรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองให้ผู้ร่วมงาน Spikes ได้พูดคุยกับกรรมการและค้นพบว่าความลับของงานโฆษณาที่ยิ่งใหญ่นั้นอยู่ที่ใด

Cannes Lions คือเทศกาลที่มีขึ้นเป็นประจำปีทุกปี


Cannes Lions คือเทศกาลที่มีขึ้นเป็นประจำปีทุกปี ณ Palais des Festivals กลางเมืองคานส์โดยมีคนจากในวงการทั่วโลกมาร่วมงานเพื่อเรียนรู้สารพัดโอกาสการตลาดดิจิตอลที่แสนหลากหลายให้มากยิ่งขึ้นจะได้ช่วยส่งเสริมตราสินค้าต่าง ๆ ต่อไป ทั้งนี้ เทศกาลดังกล่าวถือได้ว่าเป็นงานรวมพลมืออาชีพด้านการตลาดและโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึง การแจกรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับงานโฆษณาที่มากที่สุดด้วยเช่นกัน ในแต่ละปี เทศกาลนี้มีผู้เข้าร่วมงานจากวงการโฆษณาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากถึงราว 8,000 คน โดยพวกเขาไม่เพียงมาเป็นเกียรติร่วมฉลองให้แก่บุคลากรระดับสุดยอดของวงการครีเอทีฟจากสื่อหลัก ๆ ทุกประเภทเท่านั้น หากแต่ยังมาเพื่อร่วมพูดคุยถึงประเด็นต่าง ๆ ในวงการและสร้างเครือข่ายกับเพื่อนร่วมวงการด้วย นอกจากนี้แล้ว เทศกาลนี้ยังมีผลงานโฆษณามากถึง 18,000 ชิ้นจากทั่วโลกมาจัดแสดง แถมด้วยการจัดงานสัมมนาเด่น ๆ ที่คนดังจากในวงการจะขึ้นร่วมเวที ในส่วนของรางวัลนั้น บริษัทที่ชนะเลิศด้วยผลงานโฆษณาดีเด่นไม่ว่าจะจากหมวดโทรทัศน์ / โรงภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ สื่อนอกสถานที่และโฆษณาออนไลน์ รวมถึงโซลูชั่นดีเด่นด้านสื่อและการขายตรงแห่งปีจะได้รับรางวัล Lion Award อันทรงเกียรติ

รางวัล Cyber Lions ถือเป็นเกียรติแก่ความเป็นเลิศด้านงานครีเอทีฟและช่วยส่งเสริมสถานะของโฆษณาออนไลน์ในฐานะส่วนผสมของสื่อโฆษณา ซึ่งในเทศกาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารดิจิตอลจากทั่วโลกจะมีโอกาสได้นำเสนอผลงานดี ๆ เด่น ๆ ของพวกเขาให้กลุ่มผู้รับสารที่ล้วนแล้วแต่เป็นคนสำคัญในวงการโฆษณาจากทั่วทุกมุมโลกฟัง

ปีนี้ถือเป็นปีที่ 7 แล้วที่ไมโครซอฟท์จะเป็นสปอนเซอร์รางวัล Cyber Lions Awards อย่างต่อเนื่องสำหรับเทศกาลงานโฆษณานานาชาติคานส์ 2007

หากต้องการลงทะเบียนเป็นผู้แทนจาก Microsoft Digital Advertising Solutions กรุณาติดต่อตัวแทนการตลาดการค้าประจำฟื้นที่และลงทะเบียนให้เรียบร้อยภายใน วันศุกร์ที่ 27 เม.ย. หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน

เปิดวิชั่น นายใหม่บีบีดีโอ 'สงกรานต์ เศรษฐสมภพ'

เปิดวิชั่น นายใหม่บีบีดีโอ 'สงกรานต์ เศรษฐสมภพ'
แกะรอยสูตรเคลื่อนพล บีบีดีโอ กรุงเทพ ปี 2007 ภายใต้นายคนใหม่ 'สงกรานต์ เศรษฐสมภพ' เดินหน้าทำ 3 แกนหลัก คน-ผลงาน-รายได้ มั่นใจเติบโตแน่ หลังปีนี้แววพลาดเป้า
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นกับ บีบีดีโอ กรุงเทพ ภายหลังจากนายใหญ่ เดชา ตั้งปณิธานสุข ประกาศลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ โดยจะมีผลตั้งแต่ 31 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป หลังจากร่วมงานกับบีบีดีโอมานานถึง 8 ปี
สงกรานต์ เศรษฐสมภพ เอเยนซีเลือดใหม่มาแรงจาก ครีเอทีฟ จูซ \ จีวัน คือตัวแทนที่ เดชา พร้อมกับ สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ นายใหญ่ทางฝั่งครีเอทีฟ เลือกให้เข้ามาทำงานที่บีบีดีโอ
16 ตุลาคม 2549 คือ วันประวัติศาสตร์ในการเริ่มต้นเข้าทำงานใน ตำแหน่ง "กรรมการผู้จัดการ" บีบีดีโอ ของ สงกรานต์ ระหว่างที่เดชา ยังนั่งบนเก้าอี้ซีอีโอจนถึงสิ้นปีนี้ ก่อนที่จะส่งต่ออย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 มกราคมปีหน้าเป็นต้นไป
"ระหว่างนี้ เป็นช่วงผ่องถ่ายงานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ให้คุณสงกรานต์ค่อยๆ เรียนรู้ ก่อนที่จะต้องรับงานทั้งหมดไปในต้นปีหน้า" เดชา กล่าว
ในฐานะที่เป็นผู้ปลุกปั้นและสร้างบีบีดีโอขึ้นมาจนเป็นเอเยนซีติดอันดับได้อย่างวันนี้ เมื่อเดชา ประกาศลาออก แน่นอนว่าเรื่องแรกที่ต้องคำนึงถึง ก็คือเรื่องความเชื่อมั่นของพนักงาน ดังนั้นในวันแรกของการเข้ามาของสงกรานต์ นอกจากการแนะนำตัวกับพนักงาน ยังต้องอธิบายถึงวิสัยทัศน์ที่สงกรานต์วาดไว้กับบีบีดีโอด้วย
"สำหรับปีหน้า แผนงานหลักๆ ที่วางเป็นแนวทางการทำงานของบีบีดีโอ คือ จะเน้นใน 3 แกน ด้วยกัน ได้แก่ เรื่องคน คุณภาพของงาน และ การเจริญเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งทั้งสามส่วนนี้ จะต้องเดินไปพร้อมๆกัน ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกับพนักงานเป็นที่เรียบร้อยแล้วในประเด็นดังกล่าว อย่างน้อยก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน" สงกรานต์กล่าว
และแน่นอนว่า นอกเหนือจากการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานในองค์กรแล้ว ในส่วนของลูกค้าก็สำคัญมาก ซึ่งในช่วง 2 เดือนเศษก่อนที่จะส่งต่อเก้าอี้กันอย่างเป็นทางการนั้น เดชา บอกว่าจะต้องมีการพาสงกรานต์ไปแนะนำตัวกับลูกค้ารายสำคัญของบีบีดีโอ ให้รับทราบถึงการเปลี่ยนแปลง เพื่อค่อยๆ สร้างความเคยชินให้ลูกค้าโดยเฉพาะที่อยู่มานาน คุ้นเคยกับผู้บริหารคนใหม่
เดชา ตั้งปณิธานสุข เตรียมทิ้งเก้าอี้ซีอีโอ เอเยนซีหัวใสบีบีดีโอ กรุงเทพ พร้อมดึง สงกรานต์ เศรษฐสมภพ จากจีวันขึ้นแทน มั่นใจเข้าขากับสุทธิศักดิ์ เฮดใหญ่ฝ่ายครีเอทีฟอย่างดี
ทั้งนี้ เดชา ได้เล่าถึงช่วงระหว่างการคัดเลือกซีอีโอคนใหม่ ว่าโจทย์แรกที่ให้ความสำคัญคือ ผู้บริหารคนใหม่ จะต้องสามารถทำงานร่วมกันกับสุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ ได้อย่างเข้าขา เพราะอย่างที่ทราบกันว่าธุรกิจขายไอเดียเอเยนซี ให้ความสำคัญกับทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์เป็นอันมาก ดังนั้น ผู้บริหารที่จะมาใหม่ จะต้องเข้าใจธรรมชาติของงานครีเอทีฟ และสามารถทำงานเข้าขากันกับ สุทธิศักดิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสร้างสรรค์ ได้อย่างดีด้วย
ซึ่งสำหรับสงกรานต์นั้น เคยร่วมงานกับทั้งเดชา และสุทธิศักดิ์ มาแล้วสมัยอยู่ที่รีซัลท์ แอดเวอร์ไทซิ่ง และ โอกลิวี่ แอนด์ เมเธอร์ จึงเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไรเพราะรู้ทางกันดี โดยเดชา และ สุทธิศักดิ์ ได้ร่วมกันตัดสินใจเลือกให้สงกรานต์มารับตำแหน่งนี้เอง
"สาเหตุที่มั่นใจในคุณสงกรานต์ ก็เนื่องจากทราบสไตล์การทำงานอย่างดี รู้ว่าคุณสงกรานต์ให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานอย่างมาก เป็นคนมีความสามารถและคร่ำหวอดอยู่ในวงการเอเยนซีมากว่า 20 ปี และที่สำคัญ คือ เป็นคนที่มีแพชชั่นในงานครีเอทีฟที่ดี ซึ่งเป็นข้อสำคัญของบีบีดีโอ"
เพราะเป้าหมายที่บีบีดีโอ เวิลด์ไวด์ กำหนดไว้ คือ "The Work,The Work,The Work" ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับผลงานสร้างสรรค์มาเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยความเชื่อว่า เมื่อผลงานดี เอเยนซีก็มีชื่อเสียง คนเก่งๆ ก็อยากมาร่วมงานด้วย และลูกค้าก็มีความมั่นใจ สุดท้ายเรื่องเงินก็จะตามมาเองนั้น แต่สำหรับในปีนี้ แม้ว่าบีบีดีโอ ยังคงรักษาตำแหน่ง First Creative Agency ของไทยและของเอเชีย เอาไว้ได้ แต่ในเรื่องรายได้กลับทำท่าว่าจะพลาดเป้า
โดยเดชา บอกว่าช่วง 9 เดือนที่ผ่านมารายได้พลาดเป้าไปเล็กน้อย หลักๆ เป็นผลกระทบจากความไม่มั่นใจในสภาพเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งลูกค้าตัดงบโฆษณาลง และยิ่งบวกกับนโยบายแอดโฆษณาเหล้า ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ภายในปีนี้นั้น จะยิ่งส่งผลกระทบกับรายได้ช่วงปลายปี ซึ่งเป็นไฮซีซันของอุตสาหกรรมนี้ โดยบีบีดีโอ เองก็ถือลูกค้ากลุ่มนี้อยู่รายหนึ่งคือ ชีวาส รีกัล
"แม้ว่าชีวาส จะไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องโฆษณามากอยู่แล้ว แต่เรายังไม่แน่ใจว่าเรื่องบีโลว์เดอะไลน์ จะโดนกระทบแค่ไหน ต้องรอดูผลการตัดสินจากภาครัฐก่อน แต่ก็เชื่อว่าคงกระทบแน่นอน ดังนั้นจึงคาดว่ารายได้ของปีนี้คงจะพลาดเป้าลงไปเล็กน้อย"
แต่ทั้งนี้ สำหรับปีหน้า ซึ่งสถานการณ์ต่างๆ มีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้สงกรานต์ ในฐานะผู้บริหารคนใหม่ มีความมั่นใจว่าบีบีดีโอ จะกลับมาเติบโตในเชิงรายได้อีกแน่นอน

บีบีดีโอ แต่งตั้งผู้บริหาร


เดชา ตั้งปณิธานสุข ประธานกรรมการบริหารบีบีดีโอ กรุงเทพฯ จะลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคมนี้ หลังจากที่ร่วมงานกับบีบีดีโอ กรุงเทพฯ มาถึง 8 ปี “หลังจากทำงานในวงการโฆษณามานานถึง 29 ปี ช่วงเวลาที่ผมมีความประทับใจมากที่สุดคือช่วงเวลา 8 ปีที่บีบีดีโอ กรุงเทพฯ เพราะผมได้ร่วมงานกับทีมงานที่มีศักยภาพและร่วมกันสร้างเอเยนซี่เล็กๆ แห่งนี้ ให้เติบโตและประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในระดับประเทศและระดับโลก” เดชากล่าว 

เดชาจะถ่ายโอนหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับ สงกรานต์ เศรษฐสมภพ นักโฆษณามืออาชีพที่สร้างผลงานโดดเด่นมากมายให้แก่เอเชนซี่ชั้นนำหลายแห่ง รวมทั้ง Creative Juice/G1 ที่ซึ่งเขารับหน้าที่กรรมการผู้จัดการ เป็นตำแหน่งสุดท้าย ก่อนเข้ามาร่วมงานกับบีบีดีโอ ในฐานะกรรมการผู้จัดการคนใหม่ สงกรานต์จะร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับสุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสร้างสรรค์ และแอนเดรส รักตะสิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ โดยทั้งคู่จะให้การสนับสนุนสงกรานต์อย่างเต็มที่ 

เพื่อให้กรรมการผู้จัดการคนใหม่ปรับตัวเริ่มงานได้ทันที และสามารถสานต่อบริการที่ได้มาตรฐานสูงสุดแก่ลูกค้าต่อไปได้เหมือนเดิมโดยไม่มีการสะดุด คริส โทมัส ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บีบีดีโอ เอเชีย กล่าวว่า “คุณเดชาคือสุดยอดมือโฆษณาที่หาตัวจับยาก ทั้งคุณเดชาและคุณสิทธิศักดิ์ได้ร่วมกันปั้นบีบีดีโอ กรุงเทพฯ ให้เติบโตเป็นเอเจนซี่ที่ครีเอทีฟที่สุดแห่งหนึ่งในเครือข่ายบีบีดีโอ ต่อจากนี้ไปไม่ว่าคุณเดชาจะไปทำอะไรที่ไหน พวกเรายังคงรักษามิตรภาพและความหวังดีที่มีให้คุณเดชาเสมอ และจะคิดถึงกันอย่างแน่นอน นี่คือภาพสะท้อนความผูกพันแน่นแฟ้นในครอบครัวบีบีดีโอ และตอนนี้เราพร้อมที่จะต้อนรับคุณสงกรานต์ด้วยความยินดีในฐานะสมาชิกใหม่ของครอบครัวที่กำลังเติบโต” 

เดชา เปิดเผยว่า “คุณสงกรานต์เป็นนักโฆษณาที่ช่ำของประสบการณ์มากที่สุดคนหนึ่งในวงการ คุณสมบัติที่โดดเด่นของคุณสงกรานต์ทั้งทักษะความเป็นผู้นำ การเข้าใจความต้องการของลูกค้า และความเชี่ยวชาญงานบริหารระดับสูง จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อบีบีดีโอ การแต่งตั้งคุณสงกรานต์นับเป็นก้าวใหม่ในการพัฒนาศักยภาพและความสาสมารถของบีบีดีโอให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผมยินดีที่จะได้คุณสงกรานต์มาร่วมทีมบริหารของเรา และมั่นใจว่าภายใต้การนำของสามมืออาชีพอย่างคุณสงกรานต์ คุณสุทธิศักดิ์ และคุณแอนเดรส บีบีดีโอจะยิ่งเติบโตก้าวหน้าไปไกลกว่านี้อีกมาก” 

สงกรานต์สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี สาขาการเงินและการธนาคาร จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เขาสั่งสมประสบการณ์ในแวดวงโฆษณามานานถึง 20 ปี โดยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของงานโฆษณาสินค้ายี่ห้อดังๆ นับครั้งไม่ถ้วนจากทั่วโลก ในธุรกิจหลากหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ เทเลคอม และอื่นๆ อีกมากมาย โดยสร้างผลงานคุณภาพและชื่อเสียงให้แก่แบรนด์ดังมากมาย เช่น โมโตโรล่า ยูนิลิเวอร์ เชลล์ ยามาฮ่า เอ็นอีซี การบินไทย และดีแทค 

“ผมรู้สึกทึ่งในความสามารถและพลังสร้างสรรค์ของบีบีดีโอมาโดยตลอด นี่คือเอเจนซี่โฆษณาที่เติบโตและสร้างชื่อเสียงมาด้วยไอเดียโดดเด่นไม่ซ้ำใคร และมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้มาร่วมงานกับเอเจนซี่โฆษณาแนวหน้าแห่งนี้” สงกรานต์กล่าว 

(ในภาพ) จากซ้าย 
1. Decha Tangpanitansook (เดชา ตั้งปณิธานสุข) Chief Executive Officer (ประธานกรรมการบริหาร) 
2. Suthisak Sucharittanonta (สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์) Chief Creative Office (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสร้างสรรค์) 
3. Andres Ruktasiri (แอนเดรส รักตะสิริ) Chief Operating Officer (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ) 
4. Songkran Sethesompobe (สงกรานต์ เศรษฐสมภพ) Managing Director (กรรมการผู้จัดการ)