Showing posts with label Dr.Suvinai. Show all posts
Showing posts with label Dr.Suvinai. Show all posts

Friday, 10 October 2008

เด็กปีศาจกับพฤติกรรมผีเจาะปากให้มาพูด (บทความที่ปลื้มควรอ่าน)


รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง
รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“คนๆนี้ ผีเจาะปากมาให้พูดหรือเช่นไร” สำนวนคนไทยโบราณ

การมีสื่อให้ได้แสดงความคิดเห็นของตนสู่สาธารณะ ถือเป็นอำนาจทางวาทกรรมชนิดหนึ่งซึ่งปัญญาชนที่ได้รับโอกาสและอภิสิทธิ์เช่นนี้พึงสังวรและตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ “ปาก”ของตนเองมีต่อสังคมให้มากๆ

ผู้เขียนได้รับคำบอกเล่าให้ฟังรายการ “เดอะนิวส์ โชว์” ของ ม.ล.ณัฐกรณ์ (ปลื้ม) เทวกุลที่ออกอากาศเมื่อ 9 ต.ค.51 ในช่วงเวลาประมาณ 13.00 – 14.00 น. ทางคลื่น 97.0 MHz. พอได้ฟังแล้วผู้เขียนมีความรู้สึกทันทีว่า “ไม่ปลื้ม” ไปกับ ปลื้ม... คนๆนี้ “ผีเจาะปากให้มาพูดหรือเช่นไร”

มีประเด็นรายการดังกล่าวอยู่ 2 ประเด็นหลักที่เป็นสาเหตุของความ“ไม่ปลื้ม”ของผู้เขียน กล่าวคือ

1. หมอ และ นักบิน ไม่ใช่ เทวดา และ ไม่ใช่ เทวกุล

บุคคลที่อยู่ในอาชีพทั้ง 2 แบบหรืออาจจะรวมอาชีพอื่นๆ เช่น นักจัดรายการวิทยุ หรือพิธีกร ทางโทรทัศน์ เข้าไปด้วยก็ได้ โดยพื้นฐานเขาเหล่านั้นก็ยังมีความเป็น “คน” ซึ่งก็หมายความว่ายังมี รัก โลภ โกรธ และ หลงอยู่ การปฎิเสธการรักษาในกรณีที่ไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน หรือ การมีความกังวลใจที่จะขับเครื่องบินให้นักการเมืองฝ่ายที่เหยียบย่ำกองเลือดเข้าสภา ในแง่มุมหนึ่งถือได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ที่ยังมีความรู้สึกแบบมนุษย์ปุถุชนอยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่ประการใด

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการแสดงให้สังคมได้รับรู้ว่า หากคนใดประพฤติชั่ว แม้ว่าจะยังไม่ถูกฟ้องร้องลงโทษตามกฏหมาย แต่การกระทำดังกล่าวในฐานะที่เป็น “คน” ก็มีสิทธิที่จะแสดงออกถึง “อารยะขัดขืน” ว่าเขาเหล่านั้นมีความไม่พอใจมากน้อยเพียงใด แน่นอนเขาเหล่านั้นทราบว่าการขัดขืนของพวกเขาอาจติดตามด้วยการลงโทษหรือการตำหนิจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่เขาเหล่านั้นก็ยังกระทำตามสำนึกของตนเองที่มีอยู่ ทำไมหรือ นั่นก็เพราะว่านี่เป็นการแสดงออกของความเป็น “มนุษย์”ที่แท้ และเป็นการแสดงออกเชิงสัญญลักษณ์แห่งการลงโทษทางสังคมต่อผู้ที่ทำร้ายเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

ถ้า ปลื้ม จะ “ไม่ปลื้ม” เพราะเขาเหล่านั้น ไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ ผู้เขียนคิดว่า ปลื้ม คิดใหม่เสียดีกว่า

ผู้ป่วย ผู้โดยสาร มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันก็จริงอยู่ แต่ ปลื้มทำไมไม่บอกกับผู้ฟังไปด้วยว่า “สิทธิ” ต้องมาคู่กับ “หน้าที่” หรือแค่นี้ก็คิดไม่ออกแล้ว

ถ้าตำรวจอยากจะได้สิทธิในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ตำรวจก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้อง Serve and Protect ประชาชน มิใช่ไปรังแกเข่นฆ่าประชาชน ตำรวจมีสิทธิอะไรถึงไปทำเช่นนั้น นักการเมืองก็เช่นกัน เขาเหล่านั้นพูดอยู่เสมอๆว่าผมได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน เป็นตัวแทนของประชาชนผู้ทรงเกียรติ แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับไม่เคยรักษาไว้ซึ่งเกียรติของความนักการเมืองที่ควรมีจิตสาธารณะและอุดมการณ์อันสูงส่งเพื่อส่วนรวมไว้เอาไว้เลย แต่กลับกระทำการไปในทางตรงกันข้าม ดังจะเห็นได้จากกรณีการรับฟังการแถลงนโยบายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51ที่ผ่านมา พวกเขาเหล่านั้นได้เข้ามาประชุมสภาพร้อมกับแขนขาและชีวิตของประชาชนที่สูญเสียไปทั้งในขณะที่เข้ามาและออกไปจากรัฐสภา จะมีการประชุมสภาอะไรที่ไหนในโลกนี้ที่สำคัญและมีค่ามากกว่าชีวิตของผู้คน

ปลื้มช่วยบอกให้ฟังหน่อยได้ไหม?

2. วันนี้ (9 ต.ค.51)ปลื้มบอกว่าปลื้มหมดศรัทธากับระบบจริงๆ

ปลื้มพูดอยู่หลายประเด็นในเรื่องที่ปลื้มมีศรัทธากับระบบ ตัวอย่างเช่น
ปลื้มมีศรัทธากับตำรวจเพราะอยากเป็นกำลังใจ(ให้ตำรวจเข่นฆ่าประชาชน)ต่อไป
ปลื้มหมดศรัทธาเพราะแกนนำพันธมิตรถูกยกเลิกข้อหากบฏโดยศาล
ปลื้มหมดศรัทธาเพราะนักบินไม่ยอมขับเครื่องบินให้กับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน
ปลื้มหมดศรัทธาเพราะอาจารย์โรงเรียนแพทย์ 8 สถาบันที่ออกมาตอบโต้ว่าจะไม่รับรักษา คณะรัฐมนตรี ส.ส.ร่วมรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ที่แต่งเครื่องแบบและแจ้งชั้นยศเพื่อตอบโต้การกระทำรุนแรงโดยการเข่นฆ่าประชาชนของตำรวจเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ พิการ มากกว่า 400 คน

ดูเหมือนว่า ปลื้ม ไม่ปลื้มจริงๆ

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าระบบที่ปลื้ม ไม่ปลื้มนั้น เป็นระบบเดียวกับระบบที่ ธงชัย วินิจจะกูล ประภาส ปิ่นตบแต่ง หรือ เหล่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่ปลื้มด้วยหรือไม่

เพราะหากปลื้ม ไม่ปลื้มเพราะบุคคลข้างต้นไม่รักษากฎหมาย และสร้างแต่ “อนารยะมวลชน” ผู้เขียนคิดว่า ปลื้ม คิดผิดก็คิดใหม่ได้มันไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่ประการใด แม้ปลื้มจะเรียนจบจากเมืองนอกมาก็ตาม

ระบบจะเป็นระบบได้ก็เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กติกาและเคารพกติกาเหมือนกัน หากฝ่ายหนึ่งไม่เคยเคารพกติกา จะหวังว่าอีกฝ่ายจะต้องเคารพกติกาไปตลอดโดยไม่มีการขัดขืนเลยดูจะเป็นระบบที่ห่างไกลจากประชาธิปไตยไปไกลอยู่ทีเดียวมิใช่หรือ

ระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตำรวจสามารถที่จะทำร้ายประชาชนโดยไม่มีเหตุอันควรได้เพียงแค่รอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียว ถ้าปลื้มจะบอกว่าตำรวจเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน ผู้เขียนและคงจะมีคนอีกมากกมายลุกขึ้นมาบอกว่าปลื้มพูดเท็จ

ระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กล่าวหาใครที่มีความเห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาลว่าเป็นกบฏโดยง่าย ศาลอุทธรณ์ก็ได้ให้เหตุผลที่ยกเลิกข้อหากบฏไว้ว่าเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย

ระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาให้หมอและนักบินไม่สามารถที่จะปฏิเสธสำนึกความเป็น “มนุษย์”ที่มีอยู่ในตัวตน

ปลื้มควรมีสติในการพูดจาให้มากกว่านี้และจงรีบขับไล่ปีศาจให้ออกจากใจและปากของตนไปโดยเร็ว ถ้าหากปลื้มคิดจะเป็นปัญญาชนสาธารณะที่สมควรได้รับการยกย่องจากสังคม

*หมายเหตุ - เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด

Link: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000120753

Saturday, 6 September 2008

The mediocrity principle is the notion in the philosophy of science that there is nothing special about humans or the Earth.

The mediocrity principle is the notion in the philosophy of science that there is nothing special about humans or the Earth. It is a Copernican principle, used either as a heuristic about Earth's position or a philosophical statement about the place of humanity.

อย่าใช้ชีวิตอย่างปานกลาง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Mediocre อย่ายอมจำนนต่อความปานกลาง อย่ามีชีวิตอย่างต่ำต้อย อย่าดูแคลนตัวเอง และต้องแสวงหาความเป็นเลิศ พูดง่ายๆ ก็คือ อย่าใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆ เพราะถ้าใช้ชีวิตธรรมดาๆ คุณก็จะกลายเป็นเบี้ยล่างคนเขาก็จะเหยียบย่ำคุณ คนเราไม่ควรถูกใครย่ำยี คุณต้องมีความองอาจสามารถเผชิญหน้ากับทุกสายตาได้ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใหญ่ขนาดไหน จะรวยขนาดไหน

อย่าไปนิยามตัวเองด้วยความต่ำต้อย มีจินตภาพเกี่ยวกับอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ต้องนิยามตัวเอง เมื่อนิยามแล้ว ก็ต้อง Do it Now ทำทันทีเลย เขาเรียกว่า "ล่าฝัน" คิดแล้วต้องทำ แสวงหาความเป็นเลิศด้วยวิธีการที่เป็นเลิศ

Friday, 8 August 2008

'ถ้าไม่เป็นจอมดาบอันดับหนึ่ง ก็ขอตายอย่างหมาข้างถนน'

หากจะนับประเทศไทยเป็นหนังยาวสักเรื่อง "สุวินัย ภรณวลัย" ก็คงไม่ต่างไปจากตัวละครตัวหนึ่งที่ถึงแม้ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพระเอก แต่บทบาทที่เขาแสดงออกมาต่อสาธารณะในห้วงเวลาต่างกรรมต่างวาระ บางครั้งก็โดดเด่นชนิดที่สังคมทั้งสังคมต้องเหลียวมอง

ไม่ใช่ "พระเอก" ของสังคม และไม่ใช่ "ผู้ร้าย" ในหนัง แล้วเขาเป็นอะไร? คงยากนิยามได้แจ่มชัด ยังมิต้องเอ่ยถึงความสนอกสนใจตลอดจนภูมิปัญญาของเขาที่กินเนื้อที่กว้างไกลตั้งแต่เรื่องชีวิตสามัญพื้นๆ ไปจนถึงมิติทางด้านจิตวิญญาณที่มุ่งสู่การหลุดพ้นจากโลกียวิสัย
ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษามักจดจำสุวินัยได้ในฐานะอาจารย์ ส่วนบางคนชื่นชอบตัวตนของเขาในภาคของการเป็นนักเขียน ขณะที่อีกหลายๆ คนยังคงหลงติดอยู่กับภาพของเขาในกรณี "เปรตกู้" เมื่อหลายปีก่อนและยังคิดว่าเขาเป็นแค่ "คนบ้าๆ" คนหนึ่ง
ไม่ว่าจะอย่างไรในหนังสือ "วันที่ถอดหมวก" เสกสรร ประเสริฐกุล ได้มีถ้อยคำพาดพิงถึงสุวินัยในบางย่อหน้า และเราเชื่อว่ามันสามารถอธิบายตัวตนบางด้านของเขาได้ดีพอสมควร...

"ผมกับสุวินัยนับถือชอบพอกันมานาน ผมชื่นชมเขาตรงที่มีความจริงใจและจริงจังในการแสวงหาทางด้านจิตวิญญาณ อีกทั้งยังอุทิศพลังเพื่อผดุงความเป็นธรรมทางสังคมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งสองด้านนี้ผมเห็นว่าเป็นชีวิตที่น่าสรรเสริญ แม้ในก้าวย่างของรูปธรรมจะต้องล้มลุกคลุกคลานบ้างก็ตาม"

...ในห้วงยามหลังจากงานเขียนเล่มล่าสุดของเขา "ยามเฝ้าแผ่นดิน" ของสนพ.บ้านพระอาทิตย์ วางแผงได้ไม่นาน ผู้จัดการรายสัปดาห์ได้มีโอกาสพบปะสนทนาอีกวาระกับ "อาจารย์สุวินัย" ในหลากเรื่องหลายประเด็น แน่นอน บางประเด็นไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่จะเป็นไรไปล่ะ ถ้าเรื่องราวดีๆ หรือความคิดดีๆ จะถูกบอกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก จริงไหม?...

พูดถึงงานหลักๆ ในชีวิตของ อ. ช่วงนี้มีอะไรบ้าง?
มีแค่ 2 อย่าง โดยอย่างแรกเกี่ยวข้องกับการฝึกฝนตนเอง ก็แล้วแต่ช่วง อย่าง 3-4 ปีมานี้ ผมให้ความสำคัญกับการฝึกสมาธิ ก่อนหน้านี้ก็หัดกู่เจิ้ง แล้วก็ฝึกเล่นหมากล้อม ส่วนนี้มันเกี่ยวข้องกับมโนภาพเกี่ยวกับชีวิตที่ผมอยากจะเป็น ชีวิตที่เราต้องเป็น หรือชีวิตที่เราสามารถได้เป็น แล้วการฝึกฝนตนเอง โดยมาตรฐานก็คือการแสวงหาความดี ความงาม และความจริง ซึ่งผมพยายามทำมาโดยตลอด และส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ "ข้างนอก" เป็นส่วนที่ผมมีเยื่อใยกับสังคม นั่นก็คือการเขียนหนังสือให้คนอ่าน

เท่าที่ติดตามอ่านงานเขียนส่วนใหญ่ของ อ.มักเกี่ยวข้องกับวิถีคิดหรือจิตวิญญาณ แม้แต่ "ยามเฝ้าแผ่นดิน" ที่รูปร่างหน้าตาค่อนข้างหนักไปทางการเมือง แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ผูกโยงกับแง่มุมด้านจิตวิญญาณ?

ผมเชื่อนะว่า ถ้าไม่เปลี่ยนสภาพจิตใจก่อน มันก็เปลี่ยนแปลงการเมืองไม่ได้หรอก การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมันก็สำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงข้างในต่างหากซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง หนังสือส่วนใหญ่ของผม พูดไปก็คล้ายๆ เป็นการสื่อสารกับปัจเจก อย่างคนอ่านบางคนที่อ่านหนังสือเรื่อง "ยอดคนมหาโยคะ" แล้ว ชีวิตเขาเปลี่ยนไป เขาก็มาขอบคุณผม เราก็มีความสุข ผมเขียนหนังสือคล้ายกับวาดภาพนะ เพียงแต่ว่าผมวาดออกมาเป็นตัวอักษร ผมไม่ได้หวังหรอกว่าผมจะเปลี่ยนแปลงคนได้มากมาย แค่เปลี่ยนคนได้บางคนก็พอแล้ว แต่เป็นการเปลี่ยนในระดับรากเหง้าเลย ในแง่นี้ก็เหมือนกับผลงานของศิลปินที่เปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คน
จริงๆ พอผ่านมาพักใหญ่ ความสนใจของผมคล้ายๆ นิทเช่นะ (เฟดริช นิทเช่ เจ้าสำนักปรัชญาอัตถิภาวนิยม) นิทเช่ในความหมายของคำว่า "เลิศมนุษย์" คือมนุษย์ผู้ประเสริฐ พูดง่ายๆ ว่าคนเราจะบรรลุศักยภาพในความประเสริฐของมนุษย์ได้อย่างไร โดยไม่ต้องบวช ทำได้ไหม ผมสนใจในแง่นี้มากกว่า คล้ายๆ กับสิทธารถะ ของเฮอร์มานน์ เฮสเส (นักเขียนชาวเยอรมนี)

อ.เคยพูดไว้ว่า "ถ้าไม่เป็นจอมดาบอันดับหนึ่งในแผ่นดิน ก็ขอตายอย่างหมาข้างถนน" จริงๆแล้วคนเราต้องอะไรขนาดนั้นเลยหรือ?
ที่ผมพูดแบบนั้นมันเป็นเทคนิคของการ "บีบคั้นตัวเองให้เหลือทางเดียว" เพราะทำอย่างนี้ คุณจะประนีประนอมไม่ได้เลย การประนีประนอม บางครั้งมันเป็นความจอมปลอม ถ้าคุณไม่อยากเฟกหลอกตัวเองและคนอื่น คุณก็ต้องพูดแบบนี้ และคำพูดแบบนี้มันจะทำให้คุณไม่กลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับภารกิจแสวงหาความสมบูรณ์พร้อมนี่ คุณต้องขจัดความกลัวออกไปก่อน หรือถ้าคุณอยากเป็นศิลปิน แต่กลัวงานของตัวเองขายไม่ออก มันก็ลดพลังของตัวเองแล้วล่ะ คือถ้าเขียนหนังสือเพียงเพื่อจะขายได้ มันก็คือการหลอกตัวเองแล้ว มันเฟก แล้วงานพวกนี้มัน "ไม่อยู่" หรอก มันอาจจะดังหวือหวาอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดมันก็อยู่ไม่ได้ เพราะคุณไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง

เรียกว่าเป็นกลยุทธ์ทำนองนั้นใช่ไหม?
เรียกว่าเป็นการค้นศักยภาพดีกว่า และต้องไม่มีทางถอยให้กับตัวเอง แต่จะทำอย่างนี้ได้ คุณต้องมีความมั่นใจในตัวเองระดับหนึ่งนะ แล้วมันจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่จะไม่มีวันมานั่งเสียใจในภายหลัง ในการ์ตูนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีประโยคหนึ่งซึ่งใช้กันบ่อยมากก็คือ ต้องไม่เสียใจในสิ่งที่กระทำลงไป คุณต้องแน่วแน่ อย่าลังเล

ตอนอายุ 19 อ.บอกว่าอยากเป็นนักปฏิวัติ?
ใช่แล้ว ตอนนั้นผมก็เข้าร่วมขบวนการปฏิวัตินะ แต่พอขบวนการมันล้มลงชีวิตก็ไม่รู้จะเอายังไงต่อไป มันคล้ายกับว่าเราเตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อเป็นนักปฏิวัติ แต่อยู่ดีๆมันก็มาหายไปเราก็เริ่มหาใหม่ แล้วบังเอิญผมได้ไปอ่านเรื่องมูซาชิ ผมก็เลยเลือกอันนี้เป็นที่พึ่งตั้งแต่นั้นมา

อาจารย์ชื่นชอบอะไรในตัวตนของมูซาชิ
ผมว่ามูซาชิเขาครบเครื่องรอบด้านนะเป็นคนที่เก่งแบบพหุปัญญา และผมว่ามันน่าเร้าใจดี ยิ่งยุคทุกวันนี้เป็นยุคของความหลากหลาย แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันจะมาเจอกันในแบบคอนเวอร์เจนซ์ตามกฎเกณฑ์ของศตวรรษที่ 21 ผมสังเกตนะว่า คนที่จะ Success ได้ในทุกวันนี้ คุณต้องมีความสามารถอย่างน้อยๆ 2 อย่างผสมกัน หนึ่งอย่างมันก็เก่งได้นะ แต่ผมว่ามันไม่เต็ม มันเก่งแบบไม่เต็ม แต่นี่มันเป็นจริตผมนะ คนอื่นๆ อาจจะชอบแบบเก่งอย่างเดียวก็ได้ แต่ผมเชื่อว่ามนุษย์เรานี่มีปัญญาอยู่แปดด้านในตัวเอง บางด้านเกี่ยวกับตัวเลขคณิตศาสตร์ บางด้านเกี่ยวกับภาษา ศิลปะ ร่างกาย และในจินตภาพของผมนี่ คนเรามันต้องเก่งหลายๆด้านเพราะถ้าเก่งหลายๆด้านได้ก็เท่ากับว่าเรามี "หลายชีวิต" (พหุชีวิต) อยู่ในตัวเอง เป็นการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า
ยกตัวอย่างผม เกิดมามีชีวิตเดียว แต่พยายามใช้ชีวิตให้ได้ 4 แบบในคนคนเดียวกัน เป็นทั้งศิลปิน นักบวช นักปราชญ์ และนักรบ และที่สำคัญ ถ้าคนเราจะแสวงหาความเติมเต็มให้กับชีวิตในเรื่องความดี ความงาม ความจริง อย่างน้อยๆ มันต้องมี 3 ชีวิตนะ เพราะการจะหาความจริง คุณต้องใช้ชีวิตแบบนักวิทยาศาสตร์นักปราชญ์ จะหาความดีก็ต้องเป็นพระ จะหาความงามก็ต้องเป็นศิลปิน

อ.แสวงหาความดีโดยไม่ต้องบวชพระ นั่นก็แสดงว่า "รูปแบบ" ไม่ใช่เรื่องสำคัญ?
ผมว่ารูปแบบสำคัญอยู่นะ แต่คุณต้องมาตีความก่อนว่า รูปแบบคืออะไร เพราะถ้าจะวัดความเป็นพระกันแค่การโกนผมห่มผ้าเหลือง แค่นี้ยังไม่พอ ความเป็นพระที่แท้จริงก็คือสภาวธรรมด้านใน สภาวะจิตด้านใน เพียงแต่จะเป็นแบบนั้นได้มันก็ต้องมีกติกา ต้องซื่อสัตย์และที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือต้องมีวินัย อย่างถ้าคุณอยากเป็นนักกีฬา แต่คุณไม่เอ็กเซอร์ไซส์ก็ไม่ได้ผลดังหวัง

ถึงตอนนี้ อ.ยังอยากเป็นนักปฏิวัติอยู่หรือเปล่า?
ผมไม่ต้อง "อยาก" แล้ว และการที่ผมเขียนหนังสือออกมา ผมก็ไม่ได้เรียกร้องและคาดหวังอะไรจากใคร แต่ถ้างานเขียนของผมเกิดไปโดนใจใครเข้าแล้วเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก ผมก็ถือว่าตัวเองเป็นนักปฏิวัติสำหรับคนคนนั้นแล้ว เรียกว่าเป็นการปฏิวัติทางจิตวิญาณ และผมก็เชื่อว่าการปฏิวัติที่แท้จริงคือการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละคน ส่วนการที่ผมไปช่วยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ไม่ใช่เพราะว่าผมอยากเป็นนักปฏิวัติอะไรนะ แค่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ มันเป็นหน้าที่

อ.มีส่วนร่วมยังไงบ้างในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร?
ไม่มีอะไรมากมาย ผมเข้าไปร่วมแค่ในฐานะของ "ผู้สังเกตการณ์" ผมไม่ได้คิดจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงใคร

แค่สังเกตการณ์เท่านั้นจริงๆหรือ?
คือสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม เข้าไปช่วย แต่ผมไม่ได้เป็นลูกน้องใคร แล้วไม่ต้องตกปากรับคำสัญญากับมวลชนว่าผมจะรับใช้พ่อแม่พี่น้อง ผมไม่ต้องทำแบบนั้น และผมก็มั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำมันดีที่สุดสำหรับตัวผมเอง เพียงแต่มันไม่มี "ความอยาก" อะไร

อ.คิดว่าตัวเองก้าวมาถึงจุดที่ไม่ยินดียินร้ายต่อโลกธรรมแล้วอย่างนั้นใช่ไหม?
ก็ไม่เชิงนะ ผมเพียงแค่เล่นกับมัน แต่ผมไม่ "อยาก" มันคล้ายๆกับว่าเป็นไฟในความเย็น ไม่รู้จะอธิบายยังไง เป็นความพลุ่งพล่านในความนิ่ง ตอนหนุ่มๆ เราก็พลุ่งพล่าน แต่พลุ่งพล่านแบบไม่นิ่ง ตอนนี้เราก็ยังมีไฟเหมือนกับวัยหนุ่ม แต่เราก็มีความนิ่งอยู่ด้วยในขณะเดียวกัน มันก็เลยกลายเป็นไฟในความเย็น ผมเลยไม่รู้จะเรียกว่ายังไง เหมือนมีภูเขาไฟลูกหนึ่งอยู่ในก้นทะเลท่ามกลางน้ำที่เย็นยะเยือก

ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งที่ อ.ให้ความสำคัญตลอดมาคืออะไร?
อย่าใช้ชีวิตอย่างปานกลาง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Mediocre อย่ายอมจำนนต่อความปานกลาง อย่ามีชีวิตอย่างต่ำต้อย อย่าดูแคลนตัวเอง และต้องแสวงหาความเป็นเลิศ พูดง่ายๆ ก็คือ อย่าใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆ เพราะถ้าใช้ชีวิตธรรมดาๆ คุณก็จะกลายเป็นเบี้ยล่างคนเขาก็จะเหยียบย่ำคุณ คนเราไม่ควรถูกใครย่ำยี คุณต้องมีความองอาจสามารถเผชิญหน้ากับทุกสายตาได้ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใหญ่ขนาดไหน จะรวยขนาดไหน
อย่าไปนิยามตัวเองด้วยความต่ำต้อย มีจินตภาพเกี่ยวกับอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ต้องนิยามตัวเอง เมื่อนิยามแล้ว ก็ต้อง Do it Now ทำทันทีเลย เขาเรียกว่า "ล่าฝัน" คิดแล้วต้องทำ แสวงหาความเป็นเลิศด้วยวิธีการที่เป็นเลิศ

วิธีการที่เป็นเลิศ คือแบบไหน?
ไม่ยากเลย ถ้าคุณอยากเป็นนักฟุตบอลเก่งๆ คุณก็ต้องรู้ก่อนว่าบราซิลเขาเก่ง คุณก็ไปศึกษาดูสิว่าทำไมเขาเก่งขนาดนั้น ทำไมอาหารไทยอร่อย เราก็ต้องหาเอาสิ มันเป็นเรื่องขององค์ความรู้ ผมถึงบอกไงว่า มันต้องอ่านหนังสือ ทุกอย่างมันมีองค์ความรู้ทั้งนั้นแหละ
ที่ผ่านมา มนุษย์เราส่วนใหญ่นี่อยู่กันแบบ "ไม่ตื่น" แล้วก็รับความคิดตะวันตกเข้ามา พอรับเข้ามา มันก็เลยถูกครอบงำ คนที่ถูกครอบงำนี่ ไม่สามารถหาความเป็นเลิศได้ มันเป็นทาสที่ไม่ยอมปลดปล่อยตัวเอง ไม่รู้สึกสำนึก
จากประสบการณ์สอนหนังสือ ผมว่าเด็กรุ่นนี้เริ่มใจเสาะกันมากขึ้น รักสบาย แล้วไอ้ความสบายนี่มันมีราคาที่ต้องจ่าย คุณรู้มั้ย สุดท้ายมันก็ใจเสาะ ผมโตมาในยุคที่สังคมไทยมันไม่ได้มั่งคั่งขนาดนี้ ชีวิตมันดิ้นรนมากกว่า คือคุณจะล่าฝันยังไงก็ได้ แต่ไม่ใช่แค่ล่าฝันแบบอะคาเดมี่แฟนเทเชีย โลกมันมีอะไรมากกว่านั้น ผมยอมรับนะว่า โลกสมัยนี้มันเป็นโลกของการเปิดเผยตัวตน ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Self Expression บางคนแปลว่า ปัจเจกนิทัศน์ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับคำแปลนี้นะ โลกนี้ใครๆ เขาก็อยากเปิดเผยตัวตน


Self Expression นี่เหมือนกับวัฒนธรรม Somebody หรือเปล่า?
ไม่ใช่ๆ คำๆนี้ เขาหมายความว่า ทุกๆคนก็ล้วนอยากจะโชว์ออฟ อยากเป็นดารา ที่จริงผมไม่อยากใช้คำนี้ แต่ผู้คนยุคนี้ก็ดูเหมือนจะอยากเป็นดารากันหมด แล้วคนก็เข้าใจกันว่า ความสำเร็จของชีวิตคือคุณต้องเป็นดารา หรือซัมบอดี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องเหลวไหล พอคุณเชื่อแบบนี้ มันก็เลยเป็นที่มาของบริโภคนิยม คุณต้องแต่งตัวให้เริ่ด ใช้กระเป๋ายี่ห้อแพงๆ คุณรู้สึกว่าคุณต้องเป็นซัมบอดี้ คุณคิดว่าตัวเองมีตัวตนขึ้นมาจากการใช้สอยสิ่งเหล่านี้ คุณต้องรวย

จริงๆ แล้ว คำว่า Self Expression มีความหมายในเชิงลบใช่ไหม?
ไม่เชิงนะครับ คือชีวิตที่มีลีลา มีสีสัน มันก็เป็น Self Expression แต่มันควรจะเป็น Self Expression ที่ไม่หวังผลตอบแทน เพราะถ้าคุณทำไปแบบมีสิ่งตอบแทน มันก็ทำให้คุณกลายเป็นพวกคอมเมอร์เชียล (Commercial) พอเป็นคนคอมเมอร์เชียล มันก็มีความเฟกตามมา แล้วคุณก็ตกอยู่ในบริโภคนิยม คุณก็ขายวิญญาณให้กับมัน ผลสะเทือนจากการที่คุณขายวิญญาณหรือคุณเฟกนี่ มันมากมายมหาศาล
พูดง่ายๆ อย่างคุณทักษิณที่เขาพังอย่างทุกวันนี้ก็เพราะเขาอยากรวยกว่าบิล เกตส์ ผมว่าไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นก็ได้นะ แค่มีสองหมื่นล้านนี่ผมว่ามันพอแล้วนะ คุณพอได้แล้ว อันนี้ก็เป็น Self Expression แบบคุณทักษิณ แต่มันผิดไง เพราะมันขาดซึ่งปัญญาและความรัก มันไม่ได้เอื้ออาทรต่อประชาชนโดยรวมจริงๆ คุณทักษิณน่ะดูถูกมวลชนอย่างถึงที่สุด ด้วยการที่คุณเอาเงินไปฟาดหัวเขาด้วยประชานิยม คุณไม่ได้รักพวกเขาจริงๆ หรอก คุณรักคะแนนของพวกเขา นี่ล่ะ ผมแตกหักกับคุณทักษิณมากที่สุดก็เพราะเรื่องนี้ มันเป็นการแตกหักเชิงโลกทัศน์หรือปรัชญาในระดับรากเหง้าเลย แล้วใครก็ตามที่ออกมาเรียกร้องปกป้องคุณทักษิณนี้มันเหลวไหลทั้งนั้น

โดยส่วนตัว อ.มองสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ยังไงบ้าง?
เราคงมิอาจไปตัดสินได้หรอก เพราะบางทีมันก็เหมือนกับหมากล้อมนั่นแหละ มันพลิกได้ตลอด ผมไม่ได้มองว่ามันจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ ผมมองดูแบบภาพรวม แล้วภาพรวมนี่ วิกฤตระดับโลกมันมาแน่ และมันก็เริ่มส่อเค้าให้เห็นกันบ้างแล้ว ทั้งเรื่องซับไพรม์ เรื่องวิกฤตน้ำมัน แล้วเราก็ยังมีวิกฤตข้างใน ใช่มั้ย วิกฤตแบบนี้มันเกิดจากคนชั้นนำที่อ่อนแอ เราต้องการคนชั้นนำแบบใหม่ และผมเข้าใจว่าคนแบบนี้จะมาจากกลุ่มพลังใหม่ ซึ่งก็หมายถึงพันธมิตรฯ เพราะฉะนั้น ถ้าพวกเขาชนะแล้วมันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเมืองแบบใหม่ได้นี่ มันคือชัยชนะของประเทศนี้ มันคืออนาคต แต่ถ้าเขาแพ้นะ เกิดความรุนแรง หรือครึ่งๆ กลางๆ มันก็คือชะตากรรมรวมหมู่ หรือโศกนาฏกรรมของบ้านเมืองนี้

และที่ต้องเตือนไว้ตรงนี้เลยก็คือ วิกฤตใหญ่กำลังจะมา อุปมาดั่งเราแล่นเรือไป เรือกำลังจะจมแล้ว ไต้ก๋งยังเดินเรือเร็วอีก หรือไม่ก็เอาแต่ทำครัว ไม่ได้สนใจที่จะเซฟเรือนี้เลย ผมมองไกลไปขนาดนั้นนะ ทุนนิยมก็อยู่ไม่ได้หรอก ถ้าน้ำมันขึ้นขนาดนี้ ถ้ามันขึ้นถึง 2-300 ร้อยบาทต่อลิตรล่ะ โอ้โหมันต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงแน่ๆ มันกระทบทั้งหมด แล้วถ้าเป็นแบบนั้น รูปแบบของเศรษฐกิจแบบใหม่มันก็ต้องเกิด ผมมองว่าระบบเศรษฐกิจแบบใหม่มันจะเป็นระบบแบบเครือข่าย เรามีพื้นฐานอยู่บนสิ่งแวดล้อมและมีชุมชนเป็นเสาหลัก

อ.มองว่าทุนนิยมจะล่มสลายในที่สุด?
มันอยู่ไม่ได้หรอก กลไกราคาแบบนี้มันพังพินาศแน่ๆ เอาง่ายๆ แค่น้ำมันขึ้นขนาดนี้ คุณก็แทบตายแล้ว ถ้าเกิดมันขึ้นมาเป็นสองร้อยบาทต่อลิตรล่ะ ถามว่ามีใครอยู่ได้บ้าง ล้มละลายหมด แล้วไม่ใช่ว่ามันเป็นไปไม่ได้นะ ทุนนิยมเดี๋ยวนี้มันบิดเบือนไปแล้ว มันไม่ใช่ทุนนิยมสมัยมาร์ก (มาร์กซิสม์) มันกลายเป็นสิ่งที่ถูกครอบงำโดยซูเปอร์คลาส อภิชนชั้น มันอยู่ได้ด้วยการเก็งกำไร แล้วมันก็ปั่น เพราะน้ำมันนี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องดีมานด์ซัปพลายแล้วนะ เศรษฐศาสตร์มันล่มสลายไปแล้ว คุณรู้ไหม มันเป็นเรื่องของการเก็งกำไรและปั่นราคาไปหมดแล้ว

เพราะฉะนั้น สุดท้าย ผมว่าคนจะตื่นตัว พอตื่นตัวมา มันก็ต้องล้มไอ้ซูเปอร์คลาสนี่ให้ได้ จะล้มไอ้ซูเปอร์คลาสนี่ได้ ก็ต้องถอดรื้อบริษัทข้ามชาติ ถอดรื้อตลาดเก็งกำไร คอมมูนิตี้นี้ทั้งหมด แล้วก็ตกลงกติกากันใหม่ว่า คุณจะทำเศรษฐกิจยังไงเพื่อให้ทุกคนอยู่กันได้ มีกินมีใช้ มันก็ต้องหันมาหาหลักเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเราไม่กลับมาสู่เศรษฐกิจพอเพียงนะ มันกลียุคแน่นอน ทุกวันนี้มันก็เริ่มส่อเค้าให้เห็นบ้างแล้ว เพราะพอเราเห็นแบบนี้แล้ว "หมากตัวแรกที่เราต้องโค่นให้ได้ก่อนก็คือระบอบทักษิณ" หลังจากนั้นเราจะได้มีเวลาเต็มที่ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่ กำลังจะมาถึง

*** วิถีแห่ง 'จอมคนเหนือโลก' กับ 'จอมคนพิชิตแผ่นดิน' ***

นอกเหนือไปจากศาสตร์แขนงต่างๆ เป็นที่รู้กันดีว่า อ.สุวินัยเป็นนักอ่านนิยายกำลังภายในตัวยงคนหนึ่ง และถ้าจะพูดให้ถูกยิ่งกว่าก็คือว่าเป็นนักอ่านในระดับขั้นที่ "ตกผลึก" ซึมลึกสู่เลือดเนื้อจิตวิญญาณ...


"ผมอ่านทั้งโกวเล้ง กิมย้ง แต่ที่ผมชื่นชอบที่สุดกลับเป็นหวงอี้ เพราะเขามีความแปลกใหม่ คือเขาเขียนในเชิงแอกชั่นเหมือนหนังแอกชั่น แต่ก็แฝงภูมิปัญญาที่เป็นองค์ความรู้เยอะมาก
งานของหวงอี้จะมีตัวละครหลักอยู่ 2 ประเภทคือ "จอมคนพิชิตแผ่นดิน" กับ "จอมคนเหนือโลก" แล้วนิสัยส่วนตัวของผมเองจะชอบคนแบบจอมคนเหนือโลก อย่างในมังกรคู่ ผมก็ชอบตัวละครแบบฉีจื่อหลิง เวลาผมมองคุณสนธิเป็นแบบโค่วจง คือเป็นจอมคนพิชิตแผ่นดิน แต่ก็ไม่มีอะไรเหนือกว่านะเพียงแต่จริตมันต่างกัน หรืออย่างในเรื่องเทพมารสะท้านภพ เราก็ชอบคนอย่าง "ล่างฟานหวิน" ถ้าเป็นจอมคนแผ่นดินเดือด ผมก็ชอบคนอย่าง "เอี้ยนเฟย" ซึ่งเป็นคนที่ไม่สนอำนาจ แต่ก็อยากเปลี่ยนแปลงสังคม แต่พอเปลี่ยนแปลงได้แล้วก็กลับสู่โลกของตัวเองแสวงหาความหลุดพ้น
จอมคนเหนือโลก คือ โลกุตตระ ลาภยศสรรเสริญ ไม่อาจครอบงำจิตใจได้ แต่จอมคนพิชิตแผ่นดินนี่ ในที่สุดจะกลายเป็นผู้ปกครอง ก็จะยังอยู่ในวงจรของอำนาจและโลกธรรม
แต่ตัวละครของโกวเล้งมันไม่มีมิติแบบนี้เลย มีแต่จอมคนที่เป็นขี้เหล้าเสเพล ทำให้คนอ่านสับสนในความเป็นตัวเอก มิติประวัติศาสตร์ก็มีน้อยมาก ในแง่ของความสร้างสรรค์ ผมว่าสู้หวงอี้ไม่ได้ รวมทั้งความเข้าอกเข้าใจในเรื่องสงครามด้วย
คนอย่างลี้คิมฮวง (ตัวละครเอกใน "ฤทธิ์มีดสั้น" วรรณกรรมมาสเตอร์พีชของโกวเล้ง) ก็เหนือโลกนะ แต่มันไม่สมจริง คือขี้เหล้าขนาดนั้นมันไม่ใช่ไง มันเหมือนกับคนที่ถูกนิวรณ์ครอบงำ อารมณ์หดหู่ มันไม่ใช่จิตใจของคนที่อยู่เหนือโลก คนที่อยู่เหนือโลกมันต้องจิตกระจ่าง แต่ถึงอย่างไร คนอ่านส่วนใหญ่ก็ยังชอบลี้คิมฮวงนะ เพราะอย่างน้อยๆ จิตใจแบบลี้คิมฮวงก็เป็นจิตใจที่ยิ่งใหญ่ เป็นคนที่มากน้ำใจ เป็นคนที่มีจิตใจสูงส่ง ไม่ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ โอเค บุคลิกแบบนี้ผมก็ชอบ เพียงแต่ว่าผมอาจจะโตขึ้นแล้วก็ได้ ผมจึงหลุดจากวรรณกรรมโกวเล้ง"


(จาก นิตยสารผู้จัดการรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21 -27 ก.ค. 2551)

เรื่อง : อภินันท์ บุญเรืองพะเนา
ภาพ : นิรุจน์ ตฤษณานนท์

Credit Link: http://www.dragon-press.com/

Thursday, 1 May 2008

นิยามการมีชีวิตอยู่ของตนโดยการเปิดเผยอัตตาตัวตนของตน ต่อโลกและจักรวาล


ความเป็นยอดคน มิใช่ตัววัดคุณค่าแห่งการยอมรับ..หากแต่ว่า ยังต้องตั้งอยู่บนเส้นทางอันประเสริฐ จึงนับได้ว่าเป็นวิถีทางอันแท้จริง และก็มีแต่ผู้ที่แสวงหาเส้นทางนี้เท่านั้น จึงควรค่าแก่การถูกเรียกขานว่าเป็น "ผู้มีใจอันประเสริฐ" หรือ "ผู้เป็นอริยะ"ปุถุชน.. นิยามการมีชีวิตอยู่ของตนโดยการเปิดเผยอัตตาตัวตนของตน ต่อโลกและจักรวาลแต่ผู้เป็นอริยะ..นิยามการมีชีวิตของตนโดยการมีชีวิตอยู่ เพื่อสลายอัตตาตัวตนนั้นเอง [ Read More ]


คงมีแต่ผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เท่านั้นจึงสามารถเปลี่ยนแปรสภาพตนเองจากบุคคลธรรมดา กลายเป็น “ยอดคน” ได้ในสายตาของคนทั่วไป



เคยมีผู้กว่าว่า.....

ชีวิตของคนเราคลับคล้ายกับการปีนป่ายยอดเขาสูงชันหากเปรียบเปรยขุนเขาเป็นดั่งความใฝ่ฝันของชีวิต เช่นนั้นแล้ว บริเวณเชิงเขาก็คือจุดเริ่มต้น และยอดเขาก็คือ จุดหมายปลายทางแห่งฝันที่รอคอยการพิชิตในความเป็นจริงนั้นไม่แน่เสมอไปว่า ทุกผู้คนจะสามารถเดินทางไปสู่ยอดเขาอันเป็นจุดหมายได้ สาเหตุเพราะเขายิ่งสูงย่อมยากนักที่จะปีนป่าย บางคนกระทั่งส่วนใหญ่ มักท้อและยุติการเดินทางเสียก่อนที่จะไปถึงยอด มีไม่น้อยถึงกับพลัดตกลงมา แต่ยังมีบุคคลบางประเภทเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกำลังกายและพลังใจอันแข็งแกร่ง สามารถป่ายปีนขึ้นไปถึงยอดเขาได้ เรื่องที่คนส่วนใหญ่กระทำไม่ได้กลับมีแต่เขาที่กระทำได้ดังนั้น คงมีแต่ผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เท่านั้นจึงสามารถเปลี่ยนแปรสภาพตนเองจากบุคคลธรรมดา กลายเป็น “ยอดคน” ได้ในสายตาของคนทั่วไปหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงบุคคลประเภทนั้น







Wednesday, 30 April 2008

เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าชีวิตของคนเราคลับคล้ายกับการปีนป่ายยอดเขาสูงชันหากเปรียบเปรยขุนเขาเป็นดั่งความใฝ่ฝันของชีวิต เช่นนั้นแล้ว บริเวณเชิงเขาก็คือจุดเริ่มต้น และยอดเขาก็คือ จุดหมายปลายทางแห่งฝันที่รอคอยการพิชิตในความเป็นจริงนั้นไม่แน่เสมอไปว่า ทุกผู้คนจะสามารถเดินทางไปสู่ยอดเขาอันเป็นจุดหมายได้ สาเหตุเพราะเขายิ่งสูงย่อมยากนักที่จะปีนป่าย บางคนกระทั่งส่วนใหญ่ มักท้อและยุติการเดินทางเสียก่อนที่จะไปถึงยอด มีไม่น้อยถึงกับพลัดตกลงมา แต่ยังมีบุคคลบางประเภทเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกำลังกายและพลังใจอันแข็งแกร่ง สามารถป่ายปีนขึ้นไปถึงยอดเขาได้ เรื่องที่คนส่วนใหญ่กระทำไม่ได้กลับมีแต่เขาที่กระทำได้ดังนั้น คงมีแต่ผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เท่านั้นจึงสามารถเปลี่ยนแปรสภาพตนเองจากบุคคลธรรมดา กลายเป็น “ยอดคน” ได้ในสายตาของคนทั่วไปหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงบุคคลประเภทนั้น
ภาพคลิปวิดีโอ: อ.สุวินัย ภรณวลัย เล่นพิณกู่เจิ่ง บนเวทีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
ไม่สามารถเปิดไฟล์ได้


กรุณาติดตั้งโปรแกรม >>Flash Player<<ก่อนค่ะ





Saturday, 26 April 2008

"ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาตร์ สอนให้ฉันรักประชาชน"

"ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาตร์ สอนให้ฉันรักประชาชน"
จิตวิญญาณของธรรมศาตร์ มันหายไปไหนกันหมดแล้วนี่......

20 พฤศจิกายน
กลับมาแว้นจ้า
กว่าจะได้มาอัพสเปซของตัวเอง คิดถึงจัง เพราะแป้นพิมพ์ใช้ไม่ได้ช่วงนึง มันเจ๊ง เลยได้แค่ไปโพสท์ข้อความสั้นๆตาม hi5คนอื่น
ตอนนี้ซื้อมาใหม่แล้วคีย์บอร์ดตัวหนังสือเล็กเท่าจิ๋มมด แถมมีตัว ฃ กะ ฅ มาให้ด้วย อยู่ตรงตำแหน่ง ปุ่ม enter ปุ่มใหญ่(ปกติจะเป็นรูปตัวแอลกลบหัว อันนี้ย่อให้เหลือเท่าแค๊ปล๊อคส่วนด้านบนเป็นไอ2ตัวนั่นแหละ แต่ตัวหนั
สือเล็กจิงๆ ประมาณอังสนาขนาดประมาณ 8 เล็กมาก ซื้อมาไม่ดูเลยว่าคนเล่นนั้นอายุเท่าไหร่แล้ว แต่ก็ดีคิดถึงสเปซตั้งนาน ตอนพิมพ์ไม่ได้เลยต้องเอาบทความที่ชอบมาลงแทน ตอนนี้พิมพ์ได้แล้วเลยมา ว่างๆจะมาบ่นต่อ ชะแว้บ

18 พฤศจิกายน
ตนทำบาปเอง...ย่อมเศร้าหมองเอง...

อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติตนทำบาปเอง...ย่อมเศร้าหมองเอง...การทำบาป...หมายถึง...การทำความชั่วร้าย...ความเลว.....ความไม่ดีทุกชนิด...ที่เรียกว่า...ทุจริต...มี ๓ อย่าง.....คือ...กายทุจริต...ทำชั่วด้วยกาย.....วจีทุจริต...ทำความชั่วด้วยวาจา.....มโนทุจริต...ทำความชั่วด้วยใจ.....มนุษย์ทั้งหลาย...รู้ทั้งรู้ว่า...บาปเป็นธรรมที่ชั่ว...เลว.....แต่ก็ยังทำอยู่อีก...เพราะยังฝึกตนเองไม่ได้.....บาปนั้น...เปรียบเสมือน...ปลาเน่า.....ถ้าเอาสิ่งใดไปห่อ...หรือกระทบเข้า.....สิ่งนั้นก็เหม็นไปด้วย...ฉันใด.....บาปนั้น...ถ้าเราทำมันเอง.....มันก็เปื้อนตัวเราเอง...ฉันนั้น...เช่นกัน.....(จากคัมภีร์ ขุทฺทกนิกาย มหานิทฺเทส)
0:28 เพิ่มข้อคิดเห็น ส่งข้อความ ลิงก์ถาวร ดูการติดตามข้อมูล (0) จัดทำ Blog
ไม่ควรพร่าประโยชน์ตน... เพราะประโยชน์ผู้อื่น..แม้มาก...
อตฺตทตุถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเยไม่ควรพร่าประโยชน์ตน...เพราะประโยชน์ผู้อื่น...แม้มาก.....ประโยชน์...หมายถึง...สิ่งที่จะพึงได้..พึงถึง..มี ๓ อย่าง คือ.....

18 พฤศจิกายน
ตนทำบาปเอง...ย่อมเศร้าหมองเอง...

อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติตนทำบาปเอง...ย่อมเศร้าหมองเอง...การทำบาป...หมายถึง...การทำความชั่วร้าย...ความเลว.....ความไม่ดีทุกชนิด...ที่เรียกว่า...ทุจริต...มี ๓ อย่าง.....คือ...กายทุจริต...ทำชั่วด้วยกาย.....วจีทุจริต...ทำความชั่วด้วยวาจา.....มโนทุจริต...ทำความชั่วด้วยใจ.....มนุษย์ทั้งหลาย...รู้ทั้งรู้ว่า...บาปเป็นธรรมที่ชั่ว...เลว.....แต่ก็ยังทำอยู่อีก...เพราะยังฝึกตนเองไม่ได้.....บาปนั้น...เปรียบเสมือน...ปลาเน่า.....ถ้าเอาสิ่งใดไปห่อ...หรือกระทบเข้า.....สิ่งนั้นก็เหม็นไปด้วย...ฉันใด.....บาปนั้น...ถ้าเราทำมันเอง.....มันก็เปื้อนตัวเราเอง...ฉันนั้น...เช่นกัน.....(จากคัมภีร์ ขุทฺทกนิกาย มหานิทฺเทส)

18 พฤศจิกายน
ไม่ควรพร่าประโยชน์ตน... เพราะประโยชน์ผู้อื่น..แม้มาก...
อตฺตทตุถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเยไม่ควรพร่าประโยชน์ตน...เพราะประโยชน์ผู้อื่น...แม้มาก.....ประโยชน์...หมายถึง...สิ่งที่จะพึงได้..พึงถึง..มี ๓ อย่าง คือ.....ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์........ประโยชน์ในภพนี้.....สัมปรายิกัตถประโยชน์.........ประโยชน์ในภพหน้า.....ปรมัตถประโยชน์................ประโยชน์อย่างยอดเยี่ยม.....ทั้ง ๓ อย่างนี้...เป็นทั้งประโยชน์ส่วนตัว..และประโยชน์ส่วนรวม.....ท่านสอนให้ทำประโยชน์..ส่วนตนก่อน.....แต่มิใช่สอนให้เป็นคนเห็นแก่ตัว.....แต่สอนเพื่อให้..คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน.....ทำประโยชน์..ส่วนตนให้สำเร็จก่อน.....เปรียบเหมือน..คนไข้รักษาคนไข้ด้วยกัน..ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย..แล้วจึงไปทำประโยชน์..ของผู้อื่น..ตามสมควรแก่กำลัง.....ความสามารถ..ของตนอย่างเต็มที่..ในภายหลัง.....(จากคัมภีร์ ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทคาถา)

ทุกข์(อื่น)ยิ่งกว่ากาม ย่อมไม่มี
นตฺถิ กามา ปรํ ทุกฺขํทุกข์ (อื่น) ยิ่งกว่ากาม...ย่อมไม่มี.....กามตัณหา...ที่ทะเยอทะยาน..ดิ้นรน.....อยากได้ใน..รูป..เสียง..กลิ่น..รส..สัมผัส..และ..อารมณ์.....ที่น่าปรารถนา..น่าชอบใจ..และในสิ่งที่เย็น..ร้อน..อ่อน..แข็ง.....มาตอบสนอง..ความต้องการของตนเอง.....และ..เป็นความอยาก..ที่ไม่มีที่สิ้นสุด.....จึงพยายามทุกวิถีทาง..ที่จะให้ได้มา..แม้จะลำบากเพียงใดก็ตาม.....

07 พฤศจิกายน
ยาพิษ
ยาพิษ ศิลปิน :บอดี้สลัม(3) อัลบั้ม:Save my grade เรื่องง่ายๆแต่ความหมายสุดลึกล้ำ เรื่องง่ายๆที่ตูเรียนประจำซ้ำไปซ้ำมา คิดจะตอบแต่ก็ตอบอย่างไม่คิด รู้ไหมว่าหนึ่งชีวิตของใคร ต้องเกิดปัญหา *เรียนซ้ำปางตาย ติดเอฟกระจาย คิดว่าคงได้D แต่แล้วเป็นไง... กับข้อสอบร้ายๆ **จะสอบ ยังคึกคัก จิ้งจกยังมาทัก แต่เราไม่เคยสน ก้อไปมั่วเอา อ่านโจทย์ก้อไม่รู้ ตาลายมองไม่เห็น ห้องแอร์ก้อไม่เย็น นาฬิกาตาย คำตอบที่ไม่เคยคิด ที่จริงก็คือยาพิษ ทำลายชีวิตของคนงงงวย เคยจะรู้บ้างหรือเปล่า คิดหรือเปล่า ว่าตัวเองนั้นจะซวย พิษของข้อสอบ ร้ายแรง แค่ไหน เพื่อนว่าง่าย อันตรายอย่างมหันต์ รู้ไว้ด้วยว่าความหมายของมันสำคัญ แค่ไหน

ป๊ะกะวี
วันนี้ไปช่วยวีแจกโบชัวร์ร้านนวดหน้าของแฟนมันมา เตยซะอย่างแจกอย่างมืออาชีพ คริคริ วันนี้ก็เลยได้คุยกันเรื่อยเปื่อนนั่งบ่นกันอยู่2คน ไปกินข้าวด้วยกันด้วย โบก็ไปตอนแรกกลัวโบไม่กล้าคุย เกร็งๆ ปรากฎเนียนไปด้วยกันได้นั่งหัวเราะกันอยู่ตรงร้านนั่นแหละ พอคุยกะวีก็คิดถึงที่โขนกลุ่มพวกเราเนาะ ตกลงกะวีแล้วว่าจะไปเรียนโขนทุกวันพะรึหัด โอเชเลย ตกลงตามนี้หึหึ เราจะกลับไปแสดงศักดาให้คนที่โขนได้รู้ว่า ลิงโดยสันดานนี้เป็นอย่างไร เหอะๆ ตอนนี้หย่องได้กะจึ๋งนึงต้องไปฝึกใหม่ๆ เต้นเสาด้วยเหอๆ แต่หนูคงไม่ตีลังกานะครู เดี๋ยวมึน

05 พฤศจิกายน
เรื่อยเปื่อย
อยากมีสมุดบันทึกมั่งจัง เหมือนที่เด็กผู้หญิงต้องมีไดอารี่น่ะ เคยมีแต่บันทึกได้3วัน สมุดนั้นก็กลายเป็นที่ทดเลขกะวาดรูปเล่น ตอนนี้มาบันทึกแต่ในสเปซเนี่ยแหละ
อยากจดมั่งจะได้ฝึกมือให้เขียนเร็วๆฝีมือตกไปเยอะเลย แต่ก่อนจดได้ว่องมาก จำได้ที่อ.สุพจน์ที่สอนชีวะพูดจดได้เกือบทุกคำ แต่เดี๋ยวนี้มือไม่ค่อยเร็วเหมือนก่อน
สงสัยแต่ก่อนลอกการบ้านเพื่อนบ่อยเลยจดอะไรก็เร็วไปหมด เดี๋ยวนี้ไม่มีการบ้าน มีแต่สอบลอกก็ไม่ได้ เฮ้อ

ซื้อหนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น มา จำไม่ได้ว่าอะไรดลใจให้ซื้อ แต่เคยเข้าแว๊บไปอ่านบทนึงในหนังสือเล่มนี้แหละที่ร้านนายอินทร์(ต้องขอบคุณพี่ที่ร้านนี้มาก ชอบไปเปิดนิตยสารดูหน้าร้านแบบเร็วเท่าความเร็วแสง แระก็ไม่ซื้อแต่พี่ก็ยังไม่ว่า(ที่จิงก็ว่าไม่ได้น่ะนะ)พูดต้อนรับดี ขอบคุณค่ะ)แล้วชอบมาก ไม่รุจิอ่านแล้วมันต่อไปได้เรื่อยๆ อ่านไปคิดไป มันก็ใช่ เลยตัดสินใจซื้อที่ร้านเนี้ยเลย อุดหนุนๆ)เล่มละ 175 บาทเอง แล้วตอนนี้อ่านจบไป2บทแล้วมั้ง นิดเดียวเองน่ะ แต่ก็ยังไม่เบื่อคาดว่า ถ้าจัดเวลาหาเวลาที่ได้อยู่นิ่งๆนานซัก1ชั่วโมง แป๊บเดียวจบเล่ม เพราะเป็นคนอ่านหนังสือเร็วมาก เดี๋ยวไปอ่านก่อนนอนซัก1บทจะได้หลับฝันดี

วันนี้ไปดูหนังเรื่อง skin walker มา นึกว่าเป็นหนังสยองขวัญแบบโหดๆ เพราะถ้าเป็นหนังผีจะไม่เข้าไปดูเด็ดขาด พอไปดูกลับกลายเป็น....หนังมนุษย์หมาป่า ขอบอกว่าอารมณ์แรกที่รู้เซงมากมาย แต่พอดูไป หัวหน้าไอตัวร้ายแมร่ง หล่อขั้นเทพ จิงๆหล่อมากหุ่นดีแนวๆละตินเลย ผู้หญิงแม่เด็กก็สวยแนวๆนั่นอเมกาใต้ สรุปเรื่องนี้ไม่ได้สนใจอะไรนอกจาก ผู้ชายกะผู้หญิงคู่นี้(มีฉากอิ๊บๆด้วยของผู้ชายหล่อกะผู้หญิงอีกคนขอบอกหลังผู้ชายบึกมากมาย กรี๊ดๆในใจ)

วันนี้ก็คุยกะวี วีมันเหงาเราเข้าใจ ล้อเล่น วันโทรมาถามเรื่องเรียนคอมด้วย ยังไม่ได้ไปดูให้เพราะไม่ได้ไปราม มันบอกให้เรียนจบภายในปีหน้าจะได้รับพร้อมกัน นี่เป็นแรงฮึดสำคัญอยากจบพร้อมเพื่อนๆในกลุ่มจัง คิดถึงมากมายนะ ไม่ค่อยได้เจอกันเลย เรียนคนละคณะ เตยก็ไม่ได้ไปซ้อมโขน วีก็ทำงาน แต่ยังคิดถึงเสมอนะ
ช่วงนี้รู้สึกเหงาๆไงไม่รู้ วีก็ถามวันนี้เตยมึงไม่เหงาเหรอ (มันถามเพราะห่างกับแควนมัน อารมณ์คนมีแควนก็งี้) ถามมาตอบไปกูไม่เคยมีแควนก็เลยไม่รู้สึกเหงาอะไร แต่ตอนนี้เหงา รู้สึกเหมือนคนรอบข้างแปลกไป แปลกไปหมด (ไม่รวมวีกะกล้วยนะเพราะเรา3คนรู้สันดานกันดี เตยมีอะไร วีกับกล้วยรู้เป็นคู่แรกเลย) เหมือนแสร้งทำ แสร้งพูดกัน รู้สึกว่าความจริงใจที่เคยมีมาค่อยๆหายไปกันหมด ปิดบังกัน ทำไมไม่ปล่อยวางมั่ง ปิดแล้วไม่รู้สึกอึดอัดเหรอ ที่พูดไม่ใช่เพราะอยากรู้แต่รู้สึกมันอึดอัดแทนยังไงไม่รู้ พูดแต่ละทีนึกคำนานมาก แต่หน้าตาก็แสดงออกมาอยู่แล้วว่าจริงๆอยากพูดอะไร แต่ก็นะมันเป็นสัญชาตญาณมนุษย์ที่จะแสดงออกต่อคนที่สนิทที่สุดเพราะพอสนิทแล้วก็จะไว้ใจ ขั้นเทพอย่างเราคงไม่รู้(เพราะเตยคนนี้บอกทุกอย่าง ไม่มีความลับ) มันก็เลยเหงาเพราะอย่างงี้ เลยอยากเจอวีเจอกล้วยเจอบอย พี่แนน พี่ฟาง โป้ง กลุ่มของพวกเรา บางช่วงเตยก็ได้หายไปจากกลุ่มแต่ก็ไม่เคยลืมทุกคนนะ ยังคิดถึงเสมอ จะเรียนให้จบเร็วที่สุด จะได้จบพร้อมๆกันนะ สู้สู้
ไอวีบอกเมื่อไหร่เตยจะกลับมาเปผ็นคนที่ร่าเริงเหมือนเดิม ก็จริงเนาะไม่ร่าเริงเหมือนเก่า คนที่ลีลาศอาจคิดไอเตยเนี่ยยังไม่เรียกว่าโคตรเฮฮาอีกเหรอ แต่อยากตะโกนให้รู้ว่าตอนอยู่กับวีกับกล้วยบอยพี่แนนพี่ฟางโป้งที่โขนร่าเริงแบบไม่ต้องไม่มีใครปกปิดอะไรเปิดกันโท่งๆเลย ลีลาศก็ร่าเริง แต่บางทีก็อย่างที่บอก...อารมณ์มนุษย์ขั้นเทพอย่างเราคงไม่เข้าใจ

ช่วงนี้เริ่มปล่อยๆ(ประมาณช่างแม่ง)กับคนรอบข้าง ประมาณว่ามึงจะปิดห่าอะไรกูก็ไม่สนใจแล้ว เริ่มใช้ชีวิตสบายๆ เพราะได้อ่านบทความที่เพิ่งโพสท์ไป (ที่จริงเคยอ่านแต่ลืมไปแล้ว เจออีกเลยเอามาเก็บไว้กันลืม) แต่ก็ไม่ใช่ว่าปล่อยปะละเลย สบายๆหมายถึงอารมณ์ไม่เซไปกับอารมณ์คนรอบข้าง แค่ประมาณว่ารับรู้ว่าไอคนนั้นอารมณ์มันเป็นไง ถ้าโอก็เข้าใกล้ถ้าไม่ก็ห่างๆไว้โอกาสหน้าเจอกันใหม่ หาอะไรทำตลอด ไม่เคยไม่มีอะไร


05 พฤศจิกายน
เหลืออีกกี่วันที่จะ....
คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี 1 ปี เท่ากับ 365 วัน แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม...ไม่เลว 3,120 สัปดาห์ แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา แทบเบือนหน้าจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับแถวหลังเพื่อรอวันลาโลก เปล่าเลย ผมไม่ได้กลัวตาย ตรงกันข้าม ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวณในเชิงตัวเลข ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้ฟัง หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เคยดู ความรู้สึกในใจมากมายที่ยังไม่เคยบอก พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย...กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามันน้อยเกินไปจริงๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้น คือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี นี่เรากำลังอ่านอะไรบ้าบอ อยู่เนี่ยคิดมากไร้สาระ ฟุ้งซ่าน(รู้นะว่าพวกเธอคิดอยู่) ....ไม่เลย นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งนั้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ นี่คือ เรื่องจริงเรื่องหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามมันไป งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 18 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,235 วัน และผ่านคืน วันเสาร์มา ร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น...คำนวณเองบ้างซิว้อย!!! เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลาที่(คาดว่าน่าจะ)เหลืออยู่ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะยังไงกับมันดี แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้ เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า เงินเดือน บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น แต่กลับปล่อยให้หัวใจตัวเองเหลือแต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ...ไอ้บ้า!!! และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา' ... ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องนั่งฆ่าเวลากันเลย บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ ลองคิดแบบนี้บ้าง...ใช่แล้ว...เราจะเกิดความเสียดายเพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านอย่างที่เราไม่ได้ทำ ตายได้ยังไงหากฝันไม่สำเร็จ...ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย แต่ให้รีบทำทุกอย่างก่อน ที่จะตาย...ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้ เคยสงสัยมั้ย... ทำไมเราถูกกำหนดไม่ให้รู้วันตายของตัวเองเพราะมันจะทำให้เราไม่แยแสทุกสิ่งทุกอย่าง และตอบสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งในทางดีและทางชั่ว และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า เอาแบบว่าถ้าตายวันพรุ่งนี้ก็จะได้นอนตาหลับ เกิดโชคดีไม่ตายขึ้นมาเราก็จะได้กำไรในการอยู่ต่อเพื่อทำสิ่งดีที่ยังค้างคา ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า...พรุ่งนี้ชั้นจะตายแล้ว ทำในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก ตามฝันของเราไปสุดโต่ง...ต้องรีบแล้ว...เดี๋ยวตายยนะ...เตือนแล้วไง รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย...เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ)ตายแล้ว ใช้เวลา(ที่อาจจะ)สุดท้ายที่มีต่อกันไว้ กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดสุดท้ายของเรา นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อยๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอยให้สัมภาษณ์ยมบาล คนข้างบ้านเดินหน้าแป้นแล้นมาบอกกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน ในมือมีซองสีชมพูพร้อม การ์ด ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง แต่เมื่อกี๊นี้ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทร.มา ปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย... แต่กว่าที่คนเป็นแม่จะได้รู้ข่าวร้าย ก็ ปาไป 5 วัน ซองในมือผมกลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้กลายเป็นพวงหรีดและทั้งหมดกลายเป็น แรงบันดาลใจที่อยากจะบอกว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ อ้าว!!! รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ

05 พฤศจิกายน
ที่นี่ เราคือรามฯ
มาร์ชรามคำแหง
คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร ทำนอง พิมพ์ปฏิภาณ พึ่งธรรมจิตต์ ขับร้อง ประสานเสียงนักร้องศิลปากร ธานินทร์ อินทรเทพ
อ้า.....สำนักใดเชิดชูวิชา หลักศิลาที่จารึกรูปธรรม งดงามคู่รามคำแหง ทุกคนแกร่งหัวใจจุดประกายฝันเกรียว ร่วมเส้นทางจะหมางกันทำไม ก้าวเดินไปอย่าให้เป็นถนนสายเปลี่ยว ประสานใจกันให้แน่นเหนียว ร่วมรักกลมเกลียว เหนี่ยวใจสามัคคี รามคำแหง เชี่ยวชาญกีฬา รามคำแหง แกร่งวิชาทุกที่ รามคำแหง คู่ปฐพี คุณธรรมความดีคู่ฟ้า ทุกคนพร้อมหน้า นักศึกษารักสถาบัน ลูกพ่อขุน ต่างคนหล่อหลอม ลูกพ่อขุน อย่ายอมใครหยัน ลูกพ่อขุน ก้าวไปด้วยกันใกล้วันเป็นบัณฑิตแล้ว ชีวิตวับแวว เข้าแถวรับปริญญา เฮ..... (ชาย) “ฝ้ายคำ” จำใจ ลาร้าง อ้างว้างใจ อ้างว้างจน ทนมิได้ น้ำตา หลั่งมา จากไหน ฉันร้องไห้ เธอไม่เห็น เป็นน้ำตา

(หญิง) หวานฉ่ำ “ฝ้ายคำ” จำไว้ อย่าน้อยใจ ให้ระคาง วันข้างหน้า น้ำตา ตกใน เธอจ๋า ฟ้ารู้ดี ว่าคืนนี้ คิดถึงจัง แหล่ง.....สำนักเชิดชูวิชา หลักศิลาที่จารึกรูปธรรม งดงามคู่รามคำแหง ทุกคนแกร่งหัวใจจุดประกายฝันเกรียว ร่วมเส้นทางจะหมางเมินกันทำไม ก้าวเดินไปอย่าเป็นถนนสายเปลี่ยว ประสานหัวใจกันให้แน่นเหนียว รวมรักกลมเกลียว เหนี่ยวใจสามัคคี

02 พฤศจิกายน
ดาบของมูซาชิ
ดาบของมูซาชิ นั้นไม่ใช่ดาบแห่งการฆ่า แห่งความเกลียดชังสาปแช่งมนุษย์ แต่ดาบของมูซาชิ คือ ดาบแห่งการปกป้อง คือดาบแห่งรักมูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์สุวินัย ภรณวลัยเชื่อในโชคชะตาที่ผ่านไปของตัวเอง แต่ไม่เชื่อโชคชะตาที่ทำนายเกี่ยวกับอนาคตตัวเอง สำหรับอนาคตข้างหน้าเพียงเชื่อในสิ่งที่ทำอยู่ในกำมือของตนเท่านั้น
ยอดคน Heart&Soul หน้า 187ดร.สุวินัย ภรณวลัย

01 พฤศจิกายน
คั่ว
คั่วผู้ชายโครตรวยต้อง สวยปิ๊ง คั่วผู้ชายมาดนิ๊งต้อง ปิ๊งกว่า คั่วผู้ชายออดอ้อนต้อง มารยา คั่วผู้ชายแพศยาต้อง เอ็นดู คั่วผู้ชายในกลุ่มต้อง ซุ่มเงียบ คั่วผู้ชายมาดเฉียบต้อง สุขุม คั่วผู้ชายรักสนุกต้อง ยาคุม คั่วผู้ชายสวนลุมฯต้อง เตรียมตังส์ คั่วผู้ชายทันสมัยต้อง ใจเด็ด คั่วผู้ชายหัวเห็ดต้อง แสร้งโง่ คั่วผู้ชายหนุ่มใหญ่ต้อง ฟอร์มโต คั่วผู้ชายคุยโวต้อง อดทน คั่วผู้ชายหน้ายิ้มต้อง ยิ้มตอบ คั่วผู้ชายซักกระสอบอย่า สับสน คั่วผู้ชายบ้านรวยต้อง แกล้งจน คั่วผู้ชายสัปดนต้อง เตรียมใจ คั่วผู้ชายในบาร์ต้อง กล้าทิป คั่วผู้ชายในลิฟท์ต้อง หน้าใส คั่วผู้ชายบนรถเมล์ต้อง แถเข้าไว้ คั่วผู้ชายบ้านใกล้อย่า ใส่กลอน คั่วผู้ชายชอบเที่ยวต้อง เปรี้ยวจัด คั่วผู้ชายอ่อนหัดต้อง คอยสอน คั่วผู้ชายละอ่อนต้อง อย่างอน คั่วผู้ชายใจร้อนต้อง ใจเย็น จะคั่วชายชนิดใดดูให้ทั่ว แต่อย่าคั่วผัวชาวบ้านเย้ยให้เห็น ประเดี๋ยวจะหน้าแหกแหลกกระเซ็น เมียเสือกเห็นแล้วจะหาว่าไม่เตือน.... 555

31 ตุลาคม
KOREA, IT's HOT.
ตอนนี้ชื่อเกาหลีกะลังฟีเวอร์ อยากได้ชื่อเกาหลีมั้ย เรามีให้คุณเลือก

1 ยุง

30 ตุลาคม
ธรรมะในน้ำ6ประการ
1. ละลายของแข็ง น้ำเป็นของอ่อนแต่มีอานุภาพละลายของแข็งได้ เช่น น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อนได้ พระพุทธศาสนาสอนให้มีจุดยืนชัดเจนว่า ให้ทำความดีเสมอๆ ด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพเรียบร้อย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ ความเคารพ อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นมงคลสูงสุด”2. แรงสามัคคี โดยธรรมชาติของน้ำจะรวมตัวอยู่เสมอ เมื่อเราเอามีดเข้าไปฟันเอาขวานเข้าไปถากจะมีรอยแยกให้เห็นเพียงแว่บเดียว แล้วจะรวมตัวกันโดยไม่ปรากฎให้เห็นรอยแยกว่าอยู่ตรงไหน เช่นเดียวกับคนเราการทำกิจกรรมใดๆก็ตาม ความสามัคคีเป็นพลังสำคัญในการทำให้กิจการสำเร็จได้ด้วยดี3. มีความชุ่มเย็น เอกลักษณ์ของน้ำ คือ ความชุ่มเย็นและก็เป็นปัจจัยให้สรรพสิ่งในโลกมีชีวิตอยู่อย่างสุขสงบเปรียบธรรมะก็คือเมตตา การอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความมีน้ำใจ ความมีไมตรีต่อกัน ไม่เบียดเบียนข่มเหงกันและกัน4. เน้นยุติธรรม คือ ความเที่ยงตรง ความซื่อตรงของน้ำนั้นแน่นอน เช่น กรณีที่นายช่างสร้างบ้านหรืออาคารต้องใช้น้ำวัดระดับความตรงของสิ่งก่อสร้างนั้นๆ ถือเป็นมาตรฐานที่เชื่อถือได้ รวมทั้งคนทุกระดับชั้นเมื่อไปอาบน้ำ หรือดื่มน้ำก็จะได้รับความชุ่มเย็นและอิ่มชื่นใจเท่ากัน จะไม่มีการเลือกว่าเป็นคนมีฐานะหรือไม่ก็ตาม5. นำประสาน คือ เชื่อมประสานในสรรพสิ่งอยู่อย่างสมดุลกัน เช่นเวลาก่อสร้างอาคารมี หิน ปูนทราย ถ้าขาดน้ำก็ไม่อาจผสมเข้ากันเป็นอาคารใหญ่โตแข็งแรงได้ น้ำจึงประสานช่วยสร้างความมั่นคงเช่นเดียวกับคนผู้อยู่ร่วมกันก็ต้องประสานประโยชน์ให้เข้ากันได้เพื่อความสงบร่วมกัน6. พัฒนาการปรับตน ธรรมชาติของน้ำมีรูปธรรมชัดเจน รู้จักปรับตัวเองได้ดี จะอยู่ในที่ใดไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำลำคลองหรือภาชนะใดๆ ก็จะมีรูปลักษณ์เป็นเช่นนั้น อยู่ในแก้วจะปรากฏ
credit : www.bloggang.com:คุณพ่อน้องbike

30 ตุลาคม
ข้อแตกต่างระหว่างการคิดแบบ Focusที่ปัญหา และ Focus ที่ทางออก
เรื่องที่ 1 เมื่อองค์การนาซ่าได้เริ่มปล่อยจรวดเพื่อการสำรวจอวกาศ พวกเขาพบว่าปากกาไม่สามารถเขียนได้ที่แรงโน้มถ่วงของโลกเท่ากับ 0 (น้ำหมึกไม่สามารถไหลออกมาที่กระดาษที่ต้องการเขียนได้) การแก้ปัญหานี้ ได้ใช้เวลาราว 10 ปีและได้ใช้เงินมูลค่า 12 ล้านดอลล่าห์ (480 ล้านบาท) พวกเขาได้สร้างปากกาที่สามารถใช้งานได้ที่แรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์ เขียนแบบคว่ำ หรือเขียนที่ใต้น้ำได้สามารถเขียนได้ไม่ว่าสภาพผิวเป็นเช่นไร รวมทั้ง ผิว Crystal และที่อุณหภูมิช่วงต่ำกว่าจุดเยือกแข็งจนถึงที่มากกว่า 300 องศาเซลเซียลได้ำ ด้วยปัญหาแบบเดียวกัน ทางรัสเซีย ใช้ "ดินสอ" เรื่องที่ 2 หนึ่งในเรื่องที่นิยมใช้ในการสอนที่ประเทศญี่ปุ่นได้แก่ เรื่องของการเกิดปัญหาที่ว่าสบู่ที่ลูกค้าซื้อไม่มีสบู่มาด้วย คือได้แต่กล่องเปล่าๆมา เรื่องนี้มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตเครื่องสำอางของญี่ปุ่น ได้รับการร้องเรียนจากทางลูกค้าถึงปัญหาดังกล่าว ทางด้านวิศวกรที่รับผิดชอบ ได้แก้ปัญหาโดยการสร้างเครื่อง X-ray เพื่อการตรวจดูว่าภายในของกล่องสบู่มีสบู่หรือไม่ และเพื่อการนี้ก็ได้ให้คน 2 คนคอยเฝ้าที่จอเพื่อดูให้แน่ใจได้ว่าไม่มีการหลุดของกล่องที่ไม่ได้บรรจุสบู่ไป แน่นอนว่าคน 2 คนที่ดูจอมอนิเตอร์คงไม่สนุกในการทำงานนี้เท่าไหร่ ด้วยปัญหาเดียวกัน พนักงานหน้างานที่บริษัทเล็กแห่งหนึ่ง เขาไม่ได้แก้ปัญหาโดยการสร้างเครื่อง X-ray แต่สิ่งที่เขาทำได้แก่ การไปซื้อ"พัดลม"ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม แล้วนำมาเป่าที่รางสายพานขณะที่กล่องสบู่วิ่งผ่านกล่องที่ไม่ได้บรรจุสบู่เมื่อถูกลมก็จะปลิวออกนอกสายพานลำเลียงเอง
credit : www.bloggang.com:คุณพ่อน้องbike

30 ตุลาคม
โจทย์ฟิสิกส์
โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนึ้จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร"รู้จักกันนะครับ บาร์รอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง(อธิบายเพิ่มเติมก็คงต้องบอกว่า อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่นและแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไปความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย) นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึกแล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"ฟังดูเป็นอย่างไรครับคำตอบนี้ ผมฟังครั้งแรกผมยังอมยิ้มเลยครับแต่อาจารย์ที่ตรวจข้อสอบไม่นึกขันอย่างผมด้วยอาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตกนักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้งและคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้ และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่าคำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมาแล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิมเพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไรนักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดีและเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา จับเวลาจนถึงพื้น ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*tกำลัง 2หรือถ้าแดดแรงพอ ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้นแล้ววัดความยาวของเงาบารอมิเตอร์ จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำหรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้มตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล คำนวณจาก T = 2 พาย กำลัง 2 รากที่ 2 ของ l/gถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ จนถึงยอดตึก นับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึกแต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึกคำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูงส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหมช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้
*นักศึกษาคนนั้นคือ นีล โบร์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922*
credit : www.bloggang.com:คุณพ่อน้องbike

30 ตุลาคม
บทความแด่ผู้ไม่พอใจในตนเองที่มีอยู่
คุณเคยรู้สึกไหม ว่าชีวิตช่างลำบาก คุณไม่อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างที่เป็นอยู่ คุณรู้สึกว่าชีวิตนั้น เป็นทุกข์ อาชีพการงานไม่ได้ดั่งใจ อะไร ๆ ก็ผิดพลาดไปหมด ? เรื่องราวต่อไปนี้ อาจจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่คุณมีต่อชีวิตคุณได้ ผมสนทนากับเพื่อนคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะทำงานสองอย่าง รายได้แต่ละเดือนหักลบรายจ่ายแล้วยังเหลือแค่พันกว่า แต่เขาก็มีความสุขมากแล้ว ผมแปลกใจมากที่เขามีความสุขขนาดนั้นเพราะเขามีรายได้น้อย ต้องประหยัดมัธยัสถ์ จึงจะพอมีเหลือเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่สูงอายุ พ่อตาแม่ยายภรรยาและลูกสาวอีกสองคน ไหนจะค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จุกจิกภายในครอบครัว เขาอธิบายให้ฟังว่า เป็นเพราะหลายปีก่อนเขาได้เห็นเหตุการณ์บางอย่างที่ประเทศอินเดีย ขณะนั้นเขาประสบปัญหาที่สาหัสมากสภาพจิตใจตกต่ำ จึงไปเที่ยวอินเดียเพื่อให้สบายใจขึ้น เขาได้เห็นกับตา ผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่ง ถือมีดอีโต้ตัดแขนขวาของลูกตัวเอง สายตาที่หมดหวังของผู้หญิงคนนั้น และเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของเด็กอายุสี่ขวบ จนบัดนี้ยังวนเวียนอยู่ในใจเขามิรู้ลืม คุณอาจจะถามว่า ทำไมแม่คนนั้นจึงต้องทำเช่นนี้ ? เป็นเพราะลูกของเธอซุกซนเกินไปหรือเปล่า? หรือเป็นเพราะแขนของเด็กติดเชื้อ ? ไม่ใช่ที่แท้ทำไปเพื่อให้เด็กสามารถไปขอทานตามถนน! แม่ผู้สิ้นหวังคนนั้นจงใจทำให้ลูกตัวเองพิการ เพื่อเขาสามารถออกขอทานตามท้องถนนได้ เพื่อนของผมคนนี้ตกใจแทบช๊อก ขนมปังในมือของเขาที่เพิ่งกินได้ครึ่งก้อนตกหล่นลงพื้น ทันทีทันใดก็มีเด็ก ๆ ห้าหกคนกรูกันเข้ามา แย่งชิงขนมปังที่เลอะทรายบนพื้น เหมือนกับปฏิกิริยาอัตโนมัติเวลาผจญกับความหิวโหย เขาตกใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว ไกด์ของเขาขับรถพาเขาไปยังร้านขนมปังที่ใกล้ที่สุด เขาเข้าไปในสองร้านของละแวกนั้น ขอซื้อขนมปังทั้งหมดในร้านเจ้าของร้านขนมปังแปลกใจมาก แต่ก็ยินดีขายขนมปังทั้งหมดให้เขา เขาใช้เงินทั้งหมดไม่ถึงหนึ่งร้อยเหรียญ ซื้อขนมปังมาประมาณสี่ร้อยกว่าก้อน (ตกก้อนละไม่ถึง 25 เซน) แล้วใช้อีกหนึ่งร้อยเหรียญซื้อของใช้ประจำวันและแล้ว เขาก็นั่งบนรถบรรทุกที่บรรทุกขนมปังไว้เต็มคันรถ ขับไปบนถนน ขณะที่เขาแจกจ่ายขนมปังและของใช้ประจำวันให้กับเด็ก ๆ ซึ่งพิการเป็นส่วนใหญ่นั้นพวกเขาล้วนโค้งคำนับให้ด้วยความดีใจนั่นเองเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาคิดได้ว่า ทำไมคนเราจึงสามารถละทิ้งศักดิ์ศรีของตนเองเพียงเพื่อชิ้นขนมปังราคาไม่ถึง 25 เซน เขาเริ่มบอกตนเองว่าตนเองนั้นโชคดีแค่ไหนเขามีร่างกายครบสามสิบสอง มีอาชีพการงานมีครอบครัว มีโอกาสบ่นว่าอาหารชิ้นไหนดี อาหารชิ้นไหนไม่อร่อย มีโอกาสสวมใส่เสื้อผ้า มีโอกาสครอบครองสิ่งของมากมายที่คนเหล่านี้ไม่มี ตอนนี้ ผมเริ่มคิดได้และตระหนักได้ว่า ชีวิตของผมมันย่ำแย่จริงหรือ? บางทีมันอาจไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นก็ได้ คุณละ? บางทีเมื่อครั้งหน้าคุณรู้สึกว่าชีวิตของตนกำลังย่ำแย่ ลองคิดถึงเด็กคนที่ต้องเสียแขนเพื่อเป็นขอทานคนนั้น ดูสิ !!! "ความรู้สึกพอ" ไม่ใช่มาจากการเติมเต็มสิ่งที่คุณต้องการ แต่มาจากการตระหนักว่าคุณมีมากมายและเพียงพอเมื่อประตูแห่งความสุขปิดลงประตูอีกบานหนึ่งก็จะเปิดออก แต่บ่อยครั้งเรามัวแต่จ้องบานประตูที่ปิดลงเท่านั้น ไม่ได้สังเกตเห็นประตูอีกบานหนึ่งที่เปิดออกเพื่อเรา จริงอยู่พวกเรามักจะรู้ว่าตนเองมี ก็ต่อเมื่อเราสูญเสียมัน แต่พวกเราก็ต้องคอยจนกว่าของสิ่งนั้นมาถึง จึงจะรู้ตัวว่าเราไม่มีมัน การมอบความรักทั้งหมดให้กับผู้อื่นมิได้หมายความว่าเราจะได้รับความรักตอบกลับมาอย่างเท่าเทียมกัน อย่าหวังว่ารักผู้อื่นแล้วผู้อื่นจะรักตอบ จงสนใจแค่ให้ความรักนั้นเติบโตขึ้นในใจพวกเขา แต่ถ้าไม่เติบโตขึ้นเลย ก็จงพอใจกับความรักที่เติบโตขึ้นในใจของคุณเอง หนึ่งนาทีจึงจะทำลายคน ๆ หนึ่งได้ หนึ่งชั่วโมงจึงจะชอบคน ๆ หนึ่งได้ หนึ่งวันจึงจะรักคน ๆ หนึ่งได้ แต่ต้องใช้เวลาตลอดชั่วชีวิต จึงจะลืมคน ๆ หนึ่งได้ จงอย่ามองเพียงรูปภายนอก เพราะสักวันมันจะหลอกคุณ จงอย่ามองแค่ความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติ เพราะสักวันมันจะซีดจางลง หาใครสักคนที่ยิ้มให้คุณ เพราะเมื่อมีร้อยยิ้ม จะทำให้อารมณ์ของคุณดีขึ้น หาใครสักคนที่ทำให้คุณอมยิ้มได้จากใจจริง บางครั้งเมื่อคุณคิดถึงใครสักคน ความคิดถึงนั้นอาจถึงขั้นให้คุณคว้าตัวเขาออกมาจากความฝัน โอบกอดตัวเขาเอาไว้ ไล่ตามความฝันของคุณเอง ไปยังที่ ๆ คุณอยากไป เป็นอย่างคนที่คุณอยากเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว ซึ่งหมายถึงมีเพียงโอกาสเดียว ในการทำสิ่งที่คุณอยากทำ แปลจากบทความของ "โหว เหวินหย่ง" (เจ้าของผลงาน เกิดมาซน ทั้งสองเล่ม)
credit: www.bloggang.com:คุณพ่อน้องbike

30 ตุลาคม
หนังสืออ่านนอกเวลา
นีส "ขอแค่โทรไปหาบ้างก็ไม่ได้เหรอ เราเป็นแค่เพื่อนกันก็ไม่ได้เหรอ"

ปิง "อย่าดีกว่า แค่นี้ก็เหนื่อยพอแล้วที่จะลืม"

นีส "....อยากจะลืม...นั่นสิเนาะ แต่นีสรักง่ายแล้วลืมยาก"

ปิง "มันไม่ใช่ว่าเกลียดนีสนะ แต่ปิงเหนื่อยที่ต้องพยายามอดทนต่อไป ปิงรู้สึกว่าเราไม่ใช่คนที่จะคบกันแบบนี้ก็แค่นั้น"

นีส "ไม่ใช่ว่าปิงไปเจอใครคนใหม่เหรอ"

ปิง "ถ้านีสคิดอย่างงั้นนะ แต่ถ้าปิงเจอใครใหม่จริงๆแล้วคบกับเค้าแล้วมีความสุข ปิงก็เลือกที่จะไปเหมือนกัน"

นีส "แล้วทำไมแค่เป็นเพื่อนไม่ได้"

ปิง "ใครว่าเป็นเพื่อนกันไม่ได้ แค่ว่าตอนนี้อย่าเพิ่งติดต่อกัน เราค่อยมาเจอกันใหม่ตอนที่อยู่ในอารมณ์ปกติดีกว่านะ"

นีส "แล้วปิงบอกอยากจะลืม คบกับนีสมันทุกข์มากนัก ทำไมปิงไม่บอกนีสตั้งแต่แรกที่นีสขอคบ ปิงคบกับนีสทำไม"

ปิง "เพราะสิ่งที่ปิงเห็น มันไม่ใช่สิ่งที่นีสเป็นอยู่ ปิงถามมั่งดีกว่า ตอนที่สรู้จักกับปิง นีสขอปิงคบ นีสไม่แสดงตัวตนของนีสออกมาล่ะ บางทีปิงยังงงนะว่าคบกับใครอยู่"

นีส "ก็นีส...ก็นีสเคยได้ยินว่าปิงชอบคนยังไง นีสก็พยายามทำให้ปิงชอบนีสสิ"

ปิง "คงพยายามไม่ดีพอ ไม่ทนที่จะพยายาม บางทีที่นีสได้ยินมามันอาจจะใช่ แต่เราจะคบกันได้นานกว่านี้ถ้านีสเป็นนีส แล้วทำให้ปิงชอบแบบที่นีสเป็นได้ แล้วปิงไม่เคยทุกข์ที่คบกับนีส ปิงไม่เคยรังเกียจ แต่บางทีปิงยังขำๆเลยนะว่าตกลงเราคบกันจริงๆหรือแค่พยายามคบกัน"

นีส "........."

ปิง "ไม่มีใครผิดอ่ะ แค่ตอนนี้อย่าเพิ่งติดต่อกัน ปิงไม่อะไรแต่นีสอาจจะร้องไห้ ปิงไม่อยากให้ใครร้องไห้เพราะปิง ไว้ตอนที่พวกเราพร้อมทั้ง2คน แล้วค่อยมาคุยกันใหม่ ในฐานะคนรู้จัก ตอนนั้นนีสทำแบบที่นีสเป็นอยู่ ไม่ต้องแสดงอะไร บางทีเราอาจจะสนิทกันมากกว่าเดิมก็ได้ เผื่อระหว่างนี้นีสอาจจะเจอคนที่ใช่ก็ได้"

นีส ".....ขอบคุณนะที่คบกับนีส"

ปิง "......มันอาจจะเศร้านะที่จริงปิงก็รู้สึกเปลกๆไม่มีนีสข้างๆ แต่ถ้าพวกเราคิดอีกที มันดีกว่าจะต้องทนแสดงกันไป เราคงแสดงไปตลอดไม่ได้ ปิงว่าช่วงที่เราห่างๆกัน หาอะไรที่เราอยากทำก่อนดีกว่า เผื่อมันอาจจะเกิดสิ่งที่น่าจดจำ อาจเจอคนที่ถูกใจ ดีกว่ามั้ย"

นีส "ปิงคงเจอคนถูกใจเร็วๆนี้แหละ ก็ปิงออกจะดังในคณะ"

ปิง "จริงจริงปิงก็เจอนานแล้ว"

นีส "ปิงมีคนอื่นจริงๆด้วย"

ปิง "ปล่าว แค่ชอบเฉยๆ เหมือนนีสชอบดาราน่ะ ห้ามกันไม่ได้หรอกนะ"

นีส "บอกได้มั้ยว่าใคร นีสไม่ร้องไห้หรอก"

ปิง "ปิงว่าอย่าดีกว่า"

นีส "นะ"

ปิง "ก็แหม ก้อ ก้อ....ก็พี่ชัยไง ที่มาเป็นครูฝึกสอน ปิง เห็นแล้วแบบ กรี๊ดด ตึงงง มากมาย หล่อขั้นเทพ จะหลุดหลายรอบแล้วอ่ะนีสแต่แบบ ไม่ได้อ่ะ"

นีส "........................พี่ชัย ผู้ชาย"

ปิง "ว้ายยย เงียบเลยอ่ะนีส แบบที่เราชอบคือผู้ชายขนอกฟูๆอ่ะ คือแบบน่าซบมากมาย นีสอย่าไปบอกใครนะ ปิงก็แบบ กทม.(กะเทยเก็กแมน) อย่าบอกนะๆ"

นีส ".......ขอบคุณนะปิง"

ปิง "เรื่องรายอ่ะ

นีส "ที่เลิกคบกับนีส"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจ กทม.(กะเทยเก็กแมน)

Special Thank For Link: http://luckytaran2ra.spaces.live.com/blog/cns!8692F9D7BD5BBF35!1226.entry

อากาศธาตุ; whitespace.bloggang.com · ลำดับเรื่องในพุทธประวัติฯโดยละเอียด-ท่านพุทธทาส ... สุวินัย ภรณวลัย วัตถุประสงค์ที่ผมต้องการนำเสนอนี้ เพราะผมเห็น

วันพุธ ที่ 20 มิถุนายน 2550
คัมภีร์มรกต Posted by http://www.oknation.net/blog/account.php?id=5770, ผู้อ่าน : 222 , 10:11:39 น. หมวดหมู่ : .. ฝ่าเส้นทางกลับบ้าน พิมพ์หน้านี้

. . . . . . . คัมภีร์มรกต
จากโหรเทวดา "เอ็ดการ์ เคซี"
เขียนเป็นสื่อความรู้ทางเน็ต
โดยคนทำเว็บ - http://www.geocities.com/visshop1993/keys/vis01.html

..... นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดีเชื่อว่า มหาปิระมิดแห่งกีซากับสฟริงส์ ในประเทศอียิปต์ ถูกสร้างเมื่อ ประมาณ 2,900 ปี ก่อนคริสต์กาล
แต่ สิ่งที่จะนำมาพูดถึงต่อไปนี้ เป็นความจริงที่ โหรเทวดา "เอ็ดการ์ เคซี" ได้เปิดเผย (ใช้หลักของการรับรู้ ทางจิต) ซึ่งข้อมูลที่จะนำเสนอ เอ็ดการ์ เคซี มิได้พึ่งพาเอกสาร หรือการค้นคว้าใดๆทั้งสิ้น เช่นเดียวกับการทำนายอื่นๆ
ผมจะขอนำเสนอ ตามที่ได้รับรู้มาจาก หนังสือมังกรจักรวาล ภาค 2 ชื่อตอน เทพอวตาร ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย วัตถุประสงค์ที่ผมต้องการนำเสนอนี้ เพราะผมเห็นว่า น้อยคนนักที่จะ รู้ว่า หนังสือ มังกรจักรวาล มีดีเช่นไร เนื่องมาจาก ราคาแพง ชื่อเรื่องไม่น่าสนใจเท่าที่ควร จึงยากที่หลายคนจะได้รับรู้ข่าวสารจากหนังสือเล่มนี้ แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับจากหนังสือมังกรจักรวาลทั้ง 4 ภาค คุ้มค่ามาก กับการสูญเสียเวลาไปกับการอ่านหนังสือเล่มหนาแหล่านั้น เพราะได้รับสิ่งสำคัญกับการดำรงชีวิตและจุดหมายปลายทางที่พึงสำนึกไว้ และเพื่อประโยชน์ของท่านผู้อ่าน ผมจึงขอนำเสนอ จากสิ่งที่ผมได้รับรู้มา "บางส่วน ของ มังกรจักรวาล"
มหาปิรามิดแห่งกีซา ถูกสร้างขึ้นราวๆ หนึ่งหมื่นปีก่อนคริสต์กาล ใช้เวลาก่อสร้าง 100 ปีเต็ม โดย "พลังจักรวาล"
ที่มา
….. ตลอดช่วงเวลาสองแสนห้าหมื่นปี อียิปต์ยังเป็นดินแดนอยู่ใต้ทะเล อยู่เหนือพ้นน้ำก็มีทะเลทรายซาฮาร่า กับดินแดนตอนบนของลุ่มแม่น้ำไนล์
เมื่อดินแดนอื่นๆเริ่มผุดขึ้นมาเป็นแผ่นดิน ก็ยังเวลาอีกนาน ที่อียิปต์จะกลายเป็นพื้นที่ที่คนอยู่อาศัย
คนเผ่าแรกที่มาอาศัย เป็นคนผิวดำ อาศัยอยู่นะบริเวณตอนบนของลุ่มแม่น้ำไนล์ หลังจากนั้น ก็มาถึงยุคของพระเจ้าไร ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองอียิปต์ พระองค์มีพระปรีชาสามารถมาก เกี่ยวกับเรื่องทางจิตวิญญาณ เข้าใจเกี่ยวกับกฎของจักรวาล และพระองค์ได้ทรงพยายามอย่างยิ่ง ที่จะให้ประชาชน เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ด้วย เพื่อให้มนุษย์เป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง
พระองค์ทรงทราบเรื่องนี้จากการศึกษาธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับจักรวาล วิวัฒนาการของมนุษย์เป็นวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณขั้นตอนต่างๆ
คำสอนต่างๆของพระองค์ ได้ถูกบันทึกไว้ในแผ่นหินและแผ่นไม้ กลายเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เล่มแรกๆ ที่มีผู้รู้จักในชื่อ "คัมภีร์มรณะอียิปต์" พระเจ้าไรปกครองอียิปต์เป็นเวลา 199 ปี จนคนรุ่นหลังๆบูชาพระองค์เป็น "เทพเจ้า" องค์หนึ่ง แต่การปกครองของพระองค์มิได้ต่อเนื่อง เพราะถูกรุกราน จนพระองค์ต้องเสียราชบัลลังก์
การถูกรุกรานเกิดขึ้นเมื่อ 11,016 ปี ก่อนคริสต์กาล หรือราวๆ 300 ปี ก่อนที่จะเกิดการระเบิดครั้งสุดท้ายในทวีปแอตแลนติส (ซึ่งเป็นผลให้แอตแลนตีสจม)
มีชนผิวขาวกลุ่มใหญ่ โดยการปกครองของพระเจ้าอารีท บุคคลผู้นี้มีความเลื่อมใสในพระหนุ่มรูปหนึ่ง ที่มีความสามารถดุจผู้วิเศษ ชื่อราตะ พระราตะได้ทำนายไว้ว่า ชาวเผ่าซูที่อพยพมาจาก อารเบีย จะรุกร้ำเข้ามาในอียิปต์ และต่อไปรัฐอียิปต์จะเป็นรัฐชั้นนำแห่งยุค เมื่อได้ฟังคำทำนายนั้น พระเจ้าไรก็เอาแต่หมกมุ่นค้นคว้าในเรื่องอภิปรัชญา ไม่ใส่ใจกับการปกครองบ้านเมือง จึงทำให้พระเจ้าอารีท ยึดอียิปต์ได้โดยง่าย อย่างแทบจะไม่มีการต่อต้าน ส่งผลให้ ทั้งสองประนีประนอมกัน พระเจ้าไรก็ยอมสละราชบัลลังก์ให้พระเจ้าอารีท โดยยกธิดาโฉมงามของพระองค์ ให้เป็นพระชายา และสละราชสมบัติให้แก่ราชบุตรของพระองค์ชื่ออารารัท โดยพระองค์หันมาเป็น ที่ปรึกษาคอยค้ำบัลลังก์ ให้แก่ราชบุตรของตนแทน
..

"คัมภีร์มรกต" (The Emerald Tablets) - ความลับของปิรามิดของชาวแอตแลนติส
ที่มา ... ผู้เขียนมังกรจักรวาล(ดร.สุวินัย)ลิงค์ ... http://www.geocities.com/visshop1993/keys/vis1.html
อ.สุวินัย ฯ ได้กราบขอความรู้เรื่อง แอตแลนติส ส่วนหนึ่งมาจากพระอาจารย์รัตน์ฯ....

ผู้เขียนมังกรจักรวาล(ดร.สุวินัย) พูดถึงข่าวสารเกี่ยวกับความลับของปิรามิด ของชาวแอตแลนติสที่ชื่อ โธท (THOTH) ที่ถูกบันทึกไว้ใน "คัมภีร์มรกต" (The Emerald Tablets) (1939) ที่ท่านรู้มาว่า คัมภีร์มรกต เป็นภาษาแอตแลนติส และถูกนำมาแปลโดยคุรุแห่งศัมภาลาคนหนึ่ง ชื่อ ดร.มูเรียล (Muriel Doreal) ( ค.ศ. 1901 - 1963 ) ในสังกัดของ Brotherhood of the White Temple ของศัมภาลา (Shambhala) ในธิเบต "คัมภีร์มรกต" นี้ ดร.โดเรียลอ้างว่า เป็นหนึ่งในความรู้ของปิรามิด ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ยกเว้นคัมภีร์ในศัมภาลานคร ใต้พิภพในธิเบต ที่ยังไม่เปิดเผยออกมาเท่านั้น ความเป็นมาของคัมภีร์มรกต จาก ดร.มูเรียล โดเรียล"…ที่มาของคัมภีร์มรกตที่ผมแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษนี้ ช่างน่าพิศวงเหลือเกิน เพราะมันมีอายุเก่าแก่มาก ถึงสามหมื่นหกพันปี ก่อนคริสต์กาลทีเดียว ผมรับรองว่า พวกนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่มีทางยอมเชื่อในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ผู้เขียนคัมภีร์มรกตนี้ เป็นชาวแอตแลนติส ชื่อ โธท หรือเรียกอีก อย่างหนึ่งว่า เฮลมอส ภายหลังจากที่ทวีปแอตแลนติสล่มสลายจมลงใต้สมุทรแล้ว โธทได้ไปสร้างอาณานิคมแห่งหนึ่งของแอตแลนติสที่อียิปต์โบราณ โธทนี่แหละ ที่สร้างมหาปิรามิดแห่งกีซา แต่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของพระเจ้าคีออปส์ โธทได้บรรจุองค์ความรู้และภูมิปัญญาโบราณของตนซ่อนเอาไว้ใต้มหาปิรามิด พร้อมกับบันทึกของแอตแลนติสและเครื่องมือต่างๆ…" "โธทปกครองอียิปต์โบราณ เป็นเวลา 16,000 ปี ในช่วงห้าหมื่นปีถึงสามหมื่นสี่พันปีก่อนคริสตกาล เขาได้ฉายาจากผู้คนว่า เป็นเทพผู้อมตะ คัมภีร์มรกตถูกเก็บเอาไว้ในมหาปิรามิด และได้รับการดูแลโดยเหล่าศิษย์ของโธทหลังจากที่โธทจากอียิปต์ไปแล้ว ซึ่งคัมภีร์นี้มีอยู่ทั้งหมด 12 แผ่น

ต่อมาในราว หนึ่งพันสามร้อยปีก่อนคริสต์กาล เกิดความวุ่นวายในอียิปต์ กลุ่มพระผู้ดูแลมหาปิรามิด ได้นำคัมภีร์มรกตไปที่อเมริกาใต้ ที่เป็นที่ตั้งของอาณานิคมของแอตแลนติสเหมือนกัน นั่นคือชาวเผ่ามายา" "ในศตวรรษที่ 10 ชาวเผ่ามายาได้อพยพไปที่อื่น คัมภีร์มรกตได้ถูกซ่อนไว้ใต้แท่นบูชาของวิหารที่บูชาพระอาทิตย์" "มหาปิรามิดแห่งกีซามิใช่ห้องเก็บศพของพระราชา แต่เป็นอารามถ่ายทอดวิชาเร้นลับต่างหาก ตัวผมได้บุกป่าฝ่าอันตรายคนเดียวเข้าไปพบคัมภีร์มรกตนี้ ที่ประเทศเม็กซิโก เมื่อปี 1925 แต่ผมไม่ได้รับอนุญาตให้นำฉบับจริงออกมา จึงได้แต่คัดลองคัมภีร์นี้กลับมาแทน"
แน่นอนว่า มีแต่ ดร.โดเรียลคนเดียวเท่านั้นที่อ่านรู้เรื่อง ส่วนความน่าเชื่อถือ ผมคิดว่า ยังสู้ของ เอ็ดการ์ เคซี่ที่มีผลงาน "การอ่าน" ในอดีตพิสูจน์ยืนยันไม่ได้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งสองท่าน พูดเหมือนกันว่า มหาปิรามิดถูกสร้างโดยชาวแอตแลนติสที่ชื่อ เฮลเมส"

ดร.โดเรียลผู้แปลและขยายความ "คัมภีร์มรกต" ได้พูดถึงลักษณะคัมภีร์ว่า
เป็นแผ่นโลหะสีมรกต 12 แผ่น ที่ไม่มีวันเป็นสนิมหรือผุกร่อน ร้อยด้วยห่วงสีทอง อักษรที่จารึกเป็นภาษาแอตแลนติสโบราณ


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 1

กล่าวถึง ความเป็นมาของชาวแอตแลนติสชื่อโธท โดยโธทเล่าเรื่องตัวเองว่า เขาต้องการบันทึกองค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ของ แอตแลนติสไว้ให้คนรุ่นหลังโธทบอกว่า ทุกๆพันปี และทุกๆห้าสิบปี เขาจะทำการ "อวตาร" และชุบร่างกายให้หนุ่มขึ้นมาอีกครั้ง โดยเข้าไปในอารามศักดิ์สิทธิ์และนอนใต้ "ดอกไม้แห่งชีวิต" หรือ อาบ "ไฟแห่งชีวิต" ตอนที่โธทเขียนคัมภีร์เล่มนี้ เขามีอายุ ห้าหมื่นปีแล้ว โธทบอกว่า เขาสามารถตั้งจิตให้ดวงวิญญาณของเขา ไปเกิดในร่างอื่นหรือชีวิตอื่นได้ โดยร่างเดิมของเขายังนอนหลับอยู่ เขาจึงสามารถเดินทางไปทั่วจักรวาลได้โดยเพ่งจิตไปที่หัวใจของตน เพราะที่นั่นมีความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ดำรงอยู่ โธทและผู้ติดตามนั่ง "จานบิน" ไปยังอียิปต์และใช้ "ไม้เท้าวิเศษ" ที่ควบคุมโดยอำนาจจิต สามารถปล่อยแสงปล่อยพลังได้ต่างๆนานา สะกดให้ผู้คนที่นั่น ยอมรับในตัวเขาคือเทพเจ้าและเป็นบุตรของพระอาทิตย์



คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 2
โธทบอกว่า ที่ตั้งของอารามศักดิ์สิทธิ์ที่เขาใช้ชุบร่างกายทุกห้าสิบปี นั้น อยู่ใต้ทวีปแอตแลนติส ณ ที่อารามนั้น เป็นศูนย์รวมของ "พลังชีวิต" ที่ค้ำจุนสรรพชีวิตบนพื้นโลก ที่เรียกว่า "ดอกไม้แห่งชีวิต" ซึ่งทำหน้าที่เดียวกับ "โซล่าเพลกซัส" (จักรสะดือ) ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งเก็บพลังชีวิตของมนุษย์ โดยมีทางเข้าของพลังอยู่ที่กลางกระหม่อม (จักรมงกุฎ)
เมื่อโธทได้ฝึกฝน "พลังชีวิต" (ปราณ) จนตัวเขาบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้แล้ว เขาสามารถเลือกวิธีแห่งการทำงานของเขาได้อย่างเสรี จะไปอยู่ดวงดาวอื่นหรือภพอื่น หรือจักรวาลอื่นก็ย่อมได้ดังใจปรารถนา แต่ตัวเขากลับตัดสินใจอยู่ในโลกนี้ต่อ และทำงานให้โลกนี้ต่อ เพื่อเป็นผู้นำแห่งการชี้นำจิตวิญญาณของหมู่มนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความมืดมิด และฟื้นฟู "ความเป็นเทพ" หรือ "ความเป็นพระเจ้า" กลับคืนให้แก่มวลมนุษย์



คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 3
โธทกล่าวถึงกุญแจที่จะไขไปสู่ "ปัญญา" ที่จะนำมาซึ่ง "พลัง" และพลังจะทำให้เกิดปัญญาว่าอยู่ที่ความถ่อมตัว เพราะ ผู้ที่ยะโสหลงตัวเองคือคนโง่ที่ปฏิเสธที่จะเรียนรู้
คนเราพึงปฏิบัติตามคำสั่งของ "คุรุ" หรือสิ่งที่อยู่ในตัวเรา หรือ "อาตมัน" ทรัพย์สมบัติเป็นเพียงวิธีการ ไม่ใช่เป้าหมาย เมื่อความต้องการทางวัตถุได้รับการตอบสนองแล้ว ควรหันมาสนใจยกระดับจิตวิญญาณ "อาตมัน" หรือ "ใจที่แท้" ตั้งอยู่ในบริเวณกึ่งกลางของหัวใจ ที่เชื่อมโยงกับต่อมไพนีลในสมองได้ "ใจที่แท้" นี้ไม่แค่สนใจแสวงหาเรื่องความมั่งคั่งเลย มันสนใจแต่เรื่อง "ความเป็นพระเจ้า" หรือ "ความบริสุทธิ์ของจิตเท่านั้น" "ความรัก" เป็นจุดเริ่มต้นของ "ทาง" และเป็นจุดสิ้นสุดของ "ทาง" โธทเน้นความเป็นเอกภาพของทุกๆสิ่งในจักรวาล ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วย "ความรักอันยิ่งใหญ่" ความสงบเงียบ คือกุญแจสำคัญไปสู่ความรุดหน้า จงใช้ความสงบเงียบรักษาพลังภายในตัวเราไว้ อย่าหลงตัวเอง ว่าเรายิ่งใหญ่กว่าใครอื่น เพราะทุกคนต่างก็เป็นเพชร ต่างกันที่บางคนเป็นเพชรที่ยังไม่เจียระไนเท่านั้น ร่างกายเป็นธาตุดินที่หยาบ จิตเป็นธาตุไฟที่ละเอียด ก่อนที่จิตวิญญาณจะเข้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับ "พระอาทิตย์ดวงแม่" (พระอาทิตย์ในโลกทิพย์) จิตวิญญาณจะต้องละจากร่างกายที่เป็นวัตถุหยาบเสียก่อน พลังสร้างสรรค์เกิดจากการเปิดตาที่สามหรือต่อมไพนีล คนธรรมดาตาที่สามจะเปิดอยู่เล็กน้อย ต้องฝึกฝนให้ตาที่สามเปิดกว้างเต็มที่ เพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมันได้ มีแต่ความเพียรกับประสบการณ์เท่านั้น ที่จะทำให้จิตใจหลุดพ้นจากความมืดมิดได้ วัตถุเป็นเพียงรูปการที่แสดงออกมาของจิตเท่านั้น ขั้นสุดท้ายวัตถุกับจิตจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันสรรพสิ่งล้วนอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มนุษย์เพียงใส่ "จิต" เข้าไปในกฎของธรรมชาติเท่านั้น "ปัญญา" จะมาหาแก่ผู้แสวงหามัน สิ่งสำคัญคือ "โลกทางวัตถุคือมายาที่เกิดจากใจของผู้ที่มีอวิชชา แต่โลกวัตถุนี้ก็เป็นการสำแดงตนของพระเจ้าผู้สร้างโลกด้วยเช่นกัน (กฎของจักรวาล) ไม่ว่าจะเป็นยุคใดก็ตาม "ผู้ที่ตื่นแล้ว" จะได้รับแสงสว่าง ปัญญา และความเร้นลับเสมอ จากเนื้อความข้างต้นหากท่านได้อ่าน หัวข้อ ฟิสิกส์แห่งยุคใหม่ กับศาสนาตะวันออก คงพอเห็นถึงความ "เหมือน" ของสิ่งที่ศาสนาตะวันออก ได้ "สำแดง" ออกมา



คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 4
โธทได้กล่าวถึงประสบการณ์ทางจิตในการท่องจักรวาล จนเขาได้พบกับ "จิตสำนึกแห่งจักรวาล" และได้เรียนรู้ว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึงของจิตสำนึกแห่งจักรวาลนี้ ดุจความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับเซลล์สมอง

โธทได้แนะวิธีถอดกายทิพย์ออกจากกายหยาบว่า วิธีที่ดีที่สุดคือการขยาย "โซล่าเพลกซีส" (จักรสะดือ) หรือ "ดอกไม้แห่งชีวิต" ในกายคนให้ใหญ่ขึ้น จนพลังชีวิตไหลเข้ามากระตุ้นกายหยาบให้ทำงานอย่างมีชีวิตชีวา เพื่อเป็นการเตรียมให้จิตออกจากร่างได้ราบรื่น ต่อไป ทำการอดอาหารในช่วงสั้นๆ ราวๆหนึ่งวัน เพื่อตัดความรู้สึกภายนอกและไม่พูดจาใดๆ อยู่ในความสงบ เมื่อความสงบบรรลุถึงภาวะสมบูรณ์ โดยผ่านการโน้มนำแห่งจิตแล้ว ให้เพ่งจิตไปที่ต่อมไพนีล ที่เป็นที่ตั้งของจิตวิญาณ ก่อนที่จะนึกถึงสถานที่ที่กายทิพย์ต้องการจะไป โดยจะต้องทำการสั่นขึ้นที่ต่อมไพนีล จากนั้นให้จิตหมุนภายในสมอง แล้วให้จิตเคลื่อนที่ออกนอกศีรษะไปตามเส้นโค้งที่เกิดจากการหมุนข้างในนั้น (เป็นหลักการที่เหมือนกันอย่างน่าทึ่ง ของ "สมาธิหมุน" (สมาธิหมุน หรือมังกรจักรวาลภาค 1 เขียนโดย ดร.สุวินัย) กับสิ่งที่โธทกล่าว)การสั่น (Vibration) เป็นความเร้นลับอันยิ่งใหญ่ สรรพสิ่งล้วนเป็นความสั่นของคลื่นทั้งสิ้น การสั่นของคลื่น เป็นกุญแจของการสร้างจิตที่หลุดพ้น หากอยากเข้าถึงปัญญา ก็ต้องหมั่น "ภาวนา" เพราะการภาวนาเป็นการปรับการสั่นของคลื่น ให้สอดคล้องกับพระผู้เป็นเจ้า(การสั่น = การปรับคลื่น จูนคลื่น เพื่อเข้าสู่ความถี่ความถี่หนึ่ง ที่ยังเข้าไม่ถึง และไม่สามารถมองเห็น)



คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 5
โธท กล่าวถึง เหล่าที่พำนักอยู่ที่เกาะอุนาล ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบเอ็ดเกาะของดินแดนแอตแลนติส

และเล่าถึงการพาชาวแอตแลนติสกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ขึ้นจานบินมาที่อียิปต์ ก่อนที่ทวีปแอตแลนตีสจะล่มสลาย หลังจากที่ทำให้ชาวอียิปต์นับถือบูชาได้แล้ว โธทก็ได้สร้าง ปิรามิด กับ สฟิงส์ ขึ้นมา



คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 6
โธทถ่ายทอดเคล็ดลับการเอาชนะพลังมืดเอาไว้ หากเป็นพลังมืดจากภายนอก ให้เข้าไปอยู่ในห้องมืด และปิดวงกลมล้อมรอบตัวเองไว้ เพราะวงกลมสามารถ มีพลังป้องกันภูตร้ายได้ จากนั้นก็ท่องชื่อ คุรุทั้งเจ็ด ดังนี้ Untanas , Quertas , Chietal , Goyana , Huertal , Semveta , Ardal แต่ถ้าเป็นพลังมืดภายในจิตใจ ให้สร้างความสั่นขึ้นภายในต่อมไพนีล ก่อนที่จะขับออกไปจากร่างกายพร้อมกับลมหายใจออก



คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 7
โธทบอกว่า ชีวิตคนเต็มไปด้วยอุปสรรค มีหลุมพลางต่างๆ ที่คอยฉุดให้มนุษย์ลงสู่หนทางที่ตกต่ำดังนั้น ผู้แสวงหาทุกคน ควรตั้งเป้าหมายชีวิตไว้กับการเป็นหนึ่งเดียวกับจิตสำนึกแห่งจักรวาล จงเพ่งกระแสจิตและความคิด ไปข้างในตัวเอง เพื่อค้นพบ "จิตวิญญาณที่เป็นแสง" อยู่ข้างใน และเมื่อนั้น ตัวเราก็จะเป็น "คุรุ" ของตัวเรา



คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 8
โธทบอกว่า ในสัญลักษณ์ต่างๆ จะมีกุญแจไปสู่ปัญญา ได้โดยที่ปัญญาก็คือความรู้เกี่ยวกับ "การประยุกต์ใช้กฎแห่งจักรวาล" นั่นเอง บางครั้งปัญญาก็แฝงอยู่ในความมืด ต้องใช้ความพยายามเสาะหาเอง ความเป็นแสง ซ่อนตัวอยู่ในความมืดฉันใด ปัญญาที่แท้จริง ก็มักจะซ่อนตัวอยู่ในความมืดฉันนั้น



คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 9
โธทบอกให้แสวงหาความเป็นวงกลม เพราะวงกลม (จักร) เป็น สัญญลักษณ์ที่แสดงถึง ความสมบูรณ์ของการเป็นช่องทางให้พลังจักรวาล ไหลผ่านศูนย์ต่างๆในร่างกาย การใช้ภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะภาษาคือคลื่นหรือความสั่น ที่ปลดปล่อยพลังออกมา มนุษย์ นั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่วัตถุ แต่คือแสงหรือพลังงานที่เปล่งมาจากต้นตอ ที่เป็นนิรันดร์ต่างหาก แต่คนเราเห็นเป็นวัตถุไปเอง เพราะ สิ่งที่เรียกว่าวัตถุนั้น จริงๆแล้วก็คือแสงเช่นกัน แต่คนเห็นเป็นวัตถุไป (หากได้อ่าน ฟิสิกส์แห่งยุคใหม่ กับศาสนาตะวันออก คงพอเข้าใจถึงความสัมพันธ์ ดังกล่าว) คนเรามีปัญญาอยู่แล้ว ก็ควรที่จะแสวงหาปัญญาเพิ่มอยู่เสมอ มนุษย์สามารถทำตัวเองให้เป็นได้ทั้งเทพและมารและโธทได้ให้มนตร์ในการปลุกพลังภายในตัวเอง คือ "Zin Uru"


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 10
โธทบอกว่า จิตวิญญาณที่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาลได้แล้ว จะเป็นเหมือน "พระอาทิตย์ในหมู่แสง"

สิ่งที่ชี้นำชะตาชีวิตของคนเรานั้น ก็คืออาตมันของผู้นั้น ซึ่งเป็นเสียงแห่งความสงบเงียบของจักรวาล ร่างกายคนเราเกิดมาจากขั้วสองขั้ว หากขั้วใดขั้วหนึ่งเสียสมดุล จะทำให้เกิดโรคภัย แต่ถ้าร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุลโดยสมบูรณ์ ระหว่างสองขั้วนี้ คนผู้นั้นจะปลอดโรคและไม่ตาย สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ร่ายกายเสียสมดุล เกิดจากการเสียสมดุลของใจแทบทั้งสิ้น ทำให้ต่อมไร้ท่อบกพร่องถ้านอนเอาศีรษะหันไปทางทิศเหนือ(ขั้วบวก) ให้วางจิตอยู่ระหว่างช่วงหน้าอกถึงศีรษะถ้านอนเอาศีรษะหันไปทางทิศใต้(ขั้วลบ) ให้วางจิตอยู่ระหว่างช่วงหน้าอกถึงปลายเท้าหากฝึกเช่นนี้ได้ จะช่วยให้เกิดสมดุลภายในร่างกาย เมื่อถึงเวลาใกล้ตาย แล้วต้องรักษาความทรงจำในชาตินี้ ให้ไประลึกได้ในชาติหน้า โธทบอกให้ทำดังนี้ จงผ่อนคลายร่างกายอย่าให้เกิดความตึงเครียดใดๆ เป็นอันดับแรก ต่อจากนั้น เอาจิตสำนึกของตน ไปตั้งไว้ที่หัวใจ ก่อนที่จะโน้มนำอย่างรวดเร็ว ไปที่ต่อมไพนีล(บริเวณกึ่งกลางของสมอง) ตั้งใจไว้ที่ต่อมไพนีลชั่วครู่ แล้วค่อยเคลื่อนจิตไปที่ต่อมพิตทูอิทารี บริเวณกึ่งกลางหัวคิ้ว ซึ่งเป็นที่ควบคุมความทรงจำของชีวิต กำหนดจิตไว้ที่จุดนี้ จนกระทั่งความตายมาพาตัวเราไป


คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 11
โธทบอกว่า
วิถีของจิตวิญญาณ มีอยู่ 3 ด้วยกันคือ พัฒนาจากมนุษย์ที่เป็นสัตว์โลก ไปเป็นจิตสำนึกที่บริสุทธิ์ก่อน แล้วค่อยพัฒนาเป็น "แสงสว่าง" หรือเทพเจ้าและอุปสรรค ก็มีอยู่ 3 อย่างคือ ขาดความเพียรพยายามในการแสวงหาธรรมไม่เอาใจใส่ในพระผู้เป็นเจ้าและหมกมุ่นอยู่กับความชั่วช้า พลังในการสร้างสรรค์สรรพสิ่ง ก็มีอยู่ 3 อย่างคือการมีความรักอันศักดิ์สิทธิ์ การมีปัญญาในการใช้วิธีการทั้งปวงและการมีความมุ่งมั่น ที่จะผนึกความรักอันศักดิ์สิทธิ์ กับปัญญาอันศักดิ์สิทธ์เข้าด้วยกันการพิชิตพลังแห่งความมืด ไม่ใช่การต่อสู้กับความมืด แต่คือการเปล่งแสงแห่งอาตมัน หรือความเป็นพระเจ้าในตัวเราให้เจิดจ้าออกมาต่างหากคำสอนเหล่านี้ อย่านำไปสอนต่อผู้มีใจไม่สะอาด และผู้มีใจอ่อนแอเลย มันจะเป็นความสูญเปล่าโดยแท้



คัมภีร์มรกต แผ่นที่ 12
โธทบอกว่า บทนี้เป็นสุดยอดแห่งความลับทั้งปวงเพราะเขาจะถ่ายทอดพลัง เพื่อการเป็น "เทพมนุษย์" ให้แก่ผู้เป็นศิษย์เขา การเป็น "เทพมนุษย์" คือการสำแดงออกซึ่งความเป็นแสงสว่าง ของพระเจ้าที่อยู่ในตัวมนุษย์นั่นเอง อันที่จริง "ความมืด" กับ "ความสว่าง" เป็นสิ่งต่างกันแค่ภายนอกเท่านั้น แท้ที่จริงแล้ว มันเป็นสองด้านของสิ่งที่เป็นธาตุแท้เดียวกัน ที่มาจากต้นตอเดียวกัน ความมืดคือความไร้ระเบียบ ความสว่างเป็นความมีระเบียบ หากเกิดการเปลี่ยนแปลง ความมืดย่อมกลายเป็นความสว่างได้ และนั้นคือเป้าหมายของชีวิตคนเรา การที่จะรู้ความเร้นลับเกี่ยบกับธาตุแท้ของมนุษย์ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ร่างกายคนเราประกอบด้วยกายหยาบ กายทิพย์ และกายละเอียดที่สุด(mental body) ในร่างกายมีช่องทางต่างๆ ให้ปราณไหลผ่าน เพื่อค้ำจุนชีวิตเอาไว้ การไหลเวียนของปราณ อยู่ภายใต้การควบคุมของจิต มนุษย์ขณะที่อยู่บนโลกนี้ เขาจะถูกผูกมัดจองจำให้เป็น "ทาส" ของเวลาและสถานที่ การจะปลดปล่อยตัวเองให้ "หลุดพ้น" จากการถูกจองจำนี้ เคล็ดลับอยู่ภายในตัวเขาผู้นั้น คนเราจะค้นพบเสรีภาพที่แท้จริงจากภายในตัวเราเองเท่านั้น ในตอนที่ผู้ฝึกต้องการหลุดลอยออกจากกายหยาบ ไปยังที่ไกลๆสุดขอบฟ้า ขอให้เขาบริกรรมมนตร์ "Dor-E-Ul-La" เอาไว้ในใจ ก่อนอื่นต้องทำใจให้สงบนิ่ง ผ่อนคลายร่างกายตั้งจิตมุ่งมั่น ที่จะปลดปล่อยตนเองออกจากกายหยาบ หากต้องการพาดวงจิตขิงตนไปที่ใด ก็ขอให้นึกถึงเสรีภาพแห่งดวงจิต พร้อมบริกรรมมนต์ต่อไปนี้ "la Um-I-L-Gan" (ลาอุมอีลูกาน)หากต้องการจะถอดจิต ไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์ของแอตแลนติส ก็ให้บริกรรมมนตร์ต่อไปนี้ โดยไม่ออกเสียง1. Me-Kut-El-Shab-El2. Hale-zur-Ben-El-Zabrut3. Zin-Efrim-Quar-Elและหากต้องการถอดจิตไป "ศัมภาลา" ก็ขอให้บริกรรมมนต์ต่อไปนี้ เพื่อเปิดทวารเข้าสู่ศัมภาลา "Edom-El-Ahim-Sabbe-Rt-zur-Adom"


.....

หลังชาวแอตแลนติสผู้ไม่สนใจแม้ทรัพย์สินเพชรนิลจินดา แต่เป็นนักค้นหาทางจิตวิญญาณ ได้กลายไปเป็นผู้หลงวัตถุเละเอาแต่ต้องการความยิ่งใหญ่ ติดอยู่แต่ในวัตถุความสนุกสนานและกิเลสตัณหา เทพเจ้าจึงลงโทษโดยถูกมหันตภัยจากน้ำท่วมจมอยู่ใต้บาดาล

Special Thank For Link: http://www.oknation.net/blog/whitespace/2007/06/20/entry-1/comment

จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง(20)-ดร.สุวินัย ภรณวลัย

ที่มา: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=balanceofsociety&month=01-2006&date=11&group=13&gblog=16

จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง(20)-ดร.สุวินัย ภรณวลัย

จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (20)

โดย สุวินัย ภรณวลัย 10 มกราคม 2549 16:59 น.


http://www.suvinai-dragon.com

20. ว่าด้วยอัตตาในทักษิณาธิปไตย

"ผู้รู้แจ้งอยู่ เบื้องหลัง ดังนั้น จึงอยู่ เบื้องหน้าปล่อยวาง จึงเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งมวล ทำอย่างไร้ตัวตน จึงเพียบพร้อมสมบูรณ์"เต๋าเต็กเก็ง

คงคิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีก ในสังคมที่ผู้คนขาดสติกันเป็นจำนวนมากในทุกระดับชั้นว่า การหลีกเลี่ยงอารมณ์ตึงเครียด จะทำให้เกิดศานติขึ้นภายในจิตใจได้ และจะเป็นหลักประกันว่าคนผู้นั้นจะมีสุขภาพดี และอายุยืนตามธรรมชาติได้

ผู้ใดก็ตามที่ดำเนินชีวิตสวนทางกับหลักการนี้จะถูกทำลายจากอวัยวะภายในอย่างรุนแรง "ผู้นำ" ที่ลืมตน เจ้าอารมณ์ ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอารมณ์เสียมากเกินไปบ่อยครั้งไป นานวันเข้าเขาผู้นั้นย่อมตกเป็นเหยื่อของโลภะ โมหะ โทสะ สมองที่ตึงเครียดเกินไป จะบ่อนทำลายศีรษะของเขา อารมณ์ที่ปั่นป่วนมากเกินไปจะบั่นทอนหัวใจของเขา ความหลงตัวเอง และความโลภของเขาจะกัดกร่อนกระเพาะของเขา ร่างกายของเขาจะทรุดโทรมจากภายในอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้

เมื่อใดก็ตามที่ ความโกรธ ปะทุขึ้น มันจะบั่นทอน อวัยวะตับ ของคนผู้นั้น ทำให้ร่างกายของผู้นั้นสูญเสีย หยิน อย่างรุนแรง ถ้าทำได้คนเราควรเข้าถึงสภาวะจิตที่สามารถเผชิญกับทุกสถานการณ์ได้โดยปราศจากความโกรธ หรืออย่างน้อยควรมีสติรู้เท่าทันความโกรธของตนเองให้จงได้

คนที่ชอบ วิตกกังวลมากเกินไป จะมีผลต่อ หัวใจ และ ม้าม ทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย สุดท้ายจะหมดพลัง และขาดสมาธิ

คนที่ชอบ เร่งรีบมากเกินไป จะทำให้ร่างกายสึกหรอเร็ว

คนที่ชอบ คิดมากเกินไป จะทำให้สูญเสียความแจ่มใสของสมอง

คนที่มี ความปรารถนามากเกินไป จะทำให้สมองและจิตวิญญาณสับสนเสื่อมถอย

ในช่วงห้าปีมานี้ เป็นที่สังเกตเห็นได้ชัดว่า จุดตันเถียนบนของ "ผู้นำ" คนนี้ของเราอ่อนแอลงมาก จนตกอยู่ในสภาพการณ์ที่คล้ายกับรถที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ตัวคนขับไม่รู้ว่าจะควบคุมรถอย่างไร ซึ่งสุดท้ายย่อมอาจเป็นอันตรายกับคนอื่นทำร้ายตัวเอง และทำลายรถด้วย ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ และผลด้านลบทางจิตใจของเขา เช่น ความโกรธ ความเครียด จะส่งผลกระทบหลายระดับในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เหมือนอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้ "ผู้นำ" คนนี้ของเรากำลังตกอยู่ในสภาวะ "เสียสมดุลภายใน" อย่างรุนแรง แล้วกำลังทำให้สังคมไทยของเรา "เสียระบบ" อย่างรุนแรง

การที่ "ผู้นำ" ของเราเคยเผลอหลุดปากออกมาว่า จะดูแลพื้นที่ที่เลือกคนของพรรคไทยรักไทยก่อนพื้นที่อื่น ภายหลังจากที่ทราบผลว่า พรรคของตนพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สะท้อนลักษณะแพ้แล้วพาล ความเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นของตนออกมาอย่างล่อนจ้อนซึ่งสะท้อนภาวะการเสียสมดุลภายในของตนเท่านั้น แต่มันยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำลาย "ระบบ" ของสังคมด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเขาและรัฐบาลของเขาก็ได้ทำลาย "ระบบ" ของสังคมมาโดยตลอด ด้วยการลวงล่อปัจเจกชนให้ละโมบและชักจูงให้หลงลืมผลประโยชน์ส่วนรวมมองอะไรไม่ไกลไปกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้าส่วนตน

เรื่องทั้งเรื่องล้วนมีที่มาจาก "อัตตา" ของคนเพียงคนเดียวเท่านั้น คนผู้นี้แอบอ้างว่าเคยอ่านงานเขียนของท่านพุทธทาสภิกขุมาหลายเล่มจนเลื่อมใสถึงขนาดน้อมรับเอาธรรมะของท่านพุทธทาสมาเป็นแนวทางปฏิบัติงานของตนที่มุ่งจะเป็น นักการเมืองโพธิสัตว์

ผู้ใดก็ตามที่ศึกษางานของท่านพุทธทาสจนเข้าถึงจะรู้ดีว่า คำสอนที่ท่านพุทธทาสเน้นมากที่สุดก็คือ คำสอนเรื่อง "ตัวกูของกู" (อัตตา) จึงเป็นเรื่องแปลกแต่จริงเรื่องหนึ่งที่ปัจจุบันประเทศของเรามี "ผู้นำ" ที่มีอัตตาสูงมากที่สุดคนหนึ่งในรอบหลายสิบปีมานี้ มิหนำซ้ำ เขายังเป็นคนที่พูดอย่างทำอย่าง อย่างยากที่จะหาใครเปรียบได้ด้วย

สิ่งนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ "ผู้นำ" ของเราต่างกับท่านพุทธทาสอย่างเห็นได้ชัด เพราะท่านพุทธทาสเป็นคนที่มี จุดยืน ชัดเจน ท่านไม่เคยปฏิเสธสิ่งหนึ่ง แล้วยอมรับสิ่งเดียวกันนั้นกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ธรรมบรรยายของท่านก็ไม่อิงกับกระแสสังคม ไม่ขึ้นกับบุคคล แม้ว่าจะตรงข้ามกับความเห็นของบุคคลผู้มีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตาของสังคม หรือไม่ตรงกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ หรือแม้แต่ไม่ตรงกับคำสอนของพระทั่วไปก็ตาม

คนที่สามารถยืนในจุดยืนของตนเองได้ตลอดเวลาโดยไม่โอนเอนตามสังคมนั้น จะต้องเป็นคนที่มีความหนักแน่น มั่นคง รอบคอบ กล้าหาญ และเคารพความจริง ซึ่ง "ผู้นำ" คนนี้ของเราไม่อาจทำให้พวกเรารู้สึก และยอมรับว่าเขาเป็นคนประเภทนี้ได้ อีกประการหนึ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือ






ภายใต้สภาวะปัจจุบันที่เป็นอยู่ มันยากยิ่งที่จะเชื่อได้ว่า นักการเมืองโพธิสัตว์ จะมีอยู่จริง หรืออย่างน้อยคงไม่ใช่ "ผู้นำ" คนนี้แน่ที่จะมีคุณสมบัติอย่างนั้นได้ เพราะไม่ว่าจะดูยังไง หรือให้โอกาสมานานถึงห้าปีแล้ว คนผู้นี้ก็ยังคง เสียสละไม่จริง ไม่ได้มีจิตที่เมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่จำแนกจริง ยังปล่อยวางไม่ได้จริง และหาได้มีปณิธานที่ยิ่งใหญ่จริง แต่อย่างใดไม่

ในสถานการณ์อย่างนี้ ถ้าโพธิสัตว์ทั้งหลายจำเป็นต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อปกป้องธรรมและเพื่อพิทักษ์แผ่นดิน ดูจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

ความมี อัตตาสูง มีความเป็น "ตัวกูของกู" สูงของคนเรานั้นดูกันที่ตรงไหน? ผู้มีปัญญาในสมัยโบราณท่านชี้แนะให้ดูที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของบุคคลผู้นั้นว่า ทำตนดุจ ตุ๊กตาหน้าโง่ ที่ปล่อยให้ "มายา" จูงจมูกด้วยเชือกที่เรียกว่า กิเลส ตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังหรือไม่?

ให้ดูที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของบุคคลผู้นั้นว่า รู้ทัน สมมติบนโลก ได้หรือไม่ว่า ชีวิตของเราเป็นเพียงการหยิบยืมของบนโลกนี้มาใช้ชั่วคราวเท่านั้น ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้จริง อย่างมากก็ได้แค่สิทธิครอบครองเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหมดสิทธิหมดเวลา ก็หมดอำนาจการครอบครองดูแล หากผู้ใดก็ตามไปหลงลืมตัวคิดว่าเป็นของตนได้จริงย่อมจะเกิดทุกข์

หากบุคคลใดก็ตาม ยังคงยึดมั่นถือมั่นในอำนาจเงินทองวัตถุสิ่งของที่มุ่งสะสมไว้ราวกับว่า ตัวเองไม่มีวันตาย ย่อมเกิดภาระทางใจที่คอยเหนี่ยวรั้งดวงจิตของผู้นั้นให้หลง ยึดติดกับอำนาจและเงินทองวัตถุสิ่งของบนโลกว่าเป็นตัวกูของกู คนผู้นั้นย่อมยากที่จะมี พัฒนาการทางจิต ได้

ท่าน "ผู้นำ" เอย ท่านได้ตระหนักบ้างหรือยังว่า การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของท่าน จมปลักอยู่กับสิ่งที่ไร้สาระหาแก่นสารมิได้มากกว่า เกาะติดอยู่กับกระแสธรรม?

ท่าน "ผู้นำ" เอย ท่านเคยมีสติรู้ทันอัตตาตัวตนของท่านบ้างหรือไม่ว่า ท่านยังคงลุ่มหลงอยู่ในกิเลส ตัณหา อุปทานและอวิชชาอย่างหนาแน่น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลให้จิตใจของท่านตกเป็นทาสของสมมติบัญญัติ เกิดอวิชชาหลงผิดคิดว่าเป็นจริงเป็นจัง ทั้งๆ ที่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงภาพมายาแห่งจิตเท่านั้น?

ท่าน "ผู้นำ" เอย จงอย่าเพียงพูดว่าแผ่เมตตาแต่ปาก ทั้งๆ ที่ในจิตใจของท่านยังคงโกรธแค้นอาฆาตอยู่ โดยหามีความเมตตาอยู่ภายในจิตใจเลย อย่างนี้จะแผ่เมตตาออกไปได้อย่างไรเล่า?

การที่คนเราจะเมตตาให้กับสิ่งใดได้นั้น คนเราจะต้องรักสิ่งนั้นให้ได้เสียก่อน เพราะอารมณ์เมตตานั้นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความรัก เสมอ โพธิสัตว์ที่แท้จะต้องรักได้แม้แต่คนที่คิดเป็นศัตรูกับตัวเอง คนเราเวลาศึกษาธรรมจะต้องไม่หลอกตนเอง จะต้องกล้าที่จะพิจารณาสภาวธรรมตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิตใจตนถึงจะสามารถ "ก้าวข้าม" อัตตาตัวตนแห่งตัวกูของกูได้

อวิชชา เปรียบเหมือน ปมของเชือก ที่ผูกซ้อนกันไว้เป็นชั้นๆ ด้วย ปัญญา คนเราย่อมสามารถแก้ ปม เหล่านั้นออกได้จนมาถึง ปมสุดท้าย แต่เมื่อปมสุดท้ายของเชือกถูกแก้ออกเชือกเส้นนั้นกลับหายไป

เพราะมีปมจึงมีเชือกอยู่

พอหมดปมเชือกก็ไม่ดำรงอยู่

ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนที่เดินทางมาถึง ปมสุดท้ายของอวิชชา ซึ่งเป็น หมากตาสุดท้าย ของนักกลยุทธ์ เขาย่อมพบกับความจริงของคำว่า "อนัตตา" ว่า

ปมและเชือกมันไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงเลยตั้งแต่ต้น

Blog นี้จะทำการรวบรวมและเผยแผ่ผลงานของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ให้ได้

Blog นี้จะทำการรวบรวมและเผยแผ่ผลงานของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ให้ได้
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=dragon-press&month=10-2006&date=17&group=5&gblog=2

กราบขอบพระคุณที่มาของ Link : http://bookstore.blog.mthai.com/2007/08/24/

ไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น ในระดับปริญญาตรี โท เอก : ประวัติ ดร.สุวินัย ภรณวลัย "บนเส้นทางแห่งมังกรบูรณา"

ได้รับทุนการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่นไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น ในระดับปริญญาตรี โท เอกที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ระหว่างปี พ.ศ. 2517-2527เขียนงานวิชาการเป็นภาษาญี่ปุ่น เรื่อง อนาคตของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยกับบทบาทของบริษัทญี่ปุ่นหนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลที่ 1 ในการประกวดบทความของสมาคมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น ประจำปี ค.ศ. 1988วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2535 ได้รับปริญญาเอก รอมบุนฮาคาเซะ จากมหาวิทยาลัยโฮเช ประเทศญี่ปุ่น อันเป็นปริญญาเอกระดับสูงสุด และได้รับยากที่สุดในวงวิชาการของญี่ปุ่น...ศึกษาวิชาศิลปะการต่อสู้ มวยไท้เก็ก ฝ่ามือมังกรแปดทิศ และองค์ความรู้ด้านจิตวิญญาณมานานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะปรัชญาตะวันออก พุทธ เต๋า เซน และยังศึกษาดนตรี พิณกู่เจิ้ง วาดภาพ และหมากล้อมนอกจากนี้ยังเป็นผู้นำกระบวนทัศน์เชิงบูรณาการ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ จากการค้นคว้าวิจัยการวิวัฒนาการ ยกระดับจิตใจมนุษย์ ของปรัชญาโลกตะวันตก เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ทั้งทางกายและใจ ด้วยวิถีบูรณาการตามแนวทางของ เคน วิลเบอร์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นไอสไตน์ทางจิตในยุคปัจจุบันเริ่มเขียนงานแนวภูมิปัญญาตะวันออก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2533 จากเรื่อง มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า , ความรักกับจอมยุทธ์ , คัมภีร์มังกรวัชระ , มูซาชิฉบับท่าพระจันทร์ เคนอิจิโร่ , ยุวมังกร , วิถีมังกร , วิถีบูรพา HEART&SOUL , ปัญญาอมตะ, มังกรลั่นกลองรบตอนความจริงของความรัก , ผลงานชุดมังกรจักรวาล 7 เล่ม ชุดมังกรบูรพา 4 เล่ม , วัชรเซน เราได้อะไรจากพระพุทธเจ้า พระเยซู และพระกฤษณะยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศงานแปลชุดหมากล้อม 3 เล่มงานเขียนชุดภูมิปัญญามูซาชิ 4 เล่มยอดคน HEART & SOULยอดคนวิถีเซน LIFE & ENLIGHTENMENTยอดคนอริยะ SPIRITUAL AWAKENING , ยอดคนมหาโยคะ Ultimate Yogaพุทธบูรณาปัจจุบัน เป็นรองศาสตราจารย์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอาจารย์ประจำโครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ก่อตั้ง และผู้อำนวยการ ศูนย์บูรณาการศาสตร์และภูมิปัญญาโบราณ (CID) ที่ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ (ฝั่งโลตัส) โทร. 02-7218290
http://www.suvinai-dragon.com


ลูกหลานของหลวงปู่จะมีความเห็นแก่ตัวไม่ได้มีทิฐิถือตัวถือตน มียศมีศักดิ์
หยิ่งยโสไม่ได้ เพราะถ้ายังมีสิ่งเหล่านั้นอยู่ เขาจะเข้าถึงสัจธรรม คุณธรรม
ศีลธรรมและจริยธรรมไม่ได้ คนคับแคบ เย่อหยิ่ง จองหอง ยโส รอวันตาย
อย่างเดียว กลิ่นอายและรสชาติถ้อยคำของผู้มีความจริงใจ จะผิดกับกลิ่น
อายของผู้ไม่จริงใจ มีแต่มารยา วิชาการ ผิดกันราวกับฟ้าและเหว ขอเพียง
พวกท่านมีความจริงใจ มีความเป็นธรรมชาติ ท่านจะได้เป็นพระโพธิสัตว์
เป็นลูกหลานของชาวศากยะ ดูอย่างพระพุทธเจ้าเป็นที่รักของเทวดาพรหม
มาร เปรต และอสุรกาย ทรงยิ่งใหญ่ในหัวใจของทุกคนและของตัวเอง ดังนั้น
จงให้เขาก่อนแล้วจะได้รับ
- โพธิจิต โพธิวิถี โพธิธรรม หลวงปู่พุทธะอิสระ -
"140 ล้าน การ์ตูนพระพุทธเจ้า 2550 มาช่วยกันดูหน่อยนะ ภูมิใจฝีมือคนไทย..."
รสแห่งความเมตตา ชุ่มเย็นยิ่งนัก โดย สมเด็จพระสังฆราช
จิตประภัสสร คือธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต โดยหลวงพ่อโพธินันทะ


บทความและบทสัมภาษณ์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัยบทความและบทสัมภาษณ์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย สามารถอ่านได้ด้วยการโหลดไฟล์ pdf ใช้โปรแกรม Adobe Reader เปิดอ่านครับ ใครไม่มีโปรแกรม Adobe Reader สามารถเข้าไป Download ได้ที่

1. "แกะรอยมังกรบูรณาบนจุดยืนของพุทธะ"(จาก นิตยสาร way ฉบับที่ 10 เดือน กรกฎาคม 2550)อ่าน >>read 1.pdf

2. "วิถีของนักเขียนที่ข้ามพ้นระบบทุนนิยม"(จากวารสารหนังสือใต้ดิน Bookazine Underground Blueteen ฉบับที่ 6 ประจำเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2548)อ่าน >> read 2.pdf

3. coffee with open “ค้นหาตัวตนสังคมไทย” อ.ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล , รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัยดำเนินรายการโดยรศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร (จาก หนังสือ “OPEN 51” )อ่าน >> read 3.pdf

4. "งานอบรมครูที่วัดอ้อน้อย ธรรมะอิสระ 16 พ.ค. 2542" โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัยอ่าน >> read 4.pdf

5. "บนเส้นทางแห่งมังกรบูรณา"โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัยอ่าน >> read 5.pdf

6. "ร่วมปรุงอาหารทางจิตวิญญาณด้วยสมาธิวัชรเซน"โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัยอ่าน >>read 6.pdf

7. บทสนทนาระหว่า โจ-มณฑานี สันติสุข กับ สุวินัย ภรณวลัยอันเนื่องมาจาก "สารรักจากสวรรค์" ของ ดร.ไบรอัน ไวส์อ่าน >> read 7.pdf

8. "พระไตรปิฎกฉบับมังกร"โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัยอ่าน >> read 8.pdf

9. "วิถีที่เดินมา"โดย ดร. สุวินัย ภรณวลัยอ่าน >> read 9.pdf

http://www.dragon-press.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5313722

Special Thank For Link : http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=16360

ดร.สุวินัย ภรณวลัย ได้รับทุนการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น

ประวัติ

ดร.สุวินัย ภรณวลัย

ได้รับทุนการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น
ไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น ในระดับปริญญาตรี โท เอก
ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ระหว่างปี พ.ศ. 2517-2527

เขียนงานวิชาการเป็นภาษาญี่ปุ่น เรื่อง อนาคตของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยกับบทบาทของบริษัทญี่ปุ่น
หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลที่ 1 ในการประกวดบทความของสมาคมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น ประจำปี ค.ศ. 1988


วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2535 ได้รับปริญญาเอก
รอมบุนฮาคาเซะ จากมหาวิทยาลัยโฮเช ประเทศญี่ปุ่น
อันเป็นปริญญาเอกระดับสูงสุด และได้รับยากที่สุด
ในวงวิชาการของญี่ปุ่น...

ศึกษาวิชาศิลปะการต่อสู้ มวยไท้เก็ก ฝ่ามือมังกรแปดทิศ และองค์ความรู้ด้านจิตวิญญาณมานานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะปรัชญาตะวันออก พุทธ เต๋า เซน และยังศึกษาดนตรี พิณกู่เจิ้ง วาดภาพ และหมากล้อม

นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำกระบวนทัศน์เชิงบูรณาการ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ จากการค้นคว้าวิจัยการวิวัฒนาการ ยกระดับจิตใจมนุษย์ ของปรัชญาโลกตะวันตก เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ทั้งทางกายและใจ ด้วยวิถีบูรณาการตามแนวทางของ เคน วิลเบอร์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นไอสไตน์ทางจิตในยุคปัจจุบัน

เริ่มเขียนงานแนวภูมิปัญญาตะวันออก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2533 จากเรื่อง มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า , ความรักกับจอมยุทธ์ , คัมภีร์มังกรวัชระ , มูซาชิฉบับท่าพระจันทร์
เคนอิจิโร่ , ยุวมังกร , วิถีมังกร , วิถีบูรพา
HEART&SOUL , ปัญญาอมตะ, มังกรลั่นกลองรบตอนความจริงของความรัก , ผลงานชุดมังกรจักรวาล 7 เล่ม
ชุดมังกรบูรพา 4 เล่ม , วัชรเซน
เราได้อะไรจากพระพุทธเจ้า พระเยซู และพระกฤษณะ
ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ
งานแปลชุดหมากล้อม 3 เล่ม
งานเขียนชุดภูมิปัญญามูซาชิ 4 เล่ม
ยอดคน HEART & SOUL
ยอดคนวิถีเซน LIFE & ENLIGHTENMENT
ยอดคนอริยะ SPIRITUAL AWAKENING

ปัจจุบัน เป็นรองศาสตราจารย์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอาจารย์ประจำโครงการปริญญาเอกสหวิทยาการ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เป็นผู้ก่อตั้ง และผู้อำนวยการ ศูนย์บูรณาการศาสตร์และภูมิปัญญาโบราณ (CID) ที่ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ (ฝั่งโลตัส) โทร. 02-7218290

http://www.suvinai-dragon.com

"ปัญญาบารมี" หฤทัยสูตร ….หัวใจของพุทธธรรม

"ปัญญาบารมี" หฤทัยสูตร ….หัวใจของพุทธธรรม

ในบรรดาคำสอนของพุทธธรรมที่ว่ากันว่าไม่ต่ำกว่า 84,000 ข้อนั้น ถ้าให้เลือกเรียนและฝึกฝนได้เพียงข้อเดียวหรือพระสูตรเพียงเล่มเดียว ตัวผมไม่ลังเลใจเลยที่จะเลือกหฤทัยสูตร หรือชื่อเต็มที่เรียกว่า ปรัชญาปารมิตา (ปัญญาบารมี) หฤทัยสูตร หรือ คัมภีร์แห่งจิตเพื่อบรรลุปัญญาบารมีอันลือชื่อของมหายานนี้มาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติธรรมของตัวเอง

คัมภีร์หฤทัยสูตรที่แพร่หลายไปทั่วนี้คือฉบับที่เป็นภาษาจีนที่แปลโดยพระถังซำจั๋งจากภาษาสันสกฤตอีกต่อหนึ่งในราว ค.ศ.649 สำหรับตัวต้นฉบับภาษาสันสกฤตนั้นไม่มีแล้วทั้งในประเทศอินเดียและเนปาล จะมีเหลือฉบับคัดลอกสมัยโบราณอยู่ฉบับหนึ่งเท่านั้นที่เก็บรักษาเอาไว้ในวัดโฮริวยิแห่งประเทศญี่ปุ่น

สถานภาพของคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรในพุทธศาสนาสายมหายายนั้นเทียบได้กับคัมภีร์ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์เลยทีเดียวแหละ ทั้งๆที่คัมภีร์นี้มีเนื้อหาสั้นมากแค่อักษรจีน 262 คำเท่านั้นซึ่งสั้นกว่า พระคาถาชินบัญชร อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธไทยเสียอีก แต่คัมภีร์เล่มนี้กลับมีพลังในตัวเองอย่างมหาศาลจนเหลือเชื่อเลยทีเดียว หากใครได้ศึกษา ฝึกฝนปฏิบัติตามแล้วอย่างจริงจังย่อมเข้าใจได้เอง เพราะแก่นแท้ของความจริงของจักรวาลและหลักสัจธรรมของชีวิตล้วนตกผลึกและอัดแน่นอยู่ในคัมภีร์ฉบับนี้ทั้งสิ้น อย่างที่ยากจะเชื่อได้ว่าสัจธรรมทั้งหลายทั้งปวงของพุทธธรรมสามารถบรรจุอยู่ในคัมภีร์สั้นๆ เล่มนี้ได้อย่างไรกัน

จะว่าไปแล้ว คัมภีร์เล่มนี้จึงไม่ต่างไปจาก "ไวยากรณ์พระโพธิสัตว์" เลย ด้วยเหตุนี้แหละผมจึงต้องยกเอาแก่นความคิดของคัมภีร์ฉบับนี้มาขึ้นต้นเป็นอันดับแรกสำหรับการจะทำให้ผู้คนเข้าใจหัวใจ (หฤทัย) ของมังกร (จอมยุทธ์และอภิมนุษย์) ในศตวรรษที่ 21

คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร (คำถอดความ)
(1) พระโพธิสัตว์กวนอิมผู้ศักดิ์สิทธิ์(คันยิโซโบสัทสุ-ออกเสียงเป็นภาษาญี่ปุ่น สำหรับผู้ถนัดออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋วย่อมทดแทนกันได้)
เมื่อท่านได้เข้าสู่การบำเพ็ญปัญญาบารมีอันลึกซึ้งเพื่อแสวงหาสัจธรรมที่จะช่วยมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ให้พ้นทุกข์ได้นั้น (เกียวยินฮันเนียะฮารามิตตะยะ)
ท่านได้รู้แจ้งขันธ์ทั้ง 5 ทั้งปวง ซึ่งประกอบขึ้นเป็นสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนเป็น สุญตา หรือ ความว่าง ทั้งสิ้น (โชเก็นโกะอุนไคคู)
ท่านจึงถือสัจธรรมอันนี้เป็นมรรคที่แท้จริงที่จะช่วยให้มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้สามารถพ้นทุกข์ได้ (โดะอิสไซคุยากุ)

ขยายความ ผู้ที่เข้าถึงหัวใจและจิตวิญญาณของคัมภีร์วิเศษเล่มนี้จักต้องมีคุณสมบัติที่โดดเด่น 2 ประการอยู่ในตัว คือ หนึ่ง มีหลักวิชาหรือทฤษฎีที่ถูกต้องในการหลุดพ้นและมุ่งบรรลุความรู้แจ้งด้วยการบำเพ็ญสมาธิ-วิปัสสนา กับ สอง มีปณิธานของพระโพธิสัตว์ที่มุ่งจะช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ มุ่งช่วยผู้อื่นให้หลุดพ้นด้วย

จะว่าไปแล้วนี่คือเอกภาพของทฤษฎีกับปฏิบัติ นั่นเองและน่าจะเป็นอุดมคติของการพัฒนาตนเองในเชิงจิตวิญญาณด้วย เพราะหากผู้ใดเอาแต่ฝึกฝนสมาธิ-วิปัสสนาจนตระหนักถึง ความว่าง หรือความเป็นสุญตาของสรรพสิ่งแล้วหยุดตัวเองอยู่แค่นั้น เขาผู้นั้นก็จะกลายเป็นคนเบื่อโลก ไม่อยากทำสิ่งใดทั้งสิ้น ดีไม่ดีอาจถึงขั้นหดหู่หมดอาลัยตายอยากในชีวิตด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นในทัศนะของผม ผู้ที่ศึกษาธรรมะ ฝึกฝนสมาธิ-วิปัสสนาจนเข้าถึง สุญตา ได้แล้ว เขาจะต้องไม่หยุดอยู่แค่นั้น แต่จะต้องรุดหน้าต่อไป โดยก้าวเข้าสู่ปฏิบัติการแห่งความรัก (ความเมตตา) เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ด้วยถึงจะเป็น ทาง ที่ถูกต้องจริง

เพราะฉะนั้น เคล็ดลับของการฝึกฝนตนเองด้วยคัมภีร์วิเศษเล่มนี้ก็คือตัวผู้ฝึกจะต้องตั้งจิตมุ่งมั่นที่จะเป็นโพธิสัตว์ (กวนอิม) เสียก่อน จากนั้นจึงบำเพ็ญ ปัญญาบารมี เพื่อให้ได้ปัญญาดุจพระโพธิสัตว์ เพราะคนธรรมดาสามัญยากนักที่จะได้ ปํญญาบารมี จากคัมภีร์เล่มนี้โดยแค่ท่องบ่นคัมภีร์ฉบับนี้ ต่อให้ท่องบ่นเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านเที่ยวก็ตาม

ยกเว้นเสียแต่ว่า ตัวผู้นั้นมีความมุ่งมั่นที่จะแปรเปลี่ยนตนเองหรือเปลี่ยนแปลงตนเองไปเป็นพระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตาและประกอบไปด้วยปัญญาบารมีก่อนแล้วเท่านั้น

ผมจึงมีความเห็นว่า ถ้าหากเราไม่ศึกษาคัมภีร์วิเศษฉบับนี้จากจุดยืนที่กล่าวมานี้ ผู้ฝึกคนนั้นจะไม่มีวันเข้าถึงความล้ำลึกของคัมภีร์ซึ่งทรงพลานุภาพเล่มนี้ได้เลย สิ่งที่เขาจะได้คือความรู้ที่เป็นแค่เปลือกนอกจากคัมภีร์เล่มนี้เท่านั้น

สิ่งนี้เป็นความจริงไม่แค่เฉพาะคัมภีร์เท่านั้น ยังเป็นจริงสำหรับผู้ฝึกพระคาถาชินบัญชรอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย เพราะผู้ที่ท่องพระคาถาชินบัญชรโดยหวังอัญเชิญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสงฆ์คุณ แค่มาคุ้มครองกายให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงและมีสิริมงคล โดยไม่คิดจะทำตัวเองให้เป็นพระพุทธะด้วย พวกเขาย่อมได้อานิสงส์จากพระคาถาอันศักดิ์สิทธิ์แค่เปลือกผิวเท่านั้น

(2) สารีบุตรเอ๋ย (ศิษย์เอ๋ย) สิ่งที่เราจะบอกเธอในที่นี้ก็คือว่า (ฉะริชิ)
รูป นั้นไม่ใช่รูป แต่มันเกิดรูปเกิดร่างขึ้นมาได้ก็เพราะมันอาศัยร่วมกันกับสิ่งอื่น รูปจึงไม่ต่างไปจาก ความว่าง (ชิกิฟุอิคู)
และสิ่งที่ไม่มีรูปร่างหรือความว่างนั้นก็มิได้หมายความว่ามันไม่มีอะไร เพราะจากความว่างก็สามารถอาศัยการร่วมกันกับสิ่งอื่นทำให้เกิดรูปขึ้นมาได้เช่นกัน ดังนั้น ความว่าง จึงไม่ต่างไปจาก รูป (คูฟุอิชิกิ)
สรรพสิ่งหรือ รูป ทั้งหลายในโลกนี้ล้วนตั้งอยู่ได้ด้วยการอาศัยร่วมกันกับสิ่งอื่นดังนั้นเราจึงบอกเธอว่ารูปก็คือความว่าง (ชิกิโซกุเซะคู) และความว่างก็คือรูป (คูโซกุเซะชิกิ) เพราะฉะนั้นขันธ์อื่นๆ ไม่ว่าเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ (จุโซเกียวชิกิ) ต่างก็เป็นความว่างเช่นกัน และความว่างก็เป็นขันธ์ต่างๆ เหล่านี้ด้วย (ยากุบุเนียวเซะ)

ขยายความ เนื่องจากธาตุแท้ของ รูป ก็คือ ความว่าง รูปจึงดำรงอยู่ได้หรือสามารถคงรูปเอาไว้ได้ตามหลักปฎิจจสมุปบาท คัมภีร์นี้จึงกล่าวได้ว่า "รูปคือความว่าง" และในขณะที่เมื่อคัมภีร์นี้กล่าวว่า "ความว่างก็คือรูป" มันหมายความว่า "ความว่าง" มีคุณสมบัติและมีพลังที่จะทำให้เกิด "รูป" ขึ้นมาได้ ความว่างจึงไม่ใช่ ความไม่มีอะไร อย่างที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดสับสนกัน จึงเห็นได้ว่าตรรกะของ "รูปก็คือความว่าง" (A เท่ากับ B)กับตรรกะของ "ความว่างก็คือรูป" (B เท่ากับ A) นั้นมีความหมายที่แตกต่างกันมากในคัมภีร์เล่มนี้อย่างที่พวกที่คิดแบบ "นักวิทยาศาสตร์" เถรตรงยากจะทำความเข้าใจได้

เพราะการทำความเข้าใจว่า "รูปก็คือความว่าง" นั้น ความจริงก็เป็นเรื่องที่ยากอยู่แล้วสำหรับปุถุชนคนธรรมดา แต่การที่จะเข้าใจความหมายของ "ความว่างก็คือรูป" นั้นมันยิ่งยากเข้าไปอีก หัวใจของคัมภีร์วิเศษเล่มนี้มิได้อยู่ที่ "รูปก็คือความว่าง" อย่างที่คนส่วนใหญ่ตีความหรือเข้าใจเช่นนั้นหรอก แต่อยู่ที่ "ความว่างก็คือรูป" ต่างหาก

เนื่องเพราะคนเราทุกคนควรจะตระหนักถึงความจริงในข้อนี้ให้ได้ว่าพวกเราทุกคนนั้นล้วนเป็น"รูป" ที่เกิดมาจาก "ความว่าง" ทั้งสิ้น และพวกเราทุกคนต่างก็มี "ความว่าง" เป็นธาตุแท้อยู่ในตัวทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วพวกเราทุกคนย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ เพราะ "ความว่างก็คือรูป" ความว่างย่อมสามารถก่อให้เกิดรูปอะไรขึ้นมาก็ได้ ด้วยเหตุนี้แหละถ้าหากคนเรามีความมานะบากบั่น อุตสาหะวิริยะพยายาม ผู้นั้นก็ย่อมสามารถก้าวหน้าได้ รุดหน้าได้ เติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และในทางกลับกันหากคนเราละเลยการฝึกฝนตนเอง เกียจคร้าน ไม่กระตือรือร้นผู้นั้นก็จะถดถอยเสื่อมโทรม ต่ำทรามลงไปเรื่อยๆ

คนเราแม้เกิดมาในโลกโดยแบก "ชะตาชีวิต" อันหนึ่งมาด้วยก็ตามที แต่ก็ใช่ว่าจะถูกชะตาชีวิตลิขิตอย่างสิ้นเชิงก็หาไม่ ทุกอย่างย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้นได้เสมอ เพราะ "ความว่างก็คือรูป" ฉะนั้นการที่เราเกิดมาจนก็ไม่มีเหตุใดที่เราจะต้องจนไปตลอดชีวิตใช่หรือไม่

จึงเห็นได้ว่าคำสอนเรื่อง "รูปคือความว่าง" เป็นโลกทัศน์ของพระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาบารมี ขณะที่คำสอนเรื่อง "ความว่างก็คือรูป" นั้นเป็นชีวทัศน์ของพระโพธิสัตว์ผู้มีเมตตาบารมีและวิริยะบารมี หากเราเข้าใจใน 2 ประเด็นนี้ได้อย่างถ่องแท้แล้ว ข้อความคำสอนอื่นๆ หลังจากนั้นของคัมภีร์วิเศษเล่มนี้ถือว่าเป็น ของแถม เท่านั้นเอง

(3) สารีบุตรเอ๋ย (ศิษย์เอ๋ย) (ฉะริชิ) แก่นแท้ของสรรพสิ่งนั้นเป็นความว่าง แม้ในทางปรากฏการณ์จะดูเหมือนว่ามีการเปลี่ยนแปลงต่างๆนานาอันเนื่องมาจากการอาศัยร่วมกันกับสิ่งอื่นก็ตาม แต่ตัวแก่นแท้ของสรรพสิ่งนั้นหาได้เปลี่ยนแปลงด้วยไม่ (เซะโฉะโฮคูโซ) ไม่มีทั้งเกิด ไม่มีทั้งดับ (ฟุโชฟุเม็ทสุ) ไม่มีสกปรก ไม่มีสะอาด (ฟุคุฟุโย) ไม่มีเพิ่ม ไม่มีลด (ฟุโซฟุเง็น)

ขยายความ ลักษณะต่างๆของ ความว่าง ได้ถูกบรรยายในคัมภีร์ส่วนนี้คือไม่มีทั้งเกิด ไม่มีทั้งดับ ไม่มีสกปรก ไม่มีสะอาด ไม่มีเพิ่ม ไม่มีลด ในที่นี้ผมจะขอยกตัวอย่างของ เงิน ซึ่งเป็นที่สุดของสิ่งสมมุติมาให้พิจารณากันดู

เงินไม่มีตัวตนจริงหรือไม่? สำหรับพวกนักเล่นหุ้น วันนี้มีหลายล้านบาท แต่ในวันข้างหน้าอาจเหลือไม่กี่หมื่นบาท หรืออาจเพิ่มมากกว่าเดิมอีกหลายสิบเท่าก็เป็นได้ แต่ที่เพิ่มหรือลดลงนั้นคือปริมาณของเงินหาใช่ตัวตนของเงินไม่ เพราะตัวตนของเงินไม่เคยดำรงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงให้ตัวเราครอบครองเลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว เมื่อมีเหตุอาศัยร่วมกันกับสิ่งอื่น เงินถึงอยู่กับเรา แต่เมื่อหมดเหตุอาศัยอันนั้นเงินก็ไปจากเรา ตอนที่เราใช้เงินความจริงเราใช้อำนาจซื้อที่เงินมีอยู่ในขณะที่มันอยู่กับเราเท่านั้น แต่ตัวตนของมันไม่เคยดำรงอยู่เลย เงินไม่มีตัวตนมีแต่ปริมาณของเงินที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น

เพราะถ้าเงินมีตัวตนจริง มันจะต้องดำรงอยู่ได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเงื่อนไขหรือสาเหตุใดๆ ก็ตามอย่างไรก็ดีเงินก็เป็นสิ่งที่จำเป็นในโลกสมมุติหรือในโลกที่เป็นปรากฏการณ์ แต่เงินจะกลายเป็น มายา ที่ไร้ตัวตนในทันทีในโลกของสัจธรรมหรือในโลกของปรมัตถ์

ในโลกของปรมัตถ์จึงเป็นโลกของพระโพธิสัตว์ปัญญาบารมี
ส่วนโลกของปรากฏการณ์เป็นโลกของพระโพธิสัตว์กวนอิม
และโลกของผู้ที่ศึกษาคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรเล่มนี้จึงควรเป็นโลกของผู้ที่รู้จักสมมุติ เข้าใจสมมุติ ยอมรับสมมุติ ใช้สมมุติเป็น แต่ไม่ยึดติดในสมมุตินั้น

"ยอดคน" คือผู้ที่รู้ทันและไม่ยึดติดในสมมุติทั้งปวงที่สังคมยัดเยียดให้ แต่ พระพุทธะ คือผู้ที่รู้ทันและไม่ยึดติดในสมมุติทั้งหลายทั้งปวงกันเกิดจากธรรมชาติ จักรวาล และธาตุทั้ง 4 ท่านจึงมีอำนาจเหนือจักรวาลและธาตุทั้ง 4 ได้


"ปัญญาบารมี" หฤทัยสูตร ….หัวใจของพุทธธรรม (ต่อ)

(4) ด้วยเหตุนี้ใน ความว่าง จึงไม่มีทั้งรูป (เซะโคะคูจูมุชิกิ) ไม่มีทั้งเวทนา ทั้งสัญญา ทั้งสังขาร ทั้งวิญญาณ (มุจุโซเกียวชิกิ) และก็ไม่มีสิ่งที่ถูกรับรู้ซึ่งได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความคิด (มุชิกิโชโคมิโซกุโฮ) จึงไม่มีทั้งโลกที่ตามองเห็น (มุเง็นไค) และไม่มีโลกทางความคิด (ไนชิมุอิชิกิไค)

ขยายความ ถ้าหาก ความว่าง ในที่นี้คือหลักอันเดียวกับหลักปฎิจจสมุปบาทแล้ว เราก็ย่อมกล่าวได้ว่าในหลักปฎิจจสมุปบาทจึงไม่มีทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเช่นกัน และก็ไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเช่นกัน รวมทั้งไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความคิดเช่นกันด้วยเพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตา คือไม่มีตัวตน

จึงเห็นได้ว่า "ความว่าง" "หลักปฎิจจสมุปบาท" และ "อนัตตา" เป็นสิ่งเดียวกันและแยกจากกันไม่ได้เลยในปัญญาแบบพระพุทธะ

(5) ด้วยเหตุนี้ใน ความว่าง จึงไม่มีทั้งอวิชชา (มุมุเมียว)
และก็ไม่มีการสิ้นสุดของอวิชชา (ยาคุมุมุเมียยิน)
ไม่มีทั้งชรามรณะ (ไนชิมุโรชิ) และก็ไม่มีการสิ้นสุดของชรามรณะ (ยาคุมุโรชิยิน)
ไม่มีอริยสัจ 4 คือ ไม่มี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (มุคุจูเม็ทสุโด)
ไม่มีทั้งโพธิปัญญาและก็ไม่มีการตรัสรู้ใดๆ (มุจิยาคุมุโทคุ)
เพราะโพธิปัญญาและการตรัสรู้แบบพระพุทธเจ้าอยู่เหนือ ความว่าง เหล่านี้ไปอีก(อิมุโฉะโทคุโคะ)

ขยายความ ในการบรรลุถึง ความว่าง จำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้ถึงเรื่องขันธ์ 5 และเรื่องหลักปฎิจจสมุปบาทที่อธิบายถึงธรรม 12 ประการ คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ปรามรณะ ซึ่งเกิดขึ้นร่วมกันโดยอาศัยกันละกันเกิด รวมทั้งยังต้องเรียนรู้เรื่องอริยสัจ 4 ด้วยก็จริง

แต่ครั้นเมื่อเข้าถึง "ความว่าง" ได้จริงๆแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็น "ไม่มี" ไปและตัว "ความว่าง" เองก็จะต้องถูกข้ามพันหรือถูกก้าวข้ามอีกทีด้วย เพราะมีแต่ปัญญาในระดับมิติที่ข้ามพ้นจาก ความมีอะไร-ความไม่มีอะไร และ ความว่าง ทั้งปวงได้แล้วเท่านั้น จึงจะเป็นปัญญาชั้นสุดยอดที่แท้จริง

หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งได้ว่า ตราบใดที่ยังยึดติดกับ ความว่าง อยู่ ตราบนั้นก็ยังไม่มีปัญญาขั้นสุดยอด คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรเล่มนี้จึงเป็นคัมภีร์ที่อธิบายความสูงส่งของ "ความว่าง" แต่ขณะเดียวกันก็เสนอให้เข้าถึง "ความว่าง" ที่ก้าวข้าม "ความว่าง" อีกทีหนึ่งและนี่แหละคือความล้ำลึกสุดหยั่งคาดของคัมภีร์เล่มนี้ที่ยากจะหาคัมภีร์เล่มอื่นที่จะอธิบายเรื่องความว่างเหมือนกันมาทัดเทียมได้

(6) พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย (ผู้แสวงธรรมทั้งหลาย) (โบะไดสัทสุตะ)
ถ้าหากได้ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุปัญญาบารมีแล้ว (เอะฮันเนียะฮะระมิตตะโคะ)
ใจของเขาก็จะไม่มีสิ่งยึดติด (ชินมุเคเงะ) เมื่อไม่มีสิ่งยึดติด (มุเคเงะโคะ) ก็จะไม่มีความ กลัว (มุอุคุฟุ)
สามารถหลีกพ้นมายาที่กลับตาลปัตรทั้งปวง (อ็อนริอิสไซเต็นโตมุโซ) เข้าถึงสภาวะแห่งนิพพานได้ (คุเคียวเนะฮัน)
เหล่าพระพุทธะในสามโลก (อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต) ก็เช่นกัน (ซานเซะโฉะบุทสุ) ต่างก็ฝึกฝนปัญญาบารมี (เอะฮันเนียะฮะระมิตตะโคะ) จนกระทั่งสามารถบรรลุ อนุตรสัมมาโพธิญาณ อันเป็นปัญญาสูงสุดได้ (โทคุอะโนคุตะระซันเมียะคุซันโบะได)

ขยายความ สิ่งที่ทำให้ใจยึดติด คือสิ่งที่ครอบงำจิตใจจนเป็นอุปสรรคต่อการทำงานที่แท้จริงของปัญญาในตัวเรา แต่เมื่อปัญญาบารมีเกิดขึ้นสิ่งเหล่านี้ก็จะหายไปเอง ดุจเมื่อมีแสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดย่อมเลือนหายไปในบัดดล

เมื่อใจไม่มีสิ่งยึดติด ใจย่อมไม่มีความกลัว เพราะความกลัวเกิดจากการไปยึดติดอยู่กับ อัตตา ของใจ ฉะนั้นเมื่อใจเราก็ไม่มีอะไรยึดติดมิหนำซ้ำใจเรายังมีความวิริยะพากเพียรในการฝึกฝนตนเองตามวิถีแห่งพุทธะอยู่ด้วยแล้วในใต้ฟ้านี้จะมีสิ่งใดมาทำให้เราหวาดหวั่นได้ ? ดังนั้น มายา ที่ทำให้เรามองโลกกลับตาลปัตรจึงไม่อาจรังควานเราต่อไปอีกได้

แต่แปลกเหลือเกินที่คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ก็ยังชมชอบอยู่ในโลกที่กลับตาลปัตรอยู่ดี เพราะยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบในสิ่งที่นำความทุกข์มาให้แก่ตนและรังเกียจสิ่งที่นำความสงบสุขมาให้แก่ตน
การพนัน สุรา บุหรี่ ยาเสพติด ความจริงเป็นสิ่งที่นำความหายนะมาให้แก่ตนเองและสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนรอบข้าง แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่แลเห็นว่า สิ่งเหล่านี้คือความสุขสุดยอดในชีวิต อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่ากลับตาลปัตรแล้วสมควรจะให้เรียกว่าอะไร ?

ความขยันหมั่นเพียรในการทำงานและการศึกษาเล่าเรียนเป็นสิ่งที่นำความสำเร็จมาให้แก่ชีวิตในอนาคต แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่รังเกียจการทำงานหนักและการขยันเรียนนี่ก็เป็นสิ่งที่กลับตาลปัตรมิใช่หรือ? โอ ทำไมโลกนี้จึงมีสิ่งกลับตาลปัตรมากมายเหลือเกิน

นี่เพราะไม่มี ปัญญาที่แท้จริง จึงทำให้มนุษย์จำนวนมากยังต้องจมปลักอยู่กับความทุกข์ต่างๆ นานาท่ามกลางสิ่งกลับตาลปัตรเหล่านี้

(7) เพราะฉะนั้นจึงควรรู้ไว้ว่า ปัญญาบารมี (โคะจิฮันเนียะฮะระมิตตะ) เป็นมนตราอันยิ่งใหญ่ (เซะไดยินชุ) เป็นมนตราแห่งปัญญาอันยิ่งใหญ่ (เซะไดเมียวชุ) เป็นมนตราสูงสุด (เซะมุโยชุ) และเป็นมนตราที่ไร้เทียมทาน (เซะมุโตโดชุ) ซึ่งสามารถช่วยให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง (โนโยะอิสไซคุ) มนตรานี้เป็นของจริงแท้ไม่ปลอม (ชินยิทสุฟุโคะ)

ขยายความ คัมภีร์เล่มเล็กนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงพระสูตรธรรมดาเท่านั้นแต่ยังเป็น มหามนตรา ที่มีความขลังและมีพลังศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ตรงนี้แหละที่เป็นความล้ำลึกอีกประการหนึ่งของคัมภีร์วิเศษเล่มนี้

พลังของมนตราหรือธารณีหรือคาถาอาคมนั้นมิได้อยู่ที่ความหมายของมันเท่ากับอยู่ที่เสียงของมัน ตามหลักวิชา Cymatics อันเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบที่คลื่นเสียงมีต่อมวลวัตถุ ได้ค้นพบว่าคลื่นสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดระเบียบของมวลสารวัตถุได้ การทดลองที่พิสูจน์ถึงความจริงในข้อนี้ก็คือ การเอาแผ่นโลหะบางๆมาติดบนไวโอลินแล้วโรยทรายบนแผ่นโลหะบางๆนั้น ครั้นเมื่อทำการดีดสายไวโอลิน ทรายที่อยู่บนแผ่นโลหะก็จะเรียงตัวใหม่เป็นรูปลักษณ์ต่างๆนานาตามขนาดของความสั่นของคลื่นเสียงที่ดีดไป

ถ้าประยุกต์หลักวิชาอันนี้มาใช้กับการฝึกท่องมนตราก็จะอธิบายได้ว่าการฝึกท่องมนตราบทใดบทหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เกิดความสั่นไปยังตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในสมองอันเป็นที่ตั้งของจักร 6 กับ จักร 7 ตามหลักวิชาโยคะ ก็น่าที่จะสามารถกระตุ้นจักรทั้ง 2 นี้ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้

(8) จึงขอถ่ายทอดมนตราแห่งปัญญาบารมี (โคะเซ็ทสุดฮันเนียะฮะรธมิตตะชุ) ไว้ที่นี่ดังต่อไปนี้
(โซคุเซ็ทสุชุวะสุ)
"กะเต กะเต พารากะเต"
พาราสังกะเต โพธิสวาหะ"
(เกียะเท เกียะเท ฮะระเกียะเท ฮะระโซเกียะเทโบยิโสะวะคะ)
จบคัมภีร์ ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร (ฮันเนียะชินเกียว)

ขยายความ มนตราท้ายคัมภีร์เล่มนี้ เป็นภาษาสันสกฤตที่มีใจความดังต่อไปนี้
"ผู้ไปแล้ว (กะเต) ผู้ไปแล้ว (กะเต)
ผู้ไปฝั่งนั้นแล้ว (พารากะเต)
ผู้ไปฝั่งนั้นหมดแล้ว (พาราสังกะเต)
ผู้ตรัสรู้แล้ว (โพธิ)
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด (สวาหะ)"

ผู้แสวงหาความหลุดพ้นทั้งหลาย พวกท่านจะต้องรู้ถึงสัจธรรมแห่ง ปัญญาบารมี ในคัมภีร์วิเศษเล่มนี้ให้จงได้ เพราะสัจธรรมอันนี้เป็นยอดของยอดแห่งปัญญาที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง พลังของมันนั้นมีมากเกินหยั่งคาด มันเป็นสัจธรรมท่ามกลางสัจธรรมทั้งหลาย และเพราะมันเป็นสัจธรรมมันจึงคงทนไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะอยู่ในโลกใดยุคใด

ผู้แสวงธรรมทั้งหลายเอ๋ย ขอพวกท่านจงจำคำพูดต่อไปนี้ให้ดีและจงท่องให้ขึ้นใจว่า "ข้าฯ จะนำสัจธรรมแห่ง สุญตา ติดตัวข้าฯ ไปตลอดการเดินบนทางของข้าฯ ข้าฯจะมุ่งเดินต่อไป เดินต่อไป ภายใต้การดูแลของพระมหาโพธิสัตว์เจ้า (พระอวโลกิเตศวร) จนกว่าข้าฯ จะไปถึงฝั่งฟากโน้นในวันใดวันหนึ่ง"

(จากหนังสือหัวใจมังกร : สุวินัย ภรณวลัย)