Showing posts with label News : Advertising Content. Show all posts
Showing posts with label News : Advertising Content. Show all posts

Tuesday, 29 April 2008

Cannes 'Evolution' อิทธิพลนิวมีเดียรุกโฆษณาเมืองคานส์



Cannes 'Evolution' อิทธิพลนิวมีเดียรุกโฆษณาเมืองคานส์
โดย บิสิเนสไทย [10-7-2007]
การประกวดโฆษณาที่เมืองคานส์กำลังเดินทางเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เทคโนโลยีดิจิตอลเริ่มมีอิทธิพลต่อชิ้นงานสร้างสรรค์ของคนโฆษณามากขึ้น เวทีคานส์ 2007 ที่ผ่านมาได้ขยายประเภทรางวัลออกไปเพิ่มโดยเฉพาะเพื่อรองรับกับผลงานในโลกไซเบอร์ที่กำลังมาแรง รางวัลโฆษณาสูงสุดประเภทภาพยนตร์(Film Grand Prix)ของโดฟ 'Evolution' กลายเป็นหัวข้อถกเถียงอย่างรุนแรงถึงความเหมาะสมของประเภทผลงานที่ได้รางวัลเพราะเป็นแคมเปญที่โด่งดังมาจากวิดีโอ ไวรัลบนอินเทอร์เน็ต นักข่าวในงานถึงกับตั้งคำถามคณะกรรมการตัดสินของคานส์ 2007 ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนหรือเปล่า…


ผู้ชนะในประเภทภาพยนตร์ (Film)จากเทศกาลโฆษณานานาชาติที่เมืองคานส์ 2007 (Cannes Lions International Advertising Festival ) คือโฆษณาชุด "Evolution" ของโดฟจากยูนิลีเวอร์ ผลงานสร้างสรรค์โดยโอกิลวี จากโตรอนโต ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมากในเวทีประกวดครั้งนี้ เพราะสปอตความยาวกว่า 60 วินาทีชิ้นนี้แทบจะไม่มีคุณสมบัติสำหรับการประกวดในประเภท Filmได้ เป็นโฆษณาเข้าข่ายประเภทนิวมีเดีย แต่เนื่องจากความโด่งดังที่แพร่หลายไปทั่วตามเว็บต่างๆ และความประทับใจที่เกิดขึ้นในวงกว้าง และมีการนำเสนอโฆษณาผ่านทางทีวีอีกช่องทาง จึงทำให้แคมเปญชิ้นนี้โดดเด่นเข้ารอบได้รางวัลสูงสุดประเภท Film ด้วย
อาจถือได้ว่า “คานส์กำลังเปลี่ยนไป” ไม่เฉพาะแคมเปญ"Evaluation" เท่านั้นที่เป็นตัวชี้บ่ง แต่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาของงานประกวด(17-23 มิ.ย.2007) ผู้เข้าแข่งขันจากผลงานประเภทสื่อที่เป็นนิวมีเดียอย่าง Cyber , Titanium และ Integratedต่างมีสิทธิ์ให้ลุ้นมากกว่าผลงานประเภท Film ในขณะที่ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นที่จับตามองที่สุดในหมวดที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคือ ไนกี้ พลัส จาก R/GA แต่รางวัลกรังปรีซ์ประเภทไทเทเนียม(Titanium Grand Prix)กลับตกเป็นของคริสปิน พอร์เตอร์ แอนด์ โบกัสกี้ จากไมอามี และ "Xbox King Games" ของเบอร์เกอร์คิงส์ ส่วนไนกี้พลัสได้รางวัล Titanium Lion ส่วนรางวัลกรังปรีซ์ประเภท Integrated ตกเป็นของ Vegaolmosponce จากบัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโลว์ ผลงานที่ได้รับรางวัลคือแคมเปญ Axe3 ที่สร้างสรรรค์ให้กับยูนิลีเวอร์
พีแอนด์จีกวาดเรียบ
ในปีนี้ถือเป็นปีที่ยักษ์ใหญ่สินค้าคอนซูเมอร์อย่างบริษัทพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล(พีแอนด์จี)คว้าความสำเร็จจากงานคานส์ได้มากกว่าปีใดๆ ยังไม่นับรางวัลประเภท Film พีแอนด์จีก็กวาดรางวัล Lions ไป 12 รางวัลแล้วบวกกับรางวัลกรังปรีซ์ประเภท Press จากผลิตภัณฑ์ขจัดคราบสิ่งสกปรกอย่าง Ultra Tide Stain Remover อีกหนึ่งรางวัล ในขณะที่ในปี 2006 ที่ผ่านมาบริษัทฯคว้าไปเพียงรางวัล Lionsไปเพียง 9 รางวัล "พวกเรามีความสุขมาก" นายจิม สเตนเกล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด(CMO)ของพีแอนด์จีกล่าว "สำหรับผม นี่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากที่เราทำได้ดีขนาดนี้ สำหรับแบรนด์ใหญ่ในประเทศที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ นี่เป็นความสร้างสรรค์ ธุรกิจและวัฒนธรรมที่สอดคล้องกันอย่างลงตัว" ขณะที่พีแอนด์จีปลาบปลื้มกับรางวัล Lions จากโฆษณาสำหรับผลิตภัณฑ์ซักผ้าและไหมขัดฟัน เอเยนซีที่น่าปลาบปลื้มที่สุดในปีนี้ คือ ซาทชิแอนด์ซาทชิ ผู้สร้างสรรค์ผลงานชนะเลิศรางวัลกรังปรีซ์ประเภทสิ่งพิมพ์และรางวัล Lions อีก 9 รางวัลจากทั้งหมด 12 รางวัลที่พีแอนด์จีได้รับ
ความสำคัญที่เพิ่มขึ้น การให้ความสำคัญกับผลงานประเภท Titanium และ Integrated ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวที่ทำให้งานคานส์ครั้งนี้เปลี่ยนไป ในปีที่ผ่านๆ มาการจัดงานตลอดทั้งสัปดาห์แทบจะไม่ค่อยมีความหมายมากนัก ส่วนใหญ่มักใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการพักผ่อนมากกว่า แต่ทั้งหมดนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว
ในปีนี้ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ผลิตภาพยนตร์สารคดีเรื่องโรคร้อนที่โด่งดังอย่าง “An Inconvenient Truth”ได้เข้าร่วมเสวนาในงาน และนายวินเซนต์ บอลเลอร์ ประธานเอเยนซีอาวาส เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสื่อที่ Havas Cafe ของเขา
ส่วนนายทอม เอสลิงเกอร์ ประธานคณะกรรมการตัดสินผลงานโฆษณาประเภท Cyber ออกมาพูดถึงประเด็นที่เงินลงทุนด้านโฆษณาเปลี่ยนจากสื่อแบบดั้งเดิมไปสู่โลกไซเบอร์แทน และรางวัลกรังปรีซ์ประเภทสื่อตกเป็นของสินค้าดิจิตอลอย่าง Pago กระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์จาก ASB Bank ของนิวซีแลนด์ซึ่งสามารถโอนเงินสดผ่านทางระบบข้อความในโทรศัพท์มือถือจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งได้
ผู้เข้าร่วมงานคานส์ยังได้เปรียบเทียบเรื่องเงินที่ใช้ในการโฆษณาในยุคผู้บริโภคสร้างคอนเท็นต์เองว่าถูกกว่าราคาเบียร์ที่ดื่ม (กรรรมการตัดสินรางวัลประเภทสื่อคนหนึ่งล้อเลียนว่าสปอตโฆษณาที่ผู้บริโภคสร้างคอนเท็นต์เองของ Doritos มีราคาในการสร้างประมาณ 12 ดอลลาร์สหรัฐ หรือถูกกว่าราคาเบียร์ที่โรงแรมคาร์ลตันที่จัดงาน) สำหรับสปอตโฆษณาชิ้นนั้น ซึ่งออกอากาศในช่วงการแข่งขัน Super Bowl เอเยนซี OMD จากยูเอสเอ เป็นผู้คว้ารางวัล Gold Lion ประเภทสื่อกลับบ้านไป ส่วน ‘ไมโครซอฟท์’ ก็ลงทุนอย่างหนักเพื่อให้เข้าถึงบรรยากาศของคานส์เช่นกัน ในปีนี้ไมโครซอฟท์นำพาทีมงานมากกว่า 400 ชีวิต ทั้งที่เป็นทีมงานและลูกค้าเข้าร่วมฉลองกันบนเรือยอชท์ตลอดทั้งสัปดาห์แทนที่จะอยู่เพียงวันเดียวเหมือนเอเยนซีรายอื่นๆ ในขณะนี้งานสัมมนาในช่วงบ่ายของนายอัล กอร์เรื่อง "Y&R and Al Gore Discuss a Climate in Crisis" อดีตรองประธานธิบดีสหรัฐฯก็อภิปรายถึงบทบาทที่อุตสาหกรรมโฆษณาสามารถกระทำได้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งแวดล้อม โดยเขาเน้นถึงความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคม ผลงานด้านการกุศลสำหรับกลุ่มองค์กรอย่าง World Wildlife Federation, Amnesty International และ Doctors Without Borders ได้รับรางวัล Gold Lion จากสาขาที่ส่งเข้าประกวดเช่นกัน ส่วนรางวัล Titanium Lion อีกรางวัลหนึ่งตกเป็นของงานจากยูนิเซฟที่สร้างสรรค์โดย Dragon5 นิวยอร์ก และอีกรางวัลหนึ่งเป็นแคมเปญต่อต้านภาวะโลกร้อนของ WWF ซึ่งสร้างสรรค์โดยลีโอ เบอร์เนทท์ ซิดนีย์
ความรับผิดชอบต่อสังคม
โฆษณาของบริษัทที่ลงทุนเพื่อโปรโมตนโยบายรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมได้รับคำชมเช่นกัน แผ่นป้ายบิลบอร์ดแผงพลังงานแสงอาทิตย์ของ NedBank ซึ่งสร้างพลังงานให้กับชุมชนในแอฟริกาใต้ได้รับรางวัลกรังปรีซ์ประเภท Outdoor โดยผลงานชิ้นนี้สร้างสรรค์โดยเครือข่ายของ บีบีดีโอ โจฮันเนสเบิร์ก บีบีดีโอ เวิลด์ไวด์ได้รับตำแหน่งเน็ตเวิร์คดีเด่นแห่งปี ซึ่งเป็นรางวัลใหม่ในปีนี้ โดยพิจารณาจากผลรวมรางวัล Lion ที่ได้รับจากการประกวดทั้ง 9 ประเภทตลอดช่วงสัปดาห์ ทั้งนี้มีดีดีบี มีผลรวมรางวัลมากเป็นอันดับ 2 และตามมาด้วยซาทชิแอนด์ซาทชิ ส่วนรางวัลเอเยนซีแห่งปีได้แก่ ซาทชิแอนด์ซาทชิ นิวยอร์ก
ส่วนใครที่คิดว่าคานส์เกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในปีนี้ นั่นเพราะส่วนหนึ่งคือรางวัลเอเยนซีแห่งปีได้ตกเป็นของช็อปที่ได้รับรางวัล Lions มากที่สุดจากการประกวดสื่อโฆษณา 4 ประเภทด้วย นั่นคือ ประเภท Film,Press,Radio และOutdoor
Dove Campaign Effect คานส์ถูกตั้งข้อสงสัย “หลอกลวง”
"Evoluation" โฆษณาวิดีโอไวรัลโดยโอกิลวี โตรอนโต ที่แสดงขั้นตอนการแปลงโฉมจากหญิงสาวหน้าตาธรรมดากลายเป็นนางแบบสุดสวยบนแผ่นป้ายบิลบอร์ดได้รับรางวัลกรังปรีซ์ประเภทภาพยนตร์ โฆษณาในปีนี้ โดยผลงานชิ้นนี้นำไปสู่ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับแรงสนับสนุนอันล้นหลามจากคณะกรรมการตัดสิน ทั้งนี้นักข่าวคนหนึ่งถึงกับถามคณะกรรมการในงานประชุมสื่อว่า "เป็นการหลอกลวงกันหรือเปล่าที่ให้โดฟได้รับรางวัลกรังปรีซ์นี้"
"Evoluation" ส่งเข้าประกวดโดยเอเยนซีในประเภทกองทุนและงานการกุศล แต่กฏของกองประกวดกล่าวไว้ว่าภาพยนตร์โฆษณาในประเภทงานการกุศล การบริการสังคม และประเภทใช้เพลงได้ยอดเยี่ยมไม่สามารถเข้าชิงรางวัลสูงสุด(Grand Prix)ได้ แต่โฆษณาชิ้นนี้ซึ่งได้รับรางวัลกรังปรีซ์ประเภท Cyber มาก่อนหน้านี้เป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญ "Real Beauty" ของแบรนด์ และให้การสนับสนุนกองทุน Self-Esteem Fund ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ส่งเสริมให้หญิงสาวทั่วโลกมีความเคารพในตัวเอง ตามข้อมูลในเว็บไซต์ของโดฟที่ให้ไว้
ส่งประกวดผิดประเภท
"เราย้ายชิ้นงานจากการประกวดประเภทหนึ่งไปยังอีกประเภทหนึ่ง เพราะเรารู้สึกติดใจในงานชิ้นนี้มาก" นายบ็อบ สการ์เพลลี ประธานคณะกรรรมการตัดสินโฆษณาประเภทภาพยนตร์ออกมากล่าวยอมรับ เขากล่าวว่าคณะกรรมการตัดสินให้รางวัลสปอตโฆษณาชิ้นนี้เพราะ "นี่เป็นไอเดียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเห็น และก็เป็นไอเดียที่มีพลังมากที่สุด" Juror Zak Mroueh
นอกจากนี้ "เราย้ายผลงานไปประกวดในประเภทที่เราคิดว่าเหมาะสม" นายจูเรอ แซก โมรห์ หนึ่งในคณะกรรรมการตัดสินและเป็นรองประธานและหัวหน้าผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ Taxi Canadaกล่าวเสริม "บอกตรงๆ นี่คือโดฟ แม้โดฟจะเป็นผู้สร้างกองทุน Self-Esteem Fund แต่ก็มีบริษัทหนุนหลังอยู่และพวกเขาก็ขายสินค้าเพื่อความงาม นี่ไม่เหมือนกับงานแคมเปญเมาไม่ขับ" "เราแนะนำให้หลายๆ คนที่ส่งผลงานเข้าประกวดย้ายประเภทเพราะพวกเขาอยู่ผิดตำแหน่ง" นายเทอรี ซาเวจ ประธานบริหารการจัดงานในครั้งนี้กล่าว "ผมคิดว่าพวกเราต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ เพราะเราควรคัดแยกจากผลงานหลายพันชิ้นที่ส่งเข้ามาในแต่ละปี ซึ่งอาจจะอยู่ผิดประเภท แต่เราไม่ได้ทำเช่นนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่านี่จะเป็นการลดคุณค่างานหรือผลรางวัล"
ให้คำจำกัดความใหม่ ทั้งนี้ นายสการ์เพลลีแนะว่า การให้รางวัลสูงสุดแก่โดฟอาจนำไปสู่การให้คำจำกัดความใหม่กับโฆษณาประเภทภาพยนตร์ "น่าสนใจมากที่ผลงานประเภทภาพยนตร์กลับเริ่มต้นด้วยการเป็นวิดีโอไวรัลในอินเทอร์เน็ตก่อน" เขากล่าว "แต่นั่นก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่อคณะกรรมการในทางใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราคิดว่านี่เป็นสิ่งบ่งชี้อย่างเด่นชัดว่าอุตสาหกรรรมของเรากำลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสักวันหนึ่ง ภาพยนตร์ไวรัล ภาพยนต์บนมือถือควรจะเข้ามาอยู่ในประเภทนี้ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในประเภทโทรทัศน์ แต่เป็นหมวดภาพยนตร์ บางทีนั่นอาจเป็นเงาสะท้อนของความเป็นจริงของปัจจุบันและในอนาคต นายสการ์เพลลีกล่าวว่า ผู้ชนะรางวัล Gold Lion ทั้ง 12 รางวัลจะได้รับการพิจารณารางวัลเกียรติยศสูงสุด แต่ในที่สุด คณะกรรมการคัดเลือกผู้เข้ารอบสุดท้ายให้เหลือเพียงโดฟ และสปอตอีก 3 ชิ้น ได้แก่ "Paint" ของโซนี่ สร้างโดยฟอลลอน ลอนดอน, "Power of Wind" ของ Epuron โดย Nordpol & Hamburg และ "Pretty" ของไนกี้ จากไวเดน & เคนเนดี้ พอร์ตแลนด์ โอเรกอน ซึ่งได้รับรางวัล Gold Lion จากประเภทใช้เพลงได้ยอดเยี่ยม ส่วน "Happiness Factory" ของโคคาโคล่า สร้างสรรค์โดย ไวเดน จากอัมสเตอร์ดัม ได้รับเพียง Silver Lion โดยพ่ายแพ้ให้กับ "Video Game" สปอตของโค้กซึ่งสร้างโดย ไวเดน จากพอร์ตแลนด์ "นี่ปี 2007 แล้ว เรามีอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ วิดีโอเกมที่มีความรุนแรง และพวกเขานำวิดีโอเกมที่มีความรุนแรงนี้มาแปลงเป็นประสบการณ์ในทางบวก" นายโมรห์กล่าว "ความจริงที่พวกเขาขายงานชิ้นนี้ให้กับโคคาโคล่าเป็นเรื่องใหญ่มาก สำหรับผม 'Happiness Factory' เป็นสปอตที่ยอดเยี่ยมและถ้ามีการประกวดในประเภทที่ต้องใช้ทักษะและเทคนิคพิเศษ ผมขอมอบรางวัลกรังปรีซ์ให้กับผลงานชิ้นนี้เลย งานแอนิเมชันชิ้นนี้น่าอัศจรรย์มาก แต่ท้ายที่สุด ลงเรามติกันว่า ไอเดียชิ้นนี้ยังไม่ถึงระดับ Gold Lion"
ประเภท Film ส่งประกวดน้อยลง โดยสรุปผลงานที่ส่งเข้าประกวดในหมวดภาพยนตร์โฆษณามีจำนวนลดลง 8% รวมทั้งสิ้น 4,470 ชิ้นจาก 4,860 ชิ้นในปีที่แล้ว และผลงานมีจำนวนลดลงติดต่อกัน 3 ปีแล้ว จากรางวัล Gold Lions ทั้ง 12 รางวัล เอเยนซีสหรัฐฯกวาดไปมากสุดจำนวน 4 รางวัล จาก "Video Game" ของโคคาโคล่า "Pretty" ของไนกี้ซึ่งคว้ามา 2 รางวัล และอีกหนึ่งรางวัลจาก "Safe Happens" ของโฟล์คสวาเกน ส่วนอังกฤษตามมาที่สอง 3 รางวัลจาก "Paint" ของโซนี่, "The Day You Went to Work" ของ Transport London ที่สร้างโดย M&C Saatchi, และ "Dangerous Liaisons" ของ Levi โดย Bartle Bogle Hagarty ลอนดอน รางวัล Gold Lions อีก 2 รางวัลตกเป็นของแคนาดา โดยสปอตโฆษณาไวอากร้า "Wombleminki" ของ Taxi Canada และแคมเปญ Fight Network ของ Cossette เป็นผู้คว้าไป ส่วนอาร์เจนตินา เยอรมนี และฝรั่งเศสคว้าไปคนละรางวัลตามลำดับ จาก "Clarence" ของ Independent Film Festival ที่สร้างโดย La Comunidad จากบัวโนส ไอเรส, "Power of Wind" ที่ Nordpol & Hambrug สร้างให้กับ Wind Energy Initiative และ "Signature" ของ Amnesty International จัดทำโดย TBWA ปารีส ซาทชิแอนด์ซาทชิ นิวยอร์ก ได้รับตำแหน่งเอเยนซีดีเด่นประจำปี 2007 ตามมาด้วยดีดีบี ลอนดอน เป็นอันดับสอง และอันดับสาม ได้แก่ โอกิลวี แอนด์ เมเธอร์ จากสิงคโปร์ ส่วนเน็ตเวิร์คดีเด่นแห่งปีเป็นของบีบีดีโอ ส่วนอันดับสองและสามคือดีดีบี และ ซาทชิตามลำดับ Palme D'Or หรือรางวัลบริษัทโปรดักชันยอดเยี่ยม Smuggler คว้าไปครองเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ช็อปได้รับรางวัล Gold Lions 2 รางวัล Silver Lions 2 รางวัล และ Bronze Lions 2 รางวัล ส่วน Biscuit มาเป็นอันดับสอง ในขณะที่ Epoch Films มาเป็นอันดับสาม
บทวิจารณ์จาก AdAge Blog โดย…สก็อต โดเนตัน บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาของ Advertising Age
วงถกเถียงที่คานส์ “มีแต่น้ำ”
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากคณะเสวนาในงาน Cannes Debate เรื่องการปรับปรุงเอเยนซี ที่ผมเป็นผู้ดำเนินรายการในช่วงงานเทศกาลโฆษณานานาชาติที่เมืองคานส์ที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้เนื้อหาสาระใดๆเลย
วงอภิปรายมีประเด็นถกเถียงมากมายแต่ผู้ฟังได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพียงน้อยนิด
นั่นหมายความว่า ธุรกิจโฆษณามีปัญหาใหญ่กว่าที่คิด เพราะผู้นำทางธุรกิจปฏิเสธที่จะแบ่งปันความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด หรือปฏิเสธที่จะกล่าวถึงปัญหาที่ต้องเผชิญในการปรับปรุงธุรกิจปัจจุบันของพวกเขา
พวกเขาแทบจะไม่ยอมหันหน้ามาแบ่งปันความรู้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรม นั่นชี้ให้เห็นว่า ผู้เล่นแต่ละคนยังคงพยายามค้นหาคำตอบด้วยตัวเองต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก
ไม่ว่าจะคิดว่า นี่เป็นธรรมชาติของการแข่งขันในอุตสาหกรรมหรือเป็นการยึดติดในภาพลักษณ์และรักษาหลักการณ์เดิม แต่ผลที่ออกมายังคงเหมือนเดิม คือ พวกเขาไม่เต็มใจที่จะสร้างบทสนทนาต่อสาธารณะเกี่ยวกับจุดหมายของธุรกิจโฆษณาและวิธีการไปให้ถึงเป้าหมาย ทั้ง ๆที่งานเสวนาในครั้งนี้เต็มไปด้วยกลุ่มผู้อภิปรายที่หลักแหลมและทรงพลัง เช่น นายแอนดรู โรเบิร์ตสัน, นายเจฟ กูดบาย, นายเดวิด โดรกา และนายแดเนียล มอเรล แต่ยกเว้นนายโดรกา ซึ่งมีบทสนทนาที่พยายามหลีกหนีออกจากความเฉื่อยเนือยของหลักปรัชญาทางความคิด
เป้าหมายของผมคือก้าวข้ามวลีที่ว่า "Change or Die" และอธิบายวิธีการ เช่นว่า ผู้นำเหล่านี้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและผลงานขององค์กรอย่างไร โมเดลรูปแบบใดที่พวกเขาเชื่อว่าน่าจะประสบความสำเร็จมากที่สุด และพวกเขาจะจัดการกับแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและเข้าถึงความต้องการลูกค้าได้อย่างไร ผู้คนหลายร้อยคนต่างสนใจและเลือกเข้าฟังสิ่งที่พวกเขาพูด แต่จากบทสนทนาที่ผมกับพวกเขาเหล่านั้นร่วมสร้างขึ้น ผู้คนหลายคนกลับรู้สึกผิดหวัง
นายโดรกา ผู้ก่อตั้ง Droga5 กล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงวิกฤตการณ์ในธุรกิจเอเยนซี เขาเสนอการว่าจ้างผู้คนนอกวงการสิ่งพิมพ์และเทคโนโลยีซึ่งเป็นผู้ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไปได้ เขากล่าวตำหนิเอเยนซีใหญ่ๆ ที่มีคนคิดกระบวนการมากมาย แต่แทบจะไม่มีใครสร้างผลงานที่สำคัญ
นายเจฟ กูดบาย ยอมรับว่าเอเยนซีประสบปัญหาในการสร้างความแตกต่างระหว่างเอเยนซีด้วยกัน นั่นเพราะ "เราไม่ได้แตกต่างกัน" เขากล่าวว่า เอเยนซีจำเป็นต้องมีการผสมผสานบุคลากรภายในองค์กร เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านอินเตอร์แอ็กทีฟอาจเข้ามาทำงานด้านภาพยนตร์ และครีเอทีฟด้านทีวีอาจไปจับงานออนไลน์
นายมอเรลทำหน้าที่เป็นนักการตลาดแบบตรง เขามองว่าการขายสำคัญกว่าการบอกเล่าเรื่องราว และเรียกร้องการปรับปรุงเรื่องการชดเชยให้กับเอเยนซี ซึ่งควรเน้นที่งานบริการในภายหลังมากกว่าที่จะเป็นค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชัน
นายโรเบิร์ตสันสร้างความประหลาดใจให้ผู้ฟังด้วยการปฏิเสธว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม เขากลับพูดถึงการพัฒนาอย่างเชื่องช้าและปราณีตซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จได้โดยไม่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจหรือไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านผลกำไร
ผมไม่มั่นใจพอที่จะเชื่อคำพูดเขา ผมไม่มั่นใจในคณะผู้อภิปรายทั้งหมด น้ำเสียงที่กล่าวอย่างมั่นใจว่า "ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา" ไม่ได้แสดงถึงความเป็นผู้นำที่สงบ เยือกเย็น และน่าเชื่อถือต่อหน้าผู้ฟังที่เป็นทั้งคู่แข่ง ลูกค้า ลูกค้าคนสำคัญ และพนักงานคนสำคัญใดๆ ทั้งสิ้น ผมไม่เชื่อว่านี่ไม่ได้เป็นเรื่องทางการเมืองและการแสดง
อันที่จริง ผมไม่เชื่ออีกต่อไปว่าการปภิปรายในครั้งนี้จะมีความสำคัญใดๆ



Creative BAD Awards Vol. 3



Creative BAD Awards Vol. 3
1. BOB SCARPELLI / DDB Worldwide: Chairman & Chief Creative Officer

ผลงานที่ผ่านมาของ DDB Worldwide ภายใต้การทำงานของ Bob Scarpelli ที่สร้างชื่อเสียงอย่าง ลือลั่นคือ

Campaign “Whass up” ของเบียร์ Budweiser ที่เป็น Campaign ที่โด่งดังทั่วสหรัฐ และทั่วโลก ซึ่งในปี 2000 “Whass up” ได้รับรางวัล CANNES FILM GRAND PRIX, Grand Clio และรางวัลอื่น ๆ อีก 15 รางวัล ทั่วโลกอีกด้วย รวมทั้งได้รับการบันทึกว่าเป็น “Clio Advertising Hall of Fame”

นอกจากนี้ Budweiser ยังได้รับ “Radio Grand Clio” 3 ปี ติดต่อกัน และ “CANNES RADIO GRAND PRIX” 2 ปี ติดต่อกัน จนทำให้ DDB ได้รับรางวัล Clio’s Agency of the Year ในปี 2003 และ 2004 Bob Scarpelli ยัง

ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติในการเป็นประธานการตัดสินรางวัลโฆษณา Clio Festival ประจำปี 2003 อีกด้วย

BOB นั้นเรียกได้ว่าประทับใจกับงานโฆษณาของไทยในรอบหลายๆปีที่ผ่านมาอย่างมาก โดยสิ่งที่โดดเด่นของงานโฆษณาไทยในสายตาของ BOB นั้นก็คือ ความเรียบง่ายและมักจะมีอะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ จนบางครั้ง BOB เองถึงกับอดสงสัยไม่ได้ว่า ครีเอทีฟของไทยนั้นกินอะไรเป็นอาหารถึงได้คิดงานออกมาได้ขนาดนี้

“ผมคิดว่า ช่วงนี้ หนังโฆษณาจากประเทศไทย ช่วยนำความสด ความแปลกใหม่ มาสู่วงการโฆษณาของโลก คนไทยเขากินอะไรกันเหรอถึงได้คิดอะไรได้ขนาดนี้ สิ่งที่ดีที่สุดในโฆษณาไทยคือ ความเรียบง่าย และสิ่งที่ไม่คาดฝันทั้งหลาย ดูเหมือนว่าหนังโฆษณาไทยจะสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้ด้วยภาพที่มีพลังมากทีเดียว”

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างในการเล่าเรื่องของโฆษณาไทยกับโฆษณาในประเทศอื่นๆ



“ผมว่าวิธีการเล่าเรื่องของโฆษณาไทยไม่ได้แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ เลยนะ แต่สิ่งที่ดีของโฆษณาไทยคือ อารมณ์ขันในปริมาณพอดีๆ และบุคลิกของคนไทยที่ไม่จริงจังกับชีวิตมากไป... ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้าและลูกค้าแหละนะ ดูเหมือนว่าพวกครีเอทีฟในประเทศไทย จะรู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่า ถ้าเราต้องการที่จะมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจ หรือต้องการจะเปลี่ยนใจผู้บริโภคแล้ว เราต้องดึงให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วม หรือต้องให้สนุกไปกับเราด้วย” BOB ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำถามนี้พร้อมกับอธิบายต่อไปว่า

“ผมว่าโฆษณาไทยบางเรื่อง ก็ตลกสุดขั้วจริงๆ พวกคุณไม่กลัวการลองผิดลองถูกเลย ผมชอบมาก”

มาที่เรื่องชิ้นงานโฆษณากันบ้าง BOB ได้ยกตัวอย่างงานพรินต์แอดที่ตนเองประทับใจอย่างมากก็คือ แคมเปญของ Channel 11 เพราะโฆษณาชิ้นนี้มีสิ่งทุกอย่างที่ตนเองต้องการ ทั้งความเรียบง่าย ความประหลาดใจ และรอยยิ้ม ส่วนหนังโฆษณานั้น BOB เองก็ยอมรับว่าประทับใจหนังโฆษณาของไทยหลายเรื่องด้วยกัน

“ที่จริงแล้ว มีหนังหลายเรื่องที่ผมชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ผมจะบอกในตอนนี้เรื่องที่ผมชอบที่สุดคือ แคมเปญของ Bangkok Insurance ผมว่าหนังเรื่องนี้เยี่ยมมาก เป็นเรื่องราวที่สร้างมาจากคนที่รู้เรื่องประกันชีวิตอย่างลึกซึ้งจริง ๆ การถ่ายทำก็เยี่ยมมาก และยังสร้างความน่าเชื่อถือและอารมณ์สนุกสนานให้คล้อยตามว่าทำไมเราถึงจำเป็นต้องซื้อ Bangkok Insurance ไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว ผมว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้ชมที่คานส์คืนนั้น ก็เห็นด้วยกับผมแน่ ๆ”

กับข้อแนะนำไปถึงครีเอทีฟไทยว่าวงการโฆษณาไทยควรปรับปรุงอะไรอีกบ้าง BOB ก็ได้ให้ข้อคิดไว้น่าสนใจไม่ใช่น้อย

“ผมคงไม่มีคำแนะนำว่า คุณจะพัฒนางานในปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง แต่ผมแค่อยากจะบอกให้คุณต่อยอดความคิดจากเดิมที่เยี่ยมยอดอยู่แล้ว ให้เชื่อมต่อไปสู่สื่อแบบใหม่ หรือสื่ออื่นๆที่คุณคิดค้นขึ้นมาเอง”

ส่วนคำถามทิ้งท้ายที่ว่า อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณทำหนังโฆษณาในประเทศของคุณนั้น BOB ไม่ลังเลที่จะตอบว่า

“ผมไม่อยากจะทำให้ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานผิดหวัง นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่เพื่อสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้นให้กับ DDB เหล่านี้ล้วนเป็นแรงบันดาลใจและจูงใจให้ผมพยายามให้ดีที่สุด ไม่ว่าเราอยู่ที่ไหนก็ตาม”



2. XANDER SMITH / TBWA\PARIS: CREATIVE

คงจะไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่า TBWA\PARIS เป็น Agency ที่มีความเป็น Creative ที่สูงส่งอย่างมาก ๆ ในปัจจุบัน จากการจัดอันดับของ SHOT GRAND PRIX 2005 ก็จัดให้เป็น “World Most Awarded Agency Of 2005” ก็ไม่น่าแปลกใจเช่นเดียวกัน เพราะ TBWA\PARIS ได้รับ “Agency Of the Year, CANNES” 2003, 2004, 2005, และ 2006 4 ปีติดต่อกัน รวมทั้งได้ “CANNES GRAND PRIX PRINT” ในปี 2003, 2005 อีกด้วย ยังไม่รวมถึง “GRAND CLIO PRINT 2006”

Xander Smith เป็นหนึ่งใน Creative ที่ทำงานอย่างใกล้ชิดอย่างมาก อาจเรียกได้ว่า เป็นมือขวาของ Erik Vervroegen ที่เป็น President & Executive Creative Director ของ TBWA\PARIS Xander Smith เคยอยู่กับ TBWA\HUNT\LASCARIS ที่ South Africa ปัจจุบันมีสินค้าหลายราย เช่น Play Station, Adidas, Mapa, Young Lungs Against Tobacco และ Nissan Europe

ต้องบอกว่า Xander Smith นั้นได้รับรางวัลมากมายระดับโลกอย่างนับไม่ถ้วนจริงๆ

กับคำถามเปิดการสนทนาที่ว่า มองโฆษณาไทยว่าเป็นอย่างไรนั้น

Smith เองก็ยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา มีโฆษณาหลายๆ เรื่องจากประเทศไทยที่สื่อผ่านไอเดียใหม่ถอดด้ามอย่างที่ตนเองไม่ได้เห็นมานานแล้ว งานบางชิ้นก็บ้าสุดขั้ว กล้าที่จะลองทำโน่นทำนี้ในลักษณะเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เสแสร้ง จนทำให้รู้สึกอิจฉาที่ครีเอทีฟไทยกล้าทำเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัว Smith เองก็ยังรู้สึกว่างาน Print Ad ของไทย ค่อนข้างยึดติดกับหลักเกณฑ์แบบเดิมๆ ไม่แหวกแนวเท่าไหร่

“บางครั้งผมก็รู้สึกว่ามันมีกลิ่นอายของความเป็นตะวันตกแฝงอยู่ ยังขาดความบ้าบิ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของหนังโฆษณาโทรทัศน์ไทย แต่ Print Ad ไทย ก็มีลูกเล่นและเยี่ยมมาก โดยรวมแล้ว ผมว่า โฆษณาไทยมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตามสูตรสำเร็จและเมื่อดูแล้วทำให้เกิดแรงบันดาลใจมากทีเดียว”

Smith ยังได้อธิบายถึงความแตกต่างในวิธีการเล่าเรื่องของโฆษณาไทยกับต่างประเทศให้ฟังว่า

“นอกจากเรื่องความบ้าบิ่นที่เห็นได้ชัดว่ามีมากกว่าโฆษณาในแถบตะวันตกแล้ว ผมว่าหนังโฆษณาของไทย มักแสดงออกผ่านวิธีการเล่าเรื่องเป็นหลัก ผมเห็นว่ามีหลายเรื่องที่ใช้วิธีการนำเอาหนังยาวๆเป็นชั่วโมงๆ มาย่อๆ ให้เหลือเรื่องสั้นๆ ไม่กี่นาที

หรือบางครั้งก็นำเอาเรื่องของความรักมาดำเนินเรื่อง (ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างสุนัขสองตัว หรือระหว่าง ผีเสื้อสมุทรกับพระอภัยมณี ก็ตาม) ดนตรีที่ใช้ก็ออกแนวย้อนยุคแบบ Hyper และการแสดงของตัวละครแต่ละตัวก็เล่นกันก็สุดยอดจริงๆ และเมื่อองค์ประกอบแต่ละส่วนมารวมกัน ก็เลยสร้างอารมณ์การเล่าเรื่องที่เป็นแบบฉบับของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร”

เมื่อถูกถามถึงงานพรินต์แอดของไทยชิ้นโปรดที่ชื่นชอบ Smith ไม่ลังเลที่จะตอบว่า ตนเองรู้สึกประทับใจกับชิ้นงานของ Fedex (Box) ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่เยี่ยมที่สุด และเรียบง่ายที่สุดเท่าที่ตนเองเคยเห็นมา ส่วนอีกแคมเปญที่ประทับใจก็คือ ผลงานแคมเปญของ Tamiya (กบ/แตงโม/หลอดไฟแตก) ก็เป็นอีกแคมเปญหนึ่งที่สร้างบนพื้นฐานของความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกลุ่มเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด รวมไปถึงชิ้นงานของ Channel 11 แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของงานโฆษณาไทยได้ชัดเจนมาก

ทางด้านของหนังโฆษณาของไทยที่ประทับใจนั้น Smith ภาพยนตร์โฆษณาชุด Bangkok Insurance คือหนังที่ Smith แอบเทใจให้ ด้วยเหตุผลเพราะสามารถเอาเรื่องในชีวิตประจำวันมาสร้างให้เห็นภาพได้อย่างเยี่ยมยอด นอกจากนี้แล้วก็ยังมีหนังของรถกระบะ Ford ชุดคิงคอง Smith บอกว่าชอบสีหน้าของลูกคิงคองตอนที่เงยหน้าขึ้นมองแม่ ด้วยสายตานิ่งๆ แต่เต็มไปด้วยคำถามในใจ

ภาพยนตร์โฆษณา Soken ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ Smith เอ่ยปากชมว่ามีลูกเล่น ลูกบ้า และฮาขำกลิ้ง

รวมไปถึงหนัง Bridgestone ที่ตนเองชอบเพราะสื่อถึงความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์

ส่วนหนังเรื่องสุดท้ายที่เข้าตากรรมการอย่าง Smith นั้นก็คือ หนังโฆษณา Chicklet Stick ชุด “ปากสั่น” เพราะแคมเปญทำให้หลังจากที่ดูหนังโฆษณาจบ Smith ถึงกับต้องตั้งคำถามในใจว่า

“แม่งเป็นห่าอะไรกันวะ”

Smith ยังได้ให้คำแนะนำว่า วงการโฆษณาไทยควรปรับปรุงก็คือ การเพิ่มความบ้าและความสนุกเข้าไปในงานPrint Ad ให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม

ส่วนกับข้อคิดที่ว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณทำหนังโฆษณาในประเทศของตน Smith ได้กล่าวสรุปทิ้งท้ายให้ฟังว่า

“ในฐานะที่เป็นชาวแอฟริกาใต้ที่อาศัยอยู่ในปารีส การที่จะหาแรงบันดาลใจได้ ผมจำเป็นต้องเดินออกไปข้างนอกบ้าน การได้เดินไปตามถนนในปารีสทำให้ผมเกิดความอยากจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ผมคิดว่า วิธีการที่ดีที่สุดที่จะสร้างไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาได้ คือการได้อยู่ในวัฒนธรรมที่ต่างออกไป

เหมือนอย่างที่ Nietchzie บอกไว้ว่า “เมื่อคุณได้เรียนมาจนถึงจุดๆ หนึ่ง จงคืนความรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง” นอกจากนั้นแล้วผู้หญิงสาวชาวฝรั่งเศสก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดีเหมือนกัน”






3. TONY HIDALGO / Chief Creative Officer : Saatchi & Saatchi, Mexico

Mexico ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามองในเชิงความคิดสร้างสรรค์ของโลก จะว่าไปแล้วในแง่ภูมิศาสตร์ของประเทศก็อยู่กึ่งกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา และบราซิล น่าจะมีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ที่ดีทีเดียว

ผลงานของ Tony ได้รับรางวัลมากมายจากหลายสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น Cannes, Clio, D&AD, The One Show, San Sebastian Festival และ Festival Iberoameri Cano de Publicidad.

Tony ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานของ Mexican Creative Advertising เคยร่วมเป็นกรรมการตัดสินใน The Festival Circulo de Oro นอกจากนี้ยังเคยชนะรางวัล The Grand Prix of TV and Print ในงานเดียวกันนี้

ที่ผ่านมา Tony เคยดำรงตำแหน่ง Worldwide Creative Board ของ Leo Burnett และปัจจุบันเป็น Creative Board ที่ Saatchi & Saatchi Latin America

กับมุมมองของ Tony ที่มีต่อผลงานโฆษณาของไทยนั้น Tony เองก็อดที่จะชื่นชมชิ้นงานของไทยเมื่อถูกเอ่ยถามไม่ได้

“ผมเชื่อว่าปัจจุบันประเทศไทยได้กลายเป็นต้นแบบของความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ หลายๆปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นไอเดียใหม่ๆ มาจากบริเวณนี้ของโลก และรู้สึกว่า ความคิดใหม่ๆ แบบนี้ ครอบคลุมสินค้าหลายๆ ประเภท ซึ่งสื่อให้เห็นถึงความมั่นคงสม่ำเสมอของวิวัฒนาการการโฆษณาในประเทศไทย”

Tony ยังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงความโดดเด่นของงานโฆษณาไทยเมื่อเทียบกับงานจากที่อื่นๆให้ฟังว่า ผลงานของไทยในยุคหลังๆนี้ มีจินตนาการที่ไม่สิ้นสุด

“ผมว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นว่า จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์สามารถขยายออกไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนใหญ่วงการโฆษณาในละติน อเมริกา จะยึดโฆษณาของอังกฤษ หรืออเมริกันเป็นแบบอย่าง แต่ผมก็พยายามที่จะให้ลูกทีมของผมได้เรียนรู้จากแนวคิดของประเทศอื่นๆ บ้าง และผลงานจากประเทศไทยก็เป็นเรื่องแรกๆ เลยที่พวกเรามักจะดูกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โฆษณาทีวี”

Tony ยังได้พยายามวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้ครีเอทีฟของไทยมีผลงานร้อนแรงเช่นนี้ ว่าน่าจะมาจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวอย่างอาหารไทย

“ผมว่านะ อาหารไทยต้องช่วยให้คุณทำงานออกมาได้อย่างนี้แน่เลย ผมว่าไอเดียเด็ด ๆ ของพวกคุณคงมาพร้อมๆ กับตอนที่อาหารรสชาติจัดๆ อร่อยๆ ลงท้องพวกคุณแน่ ๆ”

เมื่อถูกถามถึงภาพยนตร์โฆษณาที่ประทับใจ Tony กล่าวว่า ตนเองนั้นประทับใจกับหนังโฆษณาของ Bangkok Insurance ชุดรถยนต์ ซึ่งมีไอเดียที่ดีและมีเทคนิคที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมจริง

“คำพูดปิดท้ายของหนังเรื่องนี้ช่วยให้หนังสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ กับหนังอีกเรื่องที่ชอบก็คือ Ford เรื่อง King Kong ที่ทำออกมาได้เยี่ยมมากเหมือนกัน”

ส่วนงานโฆษณาสิ่งพิมพ์นั้น Tony กล่าวตรงๆว่า ยังไม่มีชิ้นไหนที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ

“ผมคิดว่ายังมีโอกาสตรงส่วนนี้อีกเยอะมากสำหรับโฆษณาไทย” Tony ยังคงให้ความหวัง พร้อมกับให้คำแนะนำกับสิ่งที่คนโฆษณาไทยควรจะนำไปพัฒนา

“หนังโฆษณาไทยควรจะแสดงออกถึงความเป็นไทยต่อไป ซึ่งผมว่าเป็นลักษณะที่เปิดเผยและจริงใจชัดอยู่แล้ว และคุณควรจะรักษาความกล้าหาญที่จะสื่อไอเดียออกมา อย่างที่คุณคิดไว้ โดยไม่ได้ไปลอกแบบตามประเทศอื่นๆ เหล่านี้เป็นเหตุผลว่า ทำไมผลงานของพวกคุณถึงได้สดใหม่ ดึงดูด และ แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์จริงๆ”

มาถึงคำถามทิ้งท้ายที่ว่า อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำงานโฆษณา?

“แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมคือหนังเรื่อง “Rocky” ซึ่งเป็นหนังที่ผมนึกถึงเป็นเรื่องแรก เวลาที่ผมเจอเรื่องท้าทาย อุปสรรค หรือปัญหา หรือเวลาที่มืดแปดด้าน หนังบอกว่าให้สู้เข้าไป ให้เหงื่อมันไหลออกมา และทุ่มความปรารถนาอย่างเต็มหัวใจ แล้วอารมณ์ความรู้สึกอย่างท่วมท้น คือรางวัลตอบแทน” Tony กล่าวทิ้งท้าย



4.

NICK WORTHINGTON / Executive Creative Director - Publicis Mojo Auckland, New Zealand

Nick เป็น Creative ระดับโลกที่ได้รับรางวัลมากมายตลอด 10 ปี ไม่ว่าจะเป็น Gold Lions 10 รางวัล, D&AD Pencil 11 รางวัล, Gold British TV Advertising Awards 10 รางวัล Nick เป็นหนึ่งในครีเอทีฟไม่กี่คนที่ได้รับจารึกชื่อใน Guiness Book Of Records กับผลงานโฆษณาทาง TV: Levi’s “Drug Store” ที่ได้รับการขนานนามให้เป็นโฆษณาที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในโลก

Nick เป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด เริ่มงานกับ BBH London ตั้งแต่ปี 1996 ได้รับการสั่งสอนให้ยึดกฎเหล็ก 3 ข้อ ต่อไปนี้

1. สร้างสรรค์งานที่ดี

2. ทำงานกับลูกค้าที่คิดเหมือนเรา

3. สนุกกับชีวิต

บางครั้ง Nick ก็ทำได้ทั้ง 3 อย่าง

เมื่อถูกถามถึงว่ามองโฆษณาไทยว่าเป็นอย่างไรนั้น Nick แสดงทัศนะให้ฟังว่า

“นานๆที จะมีโฆษณาไทย ผ่านมาให้คนที่นิวซีแลนด์เห็นซักที เราเคยดูโฆษณาไทย เพียงเพราะอยากรู้อยากเห็นว่าเป็นยังไง แต่ตอนนี้โลกแคบลงเรื่อยๆ เราเริ่มหันมามองโฆษณาไทยเหมือนๆ กับที่เรามองโฆษณาของเจ้าอื่นๆที่ทำในนิวซีแลนด์เอง”

โดย Nick ยังได้กล่าวเสริมถึงความแตกต่างในวิธีการเล่าเรื่องของโฆษณาไทยต่างกับโฆษณาในประเทศอื่นๆให้ฟังเพิ่มเติม

“ผมว่าแต่ละประเทศก็มีมุมมองทางวัฒนธรรมต่างกันไปนะ คนอเมริกัน ก็ต่างจากคนแคนาดา คนฝรั่งเศสก็ต่างจากคนสวีเดน แต่ละประเทศก็มีเอกลักษณ์ของตนเองหลายๆ แนว เราเคยชินกับการนำเสนอทางสังคมที่เต็มไปด้วยต่างวัฒนธรรม ต่างลักษณะของมันเองผ่านสื่อต่างๆ”

ถ้าจะให้ลงลึกไปในรายละเอียดเพิ่มเติมก็จะพบว่า ความโดดเด่นของงานโฆษณาสิ่งพิมพ์ในสายตาของ Nick ก็คือ ถ้าเป็นงานสิ่งพิมพ์โฆษณาไทยก็มีวิธีการเล่าเรื่องคล้ายๆ กับที่อื่นๆ เช่น การใช้ภาพที่สื่อความคิดอย่างเรียบง่าย ใครๆมองก็เข้าใจ

“มีงานดีๆ เรียบง่าย หลายงานที่สื่อสารออกมาได้ตรงใจและเข้าขั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกชิ้นใดชิ้นหนึ่งออกมาได้ ซึ่งที่ Cannes มีสูตรการตัดสินอยู่สูตรหนึ่งที่คนคุ้น ๆ กัน ผมชอบงานที่ลึกมากกว่างานที่ใช้แค่ภาพดีๆ และคำปิดท้ายเจ๋ง ๆ ผมว่าผลงานชิ้น Tamiya “กบแตก” และ “Keep Chopping” ที่ใช้ภาพขวานไม่มีด้ามนั้นดีจริงๆ” Nick ยกตัวอย่าง พร้อมกับอธิบายต่อไปว่า

“ส่วนถ้าเป็นหนังทีวีก็อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผ่านมา ผมว่าหนังโฆษณาไทย มีลักษณะเหมือนการแสดงละครเวที คือต้องทำอะไรให้เวอร์ ให้แรงๆ เสียงดังๆ ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงกับหนังโฆษณาในอังกฤษ ซึ่งค่อนข้างนิ่งๆ มีอารมณ์ขันแบบลึกๆ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อย่างหนังโฆษณาประกันชีวิต Bangkok Insurance ที่มีลมพัดหมุนๆ มียางรถยนต์เด้งไปเด้งมา ก็สามารถออกอากาศได้ทุกๆที่ในโลกนี้

มันเป็นการยากที่จะจินตนาการว่า Smooth E จะมาฉายที่นี่ ถ้าได้จะเอามาฉายจริงๆ ก็คงจะกินใจมาก ทำไมนะเหรอ เพราะมันกล้าแสดงออก มันดูคลีเช่ และดูแล้วสนุกมาก เป็นงานที่สื่อให้เห็นถึงความมั่นใจ ผมขอแสดงความยินดีด้วยครับ” Nick ลำดับใจความ

แน่นอนว่าหนังโฆษณาสองเรื่องที่ยกมา ย่อมเป็นโฆษณาในดวงใจของ Nick นั่นเอง

“ผมเป็นคณะกรรมการตัดสินหนัง Kodak Gongs Awards ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน ให้สมาชิกในครอบครัวเป็นกรรมการร่วมตัดสิน ผลที่ออกมาคือ หนังโฆษณาส่วนใหญ่คุณภาพแย่มาก สิ้นเปลืองเวลาพ่อของลูก ๆ ผมในการชมเป็นอย่างยิ่ง (แทนที่พ่อจะเอาเวลาไปปะยางจักรยาน หรือไปช่วยแม่ทำงานดีกว่า) แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหนังมันจะดี มันก็ดีของมันจริงๆ หนังโฆษณาที่ชนะโหวต คือ Bangkok Insurance จากประเทศไทย กรรมการร่วมของผมนี้ เป็นหนึ่งในกรรมการที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมได้ร่วมตัดสินมา”

Nick ยังได้ให้คำแนะนำอันทรงคุณค่ากับครีเอทีฟชาวไทย เช่นเดียวกับที่ Nick ได้แนะทีมครีเอทีฟของตนเอง ก็คือให้พยายามมองหาแรงบันดาลใจจากมุมมองภายนอกของวงการโฆษณา

พร้อมกันนี้ Nick ยังได้เล่าถึงแรงบันดาลใจของตนเองในการทำหนังโฆษณาส่งท้าย

“แรงบันดาลใจของผมมาจากการได้พูดคุย และรับฟังคนรอบๆตัว ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในวงการโฆษณาเสียด้วย”



5. AKIRA KAGAMI / Executive Creative Director, Dentsu Inc., Tokyo

Akira เปรียบเสมือนตัวแทนของแผนกสร้างสรรค์ของ Dentsu, Tokyo น้อยคนนักที่สามารถได้รับรางวัล Grand Prix จาก Asia Pacific Adfest ถึง 3 ครั้งด้วยกัน ผลงานที่สร้างชื่อให้กับ Akira คือ WOWOW “The Bridman”, “Running Woman” และ Japan Ad Council “Imagination Whale” ที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ ทั่วโลก

ทุกครั้งที่ใครก็ตามไปงาน Cannes ทุกคนก็จะพบกับ Akira ผู้ซึ่งเป็นผู้ต้อนรับแขกจากทุกมุมโลกกับงานสัมมนา “Asian Explosion Dentsu” และ Dentsu Party อยู่ทุกปีจนคุ้นตาของผู้เข้าร่วม Cannes ทั่วโลก

Akira ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการประกวดโฆษณาชั้นนำของโลก เช่น Cannes, Clio, The One Show และได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธาณคณะกรรมการตัดสิน Ad Fest ในปี 2002 อีกด้วย

ในความเห็นส่วนตัวของ Akira นั้น Akira ค่อนข้างที่จะรู้สึกประทับใจงานโฆษณาของบ้านเรา เหตุผลเพราะ โฆษณาไทยนั้นทำให้ Akira รู้สึกว่าในอาชีพการทำงานของเรา ยังมีหลายๆ สิ่งที่เป็นไปได้

Akira ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า โฆษณาไทยมีวิธีการเล่าเรื่องต่างกับโฆษณาในประเทศอื่นๆ

“ผมเชื่อว่างานโฆษณาเกิดจากชีวิตประจำวันของเรานี้เอง ด้วยเหตุผลดังกล่าว โฆษณาไทยย่อมจะแตกต่างไปจากโฆษณาในประเทศอื่นๆ แน่นอน ส่วนใหญ่เราได้ยินอยู่เรื่อยๆ ว่า โฆษณาไทยมักนำเสนอผ่านอารมณ์ขันแบบบ้าๆ แล้วก็เป็นเรื่องจริงว่า เราได้เห็นผลงานที่ตลกมาก แบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน แต่ผมรู้ว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น ถึงแม้ว่าจะอยู่ในอารมณ์ที่ตลกสุดสุด แต่โฆษณาไทยก็ยังแสดงออกถึงอาการเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกับความดี และความเศร้าของมนุษย์ และผมว่าลักษณะนี้เป็นธรรมชาติและเอกลักษณ์ของโฆษณาไทยที่เยี่ยมยอดที่สุด”

กับคำถามที่ว่าหนังโฆษณาจากประเทศไทยเรื่องโปรดของคุณคือเรื่องอะไร และทำไมคุณถึงชอบ Akira กล่าวยอมรับว่า งานพรินต์แอดของไทยพัฒนาขึ้นมากอย่างรวดเร็วในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ส่วนเรื่องที่ตนเองนึกได้ตอนนี้ ก็คือ โฆษณาของ Tamiya ที่ตนเองก็รู้สึกประหลาดใจที่โฆษณาชิ้นนี้ ต่างจากโฆษณาทางโทรทัศน์ เป็นผลงานที่ผลิตออกมา อย่างมีหลักการ มีเหตุมีผลมาก ทำให้รู้สึกได้ว่ากำลังสัมผัสกับอีกด้านหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์แบบของไทย

ส่วนในฝั่งของโฆษณาทีวีนั้น Akira แสดงทัศนะว่า

“มีหนังหลายเรื่องที่ผมชอบ ล่าสุด คงจะเป็นหนังของ Bangkok Insurance; Love Story ของ Smooth E และ อีกเรื่อง เป็นหนังเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ของกางเกงยีนส์ Wrangler “PRAY” ส่วนเหตุผลที่ทำไมถึงชอบ ก็เหตุผลเดียวกันกับงานโฆษณาพรินต์แอด”

Akira ยังได้ให้คำแนะนำไปยังบรรดาครีเอทีฟของไทย ถึงสิ่งที่ควรจะปรับปรุงก็คือ

“ผมเชื่อว่า ปัจจุบันนี้ โฆษณาไทยกำลังสร้างผลงานชั้นเยี่ยมระดับโลก ผมยังสงสัยว่า จะมีอะไรที่ต้องปรับปรุงอีกหรือไม่ แต่ถ้าจะให้พูด ผมคิดว่าก็คงเป็นเรื่องการคิดให้ไกล ให้ไปถึงอนาคต คิดถึงข้างหน้า และ จงสนับสนุนใน ครีเอทีฟไทยออกไอเดียสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา เพื่อต่อไปจะได้เป็นผู้นำของวงการโฆษณาโลก ไม่ใช่เป็นผู้นำแต่ในเอเชียเท่านั้น”

เมื่อถูกถามถึงแรงบันดาลใจในการทำงาน Akira ได้ให้ข้อคิดกับเรื่องนี้ว่า ขอให้สนุกสนานกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

“ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ แค่ออกไปเที่ยวนอกเมือง คุยกับคนโน้นคนนี้ ดูโทรทัศน์ ดูหนัง อ่านหนังสือพิมพ์ และนิตยสาร และที่สำคัญที่สุดคือ จงสนุกสนานกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันก็พอ”

Creative BAD Awards Vol. 3

Special Thank For Link: http://www.brandage.com/issue/cs_detail.asp?id=1998

Creative BAD Awards Vol. 3
1. BOB SCARPELLI / DDB Worldwide: Chairman & Chief Creative Officer

ผลงานที่ผ่านมาของ DDB Worldwide ภายใต้การทำงานของ Bob Scarpelli ที่สร้างชื่อเสียงอย่าง ลือลั่นคือ

Campaign “Whass up” ของเบียร์ Budweiser ที่เป็น Campaign ที่โด่งดังทั่วสหรัฐ และทั่วโลก ซึ่งในปี 2000 “Whass up” ได้รับรางวัล CANNES FILM GRAND PRIX, Grand Clio และรางวัลอื่น ๆ อีก 15 รางวัล ทั่วโลกอีกด้วย รวมทั้งได้รับการบันทึกว่าเป็น “Clio Advertising Hall of Fame”

นอกจากนี้ Budweiser ยังได้รับ “Radio Grand Clio” 3 ปี ติดต่อกัน และ “CANNES RADIO GRAND PRIX” 2 ปี ติดต่อกัน จนทำให้ DDB ได้รับรางวัล Clio’s Agency of the Year ในปี 2003 และ 2004 Bob Scarpelli ยัง

ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติในการเป็นประธานการตัดสินรางวัลโฆษณา Clio Festival ประจำปี 2003 อีกด้วย

BOB นั้นเรียกได้ว่าประทับใจกับงานโฆษณาของไทยในรอบหลายๆปีที่ผ่านมาอย่างมาก โดยสิ่งที่โดดเด่นของงานโฆษณาไทยในสายตาของ BOB นั้นก็คือ ความเรียบง่ายและมักจะมีอะไรที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ จนบางครั้ง BOB เองถึงกับอดสงสัยไม่ได้ว่า ครีเอทีฟของไทยนั้นกินอะไรเป็นอาหารถึงได้คิดงานออกมาได้ขนาดนี้

“ผมคิดว่า ช่วงนี้ หนังโฆษณาจากประเทศไทย ช่วยนำความสด ความแปลกใหม่ มาสู่วงการโฆษณาของโลก คนไทยเขากินอะไรกันเหรอถึงได้คิดอะไรได้ขนาดนี้ สิ่งที่ดีที่สุดในโฆษณาไทยคือ ความเรียบง่าย และสิ่งที่ไม่คาดฝันทั้งหลาย ดูเหมือนว่าหนังโฆษณาไทยจะสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้ด้วยภาพที่มีพลังมากทีเดียว”

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างในการเล่าเรื่องของโฆษณาไทยกับโฆษณาในประเทศอื่นๆ



“ผมว่าวิธีการเล่าเรื่องของโฆษณาไทยไม่ได้แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ เลยนะ แต่สิ่งที่ดีของโฆษณาไทยคือ อารมณ์ขันในปริมาณพอดีๆ และบุคลิกของคนไทยที่ไม่จริงจังกับชีวิตมากไป... ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้าและลูกค้าแหละนะ ดูเหมือนว่าพวกครีเอทีฟในประเทศไทย จะรู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่า ถ้าเราต้องการที่จะมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจ หรือต้องการจะเปลี่ยนใจผู้บริโภคแล้ว เราต้องดึงให้คนดูเข้ามามีส่วนร่วม หรือต้องให้สนุกไปกับเราด้วย” BOB ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำถามนี้พร้อมกับอธิบายต่อไปว่า

“ผมว่าโฆษณาไทยบางเรื่อง ก็ตลกสุดขั้วจริงๆ พวกคุณไม่กลัวการลองผิดลองถูกเลย ผมชอบมาก”

มาที่เรื่องชิ้นงานโฆษณากันบ้าง BOB ได้ยกตัวอย่างงานพรินต์แอดที่ตนเองประทับใจอย่างมากก็คือ แคมเปญของ Channel 11 เพราะโฆษณาชิ้นนี้มีสิ่งทุกอย่างที่ตนเองต้องการ ทั้งความเรียบง่าย ความประหลาดใจ และรอยยิ้ม ส่วนหนังโฆษณานั้น BOB เองก็ยอมรับว่าประทับใจหนังโฆษณาของไทยหลายเรื่องด้วยกัน

“ที่จริงแล้ว มีหนังหลายเรื่องที่ผมชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ผมจะบอกในตอนนี้เรื่องที่ผมชอบที่สุดคือ แคมเปญของ Bangkok Insurance ผมว่าหนังเรื่องนี้เยี่ยมมาก เป็นเรื่องราวที่สร้างมาจากคนที่รู้เรื่องประกันชีวิตอย่างลึกซึ้งจริง ๆ การถ่ายทำก็เยี่ยมมาก และยังสร้างความน่าเชื่อถือและอารมณ์สนุกสนานให้คล้อยตามว่าทำไมเราถึงจำเป็นต้องซื้อ Bangkok Insurance ไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว ผมว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผู้ชมที่คานส์คืนนั้น ก็เห็นด้วยกับผมแน่ ๆ”

กับข้อแนะนำไปถึงครีเอทีฟไทยว่าวงการโฆษณาไทยควรปรับปรุงอะไรอีกบ้าง BOB ก็ได้ให้ข้อคิดไว้น่าสนใจไม่ใช่น้อย

“ผมคงไม่มีคำแนะนำว่า คุณจะพัฒนางานในปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง แต่ผมแค่อยากจะบอกให้คุณต่อยอดความคิดจากเดิมที่เยี่ยมยอดอยู่แล้ว ให้เชื่อมต่อไปสู่สื่อแบบใหม่ หรือสื่ออื่นๆที่คุณคิดค้นขึ้นมาเอง”

ส่วนคำถามทิ้งท้ายที่ว่า อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณทำหนังโฆษณาในประเทศของคุณนั้น BOB ไม่ลังเลที่จะตอบว่า

“ผมไม่อยากจะทำให้ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานผิดหวัง นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่เพื่อสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้นให้กับ DDB เหล่านี้ล้วนเป็นแรงบันดาลใจและจูงใจให้ผมพยายามให้ดีที่สุด ไม่ว่าเราอยู่ที่ไหนก็ตาม”



2. XANDER SMITH / TBWA\PARIS: CREATIVE

คงจะไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่า TBWA\PARIS เป็น Agency ที่มีความเป็น Creative ที่สูงส่งอย่างมาก ๆ ในปัจจุบัน จากการจัดอันดับของ SHOT GRAND PRIX 2005 ก็จัดให้เป็น “World Most Awarded Agency Of 2005” ก็ไม่น่าแปลกใจเช่นเดียวกัน เพราะ TBWA\PARIS ได้รับ “Agency Of the Year, CANNES” 2003, 2004, 2005, และ 2006 4 ปีติดต่อกัน รวมทั้งได้ “CANNES GRAND PRIX PRINT” ในปี 2003, 2005 อีกด้วย ยังไม่รวมถึง “GRAND CLIO PRINT 2006”

Xander Smith เป็นหนึ่งใน Creative ที่ทำงานอย่างใกล้ชิดอย่างมาก อาจเรียกได้ว่า เป็นมือขวาของ Erik Vervroegen ที่เป็น President & Executive Creative Director ของ TBWA\PARIS Xander Smith เคยอยู่กับ TBWA\HUNT\LASCARIS ที่ South Africa ปัจจุบันมีสินค้าหลายราย เช่น Play Station, Adidas, Mapa, Young Lungs Against Tobacco และ Nissan Europe

ต้องบอกว่า Xander Smith นั้นได้รับรางวัลมากมายระดับโลกอย่างนับไม่ถ้วนจริงๆ

กับคำถามเปิดการสนทนาที่ว่า มองโฆษณาไทยว่าเป็นอย่างไรนั้น

Smith เองก็ยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา มีโฆษณาหลายๆ เรื่องจากประเทศไทยที่สื่อผ่านไอเดียใหม่ถอดด้ามอย่างที่ตนเองไม่ได้เห็นมานานแล้ว งานบางชิ้นก็บ้าสุดขั้ว กล้าที่จะลองทำโน่นทำนี้ในลักษณะเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เสแสร้ง จนทำให้รู้สึกอิจฉาที่ครีเอทีฟไทยกล้าทำเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัว Smith เองก็ยังรู้สึกว่างาน Print Ad ของไทย ค่อนข้างยึดติดกับหลักเกณฑ์แบบเดิมๆ ไม่แหวกแนวเท่าไหร่

“บางครั้งผมก็รู้สึกว่ามันมีกลิ่นอายของความเป็นตะวันตกแฝงอยู่ ยังขาดความบ้าบิ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของหนังโฆษณาโทรทัศน์ไทย แต่ Print Ad ไทย ก็มีลูกเล่นและเยี่ยมมาก โดยรวมแล้ว ผมว่า โฆษณาไทยมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตามสูตรสำเร็จและเมื่อดูแล้วทำให้เกิดแรงบันดาลใจมากทีเดียว”

Smith ยังได้อธิบายถึงความแตกต่างในวิธีการเล่าเรื่องของโฆษณาไทยกับต่างประเทศให้ฟังว่า

“นอกจากเรื่องความบ้าบิ่นที่เห็นได้ชัดว่ามีมากกว่าโฆษณาในแถบตะวันตกแล้ว ผมว่าหนังโฆษณาของไทย มักแสดงออกผ่านวิธีการเล่าเรื่องเป็นหลัก ผมเห็นว่ามีหลายเรื่องที่ใช้วิธีการนำเอาหนังยาวๆเป็นชั่วโมงๆ มาย่อๆ ให้เหลือเรื่องสั้นๆ ไม่กี่นาที

หรือบางครั้งก็นำเอาเรื่องของความรักมาดำเนินเรื่อง (ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างสุนัขสองตัว หรือระหว่าง ผีเสื้อสมุทรกับพระอภัยมณี ก็ตาม) ดนตรีที่ใช้ก็ออกแนวย้อนยุคแบบ Hyper และการแสดงของตัวละครแต่ละตัวก็เล่นกันก็สุดยอดจริงๆ และเมื่อองค์ประกอบแต่ละส่วนมารวมกัน ก็เลยสร้างอารมณ์การเล่าเรื่องที่เป็นแบบฉบับของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร”

เมื่อถูกถามถึงงานพรินต์แอดของไทยชิ้นโปรดที่ชื่นชอบ Smith ไม่ลังเลที่จะตอบว่า ตนเองรู้สึกประทับใจกับชิ้นงานของ Fedex (Box) ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่เยี่ยมที่สุด และเรียบง่ายที่สุดเท่าที่ตนเองเคยเห็นมา ส่วนอีกแคมเปญที่ประทับใจก็คือ ผลงานแคมเปญของ Tamiya (กบ/แตงโม/หลอดไฟแตก) ก็เป็นอีกแคมเปญหนึ่งที่สร้างบนพื้นฐานของความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกลุ่มเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด รวมไปถึงชิ้นงานของ Channel 11 แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของงานโฆษณาไทยได้ชัดเจนมาก

ทางด้านของหนังโฆษณาของไทยที่ประทับใจนั้น Smith ภาพยนตร์โฆษณาชุด Bangkok Insurance คือหนังที่ Smith แอบเทใจให้ ด้วยเหตุผลเพราะสามารถเอาเรื่องในชีวิตประจำวันมาสร้างให้เห็นภาพได้อย่างเยี่ยมยอด นอกจากนี้แล้วก็ยังมีหนังของรถกระบะ Ford ชุดคิงคอง Smith บอกว่าชอบสีหน้าของลูกคิงคองตอนที่เงยหน้าขึ้นมองแม่ ด้วยสายตานิ่งๆ แต่เต็มไปด้วยคำถามในใจ

ภาพยนตร์โฆษณา Soken ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ Smith เอ่ยปากชมว่ามีลูกเล่น ลูกบ้า และฮาขำกลิ้ง

รวมไปถึงหนัง Bridgestone ที่ตนเองชอบเพราะสื่อถึงความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์

ส่วนหนังเรื่องสุดท้ายที่เข้าตากรรมการอย่าง Smith นั้นก็คือ หนังโฆษณา Chicklet Stick ชุด “ปากสั่น” เพราะแคมเปญทำให้หลังจากที่ดูหนังโฆษณาจบ Smith ถึงกับต้องตั้งคำถามในใจว่า

“แม่งเป็นห่าอะไรกันวะ”

Smith ยังได้ให้คำแนะนำว่า วงการโฆษณาไทยควรปรับปรุงก็คือ การเพิ่มความบ้าและความสนุกเข้าไปในงานPrint Ad ให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม

ส่วนกับข้อคิดที่ว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณทำหนังโฆษณาในประเทศของตน Smith ได้กล่าวสรุปทิ้งท้ายให้ฟังว่า

“ในฐานะที่เป็นชาวแอฟริกาใต้ที่อาศัยอยู่ในปารีส การที่จะหาแรงบันดาลใจได้ ผมจำเป็นต้องเดินออกไปข้างนอกบ้าน การได้เดินไปตามถนนในปารีสทำให้ผมเกิดความอยากจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ผมคิดว่า วิธีการที่ดีที่สุดที่จะสร้างไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาได้ คือการได้อยู่ในวัฒนธรรมที่ต่างออกไป

เหมือนอย่างที่ Nietchzie บอกไว้ว่า “เมื่อคุณได้เรียนมาจนถึงจุดๆ หนึ่ง จงคืนความรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง” นอกจากนั้นแล้วผู้หญิงสาวชาวฝรั่งเศสก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดีเหมือนกัน”






3. TONY HIDALGO / Chief Creative Officer : Saatchi & Saatchi, Mexico

Mexico ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามองในเชิงความคิดสร้างสรรค์ของโลก จะว่าไปแล้วในแง่ภูมิศาสตร์ของประเทศก็อยู่กึ่งกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา และบราซิล น่าจะมีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ที่ดีทีเดียว

ผลงานของ Tony ได้รับรางวัลมากมายจากหลายสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น Cannes, Clio, D&AD, The One Show, San Sebastian Festival และ Festival Iberoameri Cano de Publicidad.

Tony ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานของ Mexican Creative Advertising เคยร่วมเป็นกรรมการตัดสินใน The Festival Circulo de Oro นอกจากนี้ยังเคยชนะรางวัล The Grand Prix of TV and Print ในงานเดียวกันนี้

ที่ผ่านมา Tony เคยดำรงตำแหน่ง Worldwide Creative Board ของ Leo Burnett และปัจจุบันเป็น Creative Board ที่ Saatchi & Saatchi Latin America

กับมุมมองของ Tony ที่มีต่อผลงานโฆษณาของไทยนั้น Tony เองก็อดที่จะชื่นชมชิ้นงานของไทยเมื่อถูกเอ่ยถามไม่ได้

“ผมเชื่อว่าปัจจุบันประเทศไทยได้กลายเป็นต้นแบบของความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ หลายๆปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นไอเดียใหม่ๆ มาจากบริเวณนี้ของโลก และรู้สึกว่า ความคิดใหม่ๆ แบบนี้ ครอบคลุมสินค้าหลายๆ ประเภท ซึ่งสื่อให้เห็นถึงความมั่นคงสม่ำเสมอของวิวัฒนาการการโฆษณาในประเทศไทย”

Tony ยังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงความโดดเด่นของงานโฆษณาไทยเมื่อเทียบกับงานจากที่อื่นๆให้ฟังว่า ผลงานของไทยในยุคหลังๆนี้ มีจินตนาการที่ไม่สิ้นสุด

“ผมว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นว่า จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์สามารถขยายออกไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนใหญ่วงการโฆษณาในละติน อเมริกา จะยึดโฆษณาของอังกฤษ หรืออเมริกันเป็นแบบอย่าง แต่ผมก็พยายามที่จะให้ลูกทีมของผมได้เรียนรู้จากแนวคิดของประเทศอื่นๆ บ้าง และผลงานจากประเทศไทยก็เป็นเรื่องแรกๆ เลยที่พวกเรามักจะดูกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โฆษณาทีวี”

Tony ยังได้พยายามวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้ครีเอทีฟของไทยมีผลงานร้อนแรงเช่นนี้ ว่าน่าจะมาจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวอย่างอาหารไทย

“ผมว่านะ อาหารไทยต้องช่วยให้คุณทำงานออกมาได้อย่างนี้แน่เลย ผมว่าไอเดียเด็ด ๆ ของพวกคุณคงมาพร้อมๆ กับตอนที่อาหารรสชาติจัดๆ อร่อยๆ ลงท้องพวกคุณแน่ ๆ”

เมื่อถูกถามถึงภาพยนตร์โฆษณาที่ประทับใจ Tony กล่าวว่า ตนเองนั้นประทับใจกับหนังโฆษณาของ Bangkok Insurance ชุดรถยนต์ ซึ่งมีไอเดียที่ดีและมีเทคนิคที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมจริง

“คำพูดปิดท้ายของหนังเรื่องนี้ช่วยให้หนังสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ กับหนังอีกเรื่องที่ชอบก็คือ Ford เรื่อง King Kong ที่ทำออกมาได้เยี่ยมมากเหมือนกัน”

ส่วนงานโฆษณาสิ่งพิมพ์นั้น Tony กล่าวตรงๆว่า ยังไม่มีชิ้นไหนที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ

“ผมคิดว่ายังมีโอกาสตรงส่วนนี้อีกเยอะมากสำหรับโฆษณาไทย” Tony ยังคงให้ความหวัง พร้อมกับให้คำแนะนำกับสิ่งที่คนโฆษณาไทยควรจะนำไปพัฒนา

“หนังโฆษณาไทยควรจะแสดงออกถึงความเป็นไทยต่อไป ซึ่งผมว่าเป็นลักษณะที่เปิดเผยและจริงใจชัดอยู่แล้ว และคุณควรจะรักษาความกล้าหาญที่จะสื่อไอเดียออกมา อย่างที่คุณคิดไว้ โดยไม่ได้ไปลอกแบบตามประเทศอื่นๆ เหล่านี้เป็นเหตุผลว่า ทำไมผลงานของพวกคุณถึงได้สดใหม่ ดึงดูด และ แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์จริงๆ”

มาถึงคำถามทิ้งท้ายที่ว่า อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำงานโฆษณา?

“แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมคือหนังเรื่อง “Rocky” ซึ่งเป็นหนังที่ผมนึกถึงเป็นเรื่องแรก เวลาที่ผมเจอเรื่องท้าทาย อุปสรรค หรือปัญหา หรือเวลาที่มืดแปดด้าน หนังบอกว่าให้สู้เข้าไป ให้เหงื่อมันไหลออกมา และทุ่มความปรารถนาอย่างเต็มหัวใจ แล้วอารมณ์ความรู้สึกอย่างท่วมท้น คือรางวัลตอบแทน” Tony กล่าวทิ้งท้าย



4.

NICK WORTHINGTON / Executive Creative Director - Publicis Mojo Auckland, New Zealand

Nick เป็น Creative ระดับโลกที่ได้รับรางวัลมากมายตลอด 10 ปี ไม่ว่าจะเป็น Gold Lions 10 รางวัล, D&AD Pencil 11 รางวัล, Gold British TV Advertising Awards 10 รางวัล Nick เป็นหนึ่งในครีเอทีฟไม่กี่คนที่ได้รับจารึกชื่อใน Guiness Book Of Records กับผลงานโฆษณาทาง TV: Levi’s “Drug Store” ที่ได้รับการขนานนามให้เป็นโฆษณาที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในโลก

Nick เป็นชาวอังกฤษโดยกำเนิด เริ่มงานกับ BBH London ตั้งแต่ปี 1996 ได้รับการสั่งสอนให้ยึดกฎเหล็ก 3 ข้อ ต่อไปนี้

1. สร้างสรรค์งานที่ดี

2. ทำงานกับลูกค้าที่คิดเหมือนเรา

3. สนุกกับชีวิต

บางครั้ง Nick ก็ทำได้ทั้ง 3 อย่าง

เมื่อถูกถามถึงว่ามองโฆษณาไทยว่าเป็นอย่างไรนั้น Nick แสดงทัศนะให้ฟังว่า

“นานๆที จะมีโฆษณาไทย ผ่านมาให้คนที่นิวซีแลนด์เห็นซักที เราเคยดูโฆษณาไทย เพียงเพราะอยากรู้อยากเห็นว่าเป็นยังไง แต่ตอนนี้โลกแคบลงเรื่อยๆ เราเริ่มหันมามองโฆษณาไทยเหมือนๆ กับที่เรามองโฆษณาของเจ้าอื่นๆที่ทำในนิวซีแลนด์เอง”

โดย Nick ยังได้กล่าวเสริมถึงความแตกต่างในวิธีการเล่าเรื่องของโฆษณาไทยต่างกับโฆษณาในประเทศอื่นๆให้ฟังเพิ่มเติม

“ผมว่าแต่ละประเทศก็มีมุมมองทางวัฒนธรรมต่างกันไปนะ คนอเมริกัน ก็ต่างจากคนแคนาดา คนฝรั่งเศสก็ต่างจากคนสวีเดน แต่ละประเทศก็มีเอกลักษณ์ของตนเองหลายๆ แนว เราเคยชินกับการนำเสนอทางสังคมที่เต็มไปด้วยต่างวัฒนธรรม ต่างลักษณะของมันเองผ่านสื่อต่างๆ”

ถ้าจะให้ลงลึกไปในรายละเอียดเพิ่มเติมก็จะพบว่า ความโดดเด่นของงานโฆษณาสิ่งพิมพ์ในสายตาของ Nick ก็คือ ถ้าเป็นงานสิ่งพิมพ์โฆษณาไทยก็มีวิธีการเล่าเรื่องคล้ายๆ กับที่อื่นๆ เช่น การใช้ภาพที่สื่อความคิดอย่างเรียบง่าย ใครๆมองก็เข้าใจ

“มีงานดีๆ เรียบง่าย หลายงานที่สื่อสารออกมาได้ตรงใจและเข้าขั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแยกชิ้นใดชิ้นหนึ่งออกมาได้ ซึ่งที่ Cannes มีสูตรการตัดสินอยู่สูตรหนึ่งที่คนคุ้น ๆ กัน ผมชอบงานที่ลึกมากกว่างานที่ใช้แค่ภาพดีๆ และคำปิดท้ายเจ๋ง ๆ ผมว่าผลงานชิ้น Tamiya “กบแตก” และ “Keep Chopping” ที่ใช้ภาพขวานไม่มีด้ามนั้นดีจริงๆ” Nick ยกตัวอย่าง พร้อมกับอธิบายต่อไปว่า

“ส่วนถ้าเป็นหนังทีวีก็อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผ่านมา ผมว่าหนังโฆษณาไทย มีลักษณะเหมือนการแสดงละครเวที คือต้องทำอะไรให้เวอร์ ให้แรงๆ เสียงดังๆ ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงกับหนังโฆษณาในอังกฤษ ซึ่งค่อนข้างนิ่งๆ มีอารมณ์ขันแบบลึกๆ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อย่างหนังโฆษณาประกันชีวิต Bangkok Insurance ที่มีลมพัดหมุนๆ มียางรถยนต์เด้งไปเด้งมา ก็สามารถออกอากาศได้ทุกๆที่ในโลกนี้

มันเป็นการยากที่จะจินตนาการว่า Smooth E จะมาฉายที่นี่ ถ้าได้จะเอามาฉายจริงๆ ก็คงจะกินใจมาก ทำไมนะเหรอ เพราะมันกล้าแสดงออก มันดูคลีเช่ และดูแล้วสนุกมาก เป็นงานที่สื่อให้เห็นถึงความมั่นใจ ผมขอแสดงความยินดีด้วยครับ” Nick ลำดับใจความ

แน่นอนว่าหนังโฆษณาสองเรื่องที่ยกมา ย่อมเป็นโฆษณาในดวงใจของ Nick นั่นเอง

“ผมเป็นคณะกรรมการตัดสินหนัง Kodak Gongs Awards ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน ให้สมาชิกในครอบครัวเป็นกรรมการร่วมตัดสิน ผลที่ออกมาคือ หนังโฆษณาส่วนใหญ่คุณภาพแย่มาก สิ้นเปลืองเวลาพ่อของลูก ๆ ผมในการชมเป็นอย่างยิ่ง (แทนที่พ่อจะเอาเวลาไปปะยางจักรยาน หรือไปช่วยแม่ทำงานดีกว่า) แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหนังมันจะดี มันก็ดีของมันจริงๆ หนังโฆษณาที่ชนะโหวต คือ Bangkok Insurance จากประเทศไทย กรรมการร่วมของผมนี้ เป็นหนึ่งในกรรมการที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมได้ร่วมตัดสินมา”

Nick ยังได้ให้คำแนะนำอันทรงคุณค่ากับครีเอทีฟชาวไทย เช่นเดียวกับที่ Nick ได้แนะทีมครีเอทีฟของตนเอง ก็คือให้พยายามมองหาแรงบันดาลใจจากมุมมองภายนอกของวงการโฆษณา

พร้อมกันนี้ Nick ยังได้เล่าถึงแรงบันดาลใจของตนเองในการทำหนังโฆษณาส่งท้าย

“แรงบันดาลใจของผมมาจากการได้พูดคุย และรับฟังคนรอบๆตัว ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในวงการโฆษณาเสียด้วย”



5. AKIRA KAGAMI / Executive Creative Director, Dentsu Inc., Tokyo

Akira เปรียบเสมือนตัวแทนของแผนกสร้างสรรค์ของ Dentsu, Tokyo น้อยคนนักที่สามารถได้รับรางวัล Grand Prix จาก Asia Pacific Adfest ถึง 3 ครั้งด้วยกัน ผลงานที่สร้างชื่อให้กับ Akira คือ WOWOW “The Bridman”, “Running Woman” และ Japan Ad Council “Imagination Whale” ที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ ทั่วโลก

ทุกครั้งที่ใครก็ตามไปงาน Cannes ทุกคนก็จะพบกับ Akira ผู้ซึ่งเป็นผู้ต้อนรับแขกจากทุกมุมโลกกับงานสัมมนา “Asian Explosion Dentsu” และ Dentsu Party อยู่ทุกปีจนคุ้นตาของผู้เข้าร่วม Cannes ทั่วโลก

Akira ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการประกวดโฆษณาชั้นนำของโลก เช่น Cannes, Clio, The One Show และได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธาณคณะกรรมการตัดสิน Ad Fest ในปี 2002 อีกด้วย

ในความเห็นส่วนตัวของ Akira นั้น Akira ค่อนข้างที่จะรู้สึกประทับใจงานโฆษณาของบ้านเรา เหตุผลเพราะ โฆษณาไทยนั้นทำให้ Akira รู้สึกว่าในอาชีพการทำงานของเรา ยังมีหลายๆ สิ่งที่เป็นไปได้

Akira ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า โฆษณาไทยมีวิธีการเล่าเรื่องต่างกับโฆษณาในประเทศอื่นๆ

“ผมเชื่อว่างานโฆษณาเกิดจากชีวิตประจำวันของเรานี้เอง ด้วยเหตุผลดังกล่าว โฆษณาไทยย่อมจะแตกต่างไปจากโฆษณาในประเทศอื่นๆ แน่นอน ส่วนใหญ่เราได้ยินอยู่เรื่อยๆ ว่า โฆษณาไทยมักนำเสนอผ่านอารมณ์ขันแบบบ้าๆ แล้วก็เป็นเรื่องจริงว่า เราได้เห็นผลงานที่ตลกมาก แบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน แต่ผมรู้ว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น ถึงแม้ว่าจะอยู่ในอารมณ์ที่ตลกสุดสุด แต่โฆษณาไทยก็ยังแสดงออกถึงอาการเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกับความดี และความเศร้าของมนุษย์ และผมว่าลักษณะนี้เป็นธรรมชาติและเอกลักษณ์ของโฆษณาไทยที่เยี่ยมยอดที่สุด”

กับคำถามที่ว่าหนังโฆษณาจากประเทศไทยเรื่องโปรดของคุณคือเรื่องอะไร และทำไมคุณถึงชอบ Akira กล่าวยอมรับว่า งานพรินต์แอดของไทยพัฒนาขึ้นมากอย่างรวดเร็วในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ส่วนเรื่องที่ตนเองนึกได้ตอนนี้ ก็คือ โฆษณาของ Tamiya ที่ตนเองก็รู้สึกประหลาดใจที่โฆษณาชิ้นนี้ ต่างจากโฆษณาทางโทรทัศน์ เป็นผลงานที่ผลิตออกมา อย่างมีหลักการ มีเหตุมีผลมาก ทำให้รู้สึกได้ว่ากำลังสัมผัสกับอีกด้านหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์แบบของไทย

ส่วนในฝั่งของโฆษณาทีวีนั้น Akira แสดงทัศนะว่า

“มีหนังหลายเรื่องที่ผมชอบ ล่าสุด คงจะเป็นหนังของ Bangkok Insurance; Love Story ของ Smooth E และ อีกเรื่อง เป็นหนังเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ของกางเกงยีนส์ Wrangler “PRAY” ส่วนเหตุผลที่ทำไมถึงชอบ ก็เหตุผลเดียวกันกับงานโฆษณาพรินต์แอด”

Akira ยังได้ให้คำแนะนำไปยังบรรดาครีเอทีฟของไทย ถึงสิ่งที่ควรจะปรับปรุงก็คือ

“ผมเชื่อว่า ปัจจุบันนี้ โฆษณาไทยกำลังสร้างผลงานชั้นเยี่ยมระดับโลก ผมยังสงสัยว่า จะมีอะไรที่ต้องปรับปรุงอีกหรือไม่ แต่ถ้าจะให้พูด ผมคิดว่าก็คงเป็นเรื่องการคิดให้ไกล ให้ไปถึงอนาคต คิดถึงข้างหน้า และ จงสนับสนุนใน ครีเอทีฟไทยออกไอเดียสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา เพื่อต่อไปจะได้เป็นผู้นำของวงการโฆษณาโลก ไม่ใช่เป็นผู้นำแต่ในเอเชียเท่านั้น”

เมื่อถูกถามถึงแรงบันดาลใจในการทำงาน Akira ได้ให้ข้อคิดกับเรื่องนี้ว่า ขอให้สนุกสนานกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

“ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ แค่ออกไปเที่ยวนอกเมือง คุยกับคนโน้นคนนี้ ดูโทรทัศน์ ดูหนัง อ่านหนังสือพิมพ์ และนิตยสาร และที่สำคัญที่สุดคือ จงสนุกสนานกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันก็พอ”

Friday, 1 February 2008

Controversial New Olympic Logo (It's really that bad?)

Controversial New Olympic Logo (It's really that bad?)



The new logo for the London 2012 Olympic Games and Paralympic Games was launched in by Sebastian Coe and a team of London 2012 ambassadors.

The spiky logo, a stylised image of the number 2012, is part of a £500,000 branding of the Games. Sebastian Coe, chairman of the 2012 organising committee Locog, said at the design's launch in north London that it was part of a desire to encourage young people to get involved in the event.

Described by its designers as "youthful and exciting", the emblem cost £400,000 to produce and features four striking blocks of colour that spell out the number 2012. The emblem also includes the Olympic Rings and the word 'London'.

The logo, which comes in magenta, pink, orange and green, is the first in recent years not to include a reference to the host nation's national colours or flag. Although it incorporates the word "London", it lacks the implied patriotism of the Beijing 2008 or Athens 2004 logos, which used red and white, and blue and white respectively.

Chris Bray, director of Logo Design, one of Britain's most experienced oldest graphic design companies, , said: "I don't understand what it is ... oh I see ... it makes a rather pathetic 2012. Well that's rubbish isn't it?"

His feelings were echoed by the design guru Stephen Bayley, founder of the Design Museum, who said: "It is a puerile mess, an artistic flop and a commercial scandal. It is feeble. It was a wonderful chance to do something magnificent and it was a waste of resources."

Wednesday, 19 September 2007

โฆษณาขนมเด็กกับเรทรายการ

สังเกตไหมครับ..ที่ผ่านมา มาตรการของรัฐ โดยเฉพาะการควบคุมสื่อทีวี จะเป็นลักษณะดับเบิลสแตนดาร์ด หรือ 2 มาตรฐาน


ถ้าไม่เชื่อลองย้อนข้อมูลระหว่างมาตรการ “โฆษณาขนมเด็ก” กับ “เรทรายการ” ดูก็ได้

“เรทรายการ” แม้จะผ่านออกมาเป็นมติคณะรัฐมนตรี แต่รัฐบาล โดยเฉพาะ”คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯก็ไม่ได้หักด้ามพร้าด้วยเข่า ด้วยการประกาศบังคับใช้ทันที

ยังมีการเรียกผู้บริหารสถานี รวมทั้งผู้จัดรายการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ตั้งวงเจรจาสัมมนากับหลายรอบ ก่อนจะ “ทดลองใช้” ตั้งแต่วันที่ 1 กันยาฯไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาฯ คือ 4 เดือน แล้วมาประเมินผลกันอีกที

แต่ “โฆษณาขนมเด็ก” ทำกันแบบฟ้าผ่าทีวีกันเลยทีเดียว สำคัญถึงขนาดที่ประกาศใช้อย่างปัจจุบันทันด่วน ทั้งๆที่ไม่ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี เหมือน “เรทรายการ”

นี่คือความต่างของ 2 มาตรการ อย่างแรก เป็นมติของรัฐบาลให้บังคับใช้ แต่ก็มีการอลุ่มอล่วย พูดคุยกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ แล้วจึงทดลองใช้

อย่างหลัง เป็นมาตรการที่มี “คำประกาศ” ของกฎกระทรวงเท่านั้น แต่ก็ทำเหมือนจะเป็นจะตาย คือ ประกาศ “ทดลองใช้”ทันที ตั้งแต่ 1 กันยาฯถึงสิ้นเดือนพฤษจิกายน คือ 3 เดือน หลังจากนั้นก็จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

ผู้บริหารสถานี หรือ ผู้จัดรายการเด็ก รวมทั้งเอเจนซี ได้แต่ทำหน้าเจื่อนๆ ไม่นึกว่าจะถูก “หักคอ”กันขนาดนี้ บางคนบอกผมว่า ทำกันยิ่งกว่า “เผด็จการ” เสียอีก

รัฐธรรมนูญยังเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ก่อนจะมาทำประชามติ..แต่ “โฆษณาขนมเด็ก” แค่จะเรียกผู้บริหาร ผู้จัดรายการทีวี และ เอเจนซีมาพูดคุยทำความเข้าใจกัน อะไรที่เสนอแนะและปรับปรุงได้ เพื่อไม่ให้ “เสียหลักการ” ก็ไม่น่าจะเสียหาย

ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีสาระหลักๆ คือกำหนดให้มีการโฆษณาสินค้าที่ส่งกระทบต่อเด็กในรายการ “ป” “ด” และ “ท” มีระยะเวลาโฆษณา 10 นาทีต่อ 1 ชั่วโมง

โดยอีก 2 นาที ให้จัดทำโฆษณาส่งเสริมการบริโภคที่มีประโยชน์ต่อเด็ก รวมทั้งห้ามโฆษณาแฝง ชิงโชค ของแถม ห้ามพรีเซ็นเตอร์คนดัง เด็ก และคาแรคเตอร์การ์ตูนที่เป็นที่รู้จัก

ผมขอย้ำตรงนี้อีกครั้งว่า “โฆษณาขนมเด็ก” ไม่ได้กระทบแค่รายการอักษร “ป” หรือรายการสำหรับเด็กปฐมวัย และรายการอักษร “ด” รายการสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ยังลามถึงรายการอักษร”ท”หรือรายการทั่วไป ที่เข้าข่ายว่าเป็นรายการเด็ก

แล้วทีนี้ใครจะเป็นคนชี้ว่ารายการ “ท”รูปแบบไหนจะเป็นรายการสำหรับเด็ก ที่เข้าข่ายมาตรการที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายกำหนดออกมา

แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็วุ่นอิ๊บหาย..มาเจอเวลาโฆษณา ที่บอกว่า 1 ชั่วโมง ให้โฆษณาได้ 10 นาที อีก 2 นาทีเป็นเรื่องวิชาการ..จากเดิมที่โฆษณาได้ 12 นาที และไม่มีข้อห้ามยุบยับ

ประเด็นนี้ “ผู้จัดรายการเด็ก” กระทบโดยตรง ถึงขนาดซึมกะทือ เพราะมองเห็นคำว่า “ขาดทุน”ยืนจ่อประตูหน้าบ้าน

“ซุป-วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ” เจ้าของบริษัทซูเปอร์จิ๋ว เจ้าของรายการ “ซูเปอร์จิ๋ว” ที่ออกอากาศทางช่อง 9 ยังต้องส่ายหน้า

“น้าซุป”ของเด็กๆทั้งหลายบอกว่า..”ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้บริษัทมีรายได้จากโฆษณาลดลง 2 นาที ซึ่งเป็นรายได้มากพอสมควรที่จะทำให้ประสบปัญหาขาดทุนได้

แม้ช่อง 9 จะลดราคาค่าเช่าเวลาให้ 50% แล้วก็ตาม แต่รายการเด็กที่ดำเนินการอยู่มีต้นทุนค่าผลิตสูงมากตอนละ 4 แสนบาท

ที่ผ่านมาได้พยายามเลี่ยงหลักเกณฑ์ ด้วยการปรับเนื้อหาจากรายการเรทติ้ง “ด” ไปเป็น “ท” แต่หลักเกณฑ์ที่ประกาศใช้ก็ครอบคลุมรายการ “ท” ด้วย หากดูตามสถานการณ์แล้ว รายการคงอยู่ไม่ได้ และยังไม่มีทางออก แต่คงต้องทำรายการต่อไป”

ความเห็นของ “ซุป วิวัฒน์” คงไม่ต่างจากผู้บริหารสถานี และ ผู้จัดรายการเด็กอื่นๆ ที่อยู่ในสภาพจ่อมจมกับสิ่งที่รัฐยัดเยียดให้ โดยที่ตัวเองไม่ได้ออกความเห็นอะไรซักแอะ

การสร้างผลงานที่ยืนอยู่บนซากศพคนอื่น.. ภูมิใจกันนักหรือ?

Monday, 3 September 2007

แนวทางของการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็ก (ขนมขบเคี้ยว) – กรกฎาคม 2550

แนวทางของการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็ก (ขนมขบเคี้ยว) – กรกฎาคม 2550
กรมประชาสัมพันธ์ ได้รับแนวทางจากกระทรวงสาธารณสุข ส.ค.บ. และ สสส. ให้ดำเนินการ และจะขออนุมัติมติ ครม. ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2550 ดังนี้
1. งดโฆษณาขนมขบเคี้ยวในรายการสำหรับเด็ก
2. งดการใช้เด็ก ตัวการ์ตูน ดารา-ผู้มีชื่อเสียงในโฆษณาขนมขบเคี้ยว
3. งดการส่งเสริมการขายทุกประเภท ห้ามโฆษณาของแถม – ของแจก และชิงโชค
4. ต้องมีคำเตือน “ไม่ควรบริโภคเกิน 2 ครั้ง ต่อวัน”


แนวปฎิบัติเกี่ยวกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็ก
แนวปฎิบัติต่อไปนี้ เป็นประเด็นเพิ่มเติมจากกฎหมายที่หน่วยงานภาครัฐบาล
ทั้ง 3 แห่งได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ใช้ในการกำกับดูแลโฆษณาในปัจจุบัน
1. ห้ามโฆษณาของแถมที่ติดมากับบรรจุภัณฑ์ ( On Pack) และกิจกรรมการส่งเสริมการขายในสื่อโทรทัศน์
2. ห้ามการโฆษณาแฝง อาทิ ให้ผู้ดำเนินรายการพูดเกี่ยวกับสินค้าหรือใส่เสื้อผ้าที่มีตราสินค้าในรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก
3. ห้ามแสดงการกระทำที่อาจทำให้เกิดการเลียนแบบและก่อให้เกิดอันตราย เช่น โยนขนมขึ้นฟ้าแล้วอ้าปากรับ
4. เพิ่มเติม Icon ส่งเสริมให้แปรงฟันหลังรับประทานขนม ลูกอม น้ำอัดลม
5. ใส่คำเตือนสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน

แนวทางการโฆษณาสินค้าสำหรับเด็ก

แนวทางการโฆษณาสินค้าสำหรับเด็ก

โดยที่จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณา ได้บัญญัติไว้ในข้อที่ 10 เกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กและผู้เยาว์ ความว่า
“ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันอาจมีผลเป็นอันตรายต่อเด็ก หรือผู้เยาว์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรือทำให้ขาดความรู้สึกผิดชอบ หรือโดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบุคคลดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือในการจูงใจโดยไม่สมควร”

ดังนั้น เพื่อให้สมาชิกมีแนวทางการโฆษณาที่ชัดเจนขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ความห่วงใยของประชาสังคมที่มีต่ออิทธิพลของการโฆษณาที่อาจมีผลกระทบต่อพฤติกรรมและทัศนคติของเด็ก และผู้เยาว์ สมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทยจึงได้กำหนดแนวทางการโฆษณาสินค้าสำหรับเด็กนี้ขึ้น โดยมีความเข้าใจเป็นที่ตกลงในเบื้องต้นว่า
1. เด็ก หมายถึงเด็กและผู้เยาว์ หรือบุคคลที่มีอายุระหว่าง 0-12 ปี โดยเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ว่าเป็นเส้นแบ่งของวุฒิภาวะความเป็นเด็กกับผู้ใหญ่
2. ผู้โฆษณาจะต้องระลึกอยู่เสมอถึงระดับความรู้ ประสบการณ์ และวุฒิภาวะของเด็กว่าเป็นกลุ่มที่มีความสามารถอย่างจำกัดในการประเมินความน่าเชื่อถือของการโฆษณา ผู้โฆษณาจึงต้องมีภาระความรับผิดชอบเป็นพิเศษในการปกป้องเด็กจากความคลุมเครือทั้งมวล
3. ด้วยตระหนักในจินตนาการอันไร้ขอบเขตของเด็ก ผู้โฆษณาจะต้องระมัดระวังที่จะไม่แสวงหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมด้วยการโฆษณาสร้างความคาดหวังอย่างไร้เหตุผลกับเด็ก
4. ผู้โฆษณาจะต้องตระหนักว่าเด็กเป็นวัยที่อาจเลียนแบบโฆษณาทั้งทางตรงและทางอ้อมซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กได้
5. แม้จะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามีปัจจัยหลายประการที่จะมีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมพฤติกรรมและทัศนคติของเด็ก แต่พ่อแม่และผู้ปกครองยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องมีความรับผิดชอบอย่างสำคัญต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก และต้องรับผิดชอบในการให้คำแนะนำ และแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง สมาชิกจะทำการส่งเสริมความสัมพันธ์นี้อย่างสร้างสรรค์

จากความเข้าใจและข้อตกลงเบื้องต้นดังกล่าว สมาชิกจึงพึงปฎิบัติในการโฆษณาสินค้าประเภทอาหารและขนมขบเคี้ยวที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและผู้เยาว์ ดังนี้
1. ต้องแสดงปริมาณสินค้าในโฆษณาอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ใช้ในโฆษณา โดยไม่สื่อสารทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมให้เกิดการบริโภคสินค้าที่โฆษณานั้นเกินพอดี
2. ควรโฆษณากระตุ้นในเกิดการบริโภคสินค้าพร้อมด้วยทัศนคติที่มุ่งต่อการมีสุขภาพที่ดี และการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม
3. การโฆษณาจะต้องสื่อสารอย่างชัดเจนว่าเป็นขนมขบเคี้ยวและไม่สื่อสารให้เข้าใจว่าสามารถบริโภคแทนอาหารประจำวันได้
4. ไม่ควรทำการโฆษณาโดยมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก เช่น เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ หรือความรุนแรง ก้าวร้าว
5. ควรกระทำการโฆษณาโดยพยายามให้มีเนื้อหาเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดมิตรภาพ ความปรองดอง ความสุภาพ ความสามัคคี ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย และการให้เกียรติผู้อื่น เป็นต้น
6. โฆษณาต้องไม่จูงใจในลักษณะที่ชี้นำให้เด็กรบเร้าให้พ่อแม่ผู้ปกครองซื้อสินค้าที่โฆษณาให้ กับเด็ก
7. โฆษณาต้องไม่ทำให้เด็กเกิดความเข้าใจว่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่ซื้อสินค้าที่โฆษณาเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่ดีกว่า ฉลาดกว่า หรือ ใจดีกว่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ยอมซื้อสินค้านั้น ๆ ให้
8. การโฆษณาที่มีการใช้ดารา นักร้อง นักแสดงมาเป็นตัวแสดง ดารา นักร้อง นักแสดงนั้นจะต้องเคยบริโภคสินค้าที่โฆษณานั้นมาก่อนและยังบริโภคอยู่ในขณะที่ยังมีการเผยแพร่โฆษณานั้นอยู่
9. ควรแสดงคำเตือนในโฆษณาให้เกิดการบริโภคอย่างเหมาะสม และควรใช้ภาษาที่เด็กสามารถเข้าใจได้ง่าย และมีลักษณะเหมาะสมกับสื่อโฆษณาแต่ละประเภท
10. การโฆษณาประเภทส่งเสริมการขาย (Sales Promotion) เช่น การแจกของเล่น ต้องเป็นเนื้อหาในการบอกเล่าในตอนท้ายโฆษณา ไม่ใช่นำการลดแลก แจก แถม มาเป็นการดำเนินเรื่อง

Monday, 13 August 2007

ทำอย่างไรจึงจะสามารถเข้าสู่อาชีพผู้กำกับหนังโฆษณาได้คะ

และวันนี้พี่นกกระสากำลังอยู่กับผู้กำกับหนังโฆษณาชื่อดังของเมืองไทยที่มีประสบการณ์ในการกำกับหนังมากกว่าสามร้อยเรื่องเชียวนะ พี่นกกระสากำลังอยู่กับพี่กิ๊ด หรือพี่จักรกฤษณ์ หวังพัฒนศิริกุลโดยนำคำถามของน้องจอม หรือน้องจอมขวัญ ภูมิจิตร ที่มีความฝันในอนาคตว่าอยากเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาจะต้องทำอย่างไรบ้างนะมาให้พี่กิ๊ด ผู้กำกับชื่อดังช่วยไขข้อข้องใจ

จอมขวัญ ภูมิจิตรม.6 โรงเรียนสายน้ำผึ้งตั้งคำถาม
ทำอย่างไรจึงจะสามารถเข้าสู่อาชีพผู้กำกับหนังโฆษณาได้คะ
ปัญหาน่าหนักใจในการกำกับหนังโฆษณาและวิธีแก้ไขของพี่ค่ะ
ถ้าเรียนจะต้องเรียนสาขาไหนถึงจะใช่...ที่สุดคะ

จักรกฤษณ์ หวังพัฒนศิริกุล
ผู้กำกับหนังโฆษณาตอบคำถาม
อย่างแรกพี่อยากให้น้องๆ เริ่มจากการฝึกงานใน AGENCYหรือด้าน MUSIC VIDEO ก่อน โดยสร้างผลงานของเราให้เตะตา CREATIVE DIRECTOR ให้เราสามารถเข้าทำงานในบริษัทโฆษณาได้ จากนั้นจึงค่อยเก็บเกี่ยวประสบการณ์ อย่างที่สองคือเรื่องฝีมือ คือต้องมีความสามารถในเรื่องภาพ หรือมุมมองต่างๆ อย่างผู้กำกับหลายคนก็เริ่มจากการเป็น ART DIRECTOR มาก่อนครับ และอย่างที่สามก็คือดวงครับ
ปัญหาที่สำคัญอย่างแรกก็คือตัวแสดง ถ้าตัวแสดงเล่นไม่ได้จริงๆ วิธีแก้ไขก็คือเปลี่ยนตัวเลยครับ โดยอาจปรับให้ไปเล่นเป็นตัวรองหรือตัวอื่นๆ ก็ได้ อีกปัญหาก็คือปัญหาเรื่องการSETTING เรื่องเสื้อผ้าก็เป็นปัญหารองลงไปอีกอันหนึ่งแต่ตอนนี้มีคอมพิวเตอร์มาช่วยก็สามารถแก้ไขหรือปรับปรุงได้เยอะครับ
พี่คิดว่าสาขาที่ใกล้เคียงที่สุดคงต้องเป็นสาขานิเทศศาสตร์หรือนิเทศศิลป์นี่หละครับ ที่สำคัญเราต้องดูตัวเองด้วยก่อนว่าเป็นคนที่ชอบดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือรึเปล่า ซึ่งพี่คิดว่าน้องๆที่จะมาทำงานด้านนี้ต้องเป็นคนที่สนใจสิ่งรอบตัวมากทีเดียวถ้าชอบด้านนี้อย่างจริงจัง ก็จะเป็นพื้นฐานประกอบวิชาชีพนี้ได้เป็นอย่างดี

ผึบ ผึบ ผึบ ผึบ ผับ ผับ ผับ ผับ กิ๊บ กิ๊บ ก๊าบ ก๊าบ ตอนนี้พี่นกกระสาก็ทำหน้าที่เรียบร้อยแล้ว น้องจอมและน้องๆ ที่สนใจอยากเป็นผู้กำกับก็ต้งอดใจหน่อยนะจ๊ะ ไม่ใช่ง่ายๆ ทีเดียว กว่าที่จะเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาได้ เพราะต้องอาศัยทั้งเวลาและความตั้งใจจริง แต่ถ้าน้องๆ มีความตั้งใจอย่างจริงจังแล้วล่ะก็... พี่นกกระสาก็รับประกันได้ว่าน้องๆ ก็จะสามารถโบยบินไปสู่การเป็นผู้กำกับเก่งๆ มีฝีมือแบบพี่กิ๊ดได้ เอาละวันนี้พี่นกกระสาก็ขอบ๊ายบายไปเหมือนเช่นเคยแล้วเจอกันนะหนู หนู

Link: http://www.bkkonline.com/indy/flyhi/5-jun-43.html

ประวัติธุรกิจโฆษณาไทยเบื้องต้น

ประวัติธุรกิจโฆษณาไทยเบื้องต้น
ธุรกิจโฆษณานับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญต่อ การพัฒนาสังคม และ ประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ การโฆษณาได้เป็นการสื่อสารที่เข้าถึง และ ใกล้ชิดกับ ประชาชนมากขึ้น ในทุกขณะราวกับเป็นส่วนหนึ่ง ของชีวิตประจำวัน ไปเสียแล้ว
หากจะมองย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 35 ปีก่อน… ธุรกิจโฆษณา ได้มีวิวัฒนาการมาพอสมควร นับจากสมัยหลังสงครามโลก การโฆษณาในยุคนั้นก็มี การโฆษณาผ่าน ทางหน้าหนังสือพิมพ์, โฆษณาในโรงภาพยนตร์, วิทยุส่วนการโฆษณา ทางโทรทัศน์เพิ่งจะเกิดขึ้นมาหลังสุด… ในสมัยนั้น การโฆษณานับว่าเป็นของใหม่ สำหรับประเทศไทย ผู้คนจึงยังไม่ค่อยเห็น ความ สำคัญของ การโฆษณาเท่าไรนัก แต่ในเรื่องของการตลาด… การโฆษณากับการขาย มีความ สำคัญ ดูจะเท่าเทียมกัน จะบอกว่าการขายสำคัญกว่าการโฆษณาก็ไม่ได้ หรือจะบอกว่า การโฆษณานั้น สำคัญกว่าการขายก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน ทั้งสองอย่างนี้ต้องไปด้วยกัน เพื่อจะได้ ทำให้สินค้า ไปสู่ประชาชนได้ดีที่สุด
จึงทำให้การโฆษณา มีการเจริญเติบโต ควบคู่ไปกับสังคมและเศรษฐกิจ ของประเทศชาติ มาตลอด นับจากอิทธิพลแนวความคิด ที่ได้รับมาจากกลุ่มประเทศทางตะวันตก โดยเฉพาะ ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้เข้ามาเผยแพร่การโฆษณาในสื่อของ "หนังสือพิมพ์ ที่นับว่า เป็นจุดเริ่มต้น ของการโฆษณาไทย
จากการเกิดขึ้นของหนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรก ด้วยความคิดของหมอบลัดเลย์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2384 หรือกว่า 160 ปี ที่แล้วมา พร้อมกับได้ปรากฏ ข้อความโฆษณาขึ้น เป็นครั้งแรกด้วย
ครั้นต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ได้ทรงนำเอาแบบอย่าง การ โฆษณาธุรกิจรถไฟ จากประเทศอังกฤษ มาดัดแปลงใช้กับกิจการโฆษณา ของรถไฟแห่ง ประเทศสยาม และกิจการอื่น ๆ จนประสพความสำเร็จอย่างมากมาย จนกระทั่ง ทรงเปิด ธุรกิจโฆษณา ขึ้นอย่างเป็นทางการโดยการตั้งบริษัท สยาม แอ๊ดเวอร์ไทซิ่งขึ้น และ ห้างนายเลิศ เป็นบริษัทแรกที่ทำการโฆษณา
หลังจากนั้น แบบแผนของการโฆษณาได้ถูกปรับปรุงแก้ไขให้ทันยุคทันสมัย และได้วิวัฒนาการ มาเป็นลำดับ แต่ต้องมาสดุดกับ การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (ราว พ.ศ. 2482 - 2488) ไปพักใหญ่ จนกระทั่ง เศรษฐกิจได้กลับฟื้นตัวขึ้นมาหลังสงคราม "การโฆษณา" จึงได้ หวนกลับคืน มาสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง
บริษัท โกร๊ก แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด (Groake Advertising Co., Ltd.) นับได้ว่าเป็น บริษัทโฆษณาท้องถิ่นอันดับแรกที่ได้ก่อกำเนิดขึ้น ตามมาด้วย บริษัท แกร้นท์ แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด (Grant Advertising Co., Ltd.) ของอเมริกา บริษัท คาเธ่ย์ แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด (Cathay Advertising Co., Ltd.) เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2496 ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น บริษัท เท็ดเบทส์ (ประเทศไทย) จำกัด (Ted Bates Thailand Co., Ltd.)
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่า สื่อที่ผลักดัน ให้การโฆษณารุดหน้าไป เป็นอย่างมาก ก็คือ การเกิดขึ้นของโทรทัศน์… ซึ่งได้เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณกว่า 50 ปีก่อน
ในสมัยนั้น โทรทัศน์เป็นของใหม่ที่กำลังแพร่หลาย ในประเทศตะวันตก แต่ในเมืองไทยมีเพียง ข้าราชการ กรมประชาสัมพันธ์ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น ที่เห็นความจำเป็นของการมีโทรทัศน์ จึงช่วยกัน โน้มน้าวชักจูงให้คณะรัฐบาลในขณะนั้นเห็นดีเห็นงาม ด้วยการเขียนบทความ เผยแพร่ และพูดตามที่ต่าง ๆ จนกระทั่งรัฐบาลเริ่มให้ความสนใจ จึงให้บริษัท PEY ได้มาทดลอง ฉายโทรทัศน์ให้คณะรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ชมเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 หลังจากนั้น จอมพล ป. จึงเห็นว่า… ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย จำเป็นที่จะต้อง มีโทรทัศน์ เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร ให้กับประชาชนได้รับรู้.!
จากนั้นมา จึงมีการทดลองส่งสัญญาณโทรทัศน์ ให้คนไทยได้รับชมกัน โดยบริษัทหนึ่ง จากประเทศอังกฤษในงานฉลองรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2495 ต่อมารัฐบาล ก็ได้ซื้อเครื่องส่ง มาไว้ใช้ในปี พ.ศ. 2496 และได้ฝึกเจ้าหน้าที่ไว้ปฏิบัติงานด้านโทรทัศน์ พร้อมกับได้ ทดลองแพร่ภาพออกไป ปรากฎว่าโทรทัศน์ได้กลาย เป็นสื่อที่สนใจของประชาชนมากมาย กระทั่งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 รัฐบาลได้จัดตั้ง บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ขึ้น เพื่อทำการแพร่ภาพในชื่อสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม และหลังจากนั้น โทรทัศน์ก็ได้มี พัฒนาการเรื่อยมาจนกระทั่งในปัจจุบัน ทั้งนี้ก็ได้ให้วันที่ 24 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันโทรทัศน์ไทยเป็นต้นมา
เมื่อโทรทัศน์ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ของประชาชนเป็นอย่างมาก ธุรกิจโฆษณา จึงได้เจริญรุดหน้า อย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้การโฆษณา เริ่มมีบทบาท มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ทางโทรทัศน์ ที่นอกเหนือไปจากการโฆษณาทางวิทยุและหนังสือพิมพ์ …
ในช่วงต้น ๆ มีบริษัท Production House อยู่เพียง 2 แห่ง ที่ดำเนินการถ่ายทำ ภาพยนตร์ โฆษณา ให้กับบรรดาเอเยนซี่โฆษณาต่าง ๆ คือ บริษัท สรรพสิริ จำกัด และ บริษัท อริยะภาพ จำกัด พร้อม ๆ กับได้มีบริษัทเอเยนซี่โฆษณาของญี่ปุ่น กำเนิดขึ้นคือ บริษัท ชูโอ เซ็นโก (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อปี พ.ศ. 2506 และนอกจากนั้น บริษัทเอเยนซี่โฆษณา ของคนไทย ก็ถือกำเนิดขึ้นมาอีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท ฟาร์อีสท์ แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด เมื่อปี พ.ศ. 2507 และบริษัทเอเยนซี่โฆษณา ของอเมริกา ชื่อ บริษัท แมคแคน-เอริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อปี พ.ศ. 2508 ก่อนที่จะมีการจัดตั้งสมาคมโฆษณาของไทยขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2509
ในช่วงนี้เองที่ได้ทำให้ธุรกิจโฆษณาของไทย ได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก และก้าวไกลไป กว่าเดิมมากขึ้นมีการพัฒนาทั้งในตัวกา รสร้างสรรค์ผลงานโฆษณา และบุคลากร เพราะคน หนุ่มสาวในยุคนั้น ต่างให้ความสนใจ ในอาชีพโฆษณากันเป็นอย่างมาก กระทั่งสืบเนื่องมา จนถึงปัจจุบันนี้…

Link: http://www.adassothai.com/about_att_01.html

สอนลูกบู๊ภัยหวาน รู้ทันเหลี่ยมขนมเด็ก

สอนลูกบู๊ภัยหวาน รู้ทันเหลี่ยม"ขนมเด็ก"
มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ร่วมกับแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดห้องเรียนพ่อแม่เรื่อง "ขนมเด็กไม่ใช่เรื่องเด็กๆ : เมื่อทุนนิยมแปลงร่างเป็นภัยหวานจ้องเล่นงานเด็ก" เพื่อให้ความรู้ในประเด็นขนมกรุบกรอบ กับสมาชิกเครือข่ายครอบครัวและผู้สนใจ ที่โรงแรมเอเชีย ผศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้จัดการแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ สสส. และอาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงปัญหาขนมเด็กในภาพรวมว่า ตอนนี้ปัญหาขนมเด็กกลายเป็นปัญหาของโลกาภิวัตน์ซึ่งนับเป็นเรื่องใหญ่และคุกคามคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งบริษัทขนมใช้วิธีการทำซองขนมให้เล็กลงและราคาถูก แต่สังคมยังไม่เห็นปัญหานี้ มักโยนบาปไปให้พ่อแม่จัดการเองผศ.ดร.วิทยา กล่าวว่า น่าเป็นห่วงเรื่องโฆษณาขนมเด็ก ซึ่งมีหลายรูปแบบและจูงใจเด็กให้อยากกินขนมได้มาก หลายประเทศมีมาตรการป้องกันโฆษณาสินค้าสำหรับเด็กอย่างเข้มงวด เช่น รัฐควิเบก ประเทศแคนาดา ห้ามโฆษณาจูงใจเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เนื่องจากเด็กยังตัดสินใจเองไม่ได้ โดยมีองค์กรของรัฐเป็นผู้ตรวจสอบ ส่วนปัญหาอีกประการหนึ่งคือ ฉลากโภชนาการบนซองขนมที่เข้าใจยาก ในบางประเทศ เช่น อังกฤษ ใช้ฉลากเหมือนไฟจราจร คือ สีเขียว เหลือง แดง เป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ว่า ควรกินขนมนั้นหรือไม่ ต่างกับประเทศไทยซึ่งยังไม่มีกฎหมายควบคุมเรื่องนี้ด้านนางฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องวัยอลวน และอดีตผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณามือรางวัล เล่าให้พ่อแม่ฟังถึงเล่ห์เหลี่ยมของโฆษณาว่า ต้องเริ่มตั้งคำถามว่าเคยเห็นโฆษณาชิ้นไหนที่บอกว่าขนมชนิดนั้นมีแป้งหรือน้ำตาลเท่าไหร่ โฆษณาเป็นเครื่องมือทางการค้าที่ใช้จิตวิทยาขั้นสูงในการสื่อสารกับผู้บริโภค โดยมีกฎว่าต้องทำให้ผู้ชมเชื่อให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องทำให้ชอบ หรืออย่างน้อยก็ต้องทำให้จำได้ ทุกวันนี้โฆษณาฉลาดขึ้นทุกวัน พ่อแม่ต้องเข้ามาช่วยลูกๆ ด้วย ต้องบอกกับลูกว่าโฆษณาไม่ใช่เรื่องจริง แค่ทำให้เราขำเท่านั้น เป็นการสอนลูกให้รู้เท่าทันโฆษณาสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Mother & Care กล่าวว่า พ่อแม่ทุกคนต้องเจอปัญหาเด็กกับขนม หากจะสอนเด็กต้องเสียสละด้วยการที่ตนเองต้องไม่กินขนมด้วย เพื่อให้เด็กเชื่อในสิ่งที่เห็นมากกว่าสอนอย่างเดียว ในฐานะคนทำสื่อ ตนมองว่าสื่อในบ้านเรายังขาดจรรยาบรรณ เนื่องจากต้องพึ่งพาผู้ประกอบการที่ต้องการกำไรสูงสุด ทุกวันนี้ในจอโทรทัศน์เต็มไปด้วยพิษภัยในแบบที่เราไม่รู้ตัว พ่อแม่ต้องตอบคำถามเวลาดูทีวีกับลูกพ.ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรมสุขภาพจิต แนะนำพ่อแม่ว่า พ่อแม่ควรสอนลูกตามความจริง โดยยอมรับว่าขนมอร่อยแต่ก็มีโทษมากมาย การสอนต้องสอนสม่ำเสมอ และสอนตั้งแต่ลูกเริ่มรู้ความ เพราะการควบคุมภายในตัวเด็กยังไม่ดีพอ พ่อแม่ซึ่งเป็นการควบคุมภายนอกจึงต้องเข้มแข็ง สอนให้ลูกรู้จักแยกแยะ พยายามคุยกันให้เป็นเรื่องง่ายๆ และสนุก พร้อมกับเปิดโอกาสให้เด็กสัมผัสกับสถานการณ์เสี่ยงอย่างพองามโดยอยู่ในสายตาของพ่อแม่ กว่าเด็กจะสามารถบังคับตนเองได้ต้องใช้เวลา 7-8 ปีเวลาลูกอยากกินขนมกรุบกรอบอาจให้กินได้นานๆ ครั้ง พร้อมกับสอนอย่างมีเหตุผลด้วย โดยเฉพาะเรื่องโฆษณา พ่อแม่อาจไม่ทราบว่าโฆษณาเป็นจิตวิทยาขั้นสูงที่เปลี่ยนความคิดคนได้ พ่อแม่ควรนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อลูกดูโทรทัศน์ เพื่อดูว่าลูกตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นอย่างไร และสามารถเตือนถึงสิ่งที่ควรระวังได้ นอกจากนี้พ่อแม่ไม่ควรใช้ขนมล่อใจให้เด็กทำดี เพราะจะแยกขนมออกจากเด็กยากเมื่อโตขึ้น

ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทตัวแทนโฆษณา

ภาควิชาการประชาสัมพันธ์
สาขาวิชาการโฆษณา

กิ่งแก้ว กังสดาลพิภพ : ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทตัวแทนโฆษณาและบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์โฆษณา ในการผลิตภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ที่ได้รับรางวัลแทคอวอร์ด(FACTORS AFFECTING CO-OPERATION BETWEEN ADVERTISING AGENCIES ANDPRODUCTION HOUSES IN PRODUCING TACT AWARDED TELEVISION COMMERCIALS)อ.ที่ปรึกษา : ดร.ม.ล.วิฏราธร จิรประวัติ. 118 หน้า ISBN 974-334-664-3
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษากระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทตัวแทนโฆษณาและบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์โฆษณา ในการผลิตภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ที่ได้รับรางวัลแทคอวอร์ด (2) ศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรค รวมถึงวิธีแก้ปัญหาในการทำงานร่วมกัน โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ 5 ท่าน ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา 5 ท่าน ผู้ดูแลการผลิตจากบริษัทตัวแทนโฆษณา 4 ท่าน ผู้ดูแลการผลิตจากบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์โฆษณา 5 ท่าน
ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทตัวแทนโฆษณาและบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์โฆษณา ในการผลิตภาพยนตร์โฆษณาที่ได้รับรางวัลแทคอวอร์ดนั้น ไม่มีความแตกต่างจากการทำงานร่วมกับบริษัทอื่นๆ ที่เคยทำงานร่วมกันมา ทั้งนี้ ในการทำงานร่วมกันจะเกิดปัญหาและความขัดแย้งน้อยมากและเป็นความขัดแย้งที่ไม่รุนแรง เนื่องจากมีการพูดคุยกันด้วยเหตุผล ซึ่งในการทำงานร่วมงานกันนั้นจะเริ่มต้นที่การมีแนวของต้นร่างภาพยนตร์โฆษณาที่สอดคล้องกับแนวการกำกับภาพยนตร์โฆษณาของผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา นอกจากนั้นแต่ละคู่ได้เคยทำงานร่วมกันมาเป็นระยะเวลานานแล้ว จึงทำให้รู้แนวทางการทำงานกันเป็นอย่างดีและพูดคุยกันรู้เรื่อง อีกทั้งทำงานร่วมกันเสมือนเป็นเพื่อนร่วมงาน มิได้เป็นการทำงานแบบผู้ว่าจ้างและผู้ถูกจ้างแต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญที่ทำให้แต่ละคู่งำานด้วยกันอย่างราบรื่น จนภาพยนตร์โฆษณาได้รับรางวัลแทคอวอร์ดนั้น คือการมีอิสระในการทำงาน การพูดคุย การแสดงความคิดเห็นและการได้รับอิสระในการทำงานจากบริษัทเจ้าของสินค้า นอกจากนั้น ปัจจัยภายในองค์กรก็มีส่วนผลักดันในการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นเช่นกัน

กิ่งรัก อิงคะวัต : รูปแบบการดำเนินชีวิต พฤติกรรมการบริโภค และพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของกลุ่มชายรักชาย (เกย์) ในเขตกรุงเทพมหานคร (LIFESTYLE, PURCHASING BEHAVIORAND MEDIA EXPOSURE OF MALE HOMOSEXUAL (GAY) IN BANGKOK METROPOLIS)อ.ที่ปรึกษา : รองศาสตราจารย์ ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ, 124 หน้า ISBN 974-333-070-4
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และหาความสัมพันธ์ของรูปแบบการดำเนินชีวิตพฤติกรรมการบริโภค และพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของกลุ่มชายรักชาย (เกย์) ในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นกลุ่มวัฒนธรรมย่อยกลุ่มหนึ่งในสังคม และมีขนาดเพียงพอที่เกิดเป็นตลาดทางธุรกิจได้โดยทำการวิจัย จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคคลชายรักชาย (เกย์) 300 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ปัจจัย และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปSPSS WINDOW ในการประมวลผล
ผลการวิจัยพบว่า
1. กลุ่มตัวอย่างชายรักชาย (เกย์) มีรูปแบบการดำเนินชีวิต 6 รูปแบบคือ
รูปแบบ MOMEY GAY LIFESTYLE
รูปแบบ OBVIOUSLY GAY LIFESTYLE
รูปแบบ CONSERVATIVE GAY LIFESTYLE
รูปแบบ NIGHT GOING GAY LIFESTYLE
รูปแบบ TRENDY GAY LIFESTYLE และ
รูปแบบ HEALTHY GAY LIFESTYLE
2. กลุ่มตัวอย่างชายรักชาย (เกย์) มีการใช้จ่ายเงิน และมีพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการในหมวดแฟชั่น และบันเทิงท่องเที่ยวสูง
3. กลุ่มตัวอย่างชายรักชาย (เกย์) มีพฤติกรรมการเปิดรับสื่อโทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ในระดับสูง ชื่นชอบรายการทางโทรทัศน์ คอลัมน์หนังสือพิมพ์ และนิตยสารประเภทบันเทิงในระดับสูงมีการเปิดรับข้อมูลด้านกิจกรรมเกย์ หรือสถานบันเทิงเกย์ จากสื่อประเภทบุคคล
4. กลุ่มตัวอย่างชายรักชาย (เกย์) มีความตระหนักมาก และระมัดระวังต่อประเด็นเอดส์สูง



จันทร์เพ็ญ ปริญญาวิวัฒน์กุล : การเปิดรับสาร การจดจำ และทัศนคติเกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าในกิจกรรมเกมทางรายการวิทยุของกลุ่มวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร (MEDIA EXPOSURE, PRODUCTRECALL AND ATTITUDE TOWARDS ADVERTISEMENTS IN RADIO GAME ACTIVITIES AMONGBANGKOK TEENAGERS) อ.ที่ปรึกษา : ดร.ม.ล.วิฏราธร จิรประวัติ, 126 หน้า
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการโฆษณาสินค้าในกิจกรรมเกมทางรายการวิทยุ ความ
สัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับสารการโฆษณาสินค้าในกิจกรรมเกมกับการจดจำเกี่ยวกับสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกม การเปิดรับสารการโฆษณาสินค้าในกิจกรรมเกมกับทัศนคติต่อสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกม การจดจำเกี่ยวกับสินค้ากับทัศนคติต่อสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกม และการเปิดรับสารการโฆษณาสินค้าในกิจกรรมเกมและการจดจำเกี่ยวกับสินค้ากับทัศนคติต่อสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกม โดยมีขอบเขตการวิจัยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอายุ 12-25 ปี ที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน
โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แนวคำถามการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ผลิตรายการเพลงและแบบสอบถาม ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าt-test และ One-way ANOVA ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบพหุ ซึ่งประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS
ผลการวิจัยจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพบว่า การโฆษณาสินค้าในกิจกรรมเกมมีจุดประสงค์เพื่อขายสินค้า และสร้างความสนุกสนานแก่ทั้งผู้เล่น และผู้ฟังเป็นหลัก โดยผู้ผลิตรายการจะไม่พยายามยัดเยียดรายละเอียด หรือการขายสินค้าที่มากเกินไปในกิจกรรมเกม เพื่อไม่ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่าย ซึ่งผู้ผลิตรายการมีความคิดเห็นตรงกันว่า รูปแบบของกิจกรรมเกมต้องมีความสัมพันธ์กับภาพลักษณ์ของสินค้าและมีการลงโฆษณาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิผลในการจดจำแก่ผู้ฟังรายการวิทยุ
ผลการวิจัยเชิงสำรวจจากแบบสอบถามพบว่า
1. กลุ่มวัยรุ่นที่มีเพศต่างกัน มีการเปิดรับสารจากสื่อวิทยุต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุ และการศึกษาต่างกัน มีการเปิดรับสารจากกิจกรรมเกมทางรายการวิทยุต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. การเปิดรับสารจากสื่อวิทยุและกิจกรรมเกม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจดจำชื่อกิจกรรมเกม ชื่อสินค้าและสโลแกนของสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. การเปิดรับสารจากสื่อวิทยุ ไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่อสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การเปิดรับสารจากกิจกรรมเกมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับทัศนคติต่อสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
4. การจดจำชื่อกิจกรรมเกม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับทัศนคติต่อสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่การจดจำชื่อสินค้าและสโลแกนของสินค้า ไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่อสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
5. การเปิดรับสารจากสื่อวิทยุและการจดจำชื่อกิจกรรมเกม ชื่อสินค้า และสโลแกนของสินค้าไม่สามารถอธิบายทัศนคติต่อสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การเปิดรับสารจากกิจกรรมเกมสามารถอธิบายทัศนคติต่อสินค้าที่โฆษณาในกิจกรรมเกม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

จิตเลขา สุขเสริมส่งชัย : การรับรู้และทัศนคติของผู้บริโภคสตรีที่มีต่อการแฝงสินค้าในนิตยสารสตรี(FEMALE CONSUMERS’ PERCEPTION AND ATTITUDE TOWARDS PRODUCT PLACEMENT INWOMEN MAGAZINE) อ.ที่ปรึกษา : อ.รัตยา โตควณิชย์, อ.ที่ปรึกษาร่วม : อ.วรวัฒน์ จินตกานนท์ ;215 หน้า ISBN 974-334-929-4
การวิจัยในครั้งนี้ แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การวิเคราะห์รูปแบบการแฝงสินค้าในนิตยสารสตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบของการแฝงสินค้าในนิตยสารสตรี โดยการวิเคราะห์ชิ้นงานการแฝงสินค้าอุปโภคบริโภคในนิตยสารปี 2542 ร่วมกับ การเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และส่วนที่ 2 คือ การวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาการรับรู้และทัศนคติของผู้บริโภคสตรีที่มีต่อการแฝงสินค้าในนิตยสารสตรี กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้แก่ ผู้หญิงอายุระหว่าง 18-25 ปี ซึ่งเป็นนักศึกษา และคนในวัยทำงานตอนต้น จำนวน 60 คน โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 20 คน แล้วใช้แบบสอบถามถามกลุ่มตัวอย่างหลังจากที่ได้อ่านนิตยสารข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ และ One-Way ANOVA เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของการรับรู้ และทัศนคติที่มีต่อการแฝงสินค้าแต่ละรูปแบบ
ผลการวิจัยพบว่า
1. การแฝงสินค้าอุปโภคบริโภคในนิตยสารสตรี ในช่วงปี 2542 มีจำนวนทั้งสิ้น 37 ชิ้นงานโดยแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ จากองค์ประกอบในการแฝงสินค้า คือ รูปแบบที่ 1 : การแฝงสินค้าที่มีเฉพาะภาพสินค้า จำนวน 7 ชิ้นงาน รูปแบบที่ 2 การแฝงสินค้า ที่มีภาพกับชื่อสินค้า และ/หรือโลโก้สินค้า ปรากฎอยู่ด้วย จำนวน 14 ชิ้นงาน รูปแบบที่ 3 : การแฝงสินค้าที่มีภาพ กับชื่อสินค้า และ/หรือโลโก้สินค้า และข้อความโฆษณา ปรากฎอยู่ด้วยจำนวนทั้งสิ้น 16 ชิ้นงาน ทั้ง 37 ชิ้นงานนี้ส่วนใหญ่ใช้การจัดหน้าแบบ ภาพเต็มหน้า นางแบบ/นายแบบถ่ายร่วมกับสินค้า และชิ้นงานส่วนใหญ่มักใช้นางแบบ/นายแบบเป็นผู้นำเสนอสินค้า
2. กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เกิดการรับรู้ในตราสินค้าที่ทำการแฝงสินค้าในนิตยสาร โดยมีจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่เกิดการรับรู้ในการแฝงสินค้ารูปแบบที่ 2 และ 3 มากกว่ารูปแบบที่ 1 เพียงเล็กน้อยซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
3. กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เข้าใจว่าการแฝงสินค้านี้คือ การโฆษณารูปแบบหนึ่งโดยเสนอขายสินค้าควบคู่ไปกับการถ่ายแฟชั่น
4. กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการแฝงสินค้ารูปแบบที่ 1 และ 3 มีทัศนคติที่เป็นกลางต่อการแฝงสินค้าในรูปแบบที่ 2 และค่าทัศนคติที่กลุ่มตัวอย่างมีต่อการแฝงสินค้าในรูปแบบที่ 2และ 3 นั้น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
5. กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าการแฝงสินค้าเป็นรูปแบบการโฆษณาที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี และนางแบบที่ใช้สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตราสินค้าได้ นอกจากนี้ การจัดหน้า การวางองค์ประกอบภาพ ตลอดจนการแฝงสินค้าให้กลมกลืนกับแนวความคิดในการถ่ายแฟชั่น เป็นสิ่งที่มีผลต่อทัศนคติด้วยเช่นกัน

ชนชญาน์ จันทร์ธิวัตรกุล : รูปแบบการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร (LIFESTYLES AND HEALTH PRODUCT CONSUMPTIONOF BANGKOK CONSUMERS) อ.ที่ปรึกษา : รองศาสตราจารย์ ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ, 143 หน้าISBN 974-333-943-4
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงรูปแบบการดำเนินชีวิต พฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร และศึกษาถึงความสัมพันธ์ของรูปแบบการดำเนินชีวิตกับพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพโดยทำการวิจัยเชิงสำรวจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คนทำการประมวลผลโดยโปรแกรม SPSS WINDOW ใช้สถิติการวิเคราะห์เชิงพรรณนา การวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย t-test และ ANOVA การวิเคราะห์ปัจจัย และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการวิจัยมีดังนี้
1. รูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร สามารถจัดแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มคือ กลุ่มปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพ กลุ่มคำนึงถึงสุขภาพ กลุ่มรักสวยรักงาม กลุ่มไม่ใส่ใจสุขภาพ และกลุ่มบั่นทอนสุขภาพ
2. พฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับต่ำและพบว่าแตกต่างกันตามลักษณะทางประชากร ในด้าน เพศ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และระดับการดูแลสุขภาพ แต่ไม่แตกต่างกันตามอายุ อาชีพ รายได้และสถานะสุขภาพ
3. รูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครที่ได้จากการวิจัยนี้ มีเพียง2 กลุ่ม ที่มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ได้แก่ กลุ่มปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพ (.131) มีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพประเภทอุปกรณ์เพื่อสุขภาพและกลุ่มละเลยสุขภาพ (.099) มีความสัมพันธ์กับการบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพประเภทอาหารเสริม เนื่องจากต้องการที่จะชดเชย ในส่วนของการกระทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ขาดหายไปเช่น การออกกำลังกาย การพักผ่อนที่เพียงพอ เป็นต้น ส่วนรูปแบบการดำเนินชีวิตกับทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ไม่พบความสัมพันธ์แต่อย่างใด

ชุรีพันธ์ สะวานนท์ : การใช้การจูงใจด้านความรู้สึกผิดในโฆษณาส่งเสริมสังคมทางโทรทัศน์ (THE USE OF GUILT APPEAL IN TELEVISION PUBLIC SERVICE ADVERSISING)อ.ที่ปรึกษา : รองศาสตราจารย์ ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ, 188 หน้า ISBN 974-333-262-6
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงวิธีการใช้ การประเมินประสิทธิผล และการวิเคราะห์ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดของการใช้การจูงใจด้านความรู้สึกผิดในโฆษณาส่งเสริมสังคมทางโทรทัศน์ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2539 - มิถุนายน 2542 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยในเชิงคุณภาพซึ่งเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิเคราะห์เนื้อหาและการสนทนากลุ่ม
ผลการศึกษาวิจัย พบว่า การใช้การจูงใจด้านความรู้สึกผิดในโฆษณาส่งเสริมสังคมทางโทรทัศน์นี้ มีความสอดคล้องเป็นไปตามแนวคิดของการใช้การจูงใจด้านความรู้สึกผิดในมุมมอง3 มิติ ซึ่งประกอบด้วย มิติที่ 1 มิติด้านการนำเสนอเนื้อหาเพื่อให้เกิดความรู้สึกผิด มิติที่ 2มิติด้านประเภทของความรู้สึกผิด และมิติที่ 3 มิติด้านระดับความรุนแรงของความรู้สึกผิด โดยที่ลักษณะของการใช้การจูงใจด้านความรู้สึกผิดที่พบมากที่สุดในภาพยนตร์โฆษณาส่งเสริมสังคม คือมิติที่ 1 เป็นการนำเสนอเนื้อหาโดยการแสดงตัวอย่าง มิติที่ 2 เป็นประเภทที่ผู้รับสารเกิดความละอายใจและต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานั้นๆ แต่ยังไม่กระทำในทันที และมิติที่ 3เป็นระดับความรุนแรงของความรู้สึกผิดในระดับปานกลางและระดับต่ำ
การใช้การจูงใจด้านความรู้สึกผิดนี้ ยังเป็นวิธีการหรือกลยุทธ์การโฆษณารูปแบบหนึ่งที่ช่วยสร้างความสนใจให้กับผู้รับสารกลุ่มเป้าหมายได้ดี โดยสามารถกระตุ้นให้ผู้รับสารเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมได้ อีกทั้งยังสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในสายตาของผู้รับสารได้อีกด้วย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของการใช้การจูงใจด้านความรู้สึกผิดโดยมีข้อจำกัด คือ ความแตกต่างและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งจะมีผลต่อประสิทธิผลในการสื่อสารกับผู้รับสารในแต่ละบุคคลได้ไม่เท่ากัน
นอกจากนี้ ยังได้พบว่า การใช้การจูงใจด้านความรู้สึกผิดในภาพยนตร์โฆษณาส่งเสริมสังคมที่เป็นการนำเสนอเนื้อหาเพื่อให้เกิดความรู้สึกผิดโดยการแสดงตัวอย่าง และมีระดับความรุนแรงของความรู้สึกผิดในระดับสูงนั้น จะทำให้ผู้รับสารเกิดการรับรู้และมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทันทีเมื่อได้รับสาร

ณัฏฐิกา ณวรรณโณ : ความเกี่ยวพันของผู้บริโภค การตอบสนองต่อโฆษณา และความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาร่างกายของผู้บริโภคชาย (CONSUMER INVOLVEMENT, ADVERTISINGRESPONSES AND PURCHASE INTENTION FOR MALE PERSONAL CARE PRODUCTS)อ.ที่ปรึกษา : อาจารย์ ดร.สราวุธ อนันตชาติ, 113 หน้า ISBN 974-334-777-1
การวิจัยเรื่อง ความเกี่ยวพันของผู้บริโภค การตอบสนองต่อโฆษณา และความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาร่างกายของผู้บริโภคชาย มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษา (1) ระดับความเกี่ยวพันของผู้บริโภคชายต่อผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาร่างกาย (2) ความสัมพันธ์ระหว่างความเกี่ยวพันของผู้บริโภคชายต่อผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาร่างกาย และการตอบสนองต่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และ (3) ความสัมพันธ์ระหว่างความเกี่ยวพันของผู้บริโภคชายต่อผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาร่างกาย และความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน(Multi-Stage Sampling) ซึ่งใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) สุ่มพื้นที่ที่ทำการสุ่มตัวอย่าง จากนั้นใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience Sampling)เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริโภคชาย จำนวน 425 คน ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ในการวิจัยมีทั้งสิ้น2 ชนิด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า และผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย
ผลการวิจัยพบว่า ระดับความเกี่ยวพันของผู้บริโภคชายต่อผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาร่างกายมีความแตกต่างกันในหลายระดับ และระดับความเกี่ยวพันของผู้บริโภคชายต่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว กับการตอบสนองต่อโฆษณามีความสัมพันธ์กันในทางบวก นอกจากนั้นระดับความเกี่ยวพันของผู้บริโภคชายต่อผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาร่างกาย และความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กันในทางบวกบางส่วน

ณิชกานต์ พรเลิศนครินทร์ : ปัจจัยด้านการสื่อสารการตลาดระหว่างองค์กรและพฤติกรรมการซื้อสินค้าทำความสะอาดของโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับมาตรฐาน (Business to Business Marketing Communication Factors and Cleaning Products Purchase of Standardized Food & Beverage Factories)อ.ที่ปรึกษา : รองศาสตราจารย์ ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ, 224หน้า ISBN 974-334-405-5
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) รูปแบบ หรือกิจกรรมทางการตลาดของสินค้าประเภทความสะอาดจากฝ่ายบริษัทผู้จำหน่ายสินค้าที่จำหน่ายสินค้าให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับมาตรฐานในปัจจุบัน (2) พฤติกรรมการซื้อสินค้าสำหรับทำความสะอาดของโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับมาตรฐาน (3) โรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับมาตรฐานตัดสินใจซื้อสินค้าทำความสะอาดโดยใช้ข้อมูลจากรูปแบบ หรือกิจกรรมทางการตลาดของบริษัทที่จำหน่ายสินค้าสำหรับทำความสะอาด ในลักษณะใด โดยมีวิธีการวิจัยในการศึกษาครั้งนี้ คือ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (Indepth Interview) สองฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายผู้ส่งสารซึ่งเป็นบริษัทผู้จำหน่ายสินค้าทำความสะอาด จำนวน 10 ราย และฝ่ายผู้รับสารซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับมาตรฐาน จำนวน 32 ราย รวมผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งสิ้น 42 ราย
ผลการวิจัย พบว่า
1. รูปแบบและกิจกรรมการตลาดที่บริษัทผู้จำหน่ายสินค้าทำความสะอาดใช้ทำการสื่อสารไปยังผู้รับสารที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในปัจจุบันนั้น ได้แก่ การเน้นการขายโดยบุคคล, การตลาดทางตรง, การโฆษณา, การส่งเสริมการขาย และการประชาสัมพันธ์ ตามลำดับ
2. พฤติกรรมการซื้อสินค้าสำหรับทำความสะอาดของโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มที่ได้รับมาตร-ฐานนั้น มีผู้ร่วมในการตัดสินใจด้วยกันหลายฝ่าย ได้แก่ ผู้ใช้ ผู้จัดการฝ่ายผลิตเจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมคุณภาพ (QC) วิศวกร ผู้บริหารระดับสูง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งขึ้นกับลักษณะการใช้งานและความซับซ้อนของหมวดผลิตภัณฑ์ ส่วนขั้นตอนของการซื้อสินค้าทำความสะอาดจะเริ่มจากการรับรู้ปัญหา การกำหนดรายละเอียดผลิตภัณฑ์ หาบริษัทผู้จำหน่าย พิจารณาบริษัทผู้จำหน่ายโดยการทดสอบตัวอย่างผลิตภัณฑ์และเปรียบเทียบราคาเลือกบริษัทผู้จำหน่าย และทำการสั่งซื้อ
3.ปัจจัยด้านรูปแบบและกิจกรรมการตลาดของผู้บริษัทผู้จำหน่ายสินค้าทำความสะอาดมีอิทธิพลต่อการพิจารณาสั่งซื้อสินค้าทำความสะอาดของโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับมาตรฐานทั้งในเชิงบวกและในเชิงลบ ซึ่งในเชิงบวก ทางโรงงานจะพิจารณาจากความเป็นมืออาชีพของพนักงานขายที่มีประสิทธิภาพ มีความรู้ความชำนาญ เข้าใจขั้นตอนการติดต่อสื่อสารกับทางโรงงานการให้การบริการที่ดี และการให้ข้อมูลรายละเอียดของสินค้าอย่างครบถ้วน ส่วนรูปแบบการติดต่อที่มีอิทธิพลต่อการพิจารณาซื้อสินค้าทำความสะอาดในเชิงลบ ได้แก่ การเข้ามาพบโดยไม่ทำการนัดหมาย การเสนอขายสินค้าโดยไม่เสนอผ่านตามกระบวนการจัดซื้อของโรงงาน ความบกพร่องเกี่ยวกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์ที่จะมานำเสนอ

ธีรดา ตันธรรศกุล : ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของกลุ่มผู้หญิงในเขตกรุงเทพมหานคร (KNOWLEDGE, ATTITUDE AND PURCHASING BEHAVIOR OFHOUSEBRAND PRODUCTS AMONG BANGKOK WOMEN) อ.ที่ปรึกษา : ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวัฒนา วงษ์กะพันธ์ ; 99 หน้า ISBN 974-334-774-7
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของกลุ่มผู้หญิงเขตกรุงเทพฯ ซึ่งข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้ได้มาจากแบบสอบถามจำนวน 385 ชุดจากกลุ่มตัวอย่างที่ไปจับจ่ายสินค้าในร้านค้าปลีก ค้าส่งที่มีสินค้าเฮ้าส์แบรนด์วางจำหน่าย และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (The One-Factor Analysis of Variance หรือ One-wayANOVA) และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Correlation) โดยมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลการวิจัยพบว่า
1. กลุ่มผู้หญิงที่มีลักษณะทางประชากรอันได้แก่ อายุ การศึกษา รายได้ แตกต่างกันมีทัศนคติต่อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ไม่แตกต่างกัน
2. พฤติกรรมการเปิดรับสารจากการไปร้านค้าปลีก ร้านค้าส่ง ไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้ที่มีต่อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
3. ความรู้ที่มีต่อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ ไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
4. ทัศนคติที่มีต่อสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05

Portfolio และคนที่มีโอกาสเดินบนเส้นทางนี้

เคยบอกไว้ในห้องตอนที่เข้าสอนว่าเส้นทางของครีเอทีฟ (จริงๆแล้วก็..หมายความรวมถึงงานด้านนิเทศศาสตร์เกือบทุกสาขา) อาจแตกต่างจากวิชาชีพด้านอื่นๆ ที่ผลการเรียนเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ตัวชี้วัดในการตัดสินใจที่บริษัทตัวแทนโฆษณาจะรับพวกคุณเข้าทำงาน สิ่งสำคัญกว่าคือตัวงานที่บ่งชี้ว่าคุณมีดีพอที่จะทำงานในเส้นทางนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกถ่ายทอดผ่านผลงานที่เรียกว่า Portfolio และคนที่มีโอกาสเดินบนเส้นทางนี้ ส่วนมากก็มักจะต้องผ่านการแข่งขันกันบนเวทีการประกวด Creative Workshop หรือ Campaign Contest (อาจไม่ต้องแสดงท่าทางแบบ AF แต่ความเข้มข้นในการตามฝันไม่ต่างกัน)
อ่านมาถึงตรงนี้ พวกที่อยู่ในห้องเรียนแล้วชอบหลับ หรือชอบขยับขอตัวไปดื่มน้ำปัสสาวะบ่อยๆ อาจทำหน้าเอ๋อ ..ขออธิบายสั้นๆพอเข้าใจว่า Creative Workshop หมายถึง การประกวดแข่งขันโจทย์งานสร้างสรรค์การโฆษณา(ส่วนมากเป็นเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ หรือStory board) เพื่อคัดตัวผู้เข้ารอบเข้าไปอบรมต่อ ก่อนจะสร้างสรรค์ผลงานโฆษณาจริงเพื่อประกวดแข่งขันในรอบสุดท้าย ส่วนCampaign Contest จะเป็นการประกวดแผนงานรณรงค์ ซึ่งถ้าเป็นแผนงานรณรงค์การโฆษณา ( Ad Campaign ) ก็จะต้องทำทั้งในส่วนของแผนทางการตลาด(การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการตลาด การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การกำหนดงบประมาณ) การสร้างสรรค์ผลงานโฆษณา การวางแผนสื่อโฆษณา ในระยะหลังมักเพิ่มเติมการสื่อสารแบบบูรณาการ ที่ไม่ผ่านสื่อสารมวลชน( Below the line) เข้าไปด้วย
การประกวดเหล่านี้ มักมาในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึง กันยายนของทุกปี จะมีงานประกวดแข่งขันชุกชุมมาก(เพราะเป็นช่วงใกล้ปิดงบฯ) เป็นสนามประลองอย่างดีสำหรับครีเอทีฟมือใหม่ที่อยากก้าวเข้าสู่วงการ .. เวทีประกวดเปิดกว้าง ให้พวกคุณได้มีโอกาส ถ้าเชื่อว่าตัวเองมีดีพอ อย่างในปี2550 นี้ มีงานประกวดที่น่าสนใจ ดังนี้ .... (คลิกที่ชื่องาน เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม)
- งานประกวด มือดี มีคนเห็น ชิงเงินรางวัลกว่า 6 แสนบาท จัดโดยบัตรเครดิต KTC และ FAT Radio
- งานประกวดสื่อรณรงค์ การใช้กระดาษจากไม้ปลูก จัดโดยกระดาษDouble A
- งานประกวด TOYOTA YARIS Seat Design / Marketing Contest ชิงเงินรางวัลกว่า 6 แสนบาท
- งานประกวด B.A.D. Student Workshop (รับโจทย์ที่หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต รัชดาภิเษก วันพุธที่ 18 กรกฎาคม สอบถามเพิ่มเติม 02-530-9300 ต่อ 25)
ไม่อยากใช้คะแนนเป็นเหยื่อล่อ สำหรับเด็กปี4 ส่วนปีอื่นๆอยากให้ลองดู ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณเกิดมาเพื่อที่จะทำงานด้านนี้ ..เป้าหมายมีแล้ว เส้นทางมีแล้ว เหลือแค่ไปให้ถึง ..นอกจาการเจอกันในClass ที่ผมสอนแบบไม่ค่อยเต็มคาบแล้ว เรื่องที่ผมพอจะช่วยพวกคุณได้ ก็คงเป็นเรื่องนี้
ขอให้พลังจงอยู่คู่กับคุณ : May the force be with you.
ก่อนจะก้าวสู่เวทีประกวด เปิดหู เปิดตาก่อนกับ..
การประกวดโฆษณาระดับโลกที่เมืองคานส์ปี 2007 ประกาศผลออกมาแล้ว โฆษณาไทยซึ่งได้รับการยอมรับระดับโลกมาหลายปีติดต่อกัน ปีนี้กวาดมา 12 รางวัล ได้รางวัลมากขึ้นแต่อันดับตกลง ในภาพรวมที่เคยได้รางวัลโกลด์จากโฆษณาโทรทัศน์และสิ่งพิมพ์ ปีนี้ได้สูงสุดแค่ซิลเวอร์ ขณะที่สื่อนอกบ้านและสื่อสมัยใหม่ ถือได้ว่ายังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับผลงานโฆษณาที่ได้รับรางวัล
- ชมตัวอย่างผลงานโฆษณา Grand Prix Winners ที่สุดของผลงานโฆษณาจากเมืองคานส์ปีล่าสุด
- เวบไซต์ทางการของการประกวดโฆษณาเมืองคานส์ ปี 2007
หมายเหตุ : ปี2006ประเทศไทยได้รางวัลGold Film :ภาพยนตร์โฆษณาชุด Love Story ของผลิตภัณฑ์Smooth E จากเจ๊ ยูไนเต็ด และ โฆษณา““โจร” “พายุ” และ“ล้อหลุด” ของผลิตภัณฑ์กรุงเทพประกันภัย จากครีเอทีฟ จูซ จีวัน รวมถึงรางวัลGold Print : สิ่งพิมพ์โฆษณาPantry Prisoner ของผลิตภัณฑ์Kodak จากโอกิลวีแอนด์เมเธอร์

สุทธิศักดิ์” นักโฆษณาผู้ใช้ชีวิตหลังความตาย สร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย “ความคิด”

สุทธิศักดิ์” นักโฆษณาผู้ใช้ชีวิตหลังความตาย สร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย “ความคิด”
รายการ “สุริวิภา” พุธที่ 11'10'49 ได้เจาะลึกเรื่องราวของ สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ ประธานกรรมการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ BBDO Bangkok นักโฆษณามือหนึ่งแห่งเอเชีย และ อันดับ 8 ของโลก ผู้สร้างสรรค์งานโฆษณาสุดเก๋ไก๋หลายชิ้นจนคว้ารางวัลระดับโลกจากเมืองคานส์มาได้สำเร็จ แต่เรื่องราวที่ อัดแน่นด้วยประสบการณ์หลากหลายของผู้ชายคนนี้ ยังมีให้ติดตามชมได้อีกมาก ทั้งเบื้องหลังการทำงานที่แทบจะต้องทิ้งชีวิต งานอดิเรกที่ระดมพลนักโฆษณาให้มารวมตัวกันอย่างบันเทิง ของสะสมล้ำค่าที่นำมาโชว์ในรายการ และการสร้างสรรค์งานโฆษณารายการ “สุริวิภา” ที่สุดเลิศ!!! สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ นอกจากคิดงานได้ใจสุดๆแล้ว เบื้องหลังชีวิตการทำงานก็สุดโต่งไม่แพ้กัน เขาเล่าว่า “ผมเคยคิดงานแบบทำงานไม่หยุดตลอด 24 ชม. จนเกือบตายมาแล้ว อาจจะเรียกว่า เป็น Workaholic ก็ได้ คิดเรื่องงานทั้งวัน คิดไปเรื่อย ไม่ว่าจะเป็นในห้องทำงาน กลับมาบ้านทานข้าวกับลูกกับภรรยา เพราะไม่อยากให้เขารู้สึกว่าผมทำงานหนัก แต่ก็ยังแอบคิดงานตลอด เวลานอนก็แอบคิดไม่ให้ภรรยารู้ ต้องแอบลุกขึ้นมาจดความคิดนั้นไว้ จนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว อยู่ๆ ก็ป่วย ชามือเท้าและชาไปหมดทั้งตัว สลับกับความเจ็บปวดทั่วร่างกายเหมือนมีเข็มนับพันๆเล่มทิ่มแทงทั้งตัว ไปหาหมอจึงได้รู้ว่า เป็นไวรัสทำลายเส้นประสาทไขสันหลัง ซึ่งถ้าไปหาช้าอีกนิดเดียวอาจตายได้ ความจริงผมไม่กลัวเพราะคิดว่าน่า จะหาย บอกกับพระเจ้าว่าถ้าที่ผ่านมาผมทำอะไรที่เห็นแก่ตัวเอง ไม่ได้ช่วยคนอื่นก็ให้อภัยผมด้วย ต่อไปนี้ผมจะมองตัวเองให้น้อยลง มองคนอื่นให้มากขึ้น จะช่วยคนที่ลำบาก โชคดีเจอคุณหมอที่เป็นเพื่อนพ่อ ต้องกินสเตอร์ลอยด์วันละเป็นสิบเม็ด 6 เดือนก็ค่อยๆ หาย เหมือนได้มีชีวิตหลังความตาย ก็เริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น อยากให้อะไรกับตัวเองมีความสุขและให้ผู้อื่นมากขึ้น เวลาทำงานก็จะคิดถึงความเป็นคน ว่าสำคัญมากกว่าสิ่งที่เราต้องการจากเขา” ถึงวันนี้ สุทธิศักดิ์ ไม่ได้ทำงานด้วยความเคร่งเครียดเช่นเมื่อก่อน มีความสุขกับการทำงาน การเล่นเทนนิส เล่นดนตรี และยังสะสมไม้เทนนิส ซึ่งได้นำไม้เทนนิสรุ่นคลาสสิคหลายรุ่นมาโชว์ รวมทั้งยังนำของสะสมอันแท้จริงมาให้ชมด้วย นั่นคือ “ความคิด” ที่สั่งสมเป็นระยะเวลานาน แล้วอยากนำออกมาถ่ายทอดจุดประกายให้กับนักศึกษาคนรุ่นใหม่ ได้ตระหนักว่าใครๆ ก็เป็นสามารถครีเอทีฟได้ ขอเพียงต้องเริ่มมีความคิด เริ่มรู้จักตั้งเป้าหมายและก้าวไปให้ถึง ในรูปแบบที่สามารถตักตวงและเก็บไว้ได้ซึ่งก็คือการถ่ายทอดไว้เป็นหนังสือนั่นเอง “สุริวิภา” ยังได้แอบแวบไปดูการรวมตัวของนักโฆษณามือหนึ่งจากหลายบริษัท ที่ไม่ได้มาสุมหัวคิดงาน แต่เป็นการรวมตัวกันเล่นดนตรีบรรเลงเพลงแนว Bossanova โดยมี ต่อ สันติศิริ รุ่นพี่ในวงการเป็นผู้เริ่มชักชวน จนตั้งวง Wednesday อย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีนักดนตรีครบทุกตำแหน่งพร้อมนักร้อง แต่ซ้อมกันมานาน 3 ปี เพิ่งมีโอกาสได้ออกงานเพียงครั้งเดียว ทั้งที่ฝีไม้ลายมือของแต่ละคนก็ไม่เบา ทำเอาหนูแหม่มขอร่วมวงเคาะเครื่องจังหวะไปกับเขาด้วย!!!
----------------------------------------------------------
จากคำถามง่ายๆของคนต่างชาติว่า “เมืองคุณยังขี่ช้างอยู่ใช่ไหม” ทำให้นักโฆษณาผู้นำทัพบริษัทให้คว้ารางวัลได้มากที่สุดในไทยขณะนั้นและกำลังเริ่มไต่เต้ากวาดรางวัลจากเวทีทั่วโลก ถึงกับอึ้งและตั้งปณิธานว่าจะต้องเอาชนะคว้า Gold Lion บนเวทีประกวดเมืองคานส์ให้ได้ ซึ่งเมื่อเทียบแล้วก็เหมือนกับรางวัลเหรียญทองโอลิมปิคเลยทีเดียว ถึงวันนี้ เขาไม่เพียงแต่จะสร้างงานโฆษณาจนคว้ารางวัล Gold Lion จากคานส์และคว้ารางวัลอื่นๆบนเวทีประกวดใหญ่ระดับโลกในหลายประเทศ เขายังได้รับเชิญให้เป็นผู้กล่าวปาฐกถาถึงเรื่องงานโฆษณาไทยบนเวทีเมืองคานส์อีกด้วย ทั้งหมดเกิดจากความรู้สึก “ไม่ยอมแพ้” ของเขา “สุริวิภา” พุธที่ 4 ตุลาคม ศกนี้ เจาะลึกเรื่องราวของ สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ ประธานกรรมการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ BBDO Bangkok ผู้เติบโตมากับความรู้สึกว่าต้องเป็นผู้ชนะเสมอ “ตั้งแต่เด็กผมจะคิดหาวิธีที่จะเอาชนะ ด้วยวิธีการที่น่าจะชนะเสมอ ด้วยความเป็นลูกคนกลาง พี่น้องทำอะไรได้ผมก็ต้องหัดทำให้ได้ดีกว่า เล่นแก่นๆแผลงๆตามประสาเด็กก็หาทางเอาชนะคนอื่น เช่น เอาใบมีดโกนติดเชือกป่านว่าวไปตัดคนอื่น เอาเครื่องตีไข่ของแม่มาปั่นน้ำให้เป็นน้ำมัน หาเทคนิคการตีปิงปองให้ชนะคนอื่น ครูสั่งให้วาดภาพก็เลือกเทคนิคสีน้ำมันให้โดดเด่นกว่าคนอื่น เป็นความรู้สึกชอบเมื่อมีคนอึ้งและชื่นชมในสิ่งที่เราทำ จนติดเป็นนิสัย เด็กๆ อยากเป็นจิตรกรมาก คุณแม่พาขับรถไปแถวสี่พระยา ชี้ให้ดูศิลปินไส้แห้งผอมโซ เลยเบนเข็มและสอบติดสถาปัตย์ จุฬาฯ แต่ช่วงเรียนก็ไปสนิทกับเพื่อนคณะนิเทศฯ เลยสนใจงานโฆษณา จบมาลองไปสมัครที่เดนท์สึ เขาให้คิดภาพที่สื่อความหมายว่ารถคันนี้นุ่ม ปรากฏโดนใจเขาเลยได้งาน จากคนวาดภาพประกอบงานโฆษณา ด้วยความที่ไม่ได้เรียนมาทางโฆษณาโดยตรง ผมจึงต้องพยายามหาหนังสือประเภท How-To มาอ่านเยอะมาก และยึดถือ คุณต่อ สันติศิริ คุณภาณุ อิงคะวัต เป็นแบบแผนในฐานะผู้บุกเบิกโฆษณาในยุคโมเดิร์น พอดีไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งเลยอยากทำงานกับโอกิลวี่มาก เพราะเชื่อว่าเขาเป็นปรมาจารย์ด้านงานโฆษณา ในที่สุดได้มาเป็นครีเอทีฟ อาร์ตไดเร็คเตอร์ ก็อปปี้ไรเตอร์ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ โตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความตั้งใจในเป้าหมายว่าเราจะต้องเรียนรู้ ต้องใช้ความพยายามให้มากที่สุดให้ดีที่สุด เพราะที่นี่ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้เก่งไม่เด่นเลยนะ ยังมีคนเก่งกว่าเราอีกมากมาย เราต้องเอาชนะเขาให้ได้ พยายามทำงานให้ได้รางวัลมากขึ้นๆ แต่ยังรู้สึกว่าไม่ใช่ ตัวเองเป็นคนทะเยอทะยานสูงมาก เป็นคนที่กล้าเดินเข้าไปขอเลือกทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับเจ้านาย ช่วงนั้นเจ้านายจะเปิดบริษัทลูก Result Advertising ภรรยาก็ช่วยตัดสินใจให้ไป ผมวางเป้าหมายของบริษัทเลยว่า จะต้องเอาชนะโอกิลวี่ ให้บริษัทโด่งดังที่สุด ให้ได้รางวัลมากที่สุดในประเทศ เพราะงานครีเอทีฟโฆษณาวัดกันที่รางวัลจากการประกวดจากทั่วโลก” งานของรีซัลท์ฯ จึงเต็มไปด้วยวิธีคิดที่แตกต่าง ไม่เคยมีใครทำ ทดลองใส่หลายๆอย่างลงในหนังโฆษณา ชุดที่สร้างความฮือฮามากคือ แบล็คแคท ชุดไอ้ฤทธิ์กินแบล็ค ชนะการประกวดทั่วโลก สร้างความสำเร็จให้กับลูกค้า แล้วยังทดลองทำต่อเรื่อยๆ เป็นชุดกระสือ สิงห์คะนองนา สปายไวน์ คูลเลอร์ –บอยไม่ดื่ม ซึ่งก็มีเหมือนกัน งานที่โดนต่อต้านวิจารณ์อย่างแรง ที่รู้ว่าล้ำเส้นศีลธรรมจริยธรรมของไทยไป จึงหันกลับมาใช้งานสูตรสำเร็จ ซึ่งก็คว้ารางวัลได้ตามสูตร ทำให้มีอยู่ปีหนึ่งที่กวาดรางวัลมากที่สุดในไทย “ถึงจุดนั้น ผมไม่ได้มองแค่รางวัลในระดับไทยและเอเชียเท่านั้น บังเอิญว่าบริษัท BBDO ติดต่อทาบทามมานานแล้วถึง 2 ปี ภรรยาก็บอกให้ผมลองไปคุย อย่าเพิ่งละทิ้งโอกาส ปรากฏว่าผู้ใหญ่น่ารักมาก คุยกันสนุกถูกคอ จึงตัดสินใจมา แล้วก็เริ่มตั้งเป้าให้ถึงระดับโลก ต้องการเป็นหนึ่งในเอเยนซี่ที่ดีที่สุดของโลก และยิ่งมีแรงผลักดัน ที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมประชุมที่เมืองคานส์นำผลงานที่เราได้รางวัลไปโชว์ แล้วมีฝรั่งที่นั่งข้างๆ หันมาถามว่า บ้านยูยังขี่ช้างกันอยู่ใช่ไหม จากที่นั่งยืดก็หดเหลือนิดเดียว เขายังไม่รู้จักเราดีแล้ว ตั้งแต่นั้นคิดว่าต้องทำให้ต่างชาติรู้จักเมืองไทยให้ได้ จะต้องคว้ารางวัลสูงสุดของที่นี่เพื่อประกาศชื่อประเทศไทย บอกกับลูกน้อง 70 กว่าคน โน้มน้าวเขาให้รู้ว่า ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร ไม่สำคัญว่าคุณจะเก่งจะดีแค่ไหน แต่สำคัญว่าอยากเป็นอะไร” ด้วยแรงผลักดันที่อยากเป็นคนไทยที่นานาชาติยอมรับ โฆษณาครีมลบรอยย่น ชุดมนุษย์สะดือ ก็คว้ารางวัล Gold Lion บนเวทีประกวดเมืองคานส์ได้สำเร็จ “ผมรู้สึกดีใจมาก แต่ไม่ใช่ดีใจที่ได้รางวัลโกลด์ ดีใจว่าคนที่เคยถามผมว่าเมืองไทยยังขี่ช้างกันอยู่หรือเปล่า ถ้าเขาได้ดู ก็จะรู้แล้วว่าไทยแลนด์ทำหนังโฆษณาเป็นและได้รับการยอมรับจนได้รางวัลด้วย” หลังจากนั้น เขาก็ยังนำทัพทีมชาติไทยคว้ารางวัลใหญ่ๆ ระดับโลกมาอีกมากมายอย่างไม่หยุดหย่อน จนทำให้ BBDO Bangkok เป็นบริษัทอันดับ 8 ของโลก ด้วยความรู้สึกที่ว่า ยังมีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เสมอ โดยมีภรรยาอยู่เคียงข้างให้กำลังใจ