Showing posts with label Advertising WORK. Show all posts
Showing posts with label Advertising WORK. Show all posts

Wednesday, 23 April 2008

ป้าขายกล้วยแขกคนหนึ่ง กิจการเริ่มขยับขยายจึงเกิดประกายความคิดวาบขึ้นมาว่า อยากทำหนังโฆษณากับเขาซักเรื่อง

เรื่องย่อ : ป้าขายกล้วยแขกคนหนึ่ง กิจการเริ่มขยับขยายจึงเกิดประกายความคิดวาบขึ้นมาว่า อยากทำหนังโฆษณากับเขาซักเรื่อง ก็เลยเดินดุ่มๆ เข้าไปหาเอเจนซี่โฆษณา เรื่องราวหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร? หนังโฆษณากล้วยแขกของป้าจะสำเร็จหรือไม่? โปรดติดตาม...
หมายเหตุ : ภาษาอังกฤษที่เข้ามาบ่อยๆในนี้ เป็นศัพท์แสงที่ใช้กันเป็นปกติในวงการโฆษณา เพื่อให้เข้าถึงรสชาติของวงการนี้ เราจึงขอใช้ทับศัพท์บ้างในบางคำ และงานโฆษณา ทั้งหมดที่เราหยิบยกมานำเสนอในคอลัมน์นี้เป็นตัวอย่างงานโฆษณาที่เราชื่นชมจนต้องยกมาพูดถึง ไม่ใช่งานโฆษณาที่เรามีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใด จึงขอทำความเข้าใจมาในโอกาสนี้ ตัวละคร Advertising Story

1. ลูกค้า(ป้าขายกล้วยแขก)
เป็นเจ้าของกิจการ เป็นผู้ที่รู้สึกดีที่สุดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตนเอง
2. Account Executive (AE)
ฝ่ายประสารงานลูกค้า ติดต่อประสานงานระหว่างลูกค้ากับทีมครีเอทีฟ มีความอดทนสูง สามารถไกล่เกลี่ยเรื่องราวข้อพิพาทได้ดี มีไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศ

3. Strategic Planner
เป็นผู้วางกลยุทธ์ทางการตลาดและการโฆษณา จับประเด็นเก่ง รู้ข้อมูลของโลกกว้างและนำมาประมวล ประยุกต์ ประติดประต่อ ประสมกันจนออกมาเป็นโจทย์ได้

4. Creative Director (CD)
หัวหน้าของครีเอทีฟในกลุ่ม คิดและคัดไอเดียดีๆ มาปั้นให้เป็นตัวเป็นตน ประสบการณ์สูง เก่ง คม รสนิยมดี ตาแหลมเลือกงานเป็น ตบที่เดียวอยู่
5. Copywriter
ผู้เขียนคำโฆษณา คิดงานกับอาร์ตไดฯ ดูแลเรื่องคำพูด ข้อความต่างๆ และเสียงทั้งหลายที่ปรากฏในโฆษณา รับหน้าที่เขียนสปอตวิทยุด้วย รักตัวหนังสือ มีความสุขกับการเขียน บางรายมีวาทศิลป์เป็นเลิศ บางรายก็พูดน้อย ใช้ ‘ปาก’ กาพูดแทน

6. Art Director
ผู้กำกับศิลป์ คิดงานกับก๊อบปี้ฯ ดูแลเรื่องภาพทั้งหนังและพรินต์แอด (โฆษณาสือสิ่งพิมพ์) รสนิยมทางศิลปะเลอเลิศ ส่วนใหญ่ขี้แต่งตัว ศึกษางานอาร์ตเยอะ มีความสุขกับการทำภาพ ขยัยไปมาได้ทั้งวัน สเกลระดับ 1 มม. โย้ซ้ายย้ายขวา สำรับพวกเขามันมีผลต่อชีวิตมาก


7. Producer
ผู้ดูแลทางด้านการผลิ มีทั้งหนัง พรินต์แอด และสปอตวิทยุ ไม่รังเกียจชีวิตที่ยุ่งเหยิง สามารถรับโทรศัพท์ได้ทุกที่ทุกเวลา ตั้งแต่ในส้วมยันบนเตียง คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง เป็นนักจัดการตัวยง มีความรู้ด้านโปรดักชันท่วมหัว
8. Director
ผู้กำกับ รับสตอรี่บอร์ดต่อมาจากทีมครีเอทีฟ แล้วคิดวิธีเล่าให้น่าสนใจที่สุด ดูหนังเยอะ เป็นนักเล่าเรื่องตัวยง สามารถเล่าเรื่องจืดๆ ให้น่าสนใจ และเล่าเรื่องที่น่าสนใจให้จี๊ด!

9. ทีมงานของ Production House
เตรียมงานด้านการผลิตทั้งหมด มีมากมายตั้งแต่โปรดิวเซอร์, ฝ่ายอาร์ต, พร็อพ, เสื้อผ้า, แคสติ้ง, โลเคชัน, แต่งหน้า, ทีมไฟ, ทีมฉาก, ผู้ช่วยผู้กำกับ, ตากล้อง, ฯลฯ ทำงานอย่ามืออาชีพสุดๆ

10. Editor
ผู้เอาฟุตเทจทั้งหมดที่ถ่ายทำมา มาเรียงร้อยเข้าด้วยกันจนเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ดูหนังเยอะ เป็นนักสังเกตอารมณ์, จังหวะ และรายละเอียดของหนังชั้นอ๋อง
11. Post Production
ทีมงานทางด้านคอมพิวเตอร์ช่วยทำในสิ่งที่เคย ‘คร่าว’ ให้กลายเป็นสมบูรณ์แบบ มีความละเอียดสูง เป็นนักประดิดประดอย พูดน้อย นั่งนานๆ ในห้องมืด ได้โดยไม่บ่น


12. คนห้องเสียง
ผู้ใส่เสียงทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในหนังโฆษณาที่ไม่ได้ซิงก์ซาวนด์ตอนถ่าย ละเอียด หูดี รู้เรื่องเพลงและอารมร์ของหนัง ขยันใส่ซาวนด์เอฟเฟกต์ สนุกกับเสียง


ต่อไปนี้คือเรื่องราวของกว่าจะมาเป็นงานโฆษณากล้วยแขกของป้า


1. Start คุณป้าลูกค้าเดินเข้ามาคุยกับ AE และ Planner


--------------------------------------------------------------------------------


4. Think ทีมครีเอทีฟก็เริ่มนั่งคิดกันหัวฟูทั้งอาร์ตไดฯ, ก็อบปี้, ซีดี ในช่วงเวลาที่กำหนด


--------------------------------------------------------------------------------


7. Produce ถ้าลูกค้าซื้อก็เดินหน้าต่อไป คุยกับโปรดิวเซอร์เพื่อช่วยกันหาผู้กำกับที่เหมาะกับบอร์ดนี้ (แต่ถ้าลูกค้ายังไม่ถูกใจ ต้องกลับไปขั้นตอนที่ 4 อีกครั้ง)


--------------------------------------------------------------------------------


10. ทีมงานของโปรดักชันเฮาส์ วิ่งวุ่นหาสถานที่ถ่ายทำ ตัวแสดง เสื้อผ้า สารพัด


--------------------------------------------------------------------------------


13. Edit เอาวัตถุดิบที่ถ่ายทำมา ส่งต่อให้ Editor เพื่อทำการร้อยเรียงให้เป็นเรื่องราว


--------------------------------------------------------------------------------


16. Final Mix ทำเสียงขั้นตอนสุดท้าย รวมเพลงประกอบ เอฟเฟกต์ เสียงโฆษกเข้าด้วยกัน จนเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์ คุณป้าลูกค้ามาดูเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าโอเคก็ออกอากาศ (ถ้าไม่โอเค กลับไปขั้นตอนที่ 15 หรือไม่ก็ 16)



2. เขียน Brief AE กับ Planner รวบรวมข้อมูลของสินค้าและการตลาดมาคิดให้เป็นโจทย์โฆษณา


--------------------------------------------------------------------------------


5. Internal ทีมคิดกันเสร็จแล้ว ได้ไอเดียเจ๋งๆ มาจำนวนหนึ่ง ก็จะมาเล่าให้ AE กับ Planner เพื่อเช็กความถูกต้อง ว่าตอบโจทย์หรือไม่ อย่างไร


--------------------------------------------------------------------------------


8. เล่าสติรี่บอร์ดให้ผู้กำกับฟัง เพื่อทำความเข้าใจในสินค้า และจุดประสงค์ของโฆษณาชิ้นนี้


--------------------------------------------------------------------------------


11. Pre-Production ครีเอทีฟและผู้กำกับนำของทั้งหมดทั้งมวลมาเสนอกับคุณป้า ลูกค้าว่าโอเคไหม? ถ้าโอเคก็เดินหน้าต่อ (ถ้าไม่โอ ก็ต้องกลับไปขั้นตอนที่ 9 หรือ 10 อีกครั้ง)


--------------------------------------------------------------------------------


14. Dubble Head จับหัวเอเจนซี่+โปรดักชันเฮาส์ ปะทะเข้ากับลูกค้า เป็นสองหัว เพื่อดูว่าถูกใจหนังที่ตัดออกมาหรือเปล่า? (ถ้าไม่ถูกใจกลับไปขั้นตอนที่ 13 ถ้าซวยมากอาจต้องกลับไปขั้นตอนที่ 12 บรื๋ววววว)


--------------------------------------------------------------------------------


17. On Air โฆษณากล้วยแขกของคุณป้าได้ออกสู่สายตาสาธารณชนเสียที แฮ่กๆๆ ...

แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากคือ เราก็ได้อย่างใจที่เราต้องการ

พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู The Film Factory
Individual Style Production House

The Film Factory จัดเป็น Production House ที่ยืนระยะมากว่า 15 ปี แต่มีการเติบโตแบบพิเศษเฉพาะตัว ...ผู้กำกับซึ่งเปรียบเสมือน Product ของ Production House แห่งนี้จะมี Individual Style ของตัวเองที่แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งกว่า Brand Film Factory เองเสียอีก คอลัมน์ Ad & Pr. Inc. ในฉบับนี้จึงเข้าไปพูดคุยกับคุณพงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู หรือที่ในวงการเรียกกันว่า พี่หนังŽ ผู้ก่อตั้ง Production House แห่งนี้ขึ้นมาพร้อมกับทิศทางทางด้านธุรกิจ Production House ที่จะเป็นไปในอนาคต...



Film Factory

ก่อนที่จะมาเป็นบริษัท Film Factory นั้น คุณพงศ์ไพบูลย์ จัดได้ว่าเป็น ครีเอทีฟคนแรกๆ ในวงการที่กระโดดมาเป็นผู้กำกับหนังโฆษณา ด้วยการเริ่มเป็นครีเอทีฟในเอเยนซี แคนยอน ต่อมาก็มาเป็นครีเอทีฟที่ เจ.วอลเตอร์ ธอมสัน ก่อนที่จะจับพลัดจับผลูมาเป็นผู้กำกับนั้นคุณพงศ์ไพบูลย์กล่าวว่า ในยุคหนึ่งเมื่อสมัยที่ผมเป็นครีเอทีฟ การทำหนังหรือถ่ายหนังโปรโมชั่นแถมของซึ่งเป็นหนังที่มีงบประมาณน้อย คือใช้กันแค่ 3-4 เดือนแล้วก็ทิ้ง ไม่ได้มีงบประมาณเยอะ ก็จะถ่ายด้วยวิดีโอกัน สมัยนั้นมันมี VPC ก็เป็นแค่ Post Production House อยู่ และเราก็ใช้สำหรับถ่ายพวกวิดีโอ โปรดักชั่นทั้งหลาย... ผมด้วยความที่ ไม่ได้คิดอะไรคิดเพียงว่า หนังเล็กๆ แบบนี้เราไม่อยากให้เขากำกับ ผมก็กำกับเอง และพอดีคุณแดง (ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ฟิล์มแฟคฯ) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ที่เจฯ ก็เป็นตากล้องมาก่อน รู้เรื่องถ่ายหนังรู้จักเรื่องไลท์ติ้ง ส่วนผมมากำกับแล้วกัน ก็กำกับงานตัวเองนั่นแหละ ทำแล้วก็สนุกดีไม่ได้มีอะไรยากเย็น แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากคือ เราก็ได้อย่างใจที่เราต้องการ แล้วตอนนั้นโปรดักชั่นของหนังโปรโมชั่นมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในช่วงนั้น แล้วก็พอดีผมมาทำแคมเปญลักส์ จะ Relaunce แคมเปญใหญ่จะใช้ดารา 3 คนมาประกบกัน มีคุณจินตรา คุณใหม่ คุณจารุณี เราก็มองหาผู้กำกับอะไรที่มันฉีกแหวกแนวไปจากเดิมๆ เผอิญได้ไปเห็นหนังสือ 4A ของฮ่องกงที่ลงผลงานของผู้กำกับโฆษณาเห็นงานหลายชิ้นของผู้กำกับ Louis Ng (หลุยส์ อึง) แห่งบริษัท Film Factory ที่ฮ่องกงก็จ้างเขามากำกับและก็เริ่มสนิทกัน พอเขามากำกับหนังเรื่องที่ 2 ก็เริ่มสนิทมากขึ้นแล้วก็ให้เขาวิจารณ์หนังที่เรากำกับ เวลาทำหนังโปรโมชั่นเรื่องต่อไปเราจะได้แก้ไข...เขาเอากลับไปดูที่ฮ่องกงก็บอกว่าคุณทำได้เลยนะคุณมีเซนส์ของผู้กำกับ น่าจะเปิดบริษัททำโปรดักชั่นเฮ้าส์ นั่นคือการเริ่มต้นธุรกิจ ก็เลยมาเปิดเป็น Film Factory ประเทศไทยŽ ในยุคนั้นจะมี Production House ดังๆ อยู่หลายเจ้าไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่คือ สยามสตูดิโอ, P&C, AV Craft, Gray Scale โดย Film Factory ก็เริ่มดำเนินงานซึ่งในช่วงแรกๆ ที่เปิดนั้นคุณพงศ์ไพบูลย์ เล่าว่า ผมไม่ใช่นักธุรกิจ ช่วงแรกที่เปิดจะถ่าย Pack Shot ก็ต้องเอากระโจมมากางเต็นท์ เพราะไม่มีโรงถ่าย ร้อนก็ร้อน แอร์ก็ไม่มี มุดกันอยู่ในนั้น ไฟถ่ายหนังก็ร้อน มีพนักงานอยู่ 7 คน เริ่มแรกๆ ก็ไปสิงสถิตอยู่ที่แมคโดนัลด์ อัมรินทร์ พลาซ่า นั่งแล้วก็โทรศัพท์ติดต่อเอเยนซีและคนที่รู้จักแล้วก็เริ่มของานเขามาทำ ก็โชคดีที่มีคนที่รู้จักกันเก่าๆ โยนงานมาให้ทำ เช่น บางกอกโพสต์เรื่องแรกก่อนชุดภุชงค์ ฟิล์มสีฟูจิ ชุดเด็กนักเรียนจะลาจากกันแล้วมาถ่ายรูปที่ระลึก งานพอออกไป 2-3 เรื่องแรกแล้วมีคนถามถึงติดกัน 3 เรื่องมันก็เริ่มติดตลาด คนก็เริ่มหา ช่วงปีแรกๆเราก็ทำเต็มที่เรียกศรัทธาก่อน ไม่ค่อยได้กำไรหรอก ช่วงสร้างชื่อเราก็ยอมที่จะทำให้ ปีแรกๆก็ค่อนข้างเหนื่อยŽ

Frame

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Film Factory เติบโตมาได้อย่างมั่นคงก็อาจเป็นเพราะวิธีคิดงาน เพราะเริ่มต้นกันมาจากสายครีเอทีฟโฆษณา ... สมัยก่อนมันยังไม่มีการตีโจทย์ สมัยผมเป็นครีเอทีฟไปหาโปรดักชั่นเฮ้าส์ในยุคนั้น ยกเว้นสยามสตูดิโอที่คุณคฑา สุทัศน์ ณ อยุธยา แกช่วยคิดซึ่งเป็นที่เดียว แต่เฮ้าส์ อื่นๆ คุณต้องไปแบบมีเฟรมซึ่งต้องแม่นมากๆ เพราะเขาจะถ่ายตามเฟรมเลย Storyboard นี่คือ Blue Print เลยนะ เขาแปะ Storyboard คุณข้างฝาเลย ถ่ายเฟรมนี้เสร็จก็ขีดกาเลย...เพราะฉะนั้นมันถึงได้ว่าเฮ้าส์สมัยก่อนจึงเหมือนกับว่ามีราคาประมูล เพราะเขาตีราคาเหมือนว่าต้องใช้เสาเข็มกี่ต้นต้องใช้ปูนกี่ถุง เพราะทุกเฮ้าส์จะตีราคาตาม Storyboard หมดเลย ลูกค้าก็จะเลือกเอาเจ้าไหนถูกกว่ากัน ไม่มีการเอาบอร์ดมาตีโจทย์เพื่อทำเรื่องให้มันดีขึ้น มันจะไม่มีขั้นตอนแบบนั้น พอมาเป็นผมซึ่งว่าไปแล้ว Film Factory เป็นเจ้าแรกๆ เลยที่นำ Shooting Board มาให้กับลูกค้า ซึ่งแต่ก่อนจะงงกันมากเลยเพราะเขาไม่เคยเห็นกันสำหรับ Shooting Board จากโปรดักชั่นเฮ้าส์ ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่าการที่เป็นผู้กำกับ และก็ได้มาจากสายครีเอทีฟมันก็ทำให้รู้จักวิธีคิดพื้นฐานแบบโฆษณา...แต่อย่างไรก็ตามครีเอทีฟเจ้าของความคิดงานก็ยังต้องเป็นผู้ควบคุม Concept แต่ผู้กำกับ ยังไงก็ยังเป็นแค่คนทำ Execution ตราบใดที่เรายังไม่ได้แตกคอนเซ็ปต์ของครีเอทีฟที่เขาวางไว้ ... แต่ถ้าคอนเซ็ปต์แน่น คอนเซ็ปต์ดี ถึงแม้เนื้อเรื่องมาไม่ค่อยดีไม่สนุก มันก็สามารถทำให้สนุกได้ง่ายเพราะมันมีโจทย์และวัตถุประสงค์ที่พูดชัดเจน แต่คอนเซ็ปต์มาหลวมมันอาจจะคิดยากแล้ว... การกำกับหนังมันก็ไม่ยากหรอก ผมไม่ได้เรียน Film School มา เรียนแต่กราฟิกดีไซน์ และผู้กำกับที่นี่ส่วนมากก็ไม่เคยเรียน Film School ตอนแรกอาจดูยากมีหลายแผนกวุ่นวายแต่พอลงมาทำจริงๆ มันไม่ยาก มันยากอยู่ที่คิด ตอนคิดน่ะยาก คิดอย่างไรให้หนังมัน Out Standing นั่นอันดับหนึ่งของการคิดความคิดสร้างสรรค์ ทีนี้พอเราเป็นครีเอทีฟของเอเยนซีมาก่อนมันทำให้ได้เปรียบตรงนี้เพราะเรารู้วิธีคิด...วิธีคิดแบบคนโฆษณาเขาคิด... การที่ผมได้รู้จักกับคุณ Louis ทำให้เราได้ทัศนคติอย่างหนึ่งก็คือเราไม่ได้คิดว่าบิลลิ่งเราจะเป็นเท่าไหร่ ผู้กำกับแต่ละคนเราจะพูดเสมอ คนเราถ้าจะทำอะไรมันต้องสนุกเมื่อสนุกงานก็จะออกมาดี แล้วคุณทำไปซักพักหนึ่งคุณก็จะถูกจัดอยู่ใน แคทิกอรีประเภทหนึ่ง เช่นหนังสบู่ หนังแชมพู ก็อาจจะรวยเร็วแต่ถ้าคุณไม่ได้ชอบมันมันก็จะได้อยู่แค่ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ผิดนะ บางคนอาจจะชอบกำกับหนังแชมพู ทำแล้วออกมาได้ดี ซึ่งก็แล้วแต่ความชอบ ซึ่งผมก็ทำไม่ได้อย่างเขาเพราะผมไม่ได้ชอบ ...เพราะฉะนั้นระบบที่นี่จะไม่มีการโยนงานให้ ผู้กำกับคนนี้ไม่ว่างเอาคนอื่นไหม ที่นี่จะไม่มี ผู้กำกับแต่ละคนก็จะมีความสามารถความถนัดไม่เหมือนกัน

Individual

ผู้กำกับแต่ละท่านใน Film Factory ล้วนแล้วแต่สร้างชื่อจนแข็งแกร่งกลายเป็น Individual Style ที่แข็งแกร่งในวงการและของแต่ละคนไปแล้ว เริ่มจากคุณหนัง พงศ์ไพบูลย์เองก็จะเก่งในเรื่องหนัง Emotional คุณวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ก็จะเก่งในหนังแนวเหมือนกับหนังใหญ่เรื่อง ฟ้าทะลายโจรŽ หรือแนวสุกี้เอ็มเคก็ทำได้ ส่วนคุณต้อม เป็นเอก รัตนเรือง (ผู้กำกับหนังใหญ่เรื่องตลก 69) ก็จะเป็นแนวโมเดิร์นหน่อย คุณไมเคิล วอร์ ก็จะมีสไตล์ของตัวเองมายาวนานในวงการโฆษณาไทย และยังมีอีก 2 ท่านที่แยกออกไปสร้าง Individual Style ของตัวเองที่บริษัทใหม่ คือคุณป๋อง มงคล นิรันดร์พงศ์ และคุณเปา ธนพงษ์ ทรัพย์เหลือหลาย Individual Style Production House คือทุกคนมีสไตล์ของตัวเอง มีรูปโฉมที่ชัดเจนใน Film Factory เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็รับผิดชอบในคุณภาพของงานของตัวเองเพราะรักแล้วก็จะทำมันออกมาได้อย่างดีที่สุดอยู่แล้ว โปรดิวเซอร์มีสิทธิ์เอางานมาให้ผู้กำกับคนนั้นดูแต่โปรดิวเซอร์ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบังคับให้ผู้กำกับคนนั้นทำงานได้ ถ้า ผู้กำกับคนนั้นบอกว่างานนั้นไม่ใช่ทิศทางของเขา ที่นี่ลูกค้ามาก็จะตรงไปหาผู้กำกับนั้นๆ เลย ไม่ได้มาหาเซ็นเตอร์แล้วแจกงาน เรียกว่าถ้าเอาชื่อ Film Factory ออกก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย..เป็นเพราะ Film Factory แข็งขึ้นมาด้วย Individual Brand ของผู้กำกับเองในแต่ละคน พอมีใครเข้ามาเสริมในรั้วชายคานี้มันก็ต้องมาจาก Individual Brand ของตัวเองซึ่งแข็งมากๆ ดังนั้นถ้าจะเกิดก็ต้องไปสร้าง Individual Brand ของตัวเองมาก่อนซึ่งเขามีโอกาสมากกว่าจะสร้างที่ Film Factory คือผู้กำกับถ้าเขาเก่งจริงได้รับการทำงานซัก 2-3 เรื่องเดี๋ยวมันก็ไหลมาแล้ว...เอเยนซีเขาเดินมาหาเราเพราะเขาอยากใช้เรามากกว่า...ผู้กำกับต้องสร้างตัวเองเพื่อให้เอเยนซีอยากมาใช้คุณ ถามว่ามันลำบากสำหรับผู้กำกับใหม่ในการให้เอเยนซีลองของใหม่ ... ไม่ลำบากผมพูดเสมอ เหมือนคุณเล่นปาเป้าเขาให้ลูกดอกคุณ 3 ดอก หมดแล้วหมดกัน ใน 3 ดอกนี่คุณต้องเข้าเป้าสักดอกหนึ่ง ใน 3 เรื่องต้องเห็นผลเพราะถ้าไม่เห็นผลมันจะมีผู้กำกับระดับเดียวกับคุณอีกเป็นร้อยเลยนะในตลาดตอนนี้เพราะฉะนั้นคุณต้องทำให้เห็นผลใน 3 ดอก คุณแน่จริง 3 เรื่องนี่ต้องเห็นผลได้Ž อย่างไรก็ตาม ด้วยความแข็งแรงของ Individual Style ที่ลูกค้าเลือกเป็นการเฉพาะเจาะจงทำให้ผู้กำกับใหม่ไฟแรงภายใต้ชายคาของ Film Factory จึงมีโอกาสน้อยที่จะได้พิสูจน์ฝีมือ

Change

จากความแข็งแรงของ Individual Style ของผู้กำกับ ประกอบกับการมองธุรกิจตามปรัชญาและการทำงานของคุณพงศ์ไพบูลย์จึงได้เกิดบริษัทอีกบริษัทแยกขาดออกไปต่างหากนั่นก็คือ Good Boy ซึ่งคุณพงศ์ไพบูลย์ให้เหตุผลว่า อันดับแรกผมคิดว่า เราใหญ่เกินไปหรือเปล่า 40 คนในความคิดผมถือว่าอืดอาดแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าอายุขัยของการทำอะไรสักอย่าง ความเชื่องช้าความอุ้ยอ้ายของบริษัทที่ใหญ่ขึ้นแล้วมันมีตัวอย่างให้เห็นให้ดูแล้วว่าพอบริษัทยิ่งใหญ่ขึ้นปั๊บ การตัดสินใจมาจากคนๆ เดียว ยังไม่มีคนไหนที่มารับการตัดสินใจปลีกย่อยได้ มันก็จะทำให้บริษัทเชื่องช้า แทนที่จะกระจายให้แต่ละฝ่ายได้ตัดสินใจ ผิดก็เป็นครู ไป แทนที่จะมารอฟังคำตอบและการตัดสินใจจากคนๆเดียวซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ ผมก็ว่ามันก็เริ่มมีปัญหา .. อันดับต่อมาการขยายธุรกิจหรือการจะทำอะไร ผมไม่ได้มองในแง่ของการไปจับตลาดล่าง Good Boy นี่ก็ไม่ใช่บริษัทลูก เพราะผมคิดว่ามันถึงเวลาที่แต่ละฝ่ายออกไปทำการตัดสินใจกันเอง ผมก็เริ่มเข้าสู่วงจรเหมือนเฮ้าส์สมัยก่อนแล้ว ผมเริ่มกลายเป็นปูชนียบุคคลแล้ว เด็กๆ ก็เริ่มจะไม่ค่อยมาคุยกับผมเท่าไหร่ เจเนอเรชั่นแก๊ปมันก็มากขึ้น เขามีความเกรงอกเกรงใจผมมากขึ้น ถ้าเราไม่รู้จักการปรับตัวเดี๋ยวมันไม่ทัน ผมไม่ทราบว่าเฮ้าส์อื่นเขาคิดอย่างไรในการที่เขามีบริษัทลูก แต่ผมคิดอีกแบบว่าการทำอะไรก็แล้วแต่ต้องมีการปรับตัว...แต่ไม่ใช่บริษัทลูกหรือบริษัทในเครือ รากอาจจะมาจากฟิล์มแฟคฯแต่การตัดสินใจต่างๆเขาทำเอง 100% มีสิทธิ์ขาด เหมือนการแบ่งตัวออกมาแต่ไม่ใช่การขยายตัวภายใต้ร่มธงฟิล์มแฟคฯ ...เพราะฟิล์มแฟคฯไม่ได้เข้าไปถือหุ้นไม่เกี่ยวข้องหรือมีบทบาทใน Good Boy ถ้าจะเข้าไปถือก็เป็นส่วนตัวส่วนบุคคลไป Good Boy เขาก็ Run งานของเขาไป ประเด็นต่อมาคือผู้กำกับ ผมมีผู้กำกับอยู่ส่วนหนึ่ง ผมเกรงว่าถ้าอยู่ Film Factory และถ้าเผื่อเราไปอีกซักระยะหนึ่งนั้น การได้งานสมัยนี้มันไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่ผมเพิ่งมาเปิดใหม่ๆ เพราะสมัยนั้นการลองผิดลองถูกมันยังไม่เท่าไหร่ ผู้กำกับสมัยนั้นมันก็ยังน้อยด้วย ทางเลือกใหม่ๆ ก็ยังน้อย อยากจะลองคนนั้นคนนี้ทำได้ง่ายกว่า แต่ตอนนี้ ผู้กำกับเกิดใหม่มันเยอะมาก อัตราการที่เขาจะเข้ามาหาผู้กำกับใหม่ๆ นั้นมันไม่มีใครกล้าเสี่ยง...ผมลองมาวิเคราะห์ว่าหรือชื่อ ฟิล์มแฟคฯ จะค้ำคอ ผู้กำกับใหม่หรือเปล่า เพราะผู้กำกับหลักๆ ของที่นี่ เป็น Individual Style ที่แข็งมากๆ คนลูกค้าเดิน เข้ามา ฟิล์มแฟคฯ เนี่ยเขาบอกได้ทันทีเลยว่า จะเลือกใคร ถ้าลูกค้าเกิดมาเจาะจงผม เกิดผมไม่มีคิวนั้น ขนาดเป็นคุณต้อม เป็นเอก หรือคุณวิศิษฏ์ เอง เขายังไม่เอาเลยนะ เขาไปเลย ประสาอะไรกับถ้าผมจะไปบอกว่าผมมีผู้กำกับใหม่ของผมว่าง ลูกค้าเขาจะมาสนใจ แล้วเราก็เลยคิดอีกไอเดียว่าลองดูถ้าเป็นคนเดิมแต่เปลี่ยนยี่ห้อล่ะมันจะช่วยไหม...เพราะผู้กำกับใหม่ๆ ไฟแรงถ้าขาดงานไปนานๆ มันจะเฉาเอาได้ แล้วเขาก็ได้งานกันจริงๆขนาดยังไม่ได้เปิดตัว Good Boy เป็นกิจจะลักษณะก็มีงานเข้ามาเยอะพอสมควรเลย ผมก็แปลกใจเหมือนกันผู้กำกับคนเดียวกันหน้าตานี้เลยพอเปลี่ยนยี่ห้อก็มีงานเข้าเลย อาจจะเป็นเพราะ Film Factory มันไปผูกกับ Individual ของผม Individual ของวิศิษฏ์ และ Individual ของเป็นเอก ไปหมดแล้ว แข็งเสียจนถ้าเป็นคนอื่นเขาไม่รับเลย พอออกมาเป็น Good Boy ลูกค้าเริ่มกล้ามาลองใช้ก่อนเพราะว่าพอมาฟิล์มแฟคฯนั้น อิมเมจของฟิล์มแฟคฯเห็นเขาว่ากันว่าแพง ผมก็ไม่ทราบว่าที่อื่นโค้ดราคากันเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่าเขาว่ากันว่าแพง พอมันแพงลูกค้าก็เลยไม่คิดที่จะใช้ผู้กำกับใหม่ จะใช้แต่ Individual ที่แข็งแกร่งและมีชื่อ แต่พอมาเป็น Good Boy เขาไม่มีอิมเมจแพงไง เขาโค้ดราคาตามภาวะธุรกิจและการแข่งขันของเขาและอยู่ในช่วงแรกของการสร้างชื่อ ลูกค้าก็เลยกล้ามาลอง อย่างคุณป๋อง มงคล นิรันดร์พงศ์ นั้นพอเขากำกับหนังไปสัก 2-3 เรื่องมันได้รับผลตอบรับที่ดี คนก็อยากกลับมาใช้ใหม่ รวมไปจนถึงคุณเปา ธนพงษ์ ทรัพย์เหลือหลายŽ



Growth

เมื่อมามองทางด้านอัตราการเติบโตของฟิล์มแฟคฯนั้นคุณพงศ์ไพบูลย์กลับไม่ได้เร่งรีบเท่าไหร่นัก ตอนนี้บริษัทก็มีอยู่ 40 คน แล้วก็มีเท่านี้มาหลายปีแล้ว ผมไม่คิดว่าจะทำให้มันใหญ่ไปกว่านี้แล้ว ผมไม่เคยเลย์ออฟพนักงานและก็จ้างพนักงานเพิ่มเฉลี่ยไปกว่านี้...ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจมันก็มีผลกระทบบ้าง แต่ก็ไม่มากเช่นในปีแรกที่วิกฤต ก็อาจจะประหยัดกันหน่อย ไม่มีโบนัสหรือขึ้นเงินเดือน ก็แค่ปีเดียวเอง เรื่องอัตราการเติบโตของธุรกิจนั้น ไม่มีใครเถียงว่าไม่ชอบเงิน เปรียบเหมือนคนต้องกินข้าว ถ้าคุณหิวข้าวมาคุณอย่ากินเร็วคุณค่อยๆ กินอย่างประณีต แต่คุณจะกินได้นาน คุณกินเร็วเดี๋ยวคุณก็จุก คุณกินต่อไม่ได้แล้ว ... เราไปเรื่อยๆ ในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วมันจะเกิดการพัฒนา งานออกมาดี อย่างไรก็กินไม่หมด... คำจำกัดความของฟิล์มแฟคฯถ้าเป็นคนก็คือคนที่อยากทำงาน อยากทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจ อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วก็สนุกกับสิ่งที่ตัวเองทำ บางครั้งคุณเลือก Storyboard ไม่ได้เป็น Bread & Butter เราก็ต้องทำแต่เราก็ควรจะต้องมันส์กับลูกค้าด้วย ลูกค้าถึงจะได้อรรถรสที่คุณมาใช้บริการผมอย่างดีที่สุดสมกับค่าบริการ แต่ผมก็ต้องสร้างอารมณ์ของผมให้ตอบสนองลูกค้าที่เขาจ่ายสตางค์Ž เรารับงานต่างประเทศบ้างแต่ไม่มากเพราะว่าเราไม่ได้มีคอนเน็กชั่น เราไม่ได้ดิ้นรนมากเพราะว่ามันเหนื่อยแล้วไม่มีความสุข มันเครียดนะผมว่า จะอยู่ไปอีกซักกี่ปี เอาสบายๆ ดีกว่า เครียดกับการคิดงานแล้วยังต้องมานั่งเครียดกับตัวเลขอีก ผมก็ไม่ไหวล่ะ ตอนนี้ Film Factory มีผู้กำกับอยู่ 4 คน แต่ชอบไปถ่ายหนังไทย เรารับทำให้กับไฟว์สตาร์บ้าง เราเป็นผู้ถูกว่าจ้างแต่ไม่ได้เป็นคนลงทุนเพราะมันไม่ได้ทำกำไรอะไรให้เท่าไหร่ เป็นส่วนหนึ่งในการปลดปล่อยและสร้างสรรค์งานของ ผู้กำกับเรามากกว่า หมุนวนกันอยู่ 4 คน อีก 2 คนเขาก็ไปสร้างบ้านใหม่กันเพิ่มเติม คือ Good Boy เพราะบ้านหลังนี้มันถูกตกแต่งมาเรียบร้อยหมดแล้วเฟอร์นิเจอร์เต็มไปหมด ยากที่เขาจะตบแต่งมันเพิ่มเติม ทางเดียวก็คือสร้างบ้านใหม่และตบแต่งบ้านและดูซิว่าลูกค้าจะมาบ้านเขาไหม ซึ่งก็ประสบความสำเร็จที่ดี แค่ 2-3 เดือนกว่ามานี่เองŽ และนี่คือเส้นทางของ The Film Factory ในช่วงที่อุตสาหกรรม Production House ในบ้านเราที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่โตขึ้น....

รู้สึกอย่างนี้ตลอดเวลาและรู้สึกรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังหาช่องทางไม่ได้

“ผมมีความอบอุ่นมากกว่าความรั่ว”



ทดสอบ



ฝีมือการแสดงของ นิมิตร ลักษมีพงศ์ หรือดีเจบ็อบบี้ เป็นที่จดจำของนักดูโฆษณาจากหลากหลายบทบาท อยากรู้ว่าเขาทำได้ไง ต้องลองอ่านดู



..................



เริ่มเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาได้อย่างไร



ต้องย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ช่วงที่เล่นละครทีวีของคลิ๊กเทเลวิชั่นกับพี่ตั้ว น้องในทีมงาoคนนึงที่เป็นฟรีแลนเซอร์ให้กับฟีโนมีน่าก็บอกว่ามีโฆษณาตัวนึงที่ต้องการคาแรคเตอร์แบบผม ทำไมไม่ลองเข้าไปแคสท์ดู เราก็ไม่เคยคิดว่าหน้าบ้าน ๆ ตัวเตี้ย ๆ อย่างเรา จะมีใครสนใจ แต่ก็ขำ ๆ ลองดู ไม่คิดอะไร ตอนไปแคสท์พี่ต่อก็เฮ้ยเอ็งมาทำอะไรที่นี่วะ ผมก็บอกว่ามาแคสท์งาน คือผมรู้จักกับพี่ต่ออยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่สนิท รู้แค่ว่าพี่เขาเป็นผู้กำกับโฆษณา ดังมาก แต่ผมก็ไม่ได้งานนั้นนะครับ เรื่องแรกที่ได้คือโฆษณาโฮมโปร เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่เป็นเรื่องแฟนพาไปรู้จักกับที่บ้าน เราก็เห็นคุณยายเป็นเครื่องตัดหญ้า เห็นคุณพ่อเป็นเฟอร์นิเจอร์ เห็นแฟนตัวเองเป็นชักโครก หลังจากนั้นก็ได้เล่นมาเรื่อย ๆ ถึงตอนนี้ก็ประมาณ 10 เรื่องแล้ว ส่วนใหญ่จะเล่นกับพี่ต่อ แต่มี ออสแรม ที่ออกอากาศเมื่อตอนต้นปีที่กลับบ้านตอนตีสามแล้วเราก็มีรอยลิปสติก แต่บอกกับเมียว่าไปประชุม อันนี้เป็นงานของพี่ตั้ม



ปีนึงมีหนังโฆษณาออกกี่เรื่อง



ปีที่แล้วจริง ๆ มี 3 ชิ้น คือ ออสแรม แล้วก็เครื่องดื่มชื่อ What’s ever แต่เรื่องนี้ไปแอร์ในสิงคโปร์ คือเขามาจ้างโปรดักชั่นเฮ้าส์ในเมืองไทยถ่าย และ ธนพัฒน์ ก็รู้สึกว่าตัวเองหน้าช้ำไปไหม เริ่มรู้สึกตั้งแต่ปีก่อน ซึ่งมีงาน 3-4 เรื่อง ในช่วงเวลาที่ค่อนข้างติดต่อกัน หรือซ้อนกันด้วย ทั้ง ๆ ที่ปฏิเสธที่จะไปแคสท์เยอะกว่างานที่ไปแคสท์ เพราะบางบทก็ซ้ำกับสิ่งที่เราเคยเล่นผ่านมาแล้ว แต่ก็มีบางครั้งไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรเพราะกลัวคนมองว่าเราหยิ่ง ก็จะใช้วิธีการเรียกค่าตัวแพง ๆ ครับ ซึ่งก็ได้ผลครับ แต่ถ้าเป็นบทที่อยากเล่นมาก ๆ ก็แทบไม่เรียกร้องอะไรเลย อย่างตอนที่เล่นหนังเรื่องแฝด อ่านบทปุ๊บอยากเล่นมาก แล้วเราก็ชอบผู้กำกับชัตเตอร์อยู่แล้วด้วย ที่สำคัญได้เล่นกับพี่มาช่า ใครจะไม่เอา ครั้งนึงในชีวิต งานนี้แทบไม่ต้องคุยตัวเลขกันเลย ผมว่าอยู่ที่ความพึงพอใจของเรากับงานนั้น ๆ มากกว่า ยึดหลักว่าอะไรที่เราสนุกกับมัน



ทำไมส่วนใหญ่มักได้รับบทตลก



ไม่รู้ซิ อาจจะเป็นเพราะคนมักจะติดอะไรที่ดูรั่ว ๆ ของเรา ทั้ง ๆ ที่ตอนเล่น เราก็ไม่ได้คิดว่าต้องเล่นให้ตลก แต่ว่าเราเล่นจริง ๆ อย่างเช่นเรื่องทิชชู่ เราปวดท้องจริง ๆ ขี้จะแตกจริง ๆ หรือคอนโดธนพัฒน์ เราก็โกหกจริง ๆ ตีหน้าตายจริง ๆ แต่ด้วยความจริงจังของเราทำให้คนขำ แต่บางครั้งการที่คนมองว่าเราเล่นอะไรแต่ตลก ๆ ก็มีผลกับงานอย่างอื่นที่เราอยากทำและคิดว่าทำได้เหมือนกัน อย่างเช่น เคยไปแคสท์งานชิ้นนึงเกี่ยวกับเงินด่วนแล้วต้องเล่นดราม่า แล้วช่วงที่แคสท์เราก็เล่นดราม่า แต่ด้วยความที่เขาติดกับภาพเดิมของเรา ลูกค้าก็นั่งขำ คือมันก็เป็นผลเสียกับการที่จะไปรับงานอะไรที่จริงจังมากขึ้น ก็แย่เหมือนกัน



มีคาแรคเตอร์ไหนที่อยากเล่นในหนังโฆษณา



น่าจะเป็นบทเมโลดรามาแบบจริงจัง ที่ไม่ขำ น่าจะเป็นอีกทางหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเล่นได้ เช่น ดรามาแบบอบอุ่น ผมว่าผมมีคาแรเตอร์ความอบอุ่นอยู่ในตัวมากกว่าความรั่ว อยากเล่นอะไรกับเด็ก รักเด็ก เหมือนปีที่แล้วที่ได้สะพายเด็กไว้ข้างหลัง ก็สนุกดี แต่เด็กงอแงมากเลย ร้องไห้ เรื่องนั้นตอนถ่ายต้องใช้เด็ก 4 คนที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกัน ลักษณะใกล้เคียงกัน พอเด็กคนนึงร้องไห้ พี่ต่อก็ เอาออก เอาออก เอาคนใหม่มา แล้วมันร้อน เด็กก็ร้องกระจองอแง ทั้ง ๆ ที่คัดแล้วว่าเด็กพวกนี้โตมากลับการกระเตงอยู่ข้างหลังด้วยเป้ แต่ก็สนุกดี



แล้วบทไหนที่เล่นไม่ได้



ถ้าถามชัดเจนคงตอบไม่ได้ แต่ถ้าได้อ่านบทแล้วจะรู้ เพราะตัวละครบางตัวมันจะมีบางฉากที่รู้สึกว่าถ้าเล่นแล้วคงไม่ดี เคยไปแคสท์งานพี่เจ้ย อภิชาติ เรื่องที่ถูกแบนไม่ให้ฉาย คือไปแคสท์เป็นทันตแพทย์ที่เป็นเกย์ เปิดคลีนิกอยู่ต่างจังหวัด หลงรักพระ แถมร้องเพลงลูกทุ่ง ผมเล่นได้หมดแต่ติดอยู่อย่างเดียวคือร้องเพลงลูกทุ่ง แต่ก็ไปแคสท์เพื่อเป็นเกียรติประวัติของตัวเอง เพราะผมชอบงานคุณเจ้ย ทั้งที่รู้อยู่ในใจว่ากูไม่ได้แน่ ต้องร้องเพลงลูกทุ่งนี่ร้องไม่เป็น มันยากนะ



แล้วก็มีงานนึงเขาติดต่อมาแล้วเราอยากเล่นมาก เพราะไม่ค่อยมีใครให้บทแบบนี้ คือเล่นกับเด็กอนุบาล 2 เป็นพ่อที่อบอุ่น แต่แคสท์ไม่ผ่าน เป็นหนังของอาร์เอสที่กำลังถ่ายกันอยู่ตอนนี้ของดรีมทีม



เคยคุยกับผู้กำกับไหมว่าทำไมเลือกเราไปเล่น ไปแคสท์



เขาก็มักอ้างอิงงานโฆษณาแต่ละตัวที่เขาชอบ บางคนก็บอกชอบเบียร์เชียร์ที่กินกล้ามปู เห็นความเป็นดราม่าของเราตรงนั้น บางคนก็ชอบทิชชู่



มีคนทักไหม เวลาหนังโฆษณาออกฉาย



ทักนะ ขึ้นอยู่กับช่วงนั้นเรื่องไหนออก แต่ผมว่ากลุ่มที่ชอบผมมาก ๆ ขนาดที่เรียกว่าเราเป็นไอดอล เป็นฮีโร่ เป็นคนสร้างแรงบันดาลใจให้เขา มักเป็นเด็กวัยรุ่น พวกเด็กแฟ็ต เด็กแนว เด็กแว้น ประมาณนี้ อาจจะเป็นเพราะเราเซอร์ ๆ แต่งตัวแบบเสื้อยืดกางเกงยีนส์ แล้วเวลาไปไหนเราก็ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือเดินสะพายเป๋ ก็เลยได้เจอกับเด็กกลุ่มที่ได้ดูโฆษณา เด็ก ๆ ก็จะมาทัก มาขอถ่ายรูป มากอด ซึ่งส่วนมากจะเป็นวัยรุ่น หรือบางคนก็รู้ว่าเราเป็นดีเจด้วย



คุณบ็อบบี้ก็เป็นคนมีชื่อเสียง เป็นดีเจ แต่เวลาเล่นโฆษณาทำไมไม่ได้เล่นเป็นตัวเองบ้าง



อ้อ ตัวเองเป็นคนจืดชืดครับ ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ตัวก็เล็ก ขาวเผือก หน้าก็ตี๋บ้าน ๆ ชีวิตประจำวันก็แสนเรียบง่าย เขาก็เลยให้เล่นเป็นคนอื่น ซึ่งผมก็เคยอ่านแมกกาซีนที่เขาสัมภาษณ์ดาราฮอลลีวูดหรือดาราไทย หลายคนก็มักพูดว่า อาชีพนี้สนุกตรงที่เราได้เป็นคนอื่น ได้เป็นในสิ่งที่เราไม่ได้เป็นในชีวิตประจำวัน ผมว่าก็จริง คือเวลาได้ไปเป็นอย่างอื่น เราก็จะตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ เป็นวันที่ชีวิตมีรสชาติอีกแบบหนึ่ง

แล้วตัวผมเองเป็นคนขี้อาย ไม่มีความเชื่อมั่น ยิ่งอยู่ต่อหน้าคนเยอะ ๆ ก็จะประหม่า จริง ๆ เป็นคนอย่างนั้น แต่เวลาไปแสดงจริง ๆ ก็เป็นการทำตามหน้าที่ ได้ทีมงานที่แข็งแรงช่วย มีน้อง ๆ ช่วยโค้ชด้านการแสดง คือพอไปทำเหมือนกับเป็นอีกบ้านที่คุ้นเคย

เป็นดีเจ เล่นหนัง เล่นละคร เล่นโฆษณาทำมาหมดแล้ว ยังมีอะไรที่อยากทำอีก

ยังมีเยอะมาก แต่ไม่เกี่ยวกับการแสดง อยากทำงานเกี่ยวกับเยาวชน สังคม เกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น แต่ยังหาทางไม่เจอว่าจะไปทำจุดนั้นได้อย่างไร เพราะส่วนตัวอย่างที่บอกว่าเวลาไปไหนก็มักจะมีวัยรุ่นเข้ามาหา เหมือนกับว่าข้างในลึก ๆ ของเรามีแรงดึงดูดพวกเขา และรู้สึกว่าถ้าผมแนะนำอะไรเขามักจะเชื่อ เพราฉะนั้นถ้าได้ทำงานร่วมกับเขาผมน่าจะทำได้ดี ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ผมคิดว่าจะเข้าไปช่วยงาน Help Line ของ Samaritan ที่ช่วยเหลือคนที่มีปัญหาชีวิต แต่ว่าต้องผ่านการอบรมในช่วงเดือนมิถุนา พอดีมีละครต้องเล่นก็เลยไม่ได้ไป นี่ยังคิดอยู่ตลอดเวลาที่จะได้ช่วยเหลือวัยรุ่น อย่างเวลาเห็นวัยรุ่นที่ทำผิดแล้วถูกส่งเข้าสถานพินิจ ก็จะรู้สึกว่าถ้าเราได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาก่อน เราอาจจะช่วยอะไรเขาได้ รู้สึกอย่างนี้ตลอดเวลาและรู้สึกรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังหาช่องทางไม่ได้

วันแรกกับการเป็นลูกศิษย์คุณ BARRY OWEN และ คุณ กรณ์ เทพินทราภิรักษ์

03 กุมภาพันธ์
วันแรกกับการเป็นลูกศิษย์คุณ BARRY OWEN และ คุณ กรณ์ เทพินทราภิรักษ์

ตอนนี้ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นไม่หาย อาจจะดูเกินไปนะครับ แต่เคยเป็นไหมเวลาที่เรากำลังจะได้เจอคนที่เราอยากเจอ มันตื่นเต้นยังไง ผมก็ไม่ต่างกันครับ
จากที่เคยเล่าไปแล้วเกี่ยวกับโครงการของทาง Matching studio ที่ต้องการสร้างผู้กำกับโฆษณารุ่นใหม่ขึ้นมา วันเสาร์ที่ผ่านมาคือวันแรกของโครงการครับ

ก่อนเริ่มเรียน พี่หนูซึ่งเป็นผู้กำกับของทาง Matching studio และยังเคยเป็นลูกน้องของคุณ Barry Owen ในสมัยที่ทำงานอยู่ที่บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ (ประเทศไทย)ได้บอกว่า "ป๋าแบร์ได้เตรียมตัวสอนมาดีมาก ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมา ไม่เคยเห็นป๋าเตรียมตัวสอนใครแบบนี้เลย" เพราะตอนช่วงพี่หนูทำงานด้วยกันกับป๋า ก็จะอาศัยครูพักลักจำ ป๋าไม่เคยสอนใครแบบนี้มาก่อนเลย พี่พลซึ่งเป็นผู้กำกับของทาง Matching studio อีกคนพูดเสริมว่า "สิ่งที่ป๋าเตรียมตัวเอามาสอนในวันนี้ สามารถเอามาเขียนเป็นหนังสือสอน การทำโฆษณาได้เลย" พอได้ยินแบบนั้น คือถ้าบนหัวผมมีจานรับสัญญาณความรู้ ทุกคนคงได้เห็นว่าจากที่ก่อนจะเข้าห้องเรียนมันก็ใหญ่อยู่แล้วนะ พอได้ยินแบบนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลย

หลายคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวงการโฆษณาอาจยังไม่รู้จักว่า Barry Owen เป็นใคร (ไม่รู้ป๋ารู้จัก ไมเคิล โอเวนหรือเปล่านะครับ ^^ ผมก็ลืมถาม) เท่าที่ได้ยินได้ฟังมา หลายคนบอกว่าป๋าเป็นผู้ที่พลิกโฉมวงการโฆษณาไทย เป็นตำนานของโฆษณาไทย ป๋าเป็นคนที่ทำให้คนไทย รู้สึกภูมิใจในความเป็นไทย ถ้าใครยังจำโฆษณาเบียร์สิงห์ยุคแรกๆ เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วได้ "เบียร์สิงห์ เบียร์ไทย" "เมืองไทยของเรา เบียร์ไทยของเรา" นั่นล่ะครับฝีมือป๋า (ถ้าใครจำไม่ได้ ดูจากคลิปด้านล่างได้นะครับ)

รวมไปถึงโฆษณาเหล้าชีวาสที่เอาเพลง Right Here Waiting มาประกอบ จนทำให้เพลงนี้โด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง หรือแม้แต่โฆษณาพอนด์ส ที่เป็นรูปหน้าขาว 7 ขั้น รวมไปถึงสถาบันพอนด์ส ก็เป็นฝีมือของป๋าด้วยครับ

ระหว่างที่ป๋ากำลังเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง เมื่อผมหันไปมองรอบๆห้องเรียน สิ่งที่น่าประทับใจก็คือ นอกจากพวกผมจำนวน 20 กว่าคนแล้ว ก็ยังมีผู้กำกับรุ่นใหญ่หลายท่าน รวมไปถึงพนักงานของ Matching studio หรือแม้แต่พี่ตี๋ เจ้าของบริษัท Matching studio ทุกคนตั้งใจฟังสิ่งที่ป๋าสอนอย่างมาก

หลังจากที่ป๋าสอนจบ ก็ถึงเวลาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนถามคำถาม ซึ่งผมรู้สึกว่าสิ่งที่ป๋าสอนไปเมื่อสักครู่ว่าสนุกแล้วนะ ถึงตอนนี้กลับสนุกยิ่งกว่า แม้แต่พี่หนูก็ยังถามป๋าเลย เราเองก็คิดอยู่นานมากว่าจะถามอะไรดี และก็รู้สึกมีกำลังใจมากยิ่งขึ้นเมื่อป๋าพูดว่า "Good question" ซึ่งเป็นคำถามเดียวที่ป๋าออกปากชม (อย่าเพิ่งหมั่นไส้นะครับ..ฮ่าๆ) และป๋าก็คิดอยู่พักนึงว่าจะตอบอย่างไร

ผมถามป๋าว่า "สิ่งที่ผู้กำกับโฆษณา โดยเฉพาะผู้กำกับโฆษณารุ่นใหม่ๆ ควรจะมีคืออะไร เพื่อที่จะทำให้ลูกค้าเชื่อและไว้วางใจมากยิ่งขึ้น"
เดี๋ยวมาเล่าต่อครับ..

ปล. ภาพVDO ด้านล่างนี้ไม่ใช่คุณ BARRY OWEN นะครับ เจ้าSOAPBOX มัน CAPTURE ไม่ตรงครับ