Showing posts with label News : Advertising Insiders. Show all posts
Showing posts with label News : Advertising Insiders. Show all posts

Tuesday, 29 April 2008

Ogylvy Strenghten Effective Culture



Ogylvy Strenghten Effective Culture
โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ เป็นเอเยนซีอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็นที่กล่าวข้างต้นอย่างมาก โดยตั้งตำแหน่งงานใหม่ขึ้นมารับผิดชอบการวัดผลโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันย่อมถือได้ว่า เป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ มุ่งเน้นความสามารถในการวัดผลงานสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งด้วย


งานใหม่ดังกล่าว มีผู้รับผิดชอบ คือ คุณทิม บรอดเบนท์ ดำรงตำแหน่ง Regional Effectiveness Director โดยเริ่มใช้แนวทางดังกล่าวนี้ กับเครือข่ายของ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ เอเชีย แปซิฟิค ก่อน นับเป็นการแต่งตั้งผู้บริหารในตำแหน่งดังกล่าวเป็นครั้งแรกของวงการโฆษณาแถบเอเชียด้วย

คุณทิม บรอดเบนท์ เริ่มงานกับโอกิลวี่ ตั้งแต่ต้นปี 2549 โดยประจำอยู่ที่สำนักงานกรุงปักกิ่ง ทำงานประสานกับสำนักงานของโอกิลวี่ ทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก หน้าที่หลักของเขาคือ การพัฒนาความสามารถของโอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ด้านการวัดผลการใช้งบโฆษณา ให้สามารถสนองความต้องการของลูกค้า หรือผู้โฆษณาในปัจจุบันที่ต้องการผลตอบแทนการลงทุนสูงสุด

คุณทิม บรอดเบนท์ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่หาตัวจับยาก ในด้านการวัดผลโฆษณา ก่อนหน้านี้ เขาเป็นผู้อำนวยการ บริษัท แบรนด์คอน จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการประเมินผลตราสินค้าในประเทศอังกฤษ

เคยเป็นที่ปรึกษาอาวุโสด้านการวางกลยุทธ์ และวางแผนโฆษณาในเอเยนซีชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง อาทิ เป็น Chief Strategic Officer ของเบทส์ กรุ๊ป ประจำภาคพื้นยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน และ Managing Partner ที่ ยังแอนด์รูบิแคม

คุณทิม เป็นคนเดียว ที่ได้รับรางวัลกรังด์ปรีซ์ และโกลด์ถึง 3 ครั้ง ในงาน IPA Effectiveness Awards การประกวดประสิทธิผลของงานโฆษณาเวทีเดียวของโลก ที่ให้เอเยนซีต่างๆเสนอแคมเปญการสื่อสารและโฆษณาแบบครบวงจร ที่มีผลเพิ่มยอดขาย และประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งจัดมาแล้วถึง 26 ปี โดยคณะกรรมการตัดสิน คือ ตัวแทนอาวุโสของบริษัทลูกค้า สถาบันการศึกษา และผู้บริหารด้านการตลาดจากองค์กรชั้นนำทั่วโลก

คุณทิม บรอดเบนท์ ยกตัวอย่างการสำรวจความเห็นลูกค้าจำนวน 200 รายทั่วโลก ที่มีต่อการบริการของ

เอเยนซี ของพวกเขา ซึ่งผลระบุว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ รู้สึกพึงพอใจ หรือความรู้สึกในทางบวกเรื่อง ทัศนคติ ความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการทำงาน รวมถึงความเข้าใจของเอเยนซี ที่มีต่อธุรกิจของพวกเขาเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าส่วนใหญ่ ยังมีความรู้สึกในทางลบเรื่องการดูแลรักษาแบรนด์ และประโยชน์ทางการเงิน โดยเอเยนซีส่วนใหญ่ ไม่สามารถให้คำตอบชัดเจนเรื่องผลตอบแทนการลงทุนของพวกเขาเลย

Regional Effectiveness Director โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ เอเชีย แปซิฟิค กล่าวว่า เอเยนซีในต่างประเทศ ให้ความสำคัญเรื่องประสิทธิผลมานานแล้ว

"ทุกวันนี้ คณะผู้บริหารมีเรื่องเกี่ยวกับการเงินที่ต้องคิดมากมาย เพราะต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ต้องแบ่งสันปันส่วนงบต่างๆอย่างระมัดระวังรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นงาน R&D ไอที บุคคล ผลิต รวมถึงการตลาด ทุกฝ่ายต้องแสดงให้เห็นแนวโน้มชัดเจนพอสมควรว่า บริษัทจะได้อะไรกลับมาจากแต่ละการลงทุนนั้นๆ"

"ในอดีต เราจะพบว่า การพูดถึงประสิทธิผลมักอยู่หลังสุด เอเยนซีไปรับบรีฟจากลูกค้า คิดงาน ไปนำเสนอ สรุปเป็นชิ้นงาน ผลิต เผยแพร่ตามสื่อ แล้วจึงคิดเรื่องประสิทธิผล แต่ปัจจุบัน เราพูดกันตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการทำงานเลย โดยเฉพาะในอังกฤษ พวกเขาเน้นเรื่องนี้มาก"

"รวมทั้งเมื่อมีการแข่งขันแบบ IPA Effectiveness Awards นั่นทำให้เอเยนซี และฝ่ายการตลาดขององค์กร ต่างก็พยายามคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ ในการวัดประสิทธิผลที่ดีกว่าเดิม ให้ผลชัดเจนกว่าเดิมออกมาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความรู้ทางด้านนี้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง"

โดยทั่วไปแล้ว ฝ่ายจัดการ หรือผู้บริหารของฝ่ายการตลาด มักต้องการคำตอบว่า งบการตลาด หรืองบโฆษณาที่จ่ายไป จะสร้างยอดขายได้เท่ากัน หรือมากกว่าเงินที่จ่ายไปหรือไม่ ซึ่งคุณทิม ไอแซค Vice Chairman โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ เอเชีย แปซิฟิค และ Chairman โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้กระบวนการสื่อสารทางการตลาดใดๆที่ใช้ออกไปเกิดประสิทธิผลสูงสุด สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ ต้องวัดผลได้

ประเด็นเดียวกัน คุณทิม บรอดเบนท์ ให้ความเห็นว่า คำตอบอาจไม่ใช่ 1+1=2 เท่านั้น แต่เป็นไปได้หลากหลาย บางครั้งกระบวนการสื่อสารทางการตลาด สามารถสร้างยอดขายมากกว่าที่ประมาณการไว้ร้อยเท่าพันทวี

"โดยพื้นฐานแล้ว ประสิทธิผลเป็นเรื่องที่เราสามารถตรวจวัดได้"



"การสื่อสาร และการโฆษณา ไม่ใช่สิ่งที่เราใช้คำว่าเป็น Universal Rule ส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดของตลาด เช่น รถยนต์ ที่มีมูลค่าตลาดสูงมาก โฆษณาบางครั้งอาจทำให้ยอดขายเพิ่ม 2-3 เท่า แต่ในบางแคมเปญ อาจทำให้ยอดขายเพิ่มร้อยเท่าพันเท่าเลยก็มี เรื่องงบประมาณที่ใช้ก็มีผล แต่ถึงที่สุดแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังไปตัดสินกันที่ความคิดสร้างสรรค์"

การวัดประสิทธิผลเป็นเรื่องหนึ่ง ที่เอเยนซี อย่างโอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ให้ความสำคัญ และดำเนินการมาตลอดอยู่แล้ว ทั้งนี้ คุณพรรณี ชัยกุล กรรมการผู้จัดการให้ข้อมูลว่า สาขาประเทศไทย ได้รับการยอมรับอย่างสูงในเรื่องดังกล่าวมาตลอด ขณะที่อีกด้านหนึ่ง หากการวัดประสิทธิผล ยังสามารถนำไปสู่แนวทางอีกเรื่องหนึ่งคือ การจ่ายตามผลลัพธ์ (PBR-Payment By Results) ด้วย

การจ่ายตามผลลัพธ์ (PBR-Payment By Results) หรืออาจใช้คำว่า เป็น-โบนัส-สำหรับผลงานของเอเยนซีหากทำได้ตามเป้าที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นกับลูกค้า เป็นอีกกลไกหนึ่ง ที่สามารถเกิดขึ้น หากสามารถวัดประสิทธิผลการทำงานของเอเยนซีได้อย่างจริงจัง

คุณทิม บรอดเบนท์ ให้ข้อมูลว่า องค์ประกอบเบื้องต้นที่นำมาคิดเรื่อง PBR มียอดขาย (Sales) ความแข็งแกร่งของแบรนด์ (Strength of the Brand) และประสิทธิภาพการทำงานของเอเยนซี (Agency Efficiency) พร้อมทั้งขยายความ

"ยอดขายเป็นปัจจัยที่บ่งบอกประสิทธิผลได้ชัดอยู่แล้ว ขณะที่ความแข็งแกร่งของแบรนด์ คำนวณได้จากมูลค่าของ Brand Equity ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ปัจจุบันก็มีเครื่องมือหรือกระบวนการมากมาย ที่ตรวจวัดได้อยู่ ส่วนเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ยกตัวอย่าง เช่น การประชุมตรงเวลาหรือไม่ การทำรายงานต่างๆที่ถูกต้อง และรวดเร็วกว่าเดิมหรือเปล่า สัดส่วนการใช้องค์ประกอบเหล่านี้ ก็จะเปลี่ยนไปตามลักษณะของลูกค้าแต่ละรายที่ไม่เหมือนกัน"

ในฐานะกรรมการผู้จัดการ โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง คุณพรรณี ชัยกุล ยอมรับว่า PBR ยังเป็นเรื่องใหม่ ปัจจุบันเพิ่งทดลองใช้กับลูกค้าระดับ Global Account ประมาณ 3 ราย รวมทั้งมีโอกาสเสนอแนวทางนี้กับลูกค้าท้องถิ่นบางรายเช่นกัน แต่การนำมาใช้จริงจัง ถึงขั้นเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมโฆษณาไทยหรือไม่นั้น คงต้องปรับปรุง และพัฒนาเครื่องมือต่างๆ โดยใช้เวลาอีกพอสมควร

คุณทิม บรอดเบนท์ เพิ่มเติมว่า การวัดประสิทธิผล มีทั้งในส่วนที่มองเห็น จับต้องได้ชัดเจน และในส่วนที่ตรงกันข้าม (Tangible & Intangible)

"อย่างที่เราทราบกันดีว่า การสื่อสาร สามารถเปลี่ยนทัศนคติที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์หรือตราสินค้า เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้อย่างชัดเจน ไม่เหมือนยอดขายที่เราเห็นว่า ตัวเลขเพิ่มขึ้นหรือลดลง ยอดขายก็มีผลโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงของกำไรขาดทุน สิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการวัดประสิทธิผลทั้งสิ้น"

คุณทิม บรอดเบนท์ หยิบยกคำกล่าวของ คุณเดวิด โอกิลวี่ ผู้ก่อตั้งเอเยนซี โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ที่ว่า "The purpose of advertising is to sell. It has no other justification worth mentioning" และ "We sell - or else" มาประกอบ โดยเน้นย้ำว่า ไม่ว่าอย่างไร หน้าที่หลักของงานโฆษณาก็คือ ต้องทำให้สินค้าขายได้ ขณะที่การวัดประสิทธิผล ช่วยทำให้เห็นภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้น

"นั่นทำให้การวัดประสิทธิผล ควรอยู่ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการทำงานระหว่างเอเยนซีกับลูกค้า เราควรมีการวัด หรือประเมินผลได้ว่า สิ่งที่ทำมาแล้วมีประสิทธิผลเป็นอย่างไร ในส่วนของลูกค้าเอง ผมเชื่อว่า ทุกคนต่างก็อยู่ในสภาพการแข่งขันรุนแรง ทุกคนต้องการรู้ว่า สรรพกำลังที่ลงทุนไปนั้นให้ผลตอบแทนมาอย่างไร ซึ่งรวมถึงการทำงานของเอเยนซีด้วย"

"สำหรับทุกๆเอเยนซี ความคิดสร้างสรรค์ ยังคงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดต่อไป หากการวัดประสิทธิผล ก็จะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแนบแน่น ในกระบวนการทำงานตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งผมก็เชื่อมั่นว่า การได้ทำงานร่วมกันระหว่างเอเยนซี กับลูกค้าในเรื่องดังกล่าวนี้ตั้งแต่ต้น นอกจากจะช่วยทำให้ผลลัพธ์ของงานสื่อสาร และโฆษณาออกมาตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ นั่นคือ ยอดขายเพิ่ม ความแข็งแกร่งของแบรนด์เพิ่ม และยังจะเสริมสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานของทั้งสองฝ่ายให้แนบแน่นยาวนานขึ้นด้วย"

Special Thank For Link: http://www.brandage.com/issue/edn_print.asp?id=1942

Monday, 13 August 2007

พี่ๆที่มีอาชีพเป็น Producer อยู่ตามบริษัทโฆษณา

"พี่นกกระสาคะ แหม่มสนใจ พี่ๆที่มีอาชีพเป็น Producer อยู่ตามบริษัทโฆษณานะค่ะ แหม่มเห็นพี่ๆ เค้าทำงานกันเหน็ดเหนื่อยเวลาถ่ายทำงานโฆษณา แหม่มเห็นแล้วก็อยากทำบ้าง" แหม รู้แล้วรู้แล้ว รู้แล้วจ๊ะ พี่นกกระสาดูก็รู้แล้ว ก็น้องแหม่มบุคลิกออกจะห้าวและ ซ่าส์แบบนี้ อาชีพนี้เหมาะกับน้องแหม่มเป็นอย่างยิ่ง...

อิสรา ธนเพิ่มทรัพย์ (แหม่ม)ตั้งคำถาม
Producer ในบริษัทฯ โฆษณา มีขั้นตอนในการทำงานอย่างไรบ้างคะ
ปัญหาหารทำงานของ Producer มีอะไรบ้าง
ถ้าจะทำงานเป็น Producer ในบริษัทฯ โฆษณา จะต้องใช้วุฒิอะไรสมัคร และเริ่มต้นสมัครโดยใช้ผลงานอะไรบ้างคะ
วันนี้พี่นกกระสาติดปีกมาแถวย่านสุขุมวิท เพื่อมาพบกับ Producerคนเก่งในบริษัทโฆษณา แห่งหนึ่ง พี่นกระสาขอแนะนำให้น้องๆ รู้จักพี่ปุ้ย หรือพี่ อมรรัตน์ ทองคำ Producer สาวล่ำ คล้ำ เพราะออกแดดออกบ๊อย บ่อย พี่ปุ้ยพร้อมแล้วที่จะมาเฉลยคำถามคาใจให้น้องๆที่สนใจงานด้าน Producer ให้ทราบกัน....

คุณ อมรรัตน์ ทองคำProducerตอบคำถาม
ก่อนอื่นนะคะพี่ปุ้ยขออธิบายให้น้องแหม่มเข้าใจก่อนว่า อาชีพProducer แบ่งออกเป็นหลายสาขา เช่น Producer สิ่งพิมพ์,โทรทัศน์, ฝ่ายผลิต (Production House), ควบคุมฝ่ายผลิต(Agency), Music, ภาพยนตร์, หนังต่างประเทศ, ละคร ฯลฯหน้าที่ของ Producer จะมีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกันไปส่วนตัวพี่ปุ้ยเป็น Producer Agency การทำงานอาจจะแตกต่างไปจากสาขาอื่นนิดนึง คือ Due กับ Supplier ไม่กี่ที่ขั้นตอนก็จะแบ่งออกไปอีกคือ Due กับ Creative เรื่อง Layout หรือ StoryBoard กับ Script คุยรายละเอียดต่างๆ ว่าความต้องการของ Creative มีอะไรบ้าง และเราก็เสริมความคิดของเราเข้าไปได้บ้างถ้าเห็นว่าดีและเหมาะสม และก็Due กับSupplier ที่เหมาะสมกับ Layout, Storyboard,Script นั้นๆ และทำราคาเสนอขายกับ Account Serviceเพื่อนำไปขายราคากับลูกค้าต่อไป หลังจากการเสนอขายราคาแล้วลูกค้าเซ็นอนุมัติ ก็ลงมือทำขั้นตอนต่อไปจนเสร็จProduction นั้นๆ
ปัญหาการทำงานของ Producer พี่ปุ้ยคิดว่า ก็คงจะเป็นเรื่องBudget ที่ลูกค้าตั้งมาให้ ปัญหาคือ Layout, Storyboad, Script ที่วิลิศมาหรา มันก็จะไม่พอกับ Budget ที่ลูกค้าตั้งให้ซึ่งก็ต้องใช้วิชากินแรงกับ Supplier ว่าทำให้พอกับ Budgetที่ลูกค้าตั้งให้ค่ะ
วุฒิที่จะทำงานด้าน Producer ได้ก็คือ นิเทศศาสตร์ สาขาอะไรก็ได้แล้วแต่ความสมัครใจ ของแต่ละคนที่จะสามารถ Dueงานกับคนหลายๆ คน หลายๆ แผนก ให้เชื่อใจได้หรือเปล่าข้อสำคัญก็คือการเป็น Producer ที่ดี คือทำอย่างไรให้เขาเชื่อใจในตัวเรา นี่แหละคือคำว่า Producer

เป็นไง...พี่ปุ้ยตอบคำถามไปแล้ว และยังฝากบอกน้องแหม่มด้วยว่า"ดีใจที่เห็นน้องๆ รุ่นใหม่ๆ สนใจ และอยากทำงานด้านนี้ ถ้าไม่กลัวผิวสวยจะต้องคล้ำลงเพราะแสงแดด ก็ต้องอดทนและพร้อมลุยอย่างเต็มที่ ว่างๆ ก็มานั้งคุยกับพี่ได้นะน้องแหม่ม" นี่แหละพี่ปุ้ยก็ทิ้งท้ายไว้อย่างนี้ พี่นกกระสาก็จะคอยดูน้องแหม่มกลายเป็น Producer คนเก่งอีกคนในอนาคต วันนี้เห็นทีพี่นกกระสาเห็นทีต้องอำลาไปก่อนแล้วเจอกันนะจ๊ะ บ๊าย บาย....

Link: http://www.bkkonline.com/indy/flyhi/13-mar-43.html

การเดินก้าวใหม่ กับเส้นทางสายเดิม

การเดินก้าวใหม่ กับเส้นทางสายเดิม
ในที่สุด วันนี้ก็มาถึงจนได้ครับวันที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะก้าวมาถึงตรงนี้ได้ หลังจากที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในวงการนี้มาประมาณ 8 ปีผมมีบริษัทเป็นของตัวเองแล้วครับ บริษัทที่ร่วมสร้างกันขึ้นมากับรุ่นน้องที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย สองคนช่วยกันปั้นมันขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก...แต่ก็เชื่อว่า บริษัทนี้ต้องโตได้แน่นอนครับ เพราะผมเชื่อว่า เมื่อเริ่มเดินก้าวแรกแล้ว ก้าวต่อไปต้องมีอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าทางข้างหน้าอาจจะมีอุปสรรค์ขนาดไหนก็เถอะ ถ้ามันไม่หนักพอที่จะทำให้ขาผมขาดได้ ผมเดินต่อแน่นอน ห้าห้า จะเดินต่อไปเรื่อยๆ เดินไปจนกว่าจะไปถึงจุดหมายของเราสองคน ม่ใช่กะเทยนะ อย่าคิดมากดิ่ ผมแมนมากๆ นะ จุดหมายของเราก็คือ production house ระดับท๊อป ของประเทศ...ผมเชื่อว่า ผมทำได้แน่นอน เพราะผมเชื่อว่า ถ้าตั้งใจ คิดดี ทำดี ซื่อสัตย์ ไม่มีวันล่มจมแน่นอน แค่นี้แหละครับ จบเอาดื้อๆ แค่จะบอกว่า ผมมีบริษัทเป็นของตัวเองแล้ว....จบเอ่อ...ยังจบไม่ได้ดิ่ ยังไม่ได้บอกชื่อบริษัทเลยReadytoshoot ครับผม เอามาจาก การขานการถ่ายทำหนะครับ (ready to shoot....camera...(speed)...Action!อันนี้ เวบไซต์ ครับผม เชิญแวะเวียนเข้าไปชมครับผม ทำเองกะมือ แต่มันยังนิ่งๆ อยู่อ่ะครับ รอศึกษาเรื่องการเขียนแฟลชก่อน เดี๋ยวจะทำให้มันดุ๊กดิ๊กได้ครับผม ห้าห้าhttp://www.readytoshootthailand.com

Last Update : 25 เมษายน 2550 22:03:38 น.


next trip hongkong
เฮ้อ ถ่ายงานครั้งที่แล้ว หนักหนาสาหัสจริงๆ ด้วย 10 เทป เล่นเอาเปื่อย ทีมงานเหนื่อยไปตามๆ กัน ต่อไปก็ต้องดูตอนตัดต่อแล้วหละ ว่าจะออกมาเป็นไง แต่โดยรวมก็คาดว่าน่าจะรอดแหละ และสำหรับการถ่ายทำครั้งต่อไป ห้าห้า ฮ่องกงครับ ฮ่องกงคือสถานที่ต่อไป ต้องไปเตรียมงานกันตั้งแต่ 15, 16 มิถุนายน แล้ว 17, 18 ถึงถ่าย ช่วงนี้ก็ต้องซุ่มเขียนสคริปต์ รอไว้ก่อน ไปโน่นจะได้ไม่ฉุกละหุกมาก คาดว่าน่าจะสนุก เพราะว่า ถ่ายสองวัน วันละ 7 เทปเอง ชิวๆ ห้าห้าถ่ายเสร็จไปตะลุยราตรีดีกว่า แล้วเดี๋ยวกลับมาจะเล่าให้ฟัง แล้วจะลงรูปให้ดูด้วย ห้าห้าคราวหน้าเจอกันเด้อครับผม

Last Update : 2 มิถุนายน 2549 15:12:47 น.


Preparation
ห้าห้า ศุกร์นี้ก็ต้องถ่ายอีกแล้ว ช่วงนี้อยู่ในระหว่างเตรียมงานอยู่ คาดว่าต้องไปตายเอาแถวหน้ากองถ่ายแน่นอน ตะบี้ตะบันกันถ่ายให้ตายกันไปข้างนึงเล้ยยย เฮ้อออ...ฮือออ สิบเทป จะไหวไม่เนี่ยเรา เริ่มถ่ายเที่ยง มีแววไปเสร็จตอนเที่ยงคืนแน่เลย...ฟันธง ห้าห้าเท้าความนิดนึงละกันครับผม ตอนนี้งานที่ผมรับผิดชอบอยู่ก็คือ รายการสอนภาษาอังกฤษหนึ่งนาที ส่วนรายการอะไรช่องไหน ไม่บอกละกัน นะนะ....ถือว่าขอร้อง ถ่ายเสร็จไปแล้ว 15 เทป วันศุกร์นี้ต้องถ่ายอีก 10 เทป ลากแตกแน่นอน เพราะขนาดสองวันที่ผ่านมา ถ่ายวันละ 7 เทป เริ่มเที่ยงยังเสร็จตั้งห้าทุ่ม ข้าวเย็นก็กว่าจะได้กิน เหนื่อยมักๆ ห้าห้า ศุกร์นี้ตายอย่างเดียว ห้าห้า (ชาวบ้านเค้ามีแต่สั่นสู้ แต่ผม บ่นสู้ ว้อย ห้าห้า)สำหรับวันถ่าย เป็นกองรายการทีวีก็มีไม่กี่คนเองแหละครับผม ก็มี ผม ช่างภาพ ผู้จัดการกองถ่าย ผู้ช่วยผู้กำกับ ลูกค้าอีกสามสี่คน แค่นี้เอง กองเล็ก มาก มีไฟไปหยิบมือ พร้อมพนักงานสองคน แต่ก็โอเค ออกมาสวยพอใช้ได้อวยพรให้ ผมด้วยนะ เพื่อนๆ สำหรับวันศุกร์นี้ ห้าห้าแค่นี้แหละ ใครอยากรู้อะไรเพิ่มเติมก็ถามได้นะครับผม ตอบได้ก็จะช่วยตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบน้า อย่าถือสากันนะครับผม ห้าห้า เดี๋ยวต้องไปดูตัดก่อนแล้วครับผม คราวหน้าเดี๋ยวมาเล่าให้ฟังต่อแล้วกัน ว่าวันศุกร์ถ่ายเป็นอย่างไรบ้าง แล้วเดือนหน้าก็โชคดีหรือโชคเลือดก็ไม่รู้ เพราะต้องไปถ่ายถึงฮ่องกงแหนะ วันนี้บายๆ ก่อนเน้อคับ หลับฝันดีทุกท่าน ขอให้ฝันก็เห็นเงินทอง ตื่นก็เห็นเงินทอง เช่นกันนะครับผม บาย

Last Update : 22 พฤษภาคม 2549 19:07:22 น.

Link: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=monkey-sokmok&group=2

แม่ชียังทำสื่อ

ช่วงนี่แหละรัก คุณศันสนีย : ช่วงนี้เรามีความรักของเพื่อนเราที่เป็นอาคันตุกะเข้ามาแบ่งปันในค่าย ค่ายของเราก็มักจะโชคดี มีเพื่อนอาคันตุกะจากนานาชาติมาเป็นกำลังใจเป็นแรงบันดาลใจในการต่อยอดทุกครั้ง ในวันนี้เรามีเพื่อนที่ก้าวเข้ามาในเวทีของค่าย SOS ชื่อมาดามมาฮีม่า ซึ่งมาจากประเทศอินเดียและมี Production House ซึ่งหมายถึงการทำสื่อ เวลาที่เราทำสื่อมากๆ เราก็มีมืออาชีพเดินเข้ามาสอนอย่างนี้เสมอ และสื่อที่เธอทำน่าสนใจมาก เป็นสื่อที่เธอให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของผู้หญิงและเด็ก เธอกำลังควานหาตัวเด็กมหัศจรรย์ในโลกที่จะเกิดมาเพื่อทำให้โลกนี้เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น นั่นก็คือไปสู่สันติภาพนะคะ (กล่าวต้อนรับเป็นภาษาอังกฤษ) ธรรมสวัสดีค่ะ มาดามมาฮีม่า ยินดีต้อนรับสู่รายการวิทยุสาวิกา และค่ายเยาวชน SOS คุณมีความรู้สึกอย่างไรในการมาที่นี่และเป็นอาคันตุกะของค่ายเยาวชนในครั้งนี้มาดามมาฮีม่า : ส วัสดีค่ะ ฉันชื่อมาฮีม่า มาจากประเทศอินเดีย ฉันมี Production House ซึ่งกำลังจะสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับเยาวชนทางด้านจิตวิญญาณ รู้สึกดีใจมากที่ได้เข้ามาในค่ายนี้และมาพบกับเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา Seeds of Spirituality ดีมากเลยที่ได้มากราบเพื่อนของฉัน คือท่านแม่ชีศันสนีย์ ในครั้งนี้ท่านแม่ชี : ถ้านึกถึงอินเดียก็ต้องนึกถึงประเทศที่มีจำนวนประชากรเป็นอันดับที่สองของโลก เราก็จะรู้ว่าสำหรับคนอินเดียแล้ว ถ้าเป็นคนที่ทำงานจริงก็จริง ฉลาดก็ฉลาดจริง รวยก็รวยจริง ถ้าจนก็จนจริงด้วยนะคะ อากาศร้อนตายกันปีหนึ่งหลายๆ พันคน การที่คนอินเดียสนใจเรื่องมิติของจิตวิญญาณ เพราะว่าในวัฒนธรรมของอินเดียมีศาสนามากที่สุดและมีวัฒนธรรมที่มีสีสันตั้งแต่ฉูดฉาดจนถึงสงบเย็น พระพุทธเจ้าก็เกิดในอินเดีย ในชมพูทวีป เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะได้เห็นว่ามุมมองและแนวคิดของคนอินเดียจะเจาะลึกลงไปถึงการเติบโตทางวัฒนธรรมทางจิตใจ เมื่อเช้านี้แม่เห็นเพื่อนของเราออกมาเดินเล่นแล้วก็แอบดูทุกมุมของบ้านเราเลย และเห็นเค้าถือกล้องถ่ายรูป คือเนื่องจากว่าเค้าเป็นผู้กำกับ เค้าจะมองทุกอย่างผ่านการขยายออกไปเป็นช่องทางของการขยายผลและนี่คือการทำงานของผู้ใหญ่ที่มีวินัย เดินทางมาเพื่อขยายผล เพราะฉะนั้นเค้าเห็นอะไร มันก็เป็นโอกาสที่จะเอาสิ่งที่เห็นออกไป เวลาที่เราทำงานไม่ว่าจะเป็นงานเยาวชนหรืองานอะไร เราจะทำงานด้วยความไม่ประมาท ทุกขณะจิตจะต้องเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดอย่างไม่มักง่าย จะทำงานอย่างสุข ไม่ใช่เสร็จแล้วจึงสุข เพราะฉะนั้นขั้นตอนตรงนี้มันคือการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมคุณศันสนีย : เวลาที่คุณยายจ๋าบอกว่าเราจะต้องทำงานอย่างที่สุด ไม่ประมาท ให้พร้อมเสมอมันคือการจะต้องดูแลที่จิตเลยใช่มั้ยคะ ท่านแม่ชี : มันเป็นเรื่องของการทำงานที่เราต้องรู้ว่า เราเอาอะไรทำงาน เราใช้ชีวิตกับการงาน ชีวิตที่ประกอบไปด้วยร่างกาย แค่เอาร่างกายทำงาน แล้วอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือใจไปไหน แต่ถ้าเราเอาแต่ใจทำงานแล้วไม่มีการใช้การรวมพลังของการร่วมมือกัน มันจะแข็งแรงได้อย่างไร เพราะฉะนั้นกายเป็นเรื่องส่วนหนึ่งของชีวิต แต่จิตเป็นส่วนที่เป็นนานที่สุด ถ้าคนโดยปัจเจกชน เช่น เด็กค่าย SOS สองร้อยคนมีวินัยกับตัวเองในปัจเจกชนเพราะทุกคนจะดูจิตของตัวเองถูกมั้ยคะ แล้วเอากายที่เคลื่อนไหวมาทำพลังงานร่วมกัน เพราะฉะนั้นโดยปัจเจกมันเป็นมหภาคได้ที่การทำงานรวมกัน แล้วผลมันก็ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราบอกว่า เราจะไปบวกกับคนอื่น เอาแต่กายไปไม่ได้ เราต้องเอาใจของเราที่เปิดกว้างและวางอคติไปทำงานที่จะเปิดใจของเราที่จะเรียนรู้กับคนอื่นแล้วมีวินัยกับตัวเอง มันเหมือนอย่างนี้นะคะ วินัยเนี่ยเหมือนกับเรามีดอกไม้หลากหลาย เด็กๆ ที่มาอยู่นี้ บางคนพูดอีสาน บางคนพูดใต้ บางคนพูดเหนือ บางคนผิวดำ บางคนผิวขาว บางคนมาจากองค์กรนั้น องค์กรนี้ เป็นดอกไม้หลากหลายรูปทรง หลากหลายสี หลากหลายกลิ่น แต่การที่เรามาอยู่รวมกันและมีวินัยที่ดีในการที่จะทำให้ตัวเราเป็นดอกไม้ในแต่ละดอกแล้วถูกร้อยโดยเชือกที่ทำให้ดอกไม้แต่ละดอกออกมาเป็นพวงมาลัยอันงดงาม แล้วก็ใช้พวงมาลัยนั้นกับสังคมให้เกิดความสุข คิดดูสิว่าความหลากหลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้ด้วยอะไรคุณศันสนีย : ความหลากหลายจะเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยจิต และวิธีการก็คือมีเคล็ดลับอยู่ตรงที่ว่า เรามีลมหายใจที่เป็นหนึ่งเดียวกันนะคะ อันนั้นเป็นเทคนิค ว่าไปแล้วก็คือเทคนิคในการทำค่าย ถ้าใครที่อยู่ในค่ายนี้ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง เคยตั้งคำถามมั้ยว่าทำไมเราจึงเหนื่อยน้อย น้อยกว่าปกติ ถ้าลองเอาไปเดิน ไปทำงานหนักขนาดนี้ ถ้าเราไม่ตั้งมั่นไว้ที่จิต คงจะพับไปนานแล้ว แต่ขณะนี้ลองนึกว่าเวลาเรามีความสนุกสาน ชื่นบานและเบิกบานอยู่ได้นั้น ที่จริงแล้วเป็นการดูแลจิตให้ไปพร้อมกับกายใช่มั้ยคะท่านแม่ชี : กายเคลื่อนไหว ใจตั้งมั่น เป็นความรักในชีวิตที่เรามีต่องาน การที่เราเดินทางในโลกนี้ ซึ่งคุณยายก็เป็นคนที่เดินทางมากคนหนึ่ง ก็ไม่ต่างจากเพื่อนของเราที่มาจากอินเดียที่ทำงานสืบค้น ควานหา ถ้าเค้าไม่มีใจของเค้าที่มั่นคงในการทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ เค้าจะมาถึงตรงนี้มั้ยล่ะ เป็นผู้หญิงที่เดินทางคนเดียวเพื่อหาความร่วมมือจากเพื่อนที่อยู่ในโลกนี้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเวลาที่เราเดินทางเราจะไม่เหงาเลย เพราะเรามีความรักในการใช้ชีวิตของเราแต่ละขณะอย่างมีวินัย ที่จะทำให้ตัวเรามีเวลาที่สั้นลง แต่ในความสั้นลงนั้นจิตเราเจริญขึ้น ในขณะที่จิตเราเจริญขึ้นเราสามารถบวกได้มากขึ้น หนึ่งบวกหนึ่งมันจึงมหาศาล เวลาที่หนึ่งบวกหนึ่งคำตอบจึงไม่ใช่แค่สอง ถ้าเด็กๆ ในค่าย SOS สังเกตวิธีการทำงานของผู้ใหญ่ ว่าการที่เรามีวินัยที่ดีบวกกับคนที่มีวินัยที่ดี ถ้าคนๆ นั้นมาจากองค์กรหนึ่งแล้วอีกคนหนึ่งมาจากอีกองค์กรหนึ่ง เราสองคนบวกกันเท่ากับองค์กรสององค์กรบวกกัน อย่างเช่น คุณยายมีเพื่อนมาจากมูลนิธิศุภนิมิต มาจากกลุ่มเพื่อนในศาสนาคริสต์ ทุกคนเข้ามาเป็นอาสาสมัคร หนึ่งคนที่มาจากเพื่อนคริสต์ อีกหนึ่งคนที่มาจากเพื่อนพุทธทำงานกัน นั่นหมายความว่าศาสนิกของสองศาสนากำลังทำงานร่วมมือกัน มันมหาศาลมั้ยล่ะ หนึ่งบวกหนึ่งจึงไม่ใช่สอง เหมือนเพื่อนอินเดีย มาหนึ่ง เค้ามี Production House อยู่ที่ไหนก็ตาม เรามี Spiritual Entertainment อยู่ที่นี่ เราบวกกันมั้ย เราสองคนเจอกันคราวนี้ แต่งานของเราจะไปด้วยกันด้วยดีในโลกนี้เพื่อเด็ก นี่คือที่บอกว่าหนึ่งบวกหนึ่งมันคือการรวมพลัง มันคือมหาศาล ค่าย SOS คือการทำงานเชิงบวกอย่างนี้คุณศันสนีย : คุณยายจ๋าสอนแม่ไก่ เมื่อวานแม่ไก่ก็ไปกตัญญูกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ใจดีดูแลค่าย SOS แม่ไก่ก็ไปช่วยเป็นพิธีกรจัดงานกีฬากับเค้า ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้บวกกัน ทำงานด้วยกัน ดังนั้นความรักในช่วงนี่แหละรักในวันนี้มีคำที่พิเศษมอบให้กับเด็กๆ จากคุณยายจ๋า เป็นคำของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ หนึ่งบวกหนึ่งไม่ใช่สอง แต่หนึ่งบวกหนึ่งนั้นคือมหาศาล ถ้ามันมีความรักความเมตตาที่จะเกื้อกูลกันด้วยหัวใจอยู่ที่นั่น

Link: http://sathira-dhammasathan.org/index.php?contentid=1034&groupid=1&subgroupid=929&topgroupid=1

ความสุขที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

Category: Other
ความสุขที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด จากที่คิดว่าการเดินทางไปถ่ายเชียงใหม่คราวนี้ต้องเจอเรื่องหนักกับตำเเหน่งไม่คุ้นเคย คิดเเค่ว่าก็ทำให้ดีที่สุดเท่านั้นก็พอ ตอนเเรกไม่คิดอยากจะรับงานนี้เท่าไหร่ เเต่พอได้ไปคุยเห็น story board รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที มันไม่ใช่โฆษณาขายของเหมือนอย่างที่ผ่านมา เป็นโครงการถนนสีขาวที่จะออนเเอร์ตอปีใหม่ เรื่องราวเกี่ยวกับเเม่ที่พูดถึงลูกชายที่อยู่ห่างไกลกัน เเต่มีความรักความผูกพันให้เเก่กันเสมอ สิ่งที่เเม่อยากได้จากลูกก็คือ การที่ได้เห็นหน้าลูกเท่านั้นไม่ต้องการอะไรที่เเพงราคาล้นฟ้า เเค่ลูกปลอดภัยเเม่ก็ดีใจ สารภาพเลยว่าตอนฟังผู้กำกับอธิบายคิดถึงหน้าเเม่เหลือเกิน เป็นหนังที่ดีมากๆ เลยตกลงรับทำ ตัวเเสดงก็หาจากที่เชียงใหม่เป็นเเม่ลูกกันจริงๆ ซึ่งเพื่อนที่ทำหน้าที่castingได้หามาไว้พอสมควรเเล้ว ก่อนที่จะขึ้นไปก็เตรียมงานเหนื่อยพอควร ใกล้วันถ่ายทำก็เเอบหวั่นในใจเพราะพี่ผู้กำกับพูดออกมาเองเลยว่ามั่นใจในตัวเอ้ยมากเพราะทำงานละครเเละหนังใหญ่มาน่าจะทำเรื่องการเเสดงได้ดี ไม่ได้รู้อะไรเลยว่ายิ่งพี่พูดหนูยิ่งกดดัน เหอๆๆ รู้สึกไม่ดีเลยเวลามีคนมาฝากความหวังไว้ที่เรา เเต่ก็ได้เเค่ยิ้มๆตอบเเค่ว่าจะทำให้ดีที่สุด ก่อนถ่ายได้ไปเจอนักเเสดงเเต่ละคนน่ารักมากๆ ยิ่งตอนฟังเเม่เล่าเรื่องลูกชายว่าทำอะไรให้เเม่บ้าง ไม่ว่าจะคอยดูเเลตอนเเม่ป่วย ซื้อของมาให้ ทำทุกอย่างให้เเม่สบายใจ ฟังไปเรื่อยๆเเอบกระซิบถามเพื่อน "ผู้ชายคนนี้ยังโสดหรือเปล่าเนี่ย รักเเม่ขนาดนี้ ทำหัวใจเราหวั่นไหว" เพื่อนขำร่วนเลย บอกนานๆจะเจออาการเพ้อของเอ้ยสักทีเเหม...เเอบบอกความลับของสาวๆให้ฟัง เลยว่า ส่วนใหญ่สาวๆจะชอบผู้ชายที่รักครอบครัวเพราะนั่นหมายถึงผู้ชายคนนี้รู้จักรักรู้จักให้ คนที่เเม้เเต่พ่อเเม่ยังไม่สนใจเเล้วจะมารักอะไรเรา นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงส่วนมากเขาคิดกันนะจ๊ะ เเอบกระซิบบอกเลยเพื่อนก็ตอบออกมาว่า "โสด" ยิ้มร่าเลย ถึงหน้าตาจะธรรมดาเเต่นิสัยดี น่ารักอย่างนี้ ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็สน อิอิ ทำงานคราวนี้ทำให้รู้สึกดีกับหนุ่มขึ้นเยอะ เปรยๆกับเพื่อนว่า "เออ ผู้ชายดีๆยังมีอีกเยอะเลยเนอะ" "ใช่สิ อย่างเราก็ดีนะ" (โฆษณาตัวเองซะงั้น) "เเต่เเกโชคร้ายไปหน่อยเจอเเต่ผู้ชายไม่ดี เลยอคติ" ก็จริงอย่างที่เพื่อนพูด นานๆเจอคนดีๆเลยเเอบปลื้ม อิอิเข้าเรื่องงานต่อ วันถ่ายจริงก็มาถึง เหอๆๆ ออกเเนวตื่นเต้นปกติไม่เคยสั่งกล้องเอง เวลาสั่งถ่ายทีต้องเเยกประสาทมากๆ ยิ่งนักเเสดงที่ไม่เคยทำงานอย่างนี้มาก่อนยิ่งตื่นเต้นต้องคอยบิ้วให้เขาคลายกังวล การเล่นต่อหน้าคนสามสิบคนทำให้เกิดอาการตื่นเหมือนกันอย่าว่าเเต่นักเเสดงเลยให้คนเบื้องหลังไปอยู่หน้ากล้องยังเกร็ง เเต่นักเเสดงก็น่ารักมากๆ พยายามเต็มความสามารถพอเริ่มชินกับการทำงานทุกอย่างก็ราบรื่นมาสะดุดตรงโปรดิวเซอร์ที่ชอบโชว์พาวเวอร์ของตัวเองนี่เเหละ จู่ๆมาตะโกนว่าเรื่องเปลืองฟิล์ม โวยวายจนคนอื่นงงว่าอะไรกันเนี่ย เเต่คนที่น่าห่วงสุดคือนักเเสดงที่เขารู้สึกว่าตัวเองทำผิดทำให้เปลืองฟิล์มคราวนี้เกิดอาการพูดผิดพูดถูกจากที่กำลังดีเลยเเย่ลงเลย ขอบอกว่าถ้าไม่เห็นเเก่เพื่อนเห็นเเก่คนอื่นๆ อาจจะมีสวนกลับ เเต่ทำอะไรไม่ได้ จริงๆเห็นเขามาตั้งเเต่ตอนฝึกงานร่วมงานกันกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เฮ้อๆๆ คราวนี้ต้องขอเวลานอกคุยกับนักเเสดงใหม่ โปรดิวเซอร์ไม่ได้รู้อะไรเลยว่าลูกชายเขาเเอบมองหน้าอย่างไม่พอใจอยู่นานพอควรคราวนี้เลยต้องคุยกับทั้งเเม่ทั้งลูกเลย เดี๋ยวจะเกิดเรื่องเหอๆๆ นั่งดูฉากที่เเม่กอดลูกชายที่กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดอาการคิดถึงเเม่จับใจอยากกลับมากอดเเม่เหมือนกัน ยิ่งได้ถ่ายเเม่ลูกคู่ที่สองยิ่งประทับใจทำคนในกองน้ำตาซึมเมื่อเเม่กอดกับลูกชายเเล้วร้องไห้โฮออกมาด้วยความตื้นตันเพราะปกติไม่ค่อยกอดกันคราวนี้ลูกชายเลยร้องตาม มีผลต่อตัวข้าพเจ้าที่sensitiveอยู่เเล้ว บ่อน้ำตาเเตกตาม นั่งอยู่หน้าเซ็ตไปน้ำตาหยดไป สั่งคัทยังเสียงสั่น เเงๆๆๆ หนูคิดถึงเเม่ เเต่ก็ซึ้งดี พอเลิกกองโทรหาเเม่เลย ไม่ใช่เอ้ยคนเดียว ผู้กำกับก็เป็น ฝ่ายเสื้อผ้าปาดน้ำตากันป้อยๆ ทำงานนี้เสร็จรู้เลยว่าความรักของเเม่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิดถ่ายสองวันถือว่าพอใจกับสิ่งตัวเองทำถึงเเม้จะอารมณ์เสียไปบ้างเเต่รู้สึกว่าควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น นิ่งขึ้น ความใจร้อนลดลงไปอาจเป็นเพราะโตขึ้นเเละก่อนหน้านี้เจองานที่ต้องคุมเรื่องอารมณ์มาพอควร รู้สึกเลยว่าใจเย็นกว่าเมื่อตอนเรียนเยอะเลยโชคดีที่เจอผู้กำกับใจดี เลยทำงานเเบบสบายใจ มีอะไรเสนอได้ตลอด ค่อนข้างโอเค ความหวั่นๆเลยลดลงยิ่งนักเเสดงน่ารัก อิอิ คอยดูเเลเอาใจใส่ เเละตั้งใจในการทำงานดีกว่าดาราบางคนเสียอีกทุกอย่างเลยราบรื่นเป็นงานที่ทำไปเเล้วมีเเต่ความสุข รวมไปถึงเรื่องราวของโฆษณาทำให้คิดถึงเเม่ ทำไปเเล้วรู้สึกตื้นตันจริงๆ นี่เเหละความสุขในการทำงาน ได้ทำในสิ่งที่รักเเละรักในสิ่งที่เราทำ
Prev: พลังอันยิ่งใหญ่ ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่Next: เรื่องของความคิดถึง

Link: http://devilaei.multiply.com/reviews/item/8

ภัทรสุดา อนุมานราชธน

ภัทรสุดา อนุมานราชธน หรือ บัว เป็นบุตรสาวของ ดร.สันจัย อนุมานราชธน กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอซี นีลเส็น ประเทศไทย จำกัด และ คุณกาญดา อนุมานราชธน บัวเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจนกระทั่งจบชั้นมัธยมจึงได้สอบ เข้าศึกษาต่อที่คณะอักษรศาสตร์ ภาควิชาศิลปะการละคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บัวบอกว่าที่เลือกเรียนสาขานี้คงเป็นเพราะตอนเด็กๆ เคยตามคุณแม่ ซึ่งเป็นอดีตผู้กำกับ ภาพยนตร์โฆษณาและสารคดีต่างประเทศไปทำงานตามกองถ่าย ภาพยนตร์ การละคร และการแสดงจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอตั้งแต่เด็กๆ ต่อมาเมื่อได้มาเรียนรู้ก็ชอบและสนุก กับการสร้างสรรค์ผลงานอยู่ในโรงละครจริงๆด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตลอดเวลา ๔ ปี บัวถึงไม่เคยพลาด หากมีการออดิชั่นคัดเลือกนักแสดงเพื่อร่วมแสดงละครประจำภาควิชาเลย ซึ่งที่ผ่านมา เธอก็มีโอกาสได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้หลายเรื่องด้วยกัน อาทิ เรื่องวัยไฟ รัก (ทะ) ลวงตา โชคล้านดวง ยอดปรารถนา และ ละครเนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครบ 150 ปี เรื่อง นิทราชาคริต ในเวลาเดียวกันนั้นนอกจากการเรียน บัวยังมีอีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป. ๓ นั่นคือ การขี่ม้า ซึ่งแม้จะเริ่มต้นจากความรักม้าเท่านั้น แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเป็นอย่างดี บัวจึงได้เริ่มฝึกซ้อมอย่างจริงจังก่อนจะเข้าร่วมการแข่งขันขี่ม้าและคว้ารางวัลมาได้มากมายจากหลายรายการด้วยกัน แต่ในที่สุดแล้ว บัวก็จำต้องหยุดแข่งขันเหลือการขี่ม้าไว้เป็นเพียงงานอดิเรก เมื่อเธอต้องเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทสาขาการแสดงที่ Goldsmiths College, University of London ประเทศอังกฤษเป็นเวลา ๑ ปี บัวบอกว่าการไปเรียนต่อครั้งนี้ทำให้เธอรู้ว่าที่ทางที่เหมาะสมกับตัวเองนั้นก็คือในโรงละครนี่เอง เพราะในนั้นมีทั้งความฝันและแรงบันดาลใจ ให้กับเธอ ฉะนั้นถึงแม้การจะสร้างละครหรือการแสดงขึ้นมาครั้งหนึ่งแม้จะเครียดมาก แต่บัวก็ยังคงมีความสุข สนุกกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และยินดีที่จะแก้ไขสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไปเรียนยังไม่ทันจบดี หญิงสาวก็โชคดีอีกครั้งเมื่อได้รับการติดต่อให้มาเป็นอาจารย์พิเศษที่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งเพิ่งจะเปิดภาควิชาศิลปะการแสดงขึ้นเป็นปีแรก แต่ทั้งนี้บัวยอมรับว่าไม่ค่อยถนัดงานสอนนัก ประกอบกับเป็นภาควิชาใหม่หลายอย่างจึงยังไม่เข้าที่ดี แต่เพราะได้เห็นความตั้งใจของนักศึกษา ในขณะที่ตัวเธอเองก็พยายามทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดจึงเป็นกำลังใจให้บัวยังคงมุ่งมั่นทำงานนี้ เพื่อรอดูผลลัพธ์อันน่าชื่นใจต่อไป นอกจากการสอนหนังสือแล้ว ตอนนี้บัวยังรับงานที่บางกอกโอเปร่าในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้กำกับฯ และมีผลงานที่เพิ่งผ่านตาไปคือเรื่อง Das Rheingold ซึ่งจัดแสดง ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ยังเป็น In-house Producer ให้กับงานคอนเสิร์ตอื่นๆ รวมไปถึง การเป็นนักเขียนอิสระเขียนเรื่องท่องเที่ยวและวิจารณ์บทละครลงในนิตยสารด้วย สำหรับเส้นทางที่เดินอยู่นี้ บัวอธิบายว่าการแสดงก็คือการใช้ชีวิต เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิตบนเวทีก็เหมือนกับการใช้ชีวิตข้างนอก จะต่างกันอยู่บ้าง ก็เพียงบนเวทีนั้นเธอสามารถทำได้ทุกอย่าง ด้วยทุกคนเข้าใจว่านี่คือการแสดง ดังนั้น เมื่อขึ้นเวทีบัวจึงเต็มที่เสมอ เพราะต้องการให้เป็นงานที่ออกมา จาก "ใจ" ของเธอจริงๆ เมื่อถามถึงความฝัน บัวเผยว่าอยากจะทำ Solo หรือ การแสดงเดี่ยวของตัวเองสักครั้ง ตอนนี้ก็กำลังหาเวลาเขียนบทเก็บไว้เรื่อยๆก่อน โดยตั้งใจว่าจะทำฝันนี้ให้เป็นจริงให้ได้ภายในปีนี้...เปิดแสดงเมื่อไหร่ จะชักชวนเพื่อนฝูงไปร่วมชื่นชมผลงานชิ้นเอกของเธอด้วยกันเยอะๆ

งานโฆษณาสนุกตรงไหน? ไอเดียไม่จำเป็นจริงหรือ?

ที่มา Link: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=roundfinger&month=04-2007&date=28&group=20&gblog=5

ถาม:สวัสดีพี่เอ๋ อีกครั้งแวะเข้าไปอ่านบล็อกหลังใหม่ของพี่เอ๋แล้วค่ะคิดว่าตอนนี้พี่เอ๋คงยุ่งอยู่แน่ๆ เพราะไม่มาอัพเลยแต่วันนี้ เราเมล์มาคุยด้วยก็เพราะเรามีเรื่องจะปรึกษาน่ะค่ะเราเพิ่งเรียนจบ และยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานเลยแต่เหมือนว่าเราจะโชคดีที่มีโอกาสดีๆผ่านเข้ามาเราได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในเอเจนซี่แห่งหนึ่งAccount ที่เราเจอเนี่ย เป็นประเภทเครื่องประทินผิวน่ะค่ะซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่CDเค้าสอนงานเราแล้วการทำงานจริง มันก็ทำให้เรารู้ว่าบางที ไอเดีย มันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่เราจะเข้ามาทำงาน เราสนุกกับการคิด scam ad. เพื่อทำพอร์ทแล้วเราก็หวังว่าเราคงจะมีความสุขถ้าหากได้ทำงานที่เรารู้สึกสนุกแต่ความจริงมันต่างกับสิ่งที่เราคิดมากๆ (เหมือนรุ่นพี่ครีเอทีฟหลายๆคนบอกไว้)เราได้เรียนรู้ว่าเรายังอ่อนหัดอีกมาก ลูกค้าฉลาดและเค้าก็ไม่ได้ต้องการไอเดียของเรา เพราะเค้ามีสิ่งที่คิดไว้ในใจอยู่แล้วดังนั้น เราก็ต้องอ่านลูกค้าให้ออก และรับมือเค้าให้ได้แต่ตัวเราก็ช่างอ่อนด้อยประสบการณ์เหลือเกินเราก็เลยรู้สึกเครียดเลย ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักทีเรายังรู้สึกศรัทธาและหลงใหลกับสายงานนี้อยู่นะคะแต่เราคิดว่าสินค้าใหญ่ๆมีอำนาจเงินเยอะๆแบบนี้มันยังไม่เหมาะกับเราหรือเปล่า?หรือเพราะเรายังเด็กเกินไป พอเจอของยากก็เลยท้อ?พี่เอ๋คือคนหนึ่งเลยนะคะที่เป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้เราเราเลยอยากจะขอคำปรึกษาและกำลังใจจากพี่เอ๋ค่ะ(หวังว่าพี่เอ๋คงจะมีเวลาว่างมาตอบเมล์เราไม่ช้าก็เร็วนะคะ)ปล.Thesis จบของเรามีการหยิบยืมข้อมูลในหนังสือและบล็อกของพี่เอ๋ด้วยค่ะขอโทษที่มาขออนุญาตช้าไปหน่อย แต่เราให้เครดิตชื่อพี่เอ๋เรียบร้อยแล้วนะคะจาก- คนที่คุณต้องถามโรเบิร์ต แลงดอน -ตอบ:"ไอเดีย" คืออะไรหว่า?เราว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ครีเอทีฟทุกคนน่าจะมีคำตอบให้กับตัวเองเพราะ "ไอเดีย" ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน นิยามต่างกันไปสำหรับเรา "ไอเดีย" คือความคิดและ "ไอเดีย" ในงานสร้างสรรค์ ก็คือ ความคิดที่มันสร้างสรรค์ความคิดสร้างสรรค์ ถูกนำมาใช้ในงานโฆษณาก็เพราะต้องการขายของอย่างสร้างสรรค์ คือมีวิธีการที่สดใหม่และแตกต่างจากคู่แข่ง สร้างสรรค์ให้สินค้า "ขายได้"นั่นคือ "ความคิดสร้างสรรค์" ของเรา"ไอเดีย" จึงจำเป็นเสมอสำหรับงานโฆษณาไม่มีงานโฆษณาชิ้นไหนที่ไม่มี "ไอเดีย" อยู่ที่ว่า ไอเดียดี หรือ ไม่ดีแล้ว "ไอเดียที่ดี" คืออะไร?อันนี้ก็น่าจะมีคำตอบในใจ เอาไว้ตอบให้ตัวเองฟังไอเดียที่ดี สำหรับเรา ก็คือ ไอเดียที่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าหมายถึง สินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ ที่เอาเงินมาจ้างเราให้คิด (สร้างสรรค์) ชิ้นงานโฆษณาให้กับเขาหากยอดกำลังตก ก็ต้องช่วยฉุดยอดให้มันขึ้นมาหากคนกำลังเบื่อกับภาพลักษณ์ ก็ต้องทำให้คนรู้สึกดีขึ้นหากคนกำลังชื่นชอบสิ่งที่แบรนด์เป็นอยู่ ก็ดูแลให้ดีต่อไปไอเดียที่ดี น่าจะทำหน้าที่เหล่านั้นและไม่จำเป็นต้อง สด ใหม่ แปลก แหวกแนว เสมอไปอยู่ที่ว่า ในจังหวะเวลานั้น สินค้าชนิดนั้นต้องการสิ่งเหล่านั้นหรือไม่บางครั้งก็เลยขัดกับ "ธรรมชาติ" ของบรรดา "ครีเอทีฟ"ที่รักการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไม่ยอมจมปลักอยู่กับอะไรเดิมๆอยากทำ อยากคิด อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ยิ่งเป็นครีเอทีฟใหม่ไฟแรง ก็ยิ่งพลุ่งพล่านเมื่อมี "ไอเดีย" ที่ใหม่มากๆ ก็อยากผลิตแต่สินค้านั้นอาจไม่ต้องการอะไรที่ใหม่ขนาดนั้นก็มักจะท้อใจว่า ทำไมเขาไม่เห็นความดีงามในความคิดเรา(เราก็เป็นอยู่บ่อยๆ)และเมื่อโดนเข้าบ่อยๆ ก็เลยเปลี่ยนความเชื่อของตัวเองไปว่าทำตามที่ลูกค้าสั่ง ตามที่ลูกค้าอยากได้ก็พอแล้วซึ่งอันนั้นก็ดูทรยศต่อวิชาชีพเกินไปหน่อยจริงๆ แล้ว ความสนุก ความท้าทาย และสิ่งที่จะพิสูจน์ความเก่งของครีเอทีฟ (นักสร้างสรรค์)น่าจะอยู่ที่ การ "สร้างสรรค์" งานที่ดีให้ได้ในข้อจำกัดและในความต้องการที่แท้จริงของแบรนด์ๆ นั้น และสภาพการตลาดในเวลานั้นทำโฆษณาแล้วเกิดประโยชน์กับแบรนด์ไม่ใช่โฆษณาที่คนฮากันทั้งเมือง แต่แบรนด์เสียภาพลักษณ์สินค้าขายไม่ออก หรือในแบบอื่นๆ ที่ผิดต่อวัตถุประสงค์ด้านการตลาดครีเอทีฟที่ไม่เคยได้รางวัลจากเวทีไหนเลยแต่ทำยอดสินค้าให้พุ่งกระฉูดได้ ก็นับว่าเก่ง มิใช่หรือ?อยู่ที่จะนิยามความเก่งและความสนุกของการทำงานว่าอย่างไรอย่าเพิ่งท้อ อย่าท้อเร็วเกินไปนะไอ้น้อง (ร่วมอาชีพ)เราก็เคยเกือบเลิกอาชีพนี้ ตอนที่เจอลูกค้าหินๆ แต่ก็รอดมาได้ และก็รู้สึกว่า ได้เรียนรู้จากกรณีนั้นเจอของยาก แล้วพอเจอของง่ายก็สบายแล้วตลอดอาชีพนี้ เราคงไม่ได้ทำสินค้านี้ชนิดเดียวยังมีสินค้าสนุกๆ อีกมากให้ได้ทำและอยากบอกว่า โฆษณาสนุกๆ ที่เห็นผลิตกันออกมาก็ผ่านหยาดเหงื่อ หยดเลือด และน้ำตากันมาทั้งนั้น (ฮ่าฮ่า)หากจะท้อ ก็ดูจะเร็วเกินไปหากไม่ชอบใจ ก็ลองทนทำหากทนไม่ไหว ค่อยลองไปทำสินค้าอื่นเพียงแค่อยากบอกว่าโฆษณาที่ดี มีหลายแบบไอเดียที่ดี มีหลายแบบความสนุกของการทำโฆษณา คิดโฆษณา ไม่ใช่แค่รางวัล หรืองานแปลกๆการคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์การตลาดของลูกค้าก็คือความสนุกอีกแบบหนึ่งลองมองโฆษณาให้กว้างขึ้นอีกสักหน่อย อาจจะเจอพื้นที่ให้เรียนรู้ วิ่งเล่น และศึกษามากขึ้นนอกจากสนุกที่จะคิดงานมันส์ๆ แล้ว ยังมีอย่างอื่นที่สนุกอีกตอนเราเริ่มทำโฆษณาใหม่ๆ เราคิดเสมอเลยว่า การไปออฟฟิศคือการไปโรงเรียนยังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกมาก เมื่อรู้แล้วก็จะทำมันได้ดีขึ้น สนุกขึ้นขอเอาใจช่วยให้สนุกกับงานที่ทำอยู่นะครับและหวังว่าจะคิด "ไอเดียดีๆ" เพื่อผลิตเป็น "ชิ้นงานดีๆ" ได้ในเร็ววันอ้อ อย่าลืมล่ะว่า เป็น "ไอเดียดีๆ" ในแบบของเราในนิยามของเราเอง แบบไหนก็ได้ทั้งนั้นเมื่อนิยาม "ไอเดียดีๆ" กว้างขึ้น ก็มีพื้นที่ให้เราสนุกเพิ่มขึ้นอีกขอให้สนุกกับการคิดไอเดียดีๆ ครับวงการโฆษณาจะได้มีครีเอทีฟเก่งๆ อีกหนึ่งคนสู้เค้า!ปล. ยินดีมากๆ ที่ได้มีส่วนกับธีสิส ขอบคุณมากๆ นะครับ

Last Update : 28 เมษายน 2550 17:36:10 น.
25 comments
ไม่ได้เป็นครีเอทีฟ และไม่ได้ทำงานโฆษณา เป็นแค่ผู้ชมแต่ยังไงก็ขอมีส่วนร่วม ขอเอาวิธีคิดเรื่องไอเดีย ไปใช่ในเรื่องอื่น เพราะไอเดีย คือ ความคิดไอเดีย ในงานสร้างสรรค์ ก็คือความคิดที่สร้างสรรค์เมื่อไอเดียที่ดีๆกว้างขึ้น ก็จะมีพื้นที่ให้เราสนุกเพิ่มมากขึ้น ดีจริงหัวข้อนี้

โดย: therainyseason IP: 58.137.5.11 วันที่: 28 เมษายน 2550 เวลา:19:05:59 น.
เช่นกันค่ะ ไม่ได้เรียนมาทางเเนวนั้น!!!!สิ่งที่เรียนเค้าไม่คิดอะไรเเปลกใหม่ หรือเเวกเเนวจนน่าประหลาด กระตุ้นจิตใจใครๆได้เพราะว่าเรียนเกี่ยวกับเครื่องบินเรียนเพื่อกระทำในสิ่งปลอดภัย......เเละปลอดภัยเหมือนว่าทำงานอยู่บนชีวิตคน (อาจจะดูเวอร์ เเต่นั่นก็เป็นเรื่องจริง)ชอบคำถาม+คำตอบนี้จังการที่สามารถสร้างไอเดียสร้างสรรค์ให้กับงานได้คิดว่ามันทำให้งานไม่น่าเบื่อนะคะเเต่งานที่ต้องทำตามขั้นตอนเเละcheck listอยู่เสมอบางครั้งก็อยาก....ไปสร้างสรรค์บ้างจัง......เป็นกำลังใจให้คนสร้างสรรค์ สร้างสิ่งงดงามให้เราเชยชมต่อไป...

โดย: iiws IP: 58.9.120.235 วันที่: 28 เมษายน 2550 เวลา:19:53:24 น.
ไม่ได้เรียนด้าน 'โฆษณา' มาเช่นกันนนนนนนนแต่คิดว่า 'ไอเดียดี ๆ' เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในทุกอาชีพ...เอ่อ จะว่าไป ... แค่ชีวิตประจำวันบางครั้งยังต้องการ 'ไอเดียดี ๆ' เลยนะขอรับ

โดย: เติ้ล IP: 202.57.182.162 วันที่: 28 เมษายน 2550 เวลา:21:49:14 น.
ตอนแรกที่ถามว่าไอเดียคืออะไร นึกถึงหนัง final score ที่ถามว่า ความรู้คืออะไร..เหมือนกับทุกความเห็นข้างบน...ไม่ได้เรียนมาทางด้านโฆษณา งานที่ทำก็ห้ามโฆษณาตรงๆอีก (ผิดจรรยาบรรณ) แต่ชอบอ่าน และชอบดูไอเดียเจ๋งๆ ให้กำลังน้องที่เมล์มาด้วยนะครับ ทำงานไปเรื่อยๆ ประสบการณ์จะตามมาเอง

โดย: PeeYong IP: 58.11.177.39 วันที่: 28 เมษายน 2550 เวลา:22:21:15 น.
^^โทษที พิมพ์ตกไปหน่อยให้กำลังใจครับ เดี๋ยวจะงงว่ากำลังอะไร

โดย: PeeYong IP: 58.11.177.39 วันที่: 28 เมษายน 2550 เวลา:22:23:01 น.
ท่านฤาษีไหนว่าจำศีลอยู่ ออกมาทำไม?แค่แวะเอามาให้ท่านอ่าน จากแฟนคลับของท่าน http://wutkate.com/forum/forum_posts.asp?TID=180&PN=1

โดย: ไข่ IP: 124.121.72.72 วันที่: 28 เมษายน 2550 เวลา:22:23:49 น.
ชีวิตไม่ยาก ...... ถ้าตั้งโจทย์ง่าย ว่ามั๊ยคะ ???โจทย์ข้อนี้ หนุ่มเมืองจันท์ให้ไว้ค่ะสำหรับบางคน การทำงานบางอย่างก็ไม่ได้ให้รางวัล ไมได้ความพอใจของลูกค้า ไม่ได้ขายของได้มากมาย ฯลฯ อย่างที่เราหวังแต่ถ้ามองให้ดี บางทีงานนั้นก็ทำให้เราเรียนรู้ว่า ลูกค้า ชอบหรือไม่ชอบอะไรเจ้านาย และเพื่อนร่วมงานมีวิธีการคิด และจัดการอย่างไรถนนใหญ่ อาจยังไม่เหมาะสำหรับ คนที่เพิ่งหัดข้ามทางม้าลาย แต่ถ้าอยากที่จะลองข้าม ก็ต้องลองเดินตามคนที่ใช้ทางสายนั้นประจำ พยายามข้ามบ่อยๆ เราก็จะเรียนรู้จังหวะ และวิธีการข้ามของเราเอง เราไม่ใช่คนแรก ที่เพิ่งเคยข้ามถนนใหญ่เส้นนี้ธรรมดาที่จะรู้สึกกลัว ตื่นเต้น เสี่ยง แต่ว่าวันหนึ่ง เมื่อเราสามารถเดินข้ามได้เอง หรือสามารถเดินนำคนอื่นได้ จะรู้ว่า ... คุ้มค่า ที่กล้าตัดสินใจก้าวขาข้ามถนนเส้นนี้ถ้าเราข้ามถนนที่สีลม สยาม หรือเยาวราชได้ ต่อไปถนนหนานจิง ที่เซี่ยงไฮ้ ก็ไม่ใช่ปัญหา ว่ามั๊ย

โดย: a (klom) IP: 58.8.168.89 วันที่: 29 เมษายน 2550 เวลา:7:52:56 น.
แม้ว่าจะไม่ใช่คนในวงการ (โฆษณา)แต่ก็รู้สึกว่าไอเดีย + ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญในทุกวิชาชีพบางครั้งเราสามารถนำไอเดีย + ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆมาประยุกต์ใช้กับงานในวงการ (ของเรา) ได้ทำให้ลดความจำเจในบางเรื่อง ทำให้เรื่องบางเรื่องง่ายขึ้นงานแต่ละอย่างคงต้องใช้ทั้งศาสตร์ + ศิลป์ที่สำคัญ...ทำในสิ่งที่รัก + รักในสิ่งที่ทำ...แค่นี้ก็นำพาความสุขแบบพอเพียงมาให้กับเราแล้วความสุขมากมายที่เหลือก็ถือซะว่าเป็นกำไรชีวิตไปละกัน

โดย: jummdcu IP: 125.24.156.20 วันที่: 29 เมษายน 2550 เวลา:12:49:27 น.
คงจริงอย่างที่พี่เอ๋ว่า เค้าว่าหากคนเราเจอสิ่งที่ยากมามาก ทำให้สิ่งต่อไปหลังจากนี้"ง่ายขึ้น" (ถ้ามันไม่ยากกว่าสิ่งที่ยากที่เราทำในตอนแรกนะ) แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีอะไรยากเกินกว่าความพยายามไม่ใช่หรือ?เห้อ.. ช่วงอารมณ์ประมาณนี้เลย ท้อกับการเรียน3Dเหลือเกิน บางทีสิก็สนุกไปกับมัน บางทีมันก็ชักไม่สนุกซะแล้วทำให้นึกสงสัยในตัวเองว่า สรุปแล้วใช่สิ่งที่ชอบจริงรึเปล่า?

โดย: สิ IP: 58.8.87.32 วันที่: 29 เมษายน 2550 เวลา:17:00:26 น.
พี่สอนน้องได้ดีจังเก็บคำแนะนำไปใช้บ้างดีกว่า หลายๆประโยคใช้ได้กับทุกอาชีพนะครับ

โดย: ป้อจาย วันที่: 29 เมษายน 2550 เวลา:17:23:17 น.

โดย: CrossbacK IP: 124.120.224.197 วันที่: 29 เมษายน 2550 เวลา:18:27:54 น.
อืมม - -. อ่านบทความด้านข้างบน แล้ว ทำให้ผมคิดถึงโอกาซัง ใน โตเกียวฯ เสียนี่กระไรผมว่ามันอยู่ที่ความตั้งใจน่ะ ถ้ามีความสนุกที่กระทำ ก้อแล้ว ทำไมต้องท้อด้วย? ทำไมต้องตั้งคำถามมาค้านกับความคิดล่ะ ทั้งที่ยังไม่ได้เต็มที่กับมันเลย

โดย: CrossbacK IP: 124.120.224.197 วันที่: 29 เมษายน 2550 เวลา:18:31:11 น.
โอ๊ะ ผิดๆ โอโตะซัง และ โอกาซัง

โดย: CrossbacK IP: 124.120.224.197 วันที่: 29 เมษายน 2550 เวลา:18:32:34 น.
มีคนบางคนบอกว่างานสร้างสรรค์เป็นความฟุ่มเฟื่อยแต่งานสร้างสรรค์หลายงานในหลาย ๆ สาขาวิชาชีพก็ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า และ ความสะดวกสบายมากขึ้นขอเป็นกำลังใจให้คนสร้างสรรค์เช่นกันค่ะขอให้มีแรงบันดาลใจอยู่ข้าง ๆ ตัวตลอดไปนะคะ

โดย: yayaa IP: 58.64.125.231 วันที่: 29 เมษายน 2550 เวลา:19:06:17 น.
ไอเดีย คือไอฉันเดียที่รักรวมกันได้สิ่งที่ฉันรักค่าไหนว่าจำศีล

โดย: ช่อแก้ว (คนกันเอง มาช้า แต่มาตั้งนานแล้ว) IP: 58.147.75.243 วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:15:36:03 น.
ขอคารวะท่านพี่(ร่วมอาชีพ)และหลายๆคอมเมนท์มากๆเลยค่ะ

โดย: - คนที่คุณต้องถามโรเบิร์ต แลงดอน - IP: 203.113.34.11 วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:19:34:04 น.
ไม่ได้เรียนโฆษณา แต่ต้องมาทำงานอยู่ฝั่งการตลาดของฝ่ายลูกค้า ..เจ้าของผลิตภัณฑ์ ....(ชาวญี่ปุ่น)สิ่งที่ลูกค้าหวังไว้ .... มีสูงมากเกินคำบรรยายบางครั้ง หรือหลายครั้งที่เจอครีเอทีฟไอเดียแย่ๆ ทำให้ฝ่ายลูกค้า ต้องตั้งปราการใหญ่ๆ ขึ้นมาเพราะกลัวว่าจะเจอครีเอทีฟ ที่ทำให้ผิดหวังอีกเหมือนความรักเลยแฮะ ....ทุกวันนี้ไปทำงาน ก็เหมือนไปโรงเรียน อย่างที่บอกไว้จริงๆ .... มีเรื่องราว ปัญหาแปลกๆ อีกมากมายที่ให้ได้ทดสอบวันละหลายๆ แบบฝึกหัด

โดย: sayorita IP: 124.121.58.146 วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:0:28:27 น.

โดย: เปรี้ยวจาย IP: 202.12.97.115 วันที่: 3 พฤษภาคม 2550 เวลา:14:22:51 น.

โดย: therainyseason IP: 58.8.184.72 วันที่: 4 พฤษภาคม 2550 เวลา:8:12:31 น.

โดย: ชายกลาง IP: 203.151.216.20 วันที่: 4 พฤษภาคม 2550 เวลา:8:19:59 น.
สวัสดี คนที่คุณต้องถามโรเบิร์ต แลงดอน, พี่เอ๋ และทุกคนโรเบิร์ต แลงดอน เป็นใครหรอ เขียนภาษาอังกฤษว่ายังไงคะวันนี้วันที่ 5 พฤษภาคม คนที่ทำให้เราต้องถามโรเบิร์ต แลงดอน บอกว่าเราได้เรียนรู้ว่าเรายังอ่อนหัดอีกมาก ลูกค้าฉลาดและเค้าก็ไม่ได้ต้องการไอเดียของเรา เพราะเค้ามีสิ่งที่คิดไว้ในใจอยู่แล้วดังนั้น เราก็ต้องอ่านลูกค้าให้ออก และรับมือเค้าให้ได้แต่ตัวเราก็ช่างอ่อนด้อยประสบการณ์เหลือเกินเราก็เลยรู้สึกเครียดเลย ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักทีดีจังนะ ที่คุณคนนี้มีความรู้สึกเครียดที่ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เรารู้สึกมานานแล้ว มีความรู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน แต่ก็ยังทำตัวเหมือนเดิมแย่จัง พลังเราหายไปไหนหมด รู้ตัวดี เรื่องนั้นทำให้เราวุ่นวายใจ ที่ทำได้ คือแก้ปัญหามันก่อน แล้วจึงค่อยทำใจแก้ปัญหายังไงนะ คิดไม่ออก ตอนนี้พยายามหาอะไรทำไปไม่ให้คิดใจเราอยากทำให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่านี้ เราหมายถึงความรู้สึกข้างในพี่เอ๋ บอกว่า จริงๆ แล้ว ความสนุก ความท้าทาย และสิ่งที่จะพิสูจน์ความเก่งของครีเอทีฟ (นักสร้างสรรค์)น่าจะอยู่ที่ การ "สร้างสรรค์" งานที่ดีให้ได้ในข้อจำกัดและในความต้องการที่แท้จริงของแบรนด์ๆ นั้น และสภาพการตลาดในเวลานั้นเป็นความคิดที่ดีนะ เพราะการสร้างสรรค์งานที่ตรงใจลูกค้า ตรงตามสภาพแวดล้อมขณะนั้นและแอบมีความคิดของเราเพิ่มเติมลงไปนิดหน่อย ใครที่ทำให้ส่วนผสมพวกนี้ลงตัวกันได้ คนนั้นก็น่าภูมิใจกับตัวเองหรือถึงแม้ทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นบันไดขั้นเล็กๆ ให้เราก้าว ให้เราเก่งต่อไปในอนาคตคุณคนที่ทำให้เราอยากรู้ว่าโรเบิร์ต แลงดอนเป็นใครอยากให้กำลังใจและสู้สู้ต่อไปเช่นกันส่วนเรื่องนั้น...ยอมรับว่าการอ่านหนังสือก็ยังไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเท่าไรนักแต่ก็ยังพอช่วยได้ในช่วงที่ใจนิ่งๆ สำหรับการเปิดรับข้อความใหม่ๆแต่การอ่านคนเขาคุยกัน รู้สึกกัน แสดงความคิดเห็นกันและได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองมันก็ช่วยให้อะไรดีขึ้นเยอะเหมือนกันเราจะสู้สู้เหมือนกันนะ

โดย: น. ณ. ทะเล้น IP: 203.156.26.4 วันที่: 5 พฤษภาคม 2550 เวลา:13:25:15 น.
ชอบความคิดของคุณ a (klom) จังเลยเปรียบเหมือนเราหัดข้ามถนนจริงๆ ด้วยนะช่วงแรกเราอาจจะยังไม่เก่ง ต้องคอยถาม และโดนตำหนิโดนว่าอยู่บ่อยๆแต่เขา... ก็ทำให้เราเก่งนี่นะเหมือนแม่ของเราที่ชอบบ่นนั่นบ่นนี่ บ่นซ้ำๆ บ่นทุกวันเขาหวังดี อยากให้เราเก่ง อยากให้เราไม่ผิดพลาดและอีกหน่อย เราก็คงเก่ง เหมือนแม่ ใช่ไหมคะไหน ยิ้มให้ตัวเองหน่อยซิ วันนี้เราเริ่มรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วนะ

โดย: น. ณ. ทะเล้น IP: 203.156.26.4 วันที่: 5 พฤษภาคม 2550 เวลา:13:36:16 น.
พี่เอ๋สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

โดย: Mint,,* IP: 58.9.68.96 วันที่: 7 พฤษภาคม 2550 เวลา:22:23:45 น.
เหนด้วยๆๆเหมือนโอโต้ซัง ณ โตเกียวเลยยยว่างๆชอบทำอาหารรึป่าวคะพี่เอ๋

โดย: หัว หม่ง ตู้ IP: 125.25.202.158 วันที่: 9 พฤษภาคม 2550 เวลา:15:22:21 น.
เหนด้วยๆๆเหมือนโอโต้ซัง ณ โตเกียวเลยยยว่างๆชอบทำอาหารรึป่าวคะพี่เอ๋

มาพัฒนาไอเดียของสาวก MKT กันเหอะ

มาพัฒนาไอเดียของสาวก MKT กันเหอะ
สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน
วันนี้เรามีเรื่องดีๆ พัฒนาสมองมาให้เพื่อนๆ ดูเพื่อความเพลิดเพลินกัน แต่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเรานักเรียนการตลาดทุกคน เพราะมันเป็นเว็บประเทืองปัญญาสุดๆเลยแหละ อยากให้เพื่อนๆได้ดูกัน เพื่อนบางคนอาจจะรู้หรือไม่รู้เกี่ยวกับการแจกรางวัลของโฆษณาเท่าไหร่นัก วันนี้ขอพรรณาโวหารเกี่ยวกับมันหน่อยละกัน
สำหรับในประเทศไทย รางวัลของคนทำโฆษณา ที่ สาวก MKT พอจะรู้จัก ก็คงเป็นงาน TACT Awards ซึ่งโฆษณาที่เข้ารอบก็จะแบบโฆษณาที่มีใน ประเทศไทยอ่ะนะ ซึ่งพวกเราก็คุ้นเคยและพอจะเดาออกกันอยู่แล้วว่าเขาสื่ออะไร เพราะโฆษณาไทยส่วนใหญ่ บอกกันตรงๆ ขายกันตรงๆ ประมาณนั้น
แต่สำหรับวันนี้ แอมมีเว็บนึ่งจะขอแนะนำ เป็นอะไรที่เวิร์คมากสำหรับคนที่สนใจโฆษณา และน่าจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่มากก็น้อยนะจ๊ะ เป็นรางวัลของคนโฆษณาที่เป็นระดับโลก ซึ่งก็คงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า มันจะขุดกึ๋น ความสามารถ ความแนวมาแข่งกันมากแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่ทำให้แอมรู้จากรางวัลนี้ก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนสูง ยิงยาว 1 นาที หรือแม้กระทั่งจ้าง พรีเซนเตอร์ที่เป็น IDol ค่าตัวเหยียบล้าน คุณก็มีโอกาสคว้ารางวัลนี้มาได้ เพียงแต่คุณมีไอเดียเจ๋งๆ มันก็พอ แค่นั้นจริงๆ นะ
ในเว็บนี้มีรางวัลหลายประเภท ทั้ง Film Ad,Out Door Ad,Press Ad ซึ่งภายในจะแบ่งย่อยรางวัลเป็น Grand Prix , Gold , Silver , Bronze. ยังไงก็ลองเข้าไปชมดู แต่อาจโหลดช้าหน่อยเพราะเขาเอาโฆษณามาให้ดูกันเลยหละ
เขาว่ากันว่าโฆษณา ต่างชาติดูแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง อันนี้ก็ลองพิสูจน์กันนะ ของแบบนี้มันต้องฝึก ดูเยอะๆ เด่วมันก็ได้ฟิวส์ เองแหละ แต่ว่าไม่ใช่ว่าฝรั่งเขาจะได้แต่รางวัลนะ ขอบอกว่า ไทยเราก็เจ๋งเหมือนกัน ได้รับรางวัลนี้ด้วย ทายสิว่าโฆษณาอะไร .........คิดไม่ออกกันใช่ไหมท่านผู้อ่าน เฉลยดีมั้ยเนี่ย หรือว่าจะไปพิสูจน์ดู เอาเป็นว่าเฉลยดีกว่า เพราะบางท่านที่เป็นคนดีไม่ได้แอบใช้คอมบริษัทเปิดดู หรือร่ำรวยพอ ที่บ้านไม่มี Hi-speed internet ก็คงจะนั่งเกาหัวนอนไม่หลับกระสับกระส่ายเป็นแน่ ดังนั้นเฉลยละกัน แท๋น แท๋น แทนนนนนน "Smooth E series เรื่องยาวอะ ที่มีตั้ง 4 ตอน ที่นางเอกชื่อจุ๋มเป็นสาวห้าวอะ จำได้ปะ" ขอยอมรับเลยว่าอันตัวข้าพเจ้าเองยังดูไม่จบเลย ตอนมันเอามาฉาย ก็อาศัยเว็บนี้แหละดูจนจบ(ตัวหนังสือไม่ได้หายไปไหนหรอก แต่ลองทดสอบเพื่อนๆ กันว่าจะรู้วิธีทำให้มันปรากฎมาหรือเปล่า อิๆๆๆ)
ยังไงก็ศึกษากันละกันนะ เห็นอะไรดีๆ ก็อยากให้เพื่อนๆดู หรือที่ผู้ที่เข้าสเปซของเขาได้พัฒนาไอเดียอะนะ ถ้าข้อมูลผิดพลาดยังไง มีท่านอาจารย์ หรือ ผู้มีฟามรู้ทางการตลาดเข้ามาดู อ่านข้อความนี้แล้วขัดใจ ก็ขออภัยด้วยนะคะ อย่าว่ากันเลยนะคะ
สุดท้ายนี้ เราจะไม่บอกวิธีเข้าเว็บนี้กับท่าน ให้ท่านหากันเอาเอง (ล้อเล่น) บอกสิ อุตสาห์บ่นมาซะยาว เว็บหนะ โพสให้ด้านซ้ายมือแล้ว ที่หัวข้อที่ว่า Update Marketing Knowledge หนะ หรือเข้าที่นี่ ถ้าใจร้อน
http://www.canneslions.com/winners_site/ ได้เลย แล้วถ้าเพื่อนๆ มีความคิดเห็นกันยังไง หรือดูอันไหนไม่เข้าใจ อันไหนเด็ด ก็มาเม้นกันได้นะ ยินดีจ๊ะ เพราะสเปซนี้เปิดโอกาสให้กับ คนรุ่นใหม่ สนใจอะไรใหม่ๆ นะจ๊ะ
ท้ายที่สุด คิดถึงเพื่อนทุกคน นะจ๊ะ อย่าลืมกัน มีอะไรบอกกล่าวกัน ผ่านสเปซนี้ก็ได้นะ รักษาสุขภาพกันด้วยหละ

คิดถึงทุกคน

แอม


ด้านล่างต่อจากนี้ เอาไว้กระตุ้นต่อมความอยากรู้ สำหรับคนที่อาจไม่มีเวลาเข้าเว็บ ก็ตัดมาให้ชมกันเป็นการเรียกน้ำย่อยอ่านะ ทั้งสองอันนี้เป็น 1 ในรางวัล Outdoor Ad จ๊ะ รูปที่สอง เราไม่ได้ทะลึ่งนะเว่ย เขาได้รางวัลเจงๆๆ

ธรรมะไรท์เตอร์เป็นการสื่อธรรมะแบบจ๊าบ

“ธรรมโดน” โดย ธรรมะไรท์เตอร์เป็นการสื่อธรรมะแบบจ๊าบ สมกับอาชีพของผู้เขียนซึ่งเป็นครีเอทีฟในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง แต่ท่ามกลางความจ๊าบมีธรรมะ ซึ่งผู้เขียนได้มาจากการบวชเรียนและศึกษาปฏิบัติธรรม ธรรมะอยู่ทุกหนทุกแห่งของชีวิต ชีวิตของคนปัจจุบันอยู่ในสังคมวัตถุนิยมบริโภคนิยม ท่ามกลางแสงสีและชอปปิงมอลล์ แต่ท่ามกลางชีวิตประจำวันเหล่านั้น เราอาจกระตุกตัวเองให้เห็นธรรมได้ อย่างที่ธรรมะไรท์เตอร์พยายามกระตุกผู้อ่าน
ถ้าท่านอ่านแล้วสนุกก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ท่ามกลางความสนุกลองจดข้อธรรมะที่ธรรมะไรท์เตอร์พยายามนำเสนอในทุกตอนซึ่งมีไม่กี่ข้อ แต่เป็นแกนของหลักธรรม แล้วพยายามทำความเข้าใจหลักธรรมเพียงไม่กี่ข้อนั้นบ่อยๆ จะพบว่าตัวเองจะค่อยๆ เปลี่ยนไป คือมีความเบาเนื้อเบาตัว มีอิสรภาพ มีความสุข มีความรักในเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งมากขึ้น
ผู้ที่ชำนาญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนมากที่สุด คือครีเอทีฟโฆษณา คือโฆษณาให้อยากบริโภคสินค้าในเป้าหมาย แต่ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ดังกล่าวสามารถใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ได้ด้วย ในท่ามกลางวิกฤติโลกในปัจจุบันมนุษย์จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในตน หวังว่าครีเอทีฟโฆษณาทั้งหลายจะมีบทบาทส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของมนุษย์กันมากขึ้น เพื่อให้สามารถฝ่าวิกฤตการณ์ไปสู่ศานติสุขได้
ประเวศ วะสี
คำนิยมโดยคุณต่อสันติสิริ
ตอนพงษ์สึกมาใหม่ๆ เค้าจะไม่เลิกพูดเรื่องธรรมมะ จนกระทั่งคนในบริษัท หรือแม้กระทั่งคนนอกบริษัทฯก็จะโทรมาถามผมว่า “พี่พงษ์เค้าเพี้ยนหรือเปล่า” แต่ผมก็ยิ้มอยู่ในใจเพราะรู้ดีว่าเขาปรกติดี เพียงแต่เค้าเพิ่งไปพบอะไรบางอย่างที่ทำให้มุมมองเขาเปลี่ยนแปลงไป และอาจจะไม่เหมือนกับคนส่วนมาก ก็จะเหมือนได้อย่างไร เรานักโฆษณาอยู่ในดงของการสร้างกิเลส เพื่อให้คนมีความสุขแบบหนึ่ง ในขณะที่พงษ์เพิ่งออกมากจากสถาบันที่พยายามกำจัดกิเลส เพื่อให้คนมีความสุขอีกแบบหนึ่ง ดีใจที่พงษ์ยังไม่เลิกรากับความตั้งใจที่จะเตือนพวกเราว่า มันมีความสุขอีกอย่างหนึ่งนะ เป็นความสุขแบบสงบ ที่ไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่เราคิด ไม่ได้อยู่แต่เฉพาะตามวัดเท่านั้น แต่ถ้าเรามีสติเราก็จะได้เริ่มค้นพบความสุขแบบนี้จากตัวเราเอง กับชีวิตประจำวัน และสิ่งธรรมดาๆที่อยู่รอบข้างเรา เช่น สบู่ เป็นต้น ถ้านี่คือความเพี้ยนในสายตาคนบางคน ผมคิดว่าโลกนี้น่าจะมีคนที่เพี้ยนแบบพงษ์มากกว่านี้
ต่อ สันติสิริExecutive Creative DirectorTBWATHAILAND
คำนิยม โดยคุณไมตรีอริยสัจจากร
“โลกเปลี่ยนแค่เราขยับ” ผม พงษ์ รู้จักกันจากศิษย์เป็นน้อง จากน้องเป็นเพื่อน จากนั้นก็ขยับปรับเปลี่ยนไปอีกสารพัดตามแต่วาระและโอกาสจะเอื้ออำนวย เราเจอกันบ่อยครั้งทางเน็ตและทางความคิด เวลาขยับให้พงษ์คนเดิมที่ผมรู้จักไปอีกหลายกระเบียด ทั้งที่ยืนและที่คิด ที่สัมผัสได้โดนๆก็จากอักษรแต่ละตัวในหนังสือเล่มนี้ ธรรม ไม่ใช่แฟชั่น ไม่มียุคสมัย ให้ผลไม่จำกัดกาล ง่ายเหมือนจับของคว่ำให้หงาย ท่านทั้งหลายจงมาดูเถิด ๒๕๐๐ ปีให้ผลอย่างไร วันนี้ก็ให้ผลไม่ต่างกัน ท่านทั้งหลายพร้อมขยับที่นั่ง ที่ยืน ที่คิดหรือยัง หามุมเหมาะๆทางความคิด “แล้วมาเปลี่ยนโลกกัน”
รัก ไมตรี อริยสัจจากรExecutive Creative DirectorSC Matchbox Co.,Ltd
คำนิยม โดยคุณสุทธิศักดิ์สุจริตตานนท์
พงศ์เป็นคนที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ เขาเป็นคนขยัน ตอนที่พงศ์บวช ผมก็คิดในใจว่าคราวนี้เขาคงต้องได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ที่ลึกซึ้งถึงธรรมะและแก่นแท้ของชีวิตแน่ ๆ จนอาจจะบวชลืม พงศ์เป็นก๊อปปี้ไรเตอร์ที่มีฝีปาก และฝีไม้ลายมือฉกาจ (แม้ว่าบางทีพวกเออีจะบอกว่าเขาปากจัด) เขาวาดภาพด้วยคำได้ดีเยี่ยม ตอนที่ร่วมงานกัน เวลาที่เราคิดหนังโฆษณา ผมมักจะให้พงศ์เขียนเป็นสคริปสปอตวิทยุก่อนเสมอ เพราะมันไม่มีภาพ แล้วทุกครั้งที่เขาเขียน... ก็โดนทุกทีครับ ทั้งตอบโจทย์ ทั้งฮา ลองคิดดูสิครับว่า เมื่อเอาคนที่เขียนอะไรก็โดน มารวมกับการเข้าถึงธรรมะแล้วผลลัพธ์จะเท่ากับอะไร? เฉลยให้ก็ได้... คำตอบก็คือ “เรื่องธรรมโดน” ไงครับ (ที่จริงแล้วเขาตั้งชื่อหนังสือเองนะครับ......ไม่ใช่ผม) ได้อ่านแล้วมีสติขึ้นเยอะเลยครับ!
สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ Chairman & CCO BBDO Bangkok

Chief Creative Officer คนดังแห่ง BBDO Bangkok

บ่ายแก่ๆ ของวันศุกร์แรกของเดือนตุลาคม “POSITIONING” ฝ่าสายฝนปนไอแดดเพื่อพบปะพูดคุยกับสุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ Chief Creative Officer คนดังแห่ง BBDO Bangkok ณ ชั้น 18 อาคารอื้อจื่อเหลียง ถึงผลงานโฆษณาโทรทัศน์ชุดใหม่ของยูนิฟ กรีนที พร้อมๆ กับเรื่องราวเบื้องลึกในฐานะที่เป็นเจ้าของรางวัล Agency of the Year ซึ่งเพิ่งได้รับจากเวที Adman Awards ตอกย้ำ Positioning เดิมแต่เล่าเรื่องด้วยวิธีใหม่ “เราเก็บแนวคิดเดิมของยูนิฟ กรีนทีที่ว่า ทำจากยอดใบชาแท้ ชั้นเลิศ เพื่อตอกย้ำ positioning ว่ายูนิฟเป็นชาเขียวทำจากยอดใบชาชั้นเยี่ยม แต่วิธีเล่าเรื่องจะเปลี่ยนไป เราจะไม่ทำหนังหนอนพ่อลูกอีกแล้ว แก่นของมันไม่ใช่การเดินทางของหนอนพ่อลูก แก่นตอนนี้คือ ตอนกลางคืนหรือก่อนพระอาทิตย์ขึ้น คนเก็บชาจะได้พบผีและยอดชาดี เราได้ไอเดียมาจากข้อเท็จจริง ข้อมูลที่ได้พบว่า การเก็บใบชาที่ดีต้องเก็บเวลากลางคืน และเรายัง keep image ความเป็นญี่ปุ่นไว้ หนอนก็ยังอยู่ คนเก็บใบชาก็คนเดิม แต่เพิ่มบรรดาผีญี่ปุ่นเข้ามา สำหรับเรานี่คือไอเดียสดใหม่ เราไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ ” สุทธิศักดิ์ ร่ายยาว แมทชิ่ง สตูดิโอ เป็น Production House ที่คุ้นเคยกับ “หนอนยูนิฟ” มาตั้งแต่แรกเริ่ม ผีพวกนี้เป็นผีที่เราเห็นในการ์ตูนญี่ปุ่น ถ้าเราดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง spirit away จะเห็นผีเต็มเลย แต่เราเลือกเอาเฉพาะผีน่ารัก ถ่ายทำในสตูดิโอของแมทชิ่งทั้งหมด ใช้เวลาเพียง 1 วัน เอาต้นชาที่ปลูกในถุงมาวางเป็นไร่ชา ถ่ายเป็น night shot ส่วน background ทิ้งดำไปเลย หนอนผี ก็เป็นหนอน mock up มีกลไกให้ชักไฟฉาย ขยับปากแลบลิ้นหลอกได้ การผลิตไม่ยุ่งยาก เพียงแต่ว่าเป็นภาพที่แปลกตา เข้ากับกระแสหนังผีช่วงนี้ แต่โทนหนังก็ออกมาน่ารักๆ เพราะเราไม่ได้ใช้ผีน่ากลัว sound ก็เป็นเพลง chill สมัยใหม่ ไม่ใช่เพลงกดประสาทแบบหนังผี (หัวเราะ)” ยูนิฟ ก็ได้แต่หวังว่า หนอนผีรุ่นล่านี้จะติดเทอร์โบหนีโออิชิสุดแรงเกิด เพื่อคงความเป็นหนึ่งต่อไป ท่ามกลางสงครามราคาชาเขียวที่คุกรุ่นคับตู้แช่เวลานี้ หากหนอนผีเดินเครื่องช้า คราวหน้า BBDO มีสิทธิเปลี่ยนพรีเซนเตอร์เป็น “หนอนรถด่วน" โดยเร็ว ไม่งั้น ยูนิ-เพรสซิเดนท์ อาจจะไม่สบอารมณ์นัก Client : บริษัท ยูนิ-เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย) จำกัด Product : ยูนิฟ กรีนที Theme : Spirits Concept : ยูนิฟ กรีนที จะทำทุกวิธีเพื่อให้ได้ชาเขียวคุณภาพ จากยอดอ่อนของใบชาในเวลาที่ดีที่สุด Title : Unif Green Tea Spirits Length : 45 วินาที และ 15 วินาที Agency : BBDO Bangkok Creative : สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์, กิตติ ไชยพร, อัศวิน พานิชวัฒนา Production House : แมทชิ่ง สตูดิโอ Film Director : สุธน เพ็ชรสุวรรณ เบื้องหลัง Agency of the Year : Adman Awards สไตล์การทำงานของ BBDO Bangkok “ปีหนึ่ง ๆ เราทำหนังโฆษณา 70-80 เรื่อง ทำหนังที่คนดูดูแล้วชอบ เราไม่มีสไตล์ในการทำหนัง ทำได้ทุกสไตล์ หากมันจะดูแล้วขำหรือฮากลิ้งก็เป็นเพราะเราทำตามความต้องการของคนดู เมืองไทยชอบอะไรที่มันสนุกสนาน ไม่ซีเรียส ถ้าเราทำหนังซีเรียส คนก็กดรีโมตหนี ดังนั้นหนังส่วนใหญ่จึงเป็น humour ซึ่งเป็นรูปแบบที่ผู้บริโภคเมืองไทยชอบดูที่สุด เป็นสิ่งที่บรรดาเอเยนซี่ค้นพบ ทุกคนเลยหันมาทำหนังแบบนี้กันหมด ผมว่ามันก็ดีที่ทำให้หนังเมืองไทยแตกต่างจากเมืองนอก ต่างชาติดูแล้วรู้เลย นี่...มาจากเมืองไทย” ความสำเร็จจากเวที Adman Awards ? “BBDO ได้ 25 รางวัล ถามว่าทำไมเราถึงได้เยอะ แสดงว่ามาตรฐานของเราดีมั้ง (หัวเราะ) เรารู้สึกดีใจที่ทำหนังมาตรฐานสูงและแตกต่างจากคนอื่น สิ่งที่ผลักดันให้เรามีมาตรฐานขนาดนี้ อาจเป็นเพราะ vision ที่ตั้งไว้ เราต้องการเป็นบริษัทโฆษณาที่ดีที่สุดในโลก vision ของเราสูงส่งมาก ผมเป็นคนตั้งไว้เองแหละ เพราะผมเชื่อว่า ตราบใดที่เราไม่มีความฝันไม่มีเป้าหมาย อยู่ไปวันๆ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าเป้าหมายเรายิ่งสูง ก็ยิ่งทำให้เรายิ่งขวนขวายตะเกียกตะกายเพื่อพัฒนาไปให้ถึงจุดนั้น” “รางวัลเป็นมาตรวัดความคิดสร้างสรรค์ เพราะไม่สามารถเอาไป research ได้ วัดไม่ได้ ดังนั้นการประกวดที่มาตรฐาน ก็เป็นเครื่องชี้วัดได้ว่างานเราดีหรือไม่ดี” Agency of the Year จากเวทีในประเทศไม่เพียงพอเสียแล้ว Agency of the World ต่างหากที่ BBDO Bangkok ต้องการ นั่นหมายความว่าต้องฝ่าด่านเอเยนซี่หลายร้อยแห่งทั่วโลก ซึ่งไม่ง่ายเอาเสียเลย ฝันเฟื่องหรือเรื่องจริง “เรากล้าฝันขนาดนี้เพราะเราได้ไปสัมผัสกับรางวัลในเวทีระดับโลกมาแล้ว 3 ปีที่แล้วเราได้ Gold Lion จากโปสเตอร์ของ FedEx ปีที่แล้วจากหนังมนุษย์สะดือของกิฟฟารีน ล่าสุดก็เพิ่งจะคว้ารางวัล Gold Lion จากเมือง Cannes ได้เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้เรามีเป้าหมายในการทำงาน” “BBDO ไม่มีปณิธานองค์กรที่สวยหรู เรามีแต่ the work the work แล้วก็ the work นั่นหมายความว่าทุกคน ทุกฝ่ายในองค์กรต้องทำงานร่วมกันอย่างแน่นแฟ้น เพื่อให้ได้งานที่เยี่ยมยอด เพราะสุดท้ายเราก็โดนวัดความสามารถที่ผลงาน” ฝันจะยังคงเป็นฝันต่อไปหรือกลายเป็นจริงได้ คงต้องดูกันอีกนาน ปัญหาครีเอทีฟหัวกะทิลาออก...? “เรามีทีมที่เยี่ยมยุทธ์ ส่วนมากเป็นคนรุ่นใหม่ แม้จะมีคนออกไปบ้างแต่ก็เป็นเรื่องปกติของวงการเอเยนซี่ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ มีคนออกก็มีคนเข้า ครีเอทีฟที่มีความสามารถสูงเข้ามาก็ทำแทนได้เลย อย่าลืมว่า ครีเอทีฟเป็นแค่เฟืองตัวหนึ่งเป็น 1 ในกลไกเท่านั้น แต่ด้วย vision อันชัดเจน ทุกคนก็จะเป็นหนึ่งเดียว ถูก motivate ไปในทิศทางเดียวกัน” วิธีการของ สุทธิศักดิ์ จึงปั้นเลือดใหม่ โดยเฟ้นหากันตั้งแต่ยังเป็นบัณฑิตจบใหม่ ไม่เคยผ่านงานที่ไหน ด้วยการไปตรวจดูสารนิพนธ์ หรือโปรเจกต์ของบัณฑิตไฟแรง สาขาโฆษณา หากผลงานเข้าตาก็จะมีโอกาสห้อยบัตรพนักงาน BBDO Bangkok เป็นการสร้างเลือดใหม่ ปั้นลูกหม้อให้เป็นกำลังสำคัญของบริษัทต่อไป ท่ามกลางสภาวะที่เลือดเก่าถ่ายเทไปสู่เอเยนซี่อื่น BBDO Bangkok เชื่อว่าความรู้คือพลัง จึงเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น เว็บไซต์ที่ต้องเสียค่าจ่ายสูงเพื่อเข้าไปชมหนังโฆษณาทั่วโลก “ดูกันทุกวันดูย้อนหลังไปอย่างน้อย 10 ปี ดูเพื่อที่จะไม่ทำซ้ำ ต้องคิดให้แตกต่างไปเลย ให้เด่นกว่าให้ได้ เพื่อความเป็น trend setter” Did you know? BBDO Worldwide เป็นบริษัทโฆษณาใน Omnicom Group มีออฟฟิศ 345 แห่ง ใน 76 ประเทศ มี Head Quarter ที่นิวยอร์ก ปี 2003 จากการสำรวจของ AdvertisingAge รายงานว่า BBDO Worldwide มีรายได้เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก Dentsu แต่เมื่อเทียบรายได้ทั้งกลุ่ม Omnicom Group มีรายได้สูงสุดในโลก BBDO Bangkok เริ่มดำเนินการเป็นครั้งแรกในนามของ Damask/BBDO เป็นบริษัทร่วมทุนขนาดเล็ก เมื่อปี 2542 และในปีเดียวกันนั้นเอง BBDO Worldwide ซื้อหุ้นของ Damask พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น BBDO Bangkok ปัจจุบันแบรนด์เหล่านี้คือลูกค้าของ BBDO Bangkok PEPSI, Frito Lay, Pizza Hut, GE Capital, VISA, FedEx, Uni-President, ICI, MITSUBISHI MOTORS, m&m’s, Bayer, Bridgestone, TOSHIBA, Fluocaril, TESCO Lotus, Drypers, Cialis, Major Development, หนองโพ, Cesar, Crystal, 12 Plus, PAPERMATE, MAXLINER, C’CARE, กุ๊ก, HomePro, นันยาง, GIFFARINE, POST TODAY, SC ASSET, modernform, D-maQ

ครีเอทีฟแห่งปี’44

ครีเอทีฟแห่งปี’44
โดย บิสิเนสไทย [3-1-2002]
ครีเอทีฟ และผู้อยู่ในแวดวงโฆษณาหลายคนพูดตรงกันว่า งานโฆษณาจะน่าสนใจและท้าทายมากยิ่งขึ้น ในสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะครีเอทีฟ หรือนักคิดสร้างสรรค์งานโฆษณาทั้งหลาย จะต้องหาวิธีการที่จะสื่อสารให้ผู้บริโภค สนใจในตัวสินค้าถึงขั้นควักเงินออกจากกระเป๋ามาซื้อให้ได้มากที่สุด
ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า งานโฆษณาส่วนใหญ่มุ่งเน้นที่การสร้างแบรนด์ของสินค้า และการหาจุดขายใหม่ๆ ที่มีความแตกต่าง ซึ่งถือเป็นการสร้างความสำเร็จทางการตลาดให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี
“บิสิเนสไทย” จึงได้จัดอันดับครีเอทีฟที่มีผลงานโดดเด่นในงานโฆษณา โดยพิจารณาจาก
1.มีผลงานโฆษณาที่โดดเด่นในปี 2544
2.สร้างแบรนด์ที่ดี
3.Big Idea
4.สร้างจุดขายใหม่ๆ และแตกต่างตรง ตันติเวชกุล
Creative Director บริษัท เดนท์สุ ยังก์ แอนด์ รูบิแคม จำกัด
เจ้าของผลงานโฆษณาหลายชุดที่โดนใจผู้บริโภคและเจ้าของสินค้า เช่น ภาพยนตร์โฆษณาชุด Walking, Elevator และ Jacuzzi ของผลิตภัณฑ์ซีเล็คทูน่า ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสินค้าใหม่ ดึงจุดขายใหม่ ที่โดดเด่นและแตกต่างจากงานชุดเดิมๆ อย่างเห็นได้ชัด
“ครีเอทีฟเป็นหมือนคู่ชีวิตของสินค้า”
นายตรง ตันติเวชกุล กล่าวกับ“บิสิเนสไทย” การสร้างงานโฆษณาที่ดี คือ สินค้าจะต้องขายได้ นักคิดต้องหาจุดขายที่แตกต่าง มีความโดดเด่น หาจุดขายใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ผสมผสานกับไอเดียของการสื่อสารกับผู้บริโภคที่มีความสดใหม่ และที่สำคัญคือ งานโฆษณาจะต้องสร้างแบรนด์ ต้องอธิบายองค์ประกอบของแบรนด์ให้ได้
และในต้นปี 45 นี้ จะได้เห็นผลงานจากครีเอทีฟไฟแรงคนนี้อีกหลายชุด อาทิ ที่นอนโลตัส รองเท้านักเรียนบาจา ปลาเส้นฟิชโช่ และเมืองไทยประกันชีวิตกรณ์ เทพินทราภิรักษ์
Creative Director จากโอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย จำกัด กับงานโฆษณาล่าสุด ที่ใครเห็นแล้วก็ต้องหยุดดู
กับภาพยนตร์โฆษณากางเกงยีนส์แรงเล่อร์ ที่สื่อให้เห็นถึงความทนทานของกางเกงได้อย่างสะใจ รวมทั้งงานโฆษณาปลาหมึกเส้นทาโร่ พริ้นท์แอ็ดไวไวรสต้มโคล้ง ซึ่งคว้ารางวัลแทคอวอร์ดปีที่ผ่านมาไปครอง
ส่วนโฆษณาชุดล่าสุดที่เพิ่งเห็นผ่านตากันไป ก็คือ “เขย่าก่อนดื่ม” ของผลิตภัณฑ์ กาแฟกระทิงแดงจุรีพร ไทยดำรงค์
Creative Director จาก ซาทชิ แอนด์ ซาทชิ แต่ผลงานที่ผ่านตาก่อนหน้านี้ เป็นผลงานเมื่อครั้งที่จุรีพร ยังเป็น Creative อยู่ที่ รีซัลท์ส แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด จุรีพร ถือเป็นครีเอทีฟมือหนึ่งของรีซัลท์สที่สร้างงานโฆษณาเด่นๆ หลายชิ้น โดยเฉพาะโฆษณาหลอดไฟฟ้าซิลวาเนีย ที่คว้ารางวัลจาก แทค อวอร์ดปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อจุรีพรย้ายไปอยู่สังกัดใหม่อย่างซาทชิฯ แล้ว เจ้าของสินค้าก็ยังหอบสินค้าตามมาให้จุรีพรเป็นผู้ดูแลอีกเช่นเคยวิศิษฎ์ ล้ำศิริเจริญโชค
ครีเอทีฟจากค่ายโอกิลวี่ แอนด์เมเธอร์ ประเทศไทย อีกคนหนึ่ง ที่มีผลงานโดดเด่น และคว้ารางวัลทั้งจากแทคอวอร์ด และแบด อวอร์ดครั้งล่าสุด กับงานโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง สปอนเซอร์ และโซดาสิงห์พินิต ฉันทประทีป
ครีเอทีฟและผู้บริหารคนสำคัญของ เจ.วอลเตอร์ ธอมสัน ที่มีผลงานเด่นๆ มากมายหลายชิ้น เช่น ภาพยนตร์โฆษณาลูกอมฮอลล์ ชุด “ไหว้เจ้า” ภายใต้สโลแกน “ทีฮอลล์ใหม่ ทำไมใหญ่ขึ้น” ส่วนผลงานเด่นในปีนี้ ได้แก่งานโฆษณาผงซักฟอกโอโม่ กระดาษดับเบิ้ล เอชูเกียรติ เจริญสุข
เมื่อ 5-6 ปีก่อน เราได้เห็นโฆษณาโทรศัพท์เคลื่อนที่ อิริคสัน รุ่นเล็กสุดในช่วงนั้น GH 388 ในภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง STREET
จนทำให้ผู้บริโภคทั้งหลาย เรียกโทรศัพท์รุ่นนั้นว่า รุ่นตกรู นั่นคือผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ของนายชูเกียรติ เจริญสุข ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ ถือว่าสร้างความสำเร็จให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี มีความชัดเจนในส่วนของยี่ห้อ และขนาดที่เล็ก ตามที่เจ้าของสินค้าต้องการ
มาในปีนี้ ชูเกียรติ ได้สร้างสรรค์งานโฆษณาชิ้นใหม่ ให้กับธนาคารกรุงไทย เป็นการพูดถึงธุรกิจ SME ที่มีการหมุนเวียนของเงินจากการกู้ธนาคารมาสู่การทำธุรกิจต่อเนื่อง แม้งาน ชุดนี้จะไม่คว้ารางวัลใดๆ เพราะเป็นงานที่ออกมาในช่วงปลายปี แต่ก็ถือเป็นงานที่มีความโดดเด่นไม่แพ้งานโฆษณาชุดอื่นๆสุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์
เมื่อปี 2538-2539 ถ้าบ้านใดมีทีวีแล้วไม่รู้จักไอ้ฤทธิ์ คนที่กินแบล็คคงเชยเต็มทน หรือใครที่ไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า “บอยไม่ดื่มค่ะ”
จากโฆษณาสินค้า คูลเลอร์คลับ ก็ถือเป็นคนตกยุคกันเลยทีเดียว งานโฆษณาทั้ง 2 ชิ้น สร้างสโลแกน และชื่อของสินค้าให้เป็น ที่รู้จักของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นคือผลงานของสุทธิศักดิ์ เมื่อครั้งยังอยู่ที่ รีซัลท์สฯ
ล่าสุด สุทธิศักดิ์ ภายใต้หลังคาใหม่ ของ บีบีดีโอ กรุงเทพฯ ยังสร้างงานและสร้างแบรนด์เด่นๆ อีก อย่างไม้ฝาเฉอร่า ตราห้าห่วง ของบริษัท โอลิมปิคกระเบื้องไทย ซึ่งเป็นงาน ที่ตอกย้ำแบรนด์ และสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดีอนุรักษ์ จั่นสัญจัย
ครีเอทีฟคนนี้ย้ายสังกัดมาจากโอกิลวี่ฯเช่นกัน และเข้ามาเป็นทีมงานเดียวกับ สุทธิศักดิ์ ในงานโฆษณาไม้ฝาเฉอร่า แต่ก่อนหน้านี้อนุรักษ์ ก็มีผลงานเด่นๆ มาแล้วหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นชุด “ต้องไม่ป่วย, บัตรคิว, ลิฟท์” ของ NU LIFT INTERNATIONAL (THAILAND) CO.,LTD. งานโฆษณาโพสต์เทล ของสามารถ คอร์ปอเรชั่นกีรติ ชัยมงคล
ครีเอทีฟจากค่าย ลีโอ เบอร์เนทท์ หรือ สตาร์ รีเชอร์ส กับผลงานภาพยนตร์โฆษณาเบียร์ไฮเนเก้น ชุด“Sushi”และ“Pub” ที่แม้จะต้องปล่อยให้โฆษณาโซดาสิงห์ได้รางวัล Gold จากเวทีแทคอวอร์ดปีล่าสุดมาครองก็ตาม แต่โฆษณาชุดนี้ก็ยังได้รับการตอบรับอย่างดีเสกสรรค์ อุ่นจิตติ
ครีเอทีฟ จาก เอสซี แมทช์บ็อกซ์ ซึ่งผลิตงานโฆษณาชุดล่าสุดของ โทรศัพท์เคลื่อนที่ วันทูคอล ของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ในชุด“Fearless” งานชุดนี้ออกมาในช่วงเดือนธันวาคมที่นี่เอง เป็นงานโฆษณาที่ตอกย้ำถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้า ที่ต้องเป็นผู้มีความกล้า มีความคิดที่แตกต่าง กล้าฉีกหนีจากความจำเจ เพื่อก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำ ก่อนหน้านี้ งานเด่นๆของเสกสรรค์ มีหลายชุดเช่นกัน อาทิ ปลาเส้นฟิชโช “ปลาไม่ชอบ คนชอบ”

Sunday, 12 August 2007

ขอแนะนำศิษย์เก่าอีกท่านหนึ่ง

ขอแนะนำศิษย์เก่าอีกท่านหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ชื่อคุณ ธีรศักดิ์ ธนพัฒนกุล จบจากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาควิชาการโฆษณา รุ่น 23 ชายหนุ่มบุคลิกดีกับความสามารถในการสร้างสรรค์งานโฆษณา มาพร้อมกับผลงานเป็นร้อย ๆ ชิ้น ที่ได้รับรางวัลจากทั้งเมืองไทย และต่างประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Creative Director บริษัท BBDO Bangkok อยากรู้จักเขาแล้วใช่ไหมล่ะ เชิญตามมาเลยครับ
ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้างครับ
พอได้เข้ามาในมหาวิทยาลัย เลือกเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ ก็ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ ๆ มากมาย และได้เรียนรู้ การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย รู้จักความรับผิดชอบมากขึ้น ต่างจากตอนอยู่ในระดับมัธยมศึกษา เราต้อง แบ่งเวลาเรียน เวลาเล่นให้เหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น พอเรียนไปได้สักระยะหนึ่งก็มีความกระหายอยากทำงานขึ้นมา จึงได้ไปเสนองานกับบริษัทโฆษณา ทางบริษัทก็ชอบผลงานของเรา และได้เรียกไปทำงานที่ บริษัท DY & R (Thailand) ในตำแหน่ง Junior Art Director สำหรับตนเองนั้นคิดว่าเป็นตำแหน่งที่ภูมิใจมากสำหรับเด็กปี 1 จากการที่ทำงานไปพร้อม ๆ กับการเรียน ยิ่งเพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิม ได้รับประสบการณ์จากการทำงาน และสามารถนำมาใช้กับการเรียนได้เป็นอย่างดี
ในส่วนของกิจกรรมสมัยเรียน ก็มีส่วนช่วยในงาน MADD AWARDS ช่วยในการคิดคอนเซ็ปต์ต่างๆ และได้ทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ หลายคน ต่างคนต่างช่วยกันแสดงความคิดเห็น ก็เป็นการทำงานที่สนุก
ประสบการณ์ในการทำงาน
เริ่มจากในสมัยเรียนที่ได้ทำงานตั้งแต่เรียนจนจบ อยู่ที่ บริษัท DY & R (Thailand) ในตำแหน่ง Junior Art Director เป็นเวลา 4 ปี และหลังจากเรียนจบก็ได้มาทำงานที่ บริษัท J.Walter Thomson (Thailand) ในตำแหน่ง Junior Art Director ทำอยู่ประมาณ 2 ปี ก็ตัดสินใจที่จะไปเรียนต่อ เพื่อเพิ่มความรู้ด้านโฆษณาให้มากยิ่งขึ้น โดยเลือกเรียนต่อระดับปริญญาโท ในสาขา Advertising Design ที่ Academy of Art college , San Francisco หลังจากเรียนจบก็มีโอกาสได้ทำงานกับบริษัท Young & Rubicam ,San Francisco ซึ่งเป็นบริษัทเล็ก ๆ ไม่มีชื่อเสียงมากนัก พอเข้าไปเราก็ได้ไปคิดงานโฆษณาให้เขา ผลปรากฏว่าผลงานชิ้นนั้นได้รับรางวัล ทางบริษัทก็ตื่นเต้น และเราเองก็ภูมิใจที่สามารถแสดงความสามารถให้กับชาวต่างชาติได้เห็นว่าคนไทยก็มีความสามารถเหมือนกัน หลังจากทำงานได้ 2 ปี ก็ลาออก เพื่อกลับมาแต่งงาน (น้ำเสียงคุณธีรศักดิ์เปลี่ยนเป็นหัวเราะ) เมื่ออยู่เมืองไทยแล้ว ก็ได้ทำงานที่บริษัท Ogilvy & Mather (Thailand) ในตำแหน่ง Creative Group Head อยู่ประมาณ 5 ปี แล้วออกมาทำที่บริษัท BBDO Bangkok ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Creative Director
ผลงานที่ผ่านมา
ผลงานที่ผ่านมา มีมากมาย ทั้งที่ได้รับรางวัล และไม่ได้รับรางวัล เพราะโดยปกติถ้ามีการประกวดชิ้นงานโฆษณา เราก็จะร่วมส่งประกวด โดยในแต่ละครั้งก็อาจจะส่งผลงานไป 20-30 ชิ้น ซี่งคราวนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการแล้วว่าจะชอบผลงานเราหรือไม่ ส่วนผลงานที่ผ่าน ๆ มาก็มี
- TACT Awards ได้รับรางวัลเหรียญทอง 11 เหรียญ ในปี 1995-2001 , เหรียญเงิน 15 เหรียญ ในปี 1995- 2001 , เหรียญทองแดง 20 เหรียญ ในปี 1995-2002
- B.A.D.Awards ได้รับรางวัล Best of Show Print ในปี 2001 , Best of Art Direction ในปี 2001 , 5 Bests ในปี 1995-2001
- AD Fest ได้รับรางวัล Best of Show Print ในปี 2002 , ได้ 5 เหรียญทอง ในปี 2001-2002 , 4 เหรียญเงิน ในปี 2001-2002 , 5 เหรียญทองแดง ในปี 2001-2002
- AD Asian Awards ได้รางวัล 5 Spikes ในปี 1995-2002 และประกาศนียบัตร 10 ใบ ในปี 1995-2002
- Australian Awards ได้รางวัล 1 เหรียญเงิน ในปี 2001 , 2 Merits ในปี 2001-2002
- New York Festival ได้รางวัล 1 เหรียญเงิน ในปี 2001 , 1 เหรียญทองแดง ในปี1999
- D & AD ได้รางวัล 1 Merits ในปี 2002
- The One Show ได้รางวัล 1 เหรียญทองแดง ในปี 2002 , 2 Merits ในปี 2001-2002
- Clio Awards ได้รางวัล 2 เหรียญทอง ในปี 2001 , 5 เหรียญทองแดง ในปี 1998-2002
- Cannes Lions ได้รางวัล 1 เหรียญทอง ในปี 2001 และ 1 เหรียญทองแดง ในปี 2002
รางวัลล่าสุดที่ได้รับคือ “Cannes Lions” จากเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรางวัลที่มีชื่อเสียง เป็นรางวัลที่ดีที่สุด และเป็นที่ยอมรับของวงการภาพยนตร์ในระดับโลก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้
คิดว่าประสบความสำเร็จในอาชีพแล้วหรือยัง
สำหรับตนเองคิดว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าคิดว่าสำเร็จแล้วจะทำให้เราไม่พยายามที่จะสร้างสรรค์งานโฆษณาดี ๆ เพิ่มขึ้นอีก เพราะว่าในการทำงานโฆษณาต้องไม่มีหยุด ต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยส่วนตัวแล้วจะเป็นคนที่ชอบรับฟังข่าวสาร เพื่อจะได้ทราบความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ จะได้นำข้อมูลกลับมาศึกษาและพัฒนางานของตัวเอง เพื่อไม่ให้ซ้ำกับความคิดเดิม พยายามให้แปลกใหม่ออกไป ในบางครั้งก็มีที่คิดไม่ออกบ้าง วิธีแก้ก็คือ การนอนหลับ ให้สมองได้พักผ่อน เมื่อตื่นขึ้นมาสมองจะโล่ง และจะสามารถคิดงานได้ดีขึ้น
โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าวงการโฆษณาของเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้างครับ
ถ้าเทียบกันในภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ เหมือนกัน เดี๋ยวนี้วงการโฆษณาไทยได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งการมีนักโฆษณาที่เก่ง ๆ มากมาย สำหรับอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ไม่มีวันตาย ถ้าตราบใดที่คนยังใช้ของอุปโภคบริโภคอยู่ เพราะเมื่อมีสินค้าก็ย่อมต้องมีการโฆษณา เพื่อให้ผู้บริโภคสนใจ เพราะฉะนั้นงานจะมีมาอย่างสม่ำเสมอ เป็นอาชีพที่สนุกกับการคิด กับการนำเสนอ และที่สำคัญโฆษณาที่เราคิดต้องขายได้และ ต้องได้รับความสนใจจากผู้บริโภค
สิ่งที่อยากฝากกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
เริ่มจาก อยากให้น้อง ๆ ค้นหาเป้าหมายชีวิตของตัวเอง เพราะถ้ามีเป้าหมายชีวิต ก็จะรู้และหาวิธีการที่จะก้าวไปให้ถึง แต่ถ้ายังไม่รู้เป้าหมายชีวิตของตัวเอง ก็เป็นการยากสำหรับการเดินที่ไม่รู้ทิศทาง เหมือนเรือที่ไม่มีหางเสือ ถ้าน้อง ๆ ยิ่งรู้เป้าหมายในชีวิตเร็ว ก็จะพยายามไปสู่จุดนั้นได้เร็วขึ้น และสำหรับน้อง ๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ ถ้าฝึกงานในระหว่างเรียนไปด้วย จะได้ประสบการณ์ในการทำงานมากมาย จะทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ พอเรียนจบออกมาก็มีประสบการณ์ในการทำงานที่มากกว่าคนอื่น เมื่อเราเด่นกว่าคนอื่น ทำให้เป็นที่ต้องการของบริษัทต่าง ๆ อย่างแน่นอน สุดท้ายขอให้มหาวิทยาลัยรักษาระดับคุณภาพให้มีชื่อเสียงยิ่ง ๆ ขึ้นไป
" สำหรับอาชีพนี้คิดว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีวันตาย ถ้าตราบใดที่คนยังใช้ของอุปโภคบริโภคอยู่ "

'แอดไทย' ตกชั้น ...เข้าขั้นวิกฤติครีเอทีฟไทย

'แอดไทย' ตกชั้น ...เข้าขั้นวิกฤติครีเอทีฟไทย
ภาพสะท้อนจากเวทีแอดเฟส 2007 เกิดเป็นข้อสงสัยว่าทำไมปีนี้ งานโฆษณาไทยถึงได้ลดชั้นลงฮวบฮาบ จนเหลือเพียง 3 โกลด์ จากทั้งหมด 20 โกลด์ กลายเป็นโจทย์ใหญ่คนวงโฆษณา ถึงเวลาต้องถีบตัวเองหนีการตกชั้นอีกครั้ง?
การเติบโตแบบทะยานของหนังโฆษณาไทยในภาพรวม ที่สร้างความฮือฮาด้วยการไปโกยรางวัลบนเวทีโลก ทั้งคานส์และคลีโอ แต่สำหรับเวทีระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปีนี้ ไทยกลับทำได้แค่ 3 โกลด์ จากสิ่งพิมพ์และเอาท์ดอร์ ขณะที่หนังโฆษณาไทย ซึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็นผลงานระดับโลกนั้น กลับคว้าได้อย่างมากก็แค่ซิลเวอร์เท่านั้น
ทั้งๆ ที่หลายปีก่อนหน้านี้ หากพูดถึงงานโฆษณาไทยแล้ว ทีวีซีหรือหนังโฆษณา จะเป็นตัวแรกที่ผู้คนนึกถึง
เริ่มกันมาตั้งแต่สมัยไอ้ฤทธิ์กินแบล็ค จนถึง ยุคหนอนยูนิฟ, โซเคนดีวีดี ซีรีส์สะดุด จนถึงน้องจุ๋มจากสมูทอี หรือจะเป็นโฆษณากรุงเทพประกันภัย ที่โกยรางวัลจากหลายเวทีเมื่อปีที่แล้ว
มาปีนี้ กลับน่าข้องใจว่าสาเหตุใดทีวีซีไทยจึงพลาดรางวัล
"หมดยุคของหนังตลกแล้วจริงๆ?"
"หรือจะถึงเวลาที่โฆษณา (ตลก) ไทยต้องหนีตัวเอง?"... อีกครั้ง
ลองมาดูมุมมองของคนโฆษณาชั้นนำ ที่เห็นและผ่านงานโฆษณาบนเวทีระดับโลกมานาน คิดและเห็นอย่างไร ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เริ่มจาก วิศิษฏ์ ล้ำศิริเจริญโชค หนึ่งในสองกรรมการไทยที่ร่วมตัดสินงานโฆษณาทางโทรทัศน์ (ทีวี โลตัส) แอดเฟสในปีนี้ เล่าให้ฟังว่า กรรมการค่อนข้างเขี้ยวมาก เห็นได้จากงานทีวีซี ซึ่งมีทั้งสิ้น 17 หมวดสินค้า แต่ได้โกลด์มาแค่ 3 หมวดเท่านั้น
"ต้องยอมรับว่าปีนี้งานของไทยเองไม่โดดเด่นเท่าที่ควร เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมา โฆษณาไทยโดยเฉพาะหนังโฆษณาโดดเด่นมาก จนกลายเป็นเทรนด์เซตเตอร์ ทำให้หลายๆ ประเทศพยายามที่จะทำตามแนวทางนี้ เห็นได้จากงานที่ส่งเข้ามาในปีนี้ค่อนข้างคล้ายกันมาก จนกลายเป็นว่าหนังไทยดูกลืนไปกับงานอื่นๆ
ขณะที่ 3 งานจากญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย ที่ได้โกลด์นั้น เรียกว่ากระโดดออกมาเด่นมากตั้งแต่รอบแรก"
วิศิษฏ์กล่าวพร้อมกับแสดงความเห็นว่า ที่ผ่านมาหนังโฆษณาไทยดังมากด้านฝีมือของสองผู้กำกับระดับโลก อย่าง ธนญชัย ศรศรีวิชัย จากฟีโนมีน่า และ สุธน เพ็ชรสุวรรณ จากแม็ทชิ่ง สตูดิโอ
โดยทั้งสองคนผลัดกันขึ้นอันดับหนึ่งของโลกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อหนังแนวตลกฝีมือของทั้งสองถูกยกชั้นขึ้นมา และได้รับรางวัลอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ประเทศอื่นๆ เดินรอยตาม
ขณะเดียวกัน เมื่อย้อนกลับมามองที่ตัวหนังโฆษณาไทยเอง เรื่องของผู้กำกับก็มีผลอยู่มาก
"วันนี้ ผู้กำกับไทยมีช่วงห่างสูง ถ้าเปรียบเทียบระหว่างสองผู้กำกับคนดัง และผู้กำกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้กำกับรุ่นใหม่ ที่ยังไม่มีใครกระโดดขึ้นมาพ้นเงาของทั้งสองได้ ก็ยิ่งทำให้หนังไทยหาความแปลกใหม่ได้ยากขึ้น"
แต่ถ้าถามว่าในมุมมองของลูกค้าแล้ว คิดว่าทำไมยังต้องใช้ผู้กำกับสองคนนี้?
คำตอบของวิศิษฏ์ ในฐานะของครีเอทีฟคนหนึ่ง บอกว่า เป็นเพราะต้องการความมั่นใจว่างานที่ออกมาจะสื่อสารได้อย่างที่ต้องการ
อีกทั้งภาษาหนังของสองคนนี้ ช่วยลูกค้าได้มากๆ เพราะลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่เพราะเป็นหนังตลก แต่ที่ซื้อเพราะมันเป็นหนังที่สื่อสารได้ ซึ่งถ้าให้เลือก อย่างไรก็คงเลือกที่จะใช้ ธนญชัย ศรศรีวิชัย และ สุธน เพ็ชรสุวรรณ ก่อนอยู่ดี
มุมมองของ วิบูลย์ ลีภักดิ์ปรีดา กรรมการชาวไทยอีกหนึ่งรายในหมวดทีวี โลตัส เผยว่า น่าแปลกมากที่กรรมการไม่ค่อยขบขันไปกับหนังไทยในปีนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าหนังไทยไม่ดี
ในมุมของวิบูลย์ หนังโฆษณาไทยก็ยังน่ารักเหมือนปีก่อนๆ แต่สิ่งที่ทำให้พลาดรางวัล อาจเป็นเพราะความโดดเด่นของหนัง 3 เรื่องที่ได้โกลด์นั้น เรียกได้ว่าฉีกออกจากแนวตลกที่ทำกันอยู่เกลื่อนอย่างทุกวันนี้
ขณะที่ความเห็นของ จุรีพร ไทยดำรงค์ ประธานบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท เจ๊ ยูไนเต็ด จำกัด ครีเอทีฟมือระดับโลกอีกคนหนึ่ง ซึ่งทั้งมีรางวัลระดับโลกผ่านมือมาแล้วเกือบทุกเวที และยังเคยร่วมเป็นกรรมการตัดสินเวทีระดับโลกอย่างคานส์ อวอร์ด ก็เห็นด้วยกับผลการตัดสินที่ออกมา
"ดูจากเนื้องานทั้งหมดตลอดปีที่ผ่านมา ว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วก็ต้องยอมรับว่างานโฆษณาไทยดร็อปลงจากปีก่อนจริงๆ ถ้าให้เทียบกัน งานที่ได้รับรางวัลปีก่อนๆ เป็นผลงานที่โดดเด่นจริง มีทั้งความกล้า ความแปลกใหม่ในแง่ไอเดีย ทั้งยังมีความพิถีพิถันในคุณภาพการผลิตด้วย"
แต่สำหรับผลงานของปี 2549 หนังไทยกลับไม่ค่อยโดดเด่น โดยเฉพาะเมื่อเราเคยทำไว้ดีเท่าไหน ความคาดหวังในงานชิ้นต่อๆ ไป ก็จะยิ่งมีมากขึ้นตาม หรืออย่างน้อยก็ควรดีเท่าเดิม แต่นี่กลับกลายเป็นว่า "ดร็อปลง"
ผลงานที่ "ดร็อปลง" ตามที่จุรีพรบอกไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความประณีตในเรื่องความคิด การผลิต และงานคราฟท์ ซึ่งตามความเห็นของคนโฆษณารายนี้ บอกว่าอาจเป็นได้ทั้งเหตุผลเรื่องงบประมาณที่ถูกบีบลง และยังเป็นเพราะระยะเวลาการทำงานที่กระชั้นขึ้นของคนทำงาน ทำให้ที่สุดแล้วผลงานออกมาไม่ดีเท่าแต่ก่อน
"หลายปีที่ผ่านมา เราชูเรื่องตลกขึ้นมาขายจนดังทั่วโลก ประเทศอื่นๆ อย่างฟิลิปปินส์ อินเดีย อินโดนีเซีย ต่างก็ถอดรหัส มองสูตรตลกของเราแล้วเอามาทำจนได้อย่างใกล้เคียงในปีนี้ แถมหลายรายก็ใช้วิธีจ้างโปรดักชั่นเฮ้าส์เมืองไทยทำให้เสียเลย อย่างนี้จะไม่ให้เหมือนกันก็คงแปลก"
เราต้องยอมรับกันเสียทีว่า ทุกวันนี้เราพึ่งพาผู้กำกับมากเกินไป โดยมีครีเอทีฟจำนวนไม่น้อยที่เกรงบารมี และเชื่อมั่นในตัวผู้กำกับมากเกินไป โดยเฉพาะเชื่อในความคิดของผู้กำกับมากกว่าที่จะเชื่อในความคิดตัวเอง
ทางออกที่จุรีพรแนะไว้ คือ คนโฆษณาไทยต้องถีบตัวอย่างแรงอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าแค่ตลกแล้วจะได้รางวัล แต่งานที่มีสิทธิชิงรางวัลนั้นจะต้องเป็นงานที่มีคุณภาพและอยู่ได้นาน ที่สำคัญ ต้องพิถีพิถันทั้งเรื่องไอเดียและการผลิต
"อยากให้โฆษณาไทยหันกลับมายืนอยู่บนคำว่า คุณภาพ และ ความประณีต อีกครั้ง โดยจริงๆ แล้ว งานหนังโฆษณา ไม่ใช่งานของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นงานและหน้าที่ของทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ครีเอทีฟ โปรดักชั่นเฮ้าส์ ผู้กำกับ หรือแม้แต่ทีมงานส่วนอื่นๆ" จุรีพร กล่าว
แม้แอดเฟสจะเป็นแค่เวทีแรกของปีนี้ แต่ในเมื่อย้อนดูคำพูดของวินิจ สุรพงษ์ชัย ประธานการจัดงาน ที่เคยพูดไว้ว่า ต้องการให้เวทีแอดเฟสนี้ มีมาตรฐานเท่าเทียมกันกับเวทีระดับโลก หากว่าเกิดผลตัดสินที่ขัดแย้งกันจริง ก็คงเป็นเรื่องที่คณะกรรมการแอดเฟสต้องทบทวนกันอีกครั้งถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า เพื่อต้องการเซตสแตนดาร์ดงานโฆษณาของภูมิภาค หรือเพื่อต้องการตามก้นเวทีฝั่งยุโรปและอเมริกา โดยใช้เกณฑ์การตัดสินเดียวกัน
...อาจถึงเวลา "คน" โฆษณาไทยต้องปรับตัวอีกครั้ง ทั้งในแง่ครีเอทีฟและคุณภาพ รวมถึงลดการพึ่งพางานจาก "ผู้กำกับมือทอง" เพียงไม่กี่ราย หากต้องการ "ถีบ" ตัวเองทิ้งห่างการตกชั้นผลงานระดับโลก

โฆษณาไทยตกเทรนด์ ชิ้นงาน ‘นิวมีเดีย’ ไม่เข้าตา ‘Cannes’

โฆษณาไทยตกเทรนด์ ชิ้นงาน ‘นิวมีเดีย’ ไม่เข้าตา ‘Cannes’
โดย บิสิเนสไทย [10-7-2007]
เวทีคานส์ 2007 ปลุกกระแสครีเอทีฟไทยตื่นตัวให้หันมารุกพัฒนาคุณภาพและไอเดียชิ้นงานสร้างสรรค์ที่เป็นสื่อใหม่หรือ New Media ให้โดนมากยิ่งขึ้น เพราะรางวัลที่ไทยได้ล้วนแต่กระจุกตัวอยู่ในสื่อแบบดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นประเภท Film , Press ,Outdoor เป็นหลัก ขณะที่โลกโฆษณากำลังเบนเข็มไปยังสื่อประเภทอินเตอร์แอ็กทีฟมากขึ้น และที่สำคัญสื่อกลุ่มเดิมที่ไทยเคยเป็นเจ้าไอเดียแบบขำ ขำ ก็ถูกก็อบปี้แคทจนทำให้ผลงานของไทยถูกกลืนไม่โดดเด่น
ปีนี้ถึงแม้ผลงานสร้างสรรค์โฆษณาจากเมืองไทยจะได้จำนวนรางวัลจากการเวทีการประกวดโฆษณานานาชาติที่เมืองคานส์ 2007 ได้มากขึ้นกว่าปีก่อนโดยคว้ามาถึง 12 รางวัล(ดูล้อมกรอบ) แต่โดยภาพรวมเสมือนกับว่าฝีมือครีเอทีฟไทยถดถอย เพราะรางวัลใหญ่ระดับ Gold ที่เคยได้มาทุกปีสำหรับประเภทภาพยนตร์โฆษณาปีนี้เหลือแค่ Silver เท่านั้น
ดังที่นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย วิทวัส ชัยปาณี ให้ความเห็นกับ “บิสิเนสไทย” ว่า “ยังไม่น่าพอใจสำหรับภาพรวมของผลงานครีเอทีฟไทยที่ได้รางวัลจากคานส์ 2007 โดยเฉพาะแคมเปญทีวี(Film)ที่ไทยได้รับรางวัลระดับ Gold Lion มาตลอดทุกปี แต่ปีนี้ได้เพียง Silver 2 รางวัลกับ 1 Bronze เท่านั้น”
เป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะที่เวทีประกวดของคานส์ครั้งนี้ให้ความสำคัญกับสื่อช่องทางใหม่(New Media)ที่กำลังทวีบทบาท มีการขยายรางวัลไปยังสื่อในกลุ่มนิวมีเดียมากขึ้น แม้แต่รางวัลกรังปรีซ์ประเภท Film ของแบรนด์ Dove ชุด Evolution ยังเป็นสื่อที่ขยายผลต่อเนื่องมาจากสื่อกลุ่ม Video Viral ที่โด่งดัง (จนทำให้เกิดข้อถกเถียงกันอย่างหนักถึงการตัดสินของคณะกรรมการฯครั้งนี้ที่ยกสื่อประเภท Cyber ไปให้รางวัลประเภททีวีด้วย)
แต่สำหรับรางวัลที่ไทยได้รับจะกระจุกตัวอยู่ในประเภทสื่อที่เป็นช่องทางเดิมๆ อย่าง ภาพยนตร์โฆษณา(Film) , สื่อสิ่งพิมพ์(Press) ,สื่อกลางแจ้ง (Outdoor) หรือแม้แต่สื่อประเภท Promo ที่ไทยเพิ่งได้รับรางวัลครั้งนี้ด้วยก็ตาม
เรื่องนี้นายกสมาคมโฆษณาของไทยมองว่า น่าจะส่งผลให้เกิดเป็นแนวทางหรือกระแสในแวดวงครีเอทีฟเมืองไทยให้ต้องหันมาพิจารณาปรับปรุง เพื่อรุกพัฒนาคุณภาพในสื่อช่องทางใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะสื่อ Interactive ที่ไทยไม่เคยเฉียดไปใกล้รางวัลเลย หรือสื่อลักษณะใช้สื่อร่วม หรือ Contagious Media หรือแม้แต่แนว IMC ก็ต้องเร่งปรับตัวให้มากขึ้น
นายวิทวัสมองว่า เป็นเรื่องจำเป็นเห็นได้จากครั้งนี้ที่การแข่งขันในช่องทางเดิมที่ไทยเคยโดดเด่นจากมุขสไตล์ ตลก ขำ ขำ แต่มาปีนี้กลับถูกก็อบปี้ไอเดียไป อาทิ จากจีน อินเดีย ทำให้มุขที่เคยชนะใจกรรมการก็ถูกดึงคำแนนไปเพราะมีหลายประเทศส่งมาชนกัน ทำให้ผลงานไทยไไปไม่ถึงขั้นรางวัล Gold นายวีรชน วีรวรวิทย์ Creative Director บริษัท บีบีดีโอ กรุงเทพ จำกัด (หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน รางวัลประเภท Outdoor) ซึ่งมีผลงานได้รับรางวัล Promo Lion(โฮมโปร) และ Bronze Press Lion(เทสโก้ โลตัส) ครั้งนี้มองเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ไอเดียครีเอทีฟไทยที่ส่งเข้าประกวดยังเกาะกลุ่มสื่อหลัก ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ อย่างไรก็ดี เขามองว่า การขยายไปสู่ Category ใหม่ๆ ตลาดเมืองไทยยังมี 2 อุปสรรคสำคัญคือ อย่างแรก พื้นฐานเมืองไทยยังไม่พร้อม เช่น ตัวเทคโนโลยีที่มารองรับ การเซ็นเซอร์ยูทูบ ฯลฯ อีกประการคือ ลูกค้าซึ่งเป็นนักการตลาดผู้โฆษณายังไม่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันมากขึ้น ลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่ให้การตอบรับเท่าที่ควรทำให้โอกาสขยายงานด้วยไอเดียแบบ Interactive เพื่อให้เกิดกระแสยังเป็นอุปสรรค เช่นเดียวกับที่วิศิษฏ์ ล้ำศิริเจริญโชค Executive Creative Director บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ (ประเทศไทย)บอกว่า โฆษณาในกลุ่มเว็บไซต์ของไทยก็ส่งเข้าประกวดจำนวนมาก แต่คุณภาพหรือไอเดียยังไม่เข้าขั้น อีกทั้งลูกค้าที่ลงสื่อโฆษณาช่องทางนี้ยังไม่ค่อยแน่ใจในผลลัพธ์ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก จึงส่งผลให้รางวัลในกลุ่มสื่อใหม่ ๆของไทยไม่เด่นชัด นายวิศิษฏ์กล่าวว่า ภาพรวมผลงานไทยที่เข้ารอบสุดท้ายมีกว่า 71 รางวัลเทียบกับปีก่อนๆ ก็น่าพอใจ แต่ประเภท Film ชนกันหลายตัวทำให้ไทยที่เคยโดดเด่นได้รางวัลในปีนี้ลดลงไป สื่อที่น่าจับตามองในปีต่อไป คือรางวัลกลุ่ม Integrated Media จะเป็นที่ฮือฮากว่าสื่อปกติ แต่เขาก็มองว่าสักพักก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป และอนาคตประเภทรางวัลน่าจะถูกแยกย่อยลงไปอีก เพราะเป็นการสร้างเวทีการแข่งขันใหม่ๆ กระตุ้นให้คนส่งผลงานเข้าประกวด รวมถึงสามารถขยายช่องทางเก็บค่าใช้จ่ายกับการส่งผลงานเข้าประกวดอีกด้วย
ค้านสายตาคนดู
อย่างไรก็ดี บรรยากาศโดยรวมของการตัดสินรางวัลของคานส์ 2007 ครั้งนี้ คณะกรรมการผู้ตัดสินรางวัลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ไม่ยุติธรรม ซึ่งประเด็นการตั้งข้อสงสัยต่อตัวคณะกรรมการในการตัดสินครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสื่อเมืองนอกเท่านั้นที่มองว่าเป็นการหลอกลวง (ดูรายงานข่าวจาก Advertising Age หน้า 25 ) แม้แต่ครีเอทีฟไทยเองก็ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการตัดสินครั้งนี้ นางสาวจุรีพร ไทยดำรงค์ Executive Creative Director บริษัท เจ้ ยูไนเต็ด ผู้เคยพิชิตรางวัล Gold Film ในปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้เธอได้แค่ Bronze กล่าวว่า ภาพรวมและบรรยากาศงานคานส์ครั้งนี้มีคนเข้าชมงานจำนวนมาก เพราะไม่ได้มีเพียงประกวดรางวัลแต่ยังมีสัมมนาหลายเวทีที่เป็นการจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ให้เอเยนซีจากทั่วโลกที่เข้าร่วม ด้านผลงานที่ส่งเข้าร่วมประกวดก็มีการแข่งขันสูงเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ทว่าปีนี้ในสายตาผู้ร่วมงานทั้งบรรดาสื่อมวลชน และแวดวงคนโฆษณา พบว่ามีบางอย่างที่ค้านสายตาคนดูเยอะมาก อย่างเช่นสงสัยในเกณฑ์การตัดสินรางวัล Gold ในส่วนของ Category ต่างๆ แม้แต่รางวัลสูงสุดอย่างกรังปรีซ์เองก็ตามซึ่งผลงานจากประเทศไทยควรจะได้รับรางวัลมากกว่านี้ "คณะกรรมการตัดสินที่ถูกเลือกมาดูแปลกๆ เพราะเกณฑ์แต่ละอย่างก็ถูกตัดไป อย่าง สมูท อี ที่ปีนี้ส่งเป็นแคมเปญโฆษณา 8 ซีรีส์ เข้าชิงถูกหั่นตัดสินเป็นซีรีส์ๆ ไป เหลือเพียงซีรีส์เดียวที่ได้รับรางวัล คือ ชุดบ้าวัตถุ ของ โฟมล้างหน้า สมูท อี เบบี้ เฟช โฟม แม้แต่บางอย่างที่สื่อมวลชนตั้งคำถามถึงเกณฑ์การตัดสิน คณะกรรมการก็ไม่มีคำตอบที่เคลียร์" จุรีพรกล่าว เธอยกตัวอย่างต่อว่า การเข้าชมงานซึ่งผลงานของไทยปีนี้โดดเด่นไม่แพ้ปีที่ผ่านมาหลายตัว และแตกต่างไม่เหมือนใคร อาทิ แคมเปญ จิ้งจก, สมูทอี ที่คนเข้าชมงานต่างลงความเห็นว่าชอบ แต่เมื่อไปถึงคณะกรรมการแล้ว ไม่มีใครพูดถึง เหมือนผลงานจากไทยถูกจำกัด อย่างสมูทอีเข้าไปอยู่ในประเภทเดียวกับ โดฟ เจ้าของรางวัลกรังปรีซ์ปีล่าสุด “โดยรวมแล้ว มาตรฐานการตัดสินใจปีนี้ ดาวน์เกรดลงไปเยอะ ไม่ยุติธรรม และค้านสายตาคนดู อย่างสื่อจากฟิลิปปินส์ ถามว่า สมูท อี ของ เจ้ ยูไนเต็ด ทำไมปีนี้ได้รับรางวัลเพียงแค่ บรอนซ์ คณะกรรมการฯ ชี้แจงเพียงว่า ไม่ว่าใครจะได้รางวัล โกลด์ ซิลเวอร์ หรือ บรอนซ์ ทุกคนมีคุณภาพเท่าเทียมกันหมด”จุรีพรกล่าว เธอกล่าวด้วยว่า อยากให้คณะกรรมการตัดสินเวที คานส์ อวอร์ด ไม่มีการเมือง เพราะถ้ามาตรฐาน เกณฑ์การตัดสินยังเป็นอย่างนี้ต่อไป ยังเอื้อกับ Big Brand จนเกินไป คงไม่มีใครส่งผลงานเข้าประกวด ซึ่ง เจ้ ยูไนเต็ดจะกลับไปพิจารณาอีกทีว่าปีหน้าจะส่งหรือไม่ และต้องการให้เพื่อนครีเอทีฟจากเมืองไทยพิจารณาดูว่าคุ้มกันหรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายในการส่งเข้าประกวดต่อชิ้นตกเกือบ 30,000 บาท

Cover Story : สุธน เพชรสุวรรณ (ม่ำ) ความคิดสร้างสรรค์ ต้องแตกต่าง

Cover Story : สุธน เพชรสุวรรณ (ม่ำ) ความคิดสร้างสรรค์ ต้องแตกต่าง

“ ความคิดสร้างสรรค์มันต้องแปลก ต้องแตะตา บางทีการไม่สร้างสรรค์ก็คือการสร้างสรรค์”
นี่คือคำพูดชวนฉงนจากการให้สัมภาษณ์ของม่ำ หรือ สุธน เพชรสุวรรณ ผู้กำกับมือคานส์ (คานส์อวอร์ด) แห่ง แมชชิ่งสตูดิโอ หากภายในแววตา ที่นิ่งงันหลังกรอบแว่น กลับมีบางสิ่งที่ลึกซึ้ง เป็นแววตาที่บ่งบอกถึงการครุ่นคิด ก่อนที่เขาจะเอ่ย ประโยคต่อไปให้พวกเราได้ฟัง
“ ขณะที่ทุกคนสร้างสรรค์กันอย่างสนุก แต่ถ้าเราทำอะไรๆ แบบธรรมดา ย่อมแปลก โดดเด่นกว่าเขาแน่นอน”
ผลงานของม่ำในฐานะผู้กำกับหนังโฆษณาที่มุ่งเน้นความโดดเด่น และที่เรียกเสียงฮาครืน เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็น เคยประทับใจมาแล้วอย่างแน่นอน อาทิ ไอ้ฤทธิ์กินแบล็ค หรือโฆษณาชุด เต่าเรียกแม่ของมิสทีน ก็ขำกลิ้งได้ไม่แพ้กัน
ตามหลักการแล้วการสร้างความคิดสร้างสรรค์ก็คือ “ การทดลอง” อย่างหนึ่ง เพราะสิ่งที่ทุกคนเรียกว่า สร้างสรรค์ย่อม เป็นสิ่งที่ไม่เคย มีมาก่อน หรือเคยทำมาก่อน เรียกยากๆ ว่า “ นวัตกรรมด้านความคิด” และสิ่งนี้เองถือว่าเป็น “ ความเสี่ยง” ที่ผู้คนจะไม่ยอมรับ เพราะว่า “ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง” ครีเอทีฟหรือผู้กำกับบางคน จึงใช้วิธีที่เรียกว่า Play safe หรือ ทำตามเขาไปเถอะ จะได้ไม่มีปัญหา แต่กับม่ำ ไม่ใช่! เขาไม่ชอบตามใคร และไม่ชอบให้ใครตาม
ม่ำเปิดเผยที่มาของความคิดสร้างสรรค์ของเขาว่าเคล็ดลับไม่มีอะไรมาก “ อยู่ที่การเปิดกว้าง” รับฟังความคิดที่แตกต่าง ของคนอื่น สังเกตเหตุการณ์รอบๆ ตัว (เหมือนเป็นอาหารหลัก) ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร แม้จะเป็นคนที่เราไม่อยากฟังก็ตาม ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ภาพยนตร์โฆษณาของเขาถูก กองเซนเซอร์ สั่งปรับแก้ เขาบอกว่าครั้งนั้นทำให้เขาได้เห็นมุมมองดีๆ แค่พยายามนั่งฟัง และคิดตาม แม้จะถูกจำกัดกรอบก็ตาม แต่การมีกรอบบ้างบางครั้งก็ทำให้คิดงานได้ดีขึ้น
งานด้านการสร้างสรรค์เหมือนเป็นการการทดลองรูปแบบหนึ่ง ลองฉีกแนวไปทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง เอาบางสิ่งที่ไม่ควรผสม กับบางสิ่งมาลองทำดู ทั้งหมดนี้เพราะไม่อยากให้ซ้ำกับความคิดเดิม เพราะหากซ้ำ สุดท้ายก็จะกลายเป็นซากของความคิด เหมือนกับการย่ำอยู่กับที่ไม่มีการก้าวไปข้างหน้า
วิธีการทำงานของม่ำในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ใช่ว่าเขาจะทำตามที่ครีเอทีฟกำหนดมา เพราะด้วยดีกรี ที่เคยเป็นครีเอทีฟ มาก่อน เขาจึงสามารถเข้าใจวิธีคิดที่จะขายสินค้าทางแผ่นฟิลม์ได้อย่างแยบยล แต่งโน่นเสริมนี่ และมีเหตุผลว่าทำไม เพราะอะไร เมื่องานเสร็จเป็นอันว่า ต้องดังแทบทุกชิ้น จนเหล่าครีเอทีฟมีสโลแกนบางอย่างว่า “ วางใจเมื่อใช้ม่ำ”
แม้ที่เมืองไทยทุกคนวางใจม่ำ แต่ที่ต่างประเทศต่างกัน เขาเล่าให้ฟังว่า “ โดยมากลูกค้าเขาจะมองเราในฐานะผู้กำกับ ถ้าผมจะเพิ่มเติมอะไรเข้าไปเขามองตาขวาง แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับผม การแก้ปัญหาก็คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผมหาทางออกแปลกๆ ให้ตัวเองเพื่อบรรลุปลายทาง
และทุกครั้งก่อนที่ใครจะมาจ้างให้ผมทำงานให้ ผมมักจะบอกเขาก่อนว่า พร้อมจะมาร่วมผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่กับผมรึปล่าว”

Sunday, 5 August 2007

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูโฆษณาเป็นชีวิตจิตใจ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูโฆษณาเป็นชีวิตจิตใจ ชอบดูมากเสียยิ่งกว่าละครน้ำเหม็นๆหลังข่าวแล้วหละก็ คุณคงจำโฆษณาท็อปฮิตเหล่านี้ได้ “นิเชา-ห้าห่วงหายห่วง” “ไอ้ฤทธิ์ กินแบล๊ค” … คงพอจะเดาออกแล้วใช่ไหมครับว่า “ทำมาหากิน” ฉบับเดือนกรกฎาคม จะไปดูเส้นทางการทำมาหากินของใครกัน...ใช่แล้วครับ วันนี้เราจะมาพูดคุยกับ คุณสมชาย ชีวสุทธานนท์ หรือ ตี๋ แม็ทชิ่ง
จุดเริ่มต้น
“ตัวผมเองมาจากครอบครัวธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่ง เป็นครอบครัวของคนชนชั้นกลาง ทางบ้านไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร หนำซ้ำคุณพ่อยังเคยถูกฟ้องล้มละลาย จากการไปค้ำประกันเช็คให้กับเพื่อน ก็เลยทำให้ท่านต้องหลบหนีไป ซึ่งตอนนั้นครอบครัวผมลำบากมา อยากจะลาออกจากโรงเรียน หารายได้ช่วยจุนเจือครอบครัว แต่ก็คงเป็นเพราะโชคดี หรืออาจเป็นเพราะเราตั้งใจเรียน ตั้งใจทำกิจกรรม เรียกได้ว่าที่โรงเรียนมีงานอะไรเราทำหมด ท่านผู้อำนวยการวิทยาลัยพาณิชย์พระนคร จึงไม่ยอมให้ลาออก แถมยังช่วยหาทุนการศึกษาให้ด้วย จนสามารถเรียนจบระดับ ปวส. พอจบก็ได้เข้าทำงาน กับบริษัท เอ.วี.คราฟท์ โปรดักชั่น”
“ตอนที่ทำอยู่ที่ เอ.วี.คราฟท์ ได้เงินเดือน 2,300 บาท รวมกับพี่สาวที่มีเงินเดือน 4 พันบาท รวมกัน 6,300 บาท แต่ต้องเลี้ยงน้องอีก 4 คน ซึ่งไม่พอแน่ ผมจึงต้องทำทุกอย่าง ทั้งทำงานล่วงเวลา เบิกค่ารถมาก็ไม่ขึ้นรถ แต่ใช้เดินกลับบ้านก็มี ข้าวกลางวันไม่กิน กินน้ำก๊อก เพราะต้องประหยัดเงินมากๆ เมื่อหิวมากๆ ก็ไปคุ้ยข้าวที่คนอื่นเค้ากินเหลือไว้ ทำอย่างนี้เป็นปี เพื่อเหลือเงินให้น้องๆ ได้เรียนหนังสือ”
จุดพลิกผัน
“ส่วนเรื่องงาน ตอนนั้นเห็นคนอื่นๆ ได้รับรางวัลต่างๆ บนเวที ผมก็อยากขึ้นบ้าง ประกอบกับช่วงนั้นบริษัท เริ่มระส่ำระสาย คนมีฝีมือเริ่มลาออก ผมเองก็ย้ายไปทำงานที่บริษัท ฟาร์อีสท์ ทำอยู่ได้ 2 ปี น้องๆ เรียนจบกันหมด ก็เกิดความคิดอยากจะทำอะไร เป็นของตัวเองบ้าง จึงลาออกจากงาน มาทำโปรดักชั่น เฮ้าส์ หรือเป็นผู้ผลิตหนังโฆษณา ด้วยตัวเอง ซึ่งก็ต้องทำด้วยตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่กำกับ เป็นโปรดิวเซอร์ และพากย์เอง ซึ่งตอนเริ่มต้นนั้น ใช้เงินเพียง 3-4 หมื่นบาท เพราะตอนนั้นเราเองก็ไม่ค่อยมีเงิน แต่ทำเพราะอยากทำ”
ก่อร่างสร้างตัว
“ในช่วง 5 ปีแรก เราค่อนข้างลำบาก เพราะเริ่มต้นจากศูนย์ จากไม่มีอะไรเลย แค่เม็ดเงินไม่เกิน 3-4 หมื่นบาทเท่านั้น เราจึงเหนื่อยมาก เพราะธุรกิจของเรา มันจับต้องอะไรไม่ได้ เวลาไปคุยกับบริษัทไฟแนนซ์เพื่อ ขอสนับสนุนทางการเงินจึงยาก เพราะไม่มี อะไรไปบอกได้ว่า เราจะสามารถผลิตอะไรได้อัตราเท่านี้ หรือในจำนวนปริมาณเท่านั้น เราจึงต้องเริ่มต้นซื้อ อุปกรณ์สะสมของเราเอง ทำงานขาดทุนบ้าง แต่ก็ยอมแลกกับประสบการณ์ และผลงาน และเป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่าวงการโฆษณา ค่อนข้างแข่งขันการดุเดือด การที่น้องใหม่จะแทรกตัวเข้ามา จึงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากธุรกิจนี้ บริษัทรุ่นพี่จะมีโอกาสมากกว่า การเข้ามาของน้องใหม่อย่างเรา ไม่สามารถจะเข้าไปในธุรกิจนี้ดื้อๆ ได้ เราต้องวางกลยุทธ์ให้ดีพอ”
“ช่วงนั้น ถูกโกงบ้าง เป็นหนี้เป็นสินกว่า 2 ล้านบาทบ้าง แต่ด้วยความตั้งใจ และรักการทำงานอาชีพนี้ จึงทำให้ผ่านพ้นวิกฤติมาได้ จนกระทั่งได้งานที่เป็นชิ้นเป็นอัน ครั้งแรกเมื่อราวปี 2533 จากบริษัท ดีดีบี ดีทแฮม ของ ม.ร.ว.ธีรเดช รัชนี โดยเป็นหนังโฆษณา “เครื่องซักผ้ามิตซูบิชิ รุ่นมิสเตอร์มาราธอน”
เริ่มเป็นตัวเป็นตน
“ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราจะต้องทำให้หนังโฆษณา ติดตาคนมากที่สุด และต้องไม่ใช่การทำหนังพื้นๆ ทั่วไปที่มีอยู่ในตลาด คำว่า “ติดตาคน” แรกๆ เราไม่รู้ด้วยว่าจะทำวิธีไหน แต่ด้วยอารมณ์ ความรู้สึกหรือนิสัยส่วนตัว เป็นคนอารมณ์ขัน มีมุขตลอด มันเลยทำให้ถ่ายทอดหนังโฆษณา ออกมาแหวกแนว และแตกต่างจากตลาด ในสมัยนั้น แม้ว่าจะเจ๊งตลอด”
“ในยุคนั้นไม่มีใครทำหนัง โฆษณาแนวสนุก เล่นมุขสอดแทรกเข้าไป และนำประโยชน์ของสินค้า มาพัฒนาให้แน่นขึ้น ไม่ค่อยมีคนทำกัน อาจมีบ้างแต่ไม่แน่น และจะเป็นหนังแนวใช้ ภาพสวยงาม ไม่มีไอเดียใส่เข้าไป แต่เมื่อเราต้องการสร้างจุดต่าง เป็นตัวของเราเอง เราจึงต้องลองทำขึ้นมา แม้ว่าจะขาดทุนก็ตาม”
“จากคนทำงาน 2-3 คน ก็กลายเป็น 10 คน 20 คน 30 คน โตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อองค์กรโตขึ้น ก็ต้องมีทีมงานบริหาร หรือแมเนจเม้นท์ เพราะองค์กรโตขึ้น หากไม่มีทีมบริหาร ก็จะโตไม่ได้ ผมจึงมานั่งบริหาร แล้วหาผู้กำกับแทน เพราะถ้าทั้งทำทั้งกำกับหนัง และงานบริหารด้วย คงไม่มีอะไรดีขึ้นสักอย่าง เลยตัดสินใจ หาคนที่หัวอกเดียวกันกับเรา หรือมีแนวคิดเดียวกัน ก็ได้ “มั้ม” (สุธน เพ็ชรสุวรรณ ) ซึ่งทำงานด้านครีเอทีฟมาเป็นผู้กำกับ”
“เมื่อเข้าสู่ปีที่ 5 ผลงานเป็นที่ยอมรับ ช่วงนั้นครีเอทีฟไดเรคเตอร์ เอเยนซี่หลายราย เริ่มมองหาความแปลกใหม่มากขึ้น เจ้าของสินค้าเขาต้องการ สร้างความแตกต่าง เราจึงมีโอกาสได้ทำหนัง เรื่องนิเชาออกมา คนก็ฮือฮาว่าใครทำ ด้วยความที่ตลก และไม่น่าจะเป็นคนไทยทำ เพราะหนังเรื่องนี้ไปถ่ายทำ ที่แอฟริกาใต้เลย งานนี้ขาดทุนก็ยอม แต่เราก็ได้รางวัล และคนก็ถามกันมาก ในช่วงนั้นบางคอลัมน์เขียนวิจารณ์ หนังเด็ดในรอบเดือน หนังของเราก็ติดอันดับขึ้นมา ทำให้เรทติ้งเริ่มดีขึ้น”
ถึงวันที่เป็นหนึ่ง
“หลังจากหนังโฆษณาชุด “นิเชา” แล้ว ต่อมาก็เห็นจะเป็นหนังโฆษณาชุด “ไอ้ฤทธิ์กินแบล็ค” เราได้เต็มๆ เลยงานนี้ ทั้งรางวัลในประเทศไทย ที่ได้มาหมดแล้ว เรายังได้รางวัลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเอเชียน อวอร์ด คานส์ อวอร์ด ทุกคนบอกว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเราเอาละครสั้นหนึ่งเรื่อง มาอยู่ในหนังโฆษณาเป็นมินิซีรี่ส์เล็กๆ ทำเป็นหนังไทยสั้นๆ หนึ่งเรื่อง คือใส่เรื่องเข้าไป จนคนดูแทบไม่รู้สึกเลยว่า นี่คือหนังโฆษณา แต่ทุกคนจำ หนังไอ้ฤทธิ์กินแบล็คได้หมด นั่นคือ สิ่งที่เราประสบความสำเร็จที่สุด เป็นรางวัลที่เราเหมาะสมที่จะได้จริงๆ และเราภูมิใจที่จะยอมรับรางวัลนี้มาก”
ทุกวันนี้ ตี๋ แม็ทชิ่ง คือผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ “แม็ทชิ่ง สตูดิโอ” ได้รับการจัดอันดับให้เป็น “โปรดักชั่น เฮ้าส์” อันดับ 1 ของเมืองไทย และถูกจัดอันดับจาก “The Gunn Report” ให้เป็นบริษัทผลิต ภาพยนต์โฆษณาที่กวาดรางวัล สูงสุดเป็นอันดับ 5 จากธุรกิจโฆษณา “ทั่วโลก” ทั้งที่ ที่มีอายุได้เพียง 11 ปีเศษ แต่เขาก็ยังไม่หยุด เขายังฝันต่อไป ฝันที่จะสร้างเมืองยักษ์ “มูฟวี่ ทาวน์” เมืองถ่ายหนังของประเทศไทย ให้ก้าวไกล ก้าวทันระดับโลก.

ขบถวิถีคิด MBA ซีอีโอ "พันธุ์หลุดโลก"

ขบถวิถีคิด MBA ซีอีโอ "พันธุ์หลุดโลก" อาจเห็นได้มากมายในต่างประเทศ แต่สำหรับในเมืองไทยยังถือเป็นยุคแรกเริ่มของแนวคิดรบริหารจัดการโฉมที่ใช้ "ความนอกคอก" สร้างสูตรผสมเป็นไอเดียที่สร้างความโดดเด่น และแตกต่างให้ธุรกิจ เมื่อความกล้าบ้าบิ่นกลายเป็นจุดขายที่เห็นผล และยังประโยชน์ให้ธุรกิจ สามารถสร้างสีสันเพิ่มความแตกต่าง จัดว่าเป็นการเรียกความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายใหักับแบรนด์ หรือ องค์กรได้ด้วยการ "เรียนลัด" แนวคิดนี้จึงเป็นอีกแง่มุมทางการตลาดที่ซีอีโอเลือดใหม่เลือกใช้ ถึงจะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศก็พอจะเป็น "ต้นแบบ" ที่เพิ่มเสน่ห์ให้กับซีอีโอนอกคอกพันธุ์ไทย "ริชาร์ด แบรนสัน" เศรษฐีพันล้านชาวอังกฤษ เจ้าของเครือข่ายธุรกิจเวอร์จิน วัย 54 ปี บุคคลนี้ยากจะนิยาม เขาเป็นเหมือน "นักผจญภัย" ในคราบผู้บริหาร ที่บริหารความกล้า และ บ้าบิ่น ของตัวเองให้เกิดเป็นกลุ่มธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ของเวอร์จินกรุ๊ปในปัจจุบัน ริชาร์ด แบรนสัน ถือว่าเป็นกรณีศึกษาซีอีโอพันธุ์หลุดโลกที่ประสบความสำเร็จจากการสร้างประสบการณ์ร่วมแนวใหม่ ความยิ่งใหญ่ของเวอร์จินกรุ๊ป วัดได้จากการแผ่ขยายอาณาจักรเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกแขนงธุรกิจ ทั้งเครื่องบิน รถยนต์ รถไฟ การเงิน เครื่องดื่ม เพลง เครื่องสำอาง โทรศัพท์มือถือ ท่องเที่ยว และล่าสุดเมื่อปี 2547 ไอเดียบันลือโลกของเวอร์จินก็ได้แผ่ขยายออกสู่นอกโลก ด้วยอภิมหาโปรเจค "Virgin Galactic" บริการเที่ยวบินส่วนบุคคลเพื่อท่องอวกาศรายแรกของโลก ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2550การนำเสนอธุรกิจอย่างผาดโผน ไม่เหมือนใครของ แบรนสัน ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท เวอร์จิน กรุ๊ป และมักเป็นที่จดจำจากการโปรโมทธุรกิจของเขาเอง ด้วยวิธีผาดโผน ไม่ธรรมดา เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชม ตัวอย่างการนำเสนอที่ฮือฮาที่สุด น่าจะเป็นช่วงที่แบรนสันลงทุนโกนหนวดโกนเคราที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวมานาน พร้อมสวมชุดแต่งงาน และแต่งหน้าแต่งตาครบเครื่อง เพื่อประกาศเปิดตัวบริษัทรับจัดงานแต่งงานชื่อ “เวอร์จิน ไบรด์” ความสามารถในการนำเสนอธุรกิจอย่างไม่เหมือนใครของแบรนสัน ได้รับการยอมรับว่าช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท เวอร์จิน กรุ๊ป โดยเฉพาะในเกาะอังกฤษเขาเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ และได้รับการซูฮกจากสาธารณชนการผจญภัยในโลกธุรกิจของแบรนสันเริ่มขึ้นในระหว่างศึกษาอยู่ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง โดยการเปิดตัวนิตยสารที่มุ่งเจาะกลุ่มผู้อ่านที่เป็นนักเรียนโดยเฉพาะ จากนั้นเขาก็กระโดดเข้ามาในธุรกิจเพลงด้วยการตั้งบริษัท เวอร์จิน เรคคอร์ดส์ ขึ้น ขณะมีอายุเพียง 20 ปี จากธุรกิจเพลงนี่เองที่สร้างเม็ดเงินให้กับแบรนสัน "รวย" ขึ้นผิดหูผิดตาแม้ในปี 2535 แบรนสันจำเป็นต้องขายกิจการบริษัทบันทึกเสียงดังกล่าวไป แต่เขาก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากในช่วงนั้นเขาได้สยายปีกเข้าสู่ธุรกิจการบินเรียบร้อยแล้ว โดยการก่อตั้งสายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก และสามารถพัฒนาจนก้าวขึ้นเป็นสายการบินใหญ่อันดับ 2 ของอังกฤษ และยังเป็นเจ้าของสายการบินต้นทุนต่ำ เวอร์จิน บลู ในออสเตรเลีย โมเดลความบ้าของแบรนสัน เริ่มเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่าแม้จะ "นอกคอก" แต่ก็สร้างความสำเร็จให้ธุรกิจได้สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งแอปเปิล เป็นอีกคนหนึ่งที่สะท้อนความนอกคอกออกมาเป็นธุรกิจได้อย่างดี แม้ว่ากลุ่มลูกค้าของแอปเปิล คอมพิวเตอร์ จะเข้าข่าย Niche อยู่มาก เพราะจำกัดวงอยู่ที่นักออกแบบ ศิลปิน นักแต่งเพลง และคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นในสไตล์อันโดดเด่น ด้วยความมุ่งมั่นตอบสนองความพอใจของลูกค้าโดยใส่ใจในรายละเอียดของตัวเครื่องมากกว่าพีซีทั่วไป ทำให้แอปเปิลเลือกตั้งราคาให้สูง เพื่อให้ได้กำไรต่อหน่วยสูงแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น แม้วอลุ่มจะน้อยแต่แอปเปิลก็มีส่วนต่างของกำไรสูง แอปเปิลจึงอยู่ได้ด้วยดี แต่การขยายตลาดออกให้กว้างขึ้นก็ยังเป็นสิ่งที่จ๊อบส์ต้องการไป นอกจากนั้นเขายังมีปัญหาทางสุขภาพ ที่มีผลให้หุ้นของแอปเปิลดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ไม้ตายที่ส่งให้แอปเปิลเหมือนกับ "เกิดใหม่" อีกครั้งโดยฝีมือของ สตีฟ จ๊อบส์ จึงปรากฏขึ้นในรูปแบบของ “ไอพ็อด” เครื่องเล่นเอ็มพีสามสำหรับตลาดวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ที่หลงใหลในความเทรนดี้ ไอพ็อด นอกจากจะช่วยกู้แบรนด์แอปเปิลให้ฟื้นคืนมาได้แล้ว ยังเป็นการส่งให้แบรนด์แอปเปิลค่อยๆ แทรกตัวเข้าสู่ตลาดแมสอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกด้วยแม้สตีฟ จ๊อบส์ จะอยู่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิล เคียงคู่กับ Steve Wozniak แต่ในสายตาของชาวโลก จ๊อบส์กลายเป็นบุคคลซึ่งแทนภาพของแอปเปิลได้อย่างชัดเจน และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างเขาและแบรนด์ กลับมาที่เมืองไทยเทรนด์การใช้ "ลูกบ้า" ทำธุรกิจให้โด่งดังนั้นเริ่มจะมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ เหตุเพราะผู้บริโภคในวันนี้เลือกที่เชื่อในการ "บอกต่อ" มากกว่าโฆษณา จึงทำให้ความนิยมของการทำการตลาดแบบ Word of Mouth แรงขึ้น และการแหวกกระแสของสินค้าและบริการต่างๆ กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ผล ใครแปลก ใครแตกต่าง ถึงขั้น "บ้าแหกคอก" จะได้รับการพูดถึงและบอกต่อจนเป็น "กระแสสังคม" สมชาย ชีวสุทธานนท์ หรือ “ตี๋” จากแม็ทชิ่ง สตูดิโอ น่าจะเป็นตัวอย่างแรกๆ ของซีอีโอนอกคอกยุคนี้ ด้วยบุคลิกที่โดดเด่นและประวัติอันโชกโชน จากการเริ่มชีวิตธุรกิจบนฐานการเงินที่ "ติดลบ" วันนี้แม็ทชิ่งเป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์อันดับหนึ่งของเมืองไทยถ้าจำกันได้ในงาน Presentation to Investors ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมชายถึงกับเสี่ยงตายโรยตัวลงมาจากชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์ เพื่อโชว์ศักยภาพการเป็นมือหนึ่งด้านโปรดักชั่นเฮ้าส์ โดยใช้เทคนิคการตัดต่อภาพให้กลายเป็นว่าเจ้าตัวโรยตัวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะวิ่งเข้าสู่ห้องประชุม สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักลงทุนที่มาร่วมงานแม้ภาพลักษณ์ภายนอก การพูดจา จะมีอารมณ์บ้าเจืออยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถึงคราวต้องพูดภาษาธุรกิจ สมชายก็ทำได้อย่างไม่ขัดแย้ง ทั้งยังนำเอาความแหกคอกนั้นมาเป็นเครื่องมือในการปั้นแบรนด์แม็ทชิ่งวงค์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจน แม้ว่าวันนี้อะเดย์จะถูกกลืนโดยกลุ่มนายทุน ทำให้กระแสความแรงแผ่วลงไปบ้าง แต่ในวันที่วงค์ทนงเริ่มต้นธุรกิจตัวหนังสือ ถือว่าไม่ธรรมดาเพราะวิธีระดมทุนของเขาคือเรี่ยไรเงินจากคนรอบข้างไปจนถึงคนไม่รู้จักการเกิดของอะเดย์ ครั้งนั้นก่อให้เกิด 2 ปรากฏการณ์ขึ้นในสังคมไทยเรื่องแรกคือรูปแบบการระดมทุนจากนายทุนรายเล็กถึงเล็กมาก เพราะบางคนซื้อหุ้นด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาท ซึ่งไม่เคยปรากฏในวงการนิตยสารเมืองไทยมาก่อนส่วนเรื่องที่สอง แม้จะยืนยันไม่ได้ชัดเจนว่า "วัฒนธรรมเด็กแนว" ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับนิตยสารเล่มนี้ แต่ที่แน่ๆ เด็กแนวเหล่านี้ยึดเอาอะเดย์เป็นสถาบันเพื่อประกาศสถานะของตัวเองอย่างรู้กัน ไม่ว่าอะเดย์จะรับรู้ด้วยหรือไม่ก็ตามคนต่อมาที่ต้องจัดเข้าทำเนียบหนึ่งในซีอีโอนอกคอก คือ พาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกายเอเชีย จำกัด ผู้บริหารสายการบินนกแอร์ สายการบินต้นทุนต่ำรายที่สามของเมืองไทยนกแอร์ถูกส่งเข้าสู่ตลาดด้วยเป้าหมายให้เป็นทางเลือกของการเดินทางรูปแบบใหม่ของคนไทย โดยคาแรคเตอร์ของแบรนด์ คือ ง่าย และ กันเอง เข้ากันกับวัฒนธรรมไทยนอกจากรูปแบบการใช้บริการที่ง่าย สีสันสดใสของตัวเครื่อง และลูกเรือที่ดูเป็นกันเองกับผู้โดยสารแล้ว ความง่ายและกันเองของนกแอร์ ยังถูกถ่ายทอดผ่านทางคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นของซีอีโอผู้นี้ด้วย แม้ว่าพาทีจะไม่ใช่คนที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรหลุดโลกเพื่อโปรโมทแบรนด์เช่นคนอื่น แต่วิธีคิดที่แหวกกระแสของเขาก็ปรากฏออกมาผ่านทางความมีตัวตนที่ชัดเจนมากของนกแอร์ ซึ่งมีทางเดินของการโปรโมทสายการบินค่อนข้าง "ฉีก" จากคู่แข่ง ทุกกิจกรรมที่นกแอร์ทำ หรือเข้าไปข้องเกี่ยว ล้วนแต่เป็นรูปแบบที่ยังไม่เคยมีใครทำขึ้นมาก่อน อาทิเปิดให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนคัดเลือกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชุดแรกจากการแข่งขัน “นกฮันท์” ที่ออกอากาศทางยูบีซีช่อง 35 หรือการออกมากล่าวคำขอโทษของซีอีโออย่างพาที ถึงงานบริการของนกแอร์ขณะที่ธุรกิจสายการบินอย่างนกแอร์วางแผนโปรโมทแบรนด์ผ่านซีอีโอเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ ยังมีอีกธุรกิจหนึ่งคือ กลุ่มฟาร์มโชคชัย ที่ใช้แนวทางเดียวกัน เพียงแต่ต่างกันตรงที่ซีอีโอของที่นี่เป็นเลือดเดียวกับองค์กร ด้วย โชค บูลกุล ทายาทเจเนอเรชั่นที่สองของกลุ่มฟาร์มโชคชัย และยังเป็นผู้พลิกวิกฤติของบริษัทที่ขาดทุนหลายร้อยล้านบาท ให้กลับมามีกำไรได้ในวันนี้สิ่งที่น่าสนใจในตัวโชคในบทบาทของ "ซีอีโอนอกคอก" อยู่ที่ผลงานการพลิกภาพของธุรกิจปศุสัตว์และเกษตรกรไทยให้กลับดูดีมีเทรนด์ได้ในสายตาของคนไทยเหตุที่ "ธุรกิจวัว" กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจอินเทรนด์ของเมืองไทย ต้องยกประโยชย์ให้กับโชค เขาเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อสร้างรายได้ให้กับฟาร์มโชคชัย และนำธุรกิจต้นน้ำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด รวมไปถึงการผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ออกขายเพื่อโปรโมทแบรนด์โชคชัยไปด้วยในตัวด้วยแนวคิดการทำงานที่โชคบอกว่าเป็นสูตรเฉพาะตัว “คิดแบบเด็ก และทำแบบผู้ใหญ่” ซึ่งเป็นการพัฒนาความคิดฝันที่จะทำอะไรที่สนุกสนานแบบเด็กๆ ให้เป็นจริงได้ทางธุรกิจด้วยวิธีการทำงานแบบผู้ใหญ่วิธีคิดเช่นนี้ทำให้โชคกลายเป็นอีกบุคคลหนึ่งสามารถบริหารความฝันแบบเด็กๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ในทางธุรกิจขณะเดียวกัน ปัญญา นิรันดร์กุล ซีอีโอแห่งบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สามารถบริหารความคิดหลุดโลกให้เป็นงานบันเทิงในแบบที่เรียกว่าพาณิชย์ศิลป์ ความโดดเด่นของปัญญาเริ่มต้นตั้งแต่การวางโจทย์ในการสร้างรายการใหม่ขึ้นมาว่าจะต้องไม่ซ้ำใคร ที่สร้างความท้าทายให้กับทีมงานให้เกิดเป็นควาพยายามที่จะเค้นความคิดที่ดีที่สุดออกมาให้ได้กล้าที่จะนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ พร้อมทั้งความสามารถในการบริหารความสมดุลระหว่างแนวคิดแบบศิลปินกับธุรกิจได้อย่างลงตัว รายการของเวิร์คพอยท์ในวันนี้มีทั้ง รายการสร้างเงิน และ สร้างกล่อง และหากโชคดีรายการสร้างกล่องก็ยังสร้างเงินได้อีก อย่างรายการคุณพระช่วย เป็นต้นปัญญาตั้งใจจะสร้างให้เวิร์คพอยท์กลายเป็นอาณาจักรที่รวบรวม "นักคิดสมัยใหม่" ที่จะเป็นกำลังสำคัญในอนาคต ด้วยวิธีการให้โอกาสแก่คนเหล่าพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงแค่การผลิตรายการโทรทัศน์เท่านั้น นโยบายของปัญญา คือเปิดกว้างรับงานครีเอททุกแขนง ถ้ามีความสามารถและไอเดียสดใหม่จริง เวิร์คพอยท์ก็พร้อมจะเปิดประตูรับคนเหล่านี้เข้ามาเพื่อให้ได้ทำสิ่งที่ฝันหรือเรียกได้อีกอย่างว่าปัญญาเป็นคนที่พร้อมจะรับความฝันของคนอื่นมาพิจารณาเพื่อมองหาช่องทางการทำเงินได้อย่างลงตัวมาดูผู้หญิงกันบ้าง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการหญิงคนแรกของไอบีเอ็ม ประเทศไทย ที่ขึ้นรับตำแหน่งพร้อมกับโจทย์อันยิ่งใหญ่คือการพลิกภาพลักษณ์ขององค์กรจากโบราณคร่ำครึ รอวันตาย ให้กลายเป็นองค์กรของคนสมัยใหม่ ที่เปี่ยมด้วยอนาคตภารกิจแรกที่ศุภจีทำสำเร็จไปแล้วคือจัดโครงสร้างองค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับรูปแบบการทำธุรกิจแบบใหม่ของบริษัทตามนโยบายของบริษัทแม่ ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ๆ ลึกลงไปจนถึงทัศนคติในการทำงานของคนในองค์กรเองมาถึงวันนี้ศุภจีมีเป้าหมายที่จะทำให้ไอบีเอ็มเข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนหรือผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของโลกในหลายๆ อย่าง เพื่อเป็นการฝังแบรนด์ทางอ้อมจากการเป็นบรรษัทที่ดีของสังคมด้วยอีกทางด้านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ นักการตลาดมือฉมังอีกคนหนึ่งของเมืองไทย ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท) ถือเป็นผู้บริหารอีกคนหนึ่งที่แสดงผลงานอันนอกคอกออกมาให้เห็นกันอยู่เสมอสิ่งที่มิ่งขวัญทำแม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับบางองค์กรที่มีความไดนามิคสูง แต่กับองค์กรที่ยังมีเชื้อของความเป็นภาครัฐอย่าง อสมท นี้กลับถือว่าเป็นแนวคิดที่นอกคอกแห่งแวดวงบันเทิง หลังจากเข้ารับตำแหน่ง มิ่งขวัญก็เข้าสู่ขบวนการปรับโครงสร้างภายในองค์กรเสียใหม่ รวมถึงล้างความคิดระบบเก่าออกเสียสิ้น ด้วยความต้องการที่จะลบภาพแดนสนธยาของ อสมท ออกให้หมดสิ้นหลังจากนั้นก็รุกเข้าสู่การจัดโปรดักท์ที่อยู่ในมือ เริ่มจากสถานีวิทยุ 97 แห่งทั่วประเทศ จากที่เคยเป็นแหล่งกอบโกยผลประโยชน์จากภาคเอกชน มิ่งขวัญก็จัดการปรับภาพลักษณ์ให้มีความทันสมัย ตามคอนเซปต์ โมเดิร์น เรดิโอ จนสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับ อสมท อย่างวันนี้ส่วนช่อง 9 ก็เป็นรายต่อมาที่ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งความทันสมัย โมเดิร์น ไนน์ ทีวี ด้วยความตั้งใจของมิ่งขวัญที่ต้องการให้ ช่อง 9 กลับมาผงาดในวงการโทรทัศน์เมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง และต้องยอมรับว่าการปรับตัวของช่อง9 มาเป็นโมเดิร์นไนน์ครั้งนั้นก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการโทรทัศน์อย่างสูง เพราะเป็นแรงกระตุ้นให้สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ ปรับตัวตามเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม "เจ้าพ่ออินดี้" อีกคนของวงการเพลงเมืองไทยที่ต้องจับตา จากชื่อเสียงที่โด่งดังสุดขีดเมื่อสมัยเป็นดีเจจัดรายการให้กับคลื่นฮอตเวฟของเอไทม์ มีเดีย จนฮอตเวฟติดอันดับคลื่นฮิตตลอดกาล และกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวของศิลปินหน้าใหม่ที่อยากแจ้งเกิดในวงการ โดยมี "ฮอตเวฟ มิวสิค อวอร์ด" เวทีประกวดวงดนตรีสำหรับระดับมัธยมศึกษาที่มีรางวัลคือโอกาสเข้าวงการ และเป็นนักดนตรีมืออาชีพในเครือแกรมมี่เป็นสิ่งล่อใจหลังจากอิ่มตัวจากการเป็นดีเจให้กับฮอตเวฟแล้ว เต็ดก็ตัดสินใจออกมาสร้างคลื่นใหม่ แฟ็ท เรดิโอ เอฟเอ็ม104.5 ให้กับค่ายคลิกเรดิโอ และก่อให้เกิดเป็นกระแสใหม่ในวงการเพลง กลายเป็นกลุ่มสังคมแนวอินดี้ ที่ชื่นชอบศิลปะนอกกระแส อย่างหนัง และเพลง ทั้งที่ในเวลานั้นศิลปะนอกกระแสยังไม่มีที่ยืนอยู่บน "สื่อหลัก" ของบ้านเราแฟทเรดิโอ จึงกลายที่ยึดเหนี่ยวของคอเพลงอินดี้ไปโดยปริยาย ศิลปินใต้ดินทั้งหลายต่างพุ่งเข้าหาแฟทเพื่อหวังใช้เป็นช่องทางแนะนำผลงานเพลงไปสู่กลุ่มคนฟังด้วยเช่นกันแม้ยุทธนาจะหลุดออกจากวงโคจรแฟทเรดิโอไปเมื่อปีกลาย จากความต้องการที่จะทำหนังสือ โดยหันไปซบอกค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโพลีพลัส แต่แล้วกลับต้องอพยพออกจากบ้านใหม่ทั้งที่นิตยสารที่จะไปทำยังไม่ทันวางแผงเลยด้วยซ้ำ ครั้งนั้นยุทธนาให้เหตุผลว่าเมื่อไปลองดูจริงๆ ถึงรู้ว่า "ไม่เข้าทาง" กับตัวตนของเขา แต่ในที่สุดยุทธนาก็หวนกลับมา "คลิก" อีกครั้ง ในยามที่ธุรกิจวิทยุเมืองไทยเกิดความปั่นป่วนอย่างมากสืบเนื่องจากการแข่งขันสูง คราวนี้ยุทธนากลับมาพร้อมกับความคิดที่จะทำคลื่นวิทยุที่เปิดเพลงฮิตตั้งแต่ยุค 80 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งยุทธนาเชื่อว่าจะเป็นคลื่นที่มีกำลัง สูง เนื่องจากฐานคนฟังกว้างมาก และมาลงตัวที่คลื่นบิ๊ก เอฟเอ็ม 103.5 อย่างที่เห็นในปัจจุบันฝั่งเจ้าสัวน้อย ศุภชัย เจียรวนนท์ ก็เป็นคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจด้วยแนวคิดของคนยุคใหม่ ให้กับทรู คอร์ปอเรชั่น ที่เพิ่งจะเปลี่ยนมาเป็นชื่อนี้ได้ปีเศษหลังการเปลี่ยนแปลงทั้งวิสัยทัศน์ ภาพลักษณ์ของบริษัทใหม่ และยุบรวมทุกผลิตภัณฑ์มาอยู่ภายใต้แบรนด์ TRUE เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่งผลให้ทีเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ ทรู ที่เคยขาดทุนต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปีเต็ม มาถึงปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ผลประกอบการของบริษัทกลับมามีกำไรอย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าคนทั่วไปจะรับรู้ถึงภาพลักษณ์ที่ทรูพยายามจะเป็น แต่การที่ทรูเป็นบริษัทในกลุ่มของเจริญโภคภัณฑ์ จึงทำให้สภาพแวดล้อมขององค์กรในวันนี้ประกอบไปด้วยคนหลายเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะคนยุคเก่าที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยน ซึ่งกลายมาเป็นอุปสรรคที่ศุภชัยจะต้องฟันฝ่าไป เพื่อการรีแบรนด์อย่างแท้จริงจากภายในองค์กรเองแม้จะยังไม่มีสูตรสำเร็จของไอเดียนอกคอก แต่วันนี้กลุ่มซีอีโอเลือดใหม่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงก้าวที่มาไกลกว่า ทั้งภาพขององค์กรที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก และแนวรบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นภายในองค์กร

Cut Ad

Cut Ad.
สินค้า : น้ำมันเคลือบแข็ง ซุปเปอร์ชิลด์ เอ๊กซ์ตร้า โพลียูรีเทนสินค้า : สลากออมสินพิเศษ สินค้า : ปูนสำเร็จรูป มอร์ต้าร์แมกซ์สินค้า : 1678 DTAC Call Centerสินค้า : โปรโมชั่นบัตรเครดิตสินค้า : ลูกอมฮอลล์ขิงสไปซ์
สินค้า : น้ำมันเคลือบแข็ง ซุปเปอร์ชิลด์ เอ๊กซ์ตร้า โพลียูรีเทนบริษัท : ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัดภาพยนตร์โฆษณา : Horse เอเยนซี : ทีบีดับบลิวเอ (ประเทศไทย) จำกัดโปรดักชั่นเฮ้าส์ : Goodboy'z House หนังโฆษณา ชุด "Horse" เปิดภาพด้วยการสร้างความแปลกใจและตื่นตาแก่ผู้ชม โดยใช้ฝูงม้าทั้งฝูง วิ่งผ่านเข้ามาในบ้าน และเน้นไปที่พื้นไม้ซึ่งถูกฝูงม้าเหยียบย่ำ เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของฟิล์มเคลือบที่แข็งแกร่งจากน้ำมันเคลือบแข็ง ซุปเปอร์ชิลด์ เอ๊กซ์ตร้า โพลียูรีเทน ที่ปกป้องพื้นไม้จากแรงกระแทกและการขีดข่วนได้สูงสุด แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์หนัก ๆ เพียงใด พื้นไม้ก็ยังคงสวย เงางาม น้ำมันเคลือบแข็ง ซุปเปอร์ชิลด์ เอ๊กซ์ตร้า โพลียูรีเทน คืออีกหนึ่งผลิตภัณฑ์รักษาไม้คุณภาพสูงจากทีโอเอสินค้า : สลากออมสินพิเศษ บริษัท : ธนาคารออมสินภาพยนตร์โฆษณา : Dreamเอเยนซี : ZING DIVISIONโปรดักชั่นเฮ้าส์ : OOMBA OOMBAเปิดฉาก ณ ร้านอาหารริมฟุตบาทแห่งหนึ่ง เอกกับออมนั่งทานอาหารกันอยู่ ออมฝ่ายหญิงนั่งพูดถึงงานแต่งของเพื่อนเรื่องของขวัญ และถามถึงเรื่องการแต่งงานของเธอกับเอก แต่เอกก็ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจฟัง ทำให้ออมยิ่งรู้สึกน้อยใจ ทันใดนั้นสัญญาณเสียงข้อความในโทรศัพท์มือถือของเอกก็ดังขึ้นและทันทีที่เอกอ่านข้อความนั้นจบ เอกก็หยิบฝาขวดน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ พร้อมกับเอื้อมมือเอาฝาขวดชิ้นนั้นสวมที่นิ้วนางของออม แล้วฝันของทั้งคู่ก็เป็นจริง ออมอยู่ในชุดเจ้าสาว เอกอยู่ในชุดเจ้าบ่าวยืนกอดกันอย่างมีความสุข กับเรือนหอหลังใหม่และรถยนต์คันงาม โฆษณาชุดนี้คงเป็นที่โดนใจหลายๆคนที่กำลังอยู่ช่วงวัยนี้ และผลตอบแทนที่น่าสนใจของสลากออมสินพิเศษ พร้อมกับลุ้นรางวัลที่ 1 10 ล้านบาท ทุกเดือน ถึง 35 ครั้ง สินค้า : ปูนสำเร็จรูป มอร์ต้าร์แมกซ์บริษัท : ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)ภาพยนตร์โฆษณา : Touch of Loveเอเยนซี : Creative Explosionโปรดักชั่นเฮ้าส์ : Macho Mangoแนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวความรักของหญิงสาวตาบอดกับชายหนุ่มที่ปรารถนาให้แฟนสาวมีความสุขด้วยวิธีต่างๆ แม้จะไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยตา แต่ทุกสัมผัสอื่นๆที่เธอได้รับทำให้เธอสามารถรับรู้ได้ถึงความรักที่ฝ่ายชายมีให้อย่างแท้จริง เขาใช้ความรักทดแทนดวงตาของเธอ จึงขออาสาที่จะอยู่เคียงข้างเธอและเป็นดวงตาให้เธอตลอดไป อินทรี ภูมิใจที่ทำให้ฝันของทุกคนเป็นจริงได้ดั่งใจ
สินค้า : 1678 DTAC Call Centerบริษัท : Total Access Communication PLC.ภาพยนตร์โฆษณา : ซูเปอร์มาร์เก็ตเอเยนซี : Creative Juice\G1โปรดักชั่นเฮ้าส์ : Huas Guang Co.,Ltd.เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงการรอที่ช่องชำระเงิน เมื่อพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตคิดเงินรวมออกมาเป็น 1,678 บาท หญิงสาวที่รอชำระเงินอยู่เมื่อหันเห็นตัวเลขนี้บนจอคิดเงิน ก็ได้เกิดอาการประหลาดคือ เธอล้มลงพร้อมกับเห็นเสื้อผ้าหลุดลอยออกมาชิ้นแล้วชิ้นเล่าเหมือนซูเปอร์แมนหลบไปเปลี่ยนชุดในตู้โทรศัพท์ยังไงยังงั้น และในที่สุดเธอก็กลับขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจในชุดพนักงานดีแทค คอลเซ็นเตอร์ พร้อมเฮดโฟน ส่งยิ้มและยกมือไหว้พนักงานคิดเงินและคนรอบข้าง พร้อมพูดปิดท้ายว่า "1678 ดีแทค คอลเซ็นเตอร์ สวัสดีค่ะ" ใช่แล้ว เห็น 1678 เมื่อไร พบดีแทค คอลเซ็นเตอร์เมื่อนั้นจริงๆสินค้า : โปรโมชั่นบัตรเครดิตบริษัท : ธนาคารกรุงเทพภาพยนตร์โฆษณา : Make a Wish (อธิษฐาน)เอเยนซี : เอ็ม แอนด์ ซี ซาทชิ (ประเทศไทย) จำกัด โปรดักชั่นเฮ้าส์ : กู๊ดบอยส์ เฮ้าส์ จำกัด หนังโฆษณาชุดนี้ ได้หยิบเอาแง่มุมที่น่ารัก ๆ ของคนไทยซึ่งมีความเชื่อในโชคลางมาเป็นตัวดำเนินเรื่องที่สอดแทรกเข้าไปกับการใช้ชีวิตการจับจ่ายใช้สอยของแต่ละคน ซึ่งปกติแล้วคนไทยเชื่อในการอธิษฐานว่าจะนำมาซึ่งโชคลาภ จึงมาใช้เล่นกับหนังโดยที่ใช้บรรยากาศในสถานที่ต่าง ๆ ของการจับจ่ายใช้สอยของแต่ละบุคคล แคมเปญโฆษณานี้เป็นการแจกรางวัลรถยนต์ฮอนด้าแจ๊ซเดือนละ 3 คัน เป็นเวลา 5 เดือน รวมทั้งสิ้น 15 คัน เมื่อสมัครบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพและใช้จ่ายผ่านบัตรทุก ๆ 500 บาท รับสิทธิ์ 1 ครั้ง ในการลุ้นรางวัลรถยนต์ฮอนด้าแจ๊ซ จับรางวัลทุก ๆ สิ้นเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 - 15 มกราคม 2549สินค้า : ลูกอมฮอลล์ขิงสไปซ์ บริษัท : แคดเบอรี (อาดัมส์) ประเทศไทย จำกัดภาพยนตร์โฆษณา : รถสองแถว เอเยนซี : เจ ดับบลิว ทีโปรดักชั่นเฮ้าส์ : Phenomenaเมื่อพูดถึง "ขิง" ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรู้สึกถึงความร้อนซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักของขิงที่เรารู้จักกันโดยทั่วไป แต่ลูกอมฮอลล์ขิงสไปซ์ แตกต่างจากขิงตรงที่มีส่วนผสมของเมนทอลที่ให้ความเย็นซึ่งเป็นจุดขายหลักของสินค้าฮอลล์ ดังนั้น ภาพยนตร์โฆษณาชุดดังกล่าว จึงพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง ขิง และลูกอมฮอลล์ขิงสไปซ์ โดยใช้การเปรียบเทียบอารมณ์ของคนเมื่ออมขิง เหมือนคนอารมณ์ร้อน แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าจะอารมณ์ร้อน ก็ยังโมโหได้ แต่ภายหลังเมื่ออมลูกอมขิงสไปซ์ ซึ่งเป็นขิงเย็น ๆ แล้ว ก็ช่วยให้ใจเย็นขึ้น