Showing posts with label Life Content. Show all posts
Showing posts with label Life Content. Show all posts

Thursday, 11 December 2008

Another dog drags the mortally-wounded dog to the side of the road.

A dog in Chile is unfortunately hit by a car and killed. Another dog drags the mortally-wounded dog to the side of the road. The hero do ran away. http://news.yahoo.com/s/ap/20081209/a...




Saturday, 27 September 2008

Project 10100 is a call for ideas to change the world by helping as many people as possible.


May Those Who Help The Most Win.....

ใครมีแนวคิดช่วยให้โลกดีขึ้น
กูเกิ้ลเสนอให้ 10 ล้านดอลลาร์


นิวยอร์ก 25 ก.ย.- กูเกิ้ลจะทุ่มงบ 10 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 340 ล้านบาท ให้แก่ผู้ที่มีแนวคิดสามารถปรับเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น
หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นแนวคิดที่ส่งผลดีต่อคนหมู่มาก ผู้ที่เสนอแนวคิดโดนใจจะได้เงินจากกูเกิ้ลนำไปใช้สร้างสรรค์แนวคิดให้เป็น ความจริงขึ้นมา


กูเกิ้ลผุดโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในวาระที่เว็บไซต์กูเกิ้ลก่อตั้งมาได้ครบ 10 ปีพอดี โครงการดังกล่าวใช้ชื่อว่า “10^100 “
(อ่านว่า "10 to the 100th”) โดยจะให้คนทั่วไปที่สนใจ ส่งแนวคิดสร้างสรรค์โลกให้ดีขึ้นมาที่กูเกิ้ล จากนั้นคณะกรรมการผู้ตัดสินจะเลือกแนวคิด
ที่โดนใจออกมา 5 ชิ้น โดยจะมีการประกาศผลในเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า


กูเกิ้ลบอกว่า แนวคิดที่สร้างสรรค์โลกให้ดีขึ้น จะเป็นแนวคิดแบบเล็ก ๆ ง่าย ๆ หรือแบบต้องทุ่มทุนมหาศาล ใช้เทคโนโลยีซับซ้อนก็ได้ ขอเพียงให้แนวคิด
นั้นส่งผลในเชิงบวกต่อผู้คนในวงกว้าง ซึ่งกูเกิ้ลก็เชื่อว่า หลายคนมีแนวคิดที่ดีในการปรับเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น เพียงแต่ขาดเงินทุนมาสนับสนุนแนวคิดให้เป็นจริง


กูเกิ้ลยกตัวอย่างแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นการประดิษฐ์ภาชนะใส่น้ำรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “ Hippo Water Roller” สิ่งประดิษฐ์นี้ได้รับการพัฒนา
ขึ้นที่แอฟริกา และตอนนี้ก็มีคนแอฟริกันนำสิ่งนี้ไปใช้งานกันอย่างกว้างขวาง มีลักษณะเป็นถังบรรจุน้ำได้มากถึง 24 แกลลอน เมื่อใส่น้ำจนเต็มแล้วก็ปิดฝา
จากนั้น จึงเอียงถังให้กลิ้งไปกับพื้น ข้างถังจะมีด้ามจับ เด็ก ๆ เพียงแค่จับด้ามแล้วบังคับให้ถังน้ำกลิ้งไปตามพื้น เดินทางกลับบ้าน แทนที่จะต้อง
ให้ผู้ใหญ่มาช่วยกันแบกถังน้ำเช่นแต่ก่อน สิ่งประดิษฐ์นี้เหมาะสำหรับคนแอฟริกันที่ต้องเดินทางไปตักน้ำนอกบ้านอยู่ เป็นประจำ


กูเกิ้ลเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกสามารถส่งแนวคิดสร้างสรรค์แบบนี้เข้ามาได้จนถึงวันที่ 20 ตุลาคมนี้
โดยดูรายละเอียดได้จาก
http://www.project10tothe100.com/

แนวคิดที่ส่งมาจะเขียนโดยใช้ภาษาใดก็ได้ ใน 25 ภาษาที่กูเกิ้ลกำหนดไว้ จากนั้น เจ้าหน้าที่ของกูเกิ้ลร่วมด้วยคณะกรรมการที่ปรึกษา
จะช่วยกันคัดกรองให้เหลือเพียง 100 แนวคิด ภายในวันที่ 27 มกราคม และจะนำทั้ง 100 แนวคิดนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์ระหว่างวันที่ 27 มกราคมถึง 2 กุมภาพันธ์
เพื่อให้คนทั่วไปลงคะแนนช่วยกันเลือก ก่อนจะคัดให้เหลือเพียง 20 แนวคิด และให้คณะกรรมการตัดสินให้เหลือเพียง 5 แนวคิดที่จะได้ทุนรายละ
2 ล้านดอลลาร์จากกูเกิ้ลไปสานฝันกันต่อไป คาดว่า ผลการคัดเลือกจะทราบได้ราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า


-สำนักข่าวไทย
12:22:37 2008-09-25

http://www.project10tothe100.com/

โครงการ 10100 เป็นการขอความคิดในการเปลี่ยนแปลงโลกโดยกา รช่วยเหลือผู้คนให้มากที่สุด

Monday, 8 September 2008

พายุ

ส.ค.-ต.ค. พายุใหญ่ถล่มไทย สมิทธฟันธงกทม.จมใต้บาดาล

โดย คม ชัด ลึก วัน พฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2551 00:00 น.

สมิทธ ฟันธง ส.ค.-ต.ค. พายุใหญ่ถล่มประเทศไทย ทำให้กทม.จมบาดาล ระบบประปา
พินาศ คนเมืองหลวงไม่มีน้ำใช้ จี้หน่วยงานรัฐเร่งหามาตรการรับมือโดยด่วน ขณะที่อดีตนายกสภา
วิศวกรรมสถานฯ หวั่น วัดพระแก้ว เสียหายหากเกิดน้ำท่วมพระบรมมหาราชวัง

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช
ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

การออกมาแจ้งเตือนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับ
ประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครของ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัย
พิบัติแห่งชาติ ครั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ในการเสวนาเรื่อง แผนรับมือวิบัติภัยในมหานครกรุงเทพ ซึ่ง
จัดโดยสถาบันพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร การเสวนาครั้งนี้มี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานคร ศ.ดร.ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหวและการ
สั่นสะเทือน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสภาวิศวกรรมสถานแห่ง
ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเสวนา

ดร.สมิทธ กล่าวว่า จากการศึกษาและติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติมาโดยตลอด พบว่า ภัยพิบัติที่จะกระทบ
กทม.และปริมณฑล มีอยู่ 2 ประเภท คือ ภัยที่เกิดจากแผ่นดินไหว และภัยที่เกิดจากน้ำท่วมขัง ซึ่งเกิด
จากสภาวะโลกร้อน โดยภัยที่เกิดจากแผ่นดินไหวเป็นภัยที่รุนแรงและมีผลกระทบต่อมนุษย์จำนวนมาก ทั้งนี้
ประเทศไทยมีรอยเลื่อนที่มีพลังอยู่ 13 รอย และจากการศึกษาพบว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิ รอย
เลื่อนทั้งหมดเกิดรอยร้าวเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน ซึ่งการเกิดรอยร้าวดังกล่าวทำให้อาคารที่
โครงสร้างไม่แข็งแรงใน จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ มีโอกาสถล่มลงมาได้

ดร.สมิทธ กล่าวต่อว่า ในพื้นที่ กทม.อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากรอยเลื่อน 2 รอย คือ รอยเลื่อน
ศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี หากเกิดแผ่นดินไหวซ้ำขึ้นมาอีก เชื่อว่าจะส่งผลให้
เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์แตก และทำให้น้ำปริมาณกว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลทะลัก
เข้าสู่ จ.ราชบุรี จ.นครปฐม และ กทม.

"กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนดินเลน เมื่อได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวแล้ว ระยะสั่นสะเทือนจะขยายตัว 2-3
ริกเตอร์ ทำให้อาคารที่สูงไม่เกิน 6 ชั้น อาจแตกร้าวและพังทลายลงมา ส่วนอาคารสูงไม่น่าเป็นห่วง
เพราะวิศวกรได้ออกแบบอาคารไว้รองรับอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยไม่มีความพร้อมใน
การรับมือกับแผ่นดินไหว โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติ หาก
เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงอาจทำให้เกิดความเสียหายมาก" ดร.สมิทธ กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ภัยที่เกิดจากน้ำท่วมขัง เนื่องจากสภาวะโลกร้อนขึ้นนั้น
จากสถิติไม่เคยปรากฏมาก่อนว่าพายุที่เกิดในมหาสมุทรอินเดียจะมีแรงลมสูงมากถึงขนาดเป็นไซโคลน แต่
ตอนนี้เกิดขึ้นแล้ว คือ พายุไซโคลนนาร์กีส ซึ่งมีความเร็วลมสูงถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่อขึ้น
ฝั่งในลุ่มน้ำอิระวดีในพม่า แรงลมสูงสุดถึง 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความรุนแรงถึงระดับ 4

"ผมขอทำนายว่าในเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคมนี้ จะมีพายุขนาดใหญ่พัดถล่มประเทศไทย ทางด้านอ่าว
ไทย ไล่ตั้งแต่ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.เพชรบุรี เข้ามา ซึ่งอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์
สตรอม เสิร์ช (Strom Search) หรือ น้ำทะเลยกตัวสูงขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำให้น้ำทะเลไหล
เข้ามาถึงบริเวณปากอ่าวเจ้าพระยา และเข้าท่วมพื้นที่ กทม. โดยกว่าจะไหลย้อนกลับสู่ทะเลต้องใช้
เวลานานกว่า 2-3 สัปดาห์ และหากท่วมเหนือคลองประปา จะทำให้ประชาชนไม่มีน้ำในการอุปโภค
บริโภค" ดร.สมิทธ กล่าว

ด้าน นายต่อตระกูล กล่าวว่า มีความเป็นห่วงว่าหากเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นจริงจะทำให้อาคารและสิ่งปลูก
สร้างที่สำคัญหลายแห่งเสียหายโดยเฉพาะวัดพระแก้ว ซึ่งก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 ไม่ได้มีการฝังเสา
ลงดิน หากเกิดน้ำท่วมในพื้นที่พระบรมมหาราชวังก็จะทำให้เสื่อมความแข็งแรงลงอย่างรวดเร็ว

หลังการเสวนา ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง ดร.วัฒนา กันบัว ผู้อำนวยการฝ่ายอุตุนิยมวิทยาทะเล กรมอุตุ
นิยมวิทยา เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดพายุใหญ่พัดถล่มประเทศไทยตามที่ ดร.สมิทธ กล่าวใน
การเสวนา ดร.วัฒนา ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ช่วงเดือนสิงหาคม - ตุลาคม อาจจะเกิดพายุใหญ่ถล่ม
ประเทศไทย เพราะช่วงดังกล่าวเป็นช่วงฤดูฝน อยู่ระหว่างช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้า
ประเทศไทย จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าช่วงดังกล่าวมีพายุพัดถล่มประเทศไทยมาแล้วหลายครั้ง อย่างเช่น
พายุไต้ฝุ่นเกย์ พายุไต้ฝุ่นลินดา ที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อนก็เกิดขึ้นในช่วงนี้

ดร.วัฒนา กล่าวต่อว่า สภาวะโลกร้อนอาจส่งผลให้ความรุนแรงของพายุเพิ่มมากขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า
หากพายุพัดเข้าสู่พื้นที่ที่เป็นเมืองก็อาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะหากพายุเคลื่อนเข้า
ประเทศไทยทางฝั่งภาคตะวันออกจะทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ กทม.โดยตรง ซึ่งมีความเป็นห่วงว่า
หากมีพายุพัดเข้าบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้แก่ กทม. เนื่องจาก
ขณะนี้แม้จะมีการสร้างเขื่อนกั้นริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาในหลายจุด แต่การสร้างเขื่อนที่ผ่านมาทำเพื่อรอง
รับปัญหาน้ำท่วมที่เกิดจากน้ำเหนือไหลหลาก ไม่ได้มีไว้รองรับพายุที่พัดเข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ขณะนี้บริเวณปากแม่น้ำยังไม่มีการก่อสร้างเขื่อน หากเกิดพายุพัดกระหน่ำจริง เขื่อนที่มีอยู่ก็ไม่สามารถ
ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมได้

ดร.วัฒนา กล่าวด้วยว่า มีความเป็นห่วงว่าหากช่วงเวลาที่เกิดพายุตรงกับช่วงที่ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุดจะ
ยิ่งทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวอาจทำให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์พัดกระหน่ำ
บริเวณชายฝั่ง หากอาคารบ้านเรือนตามแนวชายฝั่งไม่แข็งแรงก็จะสร้างความเสียหายร้ายแรงทั้งชีวิต
และทรัพย์สินของประชาชน ขณะนี้กรมอุตุนิยมวิทยามีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะแจ้งเตือน
ประชาชนล่วงหน้า ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมความพร้อมไว้ด้วย โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยว
ข้องในการอพยพผู้ประสบภัย เพราะขณะเกิดเหตุภัยพิบัติหากมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ประสบภัย
ได้รวดเร็ว ความเสียหายต่อชีวิตของประชาชนก็จะลดน้อยลง

Saturday, 26 April 2008

เกษตรประณีต : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ

เกษตรประณีต : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ




เกษตรประณีต


ประเทศไทยซึ่งได้พัฒนาประเทศตามระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ก่อให้เกิดกระแสบริโภคนิยม ที่คนมุ่งแต่จะแสวงหาความสุขด้วยเงินทอง ความร่ำรวย เกิดค่านิยมในการสะสมความรวย แต่ไม่สะสมความดี วิถีชีวิตแบบพอเพียงที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนานนับแต่อดีต ได้ถูกกระแสบริโภคนิยมทำลายลง เกษตรกรทำลายผืนดินของบรรพบุรุษด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว หวังเพียงเงินทองที่เข้ามาในระยะสั้นๆ พร้อมหนี้สินค่าปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืช สุดท้ายเหลือเพียงผืนดินว่างเปล่าปลูกพืชไม่งอกงามเหมือนเช่นในอดีต เพราะผืนดินมีค่าอันเป็นมรดกตกทอดได้สูญเสียคุณสมบัติของดินที่อุดมสมบูรณ์จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวไปแล้ว


เกษตรประณีต 1 ไร่ นำคนกลับมาสู่วิถีชีวิตแบบพอพียง สร้างสมดุลของระบบนิเวศภายในที่ดิน หัวใจคือการปลูกด้วยฝีมือ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีความมั่นคงต่อผู้ผลิต เป็นสวนอาหารของครอบครัวที่อุดมสมบูรณ์และมีคุณภาพ มีความสุขบนตัวชี้วัดที่ตัวเองสร้างขึ้น และมีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมของโลก โดยในที่ดินต้องทำอย่างน้อย 8 อย่าง ทั้งการปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ และปลูกผักสวนครัว มุ่งหวังการดำรงชีวิตที่ไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ผลผลิตที่ได้นำมากินมาใช้ในครอบครัว ที่เหลือแบ่งปันแจกจ่ายกันในชุมชน และนำไปขายได้เป็นรายได้กลับมาเก็บออม ครอบครัวลูกหลานไม่ต้องวิ่งตามกระแสบริโภคนิยม ไม่ต้องขวนขวายเข้าไปทำงานในเมือง นำคนกลับมาสู่ความสุขเรียบง่ายแบบวิถีชีวิตพอเพียง

เกษตรประณีต 1 ไร่ เป็นอีกหนึ่งความพยายามของปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสานที่ทำเกษตรผสมผสานมานานปีจากเล็กไปหาใหญ่ จากง่ายไปหายาก บนรากฐานการพึ่งตนเองถึงความพอดี พอประมาณ ตามศักยภาพไม่โลภมาก รู้จักการใช้เหตุหลในการใช้จ่ายทำให้มีเงินเหลือ และรู้จักการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการออม โดยการออมน้ำ ออมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ออมสัตว์ ออมต้นไม้ยืนต้นที่หลากหลาย ออมเงิน สั่งสมกัลยาณมิตร สั่งสมภูมิปัญญาในการแก้ปัญหา และสั่งสมคุณงามความดี ทำให้มีอยู่มีกิน เหลือกินได้แจก ทำให้มีเพื่อน เหลือแจกได้ขาย ทำให้มีเงินจนกลายเป็นคนมีอยู่มีกิน มีเพื่อนมีกิน กินอาหารปลอดสารเคมี ได้เดินออกกำลังกายในสวนทุกวัน ทำงานในที่ร่มรื่น พร้อมด้วยสีสวยๆและกลิ่นหอมๆ ของมวลดอกไม้ที่บรรจงปลูกไว้จึงมีร่างกายที่แข็งแรง จิตใจแจ่มใส สามีภรรยาอยู่ด้วยกันทำงานด้วยกัน ลูกหลานอยู่ใกล้ ญาติสนิทมิตรสหายมากมาย ทำให้สุขภาพทางสังคมดีไปด้วย มีการพบปะแลกเปลี่ยนแก้ปัญหาจนเกิดปัญญา พร้อมด้วยจิตสาธารณะที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะตัวเองก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากบริจาคเป็นทานกุศลแก่ผู้ที่สนใจ กลายเป็นสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่ทำให้ปราชญ์ชาวบ้านมีความสุขครบทั้งทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางจิตวิญาณ

แนวคิดโฆษณารณรงค์ “เกษตรประณีต” นำเสนอผ่านการเปรียบเทียบชีวิตของเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวกับเกษตรกรที่ทำเกษตรประณีต ด้วยเทคนิคการใช้โมเดลจำลองภาพเหตุการณ์ของเกษตรกรทั้งสองราย โดยคนที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกอ้อยเพียงอย่างเดียว มีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนของราคาพืชผลเกษตร และการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเกิดผลกระทบต่อคุณภาพดิน ส่งผลเป็นลูกโซ่ให้ครอบครัวไม่มีความสุข ลูกหลานต้องไปทำงานหากินในเมือง ส่วนเกษตรกรที่ทำเกษตรประณีต ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทำให้เกิดความสุขในระยะยาว ลูกหลานอยู่พร้อมหน้า พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

ผู้กำกับโฆษณา : รอง ศรลัมพ์ ต้องตา Film ในเครือ Phenomena ควบคุมการกำกับโดย ธนญชัย ศรศรีวิชัย

ติดต่อสอบถามเรื่องเกษตรประณีต : 02-2980500 http://www.porpeanglife.com/
ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

Link: http://www.thaihealth.or.th/node/2053

ออกกำลังกาย : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ

ออกกำลังกาย : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ




“ออกกำลังกาย”

คนไทยออกกำลังกายเพียง 34% เทียบกับชาติอื่นๆแล้ว คนไทยออกกำลังกายกันน้อยมาก ข้ออ้างคือ ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่

กระแสบริโภคนิยมไหลบ่าจนเกิดธุรกิจใหม่ประเภทฟิตเนสออกกำลังกาย เป็นค่านิยมใหม่ว่าจะออกกำลังกายต้องไปฟิตเนส ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การออกกำลังกายทำได้ทุกสถานที่ ไม่มีข้อจำกัด

การที่ชีวิตจะมีความสุข ต้องประกอบด้วยความสุข ทั้งทางกายและทางใจ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงแบบวิถีชีวิตพอเพียง ทำได้โดยการออกกำลังกายตามแบบที่ถนัดหรือที่สนใจ ที่ไหนก็ได้ที่ทำได้ ไม่ต้องเสียเงินฟุ่มเฟือย

คุณเชื่อหรือไม่ว่ารูปแบบใหม่ของการออกกำลังกายยุคนี้ ง่าย ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกกิจกรรมประจำวันของคุณ เพราะโอกาสออกกำลังกายมีเสมอ เพียงคุณขยับก็เท่ากับการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คุณคิด ไม่ว่าคุณจะเดิน วิ่ง ล้างจาน ถูบ้าน เต้นรำหรือทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น คุณก็ได้ออกกำลังกายแล้ว สิ่งสำคัญการขยับเคลื่อนไหวร่างกายของคุณต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที ซึ่งเท่ากับการใช้พลังงานไปถึง 150 แคลอรี่แล้ว และถ้าคุณเลือกเคลื่อนไหวร่างกายทำกิจกรรมเบาๆ ก็ต้องเพิ่มเวลาทำกิจกรรมให้นานขึ้นเท่านั้นเอง เช่น

• หากคุณเดินขึ้นบันได ใช้เวลาเพียง 15 นาที

• กระโดดเชือก ใช้เวลา 15 นาที

• เล่นบาสเกตบอล ใช้เวลา 15-20 นาที

• ว่ายน้ำ ใช้เวลา 20 นาที

• เต้นรำในจังหวัดเร็ว ใช้เวลา 30 นาที

• เดิน 2.8 กิโลเมตร ใช้เวลา 35 นาที

• ทำสวนขุดดิน ใช้เวลา 30-45 นาที

• ปั่นจักรยาน ใช้เวลา 30-40 นาที

• หากคุณล้างจานและเช็ดรถ ต้องใช้เวลานาน 45-60 นาที

เท่านี้ร่างกายของคุณก็สมบูรณ์แข็งแรงและลดอัตราเสี่ยงโรคต่างๆได้แล้ว


แนวคิดโฆษณารณรงค์ “ออกกำลังกาย” ต้องการสื่อสารในประเด็นการมองทุกสถานที่ให้เป็นที่ที่ออกกำลังกายได้โดยไม่มีข้อจำกัด หรือ ข้ออ้าง ว่าไม่มีสถานที่จึงไม่ออกกำลังกาย โดยภาพยนตร์โฆษณาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านชายหนุ่มที่ขยำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลจนเป็นลูกบอล และนำมาเดาะเล่น ในท่าต่างๆด้วยความสนุกสนาน โดยเป็นการออกกำลังกายในออฟฟิศที่มีพื้นที่จำกัด

ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา : ชาญชัย ชวานนท์ Goodboyz

ติดต่อสอบถามข้อมูล : 02-2980500 www.porpeanglife.com
ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

Link: http://www.thaihealth.or.th/node/2059

ผักปลอดสารพิษ : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ

ผักปลอดสารพิษ : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ



“ผักปลอดสารพิษ”

ผัก เป็นอาหารที่ประชาชนชาวไทยรับประทานในรูปของผักสด (เครื่องเคียง ส่วนประกอบอาหารปรุงสำเร็จและอีกหลายประการ) การใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชและกำจัดแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิตและเพื่อให้มีผลผลิตนอกฤดูกาลอย่างไม่เหมาะสม นำมาซึ่งการตกค้างและเกิดพิษภัยต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของการเสียสมดุลทางธรรมชาติ

วิธีการบริโภคผักปลอดสารพิษ

1. ซื้อผักจากแหล่งที่ไว้ใจได้

2. ล้างผักให้ถูกวิธี

3. กินผักตามฤดูกาล

4. ปลูกผักกินเองที่บ้าน

ชุมชนผักปลอดภัยจากสารพิษ โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงบ้านหัวนา ต.โนนข่า อ.พล จ.ขอนแก่น

บ้านหัวนา ต.โนนข่า อ.พล จ.ขอนแก่น ถือว่าเป็นชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท ประชาชนส่วนมากจะยากจน มีอาชีพทำนาและเป็นกรรมกรรับจ้างที่ตลาด และหาของเก่าขาย หาเช้ากินค่ำ การทำการเกษตรแบบอาศัยน้ำฝน คนในวัยทำงานจะเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น โดย อาจารย์เชี่ยวชาญ ชามะรัตน์ ซึ่งได้นำแนวคิดของโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน(โครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม) ด้วยการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ระหว่างธรรมชาติและการดำรงชีวิตของมนุษย์ รู้จักนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาพัฒนาเพื่อใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยการปลอดสารพิษ เป็นหลักสำคัญ ไม่ก่อหนี้ ดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจแบบพอเพียง คำนึงถึงการรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เกิดความรู้ในการจัดการทรัพยากร สัมผัสกับความสุขในการดำรงชีวิตที่เกื้อกูล ทั้งความรู้ในด้านการผลิตทางการเกษตร และความเข้าใจในความสัมพันธ์ของผู้คนกับผู้คน ผู้คนกับธรรมชาติ

แนวทางดำเนินการ

จัดแบ่งพื้นที่สาธารณประโยชน์ให้แก่ราษฎร จำนวน 80 ครัวเรือน ๆ ละ 100 ตารางเมตร (10x10 เมตร) แต่ละแปลงจะมีบ่อเลี้ยงปลาดุกขนาด 2x 4x 1 เมตร เลี้ยงปลาดุก 400 ตัว และเลี้ยงกบ 300 ตัวพื้นที่ว่างให้ปลูกผักสวนครัว ชนิดต่าง ๆ ที่แต่ละครัวเรือนบริโภคเป็นประจำ กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอคือ
- การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ (ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีสังเคราะห์ใด ๆ)

- การเผาถ่านเพื่อเอาน้ำส้มควันไม้

- การเพาะเห็ดในถุง

- การเลี้ยงกบเพื่อขาย ฮวก (ลูกอ๊อด) กบน้อย , กบรุ่น (เหยื่อตกเบ็ด) และกบเนื้อ

- ปลูกผักขึ้นค้างคลุมบ่อปลา

สสส. ภายใต้ โครงการผักปลอดภัยจากสารพิษจังหวัดขอนแก่น เป็นหน่วยงานหนึ่งในหลายหน่วยงาน ที่ได้เข้าไปสนับสนุนโครงการนี้เมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยพัฒนาพื้นที่ทำการเกษตร จัดการน้ำ สนับสนุนกังหันลมและกิจกรรมเสริมความรู้ให้แก่กลุ่มในพื้นที่ ผลที่ได้คือประชาชนในพื้นที่มีรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น มีอาหารปลอดภัยไว้รับประทานอย่างเพียงพอ ชุมชนเกื้อกูลกัน และมีสุขภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ สร้างชุมชนเข้มแข็ง และเป็นตัวอย่างการดำเนินงานโครงการเศรษฐกิจพอเพียง

แนวคิดโฆษณารณรงค์ “ผักปลอดสารพิษ” ต้องการสื่อสารในเรื่องประโยชน์ของการกินผักปลอดสารพิษ ที่ทำให้สุขภาพดี อายุยืนยาว รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อผักปลอดสารพิษและการล้างผักให้ถูกวิธี โดยถ่ายทอดแนวคิดผ่านตัวละครคือคุณตาคุณยายที่กินผักปลอดสารพิษเป็นประจำ ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีอายุยืนยาว

ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา : เป็นเอก รัตนเรือง จาก Film Factory

สอบถามข้อมูลผักปลอดสารพิษ : www.healthinfo-ne.org
โครงการผักปลอดภัยจากสารพิษ จังหวัดขอนแก่น 0 4334 8660 หรือ 02-2980500 www.porpeanglife.com

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.
Link: http://www.thaihealth.or.th/node/2055

ยุทธการพอเพียง : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ

ยุทธการพอเพียง : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ




“ยุทธการพอเพียง”





เป้าหมายของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.) คือการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนด้วยวิถีชีวิตพอเพียง ซึ่งการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืน ด้วยวิถีชีวิตพอเพียง เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก เป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับทุกอาชีพ และมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับทุกบริบทในสังคม

จากมุมมองในการคิดเพื่อต่อยอดงานเรื่องวิถีชีวิตพอเพียง สสส.จึงเลือกใช้วิธีการใหม่ ที่จะพาทุกๆคนที่มีอาชีพที่หลากหลายร่วมเรียนรู้การใช้แนวคิดวิถีชีวิตพอเพียง มาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีประจำวัน ภายใต้เงื่อนไขจริง ที่ใกล้ตัวกับคนทุกคน



รายการ “ยุทธการพอเพียง” จึงเริ่มต้นขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่จะเน้นให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้การใช้วิถีชีวิตพอเพียง ไปสู่การสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับตัวเราเอง ครอบครัวของเรา และชุมชนของเรา



“ยุทธการพอเพียง” เรียลลิตี้แนวใหม่ที่ไม่ใช่การแข่งขัน ผู้ปฏิบัติการไม่ได้หวังเงินรางวัล ไม่มีสคริปต์ มีแต่เรื่องราวชีวิตจริงของคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน คืออยากสร้างความสุขแบบยั่งยืนด้วยวิถีชีวิตที่พอพียง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นรายการที่เกาะติดเรื่องราวการใช้ชีวิตและหาวิถีทางที่ต่อสู้กับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นของผู้ร่วมรายการทั้ง 5 คน ที่มาจากทั่วทุกภาคและหลากหลายอาชีพ เพื่อไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนของชีวิตแบบพอเพียง

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันประกอบด้วย หลัก สามห่วงสองเงื่อนไขคือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน และมีสองเงื่อนไขคือ คุณธรรม และ ความรู้ เป็นหลักในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงอันนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืน

ความโลภ ไม่รู้จักประมาณ เป็นหนึ่งในเรื่องที่คนทั่วไปอาจจะคิดถึงเมื่อนึกถึงการดำเนินชีวิตที่ไม่พอเพียง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนด้วยวิถีชีวิตพอเพียง มีคำตอบมากกว่านั้น

แนวคิดโฆษณารณรงค์ “ยุทธการพอเพียง” สื่อสารในลักษณะดึงความสนใจของคนดูให้จดจ่อกับความสนุกสนานและความลุ้นระทึกของการดำเนินเรื่องที่จำลองรูปแบบเกมส์โชว์ แต่หัวใจที่ต้องการสื่อสาร คือ นอกจากความไม่โลภคือส่วนหนึ่งของความพอเพียงแล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆที่น่าจะน้อมนำมาปฏิบัติในชีวิตจริง และจะดูชีวิตจริงที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงเพิ่มเติมได้ที่ วีซีดีรายการยุทธการพอเพียง ซึ่งถ่ายทอดกระบวนการเปลี่ยนแปลงชีวิตสู่ความสุขที่ยั่งยืนด้วยวิถีชีวิตพอเพียง

ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา : อารยะ สุริหาร (โจอี้) ต้องตา Film ในเครือ Phenomena ควบคุมการกำกับโดย ธนญชัย ศรศรีวิชัย


ติดต่อสอบถามข้อมูล โทร 02-2980500 www.porpeanglife.com

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

Link:http://www.thaihealth.or.th/node/2063

สมุนไพรไทย : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ

สมุนไพรไทย : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ




“สมุนไพรไทย”


เมืองไทย เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณนานาชนิด เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศทิ่เอื้ออำนวย บรรพบุรุษไทยปู่ย่าตายาย ได้สั่งสมองค์ความรู้ในด้านการใช้ สมุนไพรไทย เป็นยารักษาโรคสืบทอดกันมาเป็นภูมิปัญญาไทย ทั้งนี้สมุนไพรไทยหลากหลายชนิดสามารถนำมาเป็นยารักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย และยังมีราคาถูกกว่ายารักษาโรคแผนปัจจุบัน เป็นการบำบัดรักษาด้วยวิถีชีวิตแบบพอเพียง

ความหมายของสมุนไพร

สมุนไพร หมายถึง “พืชที่ใช้ทำเป็นเครื่องยา” ส่วน ยาสมุนไพร หมายถึง “ยาที่ได้จากส่วนของพืช สัตว์ และแร่ ซึ่งยังมิได้ผสมปรุง หรือ แปรสภาพ” ส่วนการนำมาใช้ อาจดัดแปลงรูปลักษณะของสมุนไพรให้ใช้ได้สะดวกขึ้น เช่น นำมาหั่นให้มีขนาดเล็กลง หรือ นำมาบดเป็นผง เป็นต้น

สมุนไพรนอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์เป็นยารักษาโรคแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอื่นๆอีก เช่นนำมาบริโภคเป็นอาหาร อาหารเสริมสุขภาพ เครื่องดื่ม สีผสมอาหาร และสีย้อม ตลอดจนใช้ทำเครื่องสำอางอีกด้วย

การใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้นอาจใช้ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆหรือใช้ในรูปตำรับยาสมุนไพร ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาติให้ใช้รักษาโรคได้ มีทั้งหมด 28 ขนาน เช่น

ยาจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน
ยามหานิลแท่งทอง ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส
ยาหอมเทพพิจิตร แก้ลม บำรุงหัวใจ
ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย
ยาประสะมะแว้ง แก้ไอ ขับเสมหะ
ยาตรีหอม แก้ท้องผูกในเด็กระบายพิษไข้

สำหรับสมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่

สมุนไพรแก้ไข้ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด
สมุนไพรแก้ท้องเสีย กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ
สมุนไพรแก้ไอ มะแว้ง ขิง มะนาว
สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย
สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่
สมุนไพรแก้เชื้อรา กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ
สมุนไพรแก้เริม เสลดพังพอนตัวเมีย และตัวผู้

แนวคิดโฆษณารณรงค์ “สมุนไพรไทย” ต้องการสื่อสารว่าสมุนไพรไทยพื้นบ้านนั้นนำมาเป็นยารักษาโรคได้หลายหลายชนิด และยังหาได้ง่ายๆรอบๆบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าทะลายโจรที่รักษาอาการไข้ กิ่งข่อยรักษาโรคเหงือก ใบพลับพลึงรักษาอาการฟกช้ำ หรือ ปูนแดงใช้ห้ามเลือด โดยดำเนินเรื่องแบบ Realistic ผ่านตัวละครน่ารักๆ สองคน คือคุณยายและคุณทวด เป็นแม่ลูกซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในบ้านเล็กๆหลังหนึ่ง ซึ่ง คุณยายและคุณทวด ผลัดกันเกิดอาการต่างๆ และรักษาอาการด้วยสมุนไพรรอบๆบ้าน

ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา : สุธน เพ็ชรสุวรรณ Mum Film

ติดต่อสอบถาม : มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org
โทร 0-2954-3490-1 หรือ www.porpeanglife.com
ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

Link: http://www.thaihealth.or.th/node/2058

ชุมชนเป็นสุข : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ

ชุมชนเป็นสุข : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ





“ชุมชนเป็นสุข”

โครงการชุมชนเป็นสุขเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเน้นเอาสุขภาวะทั้งทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางปัญญา ของคนในชุมชนเป็นตัวตั้ง โดยใช้หลักอริยะสัจสี่ และหลักอปริหานิยธรรมของพระพุทธเจ้ามารวมตัวร่วมกันเรียนรู้ ร่วมกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อค้นหาความทุกข์หรือปัญหา ค้นหาสมุทัย หรือสาเหตุ ค้นหานิโรธ คือ ทางเลือกในการดับทุกข์ และค้นหามรรค หรือแผนปฏิบัติการดับทุกข์ให้หมดไป

โดยในขั้นทางเลือกและแผนปฏิบัติการได้ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักชัยของการพัฒนาให้รู้จักตนเอง คือ ความพอเพียง รู้จักอุดรูรั่วที่ไม่จำเป็นในชีวิตทำให้ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และอาศัยการออม คือ การออมน้ำ ออมความอุดมสมบูรณ์ของดิน ออมสัตว์ ออมต้นไม้ยืนต้น ออมเงิน สั่งสมกัลยาณมิตร และสั่งสมภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหา ด้วยหลักการทั้งหมดร่วมกับการค้นหาผู้สนใจที่มีอิทธิบาทสี่ คือ พอใจและสนใจแนวทางนี้จึงมีความขยันหมั่นเพียร มีความเอาใจใส่ และประเมินผลตลอดเวลา ทำให้เกิดตัวอย่างของปัจเจกและครอบครัว

ชุมชนที่เป็นตัวอย่างที่มีทุกขภาวะลดลง เกิด สุขภาวะเพิ่มขึ้นทั้งทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางปัญญา คอยบอกต่อญาติสนิทมิตรสหายให้ทำตาม และเป็นที่ยอมรับของผู้สนใจทั้งในชุมชน นอกชุมชน และในเครือข่ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นชุมชน และเครือข่ายที่มีความทุกข์ลดลง และมีสุขภาวะทั้งทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางปัญญา อย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่มีความยั่งยืนในที่สุด

โฆษณารณรงค์ “ชุมชนเป็นสุข” ถ่ายทอดเรื่องราวแนวคิดชุมชนเป็นสุขด้วยตัวแทนสมมติของกลุ่มชาวบ้านชุมชนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนแบบเกื้อกูลกัน แบ่งปันในสิ่งที่มีให้ผู้อื่นทำให้มีทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันได้มากขึ้น อีกทั้งยังเกิดการร่วมคิดร่วมทำเพื่อปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมของชุมชนให้ลูกหลาน โดยสมมติเหตุการณ์จำลองกระบวนการอยู่ร่วมกันแบบชุมชนเป็นสุข เริ่มตั้งแต่การแบ่งปันสิ่งที่ต่างคนต่างมีเช่นอาหาร ทำให้มีอาหารมากขึ้น การช่วยกันระแวดระวังภัย การรวมตัวกันเพื่อสร้างผลผลิตของชุมชน รวมทั้งการใช้ชีวิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา : สุรพงษ์ เพลินแสง ต้องตา Film ในเครือ Phenomena ควบคุมการกำกับโดย ธนญชัย ศรศรีวิชัย

สอบถามข้อมูลชุมชนเป็นสุข : 02-2980500 www.porpeanglife.com

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

Link: http://www.thaihealth.or.th/node/2061

Happy Workplace : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ

Happy Workplace : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ




Happy Workplace

ความสุขคือสิ่งที่ปรารถนาของมนุษย์ทุกคน แต่ปัจจุบันด้วยสภาพการดำเนินชีวิตที่แข่งขันตลอดเวลา สังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มนุษย์ทุกวันนี้ขาดหลักยึดในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีความสุข คือการมีเงินทองมากๆ เพื่อจะได้สิ่งต่างๆที่ปรารถนา

หลายคนเชื่อว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง โลกวัตถุนิยมที่เน้นแต่วัตถุทำให้คนทำงานทุกวันนี้ ทำงานหนักมากขึ้น ขาดการดูแลสุขภาพตนเอง ขาดการเอื้ออาทรต่อคนและสังคมรอบข้าง ขาดการใช้ชีวิตที่พอเพียง มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นขาดการนำหลักศาสนาหลักธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต ขาดการแสวงหาความรู้ความก้าวหน้าแก่ตนเอง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคมสิ่งเหล่านี้เกิดจากการขาดคุณภาพชีวิตที่ดีหรือการขาดความสุขในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง

องค์การอนามัยโลกกำหนดคุณภาพชีวิตของมนุษย์ หรือสุขภาวะที่ดี มี 4 มิติ คือ กาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ เพื่อให้เหมาะกับสภาพปัญหาของสังคมไทย และเข้าใจง่าย จึงเกิดองค์ประกอบแห่งความสุขของคนทำงานขึ้นมาเรียกว่า Happy 8 หรือ ความสุขทั้งแปดนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย

1. Happy Body ( สุขภาพดี ) มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและจิตใจ
2. Happy Heart ( น้ำใจงาม ) มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกันและกัน
3. Happy Society ( สังคมดี ) มีความรักสามัคคีเอื้อเฟื้อต่อชุมชนที่ตนทำงาน และพักอาศัย มีสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดี
4. Happy Relax ( ผ่อนคลาย ) รู้จักผ่อนคลายต่อสิ่งต่างๆในการดำเนินชีวิต
5. Happy Brain ( หาความรู้ ) การศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองตลอดเวลา จากแหล่งต่างๆ นำไปสู่การเป็นมืออาชีพและความมั่นคงก้าวหน้าในการทำงาน
6. Happy Soul ( ทางสงบ ) มีความศรัทธาในศาสนาและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต
7. Happy Money ( ปลอดหนี้ ) มีเงินรู้จักเก็บรู้จักใช้ไม่เป็นหนี้
8. Happy Family ( ครอบครัวดี ) มีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง

แนวคิดโฆษณา “Happy Workplace” ต้องการสื่อสารเนื้อหาเกี่ยวกับสถานประกอบการหรือโรงงานที่เป็นต้นแบบของ Happy Workplace คือ มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง นายจ้างให้ความดูแลเอาใจใส่และจัดสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานให้เป็นที่เอื้ออำนวยให้เกิดการทำงานอย่างมีความสุข การจัดระบบสวัสดิการที่ดี ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน ตลอดจนการปลูกฝังการทำประโยชน์ให้สังคม เพื่อการบ่มเพาะจิตใจที่ดีงามของพนักงานทุกคน

โฆษณารณรงค์ ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านรูปแบบมิวสิควีดีโอ “หนุ่มโรงงานรองเท้า สาวโรงงานเย็บผ้า” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มหญิงสาวที่ทำงานต่างโรงงานกัน โดยชายหนุ่มอยู่โรงงานรองเท้าที่เป็นโรงงานทันสมัย แต่ไม่ใช่โรงงานที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีแบบ Happy Workplace
ต่างกับโรงงานของฝ่ายหญิงที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างลูกจ้างแลเพื่อนร่วมงาน เอื้ออำนวยให้เกิดความสุขในที่ทำงานและความสุขอื่นๆตามมา

ผู้กำกับภาพยนคร์โฆษณา Happy Workplace : วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง Film Factory

ติดต่อ Happy Workplace : โทร 02-2980222 ต่อ 208 www.happygoal.org

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

นมแม่ : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ

นมแม่ : 1 ในหนังโฆษณา 8 เรื่อง 8 รส จาก 8 ผู้กำกับ
คุณภาพชีวิต




“นมแม่”





วิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนในยุคปัจจุบัน ทำให้คุณแม่ให้นมลูกด้วยนมผสมแทนนมแม่ ทั้งที่นมแม่ เป็นสุดยอดอาหารสำหรับลูกน้อย อุดมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูก โดยเฉพาะ สารโคลอสตรัม หรือ “หัวน้ำนม” ซึ่งเป็นน้ำนมที่มีการผลิตตั้งแต่ระยะ 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์และมีต่อเนื่องไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ เป็นยอดอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับลูกรัก อุดมด้วยโปรตีน ภูมิคุ้มกัน เกลือแร่ และ วิตามิน

ในหัวน้ำนมมีสารภูมิคุ้มกันโรคในปริมาณสูงมากเปรียบเสมือนวัคซีนแรกของชีวิตที่จะปกป้องลูกจากเชื้อโรคต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ที่สำคัญ “โคลอสตรัม” มีเฉพาะในน้ำนมแม่เท่านั้น โดยที่ไม่มีสารอาหารนี้ในนมผสมไม่ว่ายี่ห้อไหนๆ นอกจากนี้การให้ลูกได้รับนมแม่ยังสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกขณะที่ลูกดูดนมแม่ และยังเป็นการใช้ชีวิตแบบพอเพียง เพราะนมแม่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ มีประโยชน์ และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อย และ ยังสามารถเก็บนมแม่ไว้ในถุงนมแม่ได้

โฆษณารณรงค์นมแม่ ถ่ายทอดเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ผ่านเรื่องราวที่มีกลิ่นอายแบบละครย้อนยุคสไตล์บ้านทรายทอง เกี่ยวกับ หญิงสาวชื่อ “ยุพา” ซึ่งกำลังตั้งครรภ์กับ “คาวี” ซึ่งคุณแม่ของคาวีไม่ยอมรับในตัวลูกสะใภ้ แต่เมื่อได้พูดคุยและทราบว่า ยุพา จะให้ลูกดื่มนมแม่ ก็ทำให้คุณแม่สามีเกิดความเข้าใจและยอมรับในตัวลูกสะใภ้ในที่สุด

ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา : เป็นเอก รัตนเรือง Film Factory

ติดต่อข้อมูลนมแม่ : www.thaibreastfeeding.com หรือ โทร 023548404 ต่อ 11 http://www.porpeanglife.com/

ka set pra neet : ka set pra neet : สสส เกษตรประณีต เศรษฐกิจพอเพียง

ka set pra neet : สสส เกษตรประณีต เศรษฐกิจพอเพียง
Advertisement of thai creative that talk about sufficiency economy.





Link: http://youtube.com/user/dekhong1

เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง

คลิป เศรษฐกิจ พอเพียง แบบ ภูฏานอื่นๆ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก · รูป ยิ่งเคร่งศาสนา

คลิป เศรษฐกิจ พอเพียง แบบ ภูฏานอื่นๆ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก · รูป ยิ่งเคร่งศาสนา




Link: http://seedang.com/stories/6448

Wednesday, 23 April 2008

เหะหะพาที (เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง) โดย คุณซูม หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

::: นิดา สุทัศน์ ณ อยุธยา "เพียงพออย่างพอเพียง" หลักคิดชีวิตทำงาน :::
ท่ามกลางความหลงใหลในวัตถุนิยมและความฟุ้งเฟ้อในค่านิยมของผู้คนในปัจจุบัน เมื่อเปิดทีวีมาดูรายการใดๆ ย่อมไม่พ้นต้องเห็นรายการที่มุ่งให้คนนิยมวัตถุ ฟุ้งเฟ้อ หรือแม้แต่โฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ประชาชนติดเป็นทาส แต่ผู้กำกับภาพยนตร์และโฆษณาชื่อดัง ดาว-นิดา สุทัศน์กลับมุ่งมั่นทำงานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงให้กับสารคดีอันสูงค่า"ที่สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ในวโรกาสครองราชย์ครบ ๖๐ ปี โดย กกต.

ช่วงชีวิตกว่า 20 ปี ที่คลุกคลีกับการทำภาพยนตร์และโฆษณาของผู้กำกับฝีมือดีคนนี้ มีผลงานภาพยนตร์โฆษณานับ 1000 เรื่อง โดยเฉพาะโฆษณาชีวาส ที่มีไมเคิล หว่อง เล่นเป็นโฆษณาที่มีความยาวที่สุดครั้งแรกในประเทศไทย ที่ใช้เวลากว่า 3 นาที ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้กับกำคนนี้มากที่สุด นอกจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องซีอุย ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเธอ ก็สร้างกระแสฮือฮาให้กับให้กับผู้ชมภาพยนตร์ชาวไทยมาแล้ว

นิดา จบการศึกษาจากมหาลัยธรรมศาสตร์ใช้ชีวิตเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดานหนังสือมากโดยเคยทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการหน้าวรรณกรรมให้กับหนังสือผู้จัดการ และหนังสืออื่นๆ อีกหลายเล่ม และแล้วเส้นทางเข้ามาสู้ผู้กำกับหนังก็เริ่มขึ้นเมื่อต้องเข้าไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับจำเป็นเมื่อ 20 ปี ก่อน”พอดีรู้จักกับพี่หง่าว-ยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับหนังที่ตอนนั้นกำกับหนังเรื่อง เทพธิดาบาร์ 21 แต่ด้วยความ ที่พี่เขาใจร้ายกับกองถ่าย ผู้ช่วยก็ทิ้งกลางคัน เขาก็เลยมาชวนให้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับก็เข้าไปช่วยไม่ถึง 20 คิว ตอนนั้นเหมือนไปเริ่มต้นงานใหม่เพราะไม่ได้รู้เรื่องในกองถ่ายเลย แต่รู้ว่างานเละมากๆ ก็ไปเดาๆ เอาเสร็จแล้วก็ไปเข้าทำงานที่สยามสตูดิโอ”

หลังจากนั้นเธอก็ได้เข้าร่วมงานกับสตูดิโอตั่งแต่ครั้งยังมีพนักงาน 12 คน และเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการสร้างสยามสตูดิโอให้รุ่งเรืองจนถึงทุกวันนี้ ด้วยจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้นจนถึง 100 คน และกลายเป็น Production House ซึ่งออกเป็นบริษัทในเครือกว่า 10 บริษัท

นอกจากประสบความสำเร็จในแวดวงภาพยนตร์และโฆษณาแล้ว ผู้กำกับคนดังคนนี้ยังมีความสุขกับการทำธุรกิจร้านอาหาร To Die For และการเปิดบริษัท อินทีเรีย Star Light ด้วย

แม้จะทำอะไรหลายๆอย่าง แต่สิ่งที่นิดาชอบที่สุดคือการตัดต่อภาพยนตร์ “ตอนนี้คนทำหนังมีมุมมองใหม่ๆมามาก โดยเฉพาะยุคนี้มีคนทำหนังอินดี้เยอะขึ้น แค่พกกล้องวิดีโอเล็กๆ ก็เป็นหนังที่ดีได้ อย่างเรื่อง เด็กโต๋ ที่ “นก” ผู้กำกับเขาก็เอาชีวิตไปผังตัวอยู่ที่นั้น ก็เป็นการทำหนังแบบพอเพียง ”

เมื่อได้คลุกคลีอยู่กับวงการภาพยนตร์แล้ว ช่วงเวลาที่ประทับใจจากการทำงานในวงการนี้ก็เกิดขึ้น เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ว่าจ้างให้บริษัทของเธอ ทำสารคดีเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มทำหนังโฆษณาแลองครบรอบ 50 ปีหลังจากนั้นก็มีหนังสารคดีที่ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจของพระองค์มาตลอด ล่าสุดก็ได้ทำงานให้สารคดี “ชีวิตที่พอเพียง” ความยาว 2 นาที ของผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการดำเนินชีวิตจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 10 ท่าน

“การทำงานสารคดีครั้งนี้รู้สึกภูมิใจมาก มีความรู้สึกใกล้ชิดพระองค์มากขึ้น เห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว ก็ปลื้มใจ จึงได้ใช้การทำงานแบบเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนช่วยกัน ดาวก็ไม่รับค่าตัว นักแสดงทุกคนก็ไม่รับค่าตัว ถือว่าเป็นการทำงานที่ช่วยกันจริงๆ” นิดากล่าว

เมื่อได้รับโจทย์จาก กกต. ผู้กำกับสาวและทีมงานก็รีบค้นหาผู้ที่ประสบผลสำเร็จจากแนวคิดนี้ ทุกอาชีพ ทั้งนักเขียน, แพทย์, คนทำเว็บไซต์ ฯลฯ

“ เราดูจากผู้ที่เคยถูกสัมภาษณ์มาแล้ว โดยยึดหลักความหลากหลาย มีความสนใจดูจากความพอใจและความเพียงพอของเขา หากถามว่าทุกคนประสบความสำเร็จหรือไม่ว่าทุกคนที่ยึดหลักนี้คงประสบความสำเร็จหรือไม่ก็คิดว่าทุกคนที่ยึดหลักนี้คงประสบความสำเร็จทุกคนเราดูถึงความพอใจในสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จนั้นๆด้วยว่า คืนอะไรต่อสังคมบ้าง”

แม้ผู้กำกับคนนี้จะควบคุมโปรเจกต์เฉยๆแต่การทำงานที่ต้องรวบรวมเรื่องราวที่เป็นไฮไลต์จากการถ่ายทำทั้งวัน ให้เหลือแค่ ๒ นาทีนั้น เป็นสิ่งที่ยากที่สุด “เราต้องดึงจุดที่สนใจของตนละคนออกมาให้ได้ เพราะบางคนก็พูดได้ใจความบางคนก็ยากมากกว่าจะพูดให้รู้เรื่องได้ กว่าจะเป็น ๒ นาทีได้ก็ยากพอสมควร เพราะเราบังคับให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้เหมือนในภาพยนตร์ไม่ได้ ”

ความแตกต่างของการทำหนังสารคดีและหนังที่ใช้เอฟเฟกต์นั้น นอกจากความสนุกที่แตกต่างกันแล้ว การทำหนังสารคดีมันยังมีลุ้นว่า คนในเรื่องจะพูดได้ไหม จะเล่นได้ไหม พระอาทิตย์จะขึ้นไหม ฝนจะตกไหม กว่าจะเอามาตัดต่อได้ก็ใช้เวลานาน

นิดายอมรับว่า แม้หนังที่เน้นการทำง่ายๆ แต่นำเสนอความสมจริงจะได้รับความนิยม แต่หนังที่นิยมใช้เทคนิค หรือ เอฟเฟกต์เยอะๆ ก็ยังคงความนิยมอยู่เสมอ “ ทำงานตรงนี้มายอมรับว่า เกลียดเทคนิคมาก จริงๆและเมื่อก่อนเป็นคนชอบเทคนิคและชำนาญถึงขั้นสอนให้คนรุ่นหลังได้ แต่ที่ไม่ชอบคือมันมาล้มล้างความจริงใจของหนัง ที่ควรนำเสนอความเป็นธรรมชาติ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำหนังโดยไม่ใช้เทคนิคเพราะต้องใช้เวลานานในการแสดงอารมณ์ องค์ประกอบศิลป์ทั้งหมด แต่การทำหนังมันมีเวลาที่กำหนด”

หากย้อนกลับมาดูผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบพอเพียงแล้วตัวผู้กำกับคนนี้ก็เป็นตัวอย่างของผู้ที่ยึดการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงด้วยเช่นกัน

“ ในความคิดของพี่ คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นอยู่ที่ใจอยู่ที่ว่าเราต้องทำอย่างไรให้เรามีความสุขกับชีวิต ณ ตรงนี้โดยที่ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะรู้จักพออย่างเดียว แต่เราต้องรู้จักเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ให้ความสุขกับคนรอบข้างด้วย”

นิดา ยกตัวอย่างของผู้ที่ถ่ายทำมา อย่าง นพ.สภา ลิมพาณิชย์การ ที่เปิดคลินิกรักษาโรคในราคาเพียง ๕ – ๗๐ บาท ว่า คุณหมอดูมีความสุขในการรักษาชาวบ้าน แม้ว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาลแค่ ๑๐ บาท แต่กลับมีความสุขกับการช่วยเหลือผู้คนมากกว่าที่จะฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยไปกับความสุขทางโลก

“ สำหรับตัวเองแล้ว การทำงานกับธุรกิจที่ต้องทุ่มเม็ดเงินมหาศาล อย่างการทำโฆษณาที่เจ้าของสินค้าต้องลงทุนมากเพื่อให้สินค้าติดตาผู้บริโภค ดังนั้น เมื่อเขาทุ่มเงินจ้างเราอย่างเช่น ค่าจ้างทำโฆษณา ๒ แสน ก็ใช่ว่าเราต้องไปบอกเขาว่าขอรับค่าตัวแค่แสนเดียว เพราะถ้านายทุนเขามีกำลังทุ่มให้เราเท่าไหร่ เราก็ต้องทำให้ได้ดีให้คุ้มกับที่เขาเชื่อในฝีมือเราเราต้องซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่ของเราให้มากที่สุด”

เมื่อได้รับค่าตอบแทนมาแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่ได้จะเอาเงินไปทำอะไร ดาวยกตัวอย่างกรณีการใช้ชีวิตแบบพอเพียงของตัวเองว่า “ เมื่อเราได้ค่าตอบแทนสูง ส่วนใหญ่ก็ให้โอกาสลูกน้องเปิดบริษัทที่เขาอยากทำ เพราะโดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าคนไทยมีศักยภาพพอในการทำธุรกิจ ทำบริษัทที่ดีได้ ซึ่งบริษัทที่ดีในความคิดคือ ต้องเป็นบริษัทที่ไม่เอาเปรียบลูกน้อง ไม่เอาเปรียบลูกค้า ให้เงินเดือนตามสมควรและมีโบนัสเป็นรางวัลให้ลูกน้อง สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และที่สำคัญก็ควรทำสิ่งแวดล้อมในบริษัทหรือที่ทำงานให้สวยงามด้วย”

นิยามคำว่าพอเพียงของผู้กำกับมือโปรคนนี้มีอยู่ว่า “ คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงมันลวงตาเหมือนกัน แต่ในความคิดแล้วพอเพียงคือมีอย่างพอใจ ไม่ต้องมีเงินถึง ๒๐๐ หรือ ๓๐๐ ล้าน แต่เงินเพียงน้อยนิดหากเรารู้จักพอใจกับมัน รู้จักเอื้อเฟื้อให้กับคนอื่นด้วยแล้ว ใจของเรานี่เองที่จะบอกว่าเรามีความสุขที่สุด”

แล้วคุณล่ะ เริ่มเข้าใจคำว่า “ เศรษฐกิจแบบพอเพียงหรือยัง ?





( นิดา สุทัศน์ ณ อยุธยา "เพียงพออย่างพอเพียง" หลักคิดชีวิตทำงาน.หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน น.31, วันที่ 10 ก.พ. พ.ศ.49)





ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่ผ่านมา
พพ.809
กระทรวงศึกษาธิการเดินหน้าเปิดตัว หนังสือ E-Book ชุดหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง
พิธีการรับมอบชุด E-book แนวทางการจัดทำหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ขอเชิญร่วมชมงานมหกรรมนักอ่าน นิทรรศการ “เมืองห้องสมุดสมัยใหม่”
“จิรายุ“ไขพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันประเทศ
คนไทยร่วมมือฝังรากเศรษฐกิจพอเพียงสังคมไทยยั่งยืน
ดร.สุเมธชี้แนวดำเนินชีวิตภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง
องคมนตรีแนะคนเชียงรายเศรษฐกิจพอเพียงช่วยให้อยู่อย่างมีความสุข
ยูเอ็นนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเผยแพร่ 144 ประเทศทั่วโลก
“องคมนตรี”ระบุศก.พอเพียงไม่ได้ทำลายเศรษฐกิจประเทศอย่างบางคนกล่าวหา
"ดร.สุเมธ" สอนรัฐ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ต้องเดินสายแจงต่างชาติ
องคมนตรีย้ำ ศก.พอเพียงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ครอบครัวยันประเทศ
ข้าวคุณธรรม...ตามแนวพอเพียง : คอลัมน์หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน (ไทยรัฐ)
องคมนตรีขอคนไทยช่วยกันเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียง
เปิดตัวโครงการ "พ.ศ.พอเพียง" ขยายเครือข่ายการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
นายกฯ เดินสายแจงนักลงทุน ย้ำปี 50 เร่งปฏิรูป ศก. -อ้าแขนรับต่างชาติ
“ดร.สุเมธ” แนะยึดทางสายกลางรับการเปลี่ยนแปลงของโลก
องคมนตรีแนะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสร้างชีวิตมีสุข
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
สภาพัฒน์จัดเวทีระดับชาติสร้างความเข้าใจแนวทางการพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
วิชา สพ.700 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนา
ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ปลุกมหาลัย "ไทยวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง"
ตามรอยพระยุคลบาท ด้วย “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
ยูเอ็น ทูลเกล้าฯถวาย รางวัลสุดยอดแห่งการพัฒนามนุษย์(HIGH-LEVEL PANEL ON HIS MAJESTY THE KING AND HUMAN DEVELOPMENT)
ต่อต้าน Fast Food ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง
บทความพิเศษในมติชนสุดสัปดาห์ โดย ประสาร มฤคพิทักษ์
เหะหะพาที (เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง) โดย คุณซูม หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tuesday, 29 January 2008

ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง 16 ประการ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง 16 ประการ

1. ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลล์จำพวกนี้จะไม่สามารถตรวจหาพบโดยเครื่องมือทาง
การแพทย์ จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น 2-3 ร้อยล้านเซลล์ หากไปพบหมอ แล้วหมอบอกว่า
คุณไม่มีเซลล์มะเร็งในร่างกายหลังจากการตรวจ นั่นแค่หมายความว่า เครื่องมือทางการแพทย์
ไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขาดยังไม่
ใหญ่พอให้เครื่องมือตรวจเจอ

2. เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้นมาก ถึง 6 -10 ครั้ง ใน 1 ช่วงชิวิตของมนุษย์

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็ง
ขยายตัว และสร้างก้อนเนื้อร้าย

4. เมื่อคนไข้ ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง แสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด หรือ โภชนาการ
ไม่ดี ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร หรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต

5. การเอาชนะเซลล์มะเร็ง สามารถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาว หรือ
ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย

6. การให้คีโม หรือสารเคมีบางชนิด ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน
ก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วย ซึ่งเป็นอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย เช่น ตับ
ไต หัวใจ หรือปอด

7. การฉายรังสี ก็จะทำลายเซลล์มะเร็ง และทำให้เนื้อบางส่วนไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลล์
เนื่อเยื่อที่ดีไปด้วยเช่นกัน

8.โดยทั่วไปแล้ว การให้คีโม หรือการฉายรังสี อาจจะทำให้ขนาดของก้อนเซลล์มะเร็งลดลง แต่
อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้มีผลทำลายก้อนเนื้อไปมากกว่านั้น

9. เมื่อร่างกายต้องรับสารพิษจำนวนมาก จากการให้คีโมหรือการฉายแสง ระบบภูมิคุ้มกันของ
ร่างกาย ก็จะถูกทำลายไปด้วย ดังนั้นร่างกายก็ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือพ่ายแพ้เซลล์มะเร็ง

10. การให้คีโม หรือการฉายแสง อาจเป็นสาเหตุให้เซลล์มะเร็ง มีการกลายพันธุ์ หรือดื้อยา ทำให้
ยากแก่การทำลาย การผ่าตัด ก็อาจสามารถทำให้ เซลล์มะเร็งกระจายไปยังส่วนอื่น

11.วิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง คือ หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยการ
หยุด ให้อาหารที่เซลล์มะเร็งจำเป็นต้องนำไปใช้

สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการ

1. น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายขาว equal โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ใน
ปริมาณที่น้อยมาก เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือใช้ในปริมาณน้อย

2. นม ควรดื่ม น้ำนมถั่วเหลืองทดแทน

3. เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด
ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการ
เจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง

4. 80% ของผักและนำผลไม้สด ถั่งเมล็ดแห้ง ธัญญาพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20%
จากอาหารที่ปรุงแล้ว น้ำผักและนำผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
เพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ที่ดี ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2 -3 ครั้งต่อวัน
เพราะเอนไซม์จะถูกทำลายที่ 40 c

5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ชอกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง ดื่มน้ำ
สะอาด หรือน้ำกรองดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด

6. เนื้อสัตว์ ย่อยยาก และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคง
ตกค้างอยู่ในลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง

7. เซลล์มะเร็ง มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

8. อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้งความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อไปทำลายเซลล์
มะเร็ง เช่น วิตามินอี วิตามินซี

9. เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาน การควบคุมอารมณ์ และมองโลกใน
แง่ดีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น อารมณ์โกรธ ขมขื่น หรือความเครียดจะสร้างสภาพความ
เป็นกรดให้ร่างกาย ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต

10. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจิญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้ การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้า
ลึกลึก จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะ
ทำลายเซลล์มะเร็ง




วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็ง ชนิดต่างๆ

อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวด
และมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณ
ดังกล่าว ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมี
อาการบวมในช่องท้อง

3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหา
เกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว
หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่ว
ร่างกาย บางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง

5. มะเร็งปอด อาการ มักไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดอย่าง ฮวบฮาบ เจ็บ
หน้าอกและหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ มักปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตา+ผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียน หรือการผิดปกติของการ
มองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลม
โดยกะทันหัน อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชา และเป็น อัมพาตชั่วคราว ควรให้
ความระวังเป็นพิเศษ หากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา
หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ เป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันที ทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมี
การขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับ และรู้สึกได้

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืด หรืออาหารไม่
ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ





12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือด หรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น
มีก้อนบวมจนจับได้ เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานาน ควรระวัง
เพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอายุมากขึ้น
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังทีเรียกว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุ
ของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าคืออะไรกันแน่

13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มี
เลือดออกปนมากับอุจจาระ **** ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้ว คือถ้าใช้
กระดาษทิชชูซับ แล้วเลือดมีสีแดงสด นั่นคืออาการของริดสีดวงทวาร แต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการ
ของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิอาการติด
เชื้อในบางส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็น
เวลานาน ตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้น และมีการเปลี่ยนสี หรือรูปร่าง ขนาด
นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma) คือ เนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์
ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกาย หรือ มีคนในครอบครัวที่
มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อน คุณจะ มี อัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ



ส่วนอันนี้เค้าฟอเวิร์ดติดมาด้วย –

ถึงท่าน ผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล ตำรานี้ใช้แก้โรคมะเร็งผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิดสำหรับมะเร็งจะหายภาย ใน 6 วัน

วิธีรักษา - ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง หัวขิง 1 ตำลึงก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม ให้ดื่มจนหมดชาม

สรรพคุณ ใน การรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้ว ควรดื่มน้ำตามมาก ๆ นำส่วนที่เหลือมารับประทาน ยานี้จะ ขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ต้องตกใจ เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ

*** ตำรานี้ห้ามซื้อขาย หรือคิดเป็นเงินค่ารักษา

Wednesday, 23 January 2008

เทคนิคการดื่ม จอห์นนี่ วอล์กเกอร์

เทคนิคการดื่ม จอห์นนี่ วอล์กเกอร์

ดื่มอย่างไรไม่ให้เสียของพร้อมสัมผัสกับรสชาติที่แอบซ่อน รู้จักคำว่า ' เสียของ ' กันบ้างมั้ย ? คนไทยเราน่ะ ชอบทำให้เสียของอยู่เรื่อย
โดยเฉพาะนิสัย ' การดื่มแบบผสมมิกเซอร์ ' ทั้งหลาย นั่นแหละคือการทำให้วิสกี้ชั้นดีที่บางทีไม่ควรผสมใดๆ ต้อง ' เสียของ '
วันนี้จะหยิบเอาเรื่องวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มาพูดกันซะหน่อย เพราะว่าตระกูลนี้มีหลาย ' เลเบิ้ล ' เหลือเกิน ซึ่งมีวิธีการดื่มเฉพาะซะด้วย

เริ่มจาก ' เรด เลเบ ิ้ล ' (Red Label) กันก่อนเลยดีกว่า
จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล น่าจะดูถูกใจคนไทยที่สุด เพราะน้องเล็กสุดขวดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการดื่มตลอดค่ำคืน
พูดง่ายๆ ก็คือกินได้นานๆ สนุกสนานกันทั้งคืนนั่นแหละ แถมวิธีการกินที่ถูกต้องนั้น ก็ต้องผสมกับ ' มิกเซอร์ ' ทั้งหลาย
อันเป็นวิธีการดื่มที่นิยมในหมู่คนไทยอยู่แล้วซะอีก ตอนนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ก็เลยขายดีที่สุดไปโดยปริยาย
ง่ายๆ จะใส่น้ำแข็ง ผสมโคล่า ชามะนาว หรือโซดาก็ได้ทั้งนั้น สุดแล้วแต่ว่าจะชอบรสชาติแบบไหนหลังผสมมิกเซอร์แล้วเท่านั้นเอง
แต่นักดื่มมืออาชีพมักนิยมผสมน้ำก่อนแล้วจึงผสมโซดาตามลงไป ในอัตราส่วน2:1หรือที่เรียกกันว่า " โซดาลอย " นั่นเอง... ผสมเสร็จก็ เอ็นจอย ดริ๊งกิ้ง กันได้ทั้งคืน ( แต่อย่าขับรถหลังดื่มนะ )

โตขึ้นมาหน่อย กับความเคร่งขรึมแบบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
วิสกี้ชั้นดีจากการหมักบ่มเพื่อให้ได้รสชาติที่คลาสสิกที่สุดนานถึง 12 ปี < /SPAN>วิธีการดื่มที่ถูกต้องนั้นก็คลาสสิกไม่แพ้รสชาติของตัววิสกี้
ง่ายๆ เท่ๆ ดูดีด้วยสไตล์ที่เรียกกันว่า ' ออน เดอะ ร็อก ' นั่นเอง หรือถ้าอยากย๊ากอยากจะผสมมิกเซอร์เหลือเกิน ก็ต้องใส่น้ำแข็งเข้าไปเยอะๆ วิสกี้ ครึ่งแก้ว และโซดาอีกครึ่งแก้ว
แค่นี้แหละ ก็จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล

มาถึงวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ที่ไม่ค่อยจะเห็นบ่อยนักบ้างดีกว่า เริ่มจา ก จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล อายุ 18 ปีกันก่อน
แค่นำ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล ไปใส่ในช่องแช่แข็งสัก 24 ชั่วโมง ถ้าที่ในช่องแช่แข็งยังเหลือก็นำแก้วทรงสูงเปล่าๆ แช่ไว้ด้วย
พอได้เวลา ก้รินใส่แก้วที่แช่ไว้ข้างกันๆ นั่นแหละ แล้วดื่มเข้าไปเลย ทันทีที่วิสกี้เย็นจัดปะทะกับความอุ่นในปาก กลิ่นหอมหวนนุ่มลิ้นจะอบอวล
แหม...ยิ่งถ้ามีช็อกโกแล็ตดีๆ ไว้กินเข้าคู่ล่ะก็ จะเป็นความสุขที่ลืมไม่ลงเลย เชียว

ส่วน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ที่มีจำหน่ายแบบจำกัดประเทศนั้น หาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ สักก้อน ใส่ในแก้วปากกว้างเพียงแค่ก้อนเดียว
ไม่ต้องกลัวว่าน้ำแข็งก้อนนั้นจะเหงา เพราะเราจะเฝ้ามองอย่าทะนุถนอม จากนั้นริน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ลงไปไม่ต้องท่วมน้ำแข็ง
แกว่งแก้วเล็กน้อย ให้อุณหภูมิของวิสกี้ชะอุณหภูมิของน้ำแข็งก้อนโต ดมกลิ่นวิสกี้ที่ระเหยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนลิ้มรสวิสกี้ที่อุณหภูมิพอเหมาะพอดี
งานนี้จะได้ รสชาติ กลิ่น และแสงที่วิสกี้ตกกระทบกับก้อนน้ำแข็งชวนมอง (อันนี้เคยเสียของมาครั้งหนึ่งแล้ว )

ปิดท้ายกันที่วิสกี้ชั้นสูง จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล อายุ 25 ปี
ที่หมักบ่มจากมอลต์คุณภาพสูง ตามวิธีการคลาสสิกแบบศตวรรษที่ 19 วิธีการดื่มวิสกี้ชั้นสูงนี้ก็คลาสสิกมาก เตรียมแก้วบรั่นดีสวยๆ ไว้สัก 2 ใบ
แก้วนึงรินวิสกี้รอไว้ ส่วนอีกแก้วนึงรินน้ำแร่เย็นๆ ไว้เช่นกัน ดื่มน้ำแร่เย็นๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปากกันก่อน จากนั้นจิบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ในแก้วบรั่นดีอีกใบตาม

เมื่อน้ำแร่เย็นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากผสมกับวิสกี้ชั้นดีนี้ รสชาติที่แอบซ่อนจะซึมผ่านเพดานปากไปมัดใจนักดื่มเหล้าทั้งหลายไม่รู้ลืม

เสร็จสิ้นครบทั้ง 5 เลเบิ้ลของตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กันแล้ว
ต่อจากนี้นักดื่มเหล้าชาวไทยทั้งหลาย ก็จะดื่มได้แบบไม่เสียของกันแล้ว
แต่ที่สำคัญที่สุด ดื่มแล้วจะมึนน้อยหรือมึนมาก ก็อย่าขับรถเลย
เก็บชีวิตที่มีค่าไว้สัมผัสกับสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่มากมายในวันข้างหน้าดีกว่า

Tuesday, 22 January 2008

ทำไมผมจึงอพยพจากสหรัฐอเมริกา

อ่านแล้วรู้สึกรักประเทศไทยมากขึ้นจริงๆ


ทำไมผมจึงอพยพจากสหรัฐอเมริกา (1)

โดย ชูเกียรติ ชูโต 29 สิงหาคม 2550 19:31 น.


.
ข้อเขียนนี้สรุปจากหนังสือชื่อ "Why I
Left America" เขียนโดยคุณจอห์น อาร์โนน
ชาวอเมริกันผิวขาวซึ่งย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ 9 ปีแล้ว คุณจอห์น
มีภรรยาชาวไทยและมีลูก 3 คน เมื่อยังอยู่ในสหรัฐฯ
เขาเคยทำงานกับหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ 2 บริษัท และเคยทำธุรกิจส่วนตัวด้วย

สหรัฐอเมริกา

1.
ตำนานเรื่องความฉลาดเฉลียวของคนอเมริกัน : คนอเมริกันส่วนใหญ่คือชาวยุโรป
แต่เมื่อพวกเขากลายเป็นคนอเมริกันพวกเขาชอบคุยโม้ว่าพวกเขาช่างเป็นกลุ่มคนที่มีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ
โดยมักใช้ความสำเร็จทางเศรษฐกิจเป็นข้ออ้าง
และยังอวดอ้างชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย ทั้งๆ
ที่ความสำเร็จทั้งปวงของสหรัฐฯ เกิดจากผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ที่กว้างใหญ่
และมีทรัพยากรที่เหลือเฟือ นอกจากนั้นสหรัฐฯ
ยังได้สมองที่ปราชญ์เปรื่องของนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันที่นำไปจากยุโรปยุคหลังสงครามโลกด้วย
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเป็นบ่อเกิดของความยะโสโอหัง ในระยะ 50 ปีที่ผ่านมา
พวกเขาทำตัวราวกับว่าความรุ่งเรืองทั้งหลายเป็นสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง
ผมไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนที่ไม่มีเหตุผลและไม่ตระหนักในความเป็นจริงได้

2.
ชาวอเมริกันคือพวกที่กล้าประกาศว่าผู้คนในประเทศอื่นนั้น
ถ้าไม่ล้าหลังก็ป่าเถื่อน : คนอเมริกันส่วนใหญ่ถูก "ครอบงำ"
ให้เชื่อว่าพวกเขาคือกลุ่มชนเดียวที่มี "อารยธรรม" และ "เสรีภาพ" อย่างไรก็ตาม
เมื่อผู้คนที่ป่าเถื่อนและล้าหลังอพยพไปอยู่สหรัฐฯ
พวกเขาต่างถูกคาดหวังว่าพวกเขาจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ ประเพณี คุณค่า
ความชอบและความไม่ชอบในทันทีที่เหยียบแผ่นดินสหรัฐฯ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ สหรัฐฯ
ไม่ใช่ "หม้อหลอม" (melting pot) หรือสวรรค์ของชนกลุ่มน้อยอย่างแน่นอน
โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องลดมาตรฐานการศึกษาลงเพื่อรองรับลูกหลานของผู้อพยพต่างเชื้อชาติและผิวพรรณ
ในที่สุด "เด็กเก่ง" ก็เกิดความเบื่อหน่ายและต้องเสียสละให้กับ
"ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"
และเมื่อเด็กจากครอบครัวชั้นกลางถูกจัดให้อยู่ในชั้นเดียวกับเด็กจากสลัม
เด็กกลุ่มแรกย่อมถูกข่มขู่คุกคามและต้องอยู่กับความกลัวในทุกวันที่ผ่านไป
และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่พวกเขาก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเมื่อตอนเด็ก สำหรับ "คนดำ"
ที่รักดี มีการศึกษาและมุ่งหาความสำเร็จ
พวกเขาจะถูกกดดันโดยทั้งคนผิวขาวที่ไม่ชอบคนดำและคนดำที่ "ไม่มุ่งดี" สหรัฐฯ
กำลังตกต่ำทั้งในด้านการกำหนดเป้าหมาย คุณค่าและการจัดลำดับความสำคัญ
เนื่องจากคุณภาพของคนกลุ่มน้อยภายในประเทศและที่อพยพมาใหม่เรื่อยๆ

หมายเหตุ :ในปัจจุบัน สหรัฐฯ
มีผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายถึง 11 ล้านคน

3. เงินเป็นใหญ่ :
คนอเมริกันทุกคนตะเกียกตะกายอย่างหนักเพื่อ "เงิน"
ผมมีปัญหากับพวกเขาเพราะพวกเขาไม่รู้จักคำว่า "พอ"
และพวกเขาพยายามใช้บ้านของเขาเป็นที่แสดงฐานะรวมทั้งการให้ลูกๆ
ของพวกเขาอยู่ในแฟชั่นที่ล่าสุด

สหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงไปมากในระหว่าง 50
ปีที่ผ่านมา
สิ่งที่แพร่ระบาดไปทั่วคือการที่ทุกคนต้องการเป็นเศรษฐีเงินล้านภายในเวลาเพียง
2-3 ปีหลังจากเรียนจบ
และนั่นเป็นสิ่งที่น่าเศร้าสำหรับประเทศของผมเพราะไม่มีคำว่า "เกียรติยศ"
อีกต่อไป บริษัทจำนวนมากต่างมุ่งกำไรระยะสั้นให้มากที่สุดและเลิก
แล้วไปเปิดใหม่เพื่อหลอกลูกค้า "โง่" ใหม่ ระบบของสหรัฐฯ ซึ่งกระตุ้นให้เกิด
"ความไม่ซื่อสัตย์" กำลังมุ่งไปสู่ความพินาศ
ไม่ว่าจะเกิดจากการพังทลายทางเศรษฐกิจ สงครามทางเชื้อชาติหรือปัญหายาเสพติด
มันต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ใน 10-20 ปีข้างหน้เ
และผมเลือกที่จะไม่อยู่รอดูความพินาศที่จะเกิดขึ้นหรือรอเป็นเหยื่อในเหตุการณ์นั้น

4. บริโภคนิยม :
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ผู้หญิงอเมริกันเริ่มออกทำงานนอกบ้านและยังเป็นเช่นนั้นในปัจจุบัน
ระบบบัตรเครดิตทำให้พวกเธอใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ถึง 2 เท่า หนี้สินพอกพูนขึ้น
การทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวกลายเป็นสิ่งปกติและตามมาด้วยการหย่าร้าง
การโฆษณาสินค้าทุกหนทุกแห่งโดยเฉพาะทางโทรทัศน์พุ่งเป้าไปยังผู้ที่การวิจัยระบุว่าเป็นผู้ที่
"ใจอ่อนที่สุด" คือผู้หญิงและเด็ก แม่คือผู้ที่ไม่สามารถปฏิเสธลูกได้
และเด็กคือเป้าหมายที่กระตุ้นได้ง่ายที่สุด
แม้ผู้หญิงเองก็เป็นนักจับจ่ายโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
เมื่อภรรยาหรือลูกต้องการซื้อของ สิ่งที่บิดาทำได้คือ
การหนีไปหมกตัวดูรายการกีฬาอยู่หน้าโทรทัศน์
ลัทธิบริโภคนิยมเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ ทั้งๆ ที่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นจริง
คนอเมริกันโดยทั่วไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้เพราะเขาเกิดมาในแผ่นดินที่มีทรัพยากรมากมาย
ผมกล้าพนันว่าถ้าเขาไปเกิดในอัฟกานิสถาน พวกเขาจะไม่มีแม้แต่รถจักรยานยนต์

หมายเหตุ : สหรัฐฯ มีประชากรเพียง 4.7%
ของโลกแต่บริโภคทรัพยากรถึงร้อยละ 40 ของโลก (ในประเทศไม่พอก็ไปเอาจากที่อื่น)
บริโภคพลังงานร้อยละ 30 เด็กอเมริกันบริโภค "ของเล่น" ร้อยละ 45
ของการผลิตทั้งหมดในโลก และในแต่ละปีเด็กอเมริกันแต่ละคนได้ "ของเล่น"
เพิ่มเฉลี่ยคนละ 70 ชิ้น

สหรัฐฯ
ใช้เงินโฆษณาสินค้ามากที่สุดในโลก โดยใช้เงินถึงปีละ 214,000
ล้านดอลลาร์หรือร้อยละ 50 ของการโฆษณาทั้งโลก และจากจำนวนเงินดังกล่าว 12,000
ล้านดอลลาร์เป็นการโฆษณาที่พุ่งเป้าไปยังเด็ก ด้วยเหตุนี้
เมื่อเด็กอเมริกันมีอายุ 12 ปี เขาก็เห็นโฆษณามาแล้ว 200,000 ครั้ง
และกลายเป็นนักบริโภคเต็มตัวเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่

5. วัฒนธรรมโกหก :
คนส่วนใหญ่ไม่พูดในสิ่งที่เขาต้องการจะพูด
และไม่พูดในสิ่งที่เป็นความจริงแต่จะพูดในสิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่นิยม
และนั่นทำให้คนจำนวนมากอึดอัดและถูกกดดันจนต้องหันไปหายาเสพติด
เข้ารับการบำบัดทางจิตหรือฆ่าตัวตาย ผู้หญิง
คนกลุ่มน้อยและพวกรักร่วมเพศต่างสนับสนุนผู้ที่พูดในสิ่งพวกเขาต้องการจะฟัง
อดีตประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน เป็นตัวอย่างที่ดีของ "ยอดนักโกหก"
เขาหนีทหารสูบกัญชา ล่าผู้หญิงแล้วก็โกหกหน้าตายจนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี

หมายเหตุ :
อดีตประธานาธิบดีอเมริกันอย่างน้อย 6 คนถูกจับได้ว่าโกหกประชาชน
รวมทั้งนายริชาร์ด นิกสัน แต่นายจอร์จ บุช (ลูก) น่าจะได้ตำแหน่ง "จอมโกหก"
เพราะเขาหลอกลวงชาวอเมริกันและชาวโลกว่าอิรักมีอาวุธทำลายร้ายแรงเพื่อใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการ
"ปล้น" น้ำมันของอิรัก และทำให้ชาวอิรักเสียชีวิตนับแสนคน

6. คนอเมริกันไม่ชอบซึ่งกันและกัน :
การที่เป็นเช่นนั้นถ้าไม่ใช่ความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติซึ่งมีหลากหลายก็เป็นเพราะความแตกต่างด้านชนชั้น
และถ้าไม่ใช่ทั้งสองเรื่องดังกล่าวก็เป็นเรื่องของความอิจฉาริษยา
(เพราะลัทธิปัจเจกนิยมซึ่งส่งเสริมการเป็น "ตัวกู ของกู"??)

7. รัฐบาลอเมริกัน : รัฐบาลสหรัฐฯ
เป็นรัฐบาลที่ต้องการออกกฎหมายครอบคลุมทุกจังหวะชีวิตของชาวอเมริกัน
พวกเขาต้องการปกป้องประชาชนมากจนกลายเป็นการ "ปล้นเสรีภาพ" ไปอย่างน่าเสียดาย
ทั้งวันคนอเมริกันต้องคอยหลีกเลี่ยงการจะทำผิดกฎหมายในเรื่องใดเรื่องหนึ่งและต้องจ่ายค่าปรับ
เป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลคือเงินและรายได้
ตัวอย่างภาษีที่คนอเมริกันต้องเสียมีดังนี้ :

*ภาษีรายได้ให้มลรัฐและรัฐบาลกลาง

* ภาษีทรัพย์สิน

* ภาษีมรดก

* ภาษีการค้า

* ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย

* ภาษีรถยนต์ เรือ เครื่องบิน
จักรยานยนต์ สัตว์เลี้ยงและธุรกิจอื่นๆ

* ภาษีเทศบาล ภาษีสินค้าคงคลัง
ภาษีเงินเดือน ภาษีรายได้ของบริษัท เงินสมทบโครงการเกษียณอายุ ฯลฯ

นอกจากนี้
เมื่อคนอเมริกันต้องการบริการจากหน่วยราชการก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย
ทุกอย่างต้องใช้เงินไม่ว่าจะเป็นรถพยาบาลฉุกเฉิน การตรวจสอบอาคาร ค่าปรับ ฯลฯ

8. ระบบราชการ :
หน่วยราชการทั่วโลกมีสิ่งที่เหมือนๆ
กันคือมีกำลังคนมากเกินไปและมีประสิทธิภาพต่ำ ไม่ว่าเราจะมีปัญหาใดๆ
เขามักไม่สามารถช่วยได้และเรื่องมักเงียบหายไปอย่างน่าอัศจรรย์
เป้าหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐมักมีอย่างเดียวกันคือ "การเลื่อนตำแหน่ง"
ไม่ใช่การให้บริการ เจ้าหน้าที่รัฐเป็นกลุ่มคนที่มีการสื่อสารทางเดียว
พวกเขาชอบใช้อินเทอร์เน็ต แฟกซ์
และคอมพิวเตอร์เพราะพวกเขาสามารถปฏิเสธได้ว่าพวกเขาไม่ได้รับการขอบริการหรือการร้องทุกข์
พวกเขาต่างแย่งชิงห้องทำงานและกระถางไม้ประดับเพื่อแสดงฐานะและความสำคัญของตนเอง

9. ธุรกิจและบริษัท :
ครั้งหนึ่งในสหรัฐฯ เด็กๆ เคยถูกสอนให้เป็นคนยุติธรรมในการแข่งขันกีฬา
การทำธุรกิจและในการดำรงชีวิต แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปในระยะ 50 ปีที่แล้ว
ในปัจจุบันศาลเต็มไปด้วยคดีความและการฟ้องร้อง ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
คนอเมริกันงุนงงกับระบบญี่ปุ่นซึ่งทำงานได้ดีกว่าระบบอเมริกัน
คำอธิบายก็คือระบบญี่ปุ่นเป็นระบบที่ "ไร้เมตตา" เกือบจะเท่าของสหรัฐฯ
แต่การดำเนินการของระบบญี่ปุ่นนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความ
"ซื่อสัตย์และการให้เกียรติ"
ผู้บริหารมีเกียรติยศในการปกป้องพนักงานและพนักงานก็มีเกียรติยศในการทำงานให้ดีที่สุด
ในสหรัฐฯ ผู้บริหารและพนักงานต่างก็ไม่สนใจซึ่งกันและกัน
ไม่มีการปกป้องและความจงรักภักดี ไม่มีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ความสัมพันธ์ที่มีคือการเอาเปรียบ การข่มขืนซึ่งกันและกันรวมทั้งการติดสินบน
ผู้ที่เอาเปรียบได้คือผู้ชนะ สำหรับผู้บริหารที่ละโมบ การเล่นการเมือง
การข่มขืนพนักงานและผู้ถือหุ้นต่างเป็นสิ่งปกติ

หมายเหตุ :
กลุ่มธุรกิจได้เข้าควบคุมนักการเมืองรวมทั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ตั้งแต่หลังสงครามกลางเมือง กลุ่มธุรกิจให้เงินนักการเมืองใช้ในการหาเสียง
เมื่อได้ตำแหน่งแล้วนักการเมืองก็ออกกฎหมายให้ประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจและให้เงินอุดหนุนทั้งบริษัทการเกษตรและอื่นๆ
เป็นเงินปีละแสนๆ ล้านดอลลาร์

10. ศาลและความยุติธรรม : สหรัฐฯ
เป็นประเทศที่มีการฟ้องร้องมากที่สุดในประวัติศาสตร์
เพราะการฟ้องร้องค่าเสียหายเป็นชีวิตจิตใจของชาวอเมริกัน สหรัฐฯ
มีผู้ประกอบอาชีพทนายมากกว่าหลายๆ ประเทศรวมกัน และนั่นเป็นสิ่งจำเป็นเพราะ
หนึ่ง : สหรัฐฯ มีคนที่ไม่ซื่อสัตย์มากที่สุด สอง : สหรัฐฯ
มีแต่คนขี้เกียจและหาเงินจากการฟ้องร้อง ตัวอย่างเช่น
หญิงคนหนึ่งป่วยหลังจากการเสริมเต้านมด้วยวัตถุแปลกแยกทั้งที่หมอเตือนเธอแล้วแต่เธอไม่ยอมเชื่อ
เธอฟ้องหมอซึ่งหมอก็ไม่สนใจ เพราะบริษัทประกันเป็นผู้จ่ายเงิน
เมื่อบริษัทประกันจ่ายเงินแล้วก็ขึ้นค่าเบี้ยประกัน
สิ่งที่หมอคนดังกล่าวทำคือขึ้นราคาสำหรับคนไข้รายต่อๆ ไป
ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็มีความสุขแม้ต้องเจ็บตัว
เพราะได้เงินก้อนใหญ่กว่าที่เธอจะหาได้จากการทำงานทั้งชีวิต
แถมเธอยังคิดว่าเธอฉลาดกว่าคนอื่นด้วย
กรณีข้างต้นช่วยอธิบายว่าทำไมเบี้ยประกันในสหรัฐฯ จึงสูงมาก

ในปัจจุบัน
คนอเมริกันกำลังฟ้องบริษัทผลิตบุหรี่ (ทำให้เป็นมะเร็ง)
เป้าหมายต่อไปอาจจะเป็นบริษัทผลิตปืน (ทำให้ตาย) บริษัทผลิตน้ำตาล
(ทำให้เป็นโรคเบาหวาน) บริษัทจานด่วน (ทำให้อ้วน) หรือแม้แต่ฟ้องพ่อแม่
เพราะให้กำเนิดพวกเขาที่หน้าตาไม่สวยไม่หล่อ??

หมายเหตุ : ในปัจจุบัน สหรัฐฯ
มีโรงเรียนกฎหมายที่ได้รับการยอมรับจากมลรัฐถึง 200 โรงเรียน
และมีนักกฎหมายมากถึง 735,000 คน อย่างไรก็ตาม
คุณภาพของนักกฎหมายจำนวนมากไม่ดีพอและถูกร้องเรียนบ่อยๆ

พลเมืองของสหรัฐฯ ประกอบด้วยคนกว่า 60
สัญชาติ จึงไม่มีพื้นภูมิของชีวิตขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมร่วมกัน
จอห์น นายส์บิต นักเขียนชื่อดังของสหรัฐฯ กล่าวว่า "สังคมสหรัฐฯ ไม่ใช่หม้อหลอม
(melting pot) แต่เป็นชามสลัด (salad bowl) ซึ่งทุกอย่างอยู่รวมกันโดยมี
"น้ำสลัด" หรือ "กฎหมาย" (rule of law) เป็นตัวผสม ในเรื่องนี้
ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) กล่าวว่า
"รวมกันโดยกฎหมายก็รวมกันไม่จริงเพราะไม่ได้รวมที่ใจ"...คนไทยจำนวนมากชื่นชมระบบ
rule of law ของสหรัฐฯ ทั้งๆ
ที่ประเทศไทยมีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมซึ่งรวมใจคนได้ดีกว่า???"


ข้อเขียนนี้สรุปจากหนังสือชื่อ "Why I Left
America" เขียนโดยคุณจอห์น อาร์โนน
ชาวอเมริกันผิวขาวซึ่งย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ 9 ปีแล้ว คุณจอห์น
มีภรรยาชาวไทยและมีลูก 3 คน เมื่อยังอยู่ในสหรัฐฯ
เขาเคยทำงานกับหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ 2 บริษัท และเคยทำธุรกิจส่วนตัวด้วย
นำเสนอเป็นตอนจบ

......................

11. อาชญากรรมและความรุนแรง :
คนอเมริกันมีเหตุผลน้อยที่สุดที่จะก่ออาชญากรรม (รายได้สูง) แต่สหรัฐฯ
กลับมีสถิติอาชญากรรมสูงที่สุดในโลก

หมายเหตุ :

* ระหว่างปี 2503-2538
อาชญากรรมรุนแรงในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 560%

* เฉพาะระหว่างปี 2544-2548
บริษัทข้ามชาติสัญชาติสหรัฐฯ ที่ติดอันดับ 1-30
ของโลกได้ถูกฟ้องและต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือเสียค่าปรับเป็นเงิน 10-1,000
ล้านดอลลาร์มีจำนวนเป็นสิบๆ บริษัท ด้วยข้อหาจงใจสร้างรายได้หรือรายจ่ายเท็จ
ให้ข้อมูลเท็จแก่ผู้ถือหุ้นและลูกค้า เลี่ยงภาษี ตกแต่งบัญชี ทำลายหลักฐาน ฯลฯ
การฉ้อฉลกลโกงดังกล่าวก่อความเสียหายให้ผู้ถือหุ้น
สาธารณชนและพนักงานเป็นเงินจำนวนล้านล้านดอลลาร์
และผู้บริหารจอมโกงของบริษัทเหล่านั้นต่างจบมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เช่น
ฮาร์วาร์ด และเคลล็อก นอกจากนี้ระหว่างปี 2543-2549 บริษัทใหญ่ๆ ของสหรัฐฯ
ซึ่งคนไทยรู้จักดียังถูกจัดอันดับให้เป็น "บริษัทเลว"
โดยองค์กรเอกชนที่คอยเฝ้าติดตามพฤติกรรมของบริษัท (Corporate Watch) อีก 70
บริษัท ข้อหาคือทำลายสิ่งแวดล้อม โป้ปดมดเท็จ หลอกลวงลูกค้า
เอาเปรียบและทำร้ายพนักงาน ค้าทาส ผลิตยาไม่มีคุณภาพ
ไม่มีมาตรการเพื่อความปลอดภัยให้พนักงานและชุมชน คอร์รัปชัน
ตั้งราคาสูงเกินจริง ฯลฯ อาชญากรรมของบริษัทข้างต้นเกิดขึ้นทั้งในสหรัฐฯ
และนอกประเทศ

12. ยาเสพติด :
แม้คนที่ไม่ฉลาดก็รู้ดีว่ายาเสพติดจะทำให้สูญเสียงาน เสียครอบครัว
กลายเป็นโจรและอาจติดคุก แต่ปัญหานี้ก็ระบาดไปทุกระดับของสังคม
ไม่มีครอบครัวใดหนีปัญหานี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของแพทย์ วิศวกร
นักกฎหมายหรืออื่นๆ แทบทุกอพาร์ตเมนต์ในเมืองใหญ่มีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
ในขณะที่สมาคมแพทย์ระบุข้อเสียของบุหรี่และรัฐบาลก็รณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่
ยาเสพติดกลับระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง

หมายเหตุ :
งบประมาณต่อต้านยาเสพติดของสหรัฐฯ สูงขึ้นจาก 65 ล้านดอลลาร์ในปี 2512
(ยุคริชาร์ด นิกสัน) เป็น 17,700 ล้านดอลลาร์ในยุคของนายบิลล์ คลินตัน
การตายจากยาเสพติดสูงขึ้นเรื่อยๆ ราคายาถูกลงแต่ความบริสุทธิ์สูงขึ้น ร้อยละ 75
ของผู้เสพยาเป็นคนผิวขาว และร้อยละ 11 เป็นคนผิวดำ ปัญหาในเรื่องนี้ทำให้สหรัฐฯ
ต้องเก็บข้อมูลอาชญากรรมเพิ่มขึ้นกว่า 50 ล้านคน

13. โครงการสุขภาพ :
การเจ็บป่วยในสหรัฐฯ โดยไม่มีการประกันสุขภาพสามารถนำไปสู่การล้มละลาย
แพทย์ในสหรัฐฯ ต่างต้องการเป็นเศรษฐีเงินล้านภายใน 2 ปีหลังจากเรียนจบ
และยาในสหรัฐฯ มีราคาสูงที่สุดในโลก เมื่อผมยังเป็นเด็กหมอยังมี "หัวใจ"
แต่ในปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ข้อสำคัญก็คือเดี๋ยวนี้หมอทุกคนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ไม่มีหมอรักษาโรคทั่วไปอีกแล้ว และนั่นทำให้ค่ารักษาแพงขึ้นไปอีก

รัฐบาลไทยชุดที่แล้ว (ชุดทักษิณ)
ดูเหมือนจะนิยมว่าวิถีตะวันตกนั้นเยี่ยมยอดได้นำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมาใช้
โครงการนี้มิได้เป็นอะไรมากไปกว่าโครงการเพื่อให้ได้รับเลือกตั้ง
ผลก็คือรัฐบาลให้เงินแก่โรงพยาบาลต่างๆ ไม่เพียงพอ
ซึ่งทำให้หมอเครียดและหลบหลีกคนไข้...บางส่วนถึงกับลาออกและไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนซึ่งรักษาคนมีเงิน
และหมอที่จะรักษาคนยากจนมีน้อยลงไปกว่าเดิม

14. สังคมคนอ้วน : สหรัฐฯ
เป็นสังคมที่มีคนน้ำหนักเกินมากที่สุดในโลกกว่าร้อยละ 60
เพราะคนส่วนใหญ่บริโภคอาหาร "จานด่วน"
ทุกคนดูเหมือนจะสั่งแฮมเบอร์เกอร์ขนาดใหญ่ซึ่งชุ่มฉ่ำไปด้วยเนย
มันฝรั่งทอดและน้ำดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชนอเมริกันกำลังมุ่งไปสู่ความวิกฤต
พ่อและแม่ต่างก็วิ่งหาความร่ำรวยและวัตถุ ขณะเดียวกันก็ปล่อยเขาให้อยู่กับ
"อาหารขยะ" คนอเมริกันต่างมองไม่เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
บางทีอาจจะเพราะเขาไม่ต้องการจะเห็นและรับรู้ว่าไขมันทำลายหัวใจได้เหมือนๆ
กับบุหรี่

หมายเหตุ : ตั้งแต่ปี 1970 (2513)
คนอเมริกันบริโภคแคลอรีเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ตั้งแต่ปี 1980 (2523)
อัตราคนอ้วนหรือน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 60 ในผู้ใหญ่ 2 เท่าในเด็กและ 3
เท่าในวัยหนุ่มสาว...โรคนี้กำลังระบาดไปทั่วโลกโดยการครอบงำของอาหาร "จานด่วน"

15. หญิงอเมริกัน :
หญิงสาวชาวอเมริกันเข้าสู่วงการหนังลามกกันมากขึ้น เพราะพวกเธอต่างก็ "ติดกับ"
วิถีชีวิตที่สังคมตั้งความหวังไว้สูงเกินไป
เธอเลือกเข้าสู่วงการเพราะมันจะทำให้เธอได้ทั้ง "เงิน" และ "ความสนอกสนใจ"
หญิงอเมริกันต่างก็ทิ้งสิ่งต่างๆ ที่ "ธรรมชาติ" ได้ให้กับเธอ เช่น ความอ่อนโยน
ความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตาปรานี ความอบอุ่น
ความสามารถในการเลี้ยงดูเด็กและพวกเธอขาด "หัวใจ" และนั่นทำให้พวกเธอ
"ไม่น่าสนใจ" อีกต่อไป ในปัจจุบัน พวกเธอต่างต้องการทิ้งงานบ้าน
ต้องการเก่งกล้าสามารถทั้งในสังคมและการงาน ผู้ชายต้องการ "คู่ครอง"
แต่พวกเธอทำตัวเหมือนผู้ชาย
พวกเธอเลยหาคู่ครองไม่ได้เพราะผู้ชายจำนวนมากหันไปหาหญิงวัยรุ่นซึ่งยังคงมีความเป็นผู้หญิงอยู่บ้าง
และนั่นทำให้พวกเธอหันไปหาผู้ชายผิวดำซึ่งก็ปฏิเสธต่อพวกเธออย่างไม่เหมาะสม

16. ความบันเทิง : ในปัจจุบันภาพยนตร์
7 ใน 10 ไม่คุ้มค่าตั๋ว
ผู้แสดงไม่มีบุคลิกที่โดดเด่นและเนื้อเรื่องก็มีแต่เรื่องสยองขวัญ
เต็มไปด้วยความรุนแรงและการทำลายล้าง โดยมีเพลงเร่งเร้า
สิ่งเหล่านี้ปรากฏในกีฬา โทรทัศน์ ดนตรี และการเต้นรำด้วย
คนอเมริกันได้รับการศึกษาดีขึ้นแต่ทุกอย่างกลับเลวร้ายลง เด็กๆ
ถูกโหมกระหน่ำด้วยโฆษณาให้แข่งขันกันบริโภค
แม่ไม่มีเวลาอ่านหนังสือให้ลูกฟังและสอนลูกในสิ่งที่ดีงามอีกต่อไป
ส่วนกีฬาก็กลายเป็นการค้า นักกีฬาได้รับค่าตอบแทนมากเกินไป
และทุกทีมกลายเป็นพันธุ์ผสมซึ่งทำให้หมดความน่าสนใจ ทุกอย่างมุ่งไปที่ "เงิน"
การซื้อขายและชัยชนะเท่านั้น

เพลงในปัจจุบันไม่ต้องใช้ศิลปะและความสามารถส่วนตัว
มีแต่การเร่งเร้ารุนแรง กรีดร้อง ระเบิดและไฟลุกท่วมและแข่งกันเปิดเผยร่างกาย
พวกเขาได้ทำลายคุณค่าของดนตรีไปจนหมด

17. คริสตศาสนา :
พระเยซูคริสต์และพระพุทธเจ้าต่างก็ไม่ได้สอนให้มุ่งหาความสุขทางวัตถุ
แต่ชาวอเมริกันที่นับถือคริสตศาสนาต่างก็เพิกเฉยกับเรื่องที่พระเยซูทำลาย
"ซุ้มแลกเงิน" ในโบสถ์ หรือทรงให้โอกาสคนรวยที่จะขึ้นสวรรค์ด้วยการทำความดี
พวกเขาเพิกเฉยเพราะคำสอนดังกล่าวไม่ตรงกับความต้องการ (กิเลส) ของเขา
คนอเมริกันตะเกียกตะกายอย่างหนักเพื่อเงินและพวกเขาไม่รู้จักคำว่า "พอ"
และพวกเขาตีความว่าทรัพยากรทั้งหลายในโลกเป็นสิ่งที่พระเจ้ามอบให้มนุษย์เพื่อสร้างความมั่งคั่ง
สำหรับเรื่อง "โลกร้อน" ชาวอเมริกันเคร่งคัมภีร์หรือขวาจัดต่างกล่าวว่า
"พระเจ้าจะทรงจัดการเอง"

18. คนกลุ่มน้อย :

* ชาวยิวคงประณามประเทศเยอรมนีทั้งๆ
ที่สงครามโลกจบไปนานแล้ว
และชาวเยอรมันในปัจจุบันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการกระทำของปู่หรือย่าของเขาแม้แต่นิดเดียว

*
ผู้นำคนดำและผู้สร้างภาพยนตร์ต่างยังคงย้ำคิดย้ำพูดเรื่องทาสผิวดำ
และการแบ่งแยกทางสีผิว ทั้งๆ
ที่การทำเช่นนั้นไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่กลับทำให้แย่ลง

*
ผมรู้สึกขยะแขยงที่เห็นชายจูบชายในที่สาธารณะ

* ผมเบื่อกับการเดินขบวนแสดงพลังทุกๆ
ปีของกลุ่มชายแท้ กลุ่มรักร่วมเพศ กลุ่มหญิงแท้ กลุ่มคนที่หย่าร้าง กลุ่มคนชรา
ฯลฯ

19. การขับรถ :
คนอเมริกันเป็นคนขับรถที่แย่ที่สุดในโลก
พวกเขาทั้งหยาบคายและเพิกเฉยต่อสิ่งรอบตัว พวกเขาถูกสอนในห้องเรียนตั้งแต่เด็ก
ถูกสอนตอนแข่งกีฬาและถูกสอนในโลกธุรกิจในเรื่องแข่งขัน เอาชนะ ต้องได้เปรียบ
ต้องเป็นที่หนึ่ง ทำลายคู่แข่ง ฯลฯ และนั่นคือสิ่งที่เขาทำในท้องถนน

อย่างไรก็ตาม
หลังจากอยู่ในประเทศไทยมา 9 ปี ผมต้องขอโทษชาวอเมริกัน
และยกย่องว่าพวกเขาคือผู้ขับรถยนต์ที่ดีและเป็นมืออาชีพ
เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ขับรถยนต์ชาวไทย
ความดีงามทั้งหมดของคนไทยที่ผมพูดถึงจะแตกกระจายหายไปหมดเมื่อพวกเขาอยู่หลังพวงมาลัย

ประเทศไทย

ผมไม่เคยพูดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่สมบูรณ์แบบ
แต่ผมเห็นว่าประเทศไทยให้เสรีภาพในการดำเนินชีวิตเพราะไม่มีกฎหมายที่จำกัดสิทธิต่างๆ
มากมายเหมือนสหรัฐฯ มีคุณค่าต่างๆ ที่ดีมากมาย
มีอากาศดีและคนส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดี
ที่สำคัญที่สุดก็คือผมชื่นชมกับการที่ได้เห็นคนไทยปฏิบัติต่อกันอย่างมีอารยธรรม
และเหตุผลนี้เหตุผลเดียวก็เพียงพอที่ผมจะอพยพจากสหรัฐฯ มาอยู่ประเทศไทยแล้ว

คนไทยชอบกันและกัน
แม้พวกเขายากจนแต่เขาก็ช่วยคนอื่น
พวกเขาเป็นเช่นนั้นเพราะเขาไม่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จริงๆ
แล้วมันไม่จำเป็นที่ต้องรวยกว่าคนอื่น
ผมเชื่อว่าความเชื่อทางศาสนาและนิสัยชอบสนุกช่วยทำให้คนไทยเป็นคนดี
พวกเขานับถือศาสนาพุทธซึ่งไม่มุ่งทางวัตถุ
แม้บางพวกจะนิยมหาความสุขแต่ส่วนใหญ่พยายามปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสนาที่พวกเขาศรัทธา
ชาวพุทธเข้าใจในเรื่อง "การให้" และช่วยเหลือผู้อื่นดีกว่าคนในศาสนาอื่น
พวกเขามีความสุขกว่าคนอเมริกัน

สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับคนไทยคือพวกเขารักเด็ก
และเคารพผู้สูงอายุแม้จะไม่ใช่คนในครอบครัวของเขา
และพวกเขาก็ให้ความเคารพแม้พวกเขาจะมีฐานะร่ำรวยกว่าก็ตาม นอกจากนี้
พวกเขายังไม่ค่อยฟ้องร้องกันยกเว้นเรื่องร้ายแรงจริงๆ
คนไทยรู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำผิดพลาดและมักตกลงกันได้ระหว่างคู่กรณี
ไม่เหมือนคนอเมริกันที่ชอบฟ้องเรียกเงินก้อนใหญ่ เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว
ลูกสาวอายุ 6 ขวบ ของผมประสบอุบัติเหตุที่โรงเรียน
เธอเล่นและตกเก้าอี้จนต้องให้แพทย์เย็บริมฝีปาก
เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนตกใจกันมากเพราะเห็นผมเป็นคนอเมริกัน
พวกเขาคิดว่าผมจะฟ้องเรียกค่าเสียหายขนาดต้องขายโรงเรียน
และนี่คือสิ่งที่คนในประเทศอื่นรับรู้และคิดเกี่ยวกับคนอเมริกัน

รัฐบาลที่ถูกคว่ำโดยคณะทหารได้สั่งให้ธนาคารปล่อยเงินกู้และออกบัตรเครดิตได้ง่ายยิ่งขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดูเหมือนผู้นำรัฐบาลจะรับเอานโยบายบริโภคนิยมมาจากตะวันตก
ผมคือการบริโภคเพิ่มขึ้นมากทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์ไปจนโทรศัพท์มือถือ
ผลคือการเป็นหนี้และความตึงเครียดในชนบท พ่อแม่ต้องออกทำงานหาเงินมากขึ้น
ความเหลวไหลของเยาวชน การหย่าร้างและปัญหาทางจิต คนไทยในกรุงเทพฯ
ต่างก็ใช้ชีวิตในรูปแบบที่ได้ทำลายสังคมอเมริกัน
ผมเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้สังคมไทยพินาศเหมือนสังคมอเมริกัน
ที่สำคัญคือสิ่งที่คนไทยแข่งกันบริโภคนั้นเป็นสินค้าที่มาจากต่างประเทศ
ผมหวังว่ารัฐบาลไทยจะแก้ไข

ผมอาศัยอยู่ในประเทศไทยมา 9 ปีแล้ว
และเห็น การเปลี่ยนแปลงซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเห็นได้ชัดในกรุงเทพฯ และพัทยา
คนไทยในเมืองใหญ่กำลังกลายเป็นคนตะวันตก ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย
โดยเฉพาะการเปิดรับการลงทุนที่มากเกินไป รวมทั้งการให้ต่างชาติซื้อทรัพย์สินได้

เมื่อคนต่างชาติย้ายมาอยู่ในประเทศไทย
ถ้าเขามีภรรยาและลูกก็ซื้ออพาร์ตเมนต์ได้อย่างถูกกฎหมายถ้าต้องการ
และถ้าต้องการบ้านเดี่ยวและที่ดินก็ซื้อได้ในนามของภรรยาและถ้ามีลูกก็ใส่ชื่อลูก
แม้เขาและภรรยาจะเลิกกันในภายหลัง ลูกของเขาก็ได้รับการคุ้มครอง ฉะนั้น
ถ้าชาวต่างชาติยังกล่าวว่ากฎเกณฑ์ข้างต้นไม่ยุติธรรม
นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องการหาประโยชน์จากการ "ปั่น" ตลาดทรัพย์สินในประเทศไทย
ซึ่งปกติราคาจะไม่พุ่งสูงขึ้นมาและคนไทยยังมีกำลังซื้อได้
ถ้าให้สิทธิชาวต่างชาติซึ่งมีทุนมากมาย
พวกเขาจะกว้านซื้อที่ดินทั้งในเมืองและต่างจังหวัด
ชาวต่างชาติดังกล่าวต้องการจะลงทุนก้อนใหญ่เพื่อทำกำไรในตลาดที่กำลังเติบโต
ผมหวังว่ารัฐบาลไทยจะไม่โอนอ่อนต่อการเรียกร้องดังกล่าว
ผมต่อต้านการลงทุนซึ่งมักลงทุนในอุตสาหกรรมสกปรกซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย
ผมต่อต้านเพราะผมเห็นความเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดในสหรัฐฯ มาก่อน
ประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับฮาวายของสหรัฐฯ
เศรษฐกิจของประเทศไทยควรจะตั้งอยู่บนฐานของเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว
ไม่ใช่อุตสาหกรรมแบบตะวันตก

ผมหวังว่าคนตะวันตกจะไม่สนใจประเทศไทยมากนัก
แต่ที่แย่ในขณะนี้คือ ธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดใหญ่สัญชาติสหรัฐฯ
ได้เข้ามารุกรานประเทศไทยแล้ว นอกจากนั้น ขี้ยา (ยาเสพติด)
ชาวอเมริกันและยุโรปยังพยายามกระตุ้นหญิงไทยทำงานในบาร์ต่างๆ
ให้ลองยาเสพติดด้วย
และหญิงที่ยากจนเหล่านั้นต่างอ่อนไหวต่อการชักจูงดังกล่าวเหมือนสหรัฐฯ ในยุค
1960 (2503) เจ้าพวก "แมลงสาบ" ชาวตะวันตกกำลังพยายามใช้ยาเสพติด "ครอบงำ"
หญิงไทยที่กล่าวแล้วให้ทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ
ยาเสพติดข้ามมาจากพม่าแต่การค้ายาเสพติดถูกริเริ่มโดยชาวตะวันตก

* ผมเชื่อว่า "บุคคลสำคัญ"
ของประเทศไทยที่อยู่ในกรุงเทพฯ เข้าใจในเรื่องเหล่านี้
และกำลังพยายามถ่ายทอดความคิดของท่านให้ประชาชน ผมหวังว่าท่านจะทำได้สำเร็จ
(ถ่ายทอดมา 60 ปีแล้ว แต่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา-ผู้สรุป)

หมายเหตุ : คุณมาร์ติน วีลเลอร์
เป็นชาวอังกฤษซึ่งจบปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยลอนดอน
ในปัจจุบัน คุณมาร์ติน แต่งงานกับหญิงชาวไทยมีบุตรธิดารวม 3 คน
และอาศัยอยู่ในประเทศไทยมา 12 ปีแล้ว คุณมาร์ติน กล่าวไว้ว่า
"คนอังกฤษเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
นอกจากนั้นเป็นของคนรวยและคนต่างชาติหมด"
อังกฤษใช้ระบบทุนนิยมเสรีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ปลาใหญ่เลยกินปลาเล็กเกือบหมด
การสำรวจความคิดเห็นระบุว่าคนอังกฤษร้อยละ 50-60 ไม่อยากอยู่ในอังกฤษ
และคนอังกฤษเป็นกลุ่มคนที่ย้ายไปอยู่ประเทศออสเตรเลียมากที่สุด

อนึ่ง
ที่ดินในเม็กซิโกและอเมริกาใต้ร้อยละ 50-80 ก็ตกอยู่ในมือคนรวยและคนต่างชาติ
โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ...ประเทศไทยก็กำลังเดินไปสู่หายนะเช่นเดียวกัน???

อ้างอิง : John Arnone, "Why I Left
America", P. Press Co. Ltd., 2007 และ John Tirman, "100 Ways America is
Screwing the World", Harpers Collin Publishers, New York, USA, 2006-John
Tirman เป็นผู้อำนวยการบริหารของศูนย์การศึกษานานาชาติ สถาบันเอ็มไอที สหรัฐฯ

Wednesday, 26 December 2007

Wonderful video! - Must see - enjoy!It's really amazing.

Subject: Wonderful video! - Must see - enjoy!It's really amazing. Don't miss it. El
I would like to share with you this most magnificent and touching performance I have ever seen! It is a living proof that strong spirit can conquer any physical limitations!
http://www.youtube.com/watch?v=LnLVRQCjh8c
From Original Writer:
When I was in China last month, I saw a Chinese modern dance competition on TV. One couple won one of the top prizes. The lady has one arm and the guy has one leg. They performed gracefully and beautifully.

The lady in her 30s was a dancer and was trained as one since she was a little girl. Later she got into some kind of accident and lost her entire left arm. She was depressed for a few years. It seemed that someone asked her to coach a Children's dancing group. From that point on, she realized she could not forget dancing. She still loved to dance. She wanted to dance again. So she started to do some of her old routines. But by her losing an arm, she also lost her balance. It took a while before she could even making simple turns and spins without falling. Eventually she got it.

Then she heard some guy in his 20s had lost a leg in an accident. This guy also fell into the usual denial, depression and anger type of emotional roller coaster. She looked him up (seemingly he was from a different Province) and persuaded him to dance with her. He had never danced. And to dance with one leg? Are you joking with me? No way. But she didn't give up. He reluctantly agreed. ' I have nothing else to do anyway.' She started to teach him dancing 101. The two broke up a few times because the guy had no concept of using muscle, control his body, and a few other basic things about dancing. When she became frustrated and lost patience with him, he would walk out. Eventually they came back together and started training. They hired a choreographer to design routines for them. She would fly high (held by him) with both arms (a sleeve for an arm) flying in the air. He could bend horiz ontally supported by one leg and she leaning on him, etc. They danced beautifully and they legitimately beat others in the competition.