Showing posts with label Save The Planet. Show all posts
Showing posts with label Save The Planet. Show all posts

Tuesday, 30 October 2007

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทางเลือกสุดท้ายที่ต้องเลือก

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทางเลือกสุดท้ายที่ต้องเลือก [29 ต.ค. 50 - 20:20]

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทำสถิติใหม่ ขึ้นไปสูงสุดที่ 92.22 เหรียญต่อบาร์เรล หลังจากที่ขยับขึ้นขยับลงระหว่าง 85-90 เหรียญต่อบาร์เรลมาหลายวัน ตามทิศทางการสร้างราคาของนักปันราคาน้ำมันทั้งหลาย

ข้ออ้างของนักวิเคราะห์ระดับโลกทั้งหลายล้วนเป็นนิยายเรื่องเก่า เช่น เรื่องอิหร่านอิรัก การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของโจรสลัดในอ่าวไนจีเรีย ฤดูหนาวมาแล้วทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น และข้อสุดท้ายน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก

จากวันพุธถึงวันศุกร์สัปดาห์ที่แล้ว แค่ 3 วัน ราคาน้ำมันดิบขึ้นไปถึง 7 เหรียญ และอาจจะขึ้นไปถึง 96-101 เหรียญต่อบาร์เรล ภายในปีนี้หรือต้นปีหน้า จะขึ้นเร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างราคาของพ่อค้าน้ำมันกลุ่มโอเปก และเฮดจ์ฟันด์ ที่หันมาปั่นราคาน้ำมันดิบอีกครั้ง หลังจากที่ขาดทุนยับเยินจากซับไพร์มไปหลายแสนล้านบาท

ไม่ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปบาร์เรลละ 100 เหรียญหรือมากกว่านั้น ชาวโลกก็ยังต้องใช้น้ำมันอยู่ดี เพราะน้ำมันดิบยังเป็นพลังงานหลักของโลกไออีเอ หรือสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศพยากรณ์ว่า อีก 25 ปีข้างหน้าในปี 2573 การใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ใช้ในปี 2548

สภาวิชาการระหว่างประเทศซึ่งประชุมกันที่กรุงปารีสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รายงานว่า “ปัญหาพลังงานจะเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21” ประเทศต่างๆจะต้องจัดหาไฟฟ้าใช้ให้เพียงพอเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานในอนาคต โดยไม่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้น

ไม่น่าเชื่อว่า โลกวันนี้ยังมีคนอีกกว่า 1,600 ล้านคน ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

แต่น้ำมันดิบไม่ว่าจะมีราคาแพงแค่ไหนในที่สุดก็มีวันหมดไปจากโลกเช่นเดียวกับ ก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยและพม่า สิ่งที่น่าห่วงสำหรับประเทศไทยในอนาคตก็คือ เราพึ่งพลังงานจากก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากเกินไป โดยใช้ก๊าซเป็นสัดส่วนสูงถึง 7-80 เปอร์เซ็นต์ในการผลิตไฟฟ้าทั้งมด ถ้าก๊าซหมดในอีก 20 ปีข้างหน้า เมืองไทยมีหวังมืดกันค่อนประเทศ

พลังงานทางเลือกหลักที่ไทยใช้อยู่ก็คือ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ที่คนไทยกำลังต่อต้าน และคนทั้งโลกก็กำลังต่อต้าน เพราะเป็น “ต้นตอทำให้โลกร้อน” และเป็น “แหล่งผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” ที่เป็นภัยต่อมนุษย์และโลก

ผมเห็นด้วยกับคุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีพลังงาน ที่ออกมาฟันธงวันก่อนว่า “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือทางเลือกที่ดีที่สุด” เพราะใช้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าต่ำสุด เพียง 1.80 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติมีต้นทุน 2 บาทต่อหน่วย และน้ำมันเตามีต้นทุน 4 บาทต่อหน่วย

แต่ปัญหาของไทยวันนี้ก็คือ “อารมณ์วิตกจริต” ของคนไทยจากการปลุกปั่นของ “กลุ่มเอ็นจีโอ” ให้กลัวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั้งๆที่โลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้กันมานานแล้วถึง 420 โรง และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดอุบัติเหตุก็มีไม่กี่แห่งเท่านั้น

วันนี้ “เวียดนาม” เพื่อนบ้านของไทยที่กำลังจะแซงหน้าไทยทุกอย่าง เพราะผู้บริหารประเทศไทยโง่เขลากว่าผู้บริหารประเทศเวียด-นาม ก็กำลังจะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรกแล้ว อีก 10 ปีข้างหน้าก็สร้างเสร็จ

ถ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีอันตรายมากมายอย่างที่กลัวกัน ไม่ว่าประเทศไทยจะมีหรือไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในที่สุดก็ต้องได้รับอันตรายจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างไม่มีทางเลือก เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเวียดนาม มีผลกระทบถึงไทยแน่นอน

ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับรัฐมนตรีพลังงานว่าหากคนไทยจะอยู่ดีกินดีมีไฟฟ้าใช้ ไม่ขาดแคลนในอนาคต ต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่ต้องเลือก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ กลัวหรือ ไม่กลัวก็ตาม.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

"มหา"ลัยเยอรมันแชมป์ สร้างบ้านพลังงานแสงอาทิตย์


"มหา"ลัยเยอรมันแชมป์ สร้างบ้านพลังงานแสงอาทิตย์
การแข่งขัน "Solar Decathlon 2007" หรือ "การแข่งขันสร้างบ้านที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์" ที่กระทรวงพลังงานของสหรัฐเป็นผู้จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปีนี้ตำแหน่งแชมป์เป็นของ "Technische Universitaet Darmstadt" หรือ "มหาวิทยาลัยเทคนิคดาร์มสตัดต์" ประเทศเยอรมนี ที่เฉือนทีมเจ้าบ้านจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายมหาวิทยาลัย ส่วนรองอันดับ 2 คือ "ยูนิ เวอร์ซิตี้ออฟแมรี่แลนด์" อันดับ 3 "ซานตาคลาร่ายูนิเวอร์ซิตี้"

กระทรวงพลังงานคัดเลือกมหาวิทยา ลัยในสหรัฐรวมทั้งต่างประเทศมาได้ 20 ทีม โดยทีมเจ้าบ้านมี 16 ทีมคือ "คาร์เนกีเมลลอนยูนิเวอร์ซิตี้", "คอร์แนลยูนิเวอร์ ซิตี้", "จอร์เจียอินสติทิวออฟเทคโนโลยี", "แคนซัสสเตตยูนิ เวอร์ซิตี้" ที่จับมือกับ "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแคนซัส" ในนามของ "โครงการบ้านพลังงานแสงอาทิตย์แคนซัส", "ลอว์เรนซ์เทคโนโลจิคัลยูนิเวอร์ซิตี้", "แมสซาชูเซตส์อินสติทิวออฟเทคโน โลยี"

"นิวยอร์กอินสติทิวออฟเทคโนโลยี", "เพนซิลเวเนียสเตตยูนิเวอร์ซิตี้", "ซานตาคลาร่ายูนิเวอร์ซิตี้", "เท็กซัสเอแอนด์เอ็มยูนิเวอร์ซิตี้", "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟโคโลราโด-โบลเดอร์", "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟซินซินเนติ", "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟอิลลินอยส์ เออร์บาน่า-แชมเปญ", "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแมรี่แลนด์", "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟมิสซูรี่โรลล่า" และ "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟเท็กซัสออสติน"

ด้านทีมแขกเยือนมีอยู่ 4 มหาวิทยาลัย คือ ทีมมอนทรีออล ที่ผนึกกำลังจาก 3 มหาวิทยาลัยคือ Ecole de Technologie Superieure ยูนิเวอร์ซิเต้เดอมอนทรีออล และแม็กกิลยูนิเวอร์ซิตี้ อีก 3 ทีม คือ "มหาวิทยาลัยเทคนิคดาร์มสตัดต์ ประเทศเยอรมนี" "อูนีเบซิด๊าดโปลีเต๊กนิคาเดมาดริด ประเทศสเปน" และ "อูนีเบซิด๊าดเดเปอร์โตริโก ประเทศเปอร์โตริโก"

"บ้านที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์" คือบ้านที่ไม่ใช้พลังงานใดๆ นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์ การแพร่ก๊าซคาร์บอนเท่ากับศูนย์ ประหยัดเงิน สะดวกสบาย สวยงาม ส่วนหลักการตัดสินมี 10 ข้อ คะแนนเต็ม 1,200 คะแนน คือ "สถาปัตยกรรม" 200 คะแนน "วิศว กรรม" 150 คะแนน "ความเป็นไปได้ทาง การตลาด" ซึ่งวัดจากความน่าซื้อและเหมาะที่จะอยู่อาศัย 150 คะแนน ส่วนหัวข้อ "การสื่อสาร", "โซนพักผ่อน", "พลังงานเพียงพอสำหรับการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า" เช่น การแข่งขันแบ่งบ้านออกเป็นย่านละ 4-5 หลัง บ้านแต่ละหลังจะต้องทำอาหาร 3 คอร์สให้กับเพื่อนบ้าน โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่สะสมไว้, "ระบบน้ำร้อน" เช่น ความร้อนขั้นต่ำของน้ำต้องมีอุณหภูมิตามที่กำหนด, "ระบบแสงไฟ" เช่น มีแสงพอเพียงเมื่อท้องฟ้าขมุกขมัวเมื่อฝนตก, "ความสมดุลทางพลังงาน" เช่น ความเหมาะสมของอุณหภูมิในบ้าน และ "การเดินทางในบ้าน" ซึ่งหมายถึงมีพลังงานเหลือพอที่จะนำไปใช้กับรถไฟฟ้า หัวข้อละ 100 คะแนน บ้านทั้งหมดนี้ยังต้องใช้วัสดุที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด ห้ามประดิษฐ์ขึ้นมาเอง รวมทั้งต้องให้ผู้พิการอยู่อาศัยได้
ทีมเยอรมันเฮ




เมื่อเหล่ากรรมการเดินดูบ้านทั้ง 20 หลังและมารวมคะแนนกัน พบว่า "มหาวิทยาลัยเทคนิคดาร์มสตัดต์" มาเป็นที่ 1 ด้วยคะแนนรวม 1024.85 คณะกรรมการมีความเห็นต่อบ้านหลังนี้ว่า เป็นบ้านที่ตอบโจทย์ของการแข่งขันได้มากที่สุด โดยเฉพาะกรรมการด้านแสงไฟเห็นว่า ในเวลากลางคืนแสงไฟสวยงามมากจึงให้คะแนนในหัวข้อนี้ 100 คะแนนเต็ม คณะกรรมการด้านวิศวกรรมชูนิ้วให้คะแนนเต็มเช่นกัน เพราะมีความคิดสร้างสรรค์สูงและมีระบบการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เยี่ยมไม่มีที่ติ และยังได้อีก 100 คะแนนเต็มจากความสมดุลของพลังงาน

ด้านบาร์บาร่า เกอห์รุ่ง โฆษกของทีมเยอรมัน กล่าวว่า คะแนนของดาร์มสตัดต์และแมรี่แลนด์สูสีกันมาก ซึ่งแมรี่แลนด์สร้างบ้านได้สวยงาม มีแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมและระบบต่างๆ ดี
บ้านของทีมสเปน/บ้านของทีมยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแมรี่แลนด์

บ้านของทีมมหาวิทยาลัยเทคนิคดาร์มสตัดต์/บ้านของทีมเอ็มไอที

บ้านของทีมคอร์แนล/บ้านของทีมซานตาคลาร่า

ภายนอกบ้านของทีมเปอร์โตริโก

นักศึกษาหญิงคอร์แนลสู้ตาย




ทีมที่คว้าชัยลำดับ 2 คือ "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแมรี่แลนด์" ได้ 999.807 คะแนน เป็นทีมที่ได้คะแนนสูงสุดในหัวข้อการสื่อสาร กรรมการด้านสื่อสารเห็นว่า แมรี่แลนด์ทำได้ดีมากทั้งด้านเว็บไซต์และการนำชมบ้าน ส่วนหัวข้อสถาปัตย กรรม ความเป็นไปได้ทางการตลาด แสงไฟ ได้คะแนนเป็นที่ 2

อันดับ 3 "ซานตาคลาร่ายูนิเวอร์ซิตี้" ได้ 919.959 คะแนน จุดประสงค์ของทีมคือ ต้องการให้บ้านมีประโยชน์ใช้สอยตามความเป็นจริง สวยงามและสร้างสรรค์ เหล่ากรรมการต่างเห็นว่า บ้านของซานตาคลาร่าสร้างได้ตามจุดประสงค์ของทีมทุกอย่าง บ้านหลังนี้ได้คะแนนเต็ม 100 เรื่องระบบน้ำร้อน ความสมดุลของพลังงาน ส่วนกรรมการด้านสื่อสารเห็นว่า นักศึกษามีความเป็นกันเองและมีความกระตือรือร้นในการนำชมบ้าน แถมยังให้ข้อมูล ความสนุกสนาน

เจมส์ บิ๊กฟอร์ด นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์และผู้จัดการโครงการบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ของ "ซานตาคลาร่ายูนิเวอร์ซิตี้" กล่าวว่า "เป็นประสบการณ์ที่เหลือเชื่อ เพราะทีมต้องแข่งขันกับหลายมหาวิทยาลัยที่ใหญ่กว่า และแม้ประสบกับอุปสรรคมากมาย แต่เราก็ยังได้ที่ 3!"

"ซานตาคลาร่ายูนิเวอร์ซิตี้" เกือบจะไม่ได้เข้าแข่งขันในครั้งนี้เสียแล้ว แต่เกิดเหตุส้มหล่นขึ้นเมื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งขอถอนตัว ส่วนอุปสรรคนั้นคือ งานจัดขึ้นที่ฝั่งตะวันออกสุดของประเทศ แต่ซานตาคลาร่าอยู่ฝั่งตะวันตกสุดของประเทศ ระยะทางที่ห่างไกลต่อการขนส่งทำให้ข้าวของเสียหาย จนทีมแทบจะประสาทกินกันไปตามๆ กัน บ้านขนาด 650 ตารางฟุตสไตล์แคลิฟอร์เนียมา ถึงที่งานหลังจากที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ประกอบบ้านไปแล้วนานถึง 3 วัน แต่นักศึกษาพยายามทุ่มเททำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อชดเชยเวลาที่หายไป สำหรับชานบ้านด้านนอกและเฟอร์นิเจอร์นั้นใช้ถังไม้ที่หมักไวน์มาทำ ฉนวนกันความร้อนใช้ผ้ายีนส์ (blue denim insulation) กระจกหน้าต่างเป็นกระจกที่เปลี่ยนสีได้เอง

ด้านนายแซมมวล บ็อดแมน รมว.พลัง งาน กล่าวว่า "ขณะเดินชมงานนั้นตนทั้งรู้สึกทึ่งบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ และทึ่งในความรู้ของเด็กๆ ซึ่งการแข่งขันแสดงให้เห็นถึงความรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นการกระตุ้นความคิดของบรรดาวิศวกรและสถาปนิกในอนาคต"

หันมาดูบ้านจากทีมของมหาวิทยาลัยอื่นไม่พลาดรางวัลกันบ้าง บ้านของ "ทีมคอร์แนล" มีแลนสเคปที่ประกอบด้วยต้นไม้นานาชนิดกว่า 1,800 ต้น ให้ความรู้สึกว่าภายในและภายนอกเชื่อมต่อกัน มีการรีไซเคิลน้ำที่ใช้แล้วจากการอาบน้ำ ห้องครัวไปรดต้นไม้ที่ด้านนอก มีการควบคุมระบบต่างๆ ของบ้านด้วยระบบทัชสกรีน ฯลฯ

ทีม "แมสซาชูเซตสŒอินสติทิวออฟเทคโนโลยี" หรือ "ทีมเอ็มไอที" สร้างกำแพงทางทิศใต้ของบ้านด้วยพลาสติกขนาด 1 คูณ 1 ฟุต เอามาประกบกันเหมือนแซนด์วิช โดยตรงกลางเป็นช่องสำหรับใส่น้ำ กำแพงพลาสติกด้านในทาด้วยเจลซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อน ซึ่งเจลกันความร้อนนี้จะนำความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านมายังน้ำที่อยู่ในกำแพง กระจกหน้าต่างใช้ก๊าซคริปตันเป็นฉนวนกันความร้อน แผงพลังงานแสงอาทิตย์ให้พลังงาน 9 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง สามารถเก็บพลังงานไว้ได้ในแบตเตอรี่ 24 ตัว ทำให้เก็บพลังงานได้ 70 กิโลวัตต์ เพียงพอสำหรับอยู่บ้าน 2 วัน

ในหัวข้อทำอาหารเลี้ยงเพื่อนบ้านนั้น ทีมเอ็มไอทีทำซุปปูฟักทอง ส่วนเมนคอร์สมีให้เลือกระหว่างไส้กรอกย่างหรือสปีแนชตอร์เตลลินี่ ของหวานเป็นไอศกรีมซอร์เบต์และช็อกโกแลตชิปพุดดิ้งคุกกี้ เครื่องดื่มเป็นเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ผสม มีให้เลือกระหว่าง "เวอร์จิ้นโมฮิโต้" เครื่องดื่มยอดฮิตในสหรัฐอยู่ในขณะนี้ หรือไม่ก็ "Safe Sex on the Beaches" เครื่องดื่มรสผลไม้