Showing posts with label Communication Content. Show all posts
Showing posts with label Communication Content. Show all posts

Friday, 25 April 2008

How Are We Going to Solve Communication Chaos?

How Are We Going to Solve Communication Chaos?
Or 'I Am a Tag, Not a Number' Revisited
Posted by Craig Daitch on 04.24.08 @ 10:45 AM

I've noticed with alarming frequency the number of conversations between friends and colleagues that start with "I was trying to get a hold of you yesterday..."

All of these conversations stem from one symptom: Communication Chaos.

The impact of Communication Chaos can be felt ubiquitously. From our personal relationships with family and friends, to the struggles marketing professionals feel when tasked with building relationships in this new world of ours (one with an ever-shifting target).

Communication Chaos affects the TV industry as much as it affects online. Seriously -- this goes far beyond a click, an impression or a GRP. If we can't crowd source our audience into one medium, how can we continue to market to them as if we can?

Performing a personal audit of the different channels people use to access me, I came up with the following:


1 corporate e-mail account
4 personal e-mail accounts
1 office phone
2 cellphones
7 instant-messaging accounts
4 social-networking accounts
3 blogs
1 virtual world


Although I consider myself a "power user," I know for certain I'm not the worst offender of communication tools. So what's the solution?

In 2006, British author Tony Fish presented an idea at an event in London where he declared to his audience, "I am a tag, not a number."

He simplified his rationale anecdotally: He once had a landline phone that was his primary means to reaching out to friends. If he didn't know the number, he would take out his search directory and find it.

Fast forward years into his adulthood and his tools for communication have multiplied tenfold, as have those of his friends and colleagues. Furthermore, there wasn't Yellow Pages book or a search tool that indexed all the numbers and contact information of his acquaintances. What would happen if a friend changed phone numbers?

Tony questioned the relevance of numbers themselves and offers up a different solution:

"... A federated service provider will become the 'search engine by tags' -- searching my professional information. I will have added personal contacts for family so they are in by default (i.e. linked through me). The value proposition for the user appears when someone in your network modifies or updates the data with new details and that data automatically updates your data set, saving time and maintaining contact.

The bigger the network you have, the more frequently your information is refreshed and the more fresh and valuable it is."

As alarming as it is to sometimes think that a corporate entity, such as Google or Facebook, can accrue so much private data around their users (phone numbers, IM addresses, home addresses, emails, etc.), I think it'll take a non-municipal entity to get it right. This is less about how we monetize communication and more about building a platform to help us sift through the different means of communication.

An early and somewhat limited example of this concept is Grand Central, which aggregates all your phone numbers into a one and locates you, no matter which mobile or landline number you happen to be on or near at that time. Only with tags, we're talking about finding people by name (vs. a number) and encompassing all communications channels (not just by phone).

To bring the conversation into the future, the next great debate on privacy will stem from user control and presence information. How on or off the grid do you want to be if you knew that you could simplify the way someone reaches you through the consolidation of all of your online and offline points of access?

Making sense of Communication Chaos is no easy task but it's going to be a necessity. The long-tail of communication can cause more harm than good -- and I am interested to see how technology is used to solve it.

Wednesday, 15 August 2007

Tuesday, 14 August 2007

Block www.youtube.com

ภายหลังจากปลายนิ้วมือกลมๆ ของเพื่อนตัวแสบทำการสัมผัสบนแป้นคีย์บอร์ด
เพื่อแปลงออกมาเป็นตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ http://www.youtube.com

กรอภาพย้อนกลับไป ถ้าพูดถึงเว็บไซต์ที่ฮิตที่สุดในตอนนี้คงหนีไม่พ้นยูทิวบ์ (YouTube) ซึ่งเราสามารถรับชมภาพยนตร์ชื่อดัง รายการโชว์ รวมไปถึงคลิปต่างๆ มากมาย ได้อย่างสนุกสนาน แต่ต้องบอกก่อนว่า ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วจากเมื่อวาน...

Youtube = Google
ยูทิวบ์ (YouTube) เป็นดั่งเว็บไซต์ศูนย์รวมรายการโทรทัศน์ และภาพยนตร์ฉบับเต็มเป็นจำนวนหลายพันชั่วโมง รวมไปถึงคลิปวิดีโอต่างๆ อีกมากมาย ที่เปิดให้ผู้ที่เข้าไปใช้งานสามารถอัปโหลดและแลกเปลี่ยนคลิปนานาชนิดผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต โดยการทำงานของเว็บไซต์ยูทิวบ์นั้นจะเน้นการแสดงผลวิดีโอผ่านช่องทางในลักษณะ อะโดบีแฟลช ซึ่งเนื้อหาของคลิปวิดีโอก็มีด้วยกันหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ มิวสิกวิดีโอ คลิปวิดีโอจากทางบ้าน งานโฆษณาทางโทรทัศน์ และบางส่วนจากภาพยนตร์ โดยผู้ใช้บริการสามารถนำวิดีโอไปใส่ไว้ในบล็อกหรือเว็บไซต์ส่วนตัวของตนเองได้ ผ่านทางคำสั่งที่กำหนดให้ของยูทิวบ์

ยูทิวบ์ถือว่าเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ชั้นนำของอันดับต้นๆ ของโลก ก่อตั้งเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2548 โดย แชด เฮอร์ลีย์, สตีฟ เชง และยาวีด คาริม มีสำนักงานอยู่ที่ซานบรูโน ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม 2549 กูเกิล (Google) ได้ประกาศซื้อบริษัทยูทิวบ์เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 1.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ยูทิวบ์ได้รับใบอนุญาตทางธุรกิจกับ CBS Corp และอีก 3 ค่ายเพลงยักษ์ คือ Warner Music Group Corp., Vivendi SA's Universal Music Group และ Sony BMG Music Entertainment

เว็บไซต์ยูทิวบ์มีนโยบายสำหรับการเผยแพร่ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และคลิปวิดีโอต่างๆ ด้วยว่า ต้องไม่อัปโหลดภาพที่โป๊เปลือยและคลิปที่มีลิขสิทธิ์ นอกเสียจากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อัปโหลดเอง ซึ่งผู้ใช้สามารถทำการแจ้งลบได้หากเห็นว่าไม่สมควรประการใด และตั้งแต่ยูทิวบ์เริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ก็มีการโชว์คลิปวิดีโอไปแล้วกว่า 100 ล้านคลิปต่อวันเลยที่เดียว จากยอดความนิยมดังกล่าวทำให้ปัจจุบันมีผู้เช้าชมเว็บไซต์ยูทิวบ์กว่า 72.1 ล้านคน โดยเพิ่มขึ้น 2.8 ล้านคนจากปีก่อน

ตามรอยวิดีโอคลิปอื้อฉาวหายไป!? หลังจากเสียงลือ เสียงเล่าที่ว่ากันว่า กระทรวงไอซีทีเริ่มมาตรการบล็อกเว็บไซต์อันดับ 8 ของเมืองไทยอย่างยูทิวบ์ลงอย่างเป็นทางการ ด้วยการ Redirect เว็บไซต์เข้าสู่เว็บไซต์กระทรวงไอซีทีโดยตรง ซึ่งมีความชัดเจนถึงสาเหตุที่บล็อกว่าเผยแพร่ภาพ และคลิปวิดีโอหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างรุนแรง

การบล็อกครั้งนี้นับเป็นการบล็อกเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมสูงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง หลังจากสองเดือนก่อนหน้านี้ได้มีการบล็อกเว็บ CNN.COM ไปในคืนที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์กับทาง CNN

สิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ได้พยายามขอความร่วมมือหลายครั้ง ให้กูเกิลนำคลิปวิดีโอตัดต่อพระบรมฉายาลักษณ์ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพออกจากเว็บไซต์ แต่กลับถูกปฏิเสธ และยืนกรานไม่ยอมถอดคลิปดังกล่าว โดยได้ให้เหตุผลว่าคลิปวิดีโออื่นที่โจมตีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ยังรุนแรงมากกว่านี้ “คลิปวิดีโอดังกล่าว ถูกอัปโหลดโดยผู้ใช้ชื่อ paddidda เมื่อวันที่ 29 มีนาคม มีผู้เข้าชมไปแล้วมากกว่า 16,000 ครั้ง และมีมากกว่า 500 ความคิดเห็นด้วยกัน หลังจากที่ได้มีการออกข่าวไป จำนวนผู้ชมก็หลั่งไหลมากขึ้นถึงกว่า 66,553 ครั้ง ก่อนที่คลิปวิดีโอดังกล่าวจะถูกย้ายออกจากระบบ” สิทธิชัย เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของคลิปวิดีโอเจ้าปัญหา

ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ยูทิวบ์ในประเทศไทยจึงถูกปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ ตั้งแต่คืนวันที่ 3 เมษายน เรื่อยมา และต่อมามีข่าวว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เว็บไซต์เจ้าปัญหายูทิวบ์ก็ได้ทำการลบคลิปที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ออกแล้วภายหลังจากที่ได้รับการจดหมายร้องเรียนเป็นจำนวนมาก

แต่ล่าสุดถึงแม้ว่าคลิปวิดีโอได้ถูกเอาออกไปแล้ว แต่เว็บไซต์ยังคงถูกบล็อกต่อไป ที่เป็นเช่นนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีให้เหตุผลว่า
“ภายในเว็บไซต์ยังมีภาพตัดต่อพระบรมฉายาลักษณ์คงเหลืออยู่ และเราต้องการให้เอาออกทั้งหมด กรณีการบล็อกเว็บไซต์ยูทิวบ์ซึ่งกระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตยังคงเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะตอนนี้ก็ยังเข้าไม่ได้ และน่าจะยังคงสภาพนี้ไว้อีกระยะแม้ว่าจะมีความคืบหน้าบ้าง เรื่องที่หลายคนสนใจคือ คลิปเจ้าปัญหาที่ถูกค้นพบโดยแฟนพันธุ์แท้นั้นไม่มีความเหมาะสมในประเทศไทย ซึ่งใครๆ ก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องทำการบล็อก“

กระอักกระอ่วนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
ยังมีคำถามตามมาว่า กฎของเว็บไซต์นี้จะไม่มีการตรวจสอบคลิปวิดีโอจนกว่าจะมีการร้องเรียนจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งทำให้หลายๆ คนอาจรู้สึกว่าเว็บไซต์นี้มีกฎที่ไม่เข้มในการตรวจสอบคลิปต่างๆ ที่ให้ดาวน์โหลดในเว็บไซต์

เจมส์ หนุ่มวัย 30 ต้นๆ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ และการใช้งานในระบบอินเทอร์เน็ต ได้เปิดเผยให้ฟังว่า การบล็อกเว็บไซต์ยูทิวบ์ด้วย URL เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อย่างไรก็ตามต้องมีคนตามล้างตามเช็ดกันเกือบตลอดเวลา วิธีแก้ที่ใช้ตอนนี้ก็คือบล็อกทั้งเว็บไซต์ แต่การทำเช่นนี้บางคนไม่เห็นด้วย เพราะกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติสุขของประชาชนที่ไม่ได้คิดจะดูเข้าไปดูคลิปเจ้าปัญหา

“หลังจากที่หลายคนที่เห็นด้วยกับการบล็อกทั้งเว็บไซต์ออกมาบอกว่าให้แนะนำวิธีที่ดีกว่า ในที่สุดทีม SRAN ซึ่งเคยเสนอทางแก้สำหรับกรณี แคมฟรอก (Camfrog) มาแล้วก็เสนอวิธีใหม่สำหรับกรณียูทิวบ์ ซึ่งน่าจะดีสำหรับทุกฝ่าย คือแทนที่จะบล็อกก็เปลี่ยนมาเป็นตรวจจับแทน นั่นหมายความว่า จะมีเครื่องแรงๆ ไปวางไว้ตามเครือข่ายของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มีลิงก์ออกนอกประเทศ เครื่องที่ว่าจะตรวจจับและบันทึกเหตุการณ์สำหรับ 3 เหตุการณ์ ได้แก่ หน้าอัปโหลด หน้าค้นหา และหน้าดูวิดีโอ ทุกครั้งที่มีการเข้าถึงหน้าพวกนี้ ผู้ใช้งานจะถูกบันทึกไอพีเอาไว้ วิธีนี้จะทำให้เรามีชีวิตตามปกติ อยากทำอะไรก็ทำ แต่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่ทำเท่านั้นเอง” เจมส์เล่าให้ฟัง

เจมส์ยังบอกต่อไปอีกด้วยว่า อย่างไรก็ตามผู้ใช้ยูทิวบ์ยังคงสามารถเข้าใช้งานได้ผ่านทางการเรียกไอพีโดยตรง เช่น 208.65.153.251 ซึ่งแตกต่างจากครั้งการบล็อก CNN.com ที่เป็นการบล็อกไอพีโดยตรงทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ โกรธได้ แต่ต้องควบคุมได้ เชื่อว่าถ้าคนไทยได้ดูคลิปหมิ่นนั่น ทุกคนจะพูดคำเดียวว่า ‘ปิดมัน’

ปุ๊กปิ๊ก สาววัยอุดมศึกษา ที่ใช้เวลาว่างในการท่องโลกอินเทอร์เน็ต เป็นอีกหนึ่งชีวิตในนามรายชื่อสมาชิกของเว็บไซต์ยูทิวบ์ ให้ความเห็นว่า “การปิดยูทิวบ์เป็นเรื่องดี เพราะคนเราก็รักชาติ รักในหลวง พระองค์ก็ทรงเหมือนกับพ่อแท้ ๆ ของพวกเรา ใครมาว่าเราก็ต้องโกรธเป็นเรื่องธรรมดา แต่เว็บไซต์นี้ก็มีคลิปมากมายหลายคลิปที่เป็นประโยชน์สำหรับเรา แต่สิ่งที่มีประโยชน์ก็ต้องมีโทษ เหมือนกับร่างกายของคนเรา ที่มีส่วนใดเสียเราก็ต้องตัดมันทิ้ง ใช่ว่าจะตายไปได้ทั้งหมด ดังนั้นควรจะปิดหรือแบนเฉพาะคลิป มิใช่ปิดทั้งเว็บไซต์

“ถึงปิดทั้งเว็บไป ก็ได้แค่เฉพาะในไทยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเรา ควรจะคิดหลายๆ แง่ อย่าให้พวกฝรั่งนั่นมาดูหมิ่นเราได้ ควรคำนึงถึงเหตุผลต่างๆ ด้วย ไม่ใช่คำนึงถึงด้านอารมณ์อย่างเดียว” ปุ๊กปิ๊กบอกถึงข้อดี ข้อเสียจากการปิดเว็บไซต์ที่เธอได้สัมผัส

3 สถาบันที่บ่งบอกความเป็นไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมกันเป็นไตรรงค์บนผืนธงไทย พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นธรรมราชา พสกนิกรไทยและนานาอารยประเทศเทิดทูน ยกย่องพระเกียรติคุณ นี่คือความศรัทธาที่ทุกชาติล้วนมีความเป็นมาที่แตกต่างกันไป

“อย่างที่พระองค์ตรัสไว้ว่า "การมีเสรีภาพนั้นเป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและความรับผิดชอบ มิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพ และความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย" พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ 9 กรกฎาคม 2514)” ปุ๊กปิ๊กกล่าวทิ้งท้าย ทางด้าน อู๊ด หนุ่มวัย 22 ปี นักศึกษาที่เล่าเรียนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้แวะเวียนเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์ยูทิวบ์อยู่เนืองๆ เพื่อดูคลิปวิดีโอกีฬา บอกว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการปิดทั้งเว็บไซต์ของยูทิวบ์

“เพราะถึงแม้จะปิดเฉพาะหน้าที่มีคลิปวิดีโอแต่มันก็ยังมีภาพที่ถูกแลนดอมให้พรีวิวออกมาโชว์ เพื่อเข้าชมคลิป และยังจะมีอีกหลายๆ ทางที่สามารถเข้าสู่หน้านั้นได้ ซึ่งผมเห็นว่ากระทรวงไอซีทีทำได้ถูกต้องแล้ว ส่วนเทคโนโลยีผมว่าประเทศไทยเราไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าประเทศเทศอื่นเลย ที่เห็นได้ชัดก็คือ ซอฟต์แวร์และโปรแกรมต่างๆ ไทยเราก็ทำออกมามากมายแทบล้นตลาดด้วยซ้ำ แต่คนไทยยังขาดความรู้ในเรื่องของลิขสิทธิ์ ไม่สนใจในตรงนั้นจึงทำให้ซอฟต์แวร์ไทยไม่เป็นที่รู้จัก

“ยังไงประเทศก็ต้องมาก่อน ยูทิวบ์มันแค่เว็บไซต์ มันไม่ใช่ชาติ ไม่มีเว็บไซต์ก็ไม่ตาย แต่ถ้าไม่มีแผ่นดินไทยอยู่เรื่องใหญ่กว่า” อู๊ดแสดงความคิดเห็น สงวนนาม หนุ่มวัย 34 ปี หนึ่งในมือแฮ็กเกอร์สมัครเล่น แสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าวไว้อย่างได้อารมณ์ว่า

“ในสายตาของฝรั่ง คงเห็นเมืองไทยกระจอกเต็มทน ด้อยพัฒนา โลว์เทคโนโลยี โง่งมงาย ทำให้กูเกิลตั้งใจอยากจะปล่อยปละละเลยให้คลิปหมิ่นเบื้องสูงโชว์หราอยู่บนยูทิวบ์ก็ปล่อยไปตามสบาย ช่างหัวชาติไทยอย่างนั้นเหรอ เป็นใครจะยอมให้มานั่งด่าพ่อกันอยู่ได้ เรื่องนี้มันไม่ต่างจากการเหยียดผิว หรือการหมิ่นพระศาสดา

“ ถ้าหากคนไทยที่เป็นสาวกของกูเกิลไม่เห็นว่ามันจะเสียหาย คงประณามได้ว่าคุณไม่จงรักภักดี เนรคุณแผ่นดินเกิด ปิดกั้นมันยังน้อยไป พี่น้องแฮ็กเกอร์ทั่วฟ้าเมืองไทยหากเขาว่าเราโลว์เทค เราควรสั่งสอนกูเกิลกันหน่อยจะเป็นไรไป”

Google พ่ายแผ่นดินใหญ่อย่างราบคาบ
ปัจจุบันจีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 137 ล้านคน โดยเพิ่มขึ้น 26 ล้านคนในปีที่แล้ว ทำให้แผ่นดินใหญ่อย่างจีนได้กลายเป็นประเทศที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นอันดับสองของโลกไปแล้ว โดยตามหลังก็แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

จีนประกาศนโยบายอินเทอร์เน็ตสะอาดโดยประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ออกมาแถลงนโยบายใหม่ของคณะกรรมการโปลิตบูโร โดยจะขจัดเรื่องร้ายๆ ออกไปจากอินเทอร์เน็ต และส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่ให้รู้จักกับลัทธิมาร์กซิสต์ผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้นคำแถลงแบบเป็นทางการในโทรทัศน์บอกแบบอ้อมๆ ว่า
"Internet cultural units must conscientiously take on the responsibility of encouraging development of a system of core socialist values."

นโยบายนี้บอกชัดเจนว่าจีนต้องการควบคุมอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น โดยจะจำกัดทั้งเรื่องภาพโป๊ และข่าวลือทางการเมืองต่างๆ อำนาจรัฐบาลจีนในการกลั่นกรองเนื้อหาที่ประชาชนจะเข้าถึงบนอินเทอร์เน็ต เป็นสิ่งที่มีแรงผลักดันแข็งกล้าซับซ้อนมากเท่าที่มันจะมีขึ้นได้ในโลก ดูได้จากการเปรียบเทียบกับแรงผลักดันเพื่อการเดียวกันนี้ในประเทศอื่นๆ

การกลั่นกรองของรัฐจีนเป็นสิ่งที่แผ่ครอบคลุม ซับซ้อน และมีประสิทธิภาพ เพราะว่าประกอบไปด้วยอำนาจตามกฎหมายหลากหลายระดับ และหลากหลายเทคนิคในการควบคุม ที่ทำให้กูเกิลยอมแพ้ และพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่อิดออด

หากใครศรัทธากูเกิลจะทราบดีว่า เขาไม่เคยยอมให้ใครเซ็นเซอร์ หรือจำกัดการถอดถอนข้อความ และภาพได้ง่ายๆ แต่เมื่อบริษัทเอกชนเห็นผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง นโยบายของกูเกิลจึงกลายเป็นว่า รัฐบาลจีนจะเซ็นเซอร์อะไร กูเกิลจึงยอมทุกอย่าง เรียกง่ายๆ ว่า แพ้แบบราบคาบ แต่สำหรับประเทศไทยไม่เป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะเมืองไทยไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ จึงไม่มีกำลังพอที่จะให้ผลประโยชน์ และผลกำไรอย่างที่กูเกิลต้องการ ดังนั้นทำให้อินเทอร์เน็ตของไทยยังไม่สะอาดเท่าที่ควรจะเป็น

ความรู้สึกอู๊ด ซึ่งตอนนี้รู้สึกแอนติกูเกิ้ลจนไม่อยากให้ใช้ Google search อีกต่อไปแล้ว บอกกล่าวความในใจออกมาว่า

“เราจะมีวิธีไหนจะแสดงความไม่พอใจต่อนโยบายของกูเกิลได้บ้าง การร้องขอของประเทศไทยที่ให้ทำการถอดคลิปวิดีโอที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันเขากลับทำเป็นไม่ได้ยิน เมื่อพูดเรื่องยูทิวบ์รู้สึกเลือดขึ้นหน้าพอสมควร หากเปรียบเทียบกับประเทศจีน ที่กูเกิลยอมให้เซ็นเซอร์ได้บางหัวข้อที่เขาคิดว่าดูไม่เหมาะสม แต่กับเมืองไทยซึ่งร้ายแรงกว่ามาก แต่ไม่มีการให้เซ็นเซอร์ ถึงแม้จะมีการข้อร้องแทบตายก็ยังไม่ดำเนินการให้ คงเป็นเพราะเราไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ”

เห็นหรือยังว่า ปัจจุบันนี้ ความจริง-ความเท็จในโลกออนไลน์นี้ เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขของที่มาที่ไปของมันแล้ว มันไม่ใช่เรื่องความรู้ที่เข้าใจกันได้ง่ายๆ อย่างแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว

Monday, 13 August 2007

รสนิยมของชาวพม่าต่อภาพยนตร์โฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์

รสนิยมของชาวพม่าต่อภาพยนตร์โฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์

โทรทัศน์เริ่มมีในประเทศพม่าเมื่อ ค.ศ. ๑๙๘๒ และปัจจุบันสื่อโทรทัศน์ของรัฐบาลพม่าได้เข้าถึงเกือบทั่วทุกท้องถิ่น พม่ามีโทรทัศน์ ๓ ช่อง คือ MRTV ที่มีมาตั้งแต่สมัยสังคมนิยมและเน้นข่าวสารของรัฐบาล มยะวดีทีวีที่เพิ่งเกิดในสมัยสลอร์กและเน้นความบันเทิง และMRTV3 ซึ่งเป็นภาคภาษาอังกฤษ จากการเพิ่มช่องทีวีนั้น ชาวพม่าจึงนิยมมีโทรทัศน์ไว้ประจำบ้านกันมากขึ้น ส่วนชาวพม่าที่ไม่มีกำลังซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ก็อาจอาศัยดูจากเพื่อนบ้าน หรือดูหนังบ้านจากการปิดวิกฉายวีดีโอหรือซีดีกันในแถบชนบท ชานเมือง และย่านชุมชน วีดีโอ/ซีดีเถื่อนที่นิยมมักเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศ หนังบ้านจึงเป็นที่นิยมไม่น้อยไปกว่าหนังทีวีหรือหนังโรง อย่างไรก็ตามการโฆษณาในทีวีกลับช่วยดึงคนให้หันมาดูหนังทีวีแทนหนังบ้านหรือหนังโรงกันมากขึ้นหากพิจารณารายการโทรทัศน์ของพม่า จะพบว่าเป้าหมายของการมีโทรทัศน์พม่ายังคงให้ความสำคัญต่อการเสนอข่าวสารของรัฐบาล อาทิ กิจกรรมของรัฐทางการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม ส่วนความบันเทิงนั้นเน้นการนำเสนอเรื่องศิลป-วัฒนธรรมพม่า อาทิ นาฏศิลป์ ประกวดร้องเพลง สนทนา และเกมส์โชว์ ในด้านภาพยนตร์เรื่องทางโทรทัศน์นั้น ส่วนมากก็จะเป็นภาพยนตร์พม่า และมักเป็นภาพยนตร์ชีวิตเก่าๆเป็นส่วนใหญ่ หากเป็นภาพยนตร์ใหม่ก็มักจะมีเนื้อหาสนับสนุนงานพัฒนาโดยรัฐ ส่วนภาพยนตร์จากต่างประเทศนั้นจะมีเฉพาะภาพยนตร์จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลี แทบไม่พบภาพยนตร์อินเดียหรือภาพยนตร์ฝรั่งถ่ายทอดทางโทรทัศน์ของพม่ามาเป็นเวลานานแล้ว จะมีบ้างก็เป็นภาพยนตร์สารดีเก่าๆ ของตะวันตกในด้านภาพยนตร์โฆษณาของรัฐนั้นนับว่ามีความโดดเด่นที่สุด และจะจัดทำออกมาในรูปมิวสิกวิดีโอโดยมีดาราหรือนักร้องที่มีชื่อเสียงนำแสดง ภาพที่เสนอในมิวสิควิดีโอบ่อยๆมักเป็นภาพธรรมชาติที่สวยงามของประเทศ พื้นที่ในโครงการพัฒนาของรัฐ โบราณสถาน และบริเวณศาสนสถาน ส่วนเพลงประกอบจะถูกแต่งขึ้นโดยเฉพาะให้สอดคล้องกับเนื้อหา มิวสิควิดีโอที่พบได้บ่อยๆทางโทรทัศน์พม่า ได้แก่ การสร้างสะพาน การสร้างถนนและทางรถไฟ การสร้างอ่างเก็บน้ำ การปลูกป่า การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ การประมง งานปศุสัตว์ การผลิตสินค้าแปรรูป และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น และยังมีงานโฆษณาด้านการสร้างความปรองดองในชาติและการสร้างสำนึกรักชาติปรากฏเป็นมิวสิกวิดีโออยู่เป็นประจำเช่นกันหลังจากที่พม่าหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาด สื่อโทรทัศน์จึงมีการพัฒนาไปมากพอควร โดยเฉพาะมีการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหตุที่หนังโฆษณาเป็นที่นิยมเป็นเพราะระบบกลไกตลาดได้ให้เสรีในการแข่งขันทางการค้า แต่สิ่งที่กระตุ้นความสนใจต่อโฆษณาได้มากคือดารานักร้องยอดนิยมที่มาเป็นแบบโฆษณา อีกทั้งเพลงสนุกๆและการแต่งตัวที่มีสีสันต่างเรียกร้องความสนใจได้มาก จนอาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีหนังโฆษณาใดที่ไม่ร้องเพลง และหนังโฆษณาจะจืดชืดหากโฆษณานั้นไม่มีดารานักร้องยอดนิยมมาเป็นแบบ จึงพอจะกล่าวได้ว่าชาวพม่าชื่นชอบความบันเทิงและสิ่งแปลกใหม่ที่พบได้ทางโฆษณาโทรทัศน์ โฆษณาจึงมีส่วนดึงดูดความนิยมในสินค้าได้ดี แต่ถ้าโฆษณาขาดสีสันหรือไม่ถูกใจผู้ชมก็จักมีผลต่อยอดจำหน่ายสินค้านั้นได้ด้วย ในการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์นั้น สินค้าที่พบอยู่บ่อยๆมีอาทิ ทองรูปพรรณ โสร่ง สีทาบ้าน ผงซักฟอก ยาสระผม บอดี้สเปรย์ น้ำอัดลม เบียร์ พุทรากวน เมล็ดทานตะวัน ขนมปัง เส้นหมี่ ยากันยุง ยาฆ่าแมลง ยาแผนปัจจุบัน ยาพื้นบ้าน บุหรี่ เทป ภาพยนตร์ และธนาคาร เป็นต้นความนิยมในการโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์มีความนิยมมากขึ้น ดังจะพบว่า โทรทัศน์พม่าออกจะเต็มไปด้วยโฆษณา จนเวลาของการโฆษณาดูจะมีมากกว่ารายการปกติเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้รวมทั้งงานโฆษณาภาครัฐและการโฆษณาสินค้า อันที่จริงการโฆษณาทั้ง ๒ ประเภท แม้จะมีความมุ่งหมายต่างกัน แต่ก็มีวัตถุประสงค์เหมือนๆกัน คือ ต้องการให้รับรู้และชวนให้เชื่อถือ และรูปแบบการโฆษณาก็ออกจากคล้ายคลึงกัน คือต่างต้องมีดาราหรือนักร้องชื่อดังมาเป็นแบบ และต้องมีเพลงประกอบที่สอดคล้องกับเรื่องราวที่นำเสนอ โฆษณาสินค้าของพม่าจึงเป็นคู่แข่งสำคัญของโฆษณาการของรัฐ และต่างดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้ไม่ด้อยไปกว่ากันนักความชื่นชอบในหนังโฆษณา นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินจากเนื้อหาและเพลงประกอบแล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นๆอีก คือ การชื่นชอบในตัวดาราที่นำมาเป็นผู้แสดง ดาราที่นิยมนำมาแสดงจะเป็นพระเอกนางเอกภาพยนตร์ หรือ ตัวตลกที่กำลังเป็นที่นิยม กล่าวกันว่าสินค้าบางตัวถ้าไม่มีดาราดังมาแสดง สินค้าเลยขายไม่ออก จึงต้องลงทุนถ่ายทำโฆษณาโดยจ้างดาราดังมาโฆษณาสินค้าให้ตน ดาราที่เป็นที่นิยมสูงสุดนี้ มักจะเป็นผู้ที่มีหน้าตาน่ารัก เข้าขั้นหล่อสวย หรือ เท่ห์ดูทันสมัย แต่ที่สำคัญที่สุดจะต้องเป็นผู้ที่แสดงท่าทางชี้ชวนหรืออาจขนาดเย้ายวนออดอ้อนได้เก่ง จึงจะเป็นที่ติดอกติดใจผู้ชม ดาราที่แสดงหนังโฆษณามีค่าตัวเรือนแสนถึงหลักล้านจั๊ต แต่ถ้าเป็นดาราโฆษณายอดนิยมด้วยแล้วค่าตัวอาจตกถึงกว่าล้านจั๊ตเลยทีเดียว ในบรรดาดาราโฆษณาที่เป็นที่นิยมสูงสุด ได้แก่ แทะแทะโมอู เป็นดาราหญิงที่ปรากฏในพื้นที่โฆษณาทางโทรทัศน์มากที่สุด การกระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้สินค้าจึงต้องพึ่งคนดังที่เป็นดาราหรือนักร้อง สินค้าจึงจะเป็นที่รู้จักนอกจากความชมชอบเพลง และ ความนิยมในตัวดาราแล้ว สิ่งที่ช่วยเรียกความสนใจจากคนดูได้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ความสวยงามจากการแต่งกายหรือจากทิวทัศน์ธรรมชาติที่เป็นภาพประกอบ อาทิ ทิวเขาและชายทะเล ดังมีโฆษณาชิ้นหนึ่งมาถ่ายทำถึงเกาะพีพีของเมืองไทยเลยทีเดียว ดังนั้นเพลง ดาราและทิวทัศน์จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของสินค้า อย่างไรก็ตาม มีความเห็นว่าโฆษณายังต้องให้ประโยชน์ต่อผู้ชมในด้านสาระและความรู้หรือการรับรู้ใหม่ๆต่อผู้ชมชาวพม่ายอมรับว่าโฆษณามีอิทธิพลต่อคนดูไม่น้อย โดยเฉพาะเพลงและถ้อยวลีที่กินใจจากโฆษณา อาทิ ยาเม็ดแก้หวัดยี่ห้อหนึ่ง ชาวพม่าชอบเรียกติดปากว่า “แผงสีเขียว” หรืออยากซื้อหมวกอย่างดารา อยากใส่เสื้อผ้าสวยๆงามๆอย่างดารา อยากไว้ผมทรงเดียวกับดารา อยากสะสมเงินเป็นเศรษฐีอย่างในโฆษณา โฆษณาจึงทั้งสร้างความต้องการในการบริโภคสินค้า และยังสร้างฝันให้กับผู้ชมได้ด้วย อาทิ อยากรวยก็ฝันไปว่าเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่เป็นต้น บางทีโฆษณายังกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจได้เร็ว เช่น เพลงหรือภาพยนตร์ที่ทำให้คนชานเมืองต้องรี่มากลางเมืองเพื่อหาซื้อสิ่งถูกใจ นอกจากนี้ของแถมก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อได้มาก สามารถมัดผู้ซื้อให้ต้องซื้อสินค้าทั้งที่ยังไม่เห็นความจำเป็นสำหรับชาวพม่าแล้ว ใช่ว่าโฆษณาจะทำให้ผู้ชมชื่นชอบไปเสียหมด อาทิบางรายการมีหนังโฆษณามากเกินไป ก็ทำให้ผู้ชมพลอยเบื่อการโฆษณาไปได้ และบางโฆษณาที่สร้างความลำบากใจให้กับผู้ชม มีอาทิ โฆษณาที่เป็นเรื่องน่าอาย เช่น ชายหนุ่มทำท่าโสร่งหลุดต่อหน้าหญิงสาว สาวๆใส่เสื้อผ้าที่บางจนเกินงาม หนุ่มสาวแสดงท่าทางลูบไล้หรือกอดกันจนแน่น การกินอาหารที่มูมมาม อาทิ กินเป็ดหรือไก่ทั้งตัว สั่งอาหารมากินจนล้นโต๊ะ หรือดื่มเครื่องดื่มจนหกรดปาก ส่วนโฆษณาผ้าอนามัยยังเป็นสิ่งต้องห้าม นอกจากนี้ความไม่สมจริงก็มีผลต่อความนิยม เช่น โฆษณาว่าข้าวจะได้ผลผลิตดีเพราะมีเครื่องจักรดี หรือ ข้าวจะได้ผลผลิตดีเมื่อพ่นยาลงบนต้นข้าว หรือข้าวจะให้ผลผลิตดีต้องใส่ปุ๋ยผสมกับเมล็ดข้าวก่อนหว่าน ซึ่งต่างไปจากความเป็นจริงที่ว่า ข้าวจะได้ผลผลิตดีต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ อาทิ เมล็ดพันธุ์ ดิน น้ำ เป็นต้น โฆษณาที่เกินความเป็นจริง เช่น ยาฆ่าแมลงที่บอกสรรพคุณว่าฆ่าหอยได้ แต่เมื่อเอามาใช้จริงๆแล้วยังต้องเดินเก็บหอยออกจากนาดังเคย และที่น่าสนใจ ชาวพม่าวิจารณ์กันว่า โฆษณาทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ดังเช่น โสร่งหรือยาผงแก้เจ็บคอที่เป็นสินค้าพื้นบ้านราคาแพงกว่าเดิมเมื่อมีโฆษณารูปแบบการโฆษณาสินค้าของพม่านั้น นอกจากขึ้นอยู่กับความชอบของชาวบ้านแล้ว รัฐบาลก็ยังมีส่วนในการควบคุมสื่ออยู่ด้วย กล่าวกันว่า งานโฆษณาบางชิ้นถูกถอดออกไป เพราะความไม่เหมาะสม ดังเช่น โฆษณาที่นำตลกผู้ชายมาแสดงเป็นผู้หญิง ที่จริงโฆษณาชิ้นนี้เป็นโฆษณาที่ชาวพม่าชอบเพราะดูสนุก แต่ไม่นานโฆษณานั้นกลับหายไปจากจอทีวี แล้วชาวบ้านก็ลือกันว่าโฆษณาชิ้นนั้นถูกถอดไปเนื่องจากความไม่เหมาะสมที่ตัวตลกบังเอิญมีหน้าตาท่าทางไปละม้ายกับภริยาของผู้นำพม่า ที่จริงสังคมพม่านั้นไม่ให้เสรีภาพในการแสดง มีการเซนเซอร์เรื่องหมิ่นเหม่ และยังห้ามมิให้มีการล้อเลียนผู้นำหรือวิจารณ์รัฐบาลโดยเด็ดขาด หญิงประเภทสองจึงต้องถูกซ่อนเร้นภาพลักษณ์ ในขณะที่ผู้นำพม่านั้นจักต้องมีภาพลักษณ์ที่ดีอยู่เสมอ การทำโฆษณาในพม่าจึงต้องเลี่ยงต่อความหมิ่นเหม่ต่อประเพณีนิยมและรัฐนิยมอย่างเคร่งครัดวิรัช นิยมธรรม
คำหลัก: uncategorized
โดย นาย พงศกร เบ็ญจขันธ์ ลิงค์ที่อยู่ถาวร ความคิดเห็น (1) สร้าง: พ. 15 ก.พ. 2549 @ 17:52 แก้ไข: พ. 08 ส.ค. 2550 @ 02:59
« เก่ากว่า ใหม่กว่า »
ความคิดเห็น
myongy เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 14:36 [341291] [ลบ]
ขอ้ความเป็นประโยชน์มากๆ ท่านพอจะมีประวัติหนังโฆษณาในประเทศไทยหรือเปล่าครับ เอามาลงหน่อย อยากศึกษาเรื่องนี้นะครับแต่หาหนังสือหรืองานวิจัยอ่านประกอบยากมากๆ

Link: http://gotoknow.org/blog/myanmareconomic/15512

การสื่อสารมวลชนเบื้องต้น

อาจารย์ผู้บรรยายวิชา
การสื่อสารมวลชนเบื้องต้น
สุรชัย ทิพย์สุมณฑา
ภาควิชาวิทยุและโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณทิตย์
Contact by E-MAIL
ประวัติการศึกษา และการทำงาน
การศึกษา
ศิลปศาสตร์บัณฑิต (การสื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
-วิชาเอก การสื่อสารมวลชน
-วิชาโท ปรัชญา
วารสารศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประกาศนียบัตร ประกาศนียบัตร ผู้ผลิตข่าวและรายการ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕
ประกาศนียบัตร วิชาการแสดง โรงเรียนการแสดง สถานีโทรทัศน์สีช่อง ๓
Certificate for A 60 hour English language course in Listening-Speaking 1-2 , Thammasat U.
ความรู้ความสามารถพิเศษ
ถ่ายภาพนิ่ง ภาพยนตร์ วิดีโอ และตัดต่อ
คอมพิวเตอร์
เขียนบทความ บทวิทยุ โทรทัศน์ และภาพยนตร์
วาดการ์ตูน ออกแบบงานศิลป และการพิมพ์
ความสามารถในการแสดง การเชิดหุ่นละคอน และกำกับการแสดง
การแต่งหน้าเพื่อการแสดง
ประสบการณ์การทำงาน
ด้านการประชาสัมพันธ์
งานประชาสัมพันธ์ มูลนิธิแพทย์อาสา สมเด็จพระศรีนครินฯ สำนักงานกลางวังสระปทุม
งานประชาสัมพันธ์ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์
ด้านหนังสือพิมพ์
ฝ่ายผลิตหนังสื่อพิมพ์ "ไทยนิวส์รายวัน" จังหวัดเชียงใหม่
บรรณาธิการฝ่ายศิลป วารสารแพทย์อาสาฯ
กองบรรณาธิการ นิตยสารการถ่ายภาพ "คาเมร่า"
ที่ปรึกษากิติมศักดิ์ วารสาร "สื่อสารเทคโนโลยี"
ด้านโทรทัศน์
ผู้อำนวยการศูนย์แพร่ภาพโทรทัศน์ทางสาย(ชลบุรี)
ผู้อำนวยการผลิตฝ่ายบริหาร รายการสารคดีโทรทัศน์ "ไทยทัศน์ธุรกิจ" ช่อง ๙ อสมท.
ด้านวิทยุ
ผู้ผลิตและดำเนินรายการวิทยุ รายการ"คุยกับเพื่อนกับเพลง" สถานีวิทยุ ทอ. ๐๕ ประจวบฯ ผู้อำนวยการผลิตรายการ "สบายสบายบ่าย ๙๖" สถานีวิทยุ รด. เอฟ เอ็ม กรุงเทพฯ
ด้านโฆษณา
ฝ่ายสร้างสรรค์ บ.ซีเนโฟโตรีเสริท จำกัด ซีเนแอดสยาม
ผู้จัดการกองถ่าย บ.โอเรียนทัลวิดีโอโพดักชั่นเฮ้าส์ จำกัด
ผู้กำกับภาพ บ.อาร์ดีซี จำกัด
ผู้สร้างสรรค์ และควบคุมการผลิต ภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์
ด้านการแสดง และภาพยนตร์
ผู้กำกับฝ่ายศิลป ละคอนเวที
ผู้แสดงสมทบ ละคอนโทรทัศน์ ช่อง ๓
ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์ "ไกลปืนเที่ยง"
ร่วมเขียนบทละคอนโทรทัศน์ และภาพยนตร์
ด้านวิชาการ
อาจารย์ผู้บรรยาย วิชา นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ และการสื่อสารมวลชน
อาจารย์ที่ปรึกษา และ หัวหน้าสาขาวิชาการสื่อสารมวลชนและสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
อาจารย์พิเศษบรรยายวิชาโปรแกรมนิเทศศาสตร์ สถาบันราชภัฎ สวนสุนันทา
ประสบการณ์วิชาที่บรรยาย ระหว่าง ปี ๒๕๓๒ - ปัจจุบ& Ntilde;น
INTRODUCTION TO PERFORMING ART
SCRIPT WRITING
TELEVISION PRODUCTION
TELEVISION EQUIPMENT
DIRECTING TEVEVISION PROGRAM
TELEVISION SCRIPT WRITING AND ANALYSIS
PHOTO JOURNALISM
UTILAZATION OF MEDIA FOR PUBLIC RELATIONS
PRODUCTION OF TELEVISION DOCUMENTARY
FUNDAMENTAL OF RADIO AND TELEVISION BROADCASTING
RADIO PERFORMANCE
RADIO PROGRAM PRODUCTION
BROADCASTING PROGRAMING
PUBLIC RELATIONS PRODUCTION TECHNIQUES FILM
ANALYSIS AND CRITICISM SCRIPT WRITING FOR FILM
INDIVIDALIZATION STUDY IN BROADCASTING
INTERPRETATION OF CURRENT AFFAIRS FOR COMMUNICATION
COMMUNICATION THEORY
INTRODUCTION TO MASS COMMUNICATION
งานวิจัย
การศึกษานโยบายและทิศทางการเรียนการสอนสาขาวิชาการสื่อ สารมวลชนในทศวรรษหน้า : ตามความคิดเห็นของนักวิชาการ สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน (The Search of Mass Communications Studies Trend with EFR in the next 10 years.)
ปี 2538
บทคัดย่อ
การศึกษานโยบายและทิศทางการเรียนการสอนสาขาวิชาการสื่อสารมวลชนในทศวรรษหน้า : ตามความคิดเห็นของนักวิชาการสาขาวิชาการสื่อสารมวลชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) ด้วยการสัมภาษณ์ตามแนวการวิจัยอนาคตเชิงชาติพันธ์วรรณา(Ethnographic Futures Research, EFR) เกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางการศึกษาสาขาวิชาการสื่อสารมวลชนในช่วง พ.ศ. 2548 อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี การเมือง สังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งคาดการณ์โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นนักวิชาการ และผู้บริหารในสถาบันการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชน จำนวน 24 ท่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ของวิชาการต่อเครื่องแวดล้อมทางด้านจริยธรรม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป้าหมายอันคาดหวังและไม่คาดหวังต่อการพัฒนาสังคมในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า นโยบายและทิศทางการเรียนการสอนสาขาวิชาการสื่อสารมวลชนที่เป็นไปได้มากที่สุดในอีก 10 ปีข้างหน้าคือ.- การศึกษาจะต้องปรับให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม การเปลี่ยนแปลงนั้นส่วนหนึ่งเข้ามาเสริมทักษะด้านอาชีพ และอีกส่วนหนึ่งสนับสนุนการศึกษาในระเบียบวิธีใหม่ เช่น การเรียนโดยผู้เรียนค้นคว้าจากเครือข่ายข้อมูลข่าวสารทางไกล คาดว่าจะเกิดองค์ความรู้ด้านทฤษฎีใหม่ๆจากการวิจัยเพื่อปรับใช้ให้เข้ากับสภาพสังคม การเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนระบบความเชื่อในระบบสังคมวัฒนธรรมดังเดิม เพื่อที่จะรู้เท่าทันกระแสโลกที่กดดัน ในองค์ความรู้วิชาการสื่อสารจะยังเป็นวิชาที่มีความสำคัญอยู่ต่อไปถ้านักศึกษาพัฒนาตัวเองอย่างมีสมรรถภาพเป็นที่ยอมรับของสังคมและสามารถแข่งขันกับบุคคลในสายวิชาการด้านอื่นที่สามารถเข้ามาทำงานแทนในตลาดอาชีพ สถาบันจะต้องเข้มข้นทางด้านวิชาการโดยผสานอย่างสอดคล้องกับการฝึกทักษะ อาจต้องสอนเน้นในเรื่องจริยธรรม คุณธรรม วัฒนธรรม เนื่องจากสังคมในอนาคตจะอ่อนเบาในความจริงจังต่อการประพฤติและปฏิบัติ ในด้านสิ่งแวดล้อม สื่อมวลชนจะมีบทบาทอันสำคัญที่จะปลุกเร้าให้สังคมตระหนัก ส่วนในความคาดหวังว่า บัณฑิตสาขาวิชาการสื่อสารมวลชนจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสังคมบ้านเมือง คงจะเป็นไปได้ในส่วนหนึ่งเท่านั้น ภาพการคาดการณ์ในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะดี ความเจริญทางวัตถุยังสำคัญกว่าจิตใจ สังคมจะมีลักษณะตัวใครตัวมัน การเมืองเป็นประชาธิปไตยแบบเสรี การพัฒนาหลักสูตรในอนาคต จึงต้อง&raq uo;รับการศึกษาให้ผู้ศึกษา รู้และเข้าใจ ทั้งมีความคิด และทักษะที่จะควบคุมเครื่องมือเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม ระบบดิจิตัล คอมพิวเตอร์ สื่อผสม และแบบโต้ตอบ ผ่านทางเครือข่าย ให้แพร่กระจายข่าวสารถึงกลุ่มผู้รับอย่างทั่วถึงมีประสิทธิภาพโดยเนื้อหาได้ ผู้ศึกษาควรต้องมีทักษะด้านภาษาดีในหลายภาษาเพื่อการติดต่อสื่อสารและการทำงานในลักษณะสากล สถาบันต้องเพิ่มความสามารถที่จะจัดเตรียมความพร้อมของการแลกเปลี่ยนการศึกษา วิจัย กับมหาวิทยาลัยหรือชุมชนวิชาการ ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ ทั้งมีความอ่อนตัวในการให้การศึกษาทางไกลผ่านสื่อ สำหรับในด้านการศึกษากับระบบสังคมวัฒนธรรม จะต้องให้ความรู้ความเข้าใจอย่างรู้เท่าทันในสถานการณ์ปัจจุบัน ตระหนักต่อความเป็นจริงในกระแสสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ระดับประเทศ และระดับโลก และควรจะเพิ่มเน้นการศึกษา ในหลักสูตร ในเนื้อหา ในวิธีการเรียนการสอน ด้านจริยธรรม คุณธรรม ต้องศึกษาเข้าใจในวัฒนธรรมชาติ และสากล ควรเพิ่มหลักสูตรเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่นนิเวทวิทยาการสื่อสาร และในประเด็นการศึกษากับการสร้างนวัตกรรมสังคม ควรต้องเติม อุดมการ ปรัชญา ให้ผู้ศึกษามองการศึกษาเป็นปัจจัยเสริมของการพัฒนาโดยรู้ถึงการทำหน้าที่อย่างชอบธรรมเพื่อสร้างความรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติไปในทิศทางที่ถูกต้อง
Title :
The Search of Mass Communications Studies Trend with EFR in the next 10 years.
Year : 1995
ABSTRACT
“The Search of Mass Communications Studies Trend with EFR in the next 10 years.” analyzed qualitatively using Ethnographic Futures Research technique, (EFR) projected toward year 1996-2005 affects form modern technologies, politics, social and economics. This Studies worked out by anticipation of a group of academic experts whose a academic positions ranged form 24 officials in 11 public and private universities. The objective of this studies was to search the relationships among the curriculum with the atmosphere on ethics, culture and environment, hoping cordially to understand social development of the future. According to the studies find out that most of the trend of Mass Communications education by the next 10 years, must be modified methods of education by the changes of Communication and Tele-Communication technologies, added professional skills, and also new educated processes, for example how to learn and study by using information on On-line network. The research projected to develop new concepts more suitable to the social, political, economic and environment, as well as conserved traditional believes, with the understand of the pressure of world current. Body knowledge still required in the future, if the students upgrade themselves efficiency acceptable by society and can be competed with those who studies other fields. Higher Education Institutes must be academic stronger with harmonious of learning theories and training skills, may be emphasized more on ethics, morals and cultures, because of human weaknesses and carelessness. Mass media must play important roles to arouse society awareness. Though the concept that Mass Communications graduates would be the main power of social development is hardly expectable. The Scenario of next 10 years predicted with better economic, seen to be deal with matters more than morale, also mode of living in an atmosphere of liberal democratic policies. How to modify the curriculum in the future, its to adjust students how to learn and understand more sensible as well as skills to control the Tele-Communications tools, such as digital hardware, computer, multi-media and interactive-media by On-line networks, circulated toward audiences widely with good messages. The student must be proficient in many languages for universal corresponding and usages. The Academics institutes ought to be well prepared to cope with academic exchange with other academics institutes and community, local or abroad, facilitated distance learnings by media. Social-cultural system have to be realized by students with current affair, awareness about social, politic, and economic changes not enough nationally but have to be globalization. Ethics and morals had to be included in curriculum, context and teaching method. Intensive studied in Thai cultural as well as universal. Environment realization must be also added in curriculum, such as Eco-communications. Since Educational system in one point is a social innovation, then suggested to fulfill the student base and best supporter of ideology and philosophy to understanding that education is development, with enable the student to work out their duty, for the successful of the becoming sustainable society.