Showing posts with label News : Thai Short Film. Show all posts
Showing posts with label News : Thai Short Film. Show all posts
Monday, 13 August 2007
โครงการประกวดหนังสั้นใต้ร่มเงาสมานฉันท์
คณะทำงานโครงการประกวดหนังสั้นใต้ร่มเงาสมานฉันท์ เชิญ 4 ผู้กำกับชื่อดังจากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย และพระไพศาล วิศาโล พระนักกิจกรรม ผู้เผยแพร่หลักคิดและแนวทางการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีตามหลักศาสนธรรม ผ่านหนังสือและบทความต่างๆ และเป็นกรรมการคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ตัดสิน 2 รางวัลเกียรติยศ แก่ผู้กำกับที่ผู้เข้ารอบสุดท้าย 11 ทีมที่คณะทำงานคัดเลือกจากผู้ส่งแนวคิดเข้าประกวดในโครงการนี้ทั้งสิ้น 308 แนวคิด วันที่ 23 พฤษภาคมนี้ เวลา 15.00 น. ที่สำนักงานนิตยสารไบโอสโคป รัชดาภิเษก 22 และวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ ทั้ง 11 ทีมจะคัดเลือกหนังสั้นในหมู่พวกเขากันเองอีกหนึ่งรางวัล ซึ่งผู้ได้รับคัดเลือกทั้ง 3 รางวัลจะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท เพื่อเป็นทุนทำหนังเรื่องต่อไป โดยจะประกาศผลและมอบรางวัลอย่างเป็นทางการโดยคุณอานันท์ ปันยารชุน ประธานกอส. วันที่ 28 พฤษภาคม ที่โรงภาพยนตร์ เฮ้าส์ รามา (อาร์ซีเอ.)4 ผู้กำกับชื่อดัง ตัดสินหนังส่งเสริมสันติวิธี• ทรงยศ สุขมากอนันต์เป็นผู้กำกับหนังเรื่องล่าสุดคือ “เด็กหอ” หลังจากที่มีผลงานร่วมกับเพื่อนๆ ในเรื่อง "แฟนฉัน" เมื่อปี 2546 ในเครือของแกรมมี่ ในนามบริษัทจีเอ็มเอ็มไทหับ จำกัด หรือจีทีเอช จบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2536-2539 มีผลงานผ่านตามากมาย อาทิ ปี 2540 หนังสั้น เรื่อง “วันพักที่รักวุ่น” 2541 เขียนสคริปต์ รายการสารคดี “กระจกหกด้าน” 2543 ผู้ช่วยผู้กำกับหนังโฆษณา บริษัท ฟีโนมีนา (โปรดักชั่นฮาส์) 2545 หนังสั้น ด.เด็ก ช.ช้าง (รางวัลชนะเลิศ รัตน์ เปสตันยี) และร่วมกับเพื่อนกำกับหนังเรื่อง “แฟนฉัน”• ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุลนับเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่อายุน้อยที่สุดในวงการหนังไทยขณะนี้ก็ว่าได้ หลังจากจบภาควิชาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2545 ก็มีผลงานหนังเรื่องยาวเป็นของตัวเอง คือเรื่อง คน ผี ปีศาจ เข้าฉายเดือนกุมภาพันธ์ 2547 เป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญในโครงการ ยักษ์เล็ก ทางเลือกที่ถูกเปิดขึ้น สำหรับคนทำหนังเลือดใหม่ของ สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล ทั้งรับผิดชอบในตัวบทภาพยนตร์ และทำหน้าที่ในส่วนของการกำกับการแสดง หลังจากมีผลงานหนังสั้น หนังสารคดี มาก่อนหน้านี้อย่างมากมาย อาทิ บ้านเก่า, ดงรกฟ้า, ลมเยาวราช, มอเตอร์ไซด์ฮ่าง, ลี้ (ได้รับการคัดเลือก ให้เข้าฉายในเทศกาลซันแดนซ์ปี 2004), 2003 (หนังสารคดีที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศ จากการประกวดหนังสั้น ของมูลนิธิหนังไทย ประจำปี 2546)• พิมพกา โตวิระถูกหล่อหลอมวิชาภาพยนตร์ จากคณะวารสารศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นคอลัมนิสต์บทความด้านภาพยนตร์ในเซ็กชั่น Focus หนังสือพิมพ์ The Nation กำกับหนังสั้น “แม่นาค” ได้รับรางวัล Special Jury Prize จากเทศกาล Image Forum Festival ปี 1998 ที่ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเคยเป็น Program Director ในเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพฯ ครั้งที่ 4 และหนังยาวเรื่องแรกซึ่งกำกับและเขียนบทเองคือ “ One night husband” หรือชื่อไทย “คืนไร้เงา” และเรื่องนี้จึงทำให้เธอถูกติดป้ายเป็นผู้กำกับแนวสตรีนิยมคนหนึ่งของเมืองไทย ก่อนที่จะไปทำหนังเด็กเรื่องแรกของเธอ "Taxi the Hero\” กับโครงการชวนเด็กดูหนัง ให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อปี 2548 ขณะนี้กำลังซุ่มทำหนังการเมืองอยู่ คงต้องติดตามผลงานชิ้นต่อไปของเธอ• สุทธากร สันติธวัชเคยมีบทบาทเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์, คนทำหนังสือหนังอย่าง Screen, หนังและวิดีโอ และ Filmview และเจ้าของโครงการฉายหนังนอก กระแสตลาด สุทธากร สามารถทำให้งานของเขาได้รับการยอมรับอย่างมากจากคอหนัง กระทั่งขอบเขตงานที่เขารับผิดชอบ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคนทำงานในแวดวงวิจารณ์หนัง หลายต่อหลายคน สำหรับในวันนี้แม้จะไม่มีงานวิจารณ์หนังออกมาบ่อยนัก แต่ผลงานพ็อคเก็ตบุ๊ค เกี่ยวกับหนังที่เขาทำเช่น 'เดียวดายอย่างโรแมนติค' งานวิเคราะห์หนังหว่องกาไว ก็ยังคงเป็นที่คอหนังทั้งหลายให้ความสนใจไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมกันนั้นกับบทบาทใหม่ที่เราได้พบล่าสุด คือการเป็นผู้กำกับหนังรีเมค จากงานวรรณกรรมคลาสสิค “แผลเก่า” ของไม้เมืองเดิมสู่ “ขวัญ-เรียม” เมื่อปี 2544 นั่นเองหนังสั้น “ใต้ร่มเงาสมานฉันท์” 11 เรื่องรอบสุดท้าย• Dream Team ผู้กำกับ: มาวิน หลีเส็น (20 นาที)• Good Morning ผู้กำกับ : มนต์ศักดิ์ หินประกอบ (19 นาที)• ระหว่างทาง ผู้กำกับ: รัฐ จำปามูล (5 นาที)• เด็กชายแฮมเบอร์เกอร์ ผู้กำกับ: ศิวดล ระถี (30 นาที)• ปอเนาะ ผู้กำกับ: ฮาริส มาศชาย (12 นาที)• Weight of a Gun ผู้กำกับ: ศศะ คงวิจิตร (24 นาที)• ธาดา ผู้กำกับ: เสรีย์ หล้าชนบท (19 นาที)• ฉันมิตร ผู้กำกับ: ณัฐรินทร์ บุญชู (19 นาที)• จาก...สันติภาพ ถึง...สันติภาพ ผู้กำกับ: สันติภาพ อินกองงาม (9 นาที)• เพียงความธรรมดาของเส้น ผู้กำกับ: ขวัญแก้ว เกตุผล (11 นาที)• โรงเรียนวัดนาปรือ ผู้กำกับ: สุวิศาล ขวัญทองชุม ( 8 นาที)
อยากจัดเทศกาลภาพยนตร์ในห้องเรียน
ห่างหายการอัพบล็อกไปหลายวัน มัวแต่ไปทำรวมฮิตเพลงเทศกาลต่าง ๆ นะครับ วันดีคืนดีระหว่างที่กำลังจะหลับ ในหัวก็มีเรื่องพุ่งพล่านอีกแล้ว คราวนี้นึกไปถึงอดีตไม่นานเมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ชีวิตผมและเพื่อนเป็นพวกที่ชอบแต่งเติมเสริมชีวิตไม่ให้น่าเบื่อ จากที่คราวก่อนตกแต่งห้องเรียนให้กลายเป็นหอศิลป์ไปแล้ว มาคราวนี้พวกผมจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ขึ้นในห้องเรียนครับ ก่อนอื่น ขอเล่านิดก่อนว่า ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ มีกิจกรรมฉายหนังฟรีอยู่ทุกอาทิตย์ จะมีบ้างก็ช่วงสอบที่ห่างหายไปเนื่องจากกฎมหาวิทยาลัยที่ห้ามจัดกิจกรรมหนึ่งเดือนก่อนสอบกิจกรรมหนังฟรีนี้ มีอยู่ 2 กลุ่มที่จัดกันประจำ กลุ่มแรก คือ ชมรม cinema paradise ของภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ กลุ่มนี้ก็จะฉายหนังแนวเน้นความบันเทิง (แต่บางทีก็มีหนังดี ๆ ให้ตกใจเหมือนกัน) กลุ่มนี้มีที่ฉายที่ดีมาก คือเป็นห้องเรียน slope บรรยากาศคล้ายโรงหนังกลาย ๆ ผมได้ดู Dead Poet Society น้ำตาพุ่งกระจายก็ที่นี้แหละอีกกลุ่มหนึ่งคือ คณะวิจิตรศิลป์ครับ เป็นวิชาเรียนเกี่ยวกับการวิจารณ์ศิลปะ โดยผู้สอนคือ รศ.ดร.สมเกียรติ ตั้งนโม (อธิการบดี ม.เที่ยงคืน) อาจารย์สมเกียรติก็จะให้เด็ก ๆ เอาหนังมาฉาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังแปลก ๆ หาดูยาก (ซึ่งส่วนใหญ่คนจะน้อยเพราะไม่มีคนดู แต่บางทีก็ทะลักล้นห้องเรียน อย่างตอนฉาย การ์ตูนเรื่องสุสานหิ่งห้อย โอ้โฮ เป็นประวัติการณ์ คนทะลักจนแทบขี่คอกันดู) แล้วพอหนังจบก็มีการพูดคุยกัน โดยสุดท้าย อ.สมเกียรติจะพูดสรุปอาจารย์สุดยอดมากครับ มีประเด็นล้านแปดที่พออาจารย์พูดแล้วชวนให้เราอึ้งได้ทุกครั้งผมเองเป็นคนหนึ่งที่ (เคย) ชอบดูหนังแบบ addict มาก เหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกเรียนด้านสื่อสารมวลชนในตอนแรกนั้นก็คือ ผมอยากทำหนังครับ แต่ทว่าเมื่อเข้ามาเรียนแล้วก็พบว่า ภาควิชานี้มีภาคฟิล์มแต่หลักสูตรจ๊ะ จริง ๆ แล้วไม่มีเรียนนะจ๊ะ อ้าวซวยเลยสิครับ (ผมเลยเบนสายไปเรียนทางวิทยุกระจายเสียง ซึ่งผมคิดว่าตัดสินใจถูกที่สุดในชีวิต ป.ตรี แล้ว)อย่างไรก็ตาม พวกเราก็มีวิชาเกี่ยวกับหนังเรียนตั้งหนึ่งตัวแหนะ ชื่อวิชาว่า Cinematography เป็นวิชาว่าด้วยศิลปะในศาสตร์ภาพยนตร์ วิชานี้ร่ำลือกันว่าเป็นวิชาปราบเซียนเพราะยากมาก แถมอาจารย์ที่สอนก็สุดยอดที่เฮี้ยบ ใครได้ A ถือว่าเก่งมาก (แต่รุ่นผมมีได้ A ตั้ง 3 คน ผมเองได้ B+)ในวิชานี้ พวกเราได้มีโอกาสเรียนกับ อ.แดง กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ โดยตลอดสองอาทิตย์ที่ได้เรียนกับอาจารย์ ถือว่าเป็นความสุขที่หาได้ยากมากในการเรียนวิชานี้ เพื่อนผมซึ่งสนิทกับอาจารย์ได้แก่ ต้าร์ (ที่ได้ดีโดยไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนังโฆษณาที่บริษัททศกัณฑ์ฟิล์มแล้ว) และพี่ปิ่น (ที่กำลังจะได้ดีด้วยการไปทำงานที่เกมทศกัณฑ์) ได้ขอดราฟท์หนังของ อ.แดงหลายเรื่องมาก เพราะอยู่ต่างจังหวัดหนังพวกนี้หาดูยากมาก (เช่น The Seventh Seal ,Run Lola Run ฯลฯ)ตอนอยู่ต่างจังหวัดเหมือนมันเป็นปมด้อยครับ หนังเรื่องนู้นเรื่องนี้ก็ไม่เคยดู เลยกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เราไปหาหนังดัง ๆ มาดูกัน ยากแค่ไหนก็ไปหา คนในกรุงเทพฯคงไม่เคยรู้สึกแบบนี้ เพราะทุกอย่างมันรวมที่นี้หมด วันหนึ่งพี่ปิ่น ชวนกินข้าว ระหว่างนั้นก็พูดคุยกันถึงเรื่องหนังตามประสาคนรักหนัง พี่ปิ่นออกไอเดียว่า “เฮ้ย! ปีหน้าเราอยู่ปีสี่แล้ว ไม่ค่อยมีเรียนล่ะ เรามาทำโครงการฉายหนังกันดีกว่า” ผมกับต้าร์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย ก็เลยไปติดต่ออาจารย์ ตั้งเป็นชมรมเถื่อนขอฉายหนังซะงั้น เราตั้งชื่อกลุ่มโดยเลียนแบบชื่อวงดนตรีโปรเกรสซีฟร๊อคชื่อดัง “Dream Theatre” เพราะเหมือนกับว่านี้เป็นโรงหนังที่ต่อเติมความฝันของทุก ๆ คนเจตนารมย์ของพวกเรา 3 คน คือแบ่งปันหนังที่เรามี ให้คนอื่นได้ดูบ้าง โดยคนอื่นจะเอาหนังที่ตัวเองมีมาแจมก็ได้ มาแลกกันดู อาจารย์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย พร้อมบอกว่าน่าจะทำกันมาตั้งนานแล้ว สถานที่ที่เราฉายเป็นห้องเรียนเล็ก ๆ บนตึก HB7 คณะมนุษย์ เวลานั่งดูก็เหมือนดูเวลาเรียนไม่มีผิด อย่างว่าละครับชมรมเถื่อนแค่ขอใช้ห้องได้แค่นี้ก็สุดยอดแล้วครับหนังเรื่องแรกที่เราฉาย คือ Day for Night มีคนมาดูไม่นับพวกผม 14 คน เป็นสิบสี่คนที่เราดีใจมาก ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีคนสนใจโครงการเล็ก ๆ แบบนี้และแล้วคนก็มาดูกันมากขึ้น (ประกอบกับผมไปปั่นกระแสในอินเตอร์เนท) และประสบความสำเร็จมากเมื่อฉาย Pulp Fiction คนดูทะลักเต็มห้อง เป็นอีกครั้งที่เราดีใจมาก แล้วหนังเรื่องต่อ ๆ มา อย่าง Run Lola Run,Trainspotting ฯลฯ ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง แต่แล้ว เมื่อมีเริ่มต้นก็ต้องมีจบ โครงการเล็ก ๆ ที่เริ่มจากคนสามคน แม้จะได้รับความนิยมสูงขนาดไหน แต่ถ้าไม่มีใครสืบทอดมันก็จบ ในตอนปีสี่เทอมสอง พวกผมต้องไปฝึกงาน น้อง ๆ หลาย ๆ คนที่เคยคุยถูกคอก็ไม่พร้อมจะรับสืบทอดต่อ โครงการนี้เลยปิดตัวลงอย่างไรก็ตาม ความรู้สึกของผมตอนนั้น ผมคิดว่าบรรยากาศเกี่ยวกับเรื่อง “หนัง” ใน มช.สนุกมาก ตัวผมเอง ที่ได้เรียนเกี่ยวกับทฤษฎีมา ก็ชอบเอาเรื่องราวเกี่ยวกับหนัง เกี่ยวกับทฤษฎีต่าง ๆ มาเล่าให้เด็ก มช. ฟังในเวบบอร์ด แถมตอนนั้นก็มีหลายคนที่อยากทำหนัง ก็มีการพูดคุยกันทั้งในอินเตอร์เนทและพูดคุยกันแบบ face to face ถึงขนาดที่ว่า เคยมีคนจะทำรายงานเกี่ยวกับหนังสั้น ได้มาขอสัมภาษณ์พวกผมสามคนซะงั้น แต่ตอนนี้ผมจบมาได้เกือบสองปีแล้ว บรรยากาศเกี่ยวกับหนังใน มช. เป็นอย่างไรผมก็ไม่ทราบแล้ว ผมบอกได้แค่ว่า สองสามปีที่แล้ว มช.คึกคักเรื่องหนังมากผมและเพื่อนดีใจที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความคึกคักเรื่อง “หนัง” ใน มช. พร้อม ๆ กับการแต่งเติมความฝันตัวเอง แม้จะเป็นเทศกาลภาพยนตร์เล็ก ๆ แต่ความรู้สึกมันยิ่งใหญ่ยิ่งนักสุดท้ายผมฝันไว้อีกครั้งครับว่าถ้าได้เป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย ผมจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ทำตามความฝันของตัวเอง เหมือนที่พวกผมเคยทำกันมาก่อนภาวนาให้ฝันนี้ของผมเป็นจริงด้วยเถิด
ประกาศผล การประกวดเทศกาลภาพยนตร์สั้น
ประกาศผล การประกวดเทศกาลภาพยนตร์สั้น
ปิดงานเทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 4“หลวงตา” ภาพยนตร์สั้นของนักศึกษา ม.รังสิต คว้ารางวัลช้างเผือก“มอเตอร์ไซด์” ภาพยนตร์รางวัลรัตน์ เปสตันยีงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 4 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิหนังไทยในพระอุปถัมถ์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ที่มีการเริ่มงานตั้งแต่วันที่ 11-17 สิงหาคมที่ผ่านนั้น โดยได้รับเกียรติจากท่านผู้หญิงหม่อมอุบล ยุคลเป็นประธานเปิดงาน ที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน และมีการประกาศผลรางวัลภาพยนตร์ที่ส่งเข้าประกวดในวันที่ 16-17 สิงหาคม ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งคณะกรรมการตัดสินในปีนี้ประกอบด้วยยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ น้ำพุ คู่กรรม ยุวชนทหาร ฯลฯม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล ผู้อำนวยการสร้าง บริษัทไฟร์เครกเกอร์ ฟิล์ม จำกัด อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ดอกฟ้าในมือมาร ภาพยนตร์ไทยที่ได้รับทุนจากประเทศเนเธอร์แลนด์อรรถพร ไทยหิรัญ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง คนจรฯลฯนวจุล บุญพรรคนาวิก ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา และเคยได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากการประกวดครั้งที่ 1ซึ่งผลการตัดสินปรากฎว่าใน รางวัลรัตน์ เปสตันยี มีภาพยนตร์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 7 เรื่อง ประกอบด้วย
เรื่องส่วนตัว โดย Paranoid Team
My Story โดย ทรงพล ชาญใช้จักร
มอเตอร์ไซค์ โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์
ใกล้เกลือกินด่าง โดย คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน
ภารกิจใหญ่ของเด็กชายมะอึก โดย พีระศักดิ์ ศักดิ์ศิริ
The Truth โดย มนตรี แซ่โล่
เมืองมายา กรุงธิดา โดย ลี ชาตะเมธิกุล รองชนะเลิศ รางวัลรัตน์ เปสตันยี
My Story โดย ทรงพล ชาญใช้จักร
เมืองมายา กรุงธิดา โดย ลี ชาตะเมธิกุล รางวัล รัตน์ เปสตันยี ประจำปี พ.ศ. 2543 ได้แก่ มอเตอร์ไซค์ โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์รางวัลช้างเผือก ภาพยนตร์ที่เข้ารอบสุดท้ายจำนวน 7 เรื่อง ได้แก่
เด็กชายปถม โดย บุญฤทธิ์ นิตยแสวง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ปลาทองตัวสุดท้าย โดย ณัฐวุฒิ สงชูวงศ์ และนภัส ดีประหลาดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
หลวงตา โดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ มหาวิทยาลัยรังสิต
บรรจุกระป๋อง โดย จันทิรา สมบุญเกิด จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ทา-สี โดย เกียรติศักดิ์ วิริยะกระษาปณ์ มหาวิทยาลัยรังสิต
เด๊ด-สติ-หนี้ โดย วรวิทย์ ขัตติยโยธิน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ก่อน โดย อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความนัยของถุงเท้าขาวและกุหลาบแดง โดย ทิวา เมยไธสง มหาวิทยาลัยรังสิต รองชนะเลิศ รางวัลช้างเผือก
เด็กชายปถม โดย บุญฤทธิ์ นิตยแสวง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ทา-สี โดย เกียรติศักดิ์ วิริยะกระษาปณ์ มหาวิทยาลัยรังสิต รางวัล ช้างเผือก ประจำปี พ.ศ. 2543 ได้แก่ หลวงตา โดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ มหาวิทยาลัยรังสิต และ รางวัลวิจิตรมาตรา ที่คัดเลือกโดยคณะกรรมการของมูลนิธิหนังไทย ได้แก่
บรรจุกระป๋อง โดย จันทิรา สมบุญเกิด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กาล โดย อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รางวัล The Competition สำหรับการถ่ายภาพที่สนับสนุนเรื่องได้ดีที่สุด ตัดสินโดย สุรพงษ์ พินิจค้า นักสร้างภาพยนตร์อิสระ และผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง หลวงตา ถ่ายโดย ธาม รินวิไลรักษ์ มหาวิทยาลัยรังสิต รางวัลนี้เป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้ถ่ายภาพยนตร์นักศึกษาที่ถ่ายด้วยฟิล์มโกดัก ซึ่งจะตัวแทนไปแข่งขันระดับภูมิภาคต่อไป รางวัลปยุต เงากระจ่าง ทางคณะผู้จัดงาน ได้รับเกียรติจาก ปยุต เงากระจ่าง เป็นกรรมการในการตัดสิน มีภาพยนตร์ที่เข้ารอบสุดท้าย จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่
ห้ามปิดประกาศ โดย ฉันทนา วิริยะไกรกุล
เงาของพ่อ โดย ธรวิชญ์ พานิชรุทติวงศ์
Nitade Park โดย อภิชญ์ บุศยศิริ รางวัลปยุต เงากระจ่าง ประจำปี 2543 ได้แก่ เงาของพ่อ โดย ธรวิชญ์ พานิชรุทติวงศ์
ปิดงานเทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 4“หลวงตา” ภาพยนตร์สั้นของนักศึกษา ม.รังสิต คว้ารางวัลช้างเผือก“มอเตอร์ไซด์” ภาพยนตร์รางวัลรัตน์ เปสตันยีงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 4 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิหนังไทยในพระอุปถัมถ์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ที่มีการเริ่มงานตั้งแต่วันที่ 11-17 สิงหาคมที่ผ่านนั้น โดยได้รับเกียรติจากท่านผู้หญิงหม่อมอุบล ยุคลเป็นประธานเปิดงาน ที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน และมีการประกาศผลรางวัลภาพยนตร์ที่ส่งเข้าประกวดในวันที่ 16-17 สิงหาคม ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งคณะกรรมการตัดสินในปีนี้ประกอบด้วยยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ น้ำพุ คู่กรรม ยุวชนทหาร ฯลฯม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล ผู้อำนวยการสร้าง บริษัทไฟร์เครกเกอร์ ฟิล์ม จำกัด อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ดอกฟ้าในมือมาร ภาพยนตร์ไทยที่ได้รับทุนจากประเทศเนเธอร์แลนด์อรรถพร ไทยหิรัญ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง คนจรฯลฯนวจุล บุญพรรคนาวิก ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา และเคยได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากการประกวดครั้งที่ 1ซึ่งผลการตัดสินปรากฎว่าใน รางวัลรัตน์ เปสตันยี มีภาพยนตร์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 7 เรื่อง ประกอบด้วย
เรื่องส่วนตัว โดย Paranoid Team
My Story โดย ทรงพล ชาญใช้จักร
มอเตอร์ไซค์ โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์
ใกล้เกลือกินด่าง โดย คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน
ภารกิจใหญ่ของเด็กชายมะอึก โดย พีระศักดิ์ ศักดิ์ศิริ
The Truth โดย มนตรี แซ่โล่
เมืองมายา กรุงธิดา โดย ลี ชาตะเมธิกุล รองชนะเลิศ รางวัลรัตน์ เปสตันยี
My Story โดย ทรงพล ชาญใช้จักร
เมืองมายา กรุงธิดา โดย ลี ชาตะเมธิกุล รางวัล รัตน์ เปสตันยี ประจำปี พ.ศ. 2543 ได้แก่ มอเตอร์ไซค์ โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์รางวัลช้างเผือก ภาพยนตร์ที่เข้ารอบสุดท้ายจำนวน 7 เรื่อง ได้แก่
เด็กชายปถม โดย บุญฤทธิ์ นิตยแสวง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ปลาทองตัวสุดท้าย โดย ณัฐวุฒิ สงชูวงศ์ และนภัส ดีประหลาดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
หลวงตา โดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ มหาวิทยาลัยรังสิต
บรรจุกระป๋อง โดย จันทิรา สมบุญเกิด จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ทา-สี โดย เกียรติศักดิ์ วิริยะกระษาปณ์ มหาวิทยาลัยรังสิต
เด๊ด-สติ-หนี้ โดย วรวิทย์ ขัตติยโยธิน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ก่อน โดย อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความนัยของถุงเท้าขาวและกุหลาบแดง โดย ทิวา เมยไธสง มหาวิทยาลัยรังสิต รองชนะเลิศ รางวัลช้างเผือก
เด็กชายปถม โดย บุญฤทธิ์ นิตยแสวง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ทา-สี โดย เกียรติศักดิ์ วิริยะกระษาปณ์ มหาวิทยาลัยรังสิต รางวัล ช้างเผือก ประจำปี พ.ศ. 2543 ได้แก่ หลวงตา โดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ มหาวิทยาลัยรังสิต และ รางวัลวิจิตรมาตรา ที่คัดเลือกโดยคณะกรรมการของมูลนิธิหนังไทย ได้แก่
บรรจุกระป๋อง โดย จันทิรา สมบุญเกิด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กาล โดย อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รางวัล The Competition สำหรับการถ่ายภาพที่สนับสนุนเรื่องได้ดีที่สุด ตัดสินโดย สุรพงษ์ พินิจค้า นักสร้างภาพยนตร์อิสระ และผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง หลวงตา ถ่ายโดย ธาม รินวิไลรักษ์ มหาวิทยาลัยรังสิต รางวัลนี้เป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้ถ่ายภาพยนตร์นักศึกษาที่ถ่ายด้วยฟิล์มโกดัก ซึ่งจะตัวแทนไปแข่งขันระดับภูมิภาคต่อไป รางวัลปยุต เงากระจ่าง ทางคณะผู้จัดงาน ได้รับเกียรติจาก ปยุต เงากระจ่าง เป็นกรรมการในการตัดสิน มีภาพยนตร์ที่เข้ารอบสุดท้าย จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่
ห้ามปิดประกาศ โดย ฉันทนา วิริยะไกรกุล
เงาของพ่อ โดย ธรวิชญ์ พานิชรุทติวงศ์
Nitade Park โดย อภิชญ์ บุศยศิริ รางวัลปยุต เงากระจ่าง ประจำปี 2543 ได้แก่ เงาของพ่อ โดย ธรวิชญ์ พานิชรุทติวงศ์
Me and You and Him and Our Love
ผมกำลังมีprojectหนังสั้นเรื่อง Me and You and Him and Our Love ครับเป็นหนังสั้นที่เกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่มีภรรยาอยู่แล้วแต่เค้ากลับไปชอบกับผู้ชายอีกคนคาดว่าจะถ่ายทำประมาณปลายเดือนสิงหาคม ในกรุงเทพ ถ่ายทำประมาณ 3วันคิดว่าจะทำส่งประกวดเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศผมหานักแสดงนำชายอายุระหว่าง 30-35 ปี หน้าตาดูดีมีcharacter (มีบทEroticชายกับชายนิดหน่อยครับ)ถ้าสนใจผมจะส่งบทไปให้ดูก่อนครับและเนื่องจากหนังสั้นเรื่องนี้ใช้ทุนส่วนตัวทำซึ่งมีอยู่ไม่สูงมาก จึงมีค่าตอบแทนให้แค่ค่าเดินทางครับประวัติคร่าวๆของผมเผื่อเป็นส่วนในการตัดสินใจร่วมงานกันครับตอนนี้ผมทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับFreelance งานโฆษณาต่างประเทศ MV และภาพยนตร์ผลงานที่ผ่านมาคร่าวๆ- หนังสั้นเรื่องTake Fire(1997) ได้เข้าฉายในงานSingapore Film Festival- ผู้ช่วยผู้กำกับ4 ภาพยนตร์ไทยเรื่อง "เพื่อเพื่อน เพื่อนฝัน เพื่อวันเกียรติยศ"- ผู้ช่วยผู้กำกับ1 ภาพยนตร์ไทยเรื่อง "Ghost Game" (ล่า ท้า ผี)- ผู้ช่วยผู้กำกับงานโฆษณา เช่น Garnier ของ จางซิยี่, Calgate version HongKongที่มาถ่ายเมืองไทยเกือบทุกตัว เป็นต้นและปีนี้ผมได้รับทุนอบรมภาพยนตร์กับPusan Film Festival ที่Korea ซึ่งคิดว่าจะเอาหนังเรื่องนี้ไปอวดที่Festivalด้วยครับถ้าสนใจร่วมงานกันส่งรูปถ่ายและประวัติคร่าวๆมาที่ babyboydsiren@gmail.com นะครับ ขอบคุณครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)






