Saturday, 24 November 2007

Creative at Large TBWA\Asia Pacific


Creative at Large TBWA\Asia Pacific

John Merrifield Quite a number of people have taken to calling AdFest the Cannes of Asia. Isn't that setting the sights a bit low?Let's take a look at the two and see how they stack up. Hell, since this is advertising and we're into scoring things, let's make it a competition.Nice weather and a sandy beach: Evens (depends on whether you're a tropical or temperate junkie)Delegates from numerous points of the compass: Cannes (just)Percentage of men behaving badly: AdFestPercentage of Japanese men behaving badly: AdFest x 2Likelihood of bumping into Russian mobster spreading largesse: AdFestDrive pasts by Arab oil money compensating for small willy's: CannesMultimillion-dollar floating cocktail cabinets: CannesGrace and charm of restaurant personnel: AdFest x 3Chances of festival draining annual entertainment budget: CannesLadies of negotiable virtue with penchant for leopard-print undergarments: AdFest Ladies of negotiable virtue with penchant for leopard-print undergarments who just happen to be mother and daughter: CannesPercentage of shortlist to have never actually run: AdFest (just)Impartial judging: (obviously a trick question) Ability of trophies to be singled out by airport security in hand luggage: CannesAbility of trophies to be surprisingly robust Petanque substitutes: AdFestThere you have it. AdFest larges it over Cannes by a score of two to one. Perhaps the question people should really be asking is whether Cannes is the AdFest of Europe? Of course, the one thing lowering the curve is the fact that Cannes also has separate film and porn festivals.Vinit? Jimmy?I think we've just cracked the next ten years.

1948 Mum Deodorant Casablanca : Classic TV Commercial

1948 TV ad for Mum Deodorant. With a Casablanca flavor. View thousands more vintage ads at www.adclassix.com.



Monday, 19 November 2007

Divorced Barbie

Not so new but still good….

> Divorced Barbie
>
> One day a father gets out of work and on his way home he suddenly
> remembers that it's his daughter's birthday. He pulls over to a toy shop
> and asks the salesperson, 'How much for one of those Barbie's in the
> display window?'
>
> The salesperson answers, 'Which one do you mean, sir? We have:
> Work Out Barbie for $19.95,
> Shopping Barbie for $19.95,
> Beach Barbie for $19.95,
> Disco Barbie for $19.95,
> Ballerina Barbie for $19.95,
> Astronaut Barbie for $19.95,
> Skater Barbie for $19.95,
> and Divorced Barbie for $265.95'
>
> The amazed father asks: 'You what?! Why is the Divorced Barbie $265.95
> and the others only $19.95?'
>
> The annoyed salesperson rolls her eyes, sighs, and answers: 'Sir...,
> Divorced Barbie comes with: Ken's Car, Ken's House, Ken's Boat, Ken's
> Furniture, Ken's Computer and ... one of Ken's Friends.'

ก็พี่..เป็นพี่ของผมนี่ครับ

No matter how busy you are now,please spend a few minutes read through this mail. It might cheer you up.

And you may agree with me that the world is not that bad.


And don't be too shy to cry....



--------------------------------------------------------------------------------






ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี



วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ

ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง

พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

'ใครขโมยเงินไป' พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า

'ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ'

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น

ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

'ผมขโมยเองครับ'

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง

พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด

จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

และด่าว่าน้องชายของฉัน

' ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแ กจะทำชั่วอะไรอีก

แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย'


คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้

หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด

แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

' พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว'

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้

ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป

แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...



เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น

เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย

ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน

ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

' ลูกเราทั้งคู่เรียนดีมากนะ'

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า

'แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน'

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

' ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว'

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

'ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้

ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน

พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้'

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ

ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ

ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

' ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้'

แต่ในขณะเดียวกัน

ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้



วันต่อมาในตอนเช้ามืด

น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

ขณะฉันกำลังหลับ

' พี่ครับ การจะเข้ามหาวิท ยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....

ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่'

ฉันนั่งอยู่บนเตียง

อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......

ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....



ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน

รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น

กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......

ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก

เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า

'มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ'

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???

ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
...

ฉันถามเขาว่า

'ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ'

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า

'ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ

ก้อได้หัวเร าะเยาะพี่กันพอดี'

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง

และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

' พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง

เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม'

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน

แล้วพูดว่า

'ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง'

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี



วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

ฉันสังเกตเห็นว่า

หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

'แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก

เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ'

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า

' แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก

วันนี้เค้าขอเลิกงา นเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ

น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ'

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด 'เจ็บมากไหม'

ฉันถาม

'ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ

มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ

และ...'

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด

เพราะฉันหันหน้าหนีเขา

น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

'เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ'

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...



หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อออกไปแล้ว

ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...

เขาบอกกับฉันว่า

'พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง'



สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล

น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

' ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!

ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้

ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง'

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด

ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

'พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขย เพิ่งจะได้เป็นประธาน

ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ

คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด'

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

ฉันบอกกับน้องว่า

'แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่...'

'ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ'

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...



เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี

เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

' ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้'

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล 'พี่สาวของผมครับ'

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้....


'ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม.

เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง

พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง

และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้าง เดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว

เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น

ผมสาบานกับตัวเอง

ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี

และจะทำดีกับเธอ'

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......

'ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ'

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้

น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...






จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ

วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ

พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม


จบบริบูรณ์....





ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

'ซัมซุง'

Thursday, 8 November 2007

“ทำดีให้พ่อดู” ..... แค่คิดก็ดีพอแล้ว?

“ทำดีให้พ่อดู” ..... แค่คิดก็ดีพอแล้ว?
(Forward mail)

มีไม่ถึง 1% ของจำนวนประชากรกว่า 64 ล้านคนที่มีอายุเกิน 80 ปี
และนั่นหมายถึงว่าเกือบทุกคนในประเทศไทยเกิดและเติบโตขึ้นมาใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้มาโดยตลอด
เมื่อตอนยังเล็ก เราถูกสั่งสอนให้กราบถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ ยืนถวายความเคารพเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี เข้าแถวรับเสด็จเมื่อขบวนรถพระที่นั่งผ่าน ตอนนั้น เราอาจจะยังไม่รู้ว่าทำไปทำไม รู้แต่เพียงว่าเป็นสิ่งที่ “ต้อง” ทำ และ “ควร” ทำเท่านั้น

พอเราเติบโตขึ้น เราก็จะได้ทราบถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านผ่านสื่อต่างๆ น้อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นพระองค์ท่านในฉลองพระองค์สง่างดงามเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ส่วนใหญ่แล้วเราจะคุ้นตากับการเห็นพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปตามที่ทุรกันดารทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อทรงแนะแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ นานา

และเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติวิปโยคที่คนไทยหันมาทะเลาะฆ่าฟันกันเอง ก็มีแต่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ที่ทรงเป็นที่พึ่งเดียวและเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน และทุกครั้ง ปัญหาต่างๆ ก็จะถูกขจัดปัดเป่าไปได้สิ้น

เราเคยชินกับภาพเหล่านั้น กับความรู้สึกเคารพเทิดทูนบูชาเช่นนั้นมาตลอดกว่า 60 ปี จนบางครั้งเราลืมความเป็นจริงที่โหดร้ายไปบางอย่าง

ความจริงที่ว่า พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของเราไม่ใช่ “เทพ”

ความจริงที่ว่าพระองค์ท่านก็เป็น “มนุษย์”

ความจริงที่ว่า “มนุษย์” มีทุกข์มีสุขได้ มีรัก โลภ โกรธ หลง ได้ และมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้เช่นกัน


ลึกๆ ในใจของเราก็คงรู้กันดีอยู่แล้วว่า พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงตรากตรำทำงานหนักกว่าใครทั้งสิ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ทรงต้องแบกทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ และทรงพระชราภาพลงไปเรื่อยๆ

แล้วเราก็ใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์ จุดเทียนชัยถวายพระพร ร้องเพลงสดุดีมหาราชาและถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะเป็นคนดี จะทำความดีเป็นราชสักการะบูชาสำหรับพระมหากษัตริย์ของเรา

“ทำดีให้พ่อดู” กลายเสมือนเป็นคำสวดที่ติดปากพวกเราทุกคนในปัจจุบันนี้ - บ้างก็จะไปปฏิบัติธรรมถวาย บ้างก็จะลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติดต่างๆ บ้างก็จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด บ้างก็จะเลิกโกงกินก้าวร้าวต่อกัน และบ้างก็จะอยู่อย่างพอเพียง

เราคิดดี เราพูดดี แต่เราได้ทำตามที่พูดแล้วหรือยัง?

เพราะถ้าทำ บ้านเมืองคงไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้

หากเราคิดดี พูดดี และทำดีก็จงทำเพื่อตัวคุณเอง
เพื่อครอบครัวของคุณ เพื่อสังคมของคุณ
และจงทำวันนี้

ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาเสียก่อน


“พ่อ” ดูเรามากว่า 60 ปี แล้ว ถ้าเรา “ทำดี” หรือทำหน้าที่ของเราได้อย่างที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้จริงๆ หรือลดทิฐิ จ้องแต่จะคอยจับผิดซึ่งกันและกัน “พ่อ” คงมีความสุขมากกว่าที่คนไทยทั้งประเทศจะมาร่วมใจกันทำดีเพื่อพ่อ- เพียงวันเดียว

ปารเมศร์ รัชไชยบุญ

Wednesday, 7 November 2007

ในหลวงทรงร้องไห้..อยากให้อ่านกันเยอะ

ไปอ่านเจอมา
จึงคิดว่าทุกคนควรจะอ่านและรีบสำนึกกันซะตอนนี้ในหลวงทรงร้องไห้

เมื่อวันที่ 8 มีนา ที่ผ่านมาผมได้ไปงานที่โรงเรียน
เหมือนเช่นทุกปีตอนกลับเดิน มาตามตึกยาวเพื่อจะกลับมาทางประตูด้าน เพาะช่าง
ยังไม่ถึงบริเวณเศาลหลวงพ่อปู่ พบอาจาร์ยท่านหนึ่งนั่งอยู่ จำได้ว่าเป็นอาจารย์สุธี ท่านเกษียณไปแล้ว
ไม่รู้ คุณรู้จักรึเปล่า กราบอาจารย์ท่านแล้ว สังเกตุเห็นว่าอาจารย์ร้องไห้อยู่

ท่านบอก เพิ่งได้พบกับรุ่นพี่ที่มาในงาน รุ่นที่เท่าไหรก้อไม่ได้ถาม เป็นนาย
ทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่าให้อาจารย์ฟังว่ า

...ในหลวงทรงร้องให้..

เห็นบ่อย ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ
ผมอยากจะ ตอบอาจารย์ไปว่าคงไม่หรอก
ถ้าคนไทย รู้จำคำว่าว่า'หน้าที่'มากกว่า"สิทธิ" เรา
เคยชินกับการเป็น..ผู้รับ...
จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้ให้...ให้มาตลอด
เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่
เราควรจะผู้ให้แก่พระองค์ท่านบ้าง...
ผมลาอาจารย์เรียบร้อยร้อย กลับไปตามตึกยาว ไปไหว้ พระผู้ให้กำเนิดโรงเรียน
อธิฐานขอให้พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมีแต่ความสุข
..ทรงมีพระพลานามัย ที่แข็งแรง...เพียงแค่ไม่อยากได้ยินว่า

..ในหลวงทรงร้องไห้ ความสุขของพระมหา กษัตริย์ หนึ่งปีที่ผ่านมา
เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ
หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของ
พระบาทพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาทีวันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธา
ในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเราได้ แสดงให้โลกได้เห็นว่ามี
ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อราชวงศ์ จักรี
และ พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย .....สิบสองปีที่ผ่านมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไปในขณะ
เดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน
เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรง
เยี่ยมพระราชชนนี ไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่
ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ ม้วนแผนที่กรุงเทพฯ
เพราะน้ำกำลัง ท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม? .....

34 ปีที่ผ่านมา วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516
เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น
นิสิตนัก ศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล
เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้น ตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุก
หย่อมหญ้า " คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง " คืนนั้น
สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสด
จากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุก
คนว่า "คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน"
และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน

มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า
"เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?"

ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้น
ใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานี
โทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น "SOUL OF THE NATION" หรือ"จิตวิญญาณของคนไทย
ทั้งชาติ" ยังจำกันได้ไหม? แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ เราสร้างค่านิยม
ผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด เราโกงทุกครั้งที่มี
โอกาส เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ "สิทธิ" แต่ลืมคำว่า "หน้าที่"
เรา กำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้ เราสร้าง "กฎหมู่" ให้เหนือ "กฎหมาย"
เราเดินขบวน ประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน
และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่ เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเรา จะทรงเสียพระทัยเพียงใด?

แล้วสิ่งที่เราทำไปในวันเฉลิมพระชนมพรรษาคือ อะไร

การที่เราใส่เสื้อเหลือง สายรัดข้อมือ ที่ว่า Long life The King เราทำเพื่ออะไร
มันเป็นแค่ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคุณรักพระมหากษัตริย์
เพียงใดเท่านั้นนะเหรอ 80 ชันษาของพระองค์ท่าน
หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่
จะได้พักเต็มที่ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงาน
หนัก แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอด
เวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์ พระองค์ต้องรับทุกข์
ของคนไทยทั้งชาติ ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ใน
พระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อม ด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหา
กษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความ พอเพียง
และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่?
หรือนี่คือ การแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา ?
ขอให้ทุกคนที่มีใจรักชาติบ้านเมือง
ของตนเองมีสายเลือดของความเปงไทยอยู่หรือมีจิตสำนึกที่ จะทำความดีกรุณาส่งต่อไป
เรื่อยๆเพื่อให้คนไทยได้รักชาติบ้านเมืองของตนเองซะทีขอขอบคุณ

มองโลกในแง่ดี และปฏิบัตดี

เพื่อนคือของขวัญ ผู้ซึ่งพยุงให้เรายืนขึ้นด้วยเท้า
เมื่อปีกของเราไม่รู้ว่าจะบินอย่างไร


มองโลกในแง่ดี และปฏิบัตดี
และขอขอบคุณสำหรับ....


สำหรับสามีที่นอนกรนทั้งคืน
เพราะนั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่บ้านกับฉัน ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่น


สำหรับลูกสาววัยรุ่นที่กำลังบ่นเรื่องล้างจานอยู่
เพราะนั่นหมายถึงเธออยู่บ้าน ไม่ใช่ที่ถนน


สำหรับภาษีที่ต้องเสีย
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีงานทำ


สำหรับข้าวของต่างๆ ที่ต้องคอยเก็บหลังงานปาร์ตี้
เพราะนั่นหมายถึงฉันถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง


สำหรับเสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกินไป
เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีกิน


สำหรับเงาที่คอยมองดูฉันทำงาน
เพราะนั่นหมายถึงฉัน กำลังได้รับแสงแดด


สำหรับพื้นที่ต้องคอยขัดถู และหน้าต่างที่ต้องทำความสะอาด
เพราะนั่นบ้านถึงฉันมีบ้านให้ดูแลรักษา


สำหรับคำบ่นต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาล
เพราะนั่นหมายถึงเรามีอิสระ ในการที่จะแสดงความคิดเห็น


สำหรับที่จอดรถที่อยู่ไกลสุดของลานจอดรถ
เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถเดินได้ และฉันมีรถ


สำหรับผ้ากองโตที่รอการซักรีด
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่


สำหรับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้นวัน
เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถทำงานหนักได้


สำหรับเสียงปลุกในทุกๆ เช้า
เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่


และสุดท้าย.......


สำหรับอีเมล์ที่ส่งมาหาฉันมากมาย
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเพื่อนๆ

ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา

เรื่องมีอยู่ว่า.....
ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา
เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทองม้วน
หนึ่งซึ่งมีราคาแพง


ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง
และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคาแพงนั้น
มาห่อกล่องของขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส

แต่กระนั้น...ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอในเช้าวันรุ่งขึ้น
และพูดว่า "นี่สำหรับพ่อค่ะ"


พ่อของเธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้


แต่แล้วความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งเมื่อ


เขาพบว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า
เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า


" ลูกไม่รู้จริงๆอย่างนั้นหรือว่าการจะให้ของขวัญใคร
มันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย? "


เด็กน้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา
และพูดว่า


" โอ...พ่อจ๋า มันไม่ใช่กล่องเปล่าเลย หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็ม "


ชายคนนั้นสะอึก ตัวชาด้วยความเสียใจ
เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น


เขาขอให้ลูกสาวยกโทษให้เขา
กับท่าทางโกรธเกรี้ยวเกินเหตุของเขา


ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิตลูก
สาวของชายคนนั้นไป


และว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่านั้น
ไว้ข้างเตียงตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว


และเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ
หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็น เขาจะเปิดกล่องใบนี้


เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่งจูบ
แล้วรำลึกถึงความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา

อย่าทิ้ง! บัตรเติมเงิน บัตรโทรศัพท์ บัตรคอนเสิร์ต ที่ท่านใช้แล้วมีค่า

อย่าทิ้ง! บัตรเติมเงิน บัตรโทรศัพท์ บัตรคอนเสิร์ต ที่ท่านใช้แล้วมีค่า

...ช่วยหนูได้พื้นฟูความพิการ
...ช่วยหนูได้มีกายอุปกรณ์
...ช่วยหนูได้มีสื่อในการเรียนรู้




“ โครงการบัตรเติมเงินช่วยน้อง ”

เป็นหนึ่งในโครงการ สะพานเชื่อมรัก...ถึงเด็กพิการ โยงความเอื้ออาทรจากคุณถึงเด็กพิการ รับบริจาคบัตรเติมเงิน บัตรโทรศัพท์ บัตรคอนเสิร์ต ที่ใช้แล้วเพื่อรวบรวมบัตรดังกล่าวจำหน่าย นำรายได้สนับสนุนโครงการ และเข้ากองทุนต่างๆ เช่น กองทุนฟื้นฟูพัฒนาเด็กพิการ กองทุนอุปกรณ์เครื่องช่วย โครงการพ่อแม่อุปถัมภ์ ฯลฯ

วัตถุประสงค์โครงการ

• เพื่อนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายบัตร ไปช่วยฟื้นฟูและพัฒนาเด็กพิการตามโครงการและกองทุนต่างๆ ของมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
• เพื่อรณรงค์ให้สังคม มีเจตคติที่ดีและมีส่วนร่วมสนับสนุนพัฒนาศักยภาพเด็กพิการ
• เพื่อเปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจทั่วไป หน่วยงาน องค์กร ต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในการระดมทุน สนับสนุนการดำเนินกิจกรรม และให้การช่วยเหลือเด็กพิการได้พัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพและอยู่ร่วมกับคนทั่วไปในสังคมได้อย่างปกติสุข

มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน มุ่งเน้นการฟื้นฟู พัฒนาสมรรถภาพเด็กพิการ แบบบูรณาการ อย่างต่อเนื่องโดยครอบครัวและชุมชน

สะพานเชื่อมใจ โยงใยความเอื้ออาทรจากคุณถึงเด็กพิการ
เพียงความเข้าใจและให้โอกาส สนับสนุนการฟื้นฟู พัฒนาสมรรถภาพเด็กพิการ

รูปแบบการรับบริจาคบัตรเติมเงิน บัตรโทรศัพท์ บัตรคอนเสิร์ต ที่ใช้แล้ว โดย

• ส่งทางไปรษณีย์ หรือมาบริจาคด้วยตนเองได้ที่
มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ 546 ลาดพร้าว 47 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

• ติดต่อเจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ให้ไปรับ ณ หน่วยงาน องค์กร ของท่าน โดยแจ้งความประสงค์มาที่มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ โทร. 0-2539-2916 , 0-2539-9706 , 0-2539-9958
.

คุณมีบัตรเติมเงินที่ใช้แล้วบ้างไหม?

ร่วมด้วยช่วยกันส่งบัตรเติมเงินใช้แล้วใบสองใบหรือหลายใบ

เพื่อนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายบัตรเติมเงิน บัตรโทรศัพท์ บัตรคอนเสิร์ตที่ใช้แล้ว ไปช่วยฟื้นฟูและพัฒนาเด็กพิการตามโครงการและกองทุนต่างๆ ของมูลนิธิเพื่อเด็กพิการกันนะ.

Nominated by UN as the best Poem of 2006 - Written by an African Kid

This poem was nominated by UN as the best
> poem of 2006, Written by an
> > African Kid
> >
> > When I born, I black
> > When I grow up, I black
> > When I go in Sun, I black
> > When I scared, I black
> > When I sick, I black
> > And when I die, I still black
> >
> > And you white fellow
> > When you born, you pink
> > When you grow up, you white
> > When you go in sun, you red
> > When you cold, you blue
> > When you scared, you yellow
> > When you sick, you green
> > And when you die, you grey
> >
> > And you calling me colored??

อาการอ่อนแรงพระวรกายด้านขวา

13 ตุลาคม 2550
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเข้ารับการรักษาที่
รพ.ศิริราชด้วยอาการอ่อนแรงพระวรกายด้านขวา ตรวจพบผิวพระสมองด้านซ้ายขาดเลือด
คณะแพทย์ถวายการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว
-ราชินี-พระบรมวงศานุวงศ์-และข้าราชการทยอยเข้าเฝ้าฯประชาชนห่วงใย


แถลงการสำนักพระราชวัง ฉบับที่ 1

ช่วงเช้าวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการพระวรกายด้านขวาอ่อนแรง
แพทย์ประจำพระองค์จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
พระราชวังดุสิต
ไปยังโรงพยาบาลศิริราชเพื่อถวายตรวจพระสมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
พบว่ามีผิวพระสมองด้านซ้ายขาดเลือดเล็กน้อย
คณะแพทย์จึงขอพระราชทานให้ประทับที่โรงพยาบาลเพื่อถวายพระโอสถรักษาและสังเกตพระอาการ
หลังจากถวายการรักษาประมาณ 8 ชั่วโมง ปรากฎว่าพระอาการอ่อนแรงของพระเพรา (ขา)
ดีขึ้น

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติ ศิริราชพยาบาลว่า
หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปถึงโรงพยาบาลศิริราช
ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ตลอดทั้งวัน ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์
และบุคคลสำคัญทยอยเข้าเฝ้าฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 14.00 น.
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จถึงโรงพยาบาลศิริราช และเสด็จกลับเวลา
16.00 น. ในเวลา18.20 น. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
เสด็จไปยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ นอกจากนี้ยังมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปพร้อม พ.อ.ท่านผู้หญิงจิตรวดี ภริยา พล.อ.อนุพงศ์
เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นพ.มงคล ณ สงขลา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางเข้าเฝ้าฯ

ทั้งนี้ตลอดช่วงเย็น
ได้มีประชาชนจำนวนมากไปเฝ้ารอแถลงการณ์จากสำนักพระราชวังด้วยความห่วงใย
รวมทั้งรอเฝ้าฯ รับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์

นางสาวสุนี ลาภล้ำเสาวภาคย์ อายุ 50 ปี กล่าวว่า
เดินทางไปทำธุระแถวโรงพยาบาลศิริราช และเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่นำแผงเหล็กไปกั้น
จึงสอบถามและทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร รู้สึกตกใจมาก
จึงไปเข้าเฝ้าฯเพื่อให้กำลังใจ และอยากให้พระองค์ท่านหายจากพระอาการประชวร
เชื่อว่าพระองค์ท่านจะไม่เป็นอะไร

เด็กชายภาคินัย เทวารัตน์ อายุ 12 ปี กล่าวว่า
เดินทางไปกับแม่เพื่อเยี่ยมป้าที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช
เมื่อทราบข่าวจึงไปเฝ้าฯ รับเสด็จ เพื่อเป็นกำลังใจให้พระองค์ท่าน
และหากจะมีการเปิดโต๊ะลงนามถวายพระพร ก็จะไปลงนามอีกครั้ง

สำหรับการถวายการรักษาพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล่าสุด คณะแพทย์
โรงพยาบาลศิริราช ได้ตั้งคณะกรรมการแพทย์ชุดพิเศษขึ้น 1 ชุด
เพื่อถวายการรักษาพระอาการอย่างใกล้ชิด

vitamin c vs shrimp ?

ไต้หวัน-- -- หญิงคนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว จากการชันสูตรศพเบื้องต้น ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ
ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี
ศาสตราจารย์ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างในกระเพาะ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน "ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า" ศาสตราจารย์ฟันธง
ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ"มันฆ่า" แล้วสารหนูมาจากไหน
ศาสตราจารย์กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น กินกุ้งโดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ
นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สารประกอบเดิมที่มีสูตรเคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไซด์ซึ่งมีพิษ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั้นเอง
พิษสารหนูจะทำให้การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลขัดข้อง เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด
เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง เพื่อความไม่ประมาท
เมื่ออ่านจบ โปรดส่งต่อไปยังญาติโยมเพื่อนฝูงด้วย

ชื่อเกาหลี ได้ชื่ออะไร แล้วเมล์มาบอกกันมั่งนะ

I. First Name :ชื่อเเรก ของคุณคือตัวเลขตัวสุดท้ายของปีเกิดของคุณ สมมุติว่าคุณเกิดวันที่ 05 กรกฎาคม 1988(ขอเป็น ค.ศ นะครับ) first name ของคุณก้อคือ Sung

- 0: Park
- 1: Kim
- 2: Shin
- 3: Choi
- 4: Song
- 5: Kang
- 6: Han
- 7: Lee
- 8: Sung
- 9: Jung

II. Second Name :ชื่อกลางของคุณดูได้จากเดือนเกิดของคุณ สมมุติถ้าเกิดเดือนตุลาคมก้จะมีชื่อ กลางว่า Eun

- 1: Yong
- 2: Ji
- 3: Je
- 4: Hye
- 5: Dong
- 6: Sang
- 7: Ha
- 8: Hyo
- 9: Soo
- 10: Eun
- 11: Hyun
- 12: Rae

III: นามสกุลของคุณดูได้จากวันที่วันเกิดของคุณ ถ้าคุณเกิดวันที่ 9 นามสกุลคุณก้อคือJae

- 1: Hwa
- 2: Woo
- 3: Joon
- 4: Hee
- 5: Kyo
- 6: Kyung
- 7: Wook
- 8: Jin
- 9: Jae
- 10: Hoon
- 11: Ra
- 12: Bin
- 13: Sun
- 14: Ri
- 15: Soo
- 16: Rim
- 17: Ah
- 18: Ae
- 19: Neul
- 20: Mun
- 21: In
- 22: Mi
- 23: Ki
- 24: Sang
- 25: Byung
- 26: Seok
- 27: Gun
- 28: Yoo
- 29: Sup
- 30: Won
- 31: Sub

เปิดโปงซ้อ7 !!!!!! ซ้อ7 คือ สันติ เสวตวิมล

เปิดโปงซ้อ7 !!!!!! ซ้อ7 คือ สันติ เสวตวิมล + ฝ่ายข่าวบันเทิงของผู้จัดการ (ไอ้ต่อพงษ์กับพวกพ้อง) พลัดกันเขียน โดยยุคแรก สันติจะเขียนเป็นส่วนใหญ่ต่อมาจึงได้มีการหมุนเวียนกัน กันคนจับได้ เมื่อก่อนสันติเคยเขียนอยู่ที่ไทยรัฐแต่โดนเฉดหัว จึงได้มาเข้าแกงค์ไอ้สนธิ ดังข้อความต่อไปนี้ "หากมองย้อนกลับมาดูที่ซ้อเจ็ด, ซ้อเจ็ดก็ไม่ได้เป็นคนที่ดี สะอาดสะอ้านอะไร เมื่อในอดีต คุณเคยมีอิทธิพลในหนังสือพิพม์ยักษ์ใหญ่หัวเขียวหน้าบันเทิง ดาราทั้งหลายที่อยากเกิดในวงการเช่น มรกต ดาวโป๊ ดาวยั่ว เด็กสาวที่อยากเป็นดาราแต่เป็นเด็กบ้านนอก เด็กเหนือ เด็กจากบนดอย...ถ้าอยากเป็นดารา ก็ต้องยอมนอนกับ"ซ้อเจ็ด" จากนั้น เด็กสาวเหล่านั้น ถึงจะได้รับการปลุกปั่นให้เป็นดารา โชคร้าย เมื่อหนังสื่อพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวเขียวเปลี่ยนยุค เนื่องจาก "ป๊ะกำพล"เสียชีวิต การจัดการในกองบรรณาธิการมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ โดยสราวุธ ซ้อเจ็ด เป็นอีกหนึ่งที่ถูกปฏิวัติ เพราะความเน่าเฟะ การใช้อิทธิพลจากการได้เป็นคอลัมนิสต์ในหน้าบังเทิงของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ สราวุธและอินทิรา อยากให้"ไทยรัฐ" เปลี่ยนจากหนังสือพิมพ์ภาพเน่าเละ หาความเชื่อถือไม่ได้ มาเป็นหนังสือพิมพ์ ที่ดี "กว่าที่เคยเป็นมา" ดังนั้นซ้อเจ็ด เลยต้องระเห็จจากไทยรัฐและมีชีวิตตกต่ำอยู่เป็นนาน หลายปี ระหว่างนั้นซ้อเจ็ด ป่วยหนัก...บารมีที่เคยมีหดหาย มีชีวิตแบบ Nobody และป่วยแทบใกล้ตาย? สนธิ ลิ้มทองกุล แห่ง นสพ.ผู้จัดการ หยิบยื่น "โอกาส" มาให้ซ้อเจ็ด ด้วยการเกื่อหนุนให้ได้มีโอกาสทำหนังสือพิมพ์บังเทิง"Tabloid" เป็นรายสัปดาห์ จากการเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ ทำให้ซ้อเจ็ด ได้มีโอกาส หาข่าวลึกลับใต้กระโปรงและกางเกงชั้นในของดาราชายหญิง ด้วยการทำหน้าที่แบบ paparacci เพราะฉะนั้น ซ้อเจ็ดจึงสามารถนำข้อมูลเชิงต่ำกว่าใต้สะดือ มาขาย และ ขยายผลในนามปากกาของ ซ้อเจ็ด และทำให้ web site ของ manager hit ติดลมบนไปทั้ง web site. ถ้าดู้จากเบื้องหลัง....เราควรจะเคารพในการทำงานของซ้อเจ็ดหรือไม่??? ในทางกฎหมายจะมีคำพูด คำพูดหนึ่งซึ่งเป็นหลักกฎหมายด้วย ก็คือคนที่มาศาลนั้น จะต้องมาศาลด้วยมือสะอาด เพราะฉะนั้น หากซ้อเจ็ดก็ไม่ใช่คนที่ดี สะอาด ซ้อเจ็ดก็ไม่ควรจะได้รับสิทธิและความไว้เนื้อเชื่อใจจากใครได้ เพราะเมื่อคุณด่าใคร คุณก็มีบาดแผลและชนักติดหลังที่เน่าเละ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเทียบกับกรณีของคุณคัทลียา ซ้อเจ็ดก็ไม่มีสืทธิไปด่าออกความเห็นเพราะคุณไม่มีสิทธิมาตั้งแต่ต้น ดิฉันไม่ใช่คนที่รับจ้างโพสต์ ไม่ใช่ดารา ไม่ใช่แฟนคลับ แตต่เป็นคนที่เคยอยู่ในวงการ ในช่วง "ที่คุณสันติ เสวตวิมล" ใหญ่คับวงการบันเทิง และไม่เคยชอบในวิธีการทำงานในฐานะนักข่าวบันเทิงและคอลัมนิสต์ของคุณ ที่สำคัญ ดิฉันมั่นใจว่า ข้อมูลเกี่ยวกับคุณดิฉันรู้จริง และแฉคุณได้ เพราะอิทธิพลของคุณและคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มันจะทำอะไรดิฉันแน่นอน โปรดอย่าลบความคิดเห็นของดิฉัน ถ้าคุณคิดว่า คุณแน่จริงและสะอาดจริง ซ้อเจ็ด คือ สันติ เสวตวิมล หรือแม่ช้อยนางรำ อดีตขาใหญ่แห่งไทยรัฐ ยุคที่คนอ่าน Sorjed ในวันนี้ บางคน อาจจะเพิ่งเกิดมาได้ขวบสองขวบ เลยไม่รู่ว่า ในอดีตที่ไทยรัฐ เขาเลวขนาดไหน ต้องลองไปถาม อรพรรณ พานทอง วัชรพล, สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ (ซ้อเจ็ดตั้งนามสกุลและชื่อใหม่ให้เธอ) สินจัย หงส์ไทย เปล่งพานิช มรกต มณีฉาย ดาราที่มาจากเผ่าทางภาคเหนือ... และ ฯลฯ บัดนี้ สันติ เสวตวิมล กำลังแก้แค้นมันเป็นการแก้แค้นย้อนหลัง ในช่วงที่ดาราเหล่านั้น ไม่มาพินอบพิเทา ยามเมื่อตน"เปิดโปงอีซ้อ 5555 ก๊ากๆๆๆๆๆๆ สะใจ

Corporate condoms ?

Advertising Joke
Imagine if major companies from all around the world started producing or sponsoring condoms. They would become fashionable and companies would probably advertise more openly.

* Nike Condoms: Just do it

* Toyota Condoms: Oh what a feeling

* Ford Condoms: The ride of your life

* Optus Condoms: Yes!

* Duracell Condoms: Keep going and going and going

* Pringles Condoms: Once you pop you can't stop

* Hyundai Condoms: All day, every day

* Tip Top Condoms: Good onya mum - (available in (Tasmania only)

* Panasonic Condoms: Even more than you expected

* VB Condoms: As a matter of fact, I've got one now

* Swan Lager Condoms: They said you'd never make it....

* Vegemite Condoms: Puts a rose in every cheek

* Levi Condoms: Do you fit the legend?

* Nescafe Condoms: It brings you together.

* Quicken Condoms: Quicken.Easy


The following brands would probably not sell very well.....

* AFL Condoms: I'd Like to See That

* Goodyear Condoms: If it only saves you once a year....

* RTA Condoms: Speed kills

* Nobby's Condoms: Nibble Nobby's Nuts

* Bolle Condoms: Put them on your face

* Aussie Homeloans Condoms: We'll save you

Monday, 5 November 2007

pablo Ruiz Picasso 1881-1973

อคาเดมิก อาร์ต และปิกาสโซ

ในปลายปี 1895 ปิกาสโซ ( pablo Ruiz Picasso 1881-1973) ได้วาดภาพใหญ่ชิ้นสำคัญชิ้นแรกของเขาที่ชื่อ"พิธีรับศีลครั้งแรก ( The First Communion)" เป็นภาพที่แสดงถึงเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา ที่ปิกาสโซได้รับ การแนะนำอย่างใกล้ชิดจากพ่อของเขา ( Don Jose Ruiz Blasco ซึ่งเป็น ศิลปินและครูสอนศิลปะ) และหวังในตัวลูกชายว่าจะเติบโตในเส้นทางศิลปินได้ สิ่งที่พ่อของเขาสอนให้มีจิตสำนึกในการเป็นศิลปินนั้น ก็คือบทเรียนทั่วไป ที่ใช้สอนในสถาบันศิลปะ ที่มักใช้บทเรียนแบบเดียวกันหมด คือให้นักเรียนใส่ใจ
กับเรื่องราวที่ถ่ายทอดลงในงานศิลปะนั้นที่มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา นิยาย หรือความเชื่อต่างๆ หรือเหตุการณ์ทั่วๆไป ที่ภาพจะต้องกำหนดรายละเอียดต่างๆ
อย่างชัดแจ้ง บทเรียนนี้ในสถาบันศิลปะเรียกว่า อะคาเดมิก อาร์ต (Academic Art)
ความคิดเห็นในยุคนั้นก็ยังคงความเชื่อเดิมๆที่ต้องทำศิลปะในแบบ คลาสสิกเท่านั้น ที่เป็นรากฐานสำคัญให้กับสถาบันของอคาเดมิก อาร์ต จึงจะเข้าถีงในจิตใจ ของผู้คน อย่างแท้จริงได้ เขาทำตามคำแนะนำของพ่อ จึงเลือกวิธีการทางศิลปะแบบอคาเดมิก อาร์ต นี้ในการสร้างงานศิลปะชิ้นใหญ่ชิ้นแรกในชีวิตการเป็นศิลปินนักวาดของเขา ปี 1897 ปิกาสโซวาดภาพใหญ่ชิ้นที่สองชื่อ "ศาสตร์กับความการุญ( Science and Charity)"ในกรุงมาดริด ซึ่งเขาศึกษาอยู่ที่ รอยัล อคาเดมี แห่ง ซาน เฟอร์นานโด แต่เขาเรียนอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออกในปลายปีนั้นเพราะป่วย










ภาพการรับศีลครั้งแรก(First Communion) วาดปี1895-96

ภาพวาดชิ้นนี้ เขาก็ยังคงใช้เทคนิคทำงานเขียนแบบอคาเดมิก อาร์ต เขาส่งงานเข้าแสดงงานศิลปะใน กรุงมาดริด และยังส่งไปแสดงที่มาลากา ที่เป็นบ้านเกิดอีกด้วย ซึ่งที่มาลากางานของเขาได้รับรางวัลเหรียญทองด้วย งานชิ้นนี้เขาวาดขณะมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ทำให้เป็นที่เข้าใจกันว่า เขาเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุด และสดที่สุดในบาร์เซโลนา ที่หาญกล้าทำงานชิ้นใหญ่ก่อนศิลปินรุ่นพี่ๆที่ร่วมศึกษาศิลปะในยุคสมัย เดียวกัน ซึ่งอาจหมายรวมถึงทั่วโลกด้วย ที่ผู้คนเข้าใจกันว่า ปิกาสโซ คือศิลปินผู้สร้างงานอันสมบูรณ์ออกมาด้วยวัยวุฒิที่น้อยที่สุด
ที่กรุงมาดริด ปิกาสโซเริ่มได้รับความสำเร็จขณะที่อายุยังน้อย โดยใช้วิถีชีวิตแบบศิลปินจัดแสดงภาพวาดที่ร้าน The Four Cats โดยมีภาพแสดงถึง 150 ภาพ และที่ร้านแห่งนี้เอง เขาได้รู้จักกับพวกศิลปินและแนวทางศิลปะรูปแบบใหม่จากฝรั่งเศสและเรื่องราว เกี่ยวกับปารีส เรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติทางศิลปะ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะ หันเหแนวทางการทำงานศิลปะให้เป็นยุคใหม่
มากกว่าที่จะเดินตามรอย อคาเดมิก อาร์ต ในแบบที่ซึมซับมาจากบทเรียนของพ่อ
ปิกาสโซ ได้เดินทางไปปารีสในปีค.ศ. 1900 และนั่นเป็นสาเหตุทำให้พ่อของเขาไม่พอใจ เนื่องจากเขาหวังว่าปิกาสโซจะดำเนินชีวิตศิลปินที่ถูกหลัก ถูกทางตามจารีตของศิลปินผู้มีสถาบัน ไม่ใช่ศิลปินแบบโบฮีเมียน (Bohemian) หรือคนนอกรีตแบบที่เขากำลังมุ่งเป้าไป

สำหรับ อคาเดมิก อาร์ต ในการศึกษาศิลปะของประเทศไทยนั้น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ชลูด นิ่มเสมอ ได้กล่าวไว้โดยย่อคือ เมื่ออาจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมในพ.ศ. 2505 ไปแล้ว มีบางคนพูดว่า ศิลปะร่วมสมัยของไทยได้ก้าวออกจากยุคศิลปะอะคาเดมิคแล้ว ดูเป็นทำนองว่าถ้าอาจารย์ศิลป์ยังอยู่ ศิษย์ทั้งหลายของท่านจะต้องทำงานแบบอะคาเดมิคอยู่ต่อไปอีก ท่านได้ชี้
แจงว่าความหมายของอะคาเดมิค ในทางศิลปะมี 2 อย่างคืออย่างแรก เป็นหลักสูตรและวิธีการศึกษาศิลปะที่ทำกันอยู่ในอะคาเดมีต่างๆในยุโรปสมัย ก่อน คือกำหนดให้ศึกษาจากธรรมชาติ อย่างเคร่งครัด เป็นแบบแผน เป็นขั้นตอน ด้วยการฝึกเขียน ปั้นจากแบบปูนพลาสเตอร์ จากแบบเปลือย ฝึกการปั้นภาพนูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว ฝึกการระบายสีจากหุ่นนิ่ง จากแบบ ฝึก การเขียน หรือปั้นขนาดใหญ่เป็นต้น การศึกษาแบบนี้เรียกว่าศึกษาตามแบบที่อะคาเดมีเขาเรียนเขาสอนกัน อาจารย์ศิลป์ ท่านก็นำการศึกษาแบบอะคาเดมิคมาใช้ โดยเฉพาะในระดับอนุ-
ปริญญา
อย่างที่สองคือ งานศิลปะแบบอะคาเดมิค หรือ Academic Art นั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของงานประเภท Realistic ที่ถูกควบคุมโดยกฎเกณฑ์ของอะคาเดมิค อยู่ค่อนข้างเข้มงวด อะคาเดมีเหล่านี้ เริ่มมีขึ้นตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในอิตาลีส่วนมากจะมีอำนาจชี้ขาดความมีคุณค่า หรือไม่ของงานศิลปะของประเทศ รวมไปถึงการกำหนดสถานภาพของศิลปินด้วย

อะคาเดมิคที่มีชื่อได้แก่ London's Royal Academy of Art และ Paris's Academic des Beaux
Arts มีหน้าที่ให้การศึกษาและจัดนิทรรศการศิลปะกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นมีตั้งแต่ กำหนดความสำคัญลดหลั่นกัน ของเรื่อง ที่จะทำเช่น อันดับหนึ่งได้แก่จิตรกรรมเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องในพระคัมภีร์ และเทพนิยายกรีก ถัดมาได้แก่ภาพเหมือน และทิวทัศน์ที่สำคัญอันดับสุดท้ายได้แก่ หุ่นนิ่ง และศิลปะชีวิตประจำวัน รูปแบบของงานก็จะต้องถูกต้องตามธรรมชาติ ทุกอย่าง งานแบบนี้จึงเย็นชืด ไม่มีพลังการสร้างสรรค์ เพราะต้องทำตามคำสั่งทุกอย่าง แต่ในระยะต่อมาอิทธิพลของ
อะคาเดมีก็ลดน้อยลง เพราะทานต่อกระแสของความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ และในที่สุด Academic Art ก็มีความหมายไปทางลบ
ดังนั้น คำว่า Academic กับ Realistic จึงไม่เหมือนกัน อย่างแรกได้ชี้แจงไปแล้วอย่างหลังเป็นรูปแบบของ การสร้างสรรค์โดยใช้รูปทรงที่ยังดูรู้ว่าเป็นสิ่งใดอยู่ จะเหมือนของจริงมากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ จะตัดทอน จะทำให้เรียบง่ายเท่าไรก็ได้ ตราบที่ยังมีเค้าว่าเป็นรูปของสิ่งนั้น สิ่งนี้ ก็จัดเป็นงานแบบ Realistic ทั้งสิ้น คำนี้มักใช้ กับงานศิลปะที่ตรงข้ามของศิลปะนามธรรม กล่าวอย่างย่อก็คือ อาจารย์ศิลป์ ท่านสอนแบบอะคาเดมิค แต่ในงาน สร้างสรรค์ท่านจะสนับสนุนให้ทำแบบ Realistic ไปก่อน จนกว่าความจำเป็นของการแสดงออกมันจะนำไปสู่รูปแบบ นามธรรม หรือ Abstract เอง...

ศาสตร์และ ความการุณ(Science and Charity) วาดปี1897



ย้อนมายังปิกาสโซ ที่หันหลังให้กับ อะคาเดมิก อาร์ต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เพราะทานต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ เมื่อเขาได้ไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในขณะนั้นคือศูนย์กลางของศิลปะ ในยุโรปอย่างแท้จริง เขาตื่นตากับการได้ชมภาพเขียนของเหล่าศิลปินรุ่นพี่ เช่น ตูลูส โลเตรก (1864 – 1901) , เอดการ์ เดอการ์ ( 1834 - 1917 ) และ ปอล เซซานน์(1839 -1906) เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินแนวอิมเพรสชันนิสต์ที่ผันแนวทางสู่ศิลปะยุคใหม่ กรณี ตูลูส โลเตรก แม้ว่าจะมีช่วงชีวิตการทำงานศิลปะที่แสนสั้น แต่การทำงานของเขามีอิทธิพลต่อศิลปินในรุ่นถัดมา
อย่างมาก ความวิจิตรล้ำหน้าในงานของเขาได้เป็นแรงกระตุ้นอย่างมากต่อศิลปินทั้งหลาย โดยเฉพาะ ปิกาสโซ และศิลปินกลุ่ม Fauvists อย่างเช่น อังเดร เดอแรง และเฮนรี มาตีส ซึ่งพัฒนางานไป จนเป็นแนวของตนเอง
ปิกาสโซ ได้กล่าวว่า "ในปารีส ฉันเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่ศิลปินที่ยิ่งใหญ่อย่าง โลเตรก เป็น"สำหรับ ปอล เซซานน์ ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับว่าเป็น บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ ( The Father of Modern Art) ซึ่งในงานจิตรกรรมของเขา โดยเฉพาะชุดระยะหลัง ซึ่งแนวเนื้อหาและวิธีการมีความลึกซึ้ง ที่มีผลต่อศิลปะในศตวรรษที่ โดยเฉพาะศิลปินสำคัญหลายคนที่เปรียบได้กับเป็นตัวแทน ของงาน จิตรกรรมสมัยใหม่ อย่างเช่น โกแกง มาตีส ปิกาสโซ และบร็าค เป็นต้น



ปิกาสโซ ใช้ชีวิตศิลปินอยู่ในปารีส และสร้างงานในรูปแบบต่างๆ โดยได้รับอิทธิพลมาจาก ศิลปิน หลายๆคน และนับแต่ปี ค.ศ. 1907 เป็นต้นมา ภาพเขียนของเขาจะแหวกแนวออกมาอย่างสุดโต่ง เป็นที่ตกตะลึงแก่ผู้พบเห็น เขากล่าวว่า ภาพทุกๆภาพนั้น มาจากการกุขึ้น หรือโกหกทั้งสิ้น ศิลปะในสายตาของเขานั้นเป็นเรื่องโกหก เรื่องราวทุกเรื่องล้วนมาจากเรื่องที่ตกแต่ง หรือจินตนาการ ขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้น เราจะแต่งให้เรื่อง ให้รูปนั้นออกมาอย่างไรก็ได้

ภาพสาวงามแห่งอาวีญอง(Les demoiselles d' Avignon) ปี 1907
สีน้ำมันบนผ้าใบ 243.9 x 233.7 ซม.

เรียบเรียงและแปล โดย เสวก จิรสุทธิสาร


--------------------------------------------------------------------------------

เอกสารประกอบการเขียน

หนึ่งธิดา : ปาโบล ปิกาสโซ , สำนักพิมพ์พิราบ , กรุงเทพฯ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ชลูด นิ่มเสมอ : อาจารย์ศิลป์กับศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย, ปาฐกถา ครั้งที่ 8, อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), กรุงเทพฯ, 2546
Udo Felbinger : Henri de Toulouse – Lautrec, Konemann, Colongne, 1999
Nicola Nonhoff : Paul Cezanne, Konemann, Colongne, 1999

ทำไมช่องทีวีไม่มีเลขคู่??

คุณรู้มั้ย ทำไม ?? ทีวีไม่มี "เลขคู่"



ต้องทำความเข้าใจกับพื้นฐานเรื่องการรับสัญญาณโทรทัศน์ก่อน คือ การรับสัญญาณภาพซึ่งคล้ายกับการรับสัญญาณเสียง แต่การรับสัญญาณภาพมีรายละเอียดมากกว่า ยกตัวอย่าง เช่น การรับสัญญาณวิทยุจากปีกอากาศมีสัญญาณเครื่องส่งที่ส่งไปสะท้อนกับตึกหรือภูเขาแล้วกลับมาเข้าเครื่องสัญญาณมี 3 ทางด้วยกัน คือ เส้นทางที่ 1 จากเครื่องส่งตรงเข้าเครื่องรับ เส้นทางที่ 2 และ 3 จากเครื่องส่งไปสะท้อนกับตึกและภูเขา แล้วค่อยเข้าไปยังเครื่องรับ

ทั้งนี้ จะเห็นว่าระยะทางของคลื่นสะท้อนมีระยะทางมากกว่า จึงทำให้เดินทางไปถึงเครื่องรับช้ากว่า สมมุติว่าคลื่นตรงระยะทาง 20 กิโลเมตร และระยะทางคลื่นสะท้อนมีระยะทาง 25 กิโลเมตร การเดินทางของคลื่น 300,000 กิโลเมตร/วินาที ระยะทางที่เดินทางต่างกันน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของคลื่นที่เดินทาง แต่มนุษย์เราแยกไม่ออก เพราะเสียงที่สะท้อนและเข้ามาทีหลังมีสัญญาณที่คล้ายกัน

ขณะที่การรับสัญญาณภาพ หากมีคลื่นสะท้อนจะปรากฏเป็นภาพซ้อนขึ้น ซึ่งตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นการส่งและรับสัญญาณภาพจึงต้องจัดระบบและอุปกรณ์ในการรับสัญญาณที่มีทิศทางในการรับที่แน่นอน โดยต่อมาได้มีการพัฒนาระบบการรับของปีกอากาศในการรับในแบบทิศทางเดียว

และเพื่อป้องกันความสับสนในการรับส่งช่องสัญญาณ ประเทศไทยจึงปรับเปลี่ยนช่องสัญญาณใหม่จากส่งสัญญาณโทรทัศน์ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ผ่านความถี่ VHF แบ่งช่องสัญญาณออกมาเป็นช่องๆ คือ ช่อง 2 ความถี่ 47-54 MHz ช่อง 3 ความถี่ 54-61 MHz ถึงช่อง 5 ความถี่ 174-181 MHz

จะเห็นได้ว่าช่องสัญญาณแต่ละความถี่แบ่งออกเป็นแต่ละช่อง ช่องโทรทัศน์ก็เลยเอาชื่อของช่องผ่านความถี่ VHF ตั้งชื่อช่องโทรทัศน์ 3-5-7-9-11 ปัญหาก็คือเมื่อช่องต่างๆ จะส่งสัญญาณในต่างจังหวัดก็จะต้องมีการสลับช่องส่ง ช่อง 3 ในกรุงเทพฯ เมื่อออกต่างจังหวัดอาจต้องย้ายความถี่ไปส่งเป็นช่อง 6 ช่อง 7 กรุงเทพฯ อาจจะต้องย้ายไปส่งช่อง 12 จึงเกิดความสับสนว่าทำไมจูนความถี่ 224 MHz เป็นช่อง 12 แต่มีโลโก้ของช่อง 7 ออกมา

ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวไม่เกิดแล้ว เพราะโทรทัศน์ทุกวันนี้เป็นระบบ AUTO TONE ค้นหาช่องเอง และเรียงช่องให้อัตโนมัติ ถึงเวลาก็เปลี่ยนช่อง ไม่ต้องไปสนใจว่าความถี่อะไรเป็นช่องอะไร

ในปัจจุบันได้มีโทรทัศน์เพิ่มขึ้นมาอีกย่าน UHF ได้สัมปทานช่อง 29 (ITV หรือเดี๋ยวนี้คือ TITV) ความถี่ 534-542 MHz หากตั้งชื่อของช่องสถานีเป็นชื่อช่อง 29 คงจะปวดหัวน่าดู เฉพาะในกรุงเทพฯ ก็ส่งไป 3 ช่องความถี่ คงต้องมีการแจกเอกสารชี้แจงเรื่องความถี่ไม่ตรงกับชื่อช่องวุ่นวาย จึงมีการตั้งชื่อเองว่า ITV จะส่งช่องอะไรก็ได้ (ในช่วงแรกๆ ส่ง 3 ช่องสัญญาณ 26, 29, 34)

ขำขำ น่าคิด

1. คู่ต่อสู้ ศัตรูที่เราแสนเกลียด บางครั้งเราต้องกอดมันไว้ ไม่ใช่เพราะรัก
ก็แค่..หนีบหมัด ไม่ให้มันต่อยเราถนัดเท่านั้นเอง

2. ไม่มีอะไรบังคับให้มนุษย์อ้าปากค้าง ได้นานเท่ากับหมอฟัน

3. ผู้หญิงดีๆ หาง่าย ขึ้นอยู่กับว่า เรามีความดีพอที่จะดึงดูดเขามารึเปล่า

4. ถ้าเราสับสนในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ว่าเราควรจะทำอะไรต่อไป
ให้ถามตัวเองว่า...สิ่งที่เราทำอยู่มันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นรึเปล่า

5. เมื่อเราโกรธ เกลียดใครสักคนมากๆ ให้บอกตัวเราเองว่า
อายุเราสั้นเกินกว่าจะอยู่ด้วยความเกลียดชัง

6. ทุกครั้งที่ดูหนังในต่างประเทศ จะรู้สึกเหมือนขาดทุน
เพราะเราไม่ได้ยืนถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ และ เพลงสรรเสริญพระบารมี

7. วิธีเดียวที่จะแก้แค้นพวกอิจฉาริษยาได้คือ ทำงานดีๆ ประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไป
ไฟอิจฉาจะยิ่งเพิ่มในใจเขา จนก่อสารมะเร็งขึ้นมาฆ่าเขาเอง

8. เอดส์ป้องกันได้ ถ้าไม่ไปตรวจ

9. ประโยชน์ของการอกหัก ทำให้ฟังเพลงเพราะขึ้น
ประโยชน์ของความโกรธ ทำให้เคี้ยวมะม่วงได้ละเอียดขึ้น

10. อย่าเชื่อ...ใครบอกว่าเขาไม่เคยลืมตัว
ถ้าคนๆ นั้นยังเคยลืมกินยาหลังอาหาร

11. ชีวิตคู่ คือการยอมรับความเฮงซวยของฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด

12. เพลงอะไรก็ไม่เพราะ เมื่อเราดูดฝุ่น

พระเนตรขวาของในหลวง เรื่องที่่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

พระเนตรขวาของ ในหลวง ;... เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้
>
>
>
> พระองค์ทรงประสบอุบัติเหตุทาง รถยนต์
>
>
> ขณะทรงประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่ง
>
>
> ไปชนกับรถ บรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกกระเด็นเข้า
>
>
> พระเนตรข้างขวา พระอาการ สาหัส เมื่อตอนที่พระชนมายุ
>
>
> ครบ 20 พรรษา
>
>
>
>
> " ข่าวพาดหัวหนังสือ พิมพ์ใหญ่ๆ ซึ่งตีพิมพ์จำหน่ายใน
>
>
> กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ มีเนื้อข่าว
>
>
> ด่วนจากวิทยุ B.B.C. เมื่อ เวลา ๑๓.๐๐ น. แจ้งว่า
>
>
>
> " สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประสบ อุบัติ
>
>
> เหตุด้วยรถยนต์ ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ๆ เมืองโลซานน์ เมื่อ
>
>
> ค่ำวัน ที่ ๓ เดือนนี้ พระอาการค่อนข้างสาหัส "
>
>
>
> และหลังจากนั้นเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม มีรายงานข่าวจากการ
>
>
> ออกประกาศล่า ที่สุดของสถานีวิทยุบี.บี.ซี. เวลา ๑๔.๔๗ น.
>
>
> แจ้งว่า
>
>
>
> " พระอาการสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พ้นอันตรายแล้ว
>
>
> อย่างไรก็ดีราชเลขานุการแถลงว่าพระเนตรข้าง
>
>
> ขวาถูกเศษกระจกเข้าและยังไม่ทราบ ว่าอีกหลายวันสมเด็จ
>
>
> พระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงใช้พระเนตรข้างขวาได้หรือ ไม่ "
>
>
>
>
> หนังสือพิมพ์สยามนิกรฉบับวัน ที่ ๘ ตุลาคม ๒๔๙๑
>
>
> ลงพาดข่าวขนาดใหญ่ว่า
>
>
>
> " อาจ เสียพระนตร ใกล้พระเนตรขวาสาหัสที่สุด "
>
>
>
> หลังจากนั้นพระองค์ท่านทรง มีพระอาการแทรกซ้อนเรื่อง
>
>
> พระเนตรขวา ซึ่งแพทย์ถวายการรักษาอีกหลายครั้งก็ ไม่
>
>
> ดีขึ้น จึงได้ถวายการแนะนำให้พระองค์ทรงพระเนตร
>
>
> ปลอมในที่ สุด
>
>
>
> "... อาจจะเป็นเพราะว่าพระองค์ไม่อยากให้คนไทยเป็น
>
>
> ห่วงและวิตกใน พระองค์มากและบ้านเมืองขณะนั้นก็ไม่สู้
>
>
> จะเรียบร้อยนักทั้งปัญหาการเมืองใน ประเทศเองก็มาก
>
>
> เหมือนกัน ทรงเก็บความทุกข์ส่วนพระองค์ไว้ จากนั้นก็
>
>
> ทรง ใช้พระเนตรเพียงข้างเดียว ทรงศึกษาค้นคว้า อ่าน
>
>
> หนังสือต่างๆมากมาย เพื่อทรง งานของบ้านเมือง บำบัด
>
>
> ทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรของพระองค์มาตลอดระยะ เวลา
>
>
> 60 ปี "
>
>
>
>
> จากหนังสือ " บันทึกของพ่อ "
>
>
>
> ลองใช้มือข้าง หนึ่งยกขึ้นปิดตา แล้วจะรู้ว่ายากเพียงใดที่
>
>
> จะทำงาน
>
>
>
> นั่นคือความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของในหลวง
>
>
> เพื่อราษฎรที่ รักยิ่งของพระองค์
>
>
>
> ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืน นาน
>
>
>
> เมื่อทุกท่านได้อ่านแล้ว รู้สึกอย่างไรกันบ้าง
>
> ท่านลองหลับตาข้างขวา แล้วทำ งานดู
>
> จะรู้ ว่ามันยากลำบากสักเพียงไหน
>
>
> ไม่ใช่อะไร .... ที่ส่งบทความนี้มา
>
> เพียงเพื่ออยากเตือนสติ ทุก ๆ คนว่า
>
> ที่เราพูดกันปาว ปาว ว่ารักในหลวงนั้น
>
> เรารู้สึกกันจากใจ หรือไม่
>
> ที่เราใส่เสื้อเหลืองกันนั้น
>
> เพื่ออยากถวายความจงรักภักดี ต่อในหลวง
>
> จริง หรือไม่
>
>
> ตอนนี้ใน สังคม มีคนหลายกลุ่ม
>
> ต่างก็อ้างสิทธิ์อันชอบธรรม
>
> แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น
>
> รบรา ฆ่าฟัน
>
>
> ลองถามใจตัวเองดู
>
> ว่าสิ่งนั้น คุณทำเพื่อชาติ หรือเพื่อตัวเอง กันแน่...
>
>
> พอเถอะนะ... มองขึ้นไปยังเบื้องสูงบ้าง
>
> ว่า ณ เวลานี้
>
> พ่อหลวงของเรา จะรู้สึกอย่างไร
>
> ที่เห็นลูก ๆ ของท่าน รบราฆ่าฟันกันเอง เยี่ยงนี้
>
>
> หรือถ้าหากคุณคิดไม่ได้ จริง ๆ
>
> ก่อน กระทำการใด ๆ
>
> กรุณาถอดเสื้อเหลือง ออกซะก่อน เถิด นะ
>
> คิดซะว่า ประเทศชาติและคนหมู่มาก ที่ รักพ่อหลวง ขอร้อง

ครม.อนุมัติลดหย่อนภาษีหักค่าใช้จ่าย 60%

ครม.อนุมัติลดหย่อนภาษีหักค่าใช้จ่าย 60%

มีผลบังคับใช้แล้วค่ะ.
มนุษย์เงินเดือนเฮ ครม.อนุมัติลดหย่อนภาษีหักค่าใช้จ่าย 60% ( มีผลบังคับใช้ในปี 2550)
มนุษย์เงินเดือนเฮ ครม.อนุมัติ เพิ่มวงเงินหักลดหย่อยค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็น 60% แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท จากเดิม 40% แต่ไม่เกิน 6 หมื่น ผู้มีเงินเดือนต่ำกว่า 19,166 บาทต่อเดือนไม่ต้องเสียภาษี พร้อมออกตัวไม่ใช่นโยบายหาเสียงเป็นเรื่องที่สรรพากรหารือมานานแล้ว
ขอสรุปข้อมูลจาก Mai l มาเป็นการคำนวณภาษีเงินได้เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นค่ะ ว่ามีวิธีคำนวณการอย่างไรและมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราได้ประโยชน์อะไรบ้าง

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เดิม ( 15,833 / เดือน)
ใหม่( 19,166 / เดือน)

(1) เงินได้พึงประเมินทุกประเภทรวมกันตลอดปีภาษี
190,000.00
230,000.00

(2) หัก ค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด (ร้อยละ 40 ไม่เกิน 60,000.-)
60,000.00
100,000.00 ( ร้อยละ 60 ไม่เกิน 100,000.-)

(3 ) = (1)-(2) เหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย
130,00000
130,000.00

(4) หัก ค่าลดหย่อนต่าง ๆ (ลดหย่อนผู้มีเงินได้ 30,000.-)
30,000.00
30,000.00

(5 )= (3)-(4) เหลือเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ
100,000.00
100,000.00

(6) หัก ค่าลดหย่อนเงินบริจาค ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด
0.00
0.00

(7) = (5-6) เหลือเงินได้สุทธิ
100,000.00
100,000.00

นำเงินได้สุทธิตาม ( 7) ไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

จำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
0.00
0.00

( ผู้มีเงินได้เท่ากับหรือน้อยกว่า 19,166 ต่อเดือนหรือ 230,000 ต่อปี หักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนเพียง 2 รายการนี้เท่านั้น ก็ไม่ต้องเสียภาษีแล้ว)
สรุปผลประโยชน์ที่ได้รับ
ผู้ที่ต้องเสียภาษี 5% รายได้ ไม่ต้องเสียภาษี (เหมือนเดิม)
ผู้ที่ต้องเสียภาษี 10% รายได้ จะมีเงินเหลือจากการเสียภาษี

การสรุปข้อดี ข้อเสีย และคำเสนอแนะ

สรุปการทำงานใน 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา

วันนี้เป็นวันที่ทำงานมาครบ 3 อาทิตย์เต็ม ๆ แต่รู้สึกเหมือนผ่านการทำงานมานานแล้ว
เพราะมีอะไรที่ต้องทำและเรียนรู้เยอะแยะมากมาย จนบางครั้งจับต้นชนปลายไม่ถูกก็มีเหมือนกัน
ดังนั้น ขอสรุปความคิดเห็นแบบส่วนตัวโดยแบ่งเป็นข้อดี – ข้อเสีย – และข้อเสนอแนะค่ะ

หมายเหตุ : ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวจากสิ่งที่เคยประสบพบเจอมาเท่านั้น

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ

ข้อดี คือ
1. มีการทำงานที่เป็นระบบ โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านเมลล์ และใช้ Server ที่มีความไฮเทคสูง

ซึ่งทำให้ต้องปรับตัวกับระบบการทำงานและรายงานผลการทำงานทุกอย่างผ่านเมลล์มากพอสมควร

2. มี Director และ Executive Producer ที่เก่งและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เพราะถึงแม้การทำงาน

หรือการถ่ายทำจะติดขัด หรือมีปัญหาบ้าง แต่ผลงานสำเร็จที่ออกมาก็มีคุณภาพและมาตรฐานที่ดี

3. ทีมงานทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก

4. มีอุปกรณ์การทำงาน และระบบ Support การทำงานที่เยี่ยมมาก เช่น มีกล้องถ่ายหนังของตัวเอง / มีพาหนะสำหรับใช้งาน / มีกล้องภาพนิ่ง

ให้ใช้งานหลายตัวซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของการทำงานได้ดี ถึงแม้บางคนจะใช้งานแบบไม่ทะนุถนอมทำให้กล้องเสียหายบ้างก็ตาม

5. มีอาหารเลี้ยงทีมงานทั้งกลางวันและเย็น ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปทานอาหารข้างนอกซึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง และช่วยให้ทำงานได้เต็มที่

ที่สำคัญคือ SAVE ค่าครองชีพไปได้อีกส่วนหนึ่งด้วย



ข้อเสีย และปัญหา



1. การใช้เทคโนโลยีสื่อสารผ่านเมลล์ค่อนข้างเยอะ ทำให้การสื่อสารแบบตัวต่อตัวหรือประจัญหน้าถูกลดบทบาทไป

เป็นผลให้การสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในออฟฟิตดูเหมือนถูกลดบทบาทลงไปด้วย เช่น เมื่อมีปัญหาใหญ่ ๆ เกิดขึ้น

แทนที่จะรีบรายงานปัญหากับหัวหน้างานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งจะรวดเร็วกว่าการส่งเมลล์ หรือการแก้ปัญหาเอง

2. คิวงานการประชุมต่าง ๆ ที่อยู่ใน Calendar บางครั้งทีมงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในงานนั้น ๆ ไม่ได้ดู Calendar ให้ถี่ถ้วน ทำให้ลืมวัน – เวลาที่นัดประชุมได้

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ได้ให้ความสนใจกับคิวงานใน Calendar มากเท่าไหร่นัก เวลานัดหมายประชุมจึงต้องตามกันแล้วตามอีกจึงจะเริ่มประชุมได้

3. พนักงานพูดคุยกันน้อย เพราะจะใช้การสื่อสารผ่านเมลล์เป็นหลัก ( หรืออาจเป็นเพราะ ELE ยังไม่สนิทกับใครเท่าที่ควรด้วยค่ะ )

ทำให้ทุกคนไม่ค่อยถนัดพูดแต่ถนัดเขียนแทน สังเกตจากเวลาเข้าประชุม จะไม่ค่อยมีใครเสนอแนะความคิดเห็นกันเท่าไหร่นัก

( หรืออาจเป็นเพราะว่าการเตรียมการประชุม / การ Present งานดีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องก็เป็นได้ )

4. การมีพนักงานประจำงาน Production ค่อนข้างเยอะในหลายๆ แผนก ทำให้การทำงานของบางแผนกเป็นไปแบบเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไม่ค่อยมีความกระตือรือล้นเท่าที่ควร

โดยอาจเป็นเพราะไม่มีการเปรียบเทียบและแข่งขันกัน เหมือนการจ้าง Freelance เพราะถ้าจ้างแล้วทำงานไม่ดีเราก็จะไม่จ้างมาทำงานอีก

5. ในการลงทำงาน Production เมื่อพนักงานทำผิดพลาดแล้วโดนตำหนิหรือต่อว่า บางคนก็เก็บมาคิดมากมานั่งเครียด และน้อยใจว่าทำไมถึงถูกต่อว่าหรือถูกตำหนิ

แทนที่จะปรับปรุงแก้ไขสิ่งผิดพลาดให้ดีขึ้น และให้สิ่งผิดพลาดเป็นบทเรียนมากกว่าจะมานั่งเครียดและคิดมากอยู่คนเดียว หรือโกรธคนที่ตำหนิหรือต่อว่าตัวเอง

6. ขณะลง Production ในการถ่ายทำหนัง พบข้อผิดพลาดหลายอย่างที่ ELE เป็นคนดูแลและจัดการ เช่น งาน Lay_Smile ถ่ายที่ Main Stadium มธ.รังสิต

อาหารกล่องไม่เพียงพอสำหรับทีมงาน ซึ่งเนื่องมาจากการแจกข้าวกล่องให้ Extra 200 คนนั้น บางคนก็หยิบไป 2 กล่อง ทำให้ข้าวกล่องไม่พอจึงต้องเอาของทีมงานไปเสริม /

งาน AACP_Conductor ถ่ายที่ Bangkok City Tower ก็มีปัญหาเรื่องอาหารกองถ่าย ที่อาหารตักมีไม่เพียงพอสำหรับทีมงานทุกคน จึงต้องไปซื้อข้าวมาเพิ่ม

( ดังนั้น ต่อไปนี้เวลาสั่งจำนวนอาหารเช้ากับกลางวันสำหรับกองถ่าย อาจต้องเผื่ออาหารเยอะกว่าเดิมอีกหน่อย แต่ตอนเย็นไม่ต้องเผื่อแล้วเพราะอาหารจะเหลือทุกครั้ง )

7. ปัญหาที่พบอีกอย่าง คือ การเตรียมขนมและเครื่องดื่มให้ลูกค้า ต้องใส่ใจในรายละเอียดค่อนข้างมาก เช่น ลูกค้า Lay ห้ามซื้อมันฝรั่งยี่ห้ออื่นมาให้ลูกค้าเด็ดขาด

และอาจต้องศึกษาด้วยว่า สินค้าที่ลูกค้า Agency ดูแลอยู่นั้นมีสินค้าอะไรบ้าง จะได้ไม่ซื้อขนมหรือเครื่องดื่มที่เป็น Fighting Brand ทั้งหมด

( พี่ต้อยแนะนำว่า ให้พยายามซื้อขนมและเครื่องดื่มที่เป็นยี่ห้อของต่างประเทศ หรือที่เราไม่ค่อยรู้จักจะช่วย SAVE ตัวเราได้ดีที่สุด )



ข้อเสนอแนะ

1. เราควรสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในออฟฟิตบ้าง เช่น อาจมีการจัดประชุมพนักงานทุกแผนกกับผู้บริหาร อาจประชุมเป็นแผนกหรือรวมทั้งออฟฟิตก็ได้

โดยอาจจะให้ทุกวันเสาร์สิ้นเดือน เป็นวันประชุมออฟฟิต เพื่อสรุปการทำงานในแต่และเดือนถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข

ซึ่งการประชุมอาจจะทำให้พนักงานทุกคน เข้าใจในตัวองค์กรมากขึ้นกว่านี้ และการลาออกของพนักงานอาจจะลดน้อยลงกว่านี้ก็เป็นได้

2. ทุกวันเสาร์ หรือเวลาว่างตอนเย็น ๆ อาจจะจัดเป็นชั่วโมงการดูหนังอาทิตย์ละครั้ง โดยเลือกหนังที่น่าสนใจของหลาย ๆ ประเทศ มาดูร่วมกันในทีม Production

แล้วมาวิพากษ์วิจารณ์หนังที่ดูกัน ซึ่งจะเป็นการเปิดโลกทัศน์การดูหนังใหม่ ๆ แปลก ๆ ให้กับทีมงานมากขึ้น และอาจนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานด้วยก็ได้

3. แผนก Producer ต้องศึกษาลูกค้า Agency และลูกค้า Product ว่าสินค้าที่ Handle อยู่มีอะไรบ้างจะได้จัดเตรียมขนมและเครื่องดื่มได้ไม่ผิดพลาดค่ะ

( ซึ่ง ELE ก็กำลังเรียนรู้ในจุดนี้อยู่ค่ะ เพราะลูกค้ามักมีความ Sensitive ต่อ Band สูงมาก มีอะไรก็แนะนำได้เลยนะคะ )



…………………………………………………………………………ELE…………………………………………………………………………………

ขอตอบเป็นประเด็นๆไป....
ขอบคุณมากครับ ในความใจกว้างและมองโลกในแง่ดีของ ELE และกับ Report ฉบับนี้.....005

ข้อดี คือ



1. มีการทำงานที่เป็นระบบ โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านเมลล์ และใช้ Server ที่มีความไฮเทคสูง

ซึ่งทำให้ต้องปรับตัวกับระบบการทำงานและรายงานผลการทำงานทุกอย่างผ่านเมลล์มากพอสมควร

ในโลกทุนนิยม เราต้องแข่งขัน กับผู้คนมากมายกายกอง

2. มี Director และ Executive Producer ที่เก่งและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เพราะถึงแม้การทำงาน

หรือการถ่ายทำจะติดขัด หรือมีปัญหาบ้าง แต่ผลงานสำเร็จที่ออกมาก็มีคุณภาพและมาตรฐานที่ดี

อันนี้ ELE มองโลกในแง่ดีเกินไป....Director and Executive Producer ไม่ได้มีความสุขเลยกับการที่จะต้องมาแก้ปัญหา ทางตรงกันข้าม กับต้องทนกับสิ่งเหล่านี้ ก็คงซักระยะหนึ่ง ถ้าสามารถทนปัญหาได้

3. ทีมงานทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก

4. มีอุปกรณ์การทำงาน และระบบ Support การทำงานที่เยี่ยมมาก เช่น มีกล้องถ่ายหนังของตัวเอง / มีพาหนะสำหรับใช้งาน / มีกล้องภาพนิ่ง

ให้ใช้งานหลายตัวซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของการทำงานได้ดี ถึงแม้บางคนจะใช้งานแบบไม่ทะนุถนอมทำให้กล้องเสียหายบ้างก็ตาม

ของของบริษัท....คนส่วนใหญ่มักจะคิดแบบแถบสีแดง....หาใช้ปัญหาของตูไม่....

5. มีอาหารเลี้ยงทีมงานทั้งกลางวันและเย็น ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปทานอาหารข้างนอกซึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง และช่วยให้ทำงานได้เต็มที่

ที่สำคัญคือ SAVE ค่าครองชีพไปได้อีกส่วนหนึ่งด้วย

กองทัพเดินด้วยท้อง.....005

ข้อเสีย และปัญหา

1. การใช้เทคโนโลยีสื่อสารผ่านเมลล์ค่อนข้างเยอะ ทำให้การสื่อสารแบบตัวต่อตัวหรือประจัญหน้าถูกลดบทบาทไป
เป็นผลให้การสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในออฟฟิตดูเหมือนถูกลดบทบาทลงไปด้วย เช่น เมื่อมีปัญหาใหญ่ ๆ เกิดขึ้น
แทนที่จะรีบรายงานปัญหากับหัวหน้างานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งจะรวดเร็วกว่าการส่งเมลล์ หรือการแก้ปัญหาเอง
ร้อยพ่อพันแม่ ช่วงว่างระหว่างวัย การพูดคุยกันที่ไม่รู้เรื่อง......เลือกทางเมลล์เถอะ
ส่วนใหญ่ของปัญหาที่เกิดขึ้น ผมขออนุมานว่า ทีมไม่ทราบล่วงหน้าแล้วกัน ว่าปัญหาจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง.....
และภาวนาขออย่างให้เกิดขึ้นบ่อยๆ และติดๆกัน......
2. คิวงานการประชุมต่าง ๆ ที่อยู่ใน Calendar บางครั้งทีมงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในงานนั้น ๆ ไม่ได้ดู Calendar ให้ถี่ถ้วน ทำให้ลืมวัน – เวลาที่นัดประชุมได้
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่ได้ให้ความสนใจกับคิวงานใน Calendar มากเท่าไหร่นัก เวลานัดหมายประชุมจึงต้องตามกันแล้วตามอีกจึงจะเริ่มประชุมได้
Agree ล้านเปอร์เซ็นต์
3. พนักงานพูดคุยกันน้อย เพราะจะใช้การสื่อสารผ่านเมลล์เป็นหลัก ( หรืออาจเป็นเพราะ ELE ยังไม่สนิทกับใครเท่าที่ควรด้วยค่ะ )
ทำให้ทุกคนไม่ค่อยถนัดพูดแต่ถนัดเขียนแทน สังเกตจากเวลาเข้าประชุม จะไม่ค่อยมีใครเสนอแนะความคิดเห็นกันเท่าไหร่นัก
( หรืออาจเป็นเพราะว่าการเตรียมการประชุม / การ Present งานดีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องก็เป็นได้ )
เป็นไปได้ทั้งหมดที่กล่าวมา
สังเกตจากเวลาเข้าประชุม จะไม่ค่อยมีใครเสนอแนะความคิดเห็นกันเท่าไหร่นัก
บางครั้งทำหน้าตาไม่มีความสุขใส่หน้าผู้กำกับอีกต่างหาก…ผมทนกับสภาพที่ว่านี้ไม่ไหวแล้ว และเป็นระยะเวลานานมากพอสมควรกับสิ่งที่ ELE ว่ามา...... ทุกอย่างถึงเปลี่ยนไปเป็นเมลล์ รายงานการทำงานทั้งหมด..... ผมตอบแทนทีมงานท่านอื่นๆแล้วกัน....จะให้ตูเสนอแนะอะไร.... คุณเป็นผู้กำกับ จะเอาอะไรก็ว่ามาซิ .....ส่วนอ๊อด กำลังจะทนไม่ไหวกับสิ่งเหล่านี้ และเบื่อหน่ายสุดๆ.......

4. การมีพนักงานประจำงาน Production ค่อนข้างเยอะในหลายๆ แผนก ทำให้การทำงานของบางแผนกเป็นไปแบบเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไม่ค่อยมีความกระตือรือล้นเท่าที่ควร
โดยอาจเป็นเพราะไม่มีการเปรียบเทียบและแข่งขันกัน เหมือนการจ้าง Freelance เพราะถ้าจ้างแล้วทำงานไม่ดีเราก็จะไม่จ้างมาทำงานอีก
ครึ่งหนึ่งของ Freelance ที่ว่าจ้างมาทีปัญหา ยังมีหลายคดีที่คาอยู่ศาลแรงงาน
หลังจากนี้ถ้ามีปัญหาอีก ทีมงานนั่นแหละ ที่ต้องไปขึ้นศาล ต่อสู้คดี....


5. ในการลงทำงาน Production เมื่อพนักงานทำผิดพลาดแล้วโดนตำหนิหรือต่อว่า บางคนก็เก็บมาคิดมากมานั่งเครียด และน้อยใจว่าทำไมถึงถูกต่อว่าหรือถูกตำหนิ
แทนที่จะปรับปรุงแก้ไขสิ่งผิดพลาดให้ดีขึ้น และให้สิ่งผิดพลาดเป็นบทเรียนมากกว่าจะมานั่งเครียดและคิดมากอยู่คนเดียว หรือโกรธคนที่ตำหนิหรือต่อว่าตัวเอง
ข้อที่ 5 สมบูรณ์แบบด้วยตัวมันเอง ขอ No Comment
6. ขณะลง Production ในการถ่ายทำหนัง พบข้อผิดพลาดหลายอย่างที่ ELE เป็นคนดูแลและจัดการ เช่น งาน Lay_Smile ถ่ายที่ Main Stadium มธ.รังสิต
อาหารกล่องไม่เพียงพอสำหรับทีมงาน ซึ่งเนื่องมาจากการแจกข้าวกล่องให้ Extra 200 คนนั้น บางคนก็หยิบไป 2 กล่อง ทำให้ข้าวกล่องไม่พอจึงต้องเอาของทีมงานไปเสริม /
งาน AACP_Conductor ถ่ายที่ Bangkok City Tower ก็มีปัญหาเรื่องอาหารกองถ่าย ที่อาหารตักมีไม่เพียงพอสำหรับทีมงานทุกคน จึงต้องไปซื้อข้าวมาเพิ่ม
( ดังนั้น ต่อไปนี้เวลาสั่งจำนวนอาหารเช้ากับกลางวันสำหรับกองถ่าย อาจต้องเผื่ออาหารเยอะกว่าเดิมอีกหน่อย แต่ตอนเย็นไม่ต้องเผื่อแล้วเพราะอาหารจะเหลือทุกครั้ง )
จะเป็นการดีมาก ถ้า ELE รายงานในเรื่องนี้ ทาง Mail
หลังจากที่เจอปัญหา จะได้แก้ไขปัญหาในงานข้างหน้าต่อไป
เพื่อลดข้อผิดพลาดในการทำงาน ในน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
7. ปัญหาที่พบอีกอย่าง คือ การเตรียมขนมและเครื่องดื่มให้ลูกค้า ต้องใส่ใจในรายละเอียดค่อนข้างมาก เช่น ลูกค้า Lay ห้ามซื้อมันฝรั่งยี่ห้ออื่นมาให้ลูกค้าเด็ดขาด
และอาจต้องศึกษาด้วยว่า สินค้าที่ลูกค้า Agency ดูแลอยู่นั้นมีสินค้าอะไรบ้าง จะได้ไม่ซื้อขนมหรือเครื่องดื่มที่เป็น Fighting Brand ทั้งหมด
( พี่ต้อยแนะนำว่า ให้พยายามซื้อขนมและเครื่องดื่มที่เป็นยี่ห้อของต่างประเทศ หรือที่เราไม่ค่อยรู้จักจะช่วย SAVE ตัวเราได้ดีที่สุด )
ผมเจอปัญหานี้เป็นร้อยๆครั้ง ในชีวิตการทำงานโฆษณา และก็ยังเจอมันอีก ต่อๆไป ได้แต่ระวังตัวเองให้มาก โทษแม่บ้านก็ไม่ได้ คนที่มีการศึกษาสูงๆ ควรช่วยกันดู ที่แน่ๆกรณีนี้ ลูกค้าเค้าโทรศัพท์ซัดผมก่อนเลย ในตอนเช้าวันที่ถ่ายหนัง.....005

ข้อเสนอแนะ

1. เราควรสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในออฟฟิตบ้าง เช่น อาจมีการจัดประชุมพนักงานทุกแผนกกับผู้บริหาร อาจประชุมเป็นแผนกหรือรวมทั้งออฟฟิตก็ได้
โดยอาจจะให้ทุกวันเสาร์สิ้นเดือน เป็นวันประชุมออฟฟิต เพื่อสรุปการทำงานในแต่และเดือนถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไข
ซึ่งการประชุมอาจจะทำให้พนักงานทุกคน เข้าใจในตัวองค์กรมากขึ้นกว่านี้
สิ่งที่ ELE ว่ามาข้างต้นเป็นสิ่งที่ดีงามที่ องค์กรณ์ควรจะทำ....
เห็นด้วยทุกกรณีที่ว่ามา....ทำมามากแล้ว นานแสนนาน......
ทุกวันนี้ TOY ทำโดยตลอด.....
005 กำลังรอโอกาสเช่นว่านั่น......อะไรดีๆ เราก็ควรทำ......
และการลาออกของพนักงานอาจจะลดน้อยลงกว่านี้ก็เป็นได้
สาเหตุแห่งการลาออก ที่ผ่านมา
· ค้นพบว่าตัวเองไม่ใช่อาชีพนี้
· ค้นพบตัวเองว่า ความสามารถไม่ถึง
· ไม่พอใจการบริหารงาน
· อยากมีรายได้มากกว่าที่เป็นอยู่
· เหนื่อยไม่ชอบทำงานที่หนัก
· ไปทำนา
· ทะเลาะกับทีมงานด้วยกัน
· ไปเรียนต่อ
· เกณฑ์ทหาร
นี่คือสาเหตุหลักๆ เท่าที่เจอ ที่ว่ามาไม่รวม ไม่พ้น Probation ไล่ออก.....
และถี่ยิ่งขึ้นและเร็วขึ้นเพราะระบบตรวจสอบของบริษัท
ในระบบ Office DATA Automatic System
บวกกับประสบการณ์เก่าๆ แต่รวดเร็ว เพราะแนวทางที่ซ้ำซากของปัญหา

2. ทุกวันเสาร์ หรือเวลาว่างตอนเย็น ๆ อาจจะจัดเป็นชั่วโมงการดูหนังอาทิตย์ละครั้ง โดยเลือกหนังที่น่าสนใจของหลาย ๆ ประเทศ มาดูร่วมกันในทีม Production
แล้วมาวิพากษ์วิจารณ์หนังที่ดูกัน ซึ่งจะเป็นการเปิดโลกทัศน์การดูหนังใหม่ ๆ แปลก ๆ ให้กับทีมงานมากขึ้น และอาจนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานด้วยก็ได้
ทำมาหมดแล้ว.....ดูเหมือนทุกคนต้องการโลกส่วนตัวของตัวเอง อีกอย่างหนังในตู้ ในห้อง Com 1 ถ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หาเปิดตู้หรือยืมไปดู ค้นพบว่า เป็นวิธีทางเดียว ที่ไม่ให้หนังหา และมักจะหาย ตอนที่จะใช้ทำงานเสียด้วย
3. แผนก Producer ต้องศึกษาลูกค้า Agency และลูกค้า Product ว่าสินค้าที่ Handle อยู่มีอะไรบ้างจะได้จัดเตรียมขนมและเครื่องดื่มได้ไม่ผิดพลาดค่ะ
( ซึ่ง ELE ก็กำลังเรียนรู้ในจุดนี้อยู่ค่ะ เพราะลูกค้ามักมีความ Sensitive ต่อ Band สูงมาก มีอะไรก็แนะนำได้เลยนะคะ )
…………………………………………………………………………ELE………………………………………………………………………
กรณี Lay Smile ผมจะระวังตัวของผมให้มากขึ้นเช่นกัน
ต่อกรณี ที่ลูกค้า เปิดกระติกขึ้น มา มีแต่ COKE and Spite

ขอบคุณมากสำหรับ เมลล์ของ ELE
005.

ปล.ELE Subject ลงท้าย ด้วย 05 ไม่น่านะ 2007 จะดีกว่า
Search ง่ายกว่า เพราะที่นี้ เราใช้เป็น คศ


คืนวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสคุยกับพี่อ่ำ

ซึ่งก็ทำให้ไขข้อข้องใจ และข้อสงสัยในหลาย ๆ เรื่อง อย่างกระจ่างค่ะ

- ทุกสิ่งทุกอย่างมีคำตอบอยู่ในตัวเองจริง ๆ ค่ะ // แม้แต่ความ “เงียบ” นั่นก็คือคำตอบ ที่ทุกคนที่นี่รู้กันดี

- ได้เรียนรู้ว่า “เราควรรับผิดชอบหน้าที่ของเราให้ดีก่อนที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น” และถ้าจะทำจริง ๆ ก็ต้องทำให้ถูกที่ถูกเวลาค่ะ

- พี่อ่ำ ให้ ELE ทำสรุปข้อดี – ข้อเสีย และข้อควรแก้ไขของตัวเอง รวมทั้งทำสรุปของพี่อ่ำด้วย

แต่ ELE มีความเห็นว่า จะขอสรุปในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ที่รับผิดชอบของตัวเองจะดีกว่าค่ะ

- ช่วงเวลาจากนี้ไป คงต้องเรียนรู้หน้าที่รับผิดชอบของตนเองให้มากขึ้น เพราะทุก ๆ คนต้องเติบโตค่ะ

- เป้าหมายในชีวิต คือ ต้องเป็น “Producer” ในงานสายโฆษณาติดอันดับ TOP 10 เมืองไทยให้ได้ในสักวัน

- ต้องขอบคุณสำหรับ “โอกาส” ที่ Sky Exits มอบให้ค่ะ จะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด-----แม้จะไม่มีใครคาดหวังก็ตาม



Merci Beaucoup

----------------ELE

ตอบ

คนที่ทำการสรุปข้อดี ข้อเสีย และคำเสนอแนะได้ หาได้น้อยยิ่งในสังคมไทย ณ ปัจจุบัน

ยิ่งการสรุปข้อดี ข้อเสีย และคำเสนอแนะ ให้กับต้วของตัวของตัวเองยิ่ง หนักข้อ หายากยิ่งเข้าไปใหญ่

ที่กล่าวมาล้วนประสบการณ์และการมองปัญหา ในหลายๆด้าน มิใช่เพียงด้านเดียวหรือด้านหนึ่งด้านใดโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ทั้งนั่น บุคคลนั่น จักต้องมองโลกในแง่ดีด้วย Positive Thinking, Positive Life…



คิดบวก ชีวิตบวก

Positive Thinking, Positive Life…
ว. วชิรเมธี
เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ
เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ
เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต
เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)
เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ
เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย
เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต
เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี
เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง
เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง
เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ
เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง
เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง
เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม
เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์
เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด
เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า "มารไม่มีบารมีไม่เกิด"
เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม "ในวิกฤตย่อมมีโอกาส"
เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต
เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์



แม้แต่ความ “เงียบ” นั่นก็คือคำตอบ ที่ทุกคนที่นี่รู้กันดี

THE SOUND OF SILENCE
SIMON & GARFUNKEL


Merci Beaucoup
Votre bien venu 005

The King of Thailand in World Focus

พระมหากษัตริย์ที่ดีและยิ่งใหญ่

หมายเหตุ : คำถาม-คำตอบ ฯลฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี หลังการกล่าวแนะนำหนังสือเรื่อง The King of Thailand in World Focus กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ

 มาร์วัน มาคาร แห่งอินเตอร์เพรส เซอร์วิส
ข้อจำกัดประการหนึ่งสำหรับนักข่าวต่างประเทศเมื่อรายงานเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็คือกฎหมายว่าด้วยความผิดอาญาฐานหมิ่นพระบรมราชานุภาพ คุณได้กล่าวถึงพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2548 พระองค์รับสั่งว่าพระเจ้าแผ่นดินก็อาจพลาดได้ แต่ผู้สื่อข่าวไทยไม่ได้จับมาเป็นประเด็นและยังคงทำงานข่าวอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านั้น คุณคิดว่าจะมีโอกาสไหมที่นักการเมืองชั้นนำของไทยจะนำทางโดยกล่าวว่าเรามีความเคารพในสถาบัน แต่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องมีกฎหมายแบบนี้ ซึ่งควบคุมการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถาบันตามที่เป็นอยู่ และแผนที่รายงานเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นายอานันท์ ปันยารชุน : นี่เป็นคำถามค่อนข้างยาก เหมือนกับว่าคุณจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ด้านหนึ่งคุณจะต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ผมใคร่จะเรียนว่าผมไม่ทราบว่ากฎหมายมาตรานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ใน 2 วาระที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมมีโอกาสได้เฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งคราว พระองค์ท่านไม่เคยรับสั่งแม้แต่ครั้งเดียวเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่หลายเรื่องก็ไม่เป็นธรรม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้พระองค์ท่านไม่เอามาเป็นเรื่องรบกวนพระทัย และไม่ทรงเห็นว่าสำคัญพอที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นกับนายกรัฐมนตรีของพระองค์
อีกด้านหนึ่งคุณก็ต้องเข้าใจว่าบางเรื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของตะวันตก ความขลังของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกำลังลื่นไหลไปตามกระแสหลักด้วยคิดว่ากษัตริย์ควรทำตนให้เหมือนสามัญชน นั่นก็อาจเป็นเรื่องดี คนไทยเราไม่ขัดข้องในกระแสดังกล่าว แต่ผมคิดว่าพวกคุณก็ต้องเคารพแนวคิดและขนบประเพณีของผู้คนในประเทศนี้ พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยรับสั่งเรื่องนี้กับผมเลย แต่ในความเห็นส่วนตัวผมเองก็ไม่ค่อยชอบกฎหมายนี้ เผอิญผมได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่พวกคุณต้องเข้าใจว่าในประเทศนี้ พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในสถานะที่จะล่วงละเมิดมิได้โดยเจตนารมณ์ของประชาชน ผมเชื่อแน่ว่าพระองค์ท่านไม่เคยทรงวิตกว่ากฎหมายมาตรานี้จะมีอยู่หรือไม่ แต่คนไทยจะไม่ยอมแน่ พวกคุณอาจจะต้องคอยนานถึง 20 หรือ 50 ปี แต่คนไทยไม่ว่าจะผิดหรือถูกจะไม่ยอมทน “คำวิพากษ์วิจารณ์” พระเจ้าอยู่หัวของเราโดยเด็ดขาด นี่คือความรู้สึกของคนไทย
ถ้าหากคุณทำประชามติ (เรื่องนี้) ในวันพรุ่งนี้ คุณก็จะได้เห็นว่ามีการออกเสียงเห็นชอบเพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว ผมคิดว่านี่เป็นลักษณะการคิดของคนไทย เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมากว่า 800 ปี ซึ่งคงจะล้มล้างกันไม่ได้ง่ายๆ บางครั้งผมอดที่จะอัศจรรย์ใจไม่ได้ว่าคนไทยเรานี่ดูจะเป็นคาทอลิกยิ่งเสียกว่าองค์พระสันตะปาปา (เสียงหัวเราะ) ผมเชื่อเสมอว่าคนไทยเป็นพวกสนับสนุนระบอบราชาธิปไตยยิ่งกว่าพระเจ้าอยู่หัวเสียอีก (เสียงหัวเราะ)
ไม่เพียงแต่ประชาชนคนไทยเท่านั้น รัฐบาลไทยเองก็วิตกกังวลไปด้วยทุกครั้งที่มีหนังสือ หรือสิ่งตีพิมพ์ออกมาใหม่ วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือรัฐบาลซึ่งจะจัดการห้ามจำหน่ายหนังสือเล่มนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้สกัดนั่น สกัดนี่ ทำไมหรือ เหตุผลก็คือรัฐบาลเกรงว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยจะถูกประชาชนตำหนิ ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณจะตำหนิรัฐบาลก็ไม่ถูกนัก เพราะที่ทำไปก็เพียงตอบสนองความรู้สึกของประชาชน

 โจนาธาน เฮด จาก บีบีซี
ผมสังเกตว่าเมื่อคุณพูดถึงความสำเร็จต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัว ความสำเร็จประการหนึ่งก็คือ การแทรกแซงของพระองค์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสงบ และความกลมเกลียวกันของสังคม แต่คุณก็เคยพูดอย่างไม่เป็นทางการว่า คุณเองไม่ค่อยมั่นใจในความกลมเกลียวนัก ผมทราบมาว่ามีคนจำนวนไม่น้อยตำหนิสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังปลาบปลื้มกับการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลระดับยอดของบริติชพรีเมียร์ลีก ว่าเป็นต้นเหตุของความร้าวฉานส่วนใหญ่ในสังคม ผมชักจะสงสัยว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเกินกว่าที่พระองค์จะมีส่วนช่วยธำรงความสามัคคีของสังคมไว้ได้ปัจจุบันสังคมได้ก้าวไปไกลมาก และปัญหาก็ซับซ้อนเกินจะเยียวยาด้วยการแทรกแซงของพระองค์แล้ว

นายอานันท์ : คุณโจนาธาน แม้ว่าคุณกับผมจะศึกษามาในสถาบันเดียวกันก็ตาม (เสียงหัวเราะ) ผมต้องขออนุญาตเห็นต่าง ผมไม่เคยใช้คำว่า “แทรกแซง” เลย สำหรับผมพระองค์ท่านทรงยึดตัวบทกฎหมายตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เรื่องซึ่งชาวต่างประเทศมองว่าพระองค์ท่าน “แทรกแซง” ผมขอแยกออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นการแทรกแซงที่ริเริ่มด้วยบุคคลผู้นั้นเอง ในกรณีของพระเจ้าอยู่หัว การแทรกแซงเป็นการเข้าไปโดยมีผู้ร้องขอ จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันเล็กน้อย อีกประการหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งนั้น ผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน ไม่เคยมีรับสั่งใดๆ แม้แต่ครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของประเทศ หากจะมีครั้งใดที่ทรงรู้สึกว่าอาจจะก้าวล้ำขอบเขต พระองค์ท่านก็ทรงยับยั้งไว้ในกรอบวินัยที่ทรงตั้งไว้ จะรับสั่งกับผมว่า “นี่เป็นเรื่องที่นายกฯ มาขอความเห็นนะ”
ฉะนั้น เมื่อผมเขียนสุนทรพจน์ครั้งนี้ ผมได้ชี้ให้เห็นชัดว่าไม่ใช่ “ปรึกษานายกรัฐมนตรี” แต่ “ขอเข้าเฝ้าฯ ปรึกษา” ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้น พระองค์จะไม่พระราชทานคำปรึกษาใดๆ เลย หากจะทรงมีความเห็นก็จะให้เฉพาะเรื่องที่ทูลถามเท่านั้น มีบางคนที่ไม่ได้มาจากประเทศที่มีกษัตริย์ หรือมาจากประเทศที่กษัตริย์ลดบทบาทลงตามกระแสความคิดของส่วนนั้นๆ ของโลก แต่สำหรับประเทศไทย สถาบันกษัตริย์เป็นแบบกลางๆ ยังคงรักษาพระราชพิธีและพระราชประเพณี ยังคงมีพิธีกรรมและพิธีการ แต่กระนั้น กษัตริย์และพระราชวงศ์จะใกล้ชิดประชาชนกว่ากษัตริย์ในประเทศอื่นๆ แม้ว่าในบางประเทศกษัตริย์และราชวงศ์จะปฏิบัติองค์ดั่งสามัญชน เช่นขี่จักรยาน หรือไปซื้อของตามห้างร้านเหมือนคนทั่วไปก็ตาม ในหลวงของเรารู้จักชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรของพระองค์เป็นอย่างดี ทรงเข้าใจความคิดจิตใจของคนธรรมดาสามัญ จนมีคำติติงว่าทรงให้เวลากับชาวไร่ ชาวนา คนยาก คนจน มากกว่าให้เวลากับชาวเมือง ในหลวงทรงเชื่อว่าประเทศไทยไม่ใช่เพียงผู้คนในกรุงเทพฯ ประเทศไทยคือดินแดนในชนบท
ถ้าคุณได้เรียนรู้พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอดระยะ 60 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าพระองค์ทรงมุ่งเป้าไปที่ชนบทและชาวบ้าน ผู้ยากไร้ขัดสน พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่อาจจรรโลงเกียรติแห่งสถาบันนี้ไว้ได้ แต่ก็ยังแนบสนิทกับราษฎรยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในโลก

 จอห์น ฮาร์เกอร์ – สมาชิก FCCT มาหลายทศวรรษ (นักข่าวอิสระ)
ผมอยากถามความเห็นของคุณในการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรื่องการปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

นายอานันท์ : ความจริงผมคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นว่านักสังเกตการณ์ชาวตะวันตกเริ่มจะคิดเรื่องประชาธิปไตยทำนองเดียวกับคุณทักษิณ (เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมเป็นนักศึกษาในประเทศอังกฤษ 7 ปี อยู่ในประเทศอเมริกา 12 ปี และเดินทางไปทั่วโลกในระยะเวลา 50 ปี ผมมักถูกกล่าวว่าเป็นคนไทยนิสัยฝรั่ง อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยคิดว่าคนตะวันตกจะคิดแบบง่ายๆ ขนาดที่คิดว่าสามารถจะยัดเยียดประชาธิปไตยให้กับอิรักได้ ต้องการเปลี่ยนทั้งโลกให้เป็นประชาธิปไตยด้วยการปลูกฝังกระบวนการ ผมคิดไม่ถึงเลยว่าคนตะวันตกบางคนจะถือเอาว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย
ในที่นี้บางคนอาจได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผมที่ลงพิมพ์ในบางกอกโพสต์ เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เราสนใจเพียงรูปแบบ มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เท่านั้นหรือ เราไม่รู้ หรือลืมไปแล้วว่าประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องของสังคมเปิด เรื่องหลักนิติธรรม เรื่องความโปร่งใส เรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน เรื่องภาระความรับผิดชอบ เรื่องการมีส่วนร่วมเรื่องความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เรื่องการถ่วงดุลอำนาจ ผมรู้สึกงงงวยอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี่ เราพากันหลงทางจนขนาดไม่รู้ว่าเรามาจากไหน เราเป็นใคร และเรากำลังจะไปไหนแล้วหรือ เราลืมค่านิยมต่างๆ ของเราแล้วหรืออย่างไร เราเบาปัญญาขนาดนั้นเทียวหรือ ผมไม่กังวลหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต ที่ผมกังวลอย่างยิ่งก็คือ โลกของเราจะเป็นอย่างไร นี่เป็นคำถามที่สาหัสสากรรจ์ที่คุณต้องถามตัวเอง เรากำลังจะก้าวไปในทิศทางใด เราลืมหลักการพื้นฐานไปเสียแล้วหรือ เราลืมหลักศีลธรรมไปเสียแล้วหรือ

 ดอมินิก โฟลเดอร์ แห่งเอเชีย อิงก์
ในคำนำของเดนิส (เกรย์) ในหนังสือเล่มนี้ มีข้อสังเกตว่าพระเจ้าอยู่หัวได้การโฆษณาประชาสัมพันธ์มากมายชนิดที่หลายต่อหลายคนได้แต่ฝัน และหากคุณพิจาณาจากช่วงเวลา 60 ปีมานี่ คุณลงความเห็นได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย ในกาลข้างหน้าจะอยู่ในสภาพมั่นคงดีต่อไปเช่นที่พระองค์ท่านได้ดำเนินการไว้

นายอานันท์ : ผมพูดอยู่เสมอว่าสถานภาพของพระเจ้าอยู่หัวของเราที่สูงขึ้นถึงระดับนี้หลังจากครองราชย์มา 60 ปี เป็นผลมาจากบารมีที่พระองค์ทรงสร้างมา มิได้เป็นเรื่องการสืบทอด เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ในวัยเพียง 17-18 พระชันษา ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าพระองค์จะเป็นประมุขของชาติแบบใด แต่ผมคิดว่าด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะ และมุ่งมั่น พระองค์ทรงได้จำเริญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ดี เมื่อกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระองค์ท่านไม่เพียงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีด้วย ผมขอชี้ว่ามีความแตกต่าง เพราะผู้ใดผู้หนึ่งอาจเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ทั้งที่มีข้อบกพร่องและข้อเสียหลายประการ แต่ถ้าหากเราพูดว่าผู้นั้นเป็นคนดีสำหรับผมมีความหมายมากกว่า ฉะนั้น เมื่อเรากล่าวถึงพระองค์ท่านว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่ดี จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่กล่าวว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ การจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดี เป็นคนดี เป็นเรื่องที่จะต้องได้มาด้วยอุตสาหะของตนเอง ไม่ใช่สืบทอดมาแต่อย่างไรก็ตาม สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นซึมลึกอยู่ในประเทศไทยและความเป็นไทย ผมมั่นใจว่าสถาบันนี้จะยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์และดำเนินต่อไป
มาถึงประเด็นที่ว่าผู้ใดจะเข้ามาแทนที่ และผู้นั้นจะพยายามทำได้ดีเท่าองค์ปัจจุบันไหม ผมว่าไม่ค่อยยุติธรรมนักที่จะคาดหวังว่าผู้สืบทอดตำแหน่งนี้ จะสามารถเดินตามรอยเท้าของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ได้ ถ้าหากคุณดูผู้นำระดับโลกที่มีบุตรชายและหญิงเดินตามรอยเท้าพ่อ อย่างเช่น เชิตชิลล์ ผมว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะคาดหวังว่าบุตรธิดาเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จอย่างพ่อ กระนั้นก็ตาม ผู้ที่สืบทอดราชบัลลังก์คงจะพยายามจนสุดความสามารถที่จะทำให้ได้เทียมเท่าในหลวงพระองค์นี้ จะสำเร็จหรือไม่เพียงใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คำถามคือว่าผู้นั้นจะพยายามทำหรือไม่ และจะสำเร็จแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้ และถึงแม้ว่าผู้นั้นจะพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ เขาผู้นั้นก็ยังคงเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ เป็นประมุขของสถาบันซึ่งจะคงอยู่ถาวรในประเทศไทย ประชาชนจะยังคงรับได้ว่าเรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงสง่าราศี แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ เราก็ยังคงเคารพนับถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินของเรา
นี่แหละที่ผมเห็นว่าเป็นการขัดแย้งในตัวเองของผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศ ทางหนึ่งพวกคุณตำหนิพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ว่า “แทรกแซง” อีกทางหนึ่งคุณก็คล้อยตามคนไทย และอาจจะไม่รู้ตัวว่ายังต้องการพึ่งพระราชอำนาจของพระองค์อยู่ พวกคุณไม่อาจจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย ถ้าหากคุณไม่ต้องการให้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ “แทรกแซง” การที่พระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไปไม่ทรง “แทรกแซง” จะไม่ถูกต้องได้อย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าคำชี้แจงของผมชัดเจนหรือไม่ ที่ผมจะอธิบายก็คือ พระบารมีของพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่สร้างสมมาด้วยพระองค์เอง เป็นสิ่งที่สืบทอดกันไม่ได้ ผู้ที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์อาจจะพยายามสร้าง แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ ถ้าหากไม่สำเร็จก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่พอใจ ผู้นั้นยังคงอยู่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสัญลักษณ์ของสถาบัน
แต่พวกคุณไม่อาจจะกล่าวว่าเราคนไทยหวังพึ่งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้อย่างมาก จนจะเกิดสุญญากาศหากขาดพระองค์ท่านไป คุณตัดสินใจเองก็แล้วกันว่าต้องการพระเจ้าอยู่หัวที่มีบทบาทหรือนิ่งเฉย คุณเองก็ตกอยู่ในกับดักเช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งหลาย คุณเองก็เริ่มที่จะจู้จี้ช่างเลือก ผมเคารพในสถาบันกษัตริย์ แต่ความเคารพหลักของผมคืออะไร ความเคารพหลักของผมคือสถาบัน และถ้าเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงบารมีเช่นนี้ถือว่าเป็นรางวัลพิเศษ

 เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี
คุณคงทราบว่าคนไทยเกือบทุกคนและฝรั่งที่อยู่ในประเทศนี้ มักแสดงความวิตกกังวลว่า หากประเทศไทยไม่มีในหลวงก็จะมีแต่ความวุ่นวาย มีปัญหา บางคนก็ว่าอาจถึงขั้นจลาจล

นายอานันท์ : ก็เป็นฝรั่งพวกเดียวกันนี่แหละที่พร่ำบ่นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรง “แทรกแซง” ในเรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่เมื่อไม่มีพระองค์ท่านแล้วก็จะพร่ำหา เลือกเอาก็แล้วกันว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่สำหรับตัวผมนั้นบอกได้เลยว่า อะไรก็ตามที่พวกคุณกล่าวหา ล้วนไม่เป็นความจริง พระองค์ท่านไม่เคยแทรกแซงในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น พระองค์ท่านไม่มีวาระซ่อนเร้น

 เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี
ไม่เว้นแต่ละวันที่ผมและเพื่อนๆ นักข่าว บางทีคุณ หรือคนไทยบางคนจะพูดกันว่า แย่มากเลยนะถ้าประเทศไทยไม่มีในหลวง เพราะประเทศจะวุ่นวายโกลาหล จริงไหมครับ

นายอานันท์ : คุณต้องเข้าใจนะ ผมก็เป็นคนส่วนน้อย ผมเบื่อพวกนักข่าวต่างประเทศเสียจริงๆ (เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ) แต่ผมก็เบื่อพวกคนไทยมากกว่า ผมพูดที่โต๊ะอาหารว่าครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า จะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม ตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ผมได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “ประโยชน์” ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุ และ “ความสุข” ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพอใจหรือไม่
ถ้าคุณวัดจีดีพีของประเทศ ผลที่ได้จะไม่สะท้อนพัฒนาการของประชาชนอย่างแท้จริงเลย คุณต้องดูดัชนีวัดความสุขของประชาชน แบบที่ทำกันที่ภูฏาน ผมเคยเชื่อเสมอมาจนกระทั่ง 2-3 ปีที่แล้ว ถ้าคุณวัดประเทศไทยตามดัชนีวัดความสุขมวลชนของประเทศ คุณก็จะพบว่าแทนที่จะอยู่ในลำดับที่ 65 ตามจีดีพี เราก็จะขึ้นไปอยู่ประมาณลำดับที่ 25 หรืออาจจะถึง 20 ก็ได้
แต่ผมต้องยอมรับว่าผมเลิกความคิดนี้แล้ว เพราะผมไม่สามารถเข้าใจคนไทยได้ (เสียงหัวเราะ) จะด้วยเหตุใดก็ตาม คนไทยไม่เพียงแต่จะมองสิ่งต่างๆ ไปในแง่ร้ายเท่านั้น แต่ยังชอบลงแส้ทรมานตนอีกด้วย เรามีการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ทันทีที่ผลออกมา คนพวกนี้ก็เป็นกังวลว่าผลออกมาไม่ดี เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นชอบนั้นมีเพียง 57% เสียงที่ไม่เห็นชอบประมาณ 41% คะแนนเสียงต่างกัน 15% และถ้าดูจำนวนเสียงทั้งหมดจะเห็นว่าเป็นความแตกต่างระหว่างเกือบ 15 ล้านเสียง กับ 11 ล้านเสียง ซึ่งก็คือส่วนต่าง 15% ของผู้ที่ออกไปลงเสียง 4 ล้านเสียง ถ้าคุณอ่านหนังสือพิมพ์ไทย อ่านบทความ ฟังรายการวิพากษ์วิจารณ์ข่าว ล้วนแสดงความคิดเห็นว่าเสียงต่างกันน้อยมาก ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ อีกประการหนึ่งทันทีที่ผลการลงประชามติออกมาส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีการพูดถึงรัฐประหารครั้งต่อไป (เสียงหัวเราะ) ผมถามว่าพลาดตรงไหน มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ เป็นเรื่องไร้ตรรกะและเหตุผลโดยสิ้นเชิง ผมให้คำตอบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผมโทษคุณทักษิณ (เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ)

 จอห์น แอลลัน เรย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คุณอานันท์ได้ชี้แจงและพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และพระราชอำนาจของกษัตริย์ ผมสังเกตว่าตลอดเวลาคุณอานันท์ใช้สรรพนามเพศชายในภาษาอังกฤษ เป็นไปได้ไหมในอนาคตที่ยาวนานจะมีการใช้สรรพนามเพศหญิง

นายอานันท์ : ผมไม่เห็นมีอุปสรรคใดๆ ในอนาคต ผมไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุไว้ว่าอย่างไร ผมชื่อว่าเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ผมไม่คิดว่าคนไทยจะเห็นเป็นเรื่องขบคิดกันมาก ไม่เหมือนชาวญี่ปุ่น ซึ่งในเรื่องนี้ถึงกับมีสงครามกลางเมือง ดูกรณีที่เจ้าชายชาวญี่ปุ่นองค์หนึ่งโทษนิสัยโปรดปรานการดื่มน้ำเมาของพระองค์ว่าเกิดจากประเด็นที่ว่าสตรีอาจจะขึ้นครองบัลลังก์ได้ เราไม่เคร่งครัดถึงปานนั้น ประการหนึ่งคนไทยไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องอย่างนั้น ใครที่มาเมืองไทยและเอาจริงเอาจังกับคนไทยแล้วค่อนข้างจะอันตรายกับตนเองสักหน่อยนะ (เสียงหัวเราะและปรบมือ)
บทส่งท้าย
เรื่องหนึ่งซึ่งผมไม่ค่อยสบายใจนักคือ มีการกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวว่าไม่เคยเห็นแย้มพระสรวล ผมคิดว่าเป็นข้อจำกัดอันเนื่องมาจากธรรมเนียมประเพณีและความเคารพในพระองค์ท่าน มีบุคคลไม่กี่คน บทความหรือบทสัมภาษณ์ไม่กี่ชิ้นที่สามารถถ่ายทอดให้คนทั่วไปได้เห็นด้านที่ผ่อนคลายของพระองค์ ผมจะเล่าเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟังสัก 2-3 เรื่อง ปกติแล้วผมจะไม่เปิดเผยเรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับผมในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ผมว่าสมควรในกรณีนี้เพื่อที่เราจะได้รู้จักพระองค์ท่านดีขึ้นในฐานะมนุษย์ธรรมดา
เรื่องแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อผมทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีบางเรื่องซึ่งผมคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวจะสนพระทัย เมื่อฉบับร่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมได้ขอเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรายงาน และยก 3-4 ประเด็นที่คิดว่าจะสนพระทัย แต่พระองค์ท่านไม่ได้สนพระทัยนัก แน่นอนพระองค์สนพระทัยประเด็นที่ว่าจะตราพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ค่อยสนพระทัยเรื่องที่ผมรายงานสักเท่าใด ตอนสุดท้ายพระองค์รับสั่งว่า “คุณอานันท์ มันแปลกดีนะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดไว้ว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพุทธมามกะ ต้องเป็นอัครศาสนูปถัมภก ต้องเป็นนั่น ต้องเป็นนี่ แต่ไม่มีตรงไหนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าพระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนไทย” (เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมขอท้าพวกคุณว่าในบรรดาคนไทย 62 ล้านคน มีใครไหมที่ปราดเปรื่องคิดถึงรายละเอียดด้านเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้
อีกเรื่องหนึ่งเมื่อผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระที่ 2 โดยอุบัติเหตุอีกนั่นแหละ (เสียงหัวเราะ) ในการเข้าเฝ้าฯ ครั้งแรก ผมถวายคำนับแล้วลงกราบพระบาท พอผมยืนขึ้น ทรงรับสั่งว่า “Shane, come back” (เสียงหัวเราะ) พวกคุณที่อายุไม่มากนักอาจจะไม่รู้เรื่องเชนว่าเป็นมาอย่างไร เชนเป็นภาพยนตร์ที่พวกเราได้ชมกันเมื่อ 40 หรือ 50 ปีก่อน เชนเป็นคนเที่ยงธรรม เป็นนายอำเภอของเมืองเมืองหนึ่งที่มีปัญหาหนักมาก เขาทำให้เมืองสงบเรียบร้อย กวาดล้างมือปืนวายร้าย แล้วก็วางอาวุธปลดเกษียณตัวเองไปอยู่ในชนบท แต่ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นในเมืองนั้นอีก เราเลยพูดกันติดปากว่า “Shane, come back” (เสียงหัวเราะและปรบมือ)



บทสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน “พระมหากษัตริย์ที่ดีและยิ่งใหญ่” จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2550

Tuesday, 30 October 2007

Behind The Scene Sky Exits Films Production : CAT Telecom Only One 001

Behind The Scene Sky Exits Films Production
Product: CAT Telecom
Title: CAT Only One 001




Behind The Scene Sky Exits Films Production
CAT Telecom : Only One 001 : Picture


















โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทางเลือกสุดท้ายที่ต้องเลือก

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทางเลือกสุดท้ายที่ต้องเลือก [29 ต.ค. 50 - 20:20]

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทำสถิติใหม่ ขึ้นไปสูงสุดที่ 92.22 เหรียญต่อบาร์เรล หลังจากที่ขยับขึ้นขยับลงระหว่าง 85-90 เหรียญต่อบาร์เรลมาหลายวัน ตามทิศทางการสร้างราคาของนักปันราคาน้ำมันทั้งหลาย

ข้ออ้างของนักวิเคราะห์ระดับโลกทั้งหลายล้วนเป็นนิยายเรื่องเก่า เช่น เรื่องอิหร่านอิรัก การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของโจรสลัดในอ่าวไนจีเรีย ฤดูหนาวมาแล้วทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น และข้อสุดท้ายน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก

จากวันพุธถึงวันศุกร์สัปดาห์ที่แล้ว แค่ 3 วัน ราคาน้ำมันดิบขึ้นไปถึง 7 เหรียญ และอาจจะขึ้นไปถึง 96-101 เหรียญต่อบาร์เรล ภายในปีนี้หรือต้นปีหน้า จะขึ้นเร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างราคาของพ่อค้าน้ำมันกลุ่มโอเปก และเฮดจ์ฟันด์ ที่หันมาปั่นราคาน้ำมันดิบอีกครั้ง หลังจากที่ขาดทุนยับเยินจากซับไพร์มไปหลายแสนล้านบาท

ไม่ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปบาร์เรลละ 100 เหรียญหรือมากกว่านั้น ชาวโลกก็ยังต้องใช้น้ำมันอยู่ดี เพราะน้ำมันดิบยังเป็นพลังงานหลักของโลกไออีเอ หรือสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศพยากรณ์ว่า อีก 25 ปีข้างหน้าในปี 2573 การใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ใช้ในปี 2548

สภาวิชาการระหว่างประเทศซึ่งประชุมกันที่กรุงปารีสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รายงานว่า “ปัญหาพลังงานจะเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21” ประเทศต่างๆจะต้องจัดหาไฟฟ้าใช้ให้เพียงพอเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานในอนาคต โดยไม่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้น

ไม่น่าเชื่อว่า โลกวันนี้ยังมีคนอีกกว่า 1,600 ล้านคน ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

แต่น้ำมันดิบไม่ว่าจะมีราคาแพงแค่ไหนในที่สุดก็มีวันหมดไปจากโลกเช่นเดียวกับ ก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยและพม่า สิ่งที่น่าห่วงสำหรับประเทศไทยในอนาคตก็คือ เราพึ่งพลังงานจากก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากเกินไป โดยใช้ก๊าซเป็นสัดส่วนสูงถึง 7-80 เปอร์เซ็นต์ในการผลิตไฟฟ้าทั้งมด ถ้าก๊าซหมดในอีก 20 ปีข้างหน้า เมืองไทยมีหวังมืดกันค่อนประเทศ

พลังงานทางเลือกหลักที่ไทยใช้อยู่ก็คือ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ที่คนไทยกำลังต่อต้าน และคนทั้งโลกก็กำลังต่อต้าน เพราะเป็น “ต้นตอทำให้โลกร้อน” และเป็น “แหล่งผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” ที่เป็นภัยต่อมนุษย์และโลก

ผมเห็นด้วยกับคุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีพลังงาน ที่ออกมาฟันธงวันก่อนว่า “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือทางเลือกที่ดีที่สุด” เพราะใช้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าต่ำสุด เพียง 1.80 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติมีต้นทุน 2 บาทต่อหน่วย และน้ำมันเตามีต้นทุน 4 บาทต่อหน่วย

แต่ปัญหาของไทยวันนี้ก็คือ “อารมณ์วิตกจริต” ของคนไทยจากการปลุกปั่นของ “กลุ่มเอ็นจีโอ” ให้กลัวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั้งๆที่โลกมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้กันมานานแล้วถึง 420 โรง และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดอุบัติเหตุก็มีไม่กี่แห่งเท่านั้น

วันนี้ “เวียดนาม” เพื่อนบ้านของไทยที่กำลังจะแซงหน้าไทยทุกอย่าง เพราะผู้บริหารประเทศไทยโง่เขลากว่าผู้บริหารประเทศเวียด-นาม ก็กำลังจะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงแรกแล้ว อีก 10 ปีข้างหน้าก็สร้างเสร็จ

ถ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีอันตรายมากมายอย่างที่กลัวกัน ไม่ว่าประเทศไทยจะมีหรือไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในที่สุดก็ต้องได้รับอันตรายจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างไม่มีทางเลือก เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเวียดนาม มีผลกระทบถึงไทยแน่นอน

ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับรัฐมนตรีพลังงานว่าหากคนไทยจะอยู่ดีกินดีมีไฟฟ้าใช้ ไม่ขาดแคลนในอนาคต ต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่ต้องเลือก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ กลัวหรือ ไม่กลัวก็ตาม.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

"มหา"ลัยเยอรมันแชมป์ สร้างบ้านพลังงานแสงอาทิตย์


"มหา"ลัยเยอรมันแชมป์ สร้างบ้านพลังงานแสงอาทิตย์
การแข่งขัน "Solar Decathlon 2007" หรือ "การแข่งขันสร้างบ้านที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์" ที่กระทรวงพลังงานของสหรัฐเป็นผู้จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปีนี้ตำแหน่งแชมป์เป็นของ "Technische Universitaet Darmstadt" หรือ "มหาวิทยาลัยเทคนิคดาร์มสตัดต์" ประเทศเยอรมนี ที่เฉือนทีมเจ้าบ้านจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายมหาวิทยาลัย ส่วนรองอันดับ 2 คือ "ยูนิ เวอร์ซิตี้ออฟแมรี่แลนด์" อันดับ 3 "ซานตาคลาร่ายูนิเวอร์ซิตี้"

กระทรวงพลังงานคัดเลือกมหาวิทยา ลัยในสหรัฐรวมทั้งต่างประเทศมาได้ 20 ทีม โดยทีมเจ้าบ้านมี 16 ทีมคือ "คาร์เนกีเมลลอนยูนิเวอร์ซิตี้", "คอร์แนลยูนิเวอร์ ซิตี้", "จอร์เจียอินสติทิวออฟเทคโนโลยี", "แคนซัสสเตตยูนิ เวอร์ซิตี้" ที่จับมือกับ "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแคนซัส" ในนามของ "โครงการบ้านพลังงานแสงอาทิตย์แคนซัส", "ลอว์เรนซ์เทคโนโลจิคัลยูนิเวอร์ซิตี้", "แมสซาชูเซตส์อินสติทิวออฟเทคโน โลยี"

"นิวยอร์กอินสติทิวออฟเทคโนโลยี", "เพนซิลเวเนียสเตตยูนิเวอร์ซิตี้", "ซานตาคลาร่ายูนิเวอร์ซิตี้", "เท็กซัสเอแอนด์เอ็มยูนิเวอร์ซิตี้", "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟโคโลราโด-โบลเดอร์", "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟซินซินเนติ", "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟอิลลินอยส์ เออร์บาน่า-แชมเปญ", "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแมรี่แลนด์", "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟมิสซูรี่โรลล่า" และ "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟเท็กซัสออสติน"

ด้านทีมแขกเยือนมีอยู่ 4 มหาวิทยาลัย คือ ทีมมอนทรีออล ที่ผนึกกำลังจาก 3 มหาวิทยาลัยคือ Ecole de Technologie Superieure ยูนิเวอร์ซิเต้เดอมอนทรีออล และแม็กกิลยูนิเวอร์ซิตี้ อีก 3 ทีม คือ "มหาวิทยาลัยเทคนิคดาร์มสตัดต์ ประเทศเยอรมนี" "อูนีเบซิด๊าดโปลีเต๊กนิคาเดมาดริด ประเทศสเปน" และ "อูนีเบซิด๊าดเดเปอร์โตริโก ประเทศเปอร์โตริโก"

"บ้านที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์" คือบ้านที่ไม่ใช้พลังงานใดๆ นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์ การแพร่ก๊าซคาร์บอนเท่ากับศูนย์ ประหยัดเงิน สะดวกสบาย สวยงาม ส่วนหลักการตัดสินมี 10 ข้อ คะแนนเต็ม 1,200 คะแนน คือ "สถาปัตยกรรม" 200 คะแนน "วิศว กรรม" 150 คะแนน "ความเป็นไปได้ทาง การตลาด" ซึ่งวัดจากความน่าซื้อและเหมาะที่จะอยู่อาศัย 150 คะแนน ส่วนหัวข้อ "การสื่อสาร", "โซนพักผ่อน", "พลังงานเพียงพอสำหรับการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า" เช่น การแข่งขันแบ่งบ้านออกเป็นย่านละ 4-5 หลัง บ้านแต่ละหลังจะต้องทำอาหาร 3 คอร์สให้กับเพื่อนบ้าน โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่สะสมไว้, "ระบบน้ำร้อน" เช่น ความร้อนขั้นต่ำของน้ำต้องมีอุณหภูมิตามที่กำหนด, "ระบบแสงไฟ" เช่น มีแสงพอเพียงเมื่อท้องฟ้าขมุกขมัวเมื่อฝนตก, "ความสมดุลทางพลังงาน" เช่น ความเหมาะสมของอุณหภูมิในบ้าน และ "การเดินทางในบ้าน" ซึ่งหมายถึงมีพลังงานเหลือพอที่จะนำไปใช้กับรถไฟฟ้า หัวข้อละ 100 คะแนน บ้านทั้งหมดนี้ยังต้องใช้วัสดุที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด ห้ามประดิษฐ์ขึ้นมาเอง รวมทั้งต้องให้ผู้พิการอยู่อาศัยได้
ทีมเยอรมันเฮ




เมื่อเหล่ากรรมการเดินดูบ้านทั้ง 20 หลังและมารวมคะแนนกัน พบว่า "มหาวิทยาลัยเทคนิคดาร์มสตัดต์" มาเป็นที่ 1 ด้วยคะแนนรวม 1024.85 คณะกรรมการมีความเห็นต่อบ้านหลังนี้ว่า เป็นบ้านที่ตอบโจทย์ของการแข่งขันได้มากที่สุด โดยเฉพาะกรรมการด้านแสงไฟเห็นว่า ในเวลากลางคืนแสงไฟสวยงามมากจึงให้คะแนนในหัวข้อนี้ 100 คะแนนเต็ม คณะกรรมการด้านวิศวกรรมชูนิ้วให้คะแนนเต็มเช่นกัน เพราะมีความคิดสร้างสรรค์สูงและมีระบบการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เยี่ยมไม่มีที่ติ และยังได้อีก 100 คะแนนเต็มจากความสมดุลของพลังงาน

ด้านบาร์บาร่า เกอห์รุ่ง โฆษกของทีมเยอรมัน กล่าวว่า คะแนนของดาร์มสตัดต์และแมรี่แลนด์สูสีกันมาก ซึ่งแมรี่แลนด์สร้างบ้านได้สวยงาม มีแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมและระบบต่างๆ ดี
บ้านของทีมสเปน/บ้านของทีมยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแมรี่แลนด์

บ้านของทีมมหาวิทยาลัยเทคนิคดาร์มสตัดต์/บ้านของทีมเอ็มไอที

บ้านของทีมคอร์แนล/บ้านของทีมซานตาคลาร่า

ภายนอกบ้านของทีมเปอร์โตริโก

นักศึกษาหญิงคอร์แนลสู้ตาย




ทีมที่คว้าชัยลำดับ 2 คือ "ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแมรี่แลนด์" ได้ 999.807 คะแนน เป็นทีมที่ได้คะแนนสูงสุดในหัวข้อการสื่อสาร กรรมการด้านสื่อสารเห็นว่า แมรี่แลนด์ทำได้ดีมากทั้งด้านเว็บไซต์และการนำชมบ้าน ส่วนหัวข้อสถาปัตย กรรม ความเป็นไปได้ทางการตลาด แสงไฟ ได้คะแนนเป็นที่ 2

อันดับ 3 "ซานตาคลาร่ายูนิเวอร์ซิตี้" ได้ 919.959 คะแนน จุดประสงค์ของทีมคือ ต้องการให้บ้านมีประโยชน์ใช้สอยตามความเป็นจริง สวยงามและสร้างสรรค์ เหล่ากรรมการต่างเห็นว่า บ้านของซานตาคลาร่าสร้างได้ตามจุดประสงค์ของทีมทุกอย่าง บ้านหลังนี้ได้คะแนนเต็ม 100 เรื่องระบบน้ำร้อน ความสมดุลของพลังงาน ส่วนกรรมการด้านสื่อสารเห็นว่า นักศึกษามีความเป็นกันเองและมีความกระตือรือร้นในการนำชมบ้าน แถมยังให้ข้อมูล ความสนุกสนาน

เจมส์ บิ๊กฟอร์ด นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์และผู้จัดการโครงการบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ของ "ซานตาคลาร่ายูนิเวอร์ซิตี้" กล่าวว่า "เป็นประสบการณ์ที่เหลือเชื่อ เพราะทีมต้องแข่งขันกับหลายมหาวิทยาลัยที่ใหญ่กว่า และแม้ประสบกับอุปสรรคมากมาย แต่เราก็ยังได้ที่ 3!"

"ซานตาคลาร่ายูนิเวอร์ซิตี้" เกือบจะไม่ได้เข้าแข่งขันในครั้งนี้เสียแล้ว แต่เกิดเหตุส้มหล่นขึ้นเมื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งขอถอนตัว ส่วนอุปสรรคนั้นคือ งานจัดขึ้นที่ฝั่งตะวันออกสุดของประเทศ แต่ซานตาคลาร่าอยู่ฝั่งตะวันตกสุดของประเทศ ระยะทางที่ห่างไกลต่อการขนส่งทำให้ข้าวของเสียหาย จนทีมแทบจะประสาทกินกันไปตามๆ กัน บ้านขนาด 650 ตารางฟุตสไตล์แคลิฟอร์เนียมา ถึงที่งานหลังจากที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ประกอบบ้านไปแล้วนานถึง 3 วัน แต่นักศึกษาพยายามทุ่มเททำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อชดเชยเวลาที่หายไป สำหรับชานบ้านด้านนอกและเฟอร์นิเจอร์นั้นใช้ถังไม้ที่หมักไวน์มาทำ ฉนวนกันความร้อนใช้ผ้ายีนส์ (blue denim insulation) กระจกหน้าต่างเป็นกระจกที่เปลี่ยนสีได้เอง

ด้านนายแซมมวล บ็อดแมน รมว.พลัง งาน กล่าวว่า "ขณะเดินชมงานนั้นตนทั้งรู้สึกทึ่งบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ และทึ่งในความรู้ของเด็กๆ ซึ่งการแข่งขันแสดงให้เห็นถึงความรู้ด้านพลังงานแสงอาทิตย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นการกระตุ้นความคิดของบรรดาวิศวกรและสถาปนิกในอนาคต"

หันมาดูบ้านจากทีมของมหาวิทยาลัยอื่นไม่พลาดรางวัลกันบ้าง บ้านของ "ทีมคอร์แนล" มีแลนสเคปที่ประกอบด้วยต้นไม้นานาชนิดกว่า 1,800 ต้น ให้ความรู้สึกว่าภายในและภายนอกเชื่อมต่อกัน มีการรีไซเคิลน้ำที่ใช้แล้วจากการอาบน้ำ ห้องครัวไปรดต้นไม้ที่ด้านนอก มีการควบคุมระบบต่างๆ ของบ้านด้วยระบบทัชสกรีน ฯลฯ

ทีม "แมสซาชูเซตสŒอินสติทิวออฟเทคโนโลยี" หรือ "ทีมเอ็มไอที" สร้างกำแพงทางทิศใต้ของบ้านด้วยพลาสติกขนาด 1 คูณ 1 ฟุต เอามาประกบกันเหมือนแซนด์วิช โดยตรงกลางเป็นช่องสำหรับใส่น้ำ กำแพงพลาสติกด้านในทาด้วยเจลซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อน ซึ่งเจลกันความร้อนนี้จะนำความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านมายังน้ำที่อยู่ในกำแพง กระจกหน้าต่างใช้ก๊าซคริปตันเป็นฉนวนกันความร้อน แผงพลังงานแสงอาทิตย์ให้พลังงาน 9 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง สามารถเก็บพลังงานไว้ได้ในแบตเตอรี่ 24 ตัว ทำให้เก็บพลังงานได้ 70 กิโลวัตต์ เพียงพอสำหรับอยู่บ้าน 2 วัน

ในหัวข้อทำอาหารเลี้ยงเพื่อนบ้านนั้น ทีมเอ็มไอทีทำซุปปูฟักทอง ส่วนเมนคอร์สมีให้เลือกระหว่างไส้กรอกย่างหรือสปีแนชตอร์เตลลินี่ ของหวานเป็นไอศกรีมซอร์เบต์และช็อกโกแลตชิปพุดดิ้งคุกกี้ เครื่องดื่มเป็นเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ผสม มีให้เลือกระหว่าง "เวอร์จิ้นโมฮิโต้" เครื่องดื่มยอดฮิตในสหรัฐอยู่ในขณะนี้ หรือไม่ก็ "Safe Sex on the Beaches" เครื่องดื่มรสผลไม้